เกือบโดนลูกหลงไปด้วย เยี่อมคุก
อย่างที่บอกค่ะ เมื่อปีที่แล้วปีหรรษา สาระพัดการเรียนรู้เรื่องแย่ๆมั่งคะ
อะไรไม่เคยคิดจะเกิดก็เกิดขึ้นในปีที่ผ่านมา
ก่อนที่จะแต่งงานเรียนรู้เรื่องใบหย่าเสียแล้ว เพื่อนทะเลาะกับสามีค่ะ ลากเราไปแปลด้วย
ก่อนประสบความสำเร็จ เอาอีกแล้ว ลุงข้างบ้านมาปรึกษาเรื่องบุคคลล้มละลาย
และนี่เอาอีกแล้วค่ะ ก่อนจะรู้กจักคำว่าอิสระ ต้องรู้จักจำคุกเสียก่อนละมั่ง

หลังจากเรียนจบ ตระเวนเดินหางาน สัมภาษณ์งานมาหลายเจ้า
จนได้บรรจุงานที่บริษัทแห่งหนึ่งเป็นที่เรียบร้อย
ชีวิตทำงานมันต่างจากชีวิตนักเรียนอย่างมาก วันและเวลาว่างทำไมมันเยอะขนาดนี้
แถมเราไม่ต้องห่วงเรื่องค่าใช้จ่ายแบบแต่ก่อนแล้ว
วันๆไม่ต้องมาคำนวนว่า เดือนนี้จะต้องหาเงินให้ได้เท่าไหร่ถึงจะพอจ่ายค่าห้อง ค่าเรียน ค่ากินอีก....ต่อไป
เนี่ยแหละชีวิตที่ถาม ในที่สุดชีวิตฉันก้อกลับคืนสู่ปกติ เป็นคนธรรมดาเสียที

ไอ้ความคิดนี้มีอยู่ได้ไม่นาน เอาอีกแล้วค่ะ มนุษย์กิเลสหนาไม่มีคำว่าพอ
ตื่นเจ็ดโมง ทำงานเก้าโมง เลิกงานหกโมง หลังจากนั้นก้อว่างยา~ว นอนตีสามค่ะ
เวลาว่างมันเยอะไปเปล่าค่ะ ช่วงแรกๆคิดว่าดีค่ะ พยายามหาไรทำ ไปยิมบ้าง กินข้าวกับเพื่อนที่ทำงานบ้าง
หลังๆเพื่อนญี่ปุ่น ท่านทั้งหลายก้อเริ่มหาย ไม่ได้หายไปไหนหรอกนะคะ
เค้าก้อมีครอบครัว มีภรรยาลูกน้อยกันทั้งนั้น จะมาเที่ยวเตร่กับเราก้อใช่เรื่อง ต่างก็ให้ความเคารพ และเกรงใจภรรยากันทั้งนั้น

สรุปเราอยู่คนเดียวอีกแล้ว จากดูทีวีเปลี่ยนไปช่องนั้นที ช่องนี้ หัดทำกับข้าวบ้าง วาดรูปบ้าง ชีวิตมันเริ่มเหงาค่ะ ขากลับบ้านเริ่มแวะห้างบ้าง แวะบ่อยๆก้อเปลื่องตังค์ เปลี่ยนจากแวะห้างมาเป็นร้านนวด จากแวะนั่งวันละชั่วโมงเป็น สอง สาม สี่ชั่วโมง

ข้อดีของการนั่งเล่นร้านนวดนะคะ คือประหยัดค่ะ ประหยัดค่าแอร์ที่บ้าน อาหารการกินสมบูรณ์ มีเพื่อนคุยเพื่อนเล่น เราเริ่มแวะไปร้านเพื่อนบ่อยๆ นั่งนานเข้า พอแขกล้นที เค้าก้อให้เราช่วยนวดบ้าง หาเงินเข้ากระเป๋าอีกทางหนึ่งค่ะ

จนกระทั่ง ป้าคนรู้จัก อายุราวๆ50กว่าได้แล้ว ป้า...แกแต่งงานกับคนญี่ปุ่น มีลูกทั้งที่ไทยและญี่ปุ่นค่ะ อยู่ที่นี่มานานเกือบยี่สิบปีได้

เคยทำงานนวดอยู่ร้านเดียวกันกับแกมาก่อน ที่นี้แกเปิดร้านแกเอง อยู่กันสองคนกะหลานสาว

วันนั้นแกโทรมาขอร้องให้เราไปช่วยแกหน่อย ระหว่างที่หลานสาวแกบินกลับเมืองไทยเป็นเวลาสองสามอาทิตย์ค่ะ

แกว่าให้เรามาตอนเย็นๆก้อได้ แล้วเที่ยงคืนกลับ เดี๋ยวดึกๆแกลุยเองค่ะ ช่วงนี้แกเหนื่อย พึ่งไปให้น้ำเกลือมา หอบแกออกบ่อยค่ะ แกทำงานไม่ไหว

ไอ้ขี้สงสารบวกเงินลอยมาตรงหน้าเนี่ยละค่ะ ทำให้เราตอบตกลงไป

ร้านแกเป็นร้านเล็กๆค่ะ มีสามเตียง เหมือนร้านนวดแผนไทยทั่วไปในกรุงเทพ พื้นๆไม่ได้ตกแต่งไรมากนัด

แต่การแต่งตัวป้าเนี่ยสิคะ กินขาด คนละคนกับเมื่อสามปีที่แล้วที่เรารู้จักเลยค่ะ แกแต่งตัวเซ็กซี่มาก ใส่กระโปรงสายเดียวสั้นเหนือเข่า ด้านหน้าเว้าเป็นรูปตัววีลงมาถึงหน้าอก แต่งหน้า ติดขนตา ใส่วิกผมเกียวสี้น้ำตาลทอง โห!!... แม่เจ้าโว้ย เราตกใจกะชุดนวดแกค่ะ แกว่ามันเป็นความสุขแก แกชอบแต่งตัวเซ็กซี่ค่ะ อันนี้ไม่ว่ากัน

ถ้าปล่อยตัวให้เหี่ยวแล้ว แขกที่ไหนจะมานวดกับแก แกถือแกดูดี คนมองก้อผ่อนคลายไประดับหนึ่งค่ะ ร้านแกนวดหนัก รวดรักษา ใครปวดเอวปวดไหล่ มานวดกะแกรับรองค่ะ ดีขึ้นทันตาเห็นเลย ถ้าแขกเบื่อแก่ๆอยากได้สาวๆก็มีหลานสาวให้เลือกค่ะ เห็นว่านวดเก่งเหมือนกันค่ะ

อาทิตย์แรกที่ไปทำ

ป้าแกใจดีหรือเหนื่อยไม่ทราบ แขกมากี่คนก็ยกให้เรานวดหมด ไอ้เราก้อชอบดิค่ะ เงินทั้งนั้น

แต่มันจะเริ่มแปลกตรงที่ว่าบ้างวันเราเลิกงานแหละ จะเข้าร้านแล้ว แต่แกโทรมาว่า "อย่าพึ่งเข้าไปเดินเล่นก่อนชั่วโมงหนึ่งสิ " ไม่ก้อ " แขกป้ามา ออกไปเดินเล่นไป๊ เดี๋ยวป้าโทรตาม " ก้อมี เราเริ่มแปลกใจ ทำไมไล่เราบ่อยจังหนอออ

ตอนแรกเข้าใจว่ากิ้กแกมา แกอยากอยู่กะกิ๊กสองต่อสองก้อว่างั้น พึ่งมาถึงบ้านอ้อ ก้อดูดิคะ วันหนึ่งไล่ให้ไปเดินเล่น2-3ครั้ง แหมกิ๊กจะรักจะหลงไรขนาดนั้น แกเลยเฉลยเรามาว่า ร้านแกมีบริการอย่างว่าด้วยนิคะ

ป้าแกเล่าว่า แกแก่แล้ว จะไปสู้สาวๆก้อไม่ได้ ถ้าไม่ทำแบบนี้ แกก้ออยู่ไม่ได้ สามีหาเงินมา ก้อไปลงกับปาจิโกะเสียหมด ลูกก้อยังเล็ก ทำเพื่อปากเพื่อท้องค่ะ ถึงโดนตำรวจจับเข้ามาจริงๆก้อ ผิดไม่มาก ให้สามีมาประกันตัวออกก้อจบ พูดเหมือนเรื่องง่ายๆค่ะ ชิวๆไปสะงั้น

เราก้อเข้าใจนะ การแต่งงานมาอยู่ญี่ปุ่นเนี่ย มันเหมือนถูกหวยก้อว่าได้ เลือกสามีดีมีชัยไปกว่าครึ่งจริงๆ แต่ว่าทำไมต้องไปนวดไอ้นวดอย่างว่าด้วย มันเกี่ยวกันตรงไหนคะ คุณป้าขา นวดดีแขกมันติดเดี๋ยวมันก้อกลับมาเอง ป้าแกตอบเรามาว่า "ร้านนวดเกิดกันไวยังกะดอกเห็ด ไม่ใช่ร้านป้าร้านเดียวสะที่ไหน ร้านอื่นก้อมี ร้านxxxก้อมี ร้านนี้xxxก้อมี แขกก้อเอามาพูดกันเยอะแยะ " บังเอิญชื่อที่พูดมาเรารู้จัก เราเถียงไปว่าร้านเพื่อนนู๋ไม่มี ป้ารีบตอบกลับมาว่า" แล้วเวลาเค้านวดเค้าเรียกเราเข้าไปดูด้วยมั้ย เค้าอยู่กันสองต่อสองในห้อง เค้าจะทำไรก้อได้ช่ายมั้ย เราเข้าไปดูด้วยหรือไง" นั้น!!!เอาเราสะเงียบ เถียงไม่ออกค่ะ ตอนนั้นนะ นึกมาในใจว่า เอาอีกแล้ว ซ ว ย อีกแล้วตู หาเรื่องอีกแล้ว ถ้าดันแจ็คพ็อตตำรวจขึ้นทำไง ตูไม่โดนเข้าไปด้วยหรือนี่ ที่นี่ไม่ปลอยภัยอย่างแรง

วันถัดไป

เรามาขอป้า "ให้หาคนอื่นมาอยู่แทนเหอะ นู๋คงช่วยไม่ได้อะ นู๋เข้าใจว่าป้าเหนื่อย ไม่ค่อยแข็งแรง แต่ถ้ามีอะไรเกิดขึ้น นู๋จบเลยนะคะ กลับไทยอย่างสถานเดียว แล้วจะบอกแม่นู๋ว่าอย่างไงคะ "

ป้าแกช่างขอค่ะ ขอให้เราอยู่ต่อจนกว่าจะหาเด็กมาแทนได้ค่ะ พร้อมอธิบายด้วยว่าร้านแกปลอยภัย ร้านแกพึ่งเปิดมายังไม่ถึงปี ตำรวจไม่ขึ้น ตำรวจต้องสืบกันมาเป็นปี ต้องมาลองนวดแล้วหลายครั้ง ถึงจะขึ้นค้น แล้วแกเลือกคนทำ แกทำกับลูกค้าเก่าๆของแกเท่านั้น อยู่ช่วยป้าก่อนนะ แขกดีเรานวด แขกอย่างว่าป้านวดเอง

นั้น!!!เอากับป้าแกดิค่ะ แกขอให้เราอยู่ต่อ ป้าแกตื้ออยู่นั้นแหละ "ช่วยป้าหน่อยนะ ช่วยป้าหน่อยนะ " เราไม่รู้จะปฏิเสธแกยังไง เลยหาวิธีหนีแกโดย ขอแกไปนั่งรอร้านเพื่อนแทน แขกล้นค่อยเรียกเราละกัน จริงๆแอบหวั่นอยู่ในใจ อย่ามาเรียกเราบ่อยนะ อย่ามา ซ ว ย ตรงเรานะ แต่โชคดียังดีค่ะ ไม่กี่วันก้อมีคนแนะนำเด็กใหม่มาให้ จากนั้นเราก้อไม่กล้าไปเกี่ยวข้องกะแกอีกเลยค่ะ ไม่อยากเสี่ยง

แต่เชื่อมั้ย หลังจากที่ออกมาได้อาทิตย์นึ่ง ตำรวจขึ้นค่ะ
พี่คนที่พึ่งเข้ามาใหม่โทรมาบอกเราว่า ตำรวจขึ้นเมื่อวาน เธอเล่าว่า เธอไม่แน่ใจว่าเธอนวดตำรวจหรือเปล่า หลังจากเธอนวดเสร็จ แขกกลับไป ตำรวจก้อกดกริ่นเข้ามาทันทีค่ะ นายตำรวจสี่ห้าคนเบียดเสียดเข้ามาในร้านเล็กๆ พร้อมล่ามหนึ่งคนค่ะ

เธอว่า ตอนแรกเธอก้อปฏิเสธทุกข้อกล่าวหา ปฏิเสธใช่มั้ย งั้นเชิญไปโรงพักค่ะ เมื่อเชิญไปโรงพัก เค้าจับสอบแยกค่ะ สอบตัวต่อตัว ได้สักครู่ใหญ่ก้อมีตำรวจเดินเข้ามาค่ะ บอกว่า ฝั่งป้าเค้ายอมรับแล้ว ว่าเค้าชักแขกค่ะ พี่เค้าได้ยินอย่างนั้น เค้าก้อกลัวดิค่ะ และป่วยการด้วย ที่เค้าจะยืนกระตายขาเดียวว่า ไม่ได้ทำ งั้นเป็นว่ายอมสารภาพแต่โดยดีค่ะ

นั้นฝั่งนี้สารภาพใช่มั้ยคะ ตำรวจก้อไปไซโคฝั่งป้าต่อค่ะ ว่าฝั่งนั้นสารภาพแล้ว แต่ยังเป็นโชคขอพี่เค้านะคะ ที่ป้าแกขอรับความผิดแต่เพียงผู้เดียวค่ะ ป้าแกสารภาพว่าสั่งให้ผู้หญิงทำเพราะสงสารผู้หญิงค่ะ ผู้หญิงพึ่งหย่ากับสามี ลูกยังเล็ก ครอบครัวที่เมืองไทยยังลำบาก ความรู้ก้อไม่มี ภาษาญี่ปุ่นก้อไม่ได้ ไม่มีทางไหนหาเงินได้ นอกจากทางนี้แล้ว

เมื่อป้าสารภาพ เรื่องเป็นอันว่าจบค่ะ ตำรวจปล่อยตัวพี่ออกมา


พี่แกก้อไม่รู้จักใครค่ะ พึ่งเข้ามาอยู่เมืองนี้ไม่นาน ก้อได้เรื่องสักแล้ววว แกไปหาเบอร์เราจากที่ไหนไม่ทราบ แกโทรหาเรา ว่าป้าโดนจับแล้ว ไปเยี่อมป้ากันเหอะ พี่เป็นห่วงป้า พี่พูดภาษาไม่ได้ หลานสาวแกไม่ยอมไปด้วย ไปเป็นเพื่อยพี่หน่อยนะ

เอาอีกแล้ว ทำไมเป็นเราอีกแล้ว เมื่อไปถึงโรงพักที่พี่โดนสอบเมื่อวานนี้ มันเป็นเวลาบ่ายไปแล้ว เข้าพบไม่ได้

ตำรวจอธิบายว่า เรื่องมันยังใหม่ ต้องรอก่อนสองสามวัน หลังจากนั้นถึงเข้าเยี่อมได้ ก่อนเข้าพบต้องมีการโทรมาจองล่วงหน้าก่อนค่ะ โรงพักมีกฏว่าพบได้วันละครั้ง ครั้งละสามคน จันทร์ถึงศุกร์เท่านั้น

อ้าว???เยี่อมได้วันละครั้ง งั้นเราก้อไปแย่งสามีแก ครอบครัวแกสิ เมื่อโทรติดต่อไปทางสามีแกค่ะ ทางสามีขอไม่รับรู้เรื่องไรทั้งสิ

อ้าวแล้วไง??ใครช่วยแกออกมานิ ...พอถามถึงเรื่องทนาย ทางสามีแกก้อว่า ป้าแกไม่ยอมใช้ทนายอีก

โห!!!แล้วอย่างนี้จะออกมาได้มั้ยเนี่ยย

ระหว่างที่คิดกันไม่ออก กิ๊กป้าติดต่อเข้าทางมือถือพี่ว่า แกทราบข่าวจากหลานสาวป้า แต่หลานสาวไม่กล้าไปเยี่อม กำลังต่อวีซ่า กลัวมีปัญหาค่ะ กิ๊กป้าว่าแกไม่โกรธเรื่องที่ป้าปิดบังว่ามีครอบครัว แกเข้าใจ กิ๊กป้าวานให้เราสองคนไปบอกป้าด้วย ว่ายังไงก้อจะช่วยให้ออกมาค่ะ

เมื่อกลับถึงบ้านค่ะ เราโทรศัพท์ปรึกษาเพื่อนคนญี่ปุ่นว่า ถ้าเราจะไปเยี่อมจะมีปัญหามั้ย หลานสาวป้าแกยังกลัวมีปัญหาเรื่องวีซ่าเลย แล้วเราละจะมีปัญหามั้ย เพื่อนว่าเราไม่ได้ทำไรผิดจะไปกลัวทำไม ไปช่วยเค้าไป และเพื่อนญี่ปุ่นแสนดีคนนี้นั้นแหละ ยังไปหาขอมูลมาให้ว่า ให้โทรไปจอง แล้วบอกเวลาไปตามที่เราสะดวก ไปกี่คน พร้อมแนะว่าถ้าจะให้ดี ให้หาหนังสือไปให้ป้าด้วย เพราะในนั้นว่างมากค่ะ(ทำให้เราแอบคิด ว่าเพื่อนเราเคยติดคุกมาเปล่าหนอ)


ไม่ใช่เรื่องเราค่ะ แต่ลางานมาเรียบร้อย

พอถึงเวลานัดค่ะ พี่คนนั้นไม่มาอ๊าาาา บอกว่าติดธุระ สรุปฉานต้องไปคนเดียวนะเหรอ ลาก้อลามาแล้ว หนังสือก้อขนมาให้แล้ว อ๊ะ!!ไปคนเดียวก้อได้

เมื่อไปถึงค่ะ โดนเรียกเข้าสอบด้วยค่ะ ใจเต้นไม่ค่อยดีเลย พอเข้าไป มันเป็นห้องเล็กๆ เก้าอี้สองตัว โต๊ะตัว ตำรวจถามเราว่า เราเป็นไรกับผู้ต้องหา เราว่าเพื่อนค่ะ แล้วทำงานที่นี่มั้ย ด้วยความซื่อบือค่ะ เราตอบว่า เคยทำ ไปช่วยเค้าอาทิตย์กว่าได้ งั้นโดนถามอีกค่ะ เคยโดนสั่งให้ ชักแขกมั้ย เราตอบไป ไม่เคย แล้วมั่นใจด้วยป้าไม่สั่งให้เราทำด้วย ตำรวจก้อไม่ยอมแพ้ค่ะ มาไซโคเราต่อว่า เค้าว่าเค้าสั่งเธอทำด้วย มีชื่อเธอด้วยนะ ดูดิค่ะ ตำรวจหลอกกันสะอย่างนี้ ก้อบอกแล้วไง ว่าไม่ไง ถามซ้ำไปซ้ำมาสักสิบนาทีได้ค่ะ แต่ละคำถามกวนๆทั้งนั้น พยายามกล่าวหาว่าเราทำ เพื่อให้เรายอมรับให้จนได้ เมื่อตำรวจพอใจกับคำตอบก้อปล่อยเราไป ก่อนออกจากห้อง ยังลาเราว่า เดี๋ยวคงได้เจอกันอีก แต่เราปากไว รีบตอบกลับไปว่าคงไม่เจอแล้วแหละ ไม่มีความจำเป็น

ออกจากห้องสอบค่ะ ถึงคราวต้องไปเยี่อมป้าแล้ว ที่คุกขังอยู่ในบริเวณเดียวกันค่ะ แต่อยู่ตัวตึกด้านหลัง ซับช้อนเอาเรื่องอยู่ค่ะ

เมื่อไปถึงบอกชื่อผู้ที่ต้องหาที่ต้องการพบ กรอบใบขอพบ แสดงบัตรต่างด้าว ส่งหนังสือให้เจ้าหน้าที่ตรวจ รอพบ

บรรยากาศห้อง ห้องสีเหลี่ยมเล็กๆ มีผนังพลาสติกใสกั้นตรงกลาง โต๊ะยาว เก้าอี้เรียงแนวขนานกันสามตัว ผู้คุมหนึ่งคนยืนอยู่มุมประตูฝั่งผู้ต้องหาค่ะ เหมือนในหนังฝรั่งที่เราดูนั้นแหละค่ะ แต่ไม่ใช้โทรศัพท์คุยกันก้อเท่านั้น

เมื่อเจอป้า

ผู้คุมสั่งให้นั่งเก้าอี้ตรงกลาง สั่งห้ผู้ภาษาญี่ปุ่นค่ะ แต่เราสองคนดื้อ เดี๋ยวก้อพูดภาษาไทยอีกแล้ว โดนดุมาหลายอยู่

ป้าเล่าว่า โดนข้อหาค้าบริการในร้านและสั่งเด็กให้ชักแขกค่ะ ( ซึ่งเรามาทราบทีหลัง ตอนแกออกมาแล้วว่า หลานแกนั้นแหละที่ทำอย่างว่าในร้านค่ะ แกว่าถ้าแค่ชักกันในร้าน คงไม่โดนขึ้นไวขนาดนี้ แต่ว่ามีการค้าบริการในร้าน ตำรวจเลยปล่อยไม่ได้ และแกรู้เห็นเต็มใจด้วยกับหลานสาวแก สาเหตุเพราะจะรีบหาเงินไปไถ่บ้านที่เมืองไทย แกเลยปิดหูปิดตา ไม่รู้สะงั้น เรื่องหลานแก มันจับไม่ได้คาหนังคาเขาเลยรอดข้อกล่าวหานี้ไป แกรับสารภาพแค่เรื่องชักแขกในร้านเท่านั้น เนื่องจากมีพยานคือตำรวจที่ปลอมตัวมา กับวีดีโอที่ถ่ายไว้ค่ะ)

เนื่องจากเป็นครั้งแรก โดนค่าประกันไปหนี่งล้านเยนค่ะ กิ๊กแกรวยขนเงินมาช่วย ปัจจุบันยังเปิดร้านทำงานปกติ แต่เพราะเรากลัวเราเลยหนีห่างโดยทันที

จากเหตุการณ์ครั้งนี้ เอาอีกแล้ว พอไปไหน ทุกคนก้อถามค่ะ ว่ารอดมาได้ไง วันที่ตำรวจขึ้น ไม่โดนไปด้วยเหรอ พอเราบอกว่า เราแค่ไปช่วยเค้า เค้าได้เด็ก เราก้อออก ทุกคนก้อว่าเราโชคดี แต่สำหรับเราแล้วมันโชคร้ายค่ะ โชคร้ายที่หลงเข้าไปทำสิคะ โดนหาว่าทำกับไปด้วย ตอนนี้มาแก้ตัวให้ดูดี ใครจะเชื่อ อยู่ร้านเดียวกันนิเนอะ อยากบอกว่าอย่างอายค่ะ คือถ้าทำจริงคงไม่อายเท่านี้ เพื่อนสนิทพยายามแก้ตัวให้ว่า อย่างเราไม่มีทางทำอยู่แล้ว ถึงจะอธิบายไปคือคนอื่นรับฟังนะคะ แต่สายตาที่มองมันไม่เชื่ออะ

ตราบบาปอีกแล้วววเรา จากเด็กเกือบดีที่เคยสะสมมาก้อโดนเข้าไปด้วย เคยคิดนะคะว่าใครดีกับเรา ถึงเค้าจะเป็นไร เป็นไงก้อไม่เป็นไร สำคัญที่เค้ายังดีกันเรา เราก้อจะดีกลับเค้า มันชักผิดไงไม่รู้ จริงๆค่ะที่ดีกับเรา เราก้อดีตอบ แต่ถ้าทำในสิ่งที่ไม่ชอบไม่ดีไม่งาน เลี่ยงได้ก้อควรเลี่ยงค่ะ คบในระดับหนึ่ง เพราะชื่อเสียง ความไว้ใจที่สะสมมาพังตรงนี้ก้อไม่งามนะคะ

ทราบว่าคนไทยลืมง่ายค่ะ แต่กว่าจะลืม นู๋ไม่เหม็นไปถึงไหนแล้วเหรอคะ




Create Date : 25 มีนาคม 2555
Last Update : 27 มีนาคม 2555 17:15:23 น.
Counter : 822 Pageviews.

8 comment
นู๋ไม่ใช่หนูทดลองนะ ว่าด้วยเรื่องโรงเรียนภาษาญี่ปุ่น
ตอนอยู่เมืองไทย ทำงานบริษัทเกี่ยวกับชิ้นส่วนรถยนต์ค่ะ นายๆทั้งหลายเป็นคนญี่ปุ่นทั้งหมด เราพึ่งเข้าไปอยู่ได้ไม่นาน เริ่มอึดอัด ทนไม่ได้ อยากพูดภาษาญี่ีปุ่นให้ได้เก่งกว่านี้ ไม่อยากใช้ล่ามค่ะ มันไม่ทันใจ

บวกด้วยความน่าเบื่อของงาน งานที่ดูเป็นโมเดลรถใหม่ทั้งหมดค่ะ ซึ่งชิ้นส่วนแต่ละpart ถูกกำหนดมาหมดแล้ว เท่ากับว่างานหลักเรามีหน้าที่ พับเก็บแบบ drawing นั่งจัดตู้เอกสารบ้าง แปลเมล์ญี่ปุ่นเป็นอังกฤษเท่านั้นเอง แล้วจะจ่ายค่าตัวนู๋แพงๆๆมาทำไมเนี่ย!!!!

ยังไม่พอค่ะ มีรุ่นพี่แสนดี ไม่ว่างานใดที่ได้รับมอบหมายจากนายมา รุ่นพี่เอาไปทำเรียบ แต่ยกความดีความชอบให้เรานะคะ ทำเสร็จ เอามาวางไว้ที่โต๊ะ พร้อมคำอธิบายที่อ้างอิงของงาน ดูดีมั้ยคะ แต่ลองคิดดูดิค่ะ เด็กจบ(เกือบ)ใหม่ มันต้องหาสิ่งท้าทายไม่ได้มานั่งเก็บเอกสาร แปลเมล์แบบนี้

โอ้ย.....ความอดทนต่ำค่ะ เราเลยตัดสินใจมาเรียนอย่างกะทันหันค่ะ ตอนที่ตัดสินว่าจะมาเรียนที่ญี่ปุ่น โรงเรียนดีดี ที่เค้าเมนต์ในเวบต่างๆก้อปิดกันหมดแล้ว เหลือแต่โรงเรียน นายกอ นางขอประมาณนั้น

เราก้อพยายามเช็คดีที่สุดเท่าที่ทำได้ เราเลือกโรงเรียนที่มีSenmon Gakkou(โรงเรียนวิชาชีพเฉพาะทาง)ที่มีสอนภาษาญี่ปุ่นค่ะ สาเหตุที่เหลือเพราะว่า วีซ่าที่ได้ต่างกัน ประโยชน์ที่ได้รับต่างกันค่ะ ลองเลือกเรียนคอดร์หนึ่งปีก่อนค่ะ (ระยะเวลาเรียนมี 3 เดือน 6เดือน 1 ปี 1.5ปี 2ปี )

senmon gakkou เป็นโรงเรียนวิชาชีพค่ะ ที่เปิดสอนภาษาญี่ปุ่น ซึ่งเราจะได้วีซ่าเป็นCollege Student + สิทธิพิเศษของวีซ่านักศึกษา คือจะสามารถทำงานพิเศษได้ไม่เกินอาทิตย์ละ 28 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ และ ยังมีทุนการศึกษา ส่วนลดค่ารถไฟ สิทธิพิเศษในการเข้าชมสถานที่หรือการแสดงทางวัฒนธรรม และค่ารักษาพยาบาล เป็น~ต้น

ส่วน โรงเรียนสอนภาษาญี่ปุ่น นั้น เราจะได้วีซ่าPre-College Studentค่ะ แต่ขอโทดจิงๆค่ะ ไม่ทราบว่ามีส่วนลดไรให้เราบ้าง

ตอนนั้นเราเห็นว่าเวลาทำงานพิเศษมันเยอะกว่ากันค่ะ โรงเรียนดูน่าสนใจขึ้นมาทั้งที สำหรับคนจนจนอย่างเรา ไม่ได้ตั้งใจมาทำงานนะคะ แต่ด้วยว่าค่ากิน ค่าเรียน ค่าอยู่ทั้งหมดเราออกเอง

โรงเรียนที่เลือก
รูปในเวบกับสถานที่จิงแต่งต่างกันมากค่ะ คนละเรื่องกันเลยค่ะ รูปในเวบอย่างใหญ่ ตัวตึกโอโถ่ง น่าเชื่อถือมาก มีวิชาชีพเลือก สามสาขา นั้นดูไม่เล็กใช่มั้ยคะ
พอไปถึงอย่างตะลึงค่ะ แม่เจ้าโว้ยยยย หลอกกันชัดดด ไอ้ตึกที่เห็นนั้นนะ สี่ห้าชั้นเป็นโรงเรียน แล้วที่เหลือขึ้นไปเป็นแมนชั่นค่ะ

หอพักโรงเรียนก้อมีบริการให้ ในรูปอย่างสวย ห้องสะอาดเรียบร้อยเพื่อนอยู่ด้วยกันอย่างมีความสุข พอความเป็นจริง มีอยู่ที่เดียวค่ะที่เป็นอย่างในภาพ และมีแค่สองห้องเท่านั้นด้วย นอกนั้นเป็นแมนชั่นให้คนทั่วไปเช่าเป็นที่เรียบร้อยแล้วค่ะ หออีกสองแห่ง อย่างกับแฟตตำรวจบ้านเรา ทั้งเก่าและพุ โสรมมาก มีน้องแมลงสาบเดินสวนสนามเล่นในบ้างคืน เด็กไทยรับรองอยู่กันไม่ได้ค่ะ ใครได้ไปอยู่ที่ไหนขึ้นอยู่กับดวงจริงๆเลยค่ะ ทั้งๆที่จ่ายในราคาเดียวกัน แต่ทว่าโชคดีของนักเรียนไทยโดยส่วนใหญ่ได้อยู่ตึกที่สะอาดค่ะ เพราะเราเครมกันเก่ง

เปิดเทอม
ก่อนเรียน เป็นธรรมดาที่มีสอบวัดระดับความรู้ค่ะ อันนี้ไม่ว่ากันค่ะ แต่ทว่าเค้าสอบแล้ว เค้าแยกตามเชื้อชาตินี่ดิคะ มีที่ไหน

เค้าจัด คนไทย เนปานและบรรดาแขกมาอยู่กะเรา
แล้วจัดเด็กจีน เกาหลี ไต้หวัง อยู่อีกห้องหนึ่ง พึ่งมาเข้าใจที่หลังว่าแยกตามประเทศที่มีการใช้คันจิ

อ้าวววว แล้วอย่างดิฉันละคะ เอาไปไว้ที่ไหน เราเรียนมาแล้วนะ เราไม่ได้อยากมาเริ่มใหม่ เราอยากเก่งขึ้น เราอยากสอบวัดระดับสองได้ (เด็กส่วนใหญ่ที่มา99% พื้นฐานเป็น 0 ค่ะ) นี่คือความตั้งใจในการมาครั้งนี้ค่ะ ไม่งั้นไม่ทิ้งบ้าน ทิ้งแฟนอันเป็นที่รักมาตั้งไกลหรอก~นะ เริ่มโว้ยวายกับพี่คนไทย

เด็กไทยที่นี่ขึ้นชื่อค่ะ ว่ามีปัญหา ไม่ใช่เรื่องไรนะคะ วันวันของย้ายห้องเรียนกันบ่อยๆค่ะ ไม่พอใจก้อย้าย

เราเองก้อ ไม่ทำให้เสียชื่อ เด็กไทยค่ะ เอาบ้าง

ตามที่รุ่นพี่คนไทย แนะนำค่ะ " ถ้าไม่กล้าไปขอเปลี่ยน หนึ่งปีคงไม่พอ เพราะโรงเรียนนี้ใช้เวลาเรียน Minano Nihongo ปีครึ่ง ค่ะ " นั้น!!!ลองคิดดูดิคะ เรียนพื้นฐานไปปีครึ่ง แล้วอัด เตรียมสอบวัดภาษาญี่ปุ่นระดับสองในปีสองเทอมหลัง พระแม่เจ้า!!!แล้วใครจะจำได้ละคะ เราเริ่มโว้ยวายกะรุ่นพี่คนไทย(ปีนั้นมีนักเรียนไทยสามคนค่ะ)

เด็กไทยมาใหม่ มีปัญหาอีกแล้ว ขอเปลี่ยนห้องเรียน ทดลองนั่งมาหลายห้อง สรุปไปได้ห้องเด็กเนปาลปีสองค่ะ ทำไมเป็นเนปาลเหรอคะ ใครเคยเจอชาตินี้บ้างมั้ยคะ หน้าตาไม่ต่างจากแขกอินเดียสักเท่าไหร่ ติดว่าไซล์เค้าจะเล็กกว่า เนปาลเป็นชาติร่าเริงเวอร์ค่ะ ช่างคุยเป็นที่หนึ่ง เป็นมิตรง่าย

ส่วนห้องเด็กจีนนะคะ ไปนั่งมาเหมือนกัน เงียบมากกกก พยายามคุยกับเค้าแล้ว แต่เราเข้าไปเรียนกลางคัน เค้าเป็นเพื่อนกันหมดแล้วค่ะ พอเบรคเค้าหันไปส่งภาษาบ้านเค้าทันที กลัวตัวเองเป็นโรคคิดถึงบ้านเสียก่อน เลยหนีไปห้องเนปานสะ

อาจารย์ที่นี่สอนเก่งนะคะ จนน่าเสียดายอาาจารย์ค่ะ อาจารย์นู๋ที่มหาลัยยังสอนดีไม่เท่านี่เลย แต่ติดว่า ที่นี่ยา---นไปมาก ยานยังไง ดูค่ะ อย่างเช่น วันนี้เพื่อนเนปาลอยากเรียนคันจิห้าตัว อาจารย์ก้อสอนห้าตัวค่ะ อ้าววววว อาจารย์ไม่ได้กำหนดสอนตามตารางอาจารย์เหรอคะ นักเรียนเป็นฝ่ายกำหนดหรอ
นอกจากนี้ ห้องเรียนเป็นห้องนอนค่ะ นักเรียนส่วนใหญ่ทำโรงงานกะดึกค่ะ เช้ามาก้อมานอน แล้วใครจะฟังละคะ นั่งสอนไปปลุกไปค่ะ แล้วมันจะคืบหน้ามั้ยเนี่ยยย
ห้องคุยมากกว่าห้องเรียนค่ะ ถือเป็นข้อดีได้มั้ยคะ อยู่ห้องนี้แล้วเราพูดภาษาญี่ปุ่นได้ไวขึ้นจริงๆอย่างเห็นได้ชัด แถมได้หัดภาษาอังกฤษสำเนียงแขกไปในตัว

เป็นอย่างที่พี่คนไทยว่าค่ะ เด็กปีสองพึ่งเรียน Minano Nihongo จบในเทอมแรก อันนี้ถือว่าช้ามากถ้าเทียบกับโรงเรียนอื่นๆ

เราจึงขอย้ายโรงเรียนหลังจากหมดเทอมแรก ได้คำตอบกลับมาว่า โรงเรียนจะพัฒนาหลักสูตรให้เข้ากับนักเรียนไทยให้ได้มากขึ้นค่ะ

ทนเรียนต่อไป
เริ่มเทอมสอง ในเดือนกันยายน แล้วมีสอบวัดระดับในเดือนธันวาคม เด็กทั้งห้องรวมทั้งตัวเราสอบไม่ผ่านค่ะ ลองคิดดูเล่นๆนะคะ ใช้เวลาสามเดือนในการเรียนสอบวัดระดับภาษาญี่ปุ่นระดับสอง แต่นักเรียนทุกคนยังเหมือนเดิมค่ะ เรียนไปปลุกไป จำได้ว่ายังเรียนไม่จบระดับสองเลย ต้องไปสอบเสียแล้วเรา แล้วลองคิดอีกหน่อยนะคะ เด็กทุกคนเรียนภาษาญี่ปุ่นมาสองปีแล้ว พร้อมใจสอบไม่ผ่านยกห้องค่ะ ชัดแย่แล้วใช่มั้ยคะ

อันนี้จะโทษโรงเรียนอย่างเดียวก้อไม่ได้ เป็นที่เราด้วยเหมือนกัน มีอาจารย์เก่งอยู่แล้ว แต่กลับไม่ใช้ให้เกิดประโยชน์ ถ้าสนใจอีกนิ พยายามอีกหน่อย อ่านเอง ทบทวนเอง ไม่รออาจารย์มาป้อน ก้อคงสอบผ่านไปแล้วค่ะ

ตอนนี้เราเรียนกับเด็กปีสอง เค้าจบกันหมดห้องแล้วอ๊ะ ถ้ายังคงเรียนที่นี่ต่อไปอีกปี สงสัยต้องเริ่มMinano Nihongoใหม่แน่เลย ไม่ไหวน่าาา

เมื่อไม่พอใจโรงเรียน ตอนนี้อยากย้ายบ้าง

แอบไปติดต่อโรงเรียนใหม่มาแล้วค่ะ แต่ถ้าไม่มีใบลาออก ฝั่งนั้นก้อรับเราไม่ได้เหมือนกัน เค้าว่าจะผิดใจกันเปล่าค่ะ

เมื่อเราและรุ่นพี่ยืนกร้านจะย้ายโรงเรียนค่ะ

ตอนแรกยังไงโรงเรียนก้อ เซ่ย NO ท่าเดียว โรงเรียนขอปรับปรุงหลักสูตรใหม่เอ๋ย สารพัดวิธีเจรจากับเราค่ะ แต่เราไม่ใช้หนูทดลองนะคะ เสียเวลาไปแล้วหนึ่งปีค่ะ ยังมาให้ทดลองเรียนอีกเหรอ ไม่ต้องมาแก้ปีเราได้มั้ย เราสองคนสั่นหน้าท่าเดียว โดนเรียกเข้าห้องเย็นไปคุยกับอาจารย์ใหญ่หลายรอบมาก ตอนนั้นทั้งอาจารย์เล็ก อาจารย์ใหญ่เริ่มเหม็นขี้หน้าไปตามๆกันค่ะ

สรุปเราและรุ่นพี่ได้ย้ายโรงเรียนค่ะ

โดยมีข้อแม้ว่า ให้ย้ายได้ แต่ย้ายไปคนละเขตโรงเรียน อย่างอยู่โตเกียวให้ย้ายไปไซตามะทำนองนั้น

เวลาเขียนใบลาออกค่ะ อันนี้ทางอาจารย์เหมือนจะบังคัญเราเขียนมากกว่าอ๊าา ให้เราเขียนว่า เราไม่เหมาะกับการเรียนการสอนที่นี่ ห้ามว่าโรงเรียนในแง่ลบโดยเด็ดขาด ทุกอย่างผิดพลาดที่ตัวเราค่ะ ไม่งั้นแก้อยู่อย่างนั้นแหละค่ะ ใบลาออกเขียนไม่เสร็จเสียที

การติดต่อหาโรงเรียนใหม่ดูวุ่นวายมาก มันจะมีปัญหาเรื่องวีซ่าเข้ามาด้วย ต้องหาโรงเรียนที่ออกวีซ่าCollege Student เหมือนกันถึงย้ายได้ค่ะ

ไอ้โรงเรียนที่ไปดูตอนแรกนะคะ นั่งรถห่างไปสิบห้านาทีเอง เป็นอันว่าตัดไป

ตอนนั้นกลัวจิงๆนะคะ ขอเค้าลาออกมาแล้ว ถ้าหาโรงเรียนใหม่ไม่ได้ ต้องบากหน้าไปขอเค้าใหม่อีกหรือนี่ ยังไงเราก็ต้องหาโรงเรียนในฝันของเราให้จนได้!!!!

เพื่อนเลิฟ แนะนำให้ เราให้ไปสมัครโรงเรียนเก่าเพื่อน เพื่อนว่าโรงเรียนนี้ดีมาก สอบเจ้ามหาลัย ต่อโทได้เกือบทั้งห้อง บรรดานักเรียนทุนถูกส่งมาเรียนที่นี่ทั้งนั้น เมื่อติดต่อไป ปีนี้งดรับเด็กนอก รับแต่เด็กทุนค่ะ แห้วอีกแล้วสิเรา

ที่ไหนดี ที่เค้าเมนต์ดีในเวบ เราก้อเริ่มเดินหา พอไปสอบถาม ก็ติดปัญหาเรื่องวีซ่าเป็นPre-College Studentค่ะทั้งสองแห่ง จนไปได้ที่นี่ค่ะ

วันไปสมัครโรงเรียนใหม่นะคะ อย่างแรกที่โรงเรียนจะดูเปอร์เซ็นต์การเข้าห้องเรียน(出席率shussekiritsu )ซึ่งสำคัญกว่าผลการเรียนเสียอีก ซึ่งเรามีอยู่94%หายห่วงค่ะ หลังจากนั้นสอบเลือกชั้น

โรงเรียนนี้ ดีที่ว่า มีแบ่งเป็น 5 ระดับชั้น ไล่จาก5อ่อนแอสุดไปถึง1ขั้นเทพค่ะ แล้วในแต่ละชั้นยังแบ่งเป็น A B C D อีก

เราสอบได้ 3 AและB ค่ะ อาจารย์ให้ไปลองนั่งชั้นเรียนแล้วไปเลือกเอาเองค่ะ

เมื่อไปนั่งห้องเอ อย่างเทพค่ะ ตั้งใจเรียนมาก บรรยากาศห้องแบบนาซี ลองนึกเอาละกันค่ะ ตั้งใจเรียน นั่งเป็นแถว ตัวตรง ไม่พูดไม่จา อาจารย์ให้งานไป ผ่านไปไม่กี่นาที ยกมือ วิ่งมาส่งกัน เทพทั้งหลายแข่งกันน่าดูค่ะ

ส่วนห้องB ดูจะเหมาะกับเราสุด ดูเป็นมิตรค่ะ เล่นเป็นเล่น เรียนเป็นเรียน มีนักเรียนไทยหนึ่งคน และอาจารย์คุมห้องอย่างหล่อ เราเลือกห้องนี้ค่ะ (ห้องนี้พึ่งมาญี่ปุ่นได้ครึ่งปีเองนะคะ จบMinano Nihongoทั้งสองเล่มแล้ว เริ่มเทอมสอง เรียนวัดระดับสอง และเทอมสุดท้ายเรียนวัดระดับหนึ่งค่ะ)

การเรียนการสอนต่างกันโรงเรียนแรกอย่างเห็นได้ชัด
มีสอบคันจิและแกมม่าทุกอาทิตย์ และที่น่าเบื่อสำหรับเรา แต่ต้องทำคือเขียนเรียงความและพูดหน้าชั้นทุกอาทิตย์ค่ะ
มีสอบประจำเดือน อันนี้ไม่ดี โดนย้ายที่นั่งค่ะ
มีสอบย้ายห้อง A B C D
และมีสอบเลื่อนชั้นอีก 1 2 3 4 5

แค่สอบอย่างเดียวก้อเหนื่อยแล้วใช่มั้ย แต่มันทำให้เราสปีดตัวเองมากขึ้น พยายามมาขึ้นจริงๆนะคะ นู๋ยังหน้าบางอยู่ ไม่อยากย้ายไปนั่งหน้าค่ะ ขาดอิสระอย่างแรงงง
เด็กไทยมี่มาเรียนที่นี่ส่วนใหญ่ เรียนปีครึ่งก้อได้ระดับสองกันเกือบทุกคนค่ะ ที่ไม่ได้เนี่ยคือเกมากๆ ชึงมีน้อยมากค่ะ

นอกจากนี้ ยังมีติวสำหรับเตรียมตัวเข้ามหาลัย เรียนวิชาประมาณ เลข สังคมญี่ปุ่น ก้อะไรอีก ก้อจำไม่ได้แล้วอ๊าาาาา

มีการแนะแนว(面談mendan) เรื่องเรียนต่อบ้าง ชีวิตการเป็นอยู่บ้าง โดนไปเบาะๆสี่ครั้งค่ะ

และมีโครงการรุ่นพี่ติวให้รุ่นน้อง เราติวให้เราได้ตังค์ด้วย กลายเป็นงานพิเศษเราไปอีกอย่าง และที่นี่ยังรับนักเรียนทำงานพิเศษในโรงเรียนอีกด้วยค่ะ

การเลือกโรงเรียนก้อมีผลค่ะ เราไม่ใช่เด็กตั้งใจเรียนค่ะ มีแค่ความมุ่งมั่นแต่ไม่มีความพยายาม ดังนั้น ต้องค่อยมีคนจ้ำจี้จ้ำไช ถึงอยากจะเรียน

นอกจานี้สังคมเด็กไทยก้อต่างกัน ทุกคนจบมาจากมหาลัยค่อยข้างมีชื่อ เวลาชวนไปทำไร ก้อมักไปที่ดี คบบัณฑิตบัณฑิตพาไปหาผล อย่างไงอย่างนั้น มีการแนะนำมหาลัยต่อๆกันมาบ้าง แนะนำงานบ้างค่ะ

บ้างคนพยายามหาโรงเรียนที่มีเด็กไทยน้อยๆหรือแทบจะไม่มี เพื่อเป็นการบังคับให้เราพูดภาษาญี่ปุ่นไปในตัว เราก้อเคยคิดแบบนั้นค่ะ แต่พอมาอยู่แบบที่พอมีคนไทยอยู่บ้าง คือเราไม่เหงามีเพื่อน มีปัญหายังมีคนค่อยช่วยคิด ช่วยเตือน เป็นที่ระบายขอกันและกัน และมีเครือข่ายค่ะ อย่างง่ายๆอยากเรียนต่อโท มีเพื่อนโชว์เราไปให้อาจารย์ในมหาลัยนั้นๆ ก้อยังง่ายกว่า ที่เราไปเริ่มทำข้อสอบเอาเองหมดนะคะ

ส่วนเรื่องงานพิเศษก้อเหมือนกัน เราพลาดมาแล้วที่ ทำงานนวดคิดว่าเวลาว่างเยอะ อ่านหนังสือได้ เปล่าเลย ทำงานดึกตื่นเช้า พอถึงร้านเราก้อหลับอีกนั้นแหละ ที่คิดว่าได้จะคุยกับแขก ไว้ฝึกภาษา แหม นวดทีแขกก้อหลับ จะปลุกมาคุยก้อใช่เรื่อง พูดเสียงดังก็รบกวนห้องข้างๆอีก นอกจากนี้เหมือนเราเสียตังค์จ่ายเรียนแพงขึ้น ลองนึกถึงสังคมในร้านนวดนะคะ คุยภาษาไทย กินอาหารไทย ดูหนังไทย ไม่ต่างกันเราใช้ชีวิตในเมืองไทยเลย สู้เรียนเมืองไทยดีกว่า ดีกว่ามาเสี่ยงโรคคิดถึงบ้านที่นี่นะคะ และที่สำคัญพี่ที่ร้านนวด แนะนำเรื่องเรียนเราไม่ค่อยได้ค่ะ ลองไปทำอย่างอื่นที่สลับกันบ้าง ไปเจอเพื่อนเด็กไทยบ้าง เราก้อได้จะคำแนะนำ คำชักชวนอีกอย่างหนึ่ง

เคยมีคนว่าถ้าเราถือวีซ่าCollege Student ขอเปลี่ยนเป็นPre-College Studentไม่ได้

รุ่นน้องเปลี่ยนมาแล้วค่ะ โรงเรียนถามว่ารับได้มั้ยถ้า สิทธิค่ารถไฟและอื่นๆหายไปค่ะ รุ่นน้องโอเค โรงเรียนก้อรับค่ะ ทั้งๆที่โรงเรียนอื่นบอกว่ายาก รับไม่ได้ แต่ไม่รู้ว่าโรงเรียนที่ย้ายไปมีกำลังภายในแค่ไหนถึงเปลี่ยนได้หนออออ

สำหรับคนที่อยากย้ายโรงเรียนนะคะ ถ้ามาญี่ปุ่น โดยผ่านเอเจนซี่ที่เมืองไทย มีปัญหาให้คุยกับเจ้าหน้าที่ดูนะคะ ยังไงเค้าก้อมีโรงเรียนในสังกัดโรงอื่นอยู่ ถ้าไม่ไหวจิงๆ เค้าก้อจะจัดการย้ายให้ค่ะ ง่ายกว่าเดินหาเองอยู่เยอะ แต่อย่างลืมขอคุยกับนักเรียนไทยที่นั้นๆ ไปทดลองเรียนก่อนย้ายยิ่งดีค่ะ

ส่วนอีกคนที่ปรึกษาได้คืออาจารย์ที่ปรึกษาค่ะ ยังไงแกก้อพยายามเข้าใจเรา และช่วยหาทางออก...ให้ค่ะ



ปล เวลาติดต่อโรงเรียน อย่าลืมถามนะคะ ว่านักเรียนไทยหรือเอเซีย ไม่รวมเด็กจีน เกาหลีนะคะ สอบวัดระสอบผ่านกี่เปอร์เซ็นต์หรือเข้ามหาลัยได้กี่เปอร์เซ็นต์



Create Date : 20 มีนาคม 2555
Last Update : 21 มีนาคม 2555 15:08:24 น.
Counter : 2049 Pageviews.

ยังจะเชื่อใจเพื่อนได้มั้ยน๊าาาา
ปีที่แล้ว มีแต่เรื่องค่ะ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องรักคุ การเงินตกต่ำ โดนหลอก โดนนินทาว่าร้าย ขึ้นโรงพัก สารพัดเรื่องจะเกิดในหนึ่งปี จะว่าเข้าเบญจเพสก้อไม่ได้ เลย25 29 มาตั้งนานแล้ว มีเพียงหนึ่งสิ่งเดียวที่ดี ถือเป็นโชคค่ะ อโรคยา ปรมา ลาภา ความไม่มีโรคเป็นลาภอันประเสริฐ แข็งแรงตลอดปี นอกนั้นได้แต่เอามือกุมหัวค่ะ

ชีวิตในต่างประเทศ การโดนหลอกถือเป็นเรื่องปกติได้มั้ยคะ ไม่ว่าเราจะหลอกเค้า หรือกลับกัน เราเป็นฝ่ายโดนเสียเอง

สำหรับเรา ตอนนี้ก้อยังงงโง่ๆอยู่ว่า อันนี้เรียกว่าโดนหลอกแล้วหรือยัง???หรือเรายังเชื่อใจเพื่อนได้อยู่???

เรื่องมันมีอยู่ว่า เพื่อนเรานะ มันติดการพนันอย่างแรง ติดเล่นไพ่บาคาร่าค่ะ ( Baccaratคือการเล่นพนันตัวต่อตัว ระหว่างเรากับเจ้า ว่าฝ่ายใด ได้แต้มใกล้เคียง 9 มากกว่ากัน ถือว่าฝ่ายนั้นชนะค่ะ และจากที่เพื่อนเล่าให้ฟังอีกนะคะ บ่อนการพนันในญี่ปุ่นนั้นมีค่ะ แต่เป็นบ่อนผิดกฎหมาย อีกนั้นแหละ ต้องมีคนแนะนำถึงเข้าไปได้ มีอาหารการกินพร้อม เงินไม่พอกู้ได้อีก )

ตอนที่เพิ่มรู้จักกันแรกๆนะคะ เราแอบชื่นชมเพื่อนเราคนนี้ แหมใครเก่งสู้หล่อนได้อะคะ ทั้งสวย ทั้งมั่นสักขนาดนั้น หน้าใหย่ใจใหญ่มา~ก ใช้ของแบนด์ การศึกษาดีจบโทเสียด้วย มีบริษัทของตัวเอง หนุ่มๆตอมทั้งในไทยและญี่ปุ่น อนาคตในเมืองไทยรุ่งมาก แต่ไม่ทราบอะไรชักนำมาญี่ปุ่น พอเริ่มสนิทกัน หล่อนก้อเริ่มเล่าให้ฟังค่ะ ชีวิตอย่างกับละคร หล่อนมักคุยว่า พ่อเป็นนายทหารโดนลอบยิง นั้น!!เพื่อนมีชาติตระกูล แม่ต้องหนีไปต่างประเทศ พี่สาวไปทาง เพื่อนไปทาง ญาติเอาเพื่อนมาเลี้ยงค่ะ แต่เนื่องจากไม่ใช่ลูกสาวเค้าจริงๆ ก้อมีการดูถูกดูแคลนบ้าง นั้นเป็นสาเหตุของการน้อยเนื้อต่ำใจอย่างแรงค่ะ ไม่ว่าจะทำไรต้องได้ดีกว่าคนอื่น เป็นแรงผลักดัน ให้เพื่อนมาญี่ปุ่น เพื่อนคนนี้ใช่ย่อย การเอาตัวรอดสูง มาญี่ปุ่นโดยผ่านบริษัทจัดหาคู่ โดยมีการนัดแนะ แต่ต้นแล้วว่า เป็นการแต่งงานหลอกค่ะ เมื่อมาถึงญี่ปุ่น มันไม่หลอกสิคะ โดนตุ๋นทั้งสองฝ่ายค่ะ ฝ่ายชายแก่เข้าใจว่าจะได้เมียสาว ฝ่ายหญิงสาวเข้าใจว่าแต่งหลอก แต่โชคดี ทีเจอคนคุยกันได้ สรุปที่ เราจะช่วยดูแลกันค่ะ คุณให้วีซ่าเรา เราก้อเลี้ยงดูคุณในระดับหนึ่งประมาณนี้

เมื่อเพื่อนออกมาใช้ชีวิตในกรุง อย่างที่บอกไงคะ ในวงการนวดสมัยก่อน เด็กๆมีน้อยเป็นที่ต้องการของตลาด ยิ่งเด็กแล้วนวดดีด้วย เงินจะไปไหน รวยได้ในไม่ช้าค่ะ และอีกนั้นแหละ เมื่อมีเงิน มันก้อมีเพื่อนเพิ่มค่ะ และไอ้เพื่อนเพิ่มนะตัวดี พาหล่อนไปสู่วงการพนันนั้นเอง

ช่วงที่เรารู้จักเพื่อนคนนี้เป็นช่วงเพื่อนหมดตัวค่ะ กลับใจทำงานแล้วค่ะ

แต่หล่อนทำงานเก่งจริงๆนะคะ ทำร้านนวดห้าวัน ทำสแน็คสองวัน พอร้านสแน็คเลิกเที่ยงคืนเอาแขกมานวดต่อ ส่วนแขกร้านนวด ก้อหิ้วไปดื่มต่อที่ร้านสแน็คอีก ยังไม่พอค่ะ หิ้วของจากเมืองไทยขึ้นมาขาย รับส่งเงินนอกระบบ รับกับข้าวถุงมาขาย เล่นแชร์ และสารพัดวิธีหาเงิน ที่เพื่อนพยายามค่ะ

เราก้อหลงไปเล่นแชร์หาตังค์จ่ายค่าเทอมกับเค้าด้วยเหมือนกัน และทุกครั้งที่เล่น เราใช้ชื่อเพื่อนมาตลอด ทำไมนะเหรอคะ จากที่คบมาสักระยะ เพื่อนเป็นคนตรง รักเพื่อน ไว้ใจได้ และขี้วีน ความไวของปากเป็นเลิศค่ะ เราเลยมั่นใจได้ว่า เพื่อนสามารถดูแลการเงินของเราได้ ไม่มีใครกล้าโกง เล่นไปสองครั้งไม่เคยมีปัญหา จนครั้งที่สาม ปีที่แล้วค่ะ เรามีแผนจะกลับมาอยู่เมืองไทยยาวละ อยากได้เงินสักก้อน เก็บไว้เป็นทุนขากลับค่ะ

ก่อนเล่น เพื่อนคนญี่ปุ่นเตือนแล้วค่ะ ว่า "อย่าเล่น โดนโกงแน่ คนญี่ปุ่นยังไม่เล่นกันเลย" แต่ไม่เชื่อค่ะ ความโลภไม่ปารีณใคร อยากได้เงินค่ะ ก้อดูสิคะ ที่เมืองไทยแม่เรายังเลยนี่หน่าา แล้วที่นี่คนรู้จักกันทั้งนั้นแหละ คราวนี้เล่นมือครึ่งค่ะ เล่นครึ่งมือกับเพื่อน และเต็มมือแต่เป็นชื่อเพื่อนเหมือนเดิมค่ะ

เราก้อส่งตามปกตินะ แต่พอมันเล่นไปได้ครึ่งปี เพื่อนเรามักโทรมายืมเงินบ่อยๆ หาว่าหมุนตังค์ไม่ทันบ้าง ทีละสามหมื่นเยน ห้าหมื่นเยนบ้าง พอถาม เพื่อนก้อว่า หมุนเงินไม่ทัน ลูกหนี้ไม่คืนเงินบ้าง พอมารู้ทีหลังว่า เพื่อนเจ้ากรรมกลับไปเล่น บาคาร่าใหม่ คราวนี้กุไม่อยู่แล้วค่ะ เสียมากกว่าคราวที่แล้ว จากที่ทราบนะคะ เงินเก็บ กระเป๋าหลุยส์ ทองสิบบาท ที่มีมา เอาไปฝากกับโรงรับจำนำเป็นที่เรียบร้อย ที่ไหนมีกู้ แถวโตเกียว จิบะ โยโกฮาม่า หล่อนไปมาหมดแล้ว ทั้งกู้คุณกอ และคนทั่วไป ทั้งหาคนไปคล้ำ เอาพาสปอนต์ไปจ้ำ ก้อไปมาหมดแล้ว
ผู้ชายในสังกัดก้อเริ่มหาย ลองคิดดูค่ะ ใครจะอยู่กะเจ้า เช้าได้จากแขกแสนเยน ตกเย็นของอีกแสนเยน แขกที่ไหนจะอยู่กะเพื่อนหนอ แขกไม่ใช่ตู้เอทีเอ็มนะคะ....แล้วแชร์เราจะเหลือหรือคะ แชร์เราที่เป็นครึ่งมือ เพื่อนรักคนนี้ก้อ เปียไปแล้วตั้งแต่ต้นปีค่ะ ไม่มีการบอก พอถามถึง หล่อนตอบว่า สิ้นปี(2011)จะคืนซึ่งปัจจุบันยังไม่ได้คืนค่ะ ส่วนอีกมือหนึ่งที่เราส่ง แต่เป็นชื่อหล่อน หล่อนเล่นด้วย หล่อนไม่ส่ง เค้าก้อมาหักกลับเราถูกมั้ยค่ะ ใช้ชื่อเค้านี่นิคะ ถึงแม้เราจะส่งครบ สรุปแห้วตามกัน ผลจากเชื่อใจเพื่อนค่ะ

เรื่องยังจบไม่พอค่ะ หนี้จะท่วมหัว บวกกับเจ้าหนี้ทั้งหลายเริ่มทวน หล่อนกลัวเสียเครดิต เพื่อนยืมเจ้านี้มาโปะจ้าโน้มทีเจ้านี้ที หนี้ไม่มีลดค่ะ มีแต่เพิ่ม จนหมดหนทาง งานนวดอยู่ช่วงขาลง ร้านเยอะแขกน้อย หาเงินไม่พอจ่ายหนี้ เจ้าหนี้ตามหากันให้วุ่น แบบว่าออกเดินข้างนอก แบบเราไม่ได้นะคะ ต้องปลอมตัว อย่างกันในหนังFBI CIAที่เคยดูยังไงอย่างนั้น ใส่แว่นตาดำ ใส่หมวกปิดหน้าปิดตา เดินหลบซอย ต้องค่อยระวัง จะเจอเจ้าหนี้มั้ยหน้ออ...คนแถวนี้ก้อแสนใจดี เห็นใครคล้ายเพื่อนเราเป็นไม่ได้ รีบโทรแจ้งเจ้าหนี้กันใหญ่ จนเพื่อนต้องหลบไปอยู่บ้านนอกค่ะ ช่วงนั้นมักได้ยินข่าวว่าไอ้กอเตรียมอุ้ม!!!

เพื่อนทนไม่ไหว อยากกลับมาใช้ชีวิตปกติค่ะ เพื่อนตัดสินใจจะไปทำงานอย่างว่า เราเลยชวนเพื่อน " ไป ไปกู้ไอ้กอกัน ใช้ชื่อเรา แล้วเธอคล้ำละกัน " (ทำไมไม่ใช่ชื่อเพื่อนนะเหรอคะ เพราะเพื่อนไปกู้ทุกที่แล้วค่ะ ที่จิงไม่อยากไปกู้ไอ้กอนะคะ แต่เราไม่อยากให้เพื่อนเราไปทำงานอย่างว่านิหน่า ชีวิตดีดีไม่อยากให้พัง )ไปกู้มาสองเจ้าค่ะ ให้เพื่อนส่งดอกรายวันเอง แล้วเอาเงินก้อนไปคืนเค้า แต่มันก้อยังไม่พอ สรุปหนี้เธอมีเท่าไหร่เนี่ยยยย!!!

จากนั้นไม่นานเราได้ยินข่าวของเพื่อนคนนี้เป็นระลอกว่า ยังคงเข้าบ่อนอยู่ มีคนหลายคนเตือนว่าเป็นพวกสิบแปดมงกุฏบ้าง สร้างความสั่นครอนให้หัวใจเรานัก นี่เราเชื่อเพื่อนได้มั้ยเนี่ย เงินที่ให้ไปไม่ลงบ่อนอีกหรือเนี่ย แล้วเงินค่าแชร์ที่ได้ไปตอนแรกจะได้คืนมั้ย พูดจิงๆอยากได้คืนค่ะ แต่ถล้ำให้ยืมไปเท่าไหร่ต่อเท่าไหร่แล้ว แถมว่าใครก้อไม่ได้ เงินอยู่ในมือเราส่งให้เค้าเองนี่หว่า

เราไม่ใช่คนดีนะคะ ไม่ได้รักเพื่อนขนาดนั้น เงินก้อรักค่ะ แต่ละบาทที่ได้เราหามา เหนื่อยนะค่ะ

เราเริ่มไม่มั่นใจเพื่อน เรื่องมันทะแม่งๆเยอะเกินไป ลองคิดดูนะคะ
เพื่อนอยู่ใก้ลเรา เรายังอุ่นใจว่า เงินยังมีโอกาศได้คืน ถึงช้าหน่อยก้อไม่เป็นไร แต่เนี่ยหนีเจ้าหนี้หลบไปบ้านนอก อีกหน่อยจะไม่หนีเราหรือ??? แล้วไม่พอ โทรศัพท์โดนตัด ติดต่อได้แค่ทางเฟสุบ๊ค โอ้ย ????แล้วเราจะเชื่อเพื่อนเราได้เหรอ เงินจะได้คืนมั้ยเนี่ย พอถามรายละเอียดเกี่ยวกับเพื่อนคนนี้จากเพื่อนคนอื่น ได้คำตอบว่าไม่รู้ ไม่มีใครรู้ที่มาของเพื่อนจิงๆ ว่ามีญาติอยู่ญีปุ่นใช่ญาติจริงๆหรือเปล่านี่ บ้านที่ญี่ปุ่นอยู่ไหนไม่มีตอบ บ้านที่ไทยไม่ว่าเพื่อนสนิทหล่อนคนไหนไม่เคยได้ไป นั้น ช่างลึบลับจิงๆ เคยขอใบต่างด้าวถ่ายเอกสารเก็บไว้ เพื่อนก้อเลี่ยง แหมมันแปลก ยิ่งอยากรู้ใช่มั้ยคะ

พี่หลายคนเคยทายอายุเพื่อนคนนี้ค่ะว่า จะสามสิบหก สามสิบเจ็ดได้ แต่เพื่อนยังยืนยัน ว่ายี่หก ยี่เจ็ดอยู่ เราไม่สนใจ ปล่อยมันผ่านไปค่ะ ถึงจะแอบคิดว่าเพื่อนหน้าสาวไวไปหน่อยก้อเหอะ แต่จะเถียงไปก้อไม่ได้ไรนิ แต่เมื่อเร็วนี้มาเห็นในบัตรต่างด้าวเกิดปี 1973 นี่เพื่อนเล่นโกงอายุไปสิบปีเลยเหรอคะ คือรู้ว่าอยากเด็กค่ะ แต่ถ้าจะหลอกญี่ปุ่นเราไม่ว่า แต่เนี่ยคนไทยด้วยกันนะคะ หลอกเพื่ออะไรอะ พอนั่งคิดเรื่องต่างๆ ความเชื่อใจในเพื่อนมันก้อลดลงค่ะ เหนื่อยอะ ตอนนี้ได้แต่บอกตัวเองว่า เงินไปเที่ยวเดี๋ยวเดียวก้อกลับ อ๊าาาาา กลับมาไวไวนะ เรารออยู่

ต่อจากนี้จะไม่เล่นแชร์ แล้ว!!! จะไม่เอาเล็กเอาน้อย หวังดอกอีกแล้วค่ะ เข็ด เราเชื่อว่าเราไม่โกงเค้า แต่ไม่รู้ใครคิดยังไง

ส่วนเพื่อนคนญี่ปุ่นสอนว่า คนญี่ปุ่นเองยังไม่ยืมเงินกันเลย เพื่อนแปลกใจทำไมคนไทยยืมเงินกันบ่อยๆ ถ้าเป็นเค้า จะให้ยืมและไม่หวังที่จะได้คืนค่ะ แต่เราทำไม่ได้อะ ดังนั้นเลิกให้ยืมไปสะ ยอมผิดใจกะเพื่อนดีกว่าเสียทั้งเงินและเพื่อนค่ะ



Create Date : 18 มีนาคม 2555
Last Update : 18 มีนาคม 2555 19:46:04 น.
Counter : 1314 Pageviews.

11 comment
เมื่อเขาวานให้ นู๋เป็นสาวนั่งดริ้ง
เรื่องเกิดเมื่อกลางปีที่แล้วค่ะ ช่วงเวลาเย็นๆ ระหว่างนั่งรถไฟ กำลังจะออกไปข้างนอก อยู่ๆมีโทรศัพท์เข้ามาไล่ๆกัน สามสี่สายติดๆ

เราไม่กล้ารับ มันไม่ใช่อะไรหรอกนะคะ แต่เวลาเย็นๆรถมันแน่น ตามมารยาทแล้ว คนญี่ปุ่นจะไม่ค่อยคุยโทรศัพท์กันบนรถไฟ เพราะถือว่าเป็นการเสียมารยาทระดับต้นๆซึ่งคนไทยอาจจะไม่คุ้นกันนัก แต่เมื่อไปถึงที่นั้นแล้วจะปรับตัวได้เองค่ะ เพราะพวกเค้าจ้องเรา จนเรารู้สึกได้ว่า...เราเป็นตัวก่อเกิดมลภาวะทางเสียง รบกวนพวกเค้าค่ะ


เมื่อลงจากรถ เราก้อรีบติดต่อโทรกลับไป พี่คนไทยขอให้เราไปช่วย ที่ร้านเพื่อนแก วันนี้ที่ร้านขาดคน แต่มันไม่ใช่ร้านอาหารนิคะ มันเป็นร้านสแน็คหรือร้านดื่มสำหรับหนุ่มๆเนี่ยแหละค่ะ

โอ้ยๆตอนนั้นนะคะ ไม่อยากเชื่อหูตัวเอง พวกพี่คิดกันได้ไงคะ เอาเด็กไม่กินเหล้า ร้องคาราโอเกะไม่เป็น เต้นรำไม่เป็นและที่สำคัญขาใหญ่มากๆคนนี้ ไปนั่งสแนค พี่คิดดีแล้วหรือคะ เราย้ำถามกับพวกพี่ๆ แต่พี่ก็ยังคงยืนยันคำตอบเดิม "ช่วยพี่หน่อยนะ"

หลังจากปรึกษากับเพื่อนแล้ว เราโทรกลับไปหาพี่เจ้าของร้านว่า "โอเคค่ะ ช่วยครั้งนี้ครั้งเดียวนะคะ"


เมื่อไปถึง เป็นร้านเล็กๆค่ะ สามเก้าจากหน้าประตูถึงเคาเตอร์เหล้า และอีกสามก้าวถึงโต๊ตัวแรก อีกก้าวถึงตัวโต๊ะที่สอง สาม สี่และห้าตามลำดับ มีโต๊ะห้าตัว จัดวางเป็นรูปยูค่ะ มีห้องน้ำ อ่างล้างมือ แต่ไม่มีครัวค่ะ พนักงานมีสองคนค่ะ คือเจ้าของร้านและสาวจีน ขนาดบรรยายมานี่ ยังสั้นสักขนาดนี้ ขอบอกร้านเล็กมากค่ะ


อย่างแรกเมื่อไปถึง พี่เจ้าของร้าน เตรียมชุดให้ลองสามชุดค่ะ เราเลือกชุดแซกผ้าชีฟองสีชมพู่มาใส่ในงานนี้ พอใสแล้วมันก้อพอถูกไถไปได้บ้าง พอมองท่อนบน ก้อพอไหว แต่มองท่อนล่างแล้ว โห...อย่างกะขานักมวยปล้ำอย่างไรอย่างนั้น หลังจากเครียร์เรื่องชุดและแต่งหน้าเรียบร้อยแล้ว ถึงเวลาติวหลักสูตรสาวสแน็คแล้วค่ะ

หลักสูตรสั้นๆได้ดังนี้ งานของเราเริ่มเมื่อแขกเข้ามา หนึ่ง แนะนำที่นั่ง ให้ผ้าร้อน จัดหาเครื่องดื่ม และคุยกับแขก

แต่ข้อควรระวังนะคะ แขกจับบุหรี่ ไฟต้องมา ที่เขี่ยบุหรี่ต้องใหม่เสมอ ไอน้ำห้ามเกาะแก้วน้้ำ หมั่นเช็ครอบแก้วบ่อยๆๆ ฆ่าความเหงา โดยการคุยบ้างและชวนร้องเพลงบ้าง ค่อยชงเหล้า เปลี่ยนผ้าร้อนผ้าเย็นแขก ดูเหมือนง่ายนะ แต่สำหรับเรายากมาก

วันนั้น พี่คนจีนไปโดหังกับแขก (โดหัง(同伴)คือการนัดเจอกัน ก่อนเข้าร้านค่ะ เราอาจไปเที่ยว กินข้าวกับแขกหรือนัดเจอสิบนาทีแล้วพามาร้าน ก้อไม่มีใครว่าค่ะ )

เมื่อแขกมา เราก้อโดนไล่ให้ไปนั่งร่วมโต๊ะด้วย ทำอะไรไม่ถูกค่ะ เราเคยดูในละครไทย เด็กนั่งดริ้งส่วนใหญ่อยากกินอะไรก้อสั่งได้ ดูเฮฮ่ามีอิสระจัง แต่ที่นี่ไม่ใช่อะ จะกินอะไรต้องขอแขกค่ะ ลองนึกดูดิคะ คนไม่รู้จักมักจี่ ให้มาขอเค้ากินเนี่ยนะ แขกเราก้อไม่ใช่ แต่โชคดี แขกคนแรกที่พี่พามาด้วย แกใจดีมากค่ะ อยากกินไรสั่ง เต็มที่ พอกินของเค้าไม่คุยกะเค้าก้อไม่ได้ พอชวนแขกคุย มันก้อไม่ง่ายนะคะ คือคิดมากค่ะ จะถามพื้นๆ ชื่ออะไร ทำงานที่ไหน มันก้อไม่น่าใช่หัวข้อมาคุย เค้าอุตสาห์เสียตังค์มาผ่อนคลาย ไม่ใช่มาสัมภาษณ์งาน จะคุยมาก ก้อกลัวโดนเพ่งค่ะ แขกพี่เค้า ไม่ใช่แขกเรา (นิสัยอันนี้ติดมาจากร้านนวดค่ะ คือเราไม่แย่งแขก ไม่ยุ่งกับแขกเพื่อน ไม่ได้คิดมากนะคะ แต่เคยโดนข้อหาแย่งแขกเพื่อนมาแล้ว เลยกลัว ทั้งๆที่เราคุยธรรมดา ช่วยเชียร์เพื่อนเสียด้วยซ้ำ แต่วันถัดไปแขกมาจองเราเฉย เลยกลัวจนทุกวันนี้ค่ะ)

พอมันหมดเรื่องคุย มันต้องร้องเพลง คราวนี้ถึงคราวจนแล้วค่ะ ให้เราร้องเพลง โอ้ย.....พระแม่เจ้า อันนี้ร้ายแรงค่ะ ตั้งแต่เกิดมายังไม่เคยร้องเพลงออกไมค์ ไม่รู้เป็นไร พอจับไมค์เสียงอันเป็นต้องหาย อ่านออกนะคะ แต่ร้องไม่ได้ ไม่มีความมั่นใจ ถ้าใครรู้วีธีแก้ ช่วยบอกด้วยละกัน แขกก้อแสนดี บังคับเรา ร้องจนได้ ร้องแบบอ่านๆนั้นแหละค่ะ


พอนั่งเทียบตัวเองกะพี่คนจีนแล้ว จริง...ที่แกทำงานมาก่อน แต่แกมีหัวใจบริการจริงๆนะคะ ค่อยเล่นมุกส่งต่อแขก คุยบ้างยอบ้าง เป็นกำลังใจให้แขกบ้างค่ะ แถมยังต้องเอาอกเอาใจ ป้อนแขกเอ๋ย เช็คหน้าเช็คตาเอ๋ย เอาใจกันจริงๆค่ะ แต่ที่แปลก แขกพี่ไม่ลุ่มล่ามมาแตะต้องตัวเราตัวหรือพี่ อย่างที่กังวลในตอนแรกค่ะ และต่างจากที่เคยเห็นมา มารู้ทีหลัง ว่ายังมีแขกอีกเยอะที่เป็นแบบนี้ แขกดีดีที่รู้กฎกติกา มารยาท เข้าใจว่าพวกเราขายความสุข สร้างความบันเทิง ไม่ใช่ขายตัวค่ะ

ถึงคราวร้องเพลง สาวจีนร้องเพลง พี่แกก้อรู้จักเพลงญี่ปุ่นไม่มากนะคะ แต่ก้อพยายามร้อง แขกอยากร้องเพลงนี้ ร้องไม่ได้ก้อดำจริงๆ กลายเป็นเรื่องขำๆไปอีก นั้น!!!แขกเห็นพยายาม กลับเอ็นดูมากขึ้น พอหันมาทางเรา นู๋น้องเพลงไม่เป็นค่ะ โดนดุแบบเบาะๆมาว่า เราเป็นต่างชาติ รู้ว่าภาษายากแต่ถ้าคิดจะทำอาชีพนี้แล้ว ต้องร้องให้เป็น เค้าไม่ได้มาเที่ยวผู้หญิงแต่เค้าต้องการมาหาความสุข คลายเครียด ดังนั้นพยายามนะ คราวหน้าจะมาฟัง อ๊ะ!!! ยังอยากฟังเราอ่านเพลงอีกเหรอเนี่ย 555


ร้านปิดเที่ยงคืนค่ะ วันนั้นฟันๆแขกเหนาะๆไปสามหมื่นเยน

และเราได้ค่าแรงไปหกพันเยนค่ะ แต่รู้สึกไม่คุ้มกะค่าเงินที่ได้ คือเราทำให้แขกสนุกไม่ได้ ยังต้องมานั่งสอนเราร้องเพลงเองอีก เศร้า


ตอนเราไปเที่ยวร้านอาหารไทย มักจะเห็นสาวสแน็คพาแขกมาทะล่มหลังเลิกร้านกันบ่อยๆ แต่แขกก้อใช่ย่อยนะคะ เอาจนคุ้ม มืออย่างปลาไหล เล่นควักไส้ในจนคนไทยด้วยกันอายค่ะ แต่พอตัวเองมาทำเองวันนี้ แขกดีดีก้อมีเยอะ ถึงจะใช้เงินแลกซื้อความสุขก้อเหอะ แต่ยังให้เกียรติผู้หญิงเรา ไม่เอารัดไม่เอาเปลี่ยนเราสักเกินไป

งานสแน็คดูเหมือนจะดูติดลบในสายคนไทย ดูเหมือนเอาตัวเข้าแรก ไม่ใช้สมอง งานง่าย ๆ แต่มันเป็นงานบริการที่วัดโดยความพอใจของแขก ซึ่งเรานี่แหละค่ะ เป็นคนไปปลูกค่านิยมผิดๆ ที่ยอมให้แขกหาเศษหาเลย จากตัวเรา ถ้าเราบอกว่าไม่สักอย่าง คนญี่ปุ่นก้อไม่กล้าหรอกค่ะ คนญี่ปุ่นกลัวมีเรื่องขึ้นโรงพักจะตายไป(แต่แขกที่บ้ากามจริงๆก้อมีค่ะ อันนี้ช่วยตัวเองนะคะ)




Create Date : 16 มีนาคม 2555
Last Update : 17 มีนาคม 2555 13:30:45 น.
Counter : 9021 Pageviews.

13 comment
เมื่อคนสนิทกลายเป็นขโมย ขึ้นบ้านนู๋
หลังจากที่เคยเป็นหนี้คุณกอมาแล้ว
คราวนี้เอาอีกแล้วค่ะ ขโมยขึ้นบ้าน

ความจริงใจ หาได้ยากในญี่ปุ่น เห็นจะจริงค่ะ
หลังจากตามน้าคนพี่ออกมา เราก้อหางานใหม่ทำ ได้ในไม่ช้า
เป็นร้านของพี่คนรู้จัก ทุกอย่างดำเนินปกติ

สี่ปีที่แล้ว
ร้านนวดในญี่ปุ่นยังน้อย แขกยังมีมากกว่าร้านมั่กๆ

แต่ละร้านก้อมีจุดขายของตนเอง
เช่น นวดไทยนวดจริงนวดหนักมีแต่รุ่นเดอะ บ้างร้านมีเด็กมาเป็นแนวเสริม บ้างร้านป้าน้านวดไม่ทะลึงแต่แอบเสียว บ้างร้านก้อทะลึ่งเป็นที่รู้กัน

ร้านที่เราอยู่เน้นความเป็นเด็กค่ะ พี่ในราวสามสิบต้นๆ ในสมัยนั้น เรียกว่าสุดยอดแล้ว สาวๆหายากมากกกกค่ะ
ดังนั้นร้านเราค่อยข้างบูมในสมัยเปิดๆแรก
เค้าว่าสาวๆในร้าน ทำเงินตกเดือนละ ห้าแสนหกแสนกว่าเยน (ตีเป็นเงินได้ก้อเกือบสองแสนได้มะ) ไม่ได้เวอร์นะคะ ตอนนั้นพวกพี่ๆเค้าใช้ฝีมือ กับคารมณ์กันจริงๆค่ะ

แขกที่มานวด มีจำพวก ป่วยเมื่อยจิง แบบมาหลีสาว แบบขี้เหงามาหาเพื่อน แบบตามหารักแท้ในร้านนวด แบบรักเมืองไทย และแบบมาหลอกเกาะสาวไทย

ตอนเข้ามาใหม่ๆเงินดีมาก
เป็นช่วงอดทน อย่างแรง จากนู๋อนามัยนอนสี่ทุ่มมาเป็น ยายอดทนนอนตีสามค่ะ

เช้าตื่นเจ็ดโมง นั่งรถไฟไปเรียนในโตเกียวชั่วโมงครึ่ง เลิกเรียน สามโมงครึ่งบ้าง ห้าโมงบ้าง นั่งรถกลับมา ทำงานถึงตีสอง อาบน้ำ ตีสามนอนค่ะ ทำอย่างนี้ได้หนึ่งอาทิตย์ก้อเกิดเหตุขโมยขึ้นบ้าน

ไม่ใช่ขโมยที่ไหนหรอกค่ะ
น้าคนพี่นั้นแหละค่ะตัวดี

ตั้งแต่เราออกจากร้านน้องสาวแกมาด้วยกัน เราก้อแยกงานกัน ทำคนละที่ เพราะไม่มีที่ไหนรับเด็กทีสองคนค่ะ ด้วยเหตุผลนี้ แกก็เลยถือโอกาสแยกตัวออกมานอนร้านนวด ที่แกทำอยู่ แต่ด้วยความสนิทสนมกัน เราก้อยังคงติดต่อกันเหมือนเดิม เรายังไปหาแก กินข้าวนั่งเล่นที่ร้านแกบ่อยๆ

หนึ่งอาทิตย์ก่อนเกิดเหตุค่ะ เราไปหาแกที่ร้านใหม่ แกก้อดี คืนกุญแจห้องเรามา แต่เราสิ ดันเผลอลืมกุญแจ ไว้บนตู้เย็นร้านแกเข้า
เราจำได้ค่ะ เราโทรไปย้ำ ให้เพื่อนเก็บกุญแจเราด้วย เพื่อนก้อแสนดี วางไว้ที่เดิม บนหลังตู้เย็นนั้นแหละ

อาทิตย์ถัดไป ตอนบ่ายโมงเศษๆได้ แกโทรถามเราว่า เราอยู่ไหน
เราตอบกลับไปว่าวันนี้มีกีฬาสีค่ะ กลับบ้านช้าค่ะ
แกก้อวางสายไป ทุกอย่างปกติค่ะ

มาสะกิดใจตอนเช้าวันถัดหลังกีฬาสี
จะเอาเงินค่าแรงใส่กระป๋อง หาเท่าไหร่ก้อไม่เจอ กระป๋องมันหาย
มันหายไปได้ไง เมื่อวานเช้าอะ!ยังเก็บไว้ตรงนี้อยู่เลย!?!
เริ่มโวยวาย ไรอะเงินค่าแรงฉานนน แสนสี่เยน หายไปไหน !!!!

โทรไปหาน้าคนแรก แกรีบมาทันที แกว่าสงสัยขโมยขึ้นบ้านแน่
แต่บ้านนู๋อยู่ชั้นเจ็ดนะคะ ขโมยที่ไหน จะปีนขึ้นมา ของอย่างอื่นอยูคบ หายแต่กล่องเงิน มันจะรู้ได้ไง ว่านู๋เอาเงินแอบไว้ที่ไหน น้าไปแจ้งตำรวจกันนะคะ
แต่แกตอบกลับมาว่า ตำรวจไม่รับแจ้งหรอก เรื่องของต่างชาติ แล้วเราเป็นนักเรียนด้วย ยุ่งยากเปล่า ถือว่าฟาดเคราะห์ละกัน

"เนี่ย!!เงินนู๋หายไป ไม่ใช่หน้าที่ตำรวจเหรอคะ แล้วประเทศนี้มีตำรวจไว้ทำไมอะคะ " เราค้านขึ้นมา ใจเราเริ่มเอ๊ะขึ้นมาว่า ทำไมห้ามเราไปแจ้งตำรวจนะ เพราะเราเป็นต่างชาตินะเหรอ เพราะเราเป็นนักเรียนนะเหรอ ตำรวจญี่ปุ่นไม่คุ้มครองเรานะเหรอ เหตุผลฟังไม่ขึ้นอ๊าาา!!!

สักครู่สามีแกก้อโทรมา แก้ทำเนียนค่ะ แกเล่าเรื่องว่า ขโมยขึ้นบ้านเรา แต่ที่แปลก สามีแกย้ำอยู่นั้นแหละว่า"ไม่ได้เอาไปใช่มั้ย ไม่ได้เอาไปใช่มั้ย" แกก้อยืนยันว่าไม่ได้เอาไป

พอเราได้ยินอย่างนั้น เราก้อเริ่มเอาบ้างงง
"น้าาาา นู๋จะไปแจ้งตำรวจอะ เงินนู๋หาย "
น้าคนพี่ รีบตอบทันทีเลย
" น้าไม่เอาด้วยอะ มันยุ่งเดี๋ยวมีปัญหาถึงเจ้าของบ้าน ถ้าเค้ามาไล่เราออกไป แล้วเราจะไปอยู่ไหน ยังไง เค้าก้อไม่ไป ไม่อยากมีปัญหา ไม่อยากขึ้นโรงพักเสียเวลาเค้า อีกอย่าง บ้านนี้ก้อเป็นชื่่อเค้าตอนเซ็นต์สัญญาเช่า ถึงเราจะจ่ายเงินก้อเหอะ ถ้าเค้าไม่อุนญาติ ตำรวจก้อเข้ามาค้นไม่ได้ "

เล่นพูดแบบนี้ นู๋จะเอาอะไรไปสู้ละคะ พึ่งมาได้ปีกว่าๆจะหาเรื่องไปโรงพักเสียแล้ว จะหาใครช่วยดี ใครๆก้อไม่รู้จัก น้าคนพี่ ก้อเล่นพูดปิดทางนู๋เสียแล้ว เอาไงดี ไม่มีหลักฐานกล่าวหาใครไม่ได้อีก

ในเมื่อเรามั่นใจว่าน้าคนพี่เอาไปแน่ มันแปลกเยอะใช่มั้ยคะ ?
ตัวเองเป็นที่พึ่งตัวเองค่ะ งั้น...สืบเองก้อได้!!!

เริ่มจาก เราโทรไปหาเพื่อน ที่ทำงานร้านเดียวกับน้าคนพี่ ถามถึงเรื่องกุญแจที่ฝากไว้ ผลก้อคือ กุญแจมันแอบไปเดินเล่นเองได้ค่ะ เพื่อนว่าเมื่อสามวันก่อนจู่ๆมันก้อหายไป และจู่ๆมันก้อกลับมา เพื่อนยังนึกเอ๊ะใจเลยว่าเรามาเอาแล้ว

คำจากปากเพื่อนคนเดิมอีกนั้นแหละ เพื่อนเล่าว่าน้าคนพี่ แกมาทำฟอรม์บ่นเรื่องขโมยขึ้นบ้านเรากับเพื่อนเรา. แถมบ่นว่าเราเก็บกล่องเงินไม่ดี วางไว้ใต้เตียง ใครเห็นก้อเอาไปดิ ไม่แปลกที่ขโมยจะไม่ขโมยไป....นั้นแหละแปลกค่ะ รู้ได้ไง ว่าเราเก็บใต้เตียง ธรรมดามันมันถูกเก็บไว้ที่ชั้นวีดีโอค่ะ แต่เช้าวันกีฬาสี เราตื่นสาย เราเปิดกล่องหยิบตังค์แล้วแอบมันไว้ใต้เตียง คนธรรมดาไม่รู้แน่นอนนนน

รายการต่อไป เราขอเช็คกล้องวงจรปิดบริเวณลิฟท์ มันเป็นอย่างที่เราคิดค่ะ หลังจากที่น้าแกโทรมาหาเราได้สิบนาที แกก้อมาปรากฏตัวอยู่หน้าลิฟท์ และลิฟท์ไปจอดที่ชั้นเจ็ดค่ะ หายไปประมาณสิบกว่านาที แกก้อหิ้วถุง พลาสติกหัวโผล่ออกมาเป็นกล่องใส่เงินเราชัด เราเห็นๆๆๆ นั้นของฉานนนน

เมื่อเห็นคาตา เราโทรถามแกว่า
เราเห็นแกจากกล้องวีดีโอ ถือถุงพลาสติกใส่กล่องเงินเรา
ดูแกแก้ตัวนะคะ
แกตอบเราว่า มาหาเรา นึกได้ว่าเราไม่อยู่ เลยกลับ
พอถามซักไปว่า แล้วขึ้นลิฟท์หายไปสิบนาทีมันหมายความว่าไงคะ
แกตอบว่าไปเคาะประตูแล้วไม่ตอบ เลยสูบบุหรี่อยู่ตรงทางหนีไฟ

(ตอนนั้นได้แต่คิดเถียงในใจนะคะว่า น้าเป็นอัลไซเมอร์เหรอคะ ก่อนหน้าน้ามา น้าก้อ โทรมาหานู๋ไปทีแล้ว สิบนาทีผ่านไป น้าก้อมาโผล่หน้าห้องนู๋เนี่ยนะ บ้าไปเปล่า ได้แต่คิดนะคะ ไม่กล้าพูด ไม่เก่งจิงค่ะ )

พอถามเรื่องถุง แกก้อแฉตอบไปว่า กระเป๋ามันตุงและหนัก เลยหยิบถุงมาหิ้ว นั้นมีคำตอบเสียไปทุกข้อ พาลมาโกรธเราอีก ที่มากล่าวหาแก

ทางเลือกสุดท้าย เราไปปรึกษาน้องสาวแกค่ะ คำที่ได้มาว่า น้ายุ่งไม่ได้ ถ้ายุ่งก้อทะเลาะกันเปล่า เค้าไม่ยอมหรอกพี่สาวน้าอะ แล้วเค้ามีนิสัยลักเล็กขโมยน้อยถึงมากๆมานานแล้ว

อ้าวววว แล้วเงินค่าเทอมนู๋ทำไงละคะ แห้ววววหรือนี่
ตอนนั้นโง่จริงๆค่ะ มืดไปสิบด้าน ไม่รู้จะไปหาใครให้ใครช่วย ภาษาญี่ปุ่นก้อได้พื้นๆจะไปแจ้งตำรวจได้ไง ญาติคนรู้จักก้อไม่มี

โทรคุยกับแม่ค่ะ แม่ว่า ปล่อยเค้าไปเหอะ ถือว่าเป็นครู อย่าเชื่อใจใคร และให้ใจใคร และห้ามให้ยืมเงินอีกต่อไป ส่วนเรื่องแจ้งความ แจ้งไปเดี๋ยวก้อทะเลาะกันเปล่า แม่เรากลัวมีเรื่องตามมา มากกว่าค่ะ

เงินอะ อยากได้คืนนะคะ แต่เสียใจมากกว่า นับเป็นน้าหลานกัน ไปไหนไปกัน ช่วยเหลือกันมาตลอด อยู่ๆไหนมาทำกันแบบนี้ เงินที่เราหามา เราก้อไม่ได้เอาไปเที่ยวเล่นนะ เอามาจ่ายค่าเทอมทั้งนั้น แทบไม่เคยเที่ยวไหนด้วยซ้ำไป น้าไม่มีเงิน เราก้อให้ยืม เข้าใจว่าลูกเยอะ แต่ขอยืมดีดี เราก้อให้ เราไปทวนน้าเสียเมื่อไหร่ สรุปที่น้าได้ไป บวกที่ยืมก่อนหน้านี้ ร่วมเกือบแสนบาทไทยค่ะ เงียบหายไปลับสายตา

มันเจ็บใจค่ะ มาต่างประเทศคนเดียว มันก้อเคว้งอยู่แล้ว มีผู้ใหญ่มารักเอ็ดดู เราแสนดีใจ อยู่ต่างประเทศมันต้องช่วยกันรักกันสิค่ะ คนไทยไม่รักกันไม่ช่วยกัน แล้วให้ชาติไหนมาดูแลกันละคะ

หลายคนอาจเจอคนดีดี บังเอิญเราเลือกมาทางนี้ เลยเจอคนแนวๆนี้เยอะไปหน่อยหรือเปล่าหนอ ... แต่คนดีดีในญี่ปุ่นก้อมีเยอะค่ะ มาเสียที่นี่ ก็มีเยอะ ทำไมนะเหรอคะ อาจจะเป็นเพราะว่า เราอยู่ไกลบ้าน เราไม่ต้องสนใจว่า ใครจะคิดยังไงกับเรา เอาตัวเรารอด หาเงินได้ ส่งเงินกลับบ้านได้ ก้อพอ โดยที่ไม่ได้ทันคิด ว่าสิ่งที่เราทำนั้น ไปทำร้ายน้ำใจคนที่เค้าหวังดีกับเราด้วยหรือเปล่า....

เรานะ ถึงไม่ใช่คนดี ออกจะวีนด้วยซ้ำไป แต่พยายามไม่เล่นกะหัวใจของใคร ไม่ทำลายน้ำใจใคร เท่านั้นเอง....







Create Date : 14 มีนาคม 2555
Last Update : 16 มีนาคม 2555 21:23:33 น.
Counter : 938 Pageviews.

15 comment
1  2  3  

yoyos
Location :
北鎌倉  Japan

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 8 คน [?]



เบื่อแล้วเหนื่อยกับความรัก ทำไงให้ลืม อยากร้ายๆ อยากวีนให้ได้เหมือนตัวร้ายในละคร มันจะสบายใจขึ้นมั้ย( T_T)\(^-^ ) อยากจะลืม