ทำไมเราเจอกันช้าอย่างนี้ หลงรักบ้านมะกอก ทะเลไทย

กลับเมืองไทยมาค่ะ

กลับไปครั้งนี้ มีทริปไปเที่ยวที่แห่งหนึ่ง น่ารัก สงบ โดนใจมากๆ จนอยากบอกต่อใครๆ ลองไปดูสิ แล้วจะติดใจแบบเรา
(แต่อีกใจ ไม่อยากบอกกลัวคนรู้จัก คราวหน้าจะจองลำบาก555)


ตอนแรกลังเลระหว่างเกาะกูดกับเกาะหมากค่ะ แต่พี่ๆแสนดีในพันทิพย์ เชียร์ค่ะ เกาะกูดสงบ ธรรมชาติมากกกก ไปแล้วจะหลงรัก


หาข้อมูลที่พัก สรุปไปได้ที่บ้านมะกอกค่ะ ที่นี่เป็น รีสอร์ทแนวเกสเฮาส์ มีแปดห้อง แต่ละห้องแตกต่างกันเล็กน้อย อย่างมีลานกว้างหน้าชานบ้าน มีห้องน้ำกลางแจ้งทำนองนั้นค่ะ ดูในเน็ทก้อโอ ออกแนวชิลๆแบบบ้านชาวประมง อยู่กับธรมมชาติดีค่ะ


การเดินทางนะคะ คือขับรถไปเอง ทางท่าเรือมีบริการฝากรถวันละ50บาทค่ะ จากนั้นขึ้นเรือที่แหลมศอก เป็นท่าเรือเอกชนค่าเรือคนล่ะ 600 บาท ที่นั่นมีบริการเครื่องดื่มให้ฟรีด้วยค่ะ ใช้เวลาเดินทางจากแหลมศอกไปเกาะกูดโดยเรือ Speed Boat เวลาประมาณ 45 นาที จากนั้นจากนั้นบ้านมะกอกส่งเรือมารับค่ะ ประมาณไม่เกิน5นาทีถึงค่ะ



ระหว่างเปลี่ยนเรือเพื่อเข้าบ้านมะกอกแอบปันใจให้ รีสอร์ทด้านหน้าค่ะ แหมก้อดูดิคะ รีสอร์ทใหญ่กว่าเน้นอย่างมาก มีสระน้ำ มองเห็นทะเล สีฟ้าคราม แบบในนิตรสารชอบถ่ายลงยังไงยังงั้น บรรยากาศแบบมาพักผ่อนไปทะเลมากๆ มาเทียบกะบ้านมะกอกคนละแนวเลยเล็ก เดินไปเดินมามา3นาทีทั่วรีสอร์ทแล้ว ทำไมไม่จองที่นี่นะ แอบปันใจจริงๆค่ะ


เมื่อมาถึงบ้านมะกอก พี่ๆที่บ้านมะกอกรีบออกมาต้อนรับน่ารักดี ยิ้มแย้มแจ่มใส มีน้ำตะไค้รเย็น ผ้าเย็น ให้บริการค่ะ เรากรอกเอกสารเข้าพัก แล้วเข้าห้องพัก ห้องพักน่ารักมากกกกก แต่ขอตกใจสองอย่างค่ะ


หนึ่งที่นี่ไม่มีอะไรเลยค่ะ คือพยายามลุ้นว่าขอให้ในห้องมีทีวีด้วยเหอะ แต่เมื่อไปถึงไม่มีอะไรเลยค่ะ มีแค่ที่จำเป็นเท่านั้น จากใจนะคะ ซ็อกมา สรุปมาอยู่ป่าหรือไง นึกดูนะคะ คนไม่ชอบตากแดดตากลม ไม่ชอบความลำบาก เคยอยู่สบายต้องมาอยู่รีสอร์ทใช้เครื่องปั้นไฟ ไร้อุปกรณ์อำนวยความสะดวกทั้งสิ้น ไม่มีอะไรจริงๆนะ ปลอบใจตัวเองเอาว่ะ สองคืนสามวันเอง เปลี่ยนบรรยากาศเอา คิดว่ามาออกค่ายอาสาละกัน อย่างน้อยมีแอร์ ออกค่ายอาสาไม่มีแอร์นะเฟ้ย


สองที่นี่กำแพงห้องน้ำไม่มีค่ะ เป็นแบบopen air เกินไปหรือเปล่าคะ เนี่ยดิฉานจะเข้าห้องน้ำที ต้องใช้ระบบเก็บเสียงในตัวพอสมควร ค่อยปล่อย หลังๆเปลี่ยนไปเข้าห้องน้ำด้านนอกแทนค่ะ ไม่แนะนำคู่รักใหม่ไปค่ะ กลับไปสงสัยเป็นนิวแน่ 555


นอกจากนั้น

กิจกรรมที่บ้านมะกอกไม่มีไรมากหรอกนะคะ ใช้ชีวิตแบบเด็กขี้เกลียด ชิลๆ นอนอ่านหนังสือ พ่ายเรือ เดินชายหาด ว่ายน้ำ ดำน้ำ และเด็ดสุด ดู แพลงก์ตอน ตอนกลางคืนค่ะ สวยมากราวกับดวงดาวบนท้องฟ้าาาา



วันแรก

ถึงราวบ่ายสองได้ หลังจากเข้าที่พัก เราก้อเริ่มสำรวจ รีสอร์ทค่ะ เราของยืมเรือคายัคพ่ายไปหาดด้านหน้าไม่อยากบอก อันนี้ต้องทำค่ะ ไม่มีอะไรสนุกเท่ากับพ่ายเรืออีกแล้ว ไม่จำเป็นต้องมีประสบการณ์ พ่ายวนๆงงๆไปสักหน่อย เดี๋ยวก้อเป็นเองค่ะ ข้อเสียของหาดที่นี่คือหาดสั้นไปหน่อยค่ะ แต่ทรายขาวเม็ดละเอียดนุ่มมาก ระหว่างพ่ายเรือนะคะ อยากบอกว่าน้ำใสมากเห็นปลา เห็นหอยเม็น รอบๆเป็นป่ากงกางยังมีนกน้อยมาให้เห็น สนุกค่ะ เนี่ยถ้าใครมีลูกเล็กเด็กแดง เป็นการเรียนรู้เพื่อรักธรรมชาติได้ดีที่เดียว แต่เสียทีเราโสด มันก้ออีกฟิวนึ่งคะ ลันลาไปวันวัน แค่นี้จากคนเกลียดทะเลก้อหลงรักทะเลขึ้นอย่างไม่รู้ตัว



อาหารที่นี่ อร่อยค่ะ รสชาดแบบคนกรุงเทพทานได้ ออกหวานไปนิด แต่รสไม่จัดมาก ตกราคาประมาณจานละ 120-150 บาท



คืนแรกไม่รู้ทำไรเราเลยขอตัวเข้าห้องไปนอนกลิ้งอ่านหนังสือ นั่งวาดรูปไป หลับไป zzzzzzz



วันที่สอง

ตื่นตั้งแต่ตีห้า ค่ะ ออกเดินสำรวจน้ำตกที่อยู่ด้านหลังรีสอร์ทแต่ไปได้ครึ่งทางเกิดกลัวเสียก่อน แหมเดินคนเดียวนิคะ ยังไม่มีใครตื่นเลย ทางเปลี่ยวอยู่ สรุปเป็นกลับๆๆๆๆๆ


อาหารเช้าที่นี่มีให้เลือกเป็นแบบไทยๆ ก็ข้าวต้ม และก็แบบฝรั่ง ไข่ดาวแฮม กาแฟ ชาเขียว Early tea น้ำผลไม้ ค่ะ

ขอบอก อร่อยทุกอย่าง กินไปก้อนึกไป อยากได้ตัวพ่อครัวกลับมาญี่ปุ่นจัง อร่อยน๊าาาามีความสุข


สิบโมงได้เวลานัด ไปดำน้ำตื้น อันนี้แอบตื่นเต้นทำไมนะเหรอคะ เรากลัวปลาค่ะ แต่กลับมาคราวนี้ อยากดำน้ำขึ้นมา


การเตรียมตัวนะคะ ดำน้ำ ถ้าไม่อยากดำไม่ต้องโชว์ผิวมากนักค่ะ ใส่ขายาวแขนยาว รับรองไม่ดำค่ะ จากนั้น ฉาบครีมกันแดดค่ะ ครีมกันแดดที่แรงได้ใจนะคะ หนีไม่พ้น ANESSA perfect UV sunscreen SPF50+ PA+++ สีทองเป็นรุ่นที่มีคุณสมบัติ กันแดด กันน้ำได้ดี เนื้อครีมเป็นคล้ายๆน้ำนม ทาแล้วไม่วอก และไม่เหนียว มากนักค่ะ แต่ล้างออกลำบากอยู่ ทาในส่วนที่โดนแดดสะ ขยันว่าทาบอกๆ รับรองไม่ดำค่ะ


ดำน้ำตื้น สน็อกเกิล ที่เกาะรัง เกาะมะปริง แล้วเกาะไรอีกจำไม่ได้ไปสามเกาะ ค่ะ ตอนแรก ที่แรกที่จอดเรือ เค้าสอนให้เราใช้อุปกรณ์ให้เป็น ให้ลองหัดดำตื้นๆดูค่ะ หัดใส่สน็อกเกิลดู ใส่ชูชีพ (เวลาใส่ชูชีพดึงให้ตึงเพราะเวลาลงน้ำแล้วมันจะได้ไม่รั้งเราขึ้นมา ส่วนสน็อกเกิล เวลาส่วมระวังอย่าให้ผมเข้าไปในแว่นไม่งั้นน้ำเข้าค่ะ น้ำลายตัวเองเช็ดกระจกด้านในกั้นฝ้าขึ้นได้ดีอยู่น๊าาา )


ครั้งแรกที่ดำน้ำ ช่วงยังไม่คุ้น กลัวค่ะ กลัวปลาตอดค่ะ พอว่ายไป ปลาเข้ามาใก้ล รีบตีน้ำ เอาหัวขึ้น ปลาหนีกระจายหมด ไม่กล้าถือขนมปังล่อปลา แต่หลังเริ่มชินสน็อกเกิล ชินกะปลาเริ่มสนุกค่ะ เวลาก้มดู พาเพลินไปหมด ทำไมมันสวยอย่างนี้นะ ดูเจ้าปลาตัวน้อยมันอิสระจัง ตื้นแค่นี้สียังสวยขนาดนี้เลยเหรอ ไอ้ความขี้กลัวปลาหายเป็นปลิดทิ้ง หลังจากนั้นพี่ไกด์อาสาลากพาดูปะการังและปลาชนิดต่างๆรอบเกาะค่ะ ว่ากันง่าย เราแค่เอามือวางบนห่วง แล้วก้มดูเฉยๆเท่านั้น นอกนั้นปล่อยเป็นหน้าที่พี่ไกด์ พี่จะลากเราไปเองค่ะ มันให้ความรู้สึกเหมือนเรานั่งเรือดำน้ำดูโลกใต้บาดาลยังไงยังงั้นค่ะ ท้องทะเลสวยมาก นี่แหละเสน่ห์ของการดำน้ำละมั่ง ที่ใครได้สัมผัสแล้วจะติดใจไม่รู้ลืมค่ะ


พักเที่ยงค่ะ อาหารกล่อง อร่อยแต่น้อยไปนิด ตบท้ายด้วยผลไม้ค่ะ อิ่มจนดำรอบต่อไปไม่ไหวอะคะ 5555 ที่พักที่กินข้าว เราจำไม่ได้เรียกว่าเกาะอะไร ลองนึกว่าตัวเองยืนอยู่ตรงกลางเกาะแล้วหมุนไปรอบๆนะคะ หาดทรายขาวตัดกับด้านหลังสีเขียวของต้นไม้ ด้านหน้าเป็นทะเลสีฟ้าอมเขียว ต้นไม้บนชายหาดถูกประดับประดาด้วยประการังสีขาวร้อยเป็นเส้นแล้วแขวนตามต้นไม้ คือเราดูแล้วโรแมนติกมากอ๊ะ บรรยากาศเพื่อคู่รักโดยแท้ หากเอานักท่องเที่ยวทั้งหมดออกไป เหลือแค่สองเรานะ สุดยอดเกินคำบรรยายเลยค่ะ

บ่ายแก่ๆแล้ว เดินทางกลับที่พัก ขอบคุณพี่ไกด์กะประสบการณ์ดำน้ำดีดีแบบนี้นะคะ


เมื่อคืนแอบหนีเข้าห้องไว คุณโอลีฟเจ้าของบ้านมะกอกแอบบอกเราว่าเมื่อคืนพลาดรายการเด็ด วันนี้มาแก้ตัวนะคะ

รายการเด็ดที่ว่าคือ นั่งเรือชมแพลงก์ตอนค่ะ


นี่อีกรายการที่คู่รักไม่ควรพลาดค่ะ สามภพนี้ไม่มีใครนอกจากสองเราทำนองนั้น ไม่ได้เวอร์นะคะ แต่จิงๆ

เคยไปที่ไหนที่ฟ้ามีดาว ระยิบระยับเปร่งแสงแข่งกันมั้ยคะ ส่วนต้นไม้ไม่น้อยหน้า มีหิ้งห้อย เป็นตัวชู้โรง ส่วนน้ำมีเจ้าแพลงก์ตอนเรืองแสงสีฟ้านวลๆออกมาค่ะ เนี่ยถ้าไม่นั่งเรือเป็นกลุ่ม ไปกะแฟนสองคนนะคะ ไม่อยากบอก ไม่อยากขึ้นจากเรือเลย แค่นี้หัวใจมันก้อยิ้มได้ พองโตแล้วค่ะ เกิดรักธรรมชาติขึ้นมาอยากเก็บไว้ดูนานๆช่วยกันรักษาป่ากะท้องทะเลกันน๊าาาาา


แล้วแบบนี้ไม่เรียกสามภพได้ไงละคะ แข่งกันเปล่งแสงระยิบระยับกันขนาดนั้น แถมพี่ที่บ้านมะกอกใจ กระโดดน้ำโชว์ค่ะ พี่กลายเป็นมนุษย์ไฟฟ้าไปเลย555 เนื่องจากเจ้าตัวแพลงก์ตอนจะเปล่งแสงได้ดี เห็นได้ชัดในขณะที่มีสิ่งของขยับ เจ้าตัวแพลงก์ตอนตอนกลางวันไม่มีแสงแต่จะเปล่งแสงในเวลากลางคืนสามารถมองเห็นได้ไกล จะเรืองแสงสีฟ้าจาง ๆ ออกมา


วันที่สาม วันลาจากแบบใจยังไม่อยากจาก

ตื่นมาเกือบหกโมง ไม่ทั้งพระอาทิตย์ขึ้นค่ะ แต่ยังติดใจพ่ายเรืออยู่ ยังออกไปพ่ายเรือครั้งสุดท้ายก่อนกลับมากินเช้าและเตรียมตัวกลับบ้านเรา


เราชอบที่นี่ค่ะ ไม่ว่าจะทำไรพี่พี่บ้านมะกอกคอยดูแลเต็มที่ จะขึ้นจะลงเรือ จะขออะไรเพิ่ม พี่ๆจะอยู่รอบๆตัวเราเสมอ บริการด้วยใจ เอาไปเลยเต็มร้อยค่ะ


สรุปกลับมาหายข้อใจ ถูกแล้วที่เลือกที่นี่ ไม่เสียใจ ในความไม่มีอะไรเลย กลับมีอะไรมากกว่าที่คิด จากที่ก่อนไปคิดว่าต้องตายแน่สามวันฉาด กะที่ที่ไม่มีไฟฟ้า ไม่มีวีที กลับสุขใจอุ่นใจ สงบ สบาย หนีวันยุ่งๆมาชารต์พลังที่นี่ได้ดีค่ะ สำหรับคนไกลธรรมชาติแบบเรา แอบหลงรักทะเลขึ้นมา ทำไมเราพบช้าไปหน่อยนะ คราวหน้าต้องหาโอกาศกลับมาที่นี่ให้ได้อีกจนได้ อยากพาแม่ พาคนที่เรารักมาเที่ยวที่นี่ให้ได้สักครั้งค่ะ


ข้อดีของบ้านมะกอกนะคะ

บ้านมะกอก ไม่ใช่รีสอร์ทขี้งก ใช้ไฟได้ แต่ช่วยกันประหยัดเพราะทางรีสอร์ทปั้นไฟไปเองค่ะ ดังนั้นพกโน๊ตบุค หรือเครื่องอำนวยกันเราเหงา มาเองได้ค่ะ

บ้านมะกอกเป็นรีสอร์ทขนาดเล็กมีแปดห้อง ดังนั้น ทุกคนพอจะสนิทกันไว ยิ้มให้กัน ทักกันบ้าง

แล้วพนักงานกับผู้พักมีจำนวกพอกัน พี่ๆทุกคนเอาใจใส่เราได้เต็มที่จิงๆๆค่ะ ไม่เหมือนรีสอร์ทใหญ่ที่ ทำตามหน้าที่ ให้บริการแล้วจบไป ที่บ้านมะกอกไม่ยุ่งขนาดนั้น เรายังคุยเล่น แลกเปลี่ยวความคิด ถามถึงการเป็นอยู่ของพี่ๆได้ ไม่เหงาค่ะ


ข้อเสีย

สถานที่เล็ก แต่ไม่ใช่ปัญหาค่ะ เดี๋ยวก้อชินเอง เพราะมันมีอย่างอื่นให้เราลืมดูจุดเล็กๆนั้นไป

ไกลจากหาดนิดนึ่ง แต่พ่ายเรือไปได้ไม่ไกลมากค่ะ ชิลๆๆๆ

ห้องพักมีน้อย ทำให้จองห้องที่อยากได้ลำบากไปนิด แต่ไม่ว่าห้องไหนมันก้อมีเสน่ห์ของมัน ลองไปนอนสักทุกห้องเป็นไงคะ

www.bannmakok.com/









Create Date : 06 พฤษภาคม 2555
Last Update : 8 พฤษภาคม 2555 10:50:25 น.
Counter : 9568 Pageviews.

6 comment
ความหวังหลงทาง กับติดยาเม็ด

เมื่อวานเพื่อนรุ่นพี่โทรมาหาค่ะ โทรเล่าถึงความเป็นไปในเมืองที่เราอยู่ให้ฟัง พี่ว่าเธอเสียดายผู้หญิงคนหนึ่งมากๆ เหตุเพราะเธอเล่นยา

เราสองคนรู้จักผู้หญิงคนนี้ตั้งแต่ เธอพึ่งเข้ามาญี่ปุ่นใหม่ๆ ขอใช้นามสมมุติค่ะ" พี่ชื่อเมย์"

พี่เมย์เป็นคนขำฮาๆ บ้าๆ ดูไม่เป็นพิษเป็นภัยค่ะ เธอบ้านนอกมาก แกเป็นสาวฮึด ความอดทนเป็นเลิศค่ะ ไม่ว่าจะนวดแขกดึกแค่ไหนแกก้อไม่บ่น ใครจะมาช้า ไม่ช่วยทำงานในร้าน พี่ก้อไม่บ่น พี่ทำเอง เห็นใจน้องๆนักเรียนอย่างเราๆ เป็นพี่สาวและแม่พระของพี่อีกหลายๆคนในร้าน พูดง่ายๆใครใครก้อรักแกค่ะ


พี่เมย์ขึ้นมาญี่ปุ่นได้ จากการช่วยเหลือของพี่สาวเธอเอง คือมาพร้อมทัวร์ แล้วเธอก้อหนีวีซ่านั้นเองงงง

เธอเล่าว่า พี่สาวเธอมาญี่ปุ่นเป็นคนแรกค่ะ มาทำงานส่งเงินไปสร้างบ้าน เป็นหลัง หลังละห้าหกล้าน สร้างหอพัก ซื้อรถและสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆนานา เธอเห็นก้อตาโตดิค่ะ อยากได้บ้าง สามีใหม่เธอก้อเป็นแค่ครูฝึกทหาร เงินเดือนหน่อยนิด ลูกก็ยังเล็กอีกสามคน บ้านช่องก้อไม่มี อยู่แฟตทหาร ซึ่งห้องหนึ่งหารสองค่ะ มีแต่คนดูถูกแก ยังไงก้อไม่มีวันยืนได้ เธอจึงตัดสินใจมาญี่ปุ่น

ก่อนมานะคะ เธอเตรียมตัวมาพร้อม เค้าว่ากันว่าชายญี่ปุ่นชอบสาวอกใหญ่ ถูกแล้วค่ะ ไปยันฮีปั้นหน้าอกไซล์เอฟ เสริมจมูกโด่งๆ และเธอออกเดินทางมาญี่ปุ่นทั้งที่หน้ายังบวมนั้นแหละค่ะ ตั้งใจว่าจะมาหาทำอย่างว่า แต่พอถึงจริงๆ เป็นช่วงตำรวจกวาดล้าง บวกด้วยหน้าพี่เมย์เอง ออกแนวเหลี่ยมๆ ไม่เป็นที่ถูกใจพี่ๆญี่ปุ่นที่นี่นัก สรุปอาชีพนี้ตกไป

งานต่อไปคืองานนวดค่ะ สมัยนั้นพวกไม่มีวีซ่า ทำนวดเยอะมาก เนื่องจากอยู่ร้านนวดปลอยภัย ถ้าพี่ตำรวจไม่ขึ้นตรวจนะคะ และที่สำคัญเพื่อฟลุ๊คโชคดี ได้แต่งงานอยู่ญี่ีปุ่น อย่างถูกกฎหมายค่ะ พี่เล่าว่าตอนนั้นหน้ามืด เจอใครก้อไอชิเตะรุ(ฉันรักคุณ)กะ แต่งงานกันมั้ย ถามแขกทุกคนที่พี่นวดจริงๆ ถามดะค่ะ

จนมีผู้ชายคนหนึ่งบ้าจี้ขอแกแต่งงานค่ะ สามีแกบอกว่า แกประทับใจพี่เมย์ค่ะ แกอยู่กับพี่เมย์แล้วมีความสุข พูดกันไม่รู้เรื่องก้อเหอะ แต่เธอทำให้เค้าหัวเราะได้ และที่สำคัญสงสารพี่เมย์มากๆ ส่วนใจพี่เมย์นะเหรอ เปล่าเลยไม่ได้รักเค้าสักนิด แค่อยากได้วีซ่าจริงๆ เพื่อความอยู่รอดในญี่ปุ่นค่ะ มีผู้หญิงหลายคนที่แต่งงานทั้งๆที่ไม่ได้รัก และลงท้ายด้วยการมีกิ๊ก ติดผู้ชายไป
แต่ครอบครัวนี้มีความลงตัวอยู่นิดนึ่งนะคะคือ คุณสามีเป็นเบาหวานค่ะ ดังนั้น คุณสามีทำการบ้านไม่ได้เลยค่ะ พี่เมย์เราสบายใจหายห่วงค่ะ


ใครมาญี่ปุ่นปีแรกๆ ทุกคนก้อตั้งใจทำงานหาเงินส่งกลับบ้านกันทั้งนั้น แต่ยิ่งอยู่ไป ทำไมคนเราถึงเปลี่ยนได้ไปถึงเพียงนี้
จากเป็นลูกจ้างเค้า พี่เมย์เก็บเงิน หุ้นเปิดร้านกับพี่สาว
จากที่ เป็นคนเข้าจิตใจคนอื่น เธอก้อเริ่มเปลี่ยนไป
จากคนที่หมดหนี้ กับสร้างหนี้แล้วสร้างอีก ไม่มีวันจบ



เมื่อวานที่เพื่อนโทรมาเพื่อนเล่าว่า พี่เมย์เป็นหนี้ และติดยา เราถามว่ารู้มาจากไหน เพื่อนบอกว่าพี่สาวของพี่เมย์เองเป็นคนพูดเองค่ะ

อันนี้เรารู้มานานแล้วค่ะ แต่ถือว่า เตือนแล้ว แล้วไม่หยุด ก้อทางใครทางมันละกันค่ะ

ไอ้ยาที่ว่าก้อไม่ได้ยาร้ายแรงอะไรหรอกค่ะ ก้อไอ้นอนหลับที่กินแล้วไม่หลับนั้นแหละ

ที่เรารู้มาเพราะมีช่วงก่อนที่พี่เมย์จะเปิดร้านของตัวเอง พี่เมย์ทะเลาะกับพี่สาวตัวเอง ค่อยข้างแรงมาก ขนาดตัดญาติกันทีเดียว ช่วงแรกพี่เมย์เสียใจมาก เค้าว่าเค้าโดนพี่สาวตัวเองโกงนิคะ ความเสียใจ กลายเป็นแรงผลักดัน ให้ฮึดค่ะ เธอตั้งใจว่า ยังไงเธอต้องไปให้ได้ไกลกว่าพี่สาวเธอให้จนได้

เธอลากเราไปดูร้าน เซ็นสัญญา และเปิดร้านใหม่ ทุกอย่างเหมือนกำลังดูดีค่ะ

เธอเลือกที่จะเปิดร้านนวดในเมืองใก้ลเขตฐานทัพอเมริกันค่ะ เธอเลือกถูกที่แล้ว หนึ่งเพราะไม่มีร้านนวดของคนไทยในเมืองนี้ สอง นั้น!!!จากสาวที่ไม่เคยมีใครมอง จากลูกเป็ดขี้เห่ยกลายเป็นสาวงามของเหล่าทหารโดยทันที ไม่ว่าพี่ทหาร ดำ แดง ขาว เล็กใหญ่ทั้งหลาย ต่างมาติดพันเธอกันทั้งนั้นค่ะ เวียนวงมานวดกับเธอบ้าง ขอเดทกับเธอบ้าง

การงานในช่วงนั้นกำลังไปด้วยสวยค่ะ แต่คนเรานะคะ เวลาเงินสะพัด มีคนยกยอปอปั้นหน่อย มีหนุ่มเล็กๆหนุ่มใหญ่มาติด ช่วงกำลังหลงชีวิตค่ะ ก้อดูสิคะ ตอนแกทำงานกับพี่สาวแก แกเหมือนปมด้อย หุ้นเงินร้านเท่ากัน แค่ไม่มีปากเสียง ไม่มีแขกประจำ ได้แต่นวดตามคิว แต่แกเก็บเงินได้ค่ะ

แต่มาที่นี่ ใครๆก้อจะให้มาม่า (ใช้เรียกผู้หญิงที่เป็นเจ้าของร้าน )นวดกันทั้งนั้น มีอำนาจ เงิน ผู้ชายเข้ามา ชีวิตดูดีขึ้นค่ะ ถึงจะดูดีขึ้นแค่ไหน แต่เธอก้อไม่เคยลืมความแค้นที่มีต่อพี่สาวของเธอค่ะ

พี่เมย์ใช้ให้สามีตัวเอง ไปถอนชื่อออกจากการเป็นผู้คล้ำประกันร้านพี่สาวแกเอง ในเมื่อแกไม่ได้ทำงานแล้ว แล้วสามีจะไปคล้ำอีกทำไม น้ำใจอะไรก้อไม่เคยได้

แต่คนญี่ปุ่นแกดีนะคะ แกบอกเราว่า แกจะคล้ำให้ต่อ เพราะพี่สาวของพี่เมย์มีบุญคุณที่ให้ภรรยาแกทำงานที่ร้าน พี่เมย์ถึงมีเงิน ถึงมีวันนี้ มีร้านของตัวเองได้ พอพี่เมย์ได้ยินคำนี้เท่านั้น อารมณ์แกก้อขึ้นปี๊ด " ไอ้โง่ โง่หรือไง ร้านนี้เราก้อจ่ายกะพี่คนละครึ่ง บุญคุณกันตรงไหน จะคล้ำให้เค้าต่อทำไม ไอ้โง่"

นอกจากไม่เคยรักสามีแล้ว สามียังไม่ได้ดังใจอีก เนี่ยแหละค่ะ ทำให้แกเข้าออก ร้านอาหารร้านอาหารไทยทุกค่ำคืน และการเป็นมาม่าทำไรก้อไม่น่าเกลียดสะงั้น แกเริ่มติดกิ๊กเด็กๆของแกอย่างจริงจัง หิ้วเด็กไปโชว์ร้านนั้นที ร้านนู้นที ให้รู้ว่า ข้าแน่ ข้ามีฝรั่งมาติด เมายันเช้า


พวกเราเองห้ามปรามไม่รู้กี่ที ให้แกพักผ่อนบ้าง นอนบ้าง เลิกเที่ยวกลางคืน เลิกกินเหล้าเหอะ เลิกหิ้วเด็กไปโชว์ต่อไหนต่อไหนได้แล้ว เดี๋ยวสามีแกไปเห็นเข้า สารพัดจะขอ แต่แกไม่เลิก บอกได้แต่ว่า

พี่ประชดชีวิต ทำตัวเป็นคนดีตั้งใจทำงานก้อถูกโกง สามีไม่ได้ความ ขอพี่มีความสุขบ้างนะ

แต่ความสุขจอมปลอมจริงๆนะคะ คือเราจะได้ยินข่าวของแกมาตลอดว่า ทำตัวเลอะเทอะขนาดไหน ที่หิ้วหนุ่มไปโชว์ ตอนโชว์ใครก้อว่าแน่ "แกแน่มาก รุ่นลูกเชียวนะโว้ยยยย "สารพัดจะแซว แต่ลับหลังแล้ว" ไอ้เมย์มันติ้งต๊อง ทำตัวเลอะเทอะ ส่งสารลูกมันบ้าง มิหน่าพี่สาวมันไม่เอา "ต่างนานาที่จะหยิบมาคุยกัน

จนป้าคนรู้จัก แกสงสารพี่เมย์ค่ะ คือสภาพแย่มาก โทรมมาก แก่ให้ยามา แกว่ากินธรรมดาแล้วนอนหลับ แต่ถ้าอมไว้ใต้ลิ้นไม่หลับค่ะ มันจะครึกดิ

หลังจากนั้นเราก้อจะเห็นพี่เมย์แก วนเวียนเข้าออก คลีนิกเป็นว่าเล่น พอเราถามแกว่าไปทำไรพี่ แกว่าแกนอนไม่หลับ แต่ว่าเราไม่ใช่แล้วอะ แกติดยานอนหลับแล้ว จนเดี๋ยวนี้กุไม่อยู่แล้วค่ะ ว่าติดมั้ยอะคะ...??.... โกหกหมอว่ากลับเมืองไทยเดือนหนึ่ง เอายาไปเล่นหมดภายในหนึ่งอาทิตย์ค่ะ อาทิตย์ต่อไป ไปโกหกหมอต่อว่ายาหายขอใหม่อีก ซ้ำ!!ใช้ให้เราไปเอายาด้วย อย่างนี้เรียกว่้าไม่ติดมั้ยคะ???( แต่เราไม่ช่วยหรอกนะ สบายใจได้ค่ะ )


จากคนดีๆที่ตั้งใจทำงาน กลับติดยาเม็ด งานไม่ทำ เอาแต่เที่ยวกลางคืน ทุกคืน-ยันเช้า ร่ายกายไม่ได้พักผ่อน สภาพหลังสุดที่เราเห็น คือผอมมาก ไม่มีราศีเลย การแต่งตัวก้อเปลี่ยนไป โชว์นู้นโชว์นี่ รู้ค่ะพี่ฝรั่งชอบแนวเซ็กซี่ แต่เกินไปค่ะ ทั้งเมาทั้งเลอะเทอะ พูดจาลิ้นลั่วๆ ไม่รู้เรื่อง จากพี่สาวคนน่ารักที่ค่อยห่วงทุกคน ต้องนี้ไม่มีเวลาจะให้ห่วงใคร ตื่นมาแกก้อตบเม็ดรอเมาต่อรอบดึกแล้วค่ะ


จากเงินที่หามาได้ ก้อไปลงกับยาและเที่ยวกลางคืน จนต้องไปเที่ยวกู้หนี้ยืมสิน เค้ามาหมุนเวียนค่าใช้จ่ายในร้าน ซื้อยาบ้าง บ้ามั้ยคะ ไม่สมเหตุผลเลยอะ สำหรับเรานะ เมาเหล้าพอรับได้ แต่เมาเม็ดนี่มันก็เกินไป ยาที่ว่านะคะ ยาเม็ดเมาในหมู่คนเล่นยาเรียกว่า อีแดง หรือ ไฟล์ค่ะ แถมราคามันก้อไม่แพง ราคาแผงล่ะ 5000เยนค่ะ 1 แผงมี10 เม็ด( นั้นรู้อีกเรา)

พี่คนรู้จักคนหนี่งเคยเล่าให้ฟังสมัยมาญี่ปุ่นแรกๆ ว่าแกเป็นคนบ้าค่ะ แกถือบัตรว่าแกเป็นโรคจิตอย่างอ่อนๆหรือแรงอันนี้ไม่ทราบ

ดังนั้น แกจะได้ยานอนหลับมาโดยง่าย ไม่ผิดกฏหมาย กินพร้อมเหล้าแล้ว เบลอๆ มันส์ดี ครึกว่างั้นไป

พอแกเริ่มเมา แกจะโว้ยวาย ตำรวจมาจับ หาว่าแกเมายา แกก้อไม่กลัวเพราะถือว่าหมอประเทศคุณจ่ายยามาให้เรา เอาผิดเค้าไม่ได้ นั้น!!!ว่ากะพี่เค้าสิคะ

แล้วแกก้อมีวิธีเอายาแสนพิศดาสค่ะ หมอไม่สั่งยาให้ใช่มั้ย อ๊ะ!!! จับสะ!!! ยืดหน้าอกให้จับสะงั้น

อุตสาห์ดันด้นมาไกลถึงขนาดนี้ ชีวิตมันต้องมีดีขึ้นสิคะ ไม่งั้นการมาที่นี่ก้อเปล่าประโยชย์ ตอนมาด้วยความหวัง อยู่ๆไปความหวังมันหายไปไหนหนอ ความหวังหลงทางเหรอคะ

 ยานอนหลับที่ว่าค่ะ ไฟล์ หรือ อีแดงค่ะ




Create Date : 03 เมษายน 2555
Last Update : 4 เมษายน 2555 19:32:15 น.
Counter : 3091 Pageviews.

4 comment
เมื่อนู๋เห็นเค้าอุ้มขึ้นรถ หายไป
เรื่องนี้เกิดเมื่อสี่ปีที่แล้วค่ะ ระหว่างร้านเลิก
เวลาประมาณตีสามได้
เรากำลังตากผ้าค่ะ สบายๆ สักครู่ได้ยินเสียงเหมือนคนทะเลาะกัน ด้วยความอยากรู้อยากเห็น พี่ที่ร้านกะเราแอบข้างหน้าต่างชั้นสองดูค่ะ ใครทะเลาะกันดึกๆ ตอนแรกคิดว่าคนเมาตีกัน แต่ภาพที่เห็นเป็น ผู้ชายวัยสี่สิบเศษ กำลังโดยล้อมค่ะ จากกลุ่มไอ้คุณกอ ลองนึกภาพนะคะ มันเป็นซอยเล็กๆ มีตึกขนานทั้งสองด้าน แล้วมีร้านเราอยู่ตรงกลาง ผู้ชายคนนั้น หลงวิ่งเข้ามาในซอย ส่วนไอ้คุณกอใส่สูธดำก้อวิ่งปิดหน้าปิดหลัง มากันเป็นสิบ สักครู่มีผู้ชายตัวใหญ่เดินแหวกเข้ามา หยิบมีดเสียบไปจึ่งๆๆ!!! โอ....พระเจ้าช่วยเลือดไหลจริง ไม่ใช่ถ่ายหนัง ถ่ายละคร เหมือนทุกที หลังจากนั้น มีรถเก๋งถอยมาจอด เปิดท้าย ผลักผู้ชายคนนั้นใส่กระโปรงหลังเฉยค่ะ แล้วรถวิ่งหายไป เหลือไว้แต่ความกลัวของเราสองคน เกิดมาพึ่งเห็นเสียบคนสดๆก้อคราวนี้นิคะ นั้นเราไม่ได้เห็นคนเดียวนะคะ คนเห็นเป็นสิบ ร้านข้างๆก้อแอบกันดู เราเข้าใจว่าพี่กอก้อรู้ว่ามีคนเห็น แต่ไม่กลัวค่ะ เสียบไปแล้วววว

ผ่านไปได้สิบห้านาที พี่ตำรวจพึ่งมา มาปัดหาหลักฐาน พวกเราสันนิษฐานผู้ชายคนนั้นไม่รอดแน่

เนี่ยค่ะ ครั้งแรกที่เห็นปฎิบัติการของพี่กอ รวดเร็วทันใจมาก ไม่ถึงสิบนาที และไม่มีใครกล้าหือ ไม่ใครโทรไปแจ้งตำรวจสักรายยยย ข่าวหนังสือพิมพ์ก้อไม่ออก

วันรุ่งขึ้น ทุกคนใช้ชีวิตตามสะดวกค่ะ
ไม่มีไอ้เส้นเหลืองๆแบบในหนังเอฟบีไอมาคั้นตรงที่เกิดเหตุด้วย ทิ้งไว้แต่รอยเลือดสองสามจุดไว้ณ ที่เกิดเหตุ

ที่ไหนมีอำนาจที่นั้นก้อมีผู้อิทธิพลขาใหญ่


จบแบบไร้สาระค่ะ วันนี้



Create Date : 26 มีนาคม 2555
Last Update : 26 มีนาคม 2555 15:13:16 น.
Counter : 1046 Pageviews.

2 comment
เกือบโดนลูกหลงไปด้วย เยี่อมคุก
อย่างที่บอกค่ะ เมื่อปีที่แล้วปีหรรษา สาระพัดการเรียนรู้เรื่องแย่ๆมั่งคะ
อะไรไม่เคยคิดจะเกิดก็เกิดขึ้นในปีที่ผ่านมา
ก่อนที่จะแต่งงานเรียนรู้เรื่องใบหย่าเสียแล้ว เพื่อนทะเลาะกับสามีค่ะ ลากเราไปแปลด้วย
ก่อนประสบความสำเร็จ เอาอีกแล้ว ลุงข้างบ้านมาปรึกษาเรื่องบุคคลล้มละลาย
และนี่เอาอีกแล้วค่ะ ก่อนจะรู้กจักคำว่าอิสระ ต้องรู้จักจำคุกเสียก่อนละมั่ง

หลังจากเรียนจบ ตระเวนเดินหางาน สัมภาษณ์งานมาหลายเจ้า
จนได้บรรจุงานที่บริษัทแห่งหนึ่งเป็นที่เรียบร้อย
ชีวิตทำงานมันต่างจากชีวิตนักเรียนอย่างมาก วันและเวลาว่างทำไมมันเยอะขนาดนี้
แถมเราไม่ต้องห่วงเรื่องค่าใช้จ่ายแบบแต่ก่อนแล้ว
วันๆไม่ต้องมาคำนวนว่า เดือนนี้จะต้องหาเงินให้ได้เท่าไหร่ถึงจะพอจ่ายค่าห้อง ค่าเรียน ค่ากินอีก....ต่อไป
เนี่ยแหละชีวิตที่ถาม ในที่สุดชีวิตฉันก้อกลับคืนสู่ปกติ เป็นคนธรรมดาเสียที

ไอ้ความคิดนี้มีอยู่ได้ไม่นาน เอาอีกแล้วค่ะ มนุษย์กิเลสหนาไม่มีคำว่าพอ
ตื่นเจ็ดโมง ทำงานเก้าโมง เลิกงานหกโมง หลังจากนั้นก้อว่างยา~ว นอนตีสามค่ะ
เวลาว่างมันเยอะไปเปล่าค่ะ ช่วงแรกๆคิดว่าดีค่ะ พยายามหาไรทำ ไปยิมบ้าง กินข้าวกับเพื่อนที่ทำงานบ้าง
หลังๆเพื่อนญี่ปุ่น ท่านทั้งหลายก้อเริ่มหาย ไม่ได้หายไปไหนหรอกนะคะ
เค้าก้อมีครอบครัว มีภรรยาลูกน้อยกันทั้งนั้น จะมาเที่ยวเตร่กับเราก้อใช่เรื่อง ต่างก็ให้ความเคารพ และเกรงใจภรรยากันทั้งนั้น

สรุปเราอยู่คนเดียวอีกแล้ว จากดูทีวีเปลี่ยนไปช่องนั้นที ช่องนี้ หัดทำกับข้าวบ้าง วาดรูปบ้าง ชีวิตมันเริ่มเหงาค่ะ ขากลับบ้านเริ่มแวะห้างบ้าง แวะบ่อยๆก้อเปลื่องตังค์ เปลี่ยนจากแวะห้างมาเป็นร้านนวด จากแวะนั่งวันละชั่วโมงเป็น สอง สาม สี่ชั่วโมง

ข้อดีของการนั่งเล่นร้านนวดนะคะ คือประหยัดค่ะ ประหยัดค่าแอร์ที่บ้าน อาหารการกินสมบูรณ์ มีเพื่อนคุยเพื่อนเล่น เราเริ่มแวะไปร้านเพื่อนบ่อยๆ นั่งนานเข้า พอแขกล้นที เค้าก้อให้เราช่วยนวดบ้าง หาเงินเข้ากระเป๋าอีกทางหนึ่งค่ะ

จนกระทั่ง ป้าคนรู้จัก อายุราวๆ50กว่าได้แล้ว ป้า...แกแต่งงานกับคนญี่ปุ่น มีลูกทั้งที่ไทยและญี่ปุ่นค่ะ อยู่ที่นี่มานานเกือบยี่สิบปีได้

เคยทำงานนวดอยู่ร้านเดียวกันกับแกมาก่อน ที่นี้แกเปิดร้านแกเอง อยู่กันสองคนกะหลานสาว

วันนั้นแกโทรมาขอร้องให้เราไปช่วยแกหน่อย ระหว่างที่หลานสาวแกบินกลับเมืองไทยเป็นเวลาสองสามอาทิตย์ค่ะ

แกว่าให้เรามาตอนเย็นๆก้อได้ แล้วเที่ยงคืนกลับ เดี๋ยวดึกๆแกลุยเองค่ะ ช่วงนี้แกเหนื่อย พึ่งไปให้น้ำเกลือมา หอบแกออกบ่อยค่ะ แกทำงานไม่ไหว

ไอ้ขี้สงสารบวกเงินลอยมาตรงหน้าเนี่ยละค่ะ ทำให้เราตอบตกลงไป

ร้านแกเป็นร้านเล็กๆค่ะ มีสามเตียง เหมือนร้านนวดแผนไทยทั่วไปในกรุงเทพ พื้นๆไม่ได้ตกแต่งไรมากนัด

แต่การแต่งตัวป้าเนี่ยสิคะ กินขาด คนละคนกับเมื่อสามปีที่แล้วที่เรารู้จักเลยค่ะ แกแต่งตัวเซ็กซี่มาก ใส่กระโปรงสายเดียวสั้นเหนือเข่า ด้านหน้าเว้าเป็นรูปตัววีลงมาถึงหน้าอก แต่งหน้า ติดขนตา ใส่วิกผมเกียวสี้น้ำตาลทอง โห!!... แม่เจ้าโว้ย เราตกใจกะชุดนวดแกค่ะ แกว่ามันเป็นความสุขแก แกชอบแต่งตัวเซ็กซี่ค่ะ อันนี้ไม่ว่ากัน

ถ้าปล่อยตัวให้เหี่ยวแล้ว แขกที่ไหนจะมานวดกับแก แกถือแกดูดี คนมองก้อผ่อนคลายไประดับหนึ่งค่ะ ร้านแกนวดหนัก รวดรักษา ใครปวดเอวปวดไหล่ มานวดกะแกรับรองค่ะ ดีขึ้นทันตาเห็นเลย ถ้าแขกเบื่อแก่ๆอยากได้สาวๆก็มีหลานสาวให้เลือกค่ะ เห็นว่านวดเก่งเหมือนกันค่ะ

อาทิตย์แรกที่ไปทำ

ป้าแกใจดีหรือเหนื่อยไม่ทราบ แขกมากี่คนก็ยกให้เรานวดหมด ไอ้เราก้อชอบดิค่ะ เงินทั้งนั้น

แต่มันจะเริ่มแปลกตรงที่ว่าบ้างวันเราเลิกงานแหละ จะเข้าร้านแล้ว แต่แกโทรมาว่า "อย่าพึ่งเข้าไปเดินเล่นก่อนชั่วโมงหนึ่งสิ " ไม่ก้อ " แขกป้ามา ออกไปเดินเล่นไป๊ เดี๋ยวป้าโทรตาม " ก้อมี เราเริ่มแปลกใจ ทำไมไล่เราบ่อยจังหนอออ

ตอนแรกเข้าใจว่ากิ้กแกมา แกอยากอยู่กะกิ๊กสองต่อสองก้อว่างั้น พึ่งมาถึงบ้านอ้อ ก้อดูดิคะ วันหนึ่งไล่ให้ไปเดินเล่น2-3ครั้ง แหมกิ๊กจะรักจะหลงไรขนาดนั้น แกเลยเฉลยเรามาว่า ร้านแกมีบริการอย่างว่าด้วยนิคะ

ป้าแกเล่าว่า แกแก่แล้ว จะไปสู้สาวๆก้อไม่ได้ ถ้าไม่ทำแบบนี้ แกก้ออยู่ไม่ได้ สามีหาเงินมา ก้อไปลงกับปาจิโกะเสียหมด ลูกก้อยังเล็ก ทำเพื่อปากเพื่อท้องค่ะ ถึงโดนตำรวจจับเข้ามาจริงๆก้อ ผิดไม่มาก ให้สามีมาประกันตัวออกก้อจบ พูดเหมือนเรื่องง่ายๆค่ะ ชิวๆไปสะงั้น

เราก้อเข้าใจนะ การแต่งงานมาอยู่ญี่ปุ่นเนี่ย มันเหมือนถูกหวยก้อว่าได้ เลือกสามีดีมีชัยไปกว่าครึ่งจริงๆ แต่ว่าทำไมต้องไปนวดไอ้นวดอย่างว่าด้วย มันเกี่ยวกันตรงไหนคะ คุณป้าขา นวดดีแขกมันติดเดี๋ยวมันก้อกลับมาเอง ป้าแกตอบเรามาว่า "ร้านนวดเกิดกันไวยังกะดอกเห็ด ไม่ใช่ร้านป้าร้านเดียวสะที่ไหน ร้านอื่นก้อมี ร้านxxxก้อมี ร้านนี้xxxก้อมี แขกก้อเอามาพูดกันเยอะแยะ " บังเอิญชื่อที่พูดมาเรารู้จัก เราเถียงไปว่าร้านเพื่อนนู๋ไม่มี ป้ารีบตอบกลับมาว่า" แล้วเวลาเค้านวดเค้าเรียกเราเข้าไปดูด้วยมั้ย เค้าอยู่กันสองต่อสองในห้อง เค้าจะทำไรก้อได้ช่ายมั้ย เราเข้าไปดูด้วยหรือไง" นั้น!!!เอาเราสะเงียบ เถียงไม่ออกค่ะ ตอนนั้นนะ นึกมาในใจว่า เอาอีกแล้ว ซ ว ย อีกแล้วตู หาเรื่องอีกแล้ว ถ้าดันแจ็คพ็อตตำรวจขึ้นทำไง ตูไม่โดนเข้าไปด้วยหรือนี่ ที่นี่ไม่ปลอยภัยอย่างแรง

วันถัดไป

เรามาขอป้า "ให้หาคนอื่นมาอยู่แทนเหอะ นู๋คงช่วยไม่ได้อะ นู๋เข้าใจว่าป้าเหนื่อย ไม่ค่อยแข็งแรง แต่ถ้ามีอะไรเกิดขึ้น นู๋จบเลยนะคะ กลับไทยอย่างสถานเดียว แล้วจะบอกแม่นู๋ว่าอย่างไงคะ "

ป้าแกช่างขอค่ะ ขอให้เราอยู่ต่อจนกว่าจะหาเด็กมาแทนได้ค่ะ พร้อมอธิบายด้วยว่าร้านแกปลอยภัย ร้านแกพึ่งเปิดมายังไม่ถึงปี ตำรวจไม่ขึ้น ตำรวจต้องสืบกันมาเป็นปี ต้องมาลองนวดแล้วหลายครั้ง ถึงจะขึ้นค้น แล้วแกเลือกคนทำ แกทำกับลูกค้าเก่าๆของแกเท่านั้น อยู่ช่วยป้าก่อนนะ แขกดีเรานวด แขกอย่างว่าป้านวดเอง

นั้น!!!เอากับป้าแกดิค่ะ แกขอให้เราอยู่ต่อ ป้าแกตื้ออยู่นั้นแหละ "ช่วยป้าหน่อยนะ ช่วยป้าหน่อยนะ " เราไม่รู้จะปฏิเสธแกยังไง เลยหาวิธีหนีแกโดย ขอแกไปนั่งรอร้านเพื่อนแทน แขกล้นค่อยเรียกเราละกัน จริงๆแอบหวั่นอยู่ในใจ อย่ามาเรียกเราบ่อยนะ อย่ามา ซ ว ย ตรงเรานะ แต่โชคดียังดีค่ะ ไม่กี่วันก้อมีคนแนะนำเด็กใหม่มาให้ จากนั้นเราก้อไม่กล้าไปเกี่ยวข้องกะแกอีกเลยค่ะ ไม่อยากเสี่ยง

แต่เชื่อมั้ย หลังจากที่ออกมาได้อาทิตย์นึ่ง ตำรวจขึ้นค่ะ
พี่คนที่พึ่งเข้ามาใหม่โทรมาบอกเราว่า ตำรวจขึ้นเมื่อวาน เธอเล่าว่า เธอไม่แน่ใจว่าเธอนวดตำรวจหรือเปล่า หลังจากเธอนวดเสร็จ แขกกลับไป ตำรวจก้อกดกริ่นเข้ามาทันทีค่ะ นายตำรวจสี่ห้าคนเบียดเสียดเข้ามาในร้านเล็กๆ พร้อมล่ามหนึ่งคนค่ะ

เธอว่า ตอนแรกเธอก้อปฏิเสธทุกข้อกล่าวหา ปฏิเสธใช่มั้ย งั้นเชิญไปโรงพักค่ะ เมื่อเชิญไปโรงพัก เค้าจับสอบแยกค่ะ สอบตัวต่อตัว ได้สักครู่ใหญ่ก้อมีตำรวจเดินเข้ามาค่ะ บอกว่า ฝั่งป้าเค้ายอมรับแล้ว ว่าเค้าชักแขกค่ะ พี่เค้าได้ยินอย่างนั้น เค้าก้อกลัวดิค่ะ และป่วยการด้วย ที่เค้าจะยืนกระตายขาเดียวว่า ไม่ได้ทำ งั้นเป็นว่ายอมสารภาพแต่โดยดีค่ะ

นั้นฝั่งนี้สารภาพใช่มั้ยคะ ตำรวจก้อไปไซโคฝั่งป้าต่อค่ะ ว่าฝั่งนั้นสารภาพแล้ว แต่ยังเป็นโชคขอพี่เค้านะคะ ที่ป้าแกขอรับความผิดแต่เพียงผู้เดียวค่ะ ป้าแกสารภาพว่าสั่งให้ผู้หญิงทำเพราะสงสารผู้หญิงค่ะ ผู้หญิงพึ่งหย่ากับสามี ลูกยังเล็ก ครอบครัวที่เมืองไทยยังลำบาก ความรู้ก้อไม่มี ภาษาญี่ปุ่นก้อไม่ได้ ไม่มีทางไหนหาเงินได้ นอกจากทางนี้แล้ว

เมื่อป้าสารภาพ เรื่องเป็นอันว่าจบค่ะ ตำรวจปล่อยตัวพี่ออกมา


พี่แกก้อไม่รู้จักใครค่ะ พึ่งเข้ามาอยู่เมืองนี้ไม่นาน ก้อได้เรื่องสักแล้ววว แกไปหาเบอร์เราจากที่ไหนไม่ทราบ แกโทรหาเรา ว่าป้าโดนจับแล้ว ไปเยี่อมป้ากันเหอะ พี่เป็นห่วงป้า พี่พูดภาษาไม่ได้ หลานสาวแกไม่ยอมไปด้วย ไปเป็นเพื่อยพี่หน่อยนะ

เอาอีกแล้ว ทำไมเป็นเราอีกแล้ว เมื่อไปถึงโรงพักที่พี่โดนสอบเมื่อวานนี้ มันเป็นเวลาบ่ายไปแล้ว เข้าพบไม่ได้

ตำรวจอธิบายว่า เรื่องมันยังใหม่ ต้องรอก่อนสองสามวัน หลังจากนั้นถึงเข้าเยี่อมได้ ก่อนเข้าพบต้องมีการโทรมาจองล่วงหน้าก่อนค่ะ โรงพักมีกฏว่าพบได้วันละครั้ง ครั้งละสามคน จันทร์ถึงศุกร์เท่านั้น

อ้าว???เยี่อมได้วันละครั้ง งั้นเราก้อไปแย่งสามีแก ครอบครัวแกสิ เมื่อโทรติดต่อไปทางสามีแกค่ะ ทางสามีขอไม่รับรู้เรื่องไรทั้งสิ

อ้าวแล้วไง??ใครช่วยแกออกมานิ ...พอถามถึงเรื่องทนาย ทางสามีแกก้อว่า ป้าแกไม่ยอมใช้ทนายอีก

โห!!!แล้วอย่างนี้จะออกมาได้มั้ยเนี่ยย

ระหว่างที่คิดกันไม่ออก กิ๊กป้าติดต่อเข้าทางมือถือพี่ว่า แกทราบข่าวจากหลานสาวป้า แต่หลานสาวไม่กล้าไปเยี่อม กำลังต่อวีซ่า กลัวมีปัญหาค่ะ กิ๊กป้าว่าแกไม่โกรธเรื่องที่ป้าปิดบังว่ามีครอบครัว แกเข้าใจ กิ๊กป้าวานให้เราสองคนไปบอกป้าด้วย ว่ายังไงก้อจะช่วยให้ออกมาค่ะ

เมื่อกลับถึงบ้านค่ะ เราโทรศัพท์ปรึกษาเพื่อนคนญี่ปุ่นว่า ถ้าเราจะไปเยี่อมจะมีปัญหามั้ย หลานสาวป้าแกยังกลัวมีปัญหาเรื่องวีซ่าเลย แล้วเราละจะมีปัญหามั้ย เพื่อนว่าเราไม่ได้ทำไรผิดจะไปกลัวทำไม ไปช่วยเค้าไป และเพื่อนญี่ปุ่นแสนดีคนนี้นั้นแหละ ยังไปหาขอมูลมาให้ว่า ให้โทรไปจอง แล้วบอกเวลาไปตามที่เราสะดวก ไปกี่คน พร้อมแนะว่าถ้าจะให้ดี ให้หาหนังสือไปให้ป้าด้วย เพราะในนั้นว่างมากค่ะ(ทำให้เราแอบคิด ว่าเพื่อนเราเคยติดคุกมาเปล่าหนอ)


ไม่ใช่เรื่องเราค่ะ แต่ลางานมาเรียบร้อย

พอถึงเวลานัดค่ะ พี่คนนั้นไม่มาอ๊าาาา บอกว่าติดธุระ สรุปฉานต้องไปคนเดียวนะเหรอ ลาก้อลามาแล้ว หนังสือก้อขนมาให้แล้ว อ๊ะ!!ไปคนเดียวก้อได้

เมื่อไปถึงค่ะ โดนเรียกเข้าสอบด้วยค่ะ ใจเต้นไม่ค่อยดีเลย พอเข้าไป มันเป็นห้องเล็กๆ เก้าอี้สองตัว โต๊ะตัว ตำรวจถามเราว่า เราเป็นไรกับผู้ต้องหา เราว่าเพื่อนค่ะ แล้วทำงานที่นี่มั้ย ด้วยความซื่อบือค่ะ เราตอบว่า เคยทำ ไปช่วยเค้าอาทิตย์กว่าได้ งั้นโดนถามอีกค่ะ เคยโดนสั่งให้ ชักแขกมั้ย เราตอบไป ไม่เคย แล้วมั่นใจด้วยป้าไม่สั่งให้เราทำด้วย ตำรวจก้อไม่ยอมแพ้ค่ะ มาไซโคเราต่อว่า เค้าว่าเค้าสั่งเธอทำด้วย มีชื่อเธอด้วยนะ ดูดิค่ะ ตำรวจหลอกกันสะอย่างนี้ ก้อบอกแล้วไง ว่าไม่ไง ถามซ้ำไปซ้ำมาสักสิบนาทีได้ค่ะ แต่ละคำถามกวนๆทั้งนั้น พยายามกล่าวหาว่าเราทำ เพื่อให้เรายอมรับให้จนได้ เมื่อตำรวจพอใจกับคำตอบก้อปล่อยเราไป ก่อนออกจากห้อง ยังลาเราว่า เดี๋ยวคงได้เจอกันอีก แต่เราปากไว รีบตอบกลับไปว่าคงไม่เจอแล้วแหละ ไม่มีความจำเป็น

ออกจากห้องสอบค่ะ ถึงคราวต้องไปเยี่อมป้าแล้ว ที่คุกขังอยู่ในบริเวณเดียวกันค่ะ แต่อยู่ตัวตึกด้านหลัง ซับช้อนเอาเรื่องอยู่ค่ะ

เมื่อไปถึงบอกชื่อผู้ที่ต้องหาที่ต้องการพบ กรอบใบขอพบ แสดงบัตรต่างด้าว ส่งหนังสือให้เจ้าหน้าที่ตรวจ รอพบ

บรรยากาศห้อง ห้องสีเหลี่ยมเล็กๆ มีผนังพลาสติกใสกั้นตรงกลาง โต๊ะยาว เก้าอี้เรียงแนวขนานกันสามตัว ผู้คุมหนึ่งคนยืนอยู่มุมประตูฝั่งผู้ต้องหาค่ะ เหมือนในหนังฝรั่งที่เราดูนั้นแหละค่ะ แต่ไม่ใช้โทรศัพท์คุยกันก้อเท่านั้น

เมื่อเจอป้า

ผู้คุมสั่งให้นั่งเก้าอี้ตรงกลาง สั่งห้ผู้ภาษาญี่ปุ่นค่ะ แต่เราสองคนดื้อ เดี๋ยวก้อพูดภาษาไทยอีกแล้ว โดนดุมาหลายอยู่

ป้าเล่าว่า โดนข้อหาค้าบริการในร้านและสั่งเด็กให้ชักแขกค่ะ ( ซึ่งเรามาทราบทีหลัง ตอนแกออกมาแล้วว่า หลานแกนั้นแหละที่ทำอย่างว่าในร้านค่ะ แกว่าถ้าแค่ชักกันในร้าน คงไม่โดนขึ้นไวขนาดนี้ แต่ว่ามีการค้าบริการในร้าน ตำรวจเลยปล่อยไม่ได้ และแกรู้เห็นเต็มใจด้วยกับหลานสาวแก สาเหตุเพราะจะรีบหาเงินไปไถ่บ้านที่เมืองไทย แกเลยปิดหูปิดตา ไม่รู้สะงั้น เรื่องหลานแก มันจับไม่ได้คาหนังคาเขาเลยรอดข้อกล่าวหานี้ไป แกรับสารภาพแค่เรื่องชักแขกในร้านเท่านั้น เนื่องจากมีพยานคือตำรวจที่ปลอมตัวมา กับวีดีโอที่ถ่ายไว้ค่ะ)

เนื่องจากเป็นครั้งแรก โดนค่าประกันไปหนี่งล้านเยนค่ะ กิ๊กแกรวยขนเงินมาช่วย ปัจจุบันยังเปิดร้านทำงานปกติ แต่เพราะเรากลัวเราเลยหนีห่างโดยทันที

จากเหตุการณ์ครั้งนี้ เอาอีกแล้ว พอไปไหน ทุกคนก้อถามค่ะ ว่ารอดมาได้ไง วันที่ตำรวจขึ้น ไม่โดนไปด้วยเหรอ พอเราบอกว่า เราแค่ไปช่วยเค้า เค้าได้เด็ก เราก้อออก ทุกคนก้อว่าเราโชคดี แต่สำหรับเราแล้วมันโชคร้ายค่ะ โชคร้ายที่หลงเข้าไปทำสิคะ โดนหาว่าทำกับไปด้วย ตอนนี้มาแก้ตัวให้ดูดี ใครจะเชื่อ อยู่ร้านเดียวกันนิเนอะ อยากบอกว่าอย่างอายค่ะ คือถ้าทำจริงคงไม่อายเท่านี้ เพื่อนสนิทพยายามแก้ตัวให้ว่า อย่างเราไม่มีทางทำอยู่แล้ว ถึงจะอธิบายไปคือคนอื่นรับฟังนะคะ แต่สายตาที่มองมันไม่เชื่ออะ

ตราบบาปอีกแล้วววเรา จากเด็กเกือบดีที่เคยสะสมมาก้อโดนเข้าไปด้วย เคยคิดนะคะว่าใครดีกับเรา ถึงเค้าจะเป็นไร เป็นไงก้อไม่เป็นไร สำคัญที่เค้ายังดีกันเรา เราก้อจะดีกลับเค้า มันชักผิดไงไม่รู้ จริงๆค่ะที่ดีกับเรา เราก้อดีตอบ แต่ถ้าทำในสิ่งที่ไม่ชอบไม่ดีไม่งาน เลี่ยงได้ก้อควรเลี่ยงค่ะ คบในระดับหนึ่ง เพราะชื่อเสียง ความไว้ใจที่สะสมมาพังตรงนี้ก้อไม่งามนะคะ

ทราบว่าคนไทยลืมง่ายค่ะ แต่กว่าจะลืม นู๋ไม่เหม็นไปถึงไหนแล้วเหรอคะ




Create Date : 25 มีนาคม 2555
Last Update : 27 มีนาคม 2555 17:15:23 น.
Counter : 1141 Pageviews.

8 comment
นู๋ไม่ใช่หนูทดลองนะ ว่าด้วยเรื่องโรงเรียนภาษาญี่ปุ่น
ตอนอยู่เมืองไทย ทำงานบริษัทเกี่ยวกับชิ้นส่วนรถยนต์ค่ะ นายๆทั้งหลายเป็นคนญี่ปุ่นทั้งหมด เราพึ่งเข้าไปอยู่ได้ไม่นาน เริ่มอึดอัด ทนไม่ได้ อยากพูดภาษาญี่ีปุ่นให้ได้เก่งกว่านี้ ไม่อยากใช้ล่ามค่ะ มันไม่ทันใจ

บวกด้วยความน่าเบื่อของงาน งานที่ดูเป็นโมเดลรถใหม่ทั้งหมดค่ะ ซึ่งชิ้นส่วนแต่ละpart ถูกกำหนดมาหมดแล้ว เท่ากับว่างานหลักเรามีหน้าที่ พับเก็บแบบ drawing นั่งจัดตู้เอกสารบ้าง แปลเมล์ญี่ปุ่นเป็นอังกฤษเท่านั้นเอง แล้วจะจ่ายค่าตัวนู๋แพงๆๆมาทำไมเนี่ย!!!!

ยังไม่พอค่ะ มีรุ่นพี่แสนดี ไม่ว่างานใดที่ได้รับมอบหมายจากนายมา รุ่นพี่เอาไปทำเรียบ แต่ยกความดีความชอบให้เรานะคะ ทำเสร็จ เอามาวางไว้ที่โต๊ะ พร้อมคำอธิบายที่อ้างอิงของงาน ดูดีมั้ยคะ แต่ลองคิดดูดิค่ะ เด็กจบ(เกือบ)ใหม่ มันต้องหาสิ่งท้าทายไม่ได้มานั่งเก็บเอกสาร แปลเมล์แบบนี้

โอ้ย.....ความอดทนต่ำค่ะ เราเลยตัดสินใจมาเรียนอย่างกะทันหันค่ะ ตอนที่ตัดสินว่าจะมาเรียนที่ญี่ปุ่น โรงเรียนดีดี ที่เค้าเมนต์ในเวบต่างๆก้อปิดกันหมดแล้ว เหลือแต่โรงเรียน นายกอ นางขอประมาณนั้น

เราก้อพยายามเช็คดีที่สุดเท่าที่ทำได้ เราเลือกโรงเรียนที่มีSenmon Gakkou(โรงเรียนวิชาชีพเฉพาะทาง)ที่มีสอนภาษาญี่ปุ่นค่ะ สาเหตุที่เหลือเพราะว่า วีซ่าที่ได้ต่างกัน ประโยชน์ที่ได้รับต่างกันค่ะ ลองเลือกเรียนคอดร์หนึ่งปีก่อนค่ะ (ระยะเวลาเรียนมี 3 เดือน 6เดือน 1 ปี 1.5ปี 2ปี )

senmon gakkou เป็นโรงเรียนวิชาชีพค่ะ ที่เปิดสอนภาษาญี่ปุ่น ซึ่งเราจะได้วีซ่าเป็นCollege Student + สิทธิพิเศษของวีซ่านักศึกษา คือจะสามารถทำงานพิเศษได้ไม่เกินอาทิตย์ละ 28 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ และ ยังมีทุนการศึกษา ส่วนลดค่ารถไฟ สิทธิพิเศษในการเข้าชมสถานที่หรือการแสดงทางวัฒนธรรม และค่ารักษาพยาบาล เป็น~ต้น

ส่วน โรงเรียนสอนภาษาญี่ปุ่น นั้น เราจะได้วีซ่าPre-College Studentค่ะ แต่ขอโทดจิงๆค่ะ ไม่ทราบว่ามีส่วนลดไรให้เราบ้าง

ตอนนั้นเราเห็นว่าเวลาทำงานพิเศษมันเยอะกว่ากันค่ะ โรงเรียนดูน่าสนใจขึ้นมาทั้งที สำหรับคนจนจนอย่างเรา ไม่ได้ตั้งใจมาทำงานนะคะ แต่ด้วยว่าค่ากิน ค่าเรียน ค่าอยู่ทั้งหมดเราออกเอง

โรงเรียนที่เลือก
รูปในเวบกับสถานที่จิงแต่งต่างกันมากค่ะ คนละเรื่องกันเลยค่ะ รูปในเวบอย่างใหญ่ ตัวตึกโอโถ่ง น่าเชื่อถือมาก มีวิชาชีพเลือก สามสาขา นั้นดูไม่เล็กใช่มั้ยคะ
พอไปถึงอย่างตะลึงค่ะ แม่เจ้าโว้ยยยย หลอกกันชัดดด ไอ้ตึกที่เห็นนั้นนะ สี่ห้าชั้นเป็นโรงเรียน แล้วที่เหลือขึ้นไปเป็นแมนชั่นค่ะ

หอพักโรงเรียนก้อมีบริการให้ ในรูปอย่างสวย ห้องสะอาดเรียบร้อยเพื่อนอยู่ด้วยกันอย่างมีความสุข พอความเป็นจริง มีอยู่ที่เดียวค่ะที่เป็นอย่างในภาพ และมีแค่สองห้องเท่านั้นด้วย นอกนั้นเป็นแมนชั่นให้คนทั่วไปเช่าเป็นที่เรียบร้อยแล้วค่ะ หออีกสองแห่ง อย่างกับแฟตตำรวจบ้านเรา ทั้งเก่าและพุ โสรมมาก มีน้องแมลงสาบเดินสวนสนามเล่นในบ้างคืน เด็กไทยรับรองอยู่กันไม่ได้ค่ะ ใครได้ไปอยู่ที่ไหนขึ้นอยู่กับดวงจริงๆเลยค่ะ ทั้งๆที่จ่ายในราคาเดียวกัน แต่ทว่าโชคดีของนักเรียนไทยโดยส่วนใหญ่ได้อยู่ตึกที่สะอาดค่ะ เพราะเราเครมกันเก่ง

เปิดเทอม
ก่อนเรียน เป็นธรรมดาที่มีสอบวัดระดับความรู้ค่ะ อันนี้ไม่ว่ากันค่ะ แต่ทว่าเค้าสอบแล้ว เค้าแยกตามเชื้อชาตินี่ดิคะ มีที่ไหน

เค้าจัด คนไทย เนปานและบรรดาแขกมาอยู่กะเรา
แล้วจัดเด็กจีน เกาหลี ไต้หวัง อยู่อีกห้องหนึ่ง พึ่งมาเข้าใจที่หลังว่าแยกตามประเทศที่มีการใช้คันจิ

อ้าวววว แล้วอย่างดิฉันละคะ เอาไปไว้ที่ไหน เราเรียนมาแล้วนะ เราไม่ได้อยากมาเริ่มใหม่ เราอยากเก่งขึ้น เราอยากสอบวัดระดับสองได้ (เด็กส่วนใหญ่ที่มา99% พื้นฐานเป็น 0 ค่ะ) นี่คือความตั้งใจในการมาครั้งนี้ค่ะ ไม่งั้นไม่ทิ้งบ้าน ทิ้งแฟนอันเป็นที่รักมาตั้งไกลหรอก~นะ เริ่มโว้ยวายกับพี่คนไทย

เด็กไทยที่นี่ขึ้นชื่อค่ะ ว่ามีปัญหา ไม่ใช่เรื่องไรนะคะ วันวันของย้ายห้องเรียนกันบ่อยๆค่ะ ไม่พอใจก้อย้าย

เราเองก้อ ไม่ทำให้เสียชื่อ เด็กไทยค่ะ เอาบ้าง

ตามที่รุ่นพี่คนไทย แนะนำค่ะ " ถ้าไม่กล้าไปขอเปลี่ยน หนึ่งปีคงไม่พอ เพราะโรงเรียนนี้ใช้เวลาเรียน Minano Nihongo ปีครึ่ง ค่ะ " นั้น!!!ลองคิดดูดิคะ เรียนพื้นฐานไปปีครึ่ง แล้วอัด เตรียมสอบวัดภาษาญี่ปุ่นระดับสองในปีสองเทอมหลัง พระแม่เจ้า!!!แล้วใครจะจำได้ละคะ เราเริ่มโว้ยวายกะรุ่นพี่คนไทย(ปีนั้นมีนักเรียนไทยสามคนค่ะ)

เด็กไทยมาใหม่ มีปัญหาอีกแล้ว ขอเปลี่ยนห้องเรียน ทดลองนั่งมาหลายห้อง สรุปไปได้ห้องเด็กเนปาลปีสองค่ะ ทำไมเป็นเนปาลเหรอคะ ใครเคยเจอชาตินี้บ้างมั้ยคะ หน้าตาไม่ต่างจากแขกอินเดียสักเท่าไหร่ ติดว่าไซล์เค้าจะเล็กกว่า เนปาลเป็นชาติร่าเริงเวอร์ค่ะ ช่างคุยเป็นที่หนึ่ง เป็นมิตรง่าย

ส่วนห้องเด็กจีนนะคะ ไปนั่งมาเหมือนกัน เงียบมากกกก พยายามคุยกับเค้าแล้ว แต่เราเข้าไปเรียนกลางคัน เค้าเป็นเพื่อนกันหมดแล้วค่ะ พอเบรคเค้าหันไปส่งภาษาบ้านเค้าทันที กลัวตัวเองเป็นโรคคิดถึงบ้านเสียก่อน เลยหนีไปห้องเนปานสะ

อาจารย์ที่นี่สอนเก่งนะคะ จนน่าเสียดายอาาจารย์ค่ะ อาจารย์นู๋ที่มหาลัยยังสอนดีไม่เท่านี่เลย แต่ติดว่า ที่นี่ยา---นไปมาก ยานยังไง ดูค่ะ อย่างเช่น วันนี้เพื่อนเนปาลอยากเรียนคันจิห้าตัว อาจารย์ก้อสอนห้าตัวค่ะ อ้าววววว อาจารย์ไม่ได้กำหนดสอนตามตารางอาจารย์เหรอคะ นักเรียนเป็นฝ่ายกำหนดหรอ
นอกจากนี้ ห้องเรียนเป็นห้องนอนค่ะ นักเรียนส่วนใหญ่ทำโรงงานกะดึกค่ะ เช้ามาก้อมานอน แล้วใครจะฟังละคะ นั่งสอนไปปลุกไปค่ะ แล้วมันจะคืบหน้ามั้ยเนี่ยยย
ห้องคุยมากกว่าห้องเรียนค่ะ ถือเป็นข้อดีได้มั้ยคะ อยู่ห้องนี้แล้วเราพูดภาษาญี่ปุ่นได้ไวขึ้นจริงๆอย่างเห็นได้ชัด แถมได้หัดภาษาอังกฤษสำเนียงแขกไปในตัว

เป็นอย่างที่พี่คนไทยว่าค่ะ เด็กปีสองพึ่งเรียน Minano Nihongo จบในเทอมแรก อันนี้ถือว่าช้ามากถ้าเทียบกับโรงเรียนอื่นๆ

เราจึงขอย้ายโรงเรียนหลังจากหมดเทอมแรก ได้คำตอบกลับมาว่า โรงเรียนจะพัฒนาหลักสูตรให้เข้ากับนักเรียนไทยให้ได้มากขึ้นค่ะ

ทนเรียนต่อไป
เริ่มเทอมสอง ในเดือนกันยายน แล้วมีสอบวัดระดับในเดือนธันวาคม เด็กทั้งห้องรวมทั้งตัวเราสอบไม่ผ่านค่ะ ลองคิดดูเล่นๆนะคะ ใช้เวลาสามเดือนในการเรียนสอบวัดระดับภาษาญี่ปุ่นระดับสอง แต่นักเรียนทุกคนยังเหมือนเดิมค่ะ เรียนไปปลุกไป จำได้ว่ายังเรียนไม่จบระดับสองเลย ต้องไปสอบเสียแล้วเรา แล้วลองคิดอีกหน่อยนะคะ เด็กทุกคนเรียนภาษาญี่ปุ่นมาสองปีแล้ว พร้อมใจสอบไม่ผ่านยกห้องค่ะ ชัดแย่แล้วใช่มั้ยคะ

อันนี้จะโทษโรงเรียนอย่างเดียวก้อไม่ได้ เป็นที่เราด้วยเหมือนกัน มีอาจารย์เก่งอยู่แล้ว แต่กลับไม่ใช้ให้เกิดประโยชน์ ถ้าสนใจอีกนิ พยายามอีกหน่อย อ่านเอง ทบทวนเอง ไม่รออาจารย์มาป้อน ก้อคงสอบผ่านไปแล้วค่ะ

ตอนนี้เราเรียนกับเด็กปีสอง เค้าจบกันหมดห้องแล้วอ๊ะ ถ้ายังคงเรียนที่นี่ต่อไปอีกปี สงสัยต้องเริ่มMinano Nihongoใหม่แน่เลย ไม่ไหวน่าาา

เมื่อไม่พอใจโรงเรียน ตอนนี้อยากย้ายบ้าง

แอบไปติดต่อโรงเรียนใหม่มาแล้วค่ะ แต่ถ้าไม่มีใบลาออก ฝั่งนั้นก้อรับเราไม่ได้เหมือนกัน เค้าว่าจะผิดใจกันเปล่าค่ะ

เมื่อเราและรุ่นพี่ยืนกร้านจะย้ายโรงเรียนค่ะ

ตอนแรกยังไงโรงเรียนก้อ เซ่ย NO ท่าเดียว โรงเรียนขอปรับปรุงหลักสูตรใหม่เอ๋ย สารพัดวิธีเจรจากับเราค่ะ แต่เราไม่ใช้หนูทดลองนะคะ เสียเวลาไปแล้วหนึ่งปีค่ะ ยังมาให้ทดลองเรียนอีกเหรอ ไม่ต้องมาแก้ปีเราได้มั้ย เราสองคนสั่นหน้าท่าเดียว โดนเรียกเข้าห้องเย็นไปคุยกับอาจารย์ใหญ่หลายรอบมาก ตอนนั้นทั้งอาจารย์เล็ก อาจารย์ใหญ่เริ่มเหม็นขี้หน้าไปตามๆกันค่ะ

สรุปเราและรุ่นพี่ได้ย้ายโรงเรียนค่ะ

โดยมีข้อแม้ว่า ให้ย้ายได้ แต่ย้ายไปคนละเขตโรงเรียน อย่างอยู่โตเกียวให้ย้ายไปไซตามะทำนองนั้น

เวลาเขียนใบลาออกค่ะ อันนี้ทางอาจารย์เหมือนจะบังคัญเราเขียนมากกว่าอ๊าา ให้เราเขียนว่า เราไม่เหมาะกับการเรียนการสอนที่นี่ ห้ามว่าโรงเรียนในแง่ลบโดยเด็ดขาด ทุกอย่างผิดพลาดที่ตัวเราค่ะ ไม่งั้นแก้อยู่อย่างนั้นแหละค่ะ ใบลาออกเขียนไม่เสร็จเสียที

การติดต่อหาโรงเรียนใหม่ดูวุ่นวายมาก มันจะมีปัญหาเรื่องวีซ่าเข้ามาด้วย ต้องหาโรงเรียนที่ออกวีซ่าCollege Student เหมือนกันถึงย้ายได้ค่ะ

ไอ้โรงเรียนที่ไปดูตอนแรกนะคะ นั่งรถห่างไปสิบห้านาทีเอง เป็นอันว่าตัดไป

ตอนนั้นกลัวจิงๆนะคะ ขอเค้าลาออกมาแล้ว ถ้าหาโรงเรียนใหม่ไม่ได้ ต้องบากหน้าไปขอเค้าใหม่อีกหรือนี่ ยังไงเราก็ต้องหาโรงเรียนในฝันของเราให้จนได้!!!!

เพื่อนเลิฟ แนะนำให้ เราให้ไปสมัครโรงเรียนเก่าเพื่อน เพื่อนว่าโรงเรียนนี้ดีมาก สอบเจ้ามหาลัย ต่อโทได้เกือบทั้งห้อง บรรดานักเรียนทุนถูกส่งมาเรียนที่นี่ทั้งนั้น เมื่อติดต่อไป ปีนี้งดรับเด็กนอก รับแต่เด็กทุนค่ะ แห้วอีกแล้วสิเรา

ที่ไหนดี ที่เค้าเมนต์ดีในเวบ เราก้อเริ่มเดินหา พอไปสอบถาม ก็ติดปัญหาเรื่องวีซ่าเป็นPre-College Studentค่ะทั้งสองแห่ง จนไปได้ที่นี่ค่ะ

วันไปสมัครโรงเรียนใหม่นะคะ อย่างแรกที่โรงเรียนจะดูเปอร์เซ็นต์การเข้าห้องเรียน(出席率shussekiritsu )ซึ่งสำคัญกว่าผลการเรียนเสียอีก ซึ่งเรามีอยู่94%หายห่วงค่ะ หลังจากนั้นสอบเลือกชั้น

โรงเรียนนี้ ดีที่ว่า มีแบ่งเป็น 5 ระดับชั้น ไล่จาก5อ่อนแอสุดไปถึง1ขั้นเทพค่ะ แล้วในแต่ละชั้นยังแบ่งเป็น A B C D อีก

เราสอบได้ 3 AและB ค่ะ อาจารย์ให้ไปลองนั่งชั้นเรียนแล้วไปเลือกเอาเองค่ะ

เมื่อไปนั่งห้องเอ อย่างเทพค่ะ ตั้งใจเรียนมาก บรรยากาศห้องแบบนาซี ลองนึกเอาละกันค่ะ ตั้งใจเรียน นั่งเป็นแถว ตัวตรง ไม่พูดไม่จา อาจารย์ให้งานไป ผ่านไปไม่กี่นาที ยกมือ วิ่งมาส่งกัน เทพทั้งหลายแข่งกันน่าดูค่ะ

ส่วนห้องB ดูจะเหมาะกับเราสุด ดูเป็นมิตรค่ะ เล่นเป็นเล่น เรียนเป็นเรียน มีนักเรียนไทยหนึ่งคน และอาจารย์คุมห้องอย่างหล่อ เราเลือกห้องนี้ค่ะ (ห้องนี้พึ่งมาญี่ปุ่นได้ครึ่งปีเองนะคะ จบMinano Nihongoทั้งสองเล่มแล้ว เริ่มเทอมสอง เรียนวัดระดับสอง และเทอมสุดท้ายเรียนวัดระดับหนึ่งค่ะ)

การเรียนการสอนต่างกันโรงเรียนแรกอย่างเห็นได้ชัด
มีสอบคันจิและแกมม่าทุกอาทิตย์ และที่น่าเบื่อสำหรับเรา แต่ต้องทำคือเขียนเรียงความและพูดหน้าชั้นทุกอาทิตย์ค่ะ
มีสอบประจำเดือน อันนี้ไม่ดี โดนย้ายที่นั่งค่ะ
มีสอบย้ายห้อง A B C D
และมีสอบเลื่อนชั้นอีก 1 2 3 4 5

แค่สอบอย่างเดียวก้อเหนื่อยแล้วใช่มั้ย แต่มันทำให้เราสปีดตัวเองมากขึ้น พยายามมาขึ้นจริงๆนะคะ นู๋ยังหน้าบางอยู่ ไม่อยากย้ายไปนั่งหน้าค่ะ ขาดอิสระอย่างแรงงง
เด็กไทยมี่มาเรียนที่นี่ส่วนใหญ่ เรียนปีครึ่งก้อได้ระดับสองกันเกือบทุกคนค่ะ ที่ไม่ได้เนี่ยคือเกมากๆ ชึงมีน้อยมากค่ะ

นอกจากนี้ ยังมีติวสำหรับเตรียมตัวเข้ามหาลัย เรียนวิชาประมาณ เลข สังคมญี่ปุ่น ก้อะไรอีก ก้อจำไม่ได้แล้วอ๊าาาาา

มีการแนะแนว(面談mendan) เรื่องเรียนต่อบ้าง ชีวิตการเป็นอยู่บ้าง โดนไปเบาะๆสี่ครั้งค่ะ

และมีโครงการรุ่นพี่ติวให้รุ่นน้อง เราติวให้เราได้ตังค์ด้วย กลายเป็นงานพิเศษเราไปอีกอย่าง และที่นี่ยังรับนักเรียนทำงานพิเศษในโรงเรียนอีกด้วยค่ะ

การเลือกโรงเรียนก้อมีผลค่ะ เราไม่ใช่เด็กตั้งใจเรียนค่ะ มีแค่ความมุ่งมั่นแต่ไม่มีความพยายาม ดังนั้น ต้องค่อยมีคนจ้ำจี้จ้ำไช ถึงอยากจะเรียน

นอกจานี้สังคมเด็กไทยก้อต่างกัน ทุกคนจบมาจากมหาลัยค่อยข้างมีชื่อ เวลาชวนไปทำไร ก้อมักไปที่ดี คบบัณฑิตบัณฑิตพาไปหาผล อย่างไงอย่างนั้น มีการแนะนำมหาลัยต่อๆกันมาบ้าง แนะนำงานบ้างค่ะ

บ้างคนพยายามหาโรงเรียนที่มีเด็กไทยน้อยๆหรือแทบจะไม่มี เพื่อเป็นการบังคับให้เราพูดภาษาญี่ปุ่นไปในตัว เราก้อเคยคิดแบบนั้นค่ะ แต่พอมาอยู่แบบที่พอมีคนไทยอยู่บ้าง คือเราไม่เหงามีเพื่อน มีปัญหายังมีคนค่อยช่วยคิด ช่วยเตือน เป็นที่ระบายขอกันและกัน และมีเครือข่ายค่ะ อย่างง่ายๆอยากเรียนต่อโท มีเพื่อนโชว์เราไปให้อาจารย์ในมหาลัยนั้นๆ ก้อยังง่ายกว่า ที่เราไปเริ่มทำข้อสอบเอาเองหมดนะคะ

ส่วนเรื่องงานพิเศษก้อเหมือนกัน เราพลาดมาแล้วที่ ทำงานนวดคิดว่าเวลาว่างเยอะ อ่านหนังสือได้ เปล่าเลย ทำงานดึกตื่นเช้า พอถึงร้านเราก้อหลับอีกนั้นแหละ ที่คิดว่าได้จะคุยกับแขก ไว้ฝึกภาษา แหม นวดทีแขกก้อหลับ จะปลุกมาคุยก้อใช่เรื่อง พูดเสียงดังก็รบกวนห้องข้างๆอีก นอกจากนี้เหมือนเราเสียตังค์จ่ายเรียนแพงขึ้น ลองนึกถึงสังคมในร้านนวดนะคะ คุยภาษาไทย กินอาหารไทย ดูหนังไทย ไม่ต่างกันเราใช้ชีวิตในเมืองไทยเลย สู้เรียนเมืองไทยดีกว่า ดีกว่ามาเสี่ยงโรคคิดถึงบ้านที่นี่นะคะ และที่สำคัญพี่ที่ร้านนวด แนะนำเรื่องเรียนเราไม่ค่อยได้ค่ะ ลองไปทำอย่างอื่นที่สลับกันบ้าง ไปเจอเพื่อนเด็กไทยบ้าง เราก้อได้จะคำแนะนำ คำชักชวนอีกอย่างหนึ่ง

เคยมีคนว่าถ้าเราถือวีซ่าCollege Student ขอเปลี่ยนเป็นPre-College Studentไม่ได้

รุ่นน้องเปลี่ยนมาแล้วค่ะ โรงเรียนถามว่ารับได้มั้ยถ้า สิทธิค่ารถไฟและอื่นๆหายไปค่ะ รุ่นน้องโอเค โรงเรียนก้อรับค่ะ ทั้งๆที่โรงเรียนอื่นบอกว่ายาก รับไม่ได้ แต่ไม่รู้ว่าโรงเรียนที่ย้ายไปมีกำลังภายในแค่ไหนถึงเปลี่ยนได้หนออออ

สำหรับคนที่อยากย้ายโรงเรียนนะคะ ถ้ามาญี่ปุ่น โดยผ่านเอเจนซี่ที่เมืองไทย มีปัญหาให้คุยกับเจ้าหน้าที่ดูนะคะ ยังไงเค้าก้อมีโรงเรียนในสังกัดโรงอื่นอยู่ ถ้าไม่ไหวจิงๆ เค้าก้อจะจัดการย้ายให้ค่ะ ง่ายกว่าเดินหาเองอยู่เยอะ แต่อย่างลืมขอคุยกับนักเรียนไทยที่นั้นๆ ไปทดลองเรียนก่อนย้ายยิ่งดีค่ะ

ส่วนอีกคนที่ปรึกษาได้คืออาจารย์ที่ปรึกษาค่ะ ยังไงแกก้อพยายามเข้าใจเรา และช่วยหาทางออก...ให้ค่ะ



ปล เวลาติดต่อโรงเรียน อย่าลืมถามนะคะ ว่านักเรียนไทยหรือเอเซีย ไม่รวมเด็กจีน เกาหลีนะคะ สอบวัดระสอบผ่านกี่เปอร์เซ็นต์หรือเข้ามหาลัยได้กี่เปอร์เซ็นต์



Create Date : 20 มีนาคม 2555
Last Update : 21 มีนาคม 2555 15:08:24 น.
Counter : 2744 Pageviews.

1  2  3  

yoyos
Location :
北鎌倉  Japan

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 9 คน [?]



เบื่อแล้วเหนื่อยกับความรัก ทำไงให้ลืม อยากร้ายๆ อยากวีนให้ได้เหมือนตัวร้ายในละคร มันจะสบายใจขึ้นมั้ย( T_T)\(^-^ ) อยากจะลืม