- - - พาโร เมืองสำคัญเมืองหนึ่งของภูฎาน - - - ( 3)

ในที่สุดหลังจากนั่งรถ ( ทางบนเขา) จากพุนโชลิ่งมาเกือบหนึ่งวัน เราก็มาถึงพาโร เมืองที่มีสนามบิน เมืองเดียวของภูฏาน เพราะมีที่ราบระหว่างเขามากพอที่จะให้เครื่องบินลงแลนดิ้งได้ เมืองนี้มีทั้งซอง ( Dzong ซึ่งเป็นทั้งวัดและสถานที่ราชการในที่เดียวกัน ) มีพิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติ (ซึ่งไม่ได้อยู่ที่เมืองหลวง คือ ทิมพู ) มีวิวอันสวยงาม และอากาศดีมาก เราเริ่มสัมผัสอากาศหนาวและฟ้าแจ่มกันที่พาโรนี้เอง ตอนที่อยู่พุนโชลิ่งฝนตก และไม่ได้หนาวเท่าพาโร พาโรตั้งอยู่บนที่สูงกว่าพุนโชลิ่งมากมาย

วิวบางส่วนของเมืองพาโร


ระหว่างทางเราจะเห็นสะพานเก่าแก่อย่างนี้อยู่ทั่วไป


หน้าต่างอันเป็นเอกลักษณ์ของภูฎาน ภาพนี้ถ่ายในพาโรซอง


หนุ่มๆ ภูฎานเวลาเข้าวัดจะมีคับเน่ คาดทับชุด (ผ้าสีขาว ซึ่งบอกฐานะของผู้ใช้ ถ้าเป็นผู้คนในราชวงศ์จะใช้คับเน่สีเหลือง)


ลามะน้อยสององค์ นี้นั่งเล่นอยู่ในพาโรซองเช่นเดียวกัน


ซังเก ไกด์ภูฎานอีกคนของเรากำลังอธิบายภาพสังสารวัฏแบบภูฎานอย่างตั้งอกตั้งใจ


พิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติของภูฎาน ด้านในเขาห้ามถ่ายรูป
มีของน่าดูมากมาย ถ้าใครสนใจพุทธศานาแบบวัชรยาน
ตื่นตาตื่นใจแน่ค่ะ



เอารูปนี้มาฝากสำหรับคนที่ถามหาเจ้าชายจิกมี่ ที่คิชูซองเมืองพาโร เราเข้าไปชมด้านในของซองไม่ได้ เพราะสมเด็จแม่ของเจ้าชายเสด็จมาทรงทำสมาธิอยู่ด้านใน จขบ.เลยถ่ายปอร์เช่คันนี้ รถยนต์ที่ประทับของสมเด็จแม่มาฝาก ป้ายทะเบียนรถภูฏานใช้สีแดงค่ะ


โรงแรมที่พักที่พาโร


อาหารหลักของคนภูฎาน พริกผัดกับชีส คนภูฎานนิยมกินมันฝรั่ง กินชีส เพื่อสู้กับอากาศหนาว



ภาพแถม หมาภูฎาน ( ไม่ค่อยได้เห็นแมวแฮะ เห็นแต่หมา) คนภูฎานให้ความสำคัญกับหมามาก พวกเขาเชื่อว่าภพก่อนๆ ของมนุษย์เรานั่น คนเราเกิดเป็นสัตว์ต่าง ๆ มาก่อน ภพสุดท้ายก่อนที่จะเป็นมนุษย์คือหมานี่เอง ( ถ้าใครมาด่า เราว่าไอ้ชาติหมา ไม่ต้องโกรธนะคะ 555 )

ป.ล. ใครที่โอดครวญว่าไม่ได้ดูภาพสาวๆ รอดูที่เมือง
ทิมพูนะคะ ที่พาโรนี่ส่วนใหญ่เราไปเที่ยวซอง ( ซึ่งเป็นทั้งวัดและสถานที่ราชการ ) ไม่ได้เห็นสาวๆ เลยน่ะ เห็นแต่ชายหนุ่มและลามะ




 

Create Date : 16 ตุลาคม 2549   
Last Update : 31 สิงหาคม 2557 17:42:07 น.   
Counter : 1650 Pageviews.  

- - - พุนโชลิ่ง เมืองชายแดนภูฎาน - - - (2)

ดินแดนภูฎานที่ จขบ. ได้ไปเหยียบเป็นเมืองแรกคือเมือง
พุนโชลิ่งนี่เอง เป็นเมืองทางใต้ของภูฎานติดกับประเทศอินเดีย ความที่เราไปเที่ยวสิกขิม อินเดียกันมาก่อน เราจึงนั่งรถเข้าภูฎานจากเมืองชายแดน ไม่ได้บินตรงไปลงที่พาโร ( เมืองสนามบินของภูฎาน ) ใครที่จะไปเที่ยวภูฎาน ถ้าไม่ชอบนั่งรถนานๆ (เป็นวันๆ ) แนะนำว่าให้เลือกทริปบินตรงไปเลยนะคะ ทางจากพุนโชลิ่งไปพาโรเป็นเขาสูง วิวข้างทางแม้จะสวยมาก แต่ก็อันตรายมากเช่นกัน เพราะข้างทางจากพุนโชลิ่งไปพาโรวิวบางช่วงมองลงไปเป็นเหวล้วนๆ ที่ระดับความสูง 2600 กว่าเมตร (สูงกว่าดอยอินทนนท์อีกค่ะ )

เอาล่ะ ไปเที่ยวพุนโชลิ่งกัน

สัญลักษณ์ข้ามประเทศ เราข้ามประเทศจากอินเดียเมืองเจนกอน เข้าสู่พุนโชลิ่งของภูฎานโดยนั่งรถผ่านประตูนี้ ก่อนข้ามก็ไปปั๊มตราออกจากเมืองอินเดียที่ด่าน ต.ม ของอินเดียเสียก่อน ก่อนจะนั่งจี๊ปฉิวข้ามประตูนี้มา




ดูจากบ้านใกล้ๆ โรงแรมที่พัก คนพุนโชลิ่งฐานะดีค่ะ นี่เป็นอพาร์ทเม้นท์ที่สะอาดสะอ้าน และค่อนข้างใหม่ มีมินิมาร์ทเล็กๆ อยู่ข้างล่างด้วย



โรงแรมที่พักอยู่ใกล้โรงเรียน ตื่นเช้ามาโผล่ออกไปนอกหน้าต่าง เห็นเด็กๆ เดินไปโรงเรียนกันเป็นแถวๆ จขบ.ไม่รอช้ารีบวิ่งหยิบกล้องออกไปถ่ายรูปทันใด รูปข้างล่างนี้เข้าไปถ่ายถึงในห้องเรียน



ชุดนักเรียนเด็กผู้หญิง เด็กคนกลางหน้าเหมือนตุ๊กตาจีน แต่ท่าทางเฮี้ยวสุด



เด็กโตมาหน่อย ถามไถ่ว่าเรียนอยู่เกรด 12 ถือกระปุกข้าวไปโรงเรียนด้วย น่ารักจริงๆ


สามคนนี่มาด้วยกัน เลยโดน จขบ.ยิงด้วยกล้อง


ตอนถ่ายรูปนี้ก็คิดว่า เขาเป็นคู่รักกันหรือเปล่าหนอ



บ้านภูฎานมักตกแต่งด้วยสัญลักษณ์มงคลแปดอย่าง หลังนี้เป็นหนึ่งในแปดคือดอกบัว (ที่มองเห็นตรงชั้น 2 จากด้านบน )



นี่เป็นอาหารที่ จขบ.เจอในทุกโรงแรมของภูฏาน คือมันฝรั่งต้มกับนมจืดและเนย รสชาติคล้ายๆ มันฝรั่งทานกับ white sauce ของสปาเก็ตตี้ แต่จืดๆ กว่า ( วันหลังจะเอารูปอาหารประจำชาติของภูฎานให้ดู คือพริกผัดกับชีส ) บางที่ใส่เห็ดปนกับมันฝรั่งด้วย มันฝรั่งของภูฏานอร่อยมาก



ร้านอาหารที่เราแวะดื่มชา ระหว่างทางไปเมืองพาโร ตรงฝาผนังของเขามีรูปกษัตริย์องค์ปัจจุบัน และกษัตริย์ในอนาคตอันใกล้ เกือบทุกร้านอาหาร มีรูปกษัตริย์ติดอยู่ค่ะ


ไกด์และคนขับรถของทริปเรา (คนขับรถคือคนที่ใส่แว่น ) ที่นี่เราใช้รถบัสเล็กเป็นพาหนะ ไม่ใช่รถจี๊ปเหมือนสิกขิม


วิวบางช่วงระหว่างทางไปพาโร ช่วงที่รถไต่ขึ้นที่สูงมากๆ จขบ.มักจะสงสัยว่า ที่เราเห็นอยู่ข้างๆ รถเป็นหมอก หรือ เมฆกันแน่


คราวหน้าจะพาไปเที่ยวพาโร เมืองสำคัญเมืองหนึ่งของภูฎานค่ะ




 

Create Date : 12 ตุลาคม 2549   
Last Update : 31 สิงหาคม 2557 17:42:53 น.   
Counter : 1845 Pageviews.  

- - - สิกขิม ภูฎาน (1 ) - - -

กลับมาแล้วค่ะ จขบ.หนีอากาศแย่ๆ ของกรุงเทพไปทำงานที่อื่นมา 10 วัน ไปสิกขิมกับภูฏานมาค่ะ อากาศทั้งสองที่ดีมาก แม้ที่สิกขิมฝนตกเล็กน้อย แต่อากาศดีจริงๆ ค่ะ
ช่วงที่เราไปเป็นปลายฝนต้นหนาวทั้งของสิกขิมและภูฎาน

เริ่มที่สิกขิม เราไปเมืองกังต็อคเป็นเมืองแรก ( กังต็อคเป็นอดีตเมืองหลวงของแคว้นสิกขิม แต่เดิมสิกขิมเป็นรัฐอิสระ มีกษัตริย์และการปกครองเป็นของตัวเอง ต่อมาโดนดินเดียยึดครอง ตอนนี้สิกขิมถูกผนวกเป็นของอินเดีย )

บางส่วนของเมืองกังต็อคมองจาก เคเบิลคาร์ ทั้งเมืองตั้งอยู่บนเนินเขา วิวสวยดีค่ะ



ย่านการค้าของเมืองกังต็อค



อาคารที่ทำงานของหน่วยงานของรัฐมืองกังต็อค



พาหนะที่พาเราท่องทั่วสิกขิม รถจิ๊ปโฟร์วิล ความที่สิกขิมตั้งอยู่บนเนินเขา เราต้องใช้รถขับเคลื่อนสี่ล้อเป็นพาหนะหลัก



ร้านอาหารเช้าของเมืองกังต็อค คนที่นี่นิยมทานขนมหวาน (จัด) กับชาเป็นอาหารเช้า



ร้านขายของชำของที่นี่ จะติดเรทราคาของขายอย่างชัดเจน อย่างเช่น น้ำตาล ( Dal ที่เห็นในป้ายคือถั่ว )


อาหารกลางวันมื้อหนึ่งที่เมืองกังต็อค มีแผ่นจาปาตี (คล้ายๆ โรตี) แกงถั่ว และแกงมันฝรั่ง พร้อมทั้งแกงชีส เป็นอาหารหลัก)



ธงมนตรา บูชาภูเขา ใกล้ๆ โรงแรมที่พัก ภาพนี้ถ่ายตอนมืดแล้วค่ะ


ลามะ ที่วัดรุมเต็ค วัดพุทธศาสนาฝ่ายมหายาน นิกายตันตระ ที่เมืองกังต็อคเช่นกัน




คราวหน้าจะพาไปเที่ยวภูฎาน ที่นี่ จขบ. ทราบข่าวการแต่งตั้งนายกฯ คนใหม่จากทีวีของภูฏานนี่เอง




 

Create Date : 10 ตุลาคม 2549   
Last Update : 31 สิงหาคม 2557 17:45:09 น.   
Counter : 1872 Pageviews.  

เดวิดแห่งนครฟลอเรนซ์

จริงๆ ในบรรดาสามสี่เมืองของทริปการท่องอิตาลีครั้งนั้น เมืองที่ประทับใจดิฉันและเที่ยวอยู่นานที่สุดนี่คือ ฟลอเรนซ์ หรือชื่อในภาษาอิตาลีว่า ฟิเรนเซ่ เมืองนี้ล่ะค่ะ เพราะที่นี่ไม่ว่าจะเดินไปซอกมุมไหน ตรอกเล็ก ซอกน้อยเราก็จะเห็นงานศิลปะเต็มไปหมด ทั้งสถาปัตยกรรม จิตรกรรม ประติมากรรม ฯลฯ เดินไปตรงไหนก็ต้องเจอกับปราสาท มิวเซียม โบสถ์ วิหาร แม้แต่ถนนของเขาดิฉันยังรู้สึกว่ามีคุณค่าเลยค่ะ เพราะเขาอนุรักษ์ถนนสมัยศตวรรษที่ 17 เอาไว้ เวลาเดินไปก็รู้สึกว่านี่เป็นถนนที่ไมเคิลแองเจโล มาคิคาเวลลี บอตติเชลลี่ ดังเต้ ฯลฯเคยเดิน
ประติมากรรมเลื่องชื่อของเมืองนี้ นี่ค่ะ เทพบุตรกรีกคนนี้เลย ฝีมือไมเคิลแองเจโลเขาล่ะ



อันนี้ของจริงตั้งอยู่ในแกลเลอรีที่มีชื่อว่า Galleria dell ' Accademia (ตรงข้ามกับแกลเลอรีมีร้านหนังสือเก่าที่ดิฉันชอบมาก เคยเขียนไว้ในพ็อคเก็ทบุ้คชื่อร้านหนังสือรอบโลก รวมงานเขียนเกี่ยวกับร้านหนังสือจากทั่วโลก โดยนักเขียนหลายคน )

ที่บอกว่าของจริงเพราะที่เมืองนี้มีประติมากรรมเดวิดแบบไมเคิลแองเจโลตั้งอยู่ 3 ที่ อันนี้อีกที่หนึ่ง


เขาทำไว้เหมือนเป็น View Point อันนึงอ่ะค่ะ ไม่ใช่ฝีมือของไมเคิลแองเจโล

แต่เดวิดที่ดิฉันชอบมาก กลับไม่ใช่เดวิดของไมเคิลแองเจโล แต่เป็นเดวิดของศิลปินอีกคนคือ Donatello ซึ่งใช้โลหะบรอนซ์สีดำ นับว่าเป็นความกล้าหาญที่จะแตกต่างจากศิลปินในยุคเดียวกัน แต่เหตุผลที่ดิฉันชอบก็เพราะเดวิดของโดนาเทลโลดูขี้เล่นและเป็นมิตรกว่า เดวิดของไมเคิลแองเจโลที่ดู "แมน" มากเกินไป



แลนด์มาร์คของเมืองนี้คือที่นี่ค่ะ มหาวิหารประจำเมือง เรียกสั้นๆว่า Duomo ทุกวันที่ฟลอเรนซ์ดิฉันจะเริ่มต้นเดินเที่ยวจากตรงนี้ ดิฉันเริ่มต้นเที่ยวแต่ละวันด้วยการทำแซนด์วิชจากครัวของบ้านเพื่อน แล้วค่อยซื้อไวน์ขวดเล็กจากร้านที่เดินผ่านกินกับแซนด์วิช (ประหยัดค่าอาหาร แต่บางวันก็ไปแอบไปกินหรูหรามาเหมือนกัน ) นั่งรถเมล์จาก อพาร์ทเม้นท์ของเพื่อนมาลงที่หน้ามหาวิหารอันนี้ ก่อนที่จะค่อยเดินลัดเลาะซอกเล็กซอกน้อยของเมือง (โดยใช้แผนที่และหนังสือไกด์บุ้คประกอบการเดินเที่ยว ) ไปมิวเซียมต่าง ๆ ปราสาทอื่นๆ แล้วพอเย็นย่ำถึงค่อยเดินกลับมาที่หน้าดูโอโมอีกครั้งเพื่อขึ้นรถเมล์กลับอพาร์ทเม้นท์เพื่อน ถ้าวันไหนหลงๆ ก็จะมองหายอดโดมของมหาวิหารนี้ไว้ก่อน แล้วหันหน้าเดินกลับมาทางนั้น


ยอดโดมที่เห็นนั้น ขึ้นไปได้นะคะ มองเห็นเมืองฟลอเรนซ์จากมุมสูง ถ้าใครอ่านนิยายญึ่ปุ่น Blu กับ Rosso ที่พระเอกกับนางเอกเขานัดไปเจอกันน่ะค่ะ ดิฉันก็ปีนขึ้นไปมาแล้ว

ด้านหน้า Duomo ช่วงที่ไปเที่ยวเป็นช่วงเดือนธันวาคมอ่ะค่ะ อากาศหนาวมากแถมบางวันฝนตกด้วย กว่าจะออกจากบ้านได้แต่งตัวกันยาวนาน ลองจอห์น ไว้ชั้นในสุด เสื้อยืดอีกสามตัว เสื้อโค้ด ถุงมือ ถุงเท้า หมวก ร่ม และไวน์ขวดเล็ก (ที่ต้องติดเป้ไว้กันหนาว อิอิ)



เห็น rebel พูดถึง ฮันนิบาล ฉากที่ฮันนิบาลพูดถึงบ่อยคือหอคอยเวคคิโอ หอคอยอันสูงแหลมๆ นั่นแหล่ะค่ะ ส่วนตึกสองข้างที่เห็นเป็นตึกของอุฟฟิซี่ มิวเซียมที่เก่าแก่เป็นอันดับสองของโลก ภายในมิวเซียมมีรูปเลืองชื่อหลายรูป อย่างผลงานของบ็อตติเชลลี่ รูปนี้ถ่ายจากหน้าต่างของอุฟฟิซี่มิวเซียมค่ะ


อันนี้ของแถม ไม่ได้อยู่ที่ฟลอเรนซ์ แต่อยู่ที่เมืองปิซ่า
หอเอนอันโด่งดังไงคะ


ป.ล. 1 สิ่งที่ชอบอีกอย่างของเมืองนี้คือเครื่องดื่มผสมอัลกอฮอล์ที่ชื่อว่า Lemoncello และเครื่องดื่มหลังอาหารที่ชื่อ Grappa วันก่อนไปเห็นเหล้ากรัปป้าผสมช็อคโกแล็ตที่วิลลามาร์เก็ตสาขาสุขุมวิท ยังไปยืนน้ำลายสออยู่เลยค่ะ อิอิ

ป.ล.2 สิ่งทีค้นพบอีกอย่างเวลาไปเที่ยวก็คือ สิ่งที่ไม่ได้ตั้งใจจะไปชมตั้งแต่แรก แต่กลับทำให้เราประทับใจมากมายอย่างร้านอาหารเล็กๆ เทวดาตัวเล็กตัวน้อยใน
มิวเซียม และพบว่าเมืองนี้ไม่ใช่มีศิลปินเฉพาะแค่ไมเคิลแองเจโล และดาวินชี่ แต่ก็ศิลปินคนอื่นๆ ที่มีผลงานสวยงามและผลิตงานชิ้นเยี่ยมๆ อย่าง Donatello Masaccio ฯลฯ




 

Create Date : 06 พฤศจิกายน 2548   
Last Update : 31 สิงหาคม 2557 17:46:28 น.   
Counter : 3913 Pageviews.  

ไมเคิลแองเจโล...และงานของพระเจ้า ที่กรุงวาติกัน

คราวที่แล้วพูดถึงที่อยู่ของพระเจ้า เลยคิดถึงผลงานของพระเจ้าที่เคยไปเห็นมา ปีก่อนหน้าที่จะไปอินเดีย ดิฉันได้ไปเจออากาศหนาวเหน็บที่ประเทศในฝันอีกประเทศหนึ่งมาค่ะ อิตาลี ดินแดนแห่งศิลปะ ประเทศนี้มีเรื่องให้เล่ามากมาย โดยเฉพาะเรื่องศิลปะ
จำได้เป็นอย่างดีว่า วันที่วางแผนไว้ว่าจะไปวาติกัน ตื่นแต่เช้าตรู่ เพราะรู้ว่าจะต้องไปต่อแถวยาวเพื่อเข้าชมกรุงวาติกัน นั่งรถไฟใต้ดินที่แน่นเอี๊ยดด้วยว่าเป็นเวลาที่ชาวโรมต้องออกไปทำงานกัน ขนาดดิฉันไปถึงเช้ามาก ยังต้องรอคิวพอสมควร นักท่องเที่ยวเยอะจริงๆ กรุงวาติกันนี้มีอะไรให้ดูเยอะไปหมด แต่ที่ดิฉันหมายมาดไว้ คือ
วาติกันมิวเซียม , Sistine Chapel และมหาวิหาร St.Peter

ด้านหน้ามหาวิหาร รูปนี้ถ่ายจากด้านข้าง ตอนที่นั่งมองจากตรงนี้ ยังคิดว่าจะเดินถึงประตูวิหารถึงไหมเนี่ยะ เพราะไกลมาก เวลาที่มีพิธีกรรมสำคัญๆ ที่เกี่ยวกับคริสตจักร คริสตศาสนานิกชน จะมาที่ชุมนุนกันตรงนี้อย่างเนืองแน่น



ภาพจากมุมสูง มองจากยอดโดมของมหาวิหาร


ภายในมหาวิหาร มีประติมากรรมชิ้นสำคัญของไมเคิลแอง เจโล คือ The Pieta (ไว้จะพูดถึงในคราวต่อไปนะคะ)

แต่วันนี้จะพาไปดูงานรังสรรค์ของพระเจ้าที่อยู่ใน Sistine Chapel ซึ่งน่าจะเป็นสถานที่ที่มีชื่อเสียงมากที่สุดในกรุงวาติกัน เพราะวิหารเล็กๆ แห่งนี้ทั้งเพดานและฝาผนังทั้งสามด้าน มีจิตรกรรมเลื่องชื่อของไมเคิลแองเจโล บัวนารอตติ ตรงเพดานมีภาพนี้ค่ะ The Creation of Adam ไมเคิลแองเจโลวาดภาพนี้ในปี ค.ศ. 1512


รูปนี้เอามาจากเว็บนะคะ เพราะในวิหารนี้ห้ามถ่ายรูป

ดิฉันตื่นเต้นมากที่ได้ไปเห็นภาพนี้ เพราะอยากเห็นงานของไมเคิลแองเจโลด้วยตาตัวเอง ไม่ได้ดูผ่านภาพถ่าย
บรรยากาศตอนที่ดิฉันเข้าไปดูก็ขรึมขลังมากค่ะ โชคดีที่เข้าไปวิหารนี้ตอนมีคนไม่มาก บรรยากาศเงียบสงบ มีกลุ่มคนเล็กๆ ที่ดูน่าจะเป็นนักวิชาการชาวอิตาลี พากันตีความและพูดคุยกันเงียบๆ เสียดายที่ฟังภาษาเขาไม่ออก คนอื่นๆ ก็นั่งบ้าง ยืนดูบ้าง ดูกันเงียบๆ น่ารักมาก
ภาพเบื้องหน้าสวยงามขนาดนี้ แต่เบื้องหลังภาพนี้ไมเคิลแอลเจโลใช้เวลาวาดอยู่สี่ปี และวาดตอนวิหารสร้างเสร็จแล้ว เขาจึงต้องใช้นั่งร้านโยงขึ้นไปนอนวาด มิหนำซ้ำยังถูกกดกันจากพระสันตะปาปาในยุคนั้นให้วาดเสร็จโดยเร็ว บ้างก็ว่าสีมักไหลมาเข้าตาเขา บ้างก็ว่าการวาดภาพบนเพดานนี้ทำให้เขากลายเป็นคนคอแข็ง เพราะต้องนอนนิ่งๆ วาดภาพนี้อยู่นาน เมื่อเขาวาดเสร็จผลงานของเขาก็กลายเป็นตำนานให้คนรุ่นหลังต่อมาจริงๆ เพดานทั้งสามด้านของยังมีภาพอันสวยงามที่ไมเคิลแองเจโลรังสรรค์อีกหลายชิ้น

ไมเคิลแองเจโล บัวนารอตติ ( ค.ศ.1475-1564 )


ทริปอิตาลีครั้งนั้น เป็นทริปที่ประทับใจดิฉันมาก โดยเฉพาะที่ ฟลอเรนซ์ นครที่ประวัติศาสตร์และศิลปะมีชีวิต
ไว้จะเล่าให้ฟังต่อนะคะ




 

Create Date : 04 พฤศจิกายน 2548   
Last Update : 31 สิงหาคม 2557 17:47:44 น.   
Counter : 6542 Pageviews.  

1  2  3  

grappa
Location :
กรุงเทพ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 8 คน [?]




New Comments
[Add grappa's blog to your web]