aLwaYs moodY
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 2 คน [?]




.
.
.
.
The best things in life are often unseen
that's why we always close our eyes when
we kiss, pray and dream.
.
.
Group Blog
 
All Blogs
 
Friends' blogs
[Add aLwaYs moodY's blog to your web]
Links
 

 

Spring 2012 Japan-endless discovery

หายไปนาน .. เพราะชีวิตช่วง(เกือบปี)ที่ผ่านมาไม่ค่อยจะนิ่งสักเท่าไร  แวะมาแปะภาพจากทริปล่าสุดไว้ก่อน เด่วมีเวลาซึ่งคาดว่าจะเป็นสัปดาห์ที่จะได้กลับเมืองไทยจะมาอัฟเดททั้งภาพและข้อมูลการเดินทางนะคะ แต่คราวนี้คงไม่เต็มรูปแบบเหมือนครั้งก่อน ตั้งใจจะเอาข้อมูลเกร็ดเล็กน้อยที่เป็นประโยชน์กับคนรักการเดินทางด้วยตัวเองมาฝาก ..

Fujisan Kawaguchi Lake

Takayama

Shirakawa Village

Tokyo

  Smiley แพทค่ะ Smiley




 

Create Date : 27 พฤษภาคม 2555    
Last Update : 27 พฤษภาคม 2555 12:43:03 น.
Counter : 5530 Pageviews.  

วันร้อนๆที่มะละกา มาเล่ มาเล่ย์

ต่อจากบล็อกที่แล้วค่ะ แพทไปทำงานพ่วงเที่ยวมาติดวันหยุดเลยขออยู่เที่ยวต่อซะเลย โชคดีมีสาระถีใจดีขับรถไปส่งถึงมะละกาแพทเลยไม่ต้องระหกระเหินไปคนเดียว รูปไม่มากนะคะ แต่อยากจะบันทึกช่วงเวลาดีๆ ความรู้สึกดีๆกับเมืองเล็กๆนี้ไว้




ข้อมูลเดินทางแพทมีไม่มากเพราะเป็นทริปชุกละหุกจริงๆ (ทำให้ทริปสิงคโปร์ซึ่งถัดไปเพียงอาทิตย์เดียวต้องรุ่งริ่งไปด้วย เหตูเพราะไม่มีเวลาเตรียมตัว)




แพทใช้เวลาเดินทางประมาณชั่วโมงเศษด้วยรถยนต์ เพราะเพื่อนๆเตือนให้ระวังกลัวจะไม่มีรถกลับเคแอล สาระถีใจดีจึงพาแพทไปจองตั๋วให้เรียบร้อยเราจึงแวะเข้าไปที่ Melaga Sentral (บัสเทอร์มินอล) ก่อน วันนั้นเป็นวันเสาร์ ราคาตั๋วจึงถูกกว่าปกติ (12 MYR --> 10 MYR) เหตุเพราะเค้ามีบริษัทรถให้บริการจำนวนมาก แพทจองไว้เที่ยวห้าโมงครึ่งซึ่งคำนวณแล้วจะกลับถึงเคแอลไม่ดึกนัก ตอนแรกก้อคิดว่าจะทำให้เที่ยวอย่างเร่งรีบแต่เอาเข้าจริง แพทเผ่นอยากหนีกลับตั้งแต่ไปเห็นแว้บแรก ไม่ใช่อะไรหรอกค่ะเหตุเพราะแดดมันร้อนมากกกกกกกกกกกกกกเรย เข้าใจแล้วว่าทำไมคนมาเลย์ชอบถามว่าไปทำไมที่มะละกา ฮ่าๆ




แต่เอานะดั้นด้นไปถึงแระ สู้ตาย(กลางแดด)เว้ยเฮ้ย..



ให้ข้อมูลตัวเมืองมะละกา โดยสังเขปกันก่อน (อ้างอิงจาก เวป: สวัสดีมาเลเซีย --> //www.sawasdeemalaysia.com )



มะละกา วางตัวอยู่ตรงกลางระหว่าง รัฐเนเกรี เซมบิลัม และยะโฮร์ บาห์รู ทางชายฝั่งด้านตะวันตกของคาบสมุทรมลายู เมืองที่เต็มไปด้วยสีสันแห่งนี้ เคยเป็นศูนย์กลางการค้าที่สำคัญมากในอดีต ดึงดูดพ่อค้าจากหลายที่ ทั้งจีน อินเดีย ให้เดินทางเข้ามาค้าขายเป็นจำนวนมาก



มะละกาถูกค้นพบโดยเจ้าชายนามว่า Parameswara ในขณะที่พระองค์ทรงเดินทางลี้ภัย จากนั้นก็เติบโตจนกลายเป็นศูนย์กลางทางเศรษฐกิจที่สำคัญ ระหว่างตะวันตก และตะวันออก สินค้าสำคัญเป็นต้นว่า เครื่องเทศ ทองคำ ผ้าไหม ชา ฝิ่น ยาสูบ และน้ำหอม กลายเป็นสิ่งดึงดูดความสนใจบรรดานักล่าอาณานิคมชาวตะวันตก อันเป็นผลให้ต่อมามะละกา ตกไปอยู่ใต้อาณัติของโปรตุเกส ดัตช์ และอังกฤษตามลำดับ ในบางส่วนของเมืองยังคงทิ้งร่องรอยแห่งวันในอดีตผ่านอาคารเก่าแก่ และสถาปัตยกรรมอื่นๆ ซึ่งบรรดาผู้ที่เคยครอบครองแผ่นดินแห่งนี้ ได้ทอดทิ้งไว้ให้เป็นอนุสรณ์ของเรื่องราวที่เคยเกิดขึ้นในอดีตเมื่อนานมาแล้ว




ชนพื้นเมืองคือภาพสะท้อนของการผสมผสานทางวัฒนธรรมได้เป็นอย่างดี พวกเขาถ่ายทอดออกมาด้วยขนบประเพณี การแสดงออกทางวัฒนธรรม ไปจนถึงรายการอาหารน่าลิ้มลองมากมาย แหล่งท่องเที่ยวทั่วไป อาทิ นิคมโปรตุเกส อาคารที่ว่าการแบบดัตช์ Porta de Santiago และบ้านแบบ Baba – Nyony ซึ่งพบเห็นได้บริเวณใจกลางเมือง




เมืองมะละกา

ตัวเมืองมะละกาถูกแบ่งออกเป็นเมืองใหม่ และเมืองเก่า ย่านที่เป็นเมืองเก่าค่อนข้างอัดแน่นไปด้วยสถานที่ท่องเที่ยวทางประวัติศาสตร์ เรียงรายไปตามถนนเส้นเล็กแคบ สถานที่สำคัญในอดีด ส่วนใหญ่รวมตัวอยู่บริเวณ จัตุรัสกลางเมือง (Town Square) บริเวณริมใกล้ๆ กับแม่น้ำ ซึ่งเหมาะกับการเดินเที่ยว เหนือจัตุรัสกลางเมืองขึ้นไปเป็นที่ตั้งของ St. Paul’s Hill (หรือ Bukit St. Paul) ซึ่งเป็นที่ตั้งของป้อมปราการของโปรตุเกส A’ Fomosa และโบสถ์ St.Paul’s


ในตัวเมืองมีป้ายสัญลักษณ์ที่จัดแสดงไว้เป็นเส้นทางสำหรับนักท่องเที่ยว หากเดินชมสถานที่ท่องเที่ยวทางประวัติศาสตร์ไปตามป้าย ที่มั่นใจได้ว่าเก็บรายละเอียดและสถานที่ครบถ้วน



ย่านเมืองใหม่ของมะละกา ตั้งอยู่ฝั่งตรงข้ามของแม่น้ำ และส่วนมากเป็นพื้นที่ที่ปรับปรุงมาจากทะเล ประกอบไปด้วยแหล่ง ช้อปปิ้งทันสมัย เช่น Makhota Parade มีร้านจำหน่ายอาหารและศูนย์รวมความบันเทิง หากเดินทางออกไปนอกเมืองมะละกาเพียงเล็กน้อย ก็จะได้พบกับชายหาด และร้านอาหารเสิร์ฟอาหารทะเลมากมาย เกาะที่อยู่ห่างออกไปจากชายฝั่งและย่าน Air Keroh ใกล้กับทางด่วน North – South Expressway มีสวนสนุกมากมายให้เที่ยวชม



ปล. จากที่กล่าวมามะละกามีที่ให้เที่ยวและชมมากมาย แต่แพทไปแค่สองที่ แหะๆๆๆๆ





จุดที่แพทโดนปล่อยคือ จตุรัสกลางเมือง หรือ Ducth's Square โบสถ์สีแดงที่เป็นสัญลักษณ์ของมะละกาและเป็นอันนึงที่ดึงดูดให้แพทไปที่นั่น แว่บแรกรู้สึกผิดหวัง(ช้ากว่ารู้สึกว่าร้อนมากๆเล็กน้อย) ตั้งสติได้ก้อมองหาศูนย์ส่งเสริมการท่องเที่ยวเพื่อจะหาแผนที่เมือง ซึ่ง i ก้ออยู่ฝั่งตรงข้ามนั่นเอง แพทซื้อแผนที่มาให้ราคา 5 MYR ใช่ค่ะ ไม่มีแจกฟรีนะคะต้องซื้อเท่านั้น





เดินเล่นหน้าโบสถ์ ถ่ายรูปมุมมหาชน























เปิดแผนที่ที่เสียสะตังค์ซื้อมา แล้วหมุนหาทิศเพื่อไปที่ Jonker Street ซึ่งก้อแค่ข้ามถนนไปฝั่งตรงข้ามนั่นเอง ซึ่งให้ดีเราควรไปเดินตอนช่วงเย็นเค้าจะมีถนนคนเดิน แต่แพทไปตอนแดดเปรี้ยงนั่นก้อพอมีอะไรให้ดูบ้าง ตึกรามบ้านช่อง ซึ่งถ้ามาเดินตอนกลางคืนคงไม่ได้เห็นแน่ๆ

จากดัชซ์สแควเราเดินข้ามแม่น้ำมะละกามานะคะ วิวสวยดี แดดร่มๆคงน่าเดินทีเดียวเชียว










บ้านเรือนในฝั่งนี้สวยแปลกตาดี ร้านรวงสลับกันไป บ้างเปิดเป็นแกลเลอรี่ ร้านค้าของเก่า มีศาลเจ้า และ ร้านอาหารน่านั่งอยู่หลายร้าน


















แพทแวะพักขา และทานกลางวันที่ร้านนี้ คนเข้าออกแยะเชียวค่ะ










เลือกเมนูง่ายๆ จำชื่อไม่ได้ละ










เดินเล่นๆอยู่ เจ้านี่ผ่านมา เยอะเนอะสามล้อถีบบ้านเราสู้ไม่ได้เลย









ร้านข้าวมันไก่และร้านขนมหวานเจ้าดังคนเยอะตามคำร่ำลือ ตอนแรกอยากลองชิมแต่พอเห็นคนเข้าคิวตากแดดแล้ว ขอบายดีกว่า














หลังจากเดินไปจนสุดถนนก้อวกกลับมาแล้วข้ามกลับมาหน้าโบสถ์ นั่งพักตัดสินใจไม่ไปไหนต่อ รอรถกลับไป Melaga Sentral รถพาวนไปรอบเมือง ผ่านไปแถบชายทะเลด้วยสวยดี เสียดายไม่มีโอกาสได้ไปเดินเล่น สีน้ำทะเลเป็นสีเขียวด้วยหละ ใช้เวลาสักครึ่งชั่วโมงได้ก้อวนมาส่งที่ท่ารถ ค่ารถน่าจะ 2 MYR

แพทตัดสินเดินเข้าไปขอเปลี่ยนเที่ยวรถให้เร็วขึ้น ได้รอบบ่ายสามครึ่ง ดีใจสุดๆ และแล้วมะละกาทริปนี้ก้อจบลงเท่านี้




 

Create Date : 05 สิงหาคม 2554    
Last Update : 11 สิงหาคม 2554 21:57:58 น.
Counter : 1042 Pageviews.  

มินิรีวิว Traders Hotel by Shangri-La กัวลาลัมเปอร์ มาเลเซีย

แฮะๆ หายไปนาน คราวนี้นานโฮกเกือบเดือนพอดี แปะโป้งทริปเกาหลีไว้ก่อนละกันนะคะ ยังเหลืออีกสองตอนที่ยังไม่ได้เขียน เจ้าของบล็อกเกิดดวงสัญจรไปทำงานพ่วงเที่ยวมา ไม่ไกลค่ะเพื่อนบ้านทางตอนใต้ของเรานี่เอง

เห็นว่าที่นี่ยังไม่เคยมีใครทำรีวิวเอาไว้ แพทเลยเก็บข้อมูลมาเล่าสู่กันฟัง เรียกว่าฉุกละหุกมากๆเลย แพทจองโรงแรมได้แค่วันเดียวก่อนเดินทางแถมช่วงที่ไปเป็นช่วงที่นักท่องเที่ยวทางตะวันออกกลางเค้าเดินทางมาเที่ยวกันด้วย โอ้แม่เจ้า.. โรงแรมเต็ม เต็ม เต็ม แถมราคาก้อสูงลิบๆ แพทพักที่นี่สองคืนเล่นเอาซีดเหมือนกันค่ะ แต่เมื่อเทียบกับความสะดวกสะบายแล้วนับว่าตัดสินใจถูกมาก และยิ่งทริปนี้แพทฉายเดี่ยวด้วยสิ เรื่องความปลอดภัยจึงต้องคำนึงเป็นอันดับแรกซื่งแพทก้อคิดว่าเลือกที่นี่ไม่ผิดหวังจิงๆ อ้อ ถ้าสาวๆคนไหนรักการช๊อปปิ้งแบรนด์เนมแล้วละก้อ รับรอง.. Traders Hotel เป็นคำตอบที่ดีที่หนึ่งของคุณๆทีเดียว


ถ้าเดินทางเองจากสนามบินมาถึง KL Sentral แล้ว ต่อ MRT มาลงที่ KLCC ค่ะ เดินทะลุห้าง Suria ออกมาตรงด้านหลังที่มีน้ำพุอะนะคะตรงนั้นจะมี รถ shuttle คอยรับส่งอยู่คะ หรือถ้าอยากออกกำลังกายก้อเดินได้ค่ะ หันหลังให้ห้าง Suria มองไปทางขวาในมุมเงยคุณจะเห็นโรงแรมอย่างชัดเจน เดินไปตามถนนเล็กๆซึ่งเลาะสวนสาธารณะไปผ่าน KL Convention Center ไม่ถึง 5 นาทีก้อถึงแล้วค่ะ ดูแผนที่ชัดๆกันอีกทีค่ะ





เช็คอินที่ชั้น 5 นะคะ








ห้องแพทเป็น City view คือด้านที่อยู่ด้านที่ไม่เห็นตึกแฝด ราคาจะย่อมเยาลงมา(แต่ก้อเล่นเอาเหงื่อตกใช้ได้อยู่ ) ตอนเค้าพักเค้าจะให้เราจ่ายมัดจำพวกมีนิบาร์ไว้ด้วย 300 ริงกิตค่ะ สามารถจ่ายเป็นเงินสดหรือบัตรเครดิตก้อได้ค่ะ ได้การ์ดแล้วก้อไปห้องพักกันเลยค่ะ



** ภาพนอยส์เยอะมากเพราะห้องมีแสงน้อย และกล้องของแพทก้อความสามารถต่ำตามระเบียบของคอมแพคค่ะ **




โถงทางเข้าห้องค่ะ ด้านซ้ายเป็นห้องน้ำ ด้านขวาเป็นตู้เก็บรองเท้าและตู้แขวนเสื้อผ้าพร้อมกับเตารีด ด้านหน้าตู้เป็นกระจกเต็มตัว อ้อในตู้มีเซฟให้ด้วยค่ะ









เตียงแบบนี้ไม่รู้เรียกเตียงเดี่ยวหรือเตียงคู่ ไม่ชอบจริงๆ เพราะนอนคนเดียวอีกเตียงนึงว่าง กลางดึกก้อรู้สึกหวิวๆเหมือนกัน ด้านข้างมีกระจกติดผนังบานโตทำให้ห้องดูกว้างขึ้นด้วย









ปลายเตียงมีโต๊ะสำหรับเขียนหนังสือ ซึ่งด้านนึงวางทีวี และด้านขวาของโต๊ะก้อเชื่อมกับมินิบาร์ด้วย









อันนี้เป็นน้ำดื่มที่เค้าจัดไว้ให้ที่มินิบาร์ เพิ่มเป็นตัวเลือกจากน้ำที่โรงแรมจัดให้ ราคาชัดเจน(แพงชัดเจน )








ห้องพักตกแต่งเรียบแต่ดูหรู ระบบไฟจัดตามช่วงมีใช้งาน เลือกได้(ถ้าคุณใช้เป็น แพทนอนอยู่สองคืนก้อกดๆวนๆไป จนได้อย่างที่ต้องการ) มีโซฟาและเก้าอี้นอนตัวใหญ่นั่งเล่นดูทีวีสบายมากเลย ติดริมหน้าต่างบานใหญ่ นี่ถ้าห้องอยู่ด้านตึกแฝด กลางคืนก้อนอนชมวิวกันเพลินไปเลย
















ส่วนสุดท้าย คือห้องน้ำ แบ่งเป็นแบบอ่างอาบและฝักบัวอาบ กั้นด้วยกระจก ห้องน้ำกว้างและโล่งมากขึ้นอีกด้วยบานไสลด์ด้านข้าง




























และนี้คือวิวที่แพทได้เห็นจากด้านหน้าของโรงแรมตอนประมาณทุ่มกว่าๆ








แต่ถ้าเดินไปอีกนิดและรอให้ฟ้ามืดสนิท ตึกแฝดก้อจะสวยประมาณนี้ค่ะ







อยากจะลงรูปที่มะละกาอีก แต่ชักง่วงแล้วสิ ไว้วันหลังละกันนะคะ บาย




 

Create Date : 03 สิงหาคม 2554    
Last Update : 24 ตุลาคม 2554 14:47:23 น.
Counter : 1710 Pageviews.  

Spring in Seoul...ไปแล้วไปอีก(ทำไม) 3

วันนี้ไปเที่ยวนอกเมืองกันค่ะ ไปเกาะนามิ(มิกซ์)กัน แล้วตอนบ่ายไปช๊อปปิ้งย่านฮงอิก ตกเย็นไปขึ้นหอคอยดูโซลตอนกลางคืน ก่อนปิดท้ายด้วยเมียงดง(ตามเคย) ไม่ไปนอนไม่หลับเจงๆ



ตื่นเช้ามาเติมพลังกันก่อนออกเดินทางค่ะ ที่ Zaza ไม่มีอาหารเช้าดังนั้นเราจึงทานอาหารง่ายๆซึ่งก้อคือ แซนวิส จริงๆเค้าเรียกว่าแบบนี้ป่าวค่ะ ภาษาอังกฤษเค้าเขียน Toast อ่ะ มีอยู่หลายร้านตั้งแต่ต้นซอยจนถึงทางเข้าที่พักเรา




ที่แพทชอบและมีความสุขมากคือการได้เดินเล่นในมินิมาร์ทตอนเช้าเพื่อเลือกเครื่องดื่ม มีให้เลือกหลากหลายทีเดียว นมกล้วยนมสตอเบอรรี่ ที่สาวๆชอบก้อมีวางเรียงราย(แพทหิ้วกลับมาฝากน้องๆที่ทำงานด้วย ชอบใจกันใหญ่) และที่ถูกใจมากคือมีสตาร์บัคแบรนด์ในดวงใจวางขายด้วยทั้งร้อนเย็น เลิฟๆ















พร้อมแล้วตั้งสตินิดนึงนะคะ เราต้องเปลี่ยนสายรถไฟทั้งหมดสามต่อกันเรยทีเดียว ไปกันเรย จากเมียงดงสาย 4 ไปลงที่ทงแดมุน เปลี่ยนสายเป็นสาย 1 ไปลง Hoegi แล้วเปลี่ยนสายอีกทีเป็นสาย 7 ไปรอที่ Mangu จากเมียงดงถึงมังกูใช้เวลาประมาณ ครึ่งชั่วโมงค่ะและจากนี้เราจะยืนยาว ใช่แล้วค่ะถ้าไม่อยากเสียเวลาไปถึงก้อกระโดดขึ้นรถไฟที่ออกก่อน(มีรถทุกๆครึ่งชั่วโมง) ได้เรยค่ะ ใช้เวลาจากตรงนี้อีก 45 นาที ค่าเสียหายตลอดทาง 1800วอนค่ะ ถูกมากถ้าเที่ยบกับราคารถบัสเหมาจ่ายจากอินซาดง










ถึงแล้วค่ะ สถานีปลายทาง แต่ไม่ใช่สถานีสุดท้ายนะคะ อาจุมม่าที่พยายามคุยกับเราบนรถแกยังนั่งเลยต่อกันไปอีก แกสงสัยว่าเราไปเกาะนามิกันทำไม แกชวนให้เราไปด้วยบอกว่าที่นั่นสวย เห็นที่ไปๆกันก้อเหล่าอากงอาม่ากันแล้วทั้งนั่น ต่างคนก้อแต่งตัวคล้ายๆกันแบบไปเดินป่าทำนองนั้น ไม่ค่อยน่าเชื่อเท่าไร แฮะๆ เราบอกลาอาจุมม่าแล้วลงที่ที่กาพยอง Gapyong ค่ะ





จากตรงนี้เราต้องเรียกแท็กซี่ไปกันค่ะ เจอน้องคนไทยผู้หญิงสองคนที่นี่เลยกะว่าจะร่วมด้วยช่วยกันหารค่ารถสักหน่อยแต่พอดีเค้ามาสองเรามาสาม เกินค่ะพี่แท็กซี่แกไม่ยอม เราเลยต้องแยกกันตรงนั้น เสียดายๆ แต่ค่าแท็กซี่ไม่แพงนะคะ จำไม่ได้แต่ไม่ถึงร้อยบาท ไม่เกินสิบนาที รถไม่ติด มองวิวๆเพลินๆก้อถึงแล้ว ตอนนั่งรถไฟพี่โชเฟอร์แกอธิบายไรใหญ่เรยแต่เราก้อไม่เข้าใจ มองหน้ากันแล้วได้แต่บอกว่ารีบๆขับไปเถอะ หนูจะไปนามิซอม


วันนี้เป็นวันเสาร์นักท่องเที่ยวเยอะเชียวค่ะ คนไทยก้อเยอะเดินไปเดินมาได้ยินแต่คนไทยคุยกันไม่มีเหงา เราไปถึงโน้นประมาณสิบโมงกว่าๆเห็นจะได้พอดีกับเวลาที่ทัวร์มาลงข้ามเรือคนเลยเยอะมากทีเดียว นามิวันนี้ต่างจากเมือสามปีก่อนมากทีเดียว นอกจากข้ามเรือแล้วเค้ายังกระเช้าให้ข้ามไปด้วย ในน้ำก้อมีคนมาขี่เรือเล็กไปมาเสียงดังเชียว พอข้ามไปถึงเกาะยิ่งคนเยอะเข้าไปใหญ่เล่นเอาแพทเดินไม่ถูกเลยเชียว









คนเกาหลีเค้านิยมเขียนผนังในที่สาธารณะเนอะ ในซีรี่ย์ยังเห็นทำกันเรย ที่นี่เค้าเรยจัดพื้นที่ไว้ ดูดีๆเห็นภาษาไทยด้วย









ด้านหน้าทางเข้ามีศูนย์บริการการท่องเที่ยวด้วยค่ะ แต่แพทคิดว่าไม่จำเป็นเท่าไรเพราะเกาะมีพื้นที่ไม่มาก เดินๆก้อทั่วแล้ว ไฮไลท์จริงๆก้ออยู่ตรงท้ายเกาะที่มีต้นสนเรียงสวยตอนแพทไปกำลังเขียวเลยทีเดียว ถ้าไปช่วงใบไม้เปลี่ยนสีก้อจะได้อีกอารมณ์แดงๆส้มๆ




ถึงแม้ตอนนี้สีของต้นเมเปิ้ลจะยังแดงไม่มากแต่ก้อทำให้เกาะนามิสวยไปอีกแบบ สีเขียวของต้นไม้ใบหญ้าตัดกับเมเปิ้ลที่แดงก่อนเพื่อนสวยแบบนี้ ภาพนี้แพทเคยเอาลงที่ FB ได้มาหลาย Like เรยทีเดียว




อันนี้เป็นสีแดงส้มจากภาพวาดที่เค้ามาตั้งโชว์ ถ้าเพื่อนอยากเห็นวิวแบบนี้เหมือนในซีรี่ย์ AUtumn in my heart ละก้อต้องไปช่วงตุลา พฤษจิกาโน้น




นอกจากจำนวนคนต่อตารางนิ้วบนเกาะที่ออกจะเยอะเกินไปแล้วนั้น สิ่งที่ทำให้แพทรู้สึกผิดหวังเล็กๆคือ นามิมีความหลากหลายมากเกินไป ออกแนวการค้าอย่างโจ่งครึ้ม ตั้งแต่พิพิธภัณฑ์ โชว์ สวนสัตว์ สนามเด็กเล่น บลาๆๆ จะมองในแง่ดีก้อดี คือไปที่เดียวเที่ยวได้ครบแต่ทำไมแพทไม่ปลื้มเอาซะเลยก้อไม่รู้ อาจเป็นเพราะติดภาพลักษณ์ที่เค้าสื่อให้เห็นว่านามิเป็นเกาะที่โรแมนติก ซึ่งเมื่อสามปีก่อนแพทไปก้อยังรู้สึกได้แต่ไงวันนี้มันเปลี่ยนไปแล้วอ่ะ (มองโลกในแง่ร้ายไปป่าวนะ ) ไม่สงสัยเรยว่าตอนที่เราคุยกับเจ้าหน้าที่ที่เกสเฮ้าท์เค้าทำท่าไม่เข้าใจว่าเราทำไมอยากมาเกาะนามิกัน














ที่ตรงถนนสายกลางมีเปิดร้านขายของทำมือด้วย เด้กๆมานั่งทำงานฝีมือเยอะเชียว ดูไปดูมานี่เหมาะกับมาเป็นครอบครัวมากกว่าคู่รักนะเนี้ย












ที่ท้ายเกาะมีมุมยอดฮิตรอเราอยู่ คู่นี้น่ารักเชียว




ก่อนข้ามกลับมาฝั่ง เห็นคนมุงกันเยอะเชียวขอเข้าไปดูบ้าง มีวงดนตรีมาเล่นเพลงอะคูสติกส์อยู่ วัยรุ่นเยอะเชียว เค้าน่ารักดีค่ะเราฟังเค้าไม่ออกแต่รู้สึกว่าเค้าเก่งมากทีเดียวสะกดให้คนดูสนใจและร้องเพลงตามได้ตลอด ทั้งเกาะวันนี้แพทชอบโมเม้นต์ที่สุดเรย เพลง I'm yours นี่เค้าร้องได้อารมณ์สุดๆ คนร้องบุคลิกฮามากพูดอะไรก้อถูกใจวัยรุ่นแถวนั้นไปหมด เลิฟๆ




ข้ามกลับมาเรียกแท็กซี่กลับไปสถานีกาพยองอีกครั้ง ตอนกลับนี่ไม่ถึง 5 นาที เลีย้วซ้ายสองทีถึงเรยอ่ะ คราวนี้ถึงบางอ้อที่พี่แกพยายามจะบอกก้อคือ จริงๆมันใกล้มากแต่เค้าจัดการให้วิ่งแบบวันเวย์ประมาณนั้นขาไปเรยให้อ้อมไปชมวิวนิดนึงขากลับก้อพุ่งตรงอย่างเดียว





จุดหมายต่อไปคือช๊อปปิ้งแถวมหาลัยฮงอิก จากกาพยองขึ้นสายจุงอังกลับมามังกุแล้วเปลี่ยนสายเป็นสาย 7 ไป Wangsamni และจากนั่นเปลี่ยนสาย 2 ไปถึงสถานีฮงอิก ทั้งหมด ชั่วโมงนิดๆ เหมาจ่าย 1800 วอนค่ะ แวะทานข้าวเช้ากลางวันและเย็นกันก่อน ร้านที่เลือกได้จากการสุ่มล้วนๆ แต่โชคดีอะเราไม่มักไม่ผิดหวังเรย ร้านนี้เจอโดนบังเอิญจากม็อบอัฟที่โชว์อยู่แล้วน่ากินจัง อย่าถามว่าอยู่ตรงไหนนะคะ จำไม่ได้จิงๆ คนเยอะทีเดียว อาหารเค้าก้ออร่อยที่สำคัญไม่แพง อาจเป็นเพราะเป็นย่านมหาลัย วันนี้เด็กๆเค้ามาเดินเล่นกันเยอะเชียวค่ะ





























ไปเดินเล่นกันต่อค่ะ ถ้าเปรียบแถวนี้น่าจะเหมือนท่าพระจันทร์บวกกับสยามสแควร์นะ แต่ไม่ข้ามฝั่งไปพารากอนนะ ร้านรวงน่ารักน่าเดินมากมาย ที่ไม่เหมือนคือบ้านเรามันมีแต่พื้นราบใช่ป่ะคะที่โน้นเค้ามาเนินย่อมๆที่ลูกทัวร์เห็นแล้วร้องกันเชียว เราไปไม่ทันตลาดศิลปะหน้ามหาลัยตลาดวายซะก่อนเสียดายจัง เรยเดินเรื่อยเปื่อยตามๆเค้าไปเอาบรรยากาศ เข้าสตาร์บัคทำแต้มกันหน่อยได้แก้วมัคมาใบนึงราคาถูกกว่าบ้านเรากว่าครึงแหนะ ดูรูปกันเพลินๆนะคะ

หน้ามหาลัยฮงอิก ตึกใหญ่เชียว





















แพทขอแนะนำเครื่องสำอางแบรนด์ใหม่ที่คาดว่าจะนำเข้ามาบ้านเราเร็วๆนี้ เพราะอิมเมจเค้าน่ารักเชียวค่ะ Too cool for school ชื่อก้อโดนซะขนาดนี้แล้วนะคะ ถ้ามีโอกาสได้เข้าไปชมในร้านนะคะต้องหลงรักเรยค่ะ แพ็คเกจแต่ละชิ้นนี่อดใจไม่ไหวจิงๆ




พวกนี้เป็นแอดที่แพทเจอที่สถานีรถไฟใต้ดิน น่ารักมั้ยค่ะ







อีกอันนึงที่กำลังนิยมในย่านนี้คือ คิตตี้คาเฟ่ น่ารักมากมาย






ใกล้ค่ำแล้วเราไปขึ้นหอคอยโซลกันดีกว่าค่ะ ถึงเมียงดงแล้วออกทางออกสามหรือสี่แล้วเลี้ยวขวา เดินมาจนสุดถนนแล้วเลี้ยวซ้ายอีกทีจะเจอร้านขนมปังนี้อยู่ด้านซ้ายมือ







เดินตรงไปอีกสัก 500 เมตรจะเจอลิฟเพื่อนำเราไปถึงสถานีเคเบิ้ลคาร์นะคะ ถ้าใครยังพอมีแรงก้อสามารถเดินขึ้นได้ค่ะ รับรองได้เหงื่อแน่นอนค่ะ วันนี้คนเยอะเชียวค่ะ แพทยืนต่อคิวขึ้นเคเบิลประมาณครึ่งชัวโมงได้ พอขึ้นไปแล้วหนาวสุดๆ ลมพัดแรงมากเรย เดินเล่นรอบๆได้ไม่นานก้อต้องหลบเข้าด้านใน ขาขึ้นคนเยอะขาลงก้อเยอะมาก เราเรยตัดสินใจเดินลงมา โอ้ เหนื่อยโฮกเรยค่ะ หลงอีกต่างหาก เดินไปลงเลยจุดที่เราขึ้นลิฟไปตั้งไกล













เราจบวันนี้ด้วยการสำรวจเมียงดงอีกเป็นรอบที่สอง อยู่กันจนร้านปิดทีเดียว พรุ่งนี้ไปเที่ยวกันต่อ หลงทางก่อนไปซูวอน เสียดายและผิดหวังอย่างแรง มีเวลาแล้วแพทจะกลับมาเล่าต่อนะคะ




 

Create Date : 07 กรกฎาคม 2554    
Last Update : 7 กรกฎาคม 2554 17:57:40 น.
Counter : 2552 Pageviews.  

Spring in Seoul... ไปแล้วไปอีก(ทำไม) 2

ง่ะ...หายไปนานเรย แฮะๆ ดูบล็อกตัวเองย้อนหลังเดือนนึงพอดี ทริปสิ้นเดือน สิ้นปี ต้นปีหน้ามาจ่อแล้วแต่แรงเฉื่อยของเจ้ของบล็อกก้อไม่ได้ลดลงเลย วันนี้ทำตัวว่าง อัฟบล็อกละกัน



เที่ยวเองคราวนี้ทำให้แพทมองเห็นโซลในมุมที่ต่างออกไป แพทสนุกกับการนั่งรถไฟ ได้เฝ้ามองผู้คนบนรถ เห็นวิถีชีวิตคนเมืองในโซล ทั้งวัยรุ่น คนทำงาน และเหล่าอาจุมม่าที่พยายามจะพูดคุยกับเราถึงแม้จะใช้ภาษาอังกฤษไม่ค่อยได้ก้อเถอะ บางภาพ บางมุมที่แพทไม่มีโอกาสได้เห็นเวลาไปกับทัวร์ เด๋วแพทจะค่อยๆเล่าละกันนะคะ




ทริปนี้ไป 5 วัน แต่เที่ยวเต็ม 4 วัน อีก 1 วันเป็นวันเดินทางเพราะเราจะประหยัดต้องแวะต่อเครื่องด้วย ขากลับนั่งรอนอนรอ 4 ชั่วโมงที่โฮจิมินต์ อ่าน --> Spring in Seoul 1


ที่พักเราเป็นเกสเฮ้าส์ โฮสเทล อยู่ย่านมยองดง สะดวกมากมาย เดินห้านาทีก้อถึงย่านช๊อปปิ้งแล้ว พวกเราอยู่ปิดร้านเค้าทุกคืนเลยทีเดียว อ่าน --> Zaza Backpackers Hostel


ฝากกระเป๋าไว้แล้วเราก้อออกเที่ยวกันเรยค่ะ จาก Zaza นั่งรถไฟสาย4ไปหนึ่งสถานีเปลี่ยนเป็นสาย 3 ที่ Chungmoru ไปลงที่ Gyeongbokgung ออก exit 5 ถึงพระราชวังเคียงบกพอดี







ซื้อตั๋วแล้วเข้าไปชมกันเลยค่ะ











ด้านซ้าย ทางเข้าวังเดินย้อนเวลาสู่อดีต








ประตูจอนชุมมุน มองออกไปเห็นเมืองและตึกสูง






เดินเลาะรอบวังเล่นซะเมื่อยเลย แพทเองไม่ตื่นเต้นก้อเดินชิลๆตามเพื่อนไป หลายส่วนได้รับการปรับปรุง เปลี่ยนแปลงไป อย่างร้านยาด้านหน้าพิพิธภัณฑ์ก้อไม่มีแล้ว เลยไปด้านหลังก้อมีพิพิธภัณฑ์เด็ก และส่วนที่จัดแสดงจำลองหมู่บ้าน ร้านค้า รถไฟเกาหลีด้วย


















เจอน้องๆกลุ่มนี้นั่งเล่นร้องเพลงกันเสียงดังตามประสาเด็กวัยรุ่น แพทเรยเข้าไปขอถ่ายรูปด้วย พวกชีดูดีใจหัวเราะน่าเป็นยอมให้ถ่ายรูปแต่โดยดี เสร็จแล้วก้อร้องเพลงเสียงดังกันต่อไป





กว่าจะเดินมาจนถึงทางออกด้านทิศตะวันตกเล่นเอาขาลากเลยค่ะ มองทะลุประตูออกไปจะเห็น บลูเฮ้าส์ ซึ่งมีการตรวจรักษาความปลอดภัยอย่างเข้มงวด ตอนพวกแพทเดินไปถึงนั้น เห็นตำรวจเดินตรวจระเบิดเรียกว่าทุกตารางนิ้วจิงๆ รู้สึกปลอดภัยยังไงไม่รู้






เราพยายามถามทางเพื่อไปซัมชองดอง ( Samcheong-dong-삼청동) แต่เจ้าหน้าที่บอกว่าไกลมาก เรามีเวลาอีกแค่ครึ่งชั่วโมงเพื่อไปให้ทันไกด์รอบอังกฤษที่ซางด็อกกุง เรยเป็นอันต้องพับแผนไปก่อนแล้วค่อยแวะมาเก็บตอนขากลับ จากตรงนั้นเราเดินต้องเดินย้อนกลับมาจนถึงสถานี Gyeongbokgung เพื่อไป สถานี Angkuk ถัดไปอีกสถานีนึง ออก exit 3 เดินออกมาก้องงๆ เพราะยังไม่ถึงวังต้องเดินต่อไปอีก แวะถามทางที่มินิมาร์ท GS25 เลยหาอะไรง่ายๆทานกัน อยู่ที่โซลสี่วันแพททานแซนวิสทุกวันเรยค่ะ เค้านิยมขายกันเยอะทีเดียว ไม่ใช่แซนวิสแบบที่เราเห็นในเซเว่นนะคะ แต่เป็นแบบที่เค้าทำกันสดๆนะคะ มีหลายออปชั่นให้เลือก ราคาก้อแตกต่างกันไป










มีเวลานั่งพักขาแข้งไม่นานก้อถึงรอบไกด์ของเราแล้วค่ะ รอบนี้คนไม่เยอะแค่ประมาณสิบคนเห็นจะได้ เราเรยได้ยินคุณไกด์อย่างใกล้ชิดทีเดียว คุณไกด์สำเนียงดีเราเรยไม่ลำบากเท่าไร แพทจับใจความสำคัญมาได้ประมาณนี้ค่ะ

ประตูทางเข้าแบ่งเป็นสามช่อง ตรงกลางสำหรับราชวงศ์ สองข้างซ้ายขวาเป็นขุนนาง ข้าราชบริพาร






คนสมัยก่อนตัวเล็กมาก ประตูในวังสำหรับนางกำนัลหรือคนงานในวังจึงเตี้ยมากๆเรย




อาคารหรือความสำคัญของพระตำหนักแต่ละที่แสดงด้วยสัตว์วิเศษที่อยู่บนหลังคา มีตั้งแต่ 3 5 7 9 11 ยิ่งมากแปลว่าสำคัญมาก





อันนี้คือตำหนักหลักของวัง นับได้ 9 ตัวมั้ยค่ะ




ภาพวาดที่อยู่ในพระตำหนักหลักของแต่ละวัง ประกอบด้วยพระอาทิตย์และพระจันทร์ ซึ่งหมายถึง กษัตริย์และราชินี ภูเขาทั้ง 5 หมายถึงภูเขาสำคัญทั้ง 5 ของโซล แม่น้ำและต้นสน หมายถึงอายุที่ยืนยาว







อาคารในวังเป็นอาคารซึ่งใช้สี 5 สี ซึ่งสงวนไว้ใช้สำหรับกษัตริย์เท่านั้น








เตาผิงที่ฝรั่งเค้าใช้กัน คนเกาหลีเค้าก้อมีใช้กันมานานแล้วนะเอ้า




แพทเดินตามคุณไกด์มาได้จนถึงแค่อาคารนี้ซึ่งถ้าจำไม่ผิดน่าจะเป็นตำหนักที่กษัตริย์ใช้เรียนหนังสือ คุณไกด์ยืนเล่าความสำคัญอยู่พักนึง พอแพทให้นั่งเท่านั้นก้อยกก้นไปต่อไม่ไหว เรื่องราวของซางด็อกกุงของแพทจึงหมดลงเท่านี้




เราสะบักสะบอมกันมากแล้วกับสองวัง เวลายังมีแต่ลูกทัวร์เริ่มงอแงแล้วสิ เรายังต้องไปต่ออีกสองที่คือ เดินย้อนกลับไปที่ ซัมชองดอง เพื่อไปตามรอยซีรีย์ที่บุกชล และ ไปจตุรัสควางฮวามุน เดินกันแบบตุปัตุเปล่เลยค่ะ ระหว่างทางก้อเลาะเลียบริมถนนไป สารภาพว่าจับทิศทางไม่ถูกเรยทีเดียว ผ่านไปเจอ MMG cafe เข้าโดยบังเอิญดีใจมาก แต่เข้าไปแล้วรู้สึกผิดหวังเล็กน้อย มีสเตชั่นนารีไม่เยอะเท่าที่คาดไว้ ลูกทัวร์เรยพากันรีบออกมา แพทเรยอดชิมกาแฟไปตามระเบียบ









เดินมาอีกหน่อยเจอสตาร์บัค เห็นเค้าเขียนเป็นภาษาเกาหลีตอนแรกคิดว่าเดินอยู่อินซาดง ยิ่งงงเข้าไปใหญ่ ตอนหลังจึงคิดได้เองว่านอกจากที่อินซาดงแล้ว ยังมีสาขานี้อีกที่ที่เขียนชื่อร้านเป็นภาษาเกาหลี





ได้เวลาโรงเรียนเลิกแล้ว เห็นนักเรียนยืนกันเป็นกลุ่มๆหน้าโรงเรียนมัธยม ได้เห็นเด็กๆยืนทานของทอดตามร้านข้างทางด้วยเหมือนที่เห็นในซีรีย์เลยอ่ะ ดีจิงๆ








แอบยืนสังเกตว่าน้องๆเค้าทำอะไรกัน ไม่ยอมกลับบ้านกันอยู่พักนึง อยู่หน้าโรงเรียนอะไรสักอย่าง มองไปเห็นหนุ่มสาวเดินออกมาจากถนนหน้าโรงเรียนเยอะเลย พวกเราเรยอยากลองเข้าไปดู แล้วก้อตัดสินใจไม่ผิด เพราะนั่นคือ ซัมชองดองที่เราหาอยู่นี่เอง








เดินเข้าไปไกลไม่หยอกแต่ร้านรวงสองข้างทางก้อทำให้หายเหนื่อยได้เป็นระยะๆ อากาศเย็นๆอย่างนี้ โรแมนติกจิงๆ








ร้านนี้คุ้นๆมั้ยค่ะ เป็นเหมือนโลโก้ของถนนเส้นนี้เรยนะเนี่ย











เดินถึงร้านนี้แล้วขาก้อเริ่มดื้อแล้ว พวกเราเบรยตัดใจไม่เดินไปบุกชนต่อเสียดายเหมือนกันนะเนี่ย ถ้ามีเวลาอยู่โซลมากกว่านี้อีกหน่อยคงได้ไปเก็บตกกัน ถ้าอยากเห็นภาพหรือต้องการข้อมูล อ่านที่นีค่ะ --> Breathing history by walking down Seoul -gil




เราเดินย้อนกลับมาทางเดิม แล้วข้ามถนนเดินตัดสวนสาธารณะไปฝั่งตรงข้ามกับวังเคียงบกเพื่อไปเก็บจุดสุดท้ายของส่วนนี้ คือ จตุรัสควางฮวามุนค่ะ จริงๆถ้าเดินไม่ไหวแล้วเพื่อนๆอาจเอาไปรวมไว้กับวันที่จะมาเดินคลองเกชอนก้อได้นะคะ จิงๆโซนนี้แพทก้อมาทั้งสี่วันเลยนะคะ เพราะวันเดียวเก็บไม่หมด ถึงแม้ว่าจะเป็นเดือนพฤษภาแล้วแต่อากาศที่โซลตอนเย็นนี้หนาวไม่ใช่เล่นเรยนะคะ ยิ่งตอนมีลมพัดนี้สุดๆไปเรยค่ะ พระอาทิตย์ตกช้าก้อจิงนะคะทุ่มกว่าแล้วฟ้ายังไม่มืดเลยแต่นั่นหนาวกระชากใจมากๆๆ







มุดลงใต้ดินที่สถานีควางฮวามุนมาเจอร้านขายของที่ระลึกทูตท่องเที่ยวเจ้าฮะชิพอดี ร้านใหญ่เหมือนกันนะเนี่ย สถานีนี้เดินเหนื่อยเหมือนกันนะเชื่อมต่อไปออกสองข้างของถนนได้เรย




กลับมาเช็คอินที่ Zaza กันก่อน ท้องเริ่มร้องแล้วเพราะตั้งแต่ลงเครื่องเรายังไม่ได้ทานมื้อหลักกันเรย แซนวิสเริ่มหมดฤทธิ์แล้วซิ เดินวนๆอยู่ในเมียงดงสุดท้ายก้อเลือกร้านนี้ เลือกอาหารเป็นเซ็ทมีทั้งหมูไก่ซีฟู๊ด ต็อกเค้าก้อเอาผัดกินด้วยกันได้ เอามาผัดในกะทะร้อนๆ เห็นคนเต็มร้านเรยเดินเข้าไป ก้อพอกินได้นะ





พนักงานในร้านจะมาผัดข้าวให้เราด้วย พวกเราอยากลองแต่เก้ๆกังๆ น้องเค้าก้อกุลีกุจอมาคว้าทัพพีไปซะนี่




อิ่มเปล้แล้วไปเดินช๊อปปิ้งปิดท้ายและปิดร้านเค้าด้วย ฮาๆ เป็นอย่างนี้ทั้ง 3 คืนเร้ย เวลาส่วนมากหมดไปกับเครื่องสำอางค์ทั้งหลาย เดินเข้าร้านโน้นออกร้านนี้ ตลอดทางก้อได้ยินเสียงคนไทยที่มากับทัวร์เยอะจิงๆ เข้าร้านไหนก้อเจอคนไทย พนักงานในร้านนี้พูดไทยได้ด้วยเรย เสียดายไม่ได้ลองไปร้านแบบนี้เรยมีแต่รูปมาฝาก







หมดไปหนึ่งวัน กลับที่พักหลับเป็นตายที่นี่ไม่มีอ่างน้ำซะด้วยเรยอดแช่เท้าเรย




 

Create Date : 02 กรกฎาคม 2554    
Last Update : 7 กรกฎาคม 2554 7:56:38 น.
Counter : 1416 Pageviews.  

1  2  3  4  5  6  7  
 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.