ความรักที่เหมือนโดนสวรรค์กลั่นแกล้ง

ประสบการณ์รักอันแสนว้าเหว่ เมื่อคิดจะรักใครก็ทุ่มเทรักไปหมดทั้งใจ แต่ก็กลับมาเพียงความเหงาที่ต้องอยู่ตัวคนเดียวทุกที จีบหญิงมา 5 คน แห้วหมดเฮ้อ คนแรกเรียนโรงเรียนเดียวกันตอนม.๔จะเรียกว่ารักแรกก็ได้ เป็นครั้งแรกที่หัวใจบอกว่ากำลังมีความรัก ตอนแรกก็ลังเลเหมือนกันว่าจะจีบดีไหมเพราะเธออยู่ห้อง ๑ การเรียนก็ดีแถมยังสวยน่ารัก ส่วมผมอยู่ห้องโหล่ค่อนข้างโง่นิดๆ จะเทียบเป็นคนเดินดินที่ไปหลงรักนางฟ้าก็ได้ แถมยังจีบไม่เป็นไม่รู้ว่าจะบอกรักเธอยังไง ก็เขียนจดหมาย เขียนกลอนส่งไป จะส่งด้วยตนเองก็ไม่ได้ ไม่รู้ว่าโชคดีหรือไม่ เพื่อนดันเอาไปอ่านจนเธออายไม่สบตา พอผ่านไปเดือนก็เรื่องก็ซาลง ก็หวังว่าอยากจะเริ่มจีบเธอใหม่รวบรวมความกล้าไปบอกรักเธอ แต่เธอก็มีแฟนแล้ว วันแรกที่เห็นเธอเดินกับเขาด้วยกัน แทบอยากจะร้องไห้ออกมาตั้งแต่ตอนนั้นแต่ก็ร้องไม่ได้เพราะเธอข้ามาคุยกับผมเรื่องห้องที่เธอต่อไป ก็ได้แต่ความใจและร่าเริงคุยกันไปเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น พอได้อยู่คนเดียวน้ำตาก็ซึมออกมา กว่าจะเป็นปกติก็ปาไปหลายเดือน

คนที่สองก็หลังจากทำใจจากคนแรกน่าจะสัก ๒ - ๓ เดือน ก็ไม่รู้ว่าไปรักเธอยังไงตรงไหน หน้าตาก็ดูดีไม่ถึงกับสวยมากนัก ทีแรกก็ไม่ได้ตั้งใจจะจีบเธอเลยก็จะจีบเพื่อนเธอมากกว่า ก็ยังงงอยู่ว่าไปหลงรักเธอได้ยังไง กว่าจะมารู้ตัวเองว่าที่รักเธอนั้นเพราะเป็นคนจีบยาก ก็มีประสบการณ์ผิดหวังจากคนแรกมาแล้วก็พอจะจีบเป็นอยู่บ้าง และคิดว่าการที่ได้อะไรมายากๆเราก็จะเห็นคุณค่าของมัน ทีแรกก็อยากจะแค่จีบเล่นๆ พอรู้ตัวอีกทีก่อนตกหลุมรักเธอไปแล้ว ตามจีบเธอก็หลายปีตั้งแต่ม.๕ ยันถึงตอนนี้รู้อยู่ว่าเธอมีแฟนแล้วแต่ยังตัดใจลืมไม่ลง และคงเหมือนว่าฟ้าจะกำหนดให้ผมกับเธอต้องอยู่ไกลกันจะได้เรียนมหาวิทยาลัยเดียวกันได้ คะแนนของผมอีกไม่ถึง ๕ คะแนนก็จะได้เรียนที่เดียวกับเธอแล้ว

คนที่สามพบเธอครั้งแรกตอนปีหนึ่งเราอยู่คณะเดียวกัน ก็งงๆเหมือนกันว่าไปรักเธอตอนไหน จะคล้ายๆคนที่ ๒ แต่ต่างกันที่ว่าทุ่มเทแสดงว่าจริงใจตั้งแต่ครั้งแรกที่รู้ว่ารักเธอ สาวเจ้าก็ไม่ได้เลย ไปๆมาๆก็มีแฟนแล้ว แฟนเธอก็เพื่อนเราที่คณะเดียวนี่เอง ตอนนั้นก็อิจฉามันนิดๆเพราะออกแนวเกย์นิดๆเธอเอามาเป็นแฟนได้ไงก็ไม่รู้ แต่ก็ยังดีที่ว่าตอนนั้นยังรักเธอไม่มากก็เป็นเพื่อนกันได้แต่พอรู้ว่าเธอเลิกกันแล้วพยายามจะจีบอีกครั้งตอนนั้นอยู่ปี ๒ แล้ว อีก๔ - ๕เดือนต่อมาเธอก็มีแฟนเป็นรุ่นน้องที่คณะ ครั้งหลังนี้เรียกได้ว่าพยายามรักเธอทุ่มเทให้มากกว่าเดิม ก็หวังว่าเธอจะมาสนใจบ้างแต่ก็ไม่เลย เธอบอกว่าต้องการเป็นเพียงเพื่อนกันจะดีกว่า ก็ไม่เป็นไรแค่นี้ผมก็พอใจแล้ว

คนที่สี่ เรียกได้ว่าใกล้เคียงที่จะได้เป็นแฟนกันมาก เธอเป็นรุ่นน้องที่คณะเดียวกันหลังจากผมย้ายคณะแล้ว ผมจะเธอที่วิชาเรียนวิชาหนึ่ง พอเจอกันครั้งแรกก็ชอบเลยทีแรกก็พยายามไม่สนใจเพราะจะเจอกันแค่เทอมเดียวกลัวว่าจะไม่ได้เจอกันอีก แต่ก็อะไรๆก็เป็นใจ อาจารย์ให้จับกลุ่มกันให้ทำรายงานจนจบเทอมแถมเพื่อนจอมแซวก็ไม่ได้เรียนด้วยกันด้วย ก็ตามสเต็ปเลยทักทาย ถามชื่อ ขอเบอร์โทร แล้วก็พยายามโทรไปหาบ่อยๆ และก็อ้างถามรายงานวันนี้เรียนอะไรบ้าง จนรู้วันเกิดเธอ ถ้ามีเวลาอีกนิดอาจจีบติดแล้วก็ได้ แต่วิชานั้นเป็นเทอมสุดท้ายของเธอส่วนเรายังค้างอีก ๒ เทอม พอเรียนจบเธอก็กลับบ้านที่สมุทรปราการเลย หลังจากนั้นก็ยังโทรคุยกันอยู่บ้าง จนวันหนึ่งวันที่โทรไปหาเธอ ถามว่าตอนนี้ทำงานที่ไหนเธอก็บอกว่าเตรียมตัวไปเรียนต่อที่ออสเตรเลีย พอได้ยินก็แทบช็อกเพราะไม่รู้ว่าจะได้เจอกันอีกเมื่อไร ทีเแรกกะว่าถ้าเรียนจบจะไปหางานที่กรุงเทพทำเพื่อที่จะได้อยู่ใกล้ๆเธออีกครั้ง แต่หลังจากนั้นก็โทรไปก็ไม่ติดอีกเลยพยายามโทรไปหาทุกๆสัปดาห์เหมือนคนบ้าทั้งๆที่รู้อยู่แล้วว่าโอกาสที่จะได้เจอกันอีกครั้งยากมาก ไม่รู้ว่าเธอจะเรียนจบวันไหนปีไหน โทรไปครั้งสุดท้ายก็รู้ว่าเธอไม่ได้ใช้เบอร์นี้แล้ว แต่ก็ยังพยายามที่จะหาเธอท่ามกลางประชากร ๔ - ๕ ล้านคนในกรุงเทพ ขอเพียงได้เจอเธออีกสักครั้งไม่ว่าเธอจะมีใครแล้วก็ตาม ก็มีความสุขแล้ว

คนสุดท้ายผมพึ่งได้แห้วจากเธอไม่กี่วันนี้เอง จริงควรจะเป็นคนที่ ๔ แต่ว่าในตอนนั้นเธอมีแฟนแล้วและก็ได้แค่ขอเป็นเพื่อนกัน ก่อนหน้านี้ก็โทรคุยบ้างแอบจีบบ้างนิดๆแต่ก็ไม่ได้หวังอะไรมาก เจอเธอล่าสุดก็ตอนงานรับปริญญาตอนนั้นเธอก็ยังมีแฟนอยู่ผมกับเธอก็คุยกันตามประสาเพื่อน ผมมีความหวังอีกครั้งตอนที่รู้ว่าเธอเลิกกับแฟนแล้ว ตอนนั้นเธอยังเรียนอยู่ ป.โทและพอเลิกกับคนเก่าก็ไม่สนใจใครเลยเพราะต้องการเรียนให้จบก่อน พอเธอจบแล้วและได้ทำงานที่ธนาคารตอนนั้นผมก็เริ่มจีบเธอ แต่ก็เหมือนสววรค์กลั่นแกล้งยังไงก็ไม่รู้เธอทำงานธนาคารที่ลำพูนส่วนผมทำงานที่กรุงเทพ กว่าจะรู้ว่าเธอเลิกกับแฟนเก่าผมก็ได้งานที่กรุงเทพแล้ว พยายามจะจีบเธอโทรไปหาวันเว้นวัน มากสุดก็ 3 วันครั้ง แอบบอกนิดๆว่าเราชอบเธอหลงรักเธอช่วงปีใหม่ผมได้กลับบ้านก็พยายามโทรชวนเธอไปดูหนังไปเที่ยวที่นั้นที่นี้ แต่ก็เหมือนมีอะไรมาขัดขวางเพราะเธอก็ได้ไปเที่ยวกับญาติกว่าจะกลับมาผมก็ต้องกลับมาทำงานที่กรุงเทพพอดี หลังจากนั้นก็ยังโทรหากันอยู่เป็นประจำ แต่ก็แทบช็อกหลังจากครั้งล่าสุดที่โทรไปหาเธอปรากฏว่าเป็นเสียงผู้ชายรับทีแรกก็ทำใจดีไว้ ขอสายคุยกับเธอ และก็พูดแซวเล่นๆว่า "เมื่อกี้แฟนรับหรอ" เพียงคำพูดเธอพูดกลับมาว่า "ใช่แล้ว" หน้าผมซีดในทันใด ทั้งๆที่ทำใจไว้บ้างแล้วว่าการที่คนที่เรารักอยู่ไกลกันการที่จะจีบใครสักคนเพียงแค่ทางโทรศัพท์โอกาสผิดหวังสูง แต่ให้ได้อยู่จังหวัดเดียวก็ก็ยังยากเลย แต่เพียงคำพูดนั้นของเธอมือถือผมแถบจะหลุดออกจากมือ พยายามตั้งสติพูดเฉไฉเรื่องอื่นพูดไปเหมือนว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้น

๕ ครั้งที่จีบใครแล้วและผลกลับมาคือต้องอยู่คนเดียวกอดหมอนข้างคนเดียวเหมือนเดิม วันวาเลนไทน์เห็นใครๆที่หอพัก เดินกันออกไปเป็นคู่ๆแต่ผมก็ได้แต่นั่งเล่มเกมคนเดียวที่หอ เล่นไปก็เหงาไปเกมส์จะสนุกขนาดไหนก็ยังหวังไว้เพียงสักวันผมจะได้มีคู่เดินเคียงค้างเหมือนกับคนอื่นๆบ้าง อายุ๒๕ กับการที่เมื่อรักใครแล้วทุ่มเทรักให้ทั้งหมดหัวใจ สัญญากับตัวเองว่าถ้ามีแฟนแล้วจะไม่ทำให้เธอผิดหวังเสียใจ ตอนนี้เป็นเพียงคนโสดที่เยังรอใครสักคนที่จะเป็นคู่แท้ของเราต่อไป ไม่รู้ชาติที่แล้วเป็นขุนแผนหรืออย่างไร ชาตินี้ถึงไม่ได้สมหวังกับความรักเลย ก็ได้แต่หวังว่าใครสักคนบนฟ้าจะเกิดความสงสารบันดาลให้ผมเจอเธอคนนั้นเสียที




 

Create Date : 19 มกราคม 2552   
Last Update : 19 มกราคม 2552 10:41:14 น.   
Counter : 400 Pageviews.  


การ์ตูนญี่ปุ่น สอนอะไรให้เราบ้าง ???

ผมคิดว่าหลายคนเคยอ่านการ์ตูนญี่ปุ่นมาแล้วอยาจะถามว่าคุณได้อะไรจากการ์ตูนญึ่ปุ่นบ้างสำหรับผมเท่าที่อ่านแล้วสามารถแยกได้ดังนี้

1 ในการ์ตูนเขาสอดแทรกการสอนให้ผู้อ่านให้มีความเป็นชาตินิยม สังเกตได้จากการ์ตูนหลายๆเล่ม จะมีการสอนให้ภูมิใจในชาติพันธ์ของตนเองเช่นตัวการ์ตูนจะแต่งชุดกิโมโน ใส่เกี้ยะ หรือ ชุดประจำชาติ และยังมีการรณรงค์ให้ใส่และไม่ว่าจะไปที่ไหนให้ภูมิใจในความเป็นญี่ปุ่นและสำนึกแก่ตัวเองอยู่เสมอที่จะไม่ทำอะไรให้เสียหายไปจนถึงประเทศ

2 มีการปลูกฝังให้รักวัฒนธรรมของชาติตนเอง เช่นการชงชา ประเพณีพื้นเมืองต่างๆหลายเรื่องก็จะมีสอดแทรกไม่ว่าจะเป็นประเพณีที่ไหนมักจะให้ความสำคัญเสมอ หรือแม้แต่ศิลปะการต่อสู้ไม่ว่าจะเป็น ยูโด คาราเต้ก็มักจะมีวีรบุรุษที่เก่งกาจและเป็นที่ใฝ่ฝันว่าอยากจะอยู่หรือไปให้ถึงจุดๆนั้นทำให้เด็กๆมีแรงบรรดาใจที่อยากจะทำแม้จะยากแค่ไหนก็ตาม

3 การต่อสู้แข่งขันไม่ว่าจะการตูนเรื่องไหนๆก็จะมีการต่อสู้เพื่อชิงบางสิ่งบางอยากที่เป็นการสมมติที่ยิ่งใหญ่ที่สุดที่ต้องคว้ามาได้ ตัวการ์ตูนพระเอกบางครั้งก็ดูธรรมดาๆแต่ก็จะมีความสามารถแฝงและเมื่อได้โอกาสก็จะใช้ความสามารถนั้นๆฝ่าฝันไปโดยฝีมือที่แท้จริง แต่พวกตัวร้ายก็จะเก่งกว่าไปซะทุกอย่าง บางครั้งพระเอกก็อาจจะท้อแท้สิ้นหวังหรือใกล้ตายแต่ก็มักจะมีปฏิหารย์ที่จะกลับมาและจัดการเพื่อผดุงความยุติธรรม จะสมมติง่ายๆเช่นเรื่องโดเรมอน โนบิตะใครๆก็รู้ว่าเป็นเด็กที่ข่อนข้างโง่ทำอะไรก็ไม่เก่ง ก็มักจะแพ้ไจแอนท์ด้านกำลัง แพ้ซูเนโอะด้านไหวพริบ แพ้เดคิซูงิด้านการเรียน แต่ก็มีโดเรมอนมา
ช่วยเมื่อได้ของวิเศษก็มักจะเอาไปใช้ในทางที่ผิดเอาไปแกล้งบ้างแก้แค้นบ้าง แต่ตอนสุดท้ายก็มักจะได้บทเรียนที่ว่า "ไม่มีอะไรที่จะได้มาโดยที่ไม่ต้องใช้ความพยายาม" การแข่งขันนอกจากในการ์ตูนแล้วรายการญี่ปุ่นก็ยังส่งเสริมให้มีการแข่งขันกันอย่างยุติธรรมด้วย เช่น ทีวีแชมป์เปี่ยน และสอนให้รู้ว่าหากเรามีความพยายามแล้วจะไม่มีคำว่าแพ้

4 ความผูกพันธ์ที่เข้มแข็งในสังคมผมแนะนำว่าถ้าหากมีโอกาส ลองให้ไปที่จังหวัดโออิตะ Oita อยู่ในหุบเขา รัฐบาลญี่ปุ่นเคยคิดจะสร้างเขื่อนกั้นน้ำที่นี่ แต่ชาวบ้านไม่ยอมรัฐบาลจึงยื่นข้อเสนอ ให้ชาวบ้านช่วยกันพัฒนาเมืองนี้ให้เป็นเมืองที่มีชื่อเสียงและมีเอกลักษณ์เฉพาะตัวให้ได้ภายในเวลาที่กำหนด ถ้าทำได้ รัฐบาลจะยกเลิกการสร้างเขื่อนที่นี่ และแล้ว นี่ก็คือเมืองโออิตะ ศูนย์รวมสินค้า OTOP ที่มีชือเสียงและมีเอกลักษณ์ และเป็นต้นแบบให้
OtOP ไทย นี้คือความผูกพันกันของสังคมเล็กๆของญี่ปุ่น หรือ การ์ตูนในบางเรื่องก็มักจะมีนายทุนหรืออำนาจมืดจะมาทำลายโดยการสร้างหรือปรับเปลี่ยนอะไรต่างๆ ประชาชนในที่แห่งนั้นจึงมีการรวมตัวเพื่อไล่ออกไป

5 ประวัติศาสตร์ของญี่ปุ่น หลายการ์ตูนจะมีการนำประวัติศาสตร์มาเป็นการเดินเรื่อง ไม่ว่าจะเป็นยุดที่มีการแบ่งกันเป็นตระกูลหรือโชกุล ยุคขยายอาณาจักรไปประเทศต่างๆแม้กระทั้งไทยก็ยังมา และสงครามที่ผ่ายแพ้ให้แก่อีกฝ่ายในสงครามโลกครั้งที่2 จึงทำให้มีชาวญี่ปุ่นเป็นชาตินิยม มีความรักชาติไม่ยิ่งหย่อนชาติใน และจะมีการสอนไปในตัวกับประวัติศาสตร์ที่สูญเสียเพื่อเตือนสติไม่ให้เกิดขึ้นอีก

6 การศึกษาแม้ว่าหลายการ์ตูนอาจจะเผยแพร่ภาพลักษณ์ในเป็นด้านลบแต่ก็แฝงให้เตือนไม่ให้แย่ไปมากกว่านี้ เราเองก็ไม่จำเป็นต้องเอาเป็นตัวอย่าง ให้มองที่การ์ตูนที่ส่งเสริมการศึกษาที่เขาจะปลูกฝังตั้งแต่เด็ก การ์ตูนเป็นส่วนหนึ่งที่สามารถเข้าหาเยาวชนได้มาก อย่างที่รู้กันว่าญี่ปุ่นเป็นประเทศที่เทคโนโลยีสูงและทันสมัยมาก ไม่แน่ว่าส่วนหนึ่งอาจจะมาจากคนที่อ่านโดเรมอนก็ได้

แม้ว่าอาจจะมองว่ามันเป็นเอกลักษณ์ของแต่ละประเทศ แต่ผมคิดว่าถึงเวลาแล้วที่ประเทศเราต้องมีแบบนี้ไม่ใช่มีการ์ตูนเหมือนญี่ปุ่น แต่ก็อยากให้มีความเป็นในแบบญี่ปุ่น ทั้ง 6ข้อที่พูดมา




 

Create Date : 03 กรกฎาคม 2550   
Last Update : 3 กรกฎาคม 2550 0:22:27 น.   
Counter : 373 Pageviews.  


ประเทศไทยต้องมีการปฏิวัติครั้งใหญ่

ประเทศไทยในตอนนี้เรียกได้ว่าต้องมีการปฏิวัติครั้งใหญ่ ไม่ใช่จะให้ไปปฏิวัติใคร แต่ต้องปฏิวัติคนไทยและนิสัยคนไทยใหม่ เพราะตอนนี้ไทยเราเป็นสังคมที่เข้าสู่ขั้นงมงายแล้ว คำว่างมงายคือ ตอนนี้คนไทยเราเชื่ออะไรง่ายๆและเมื่อเชื่อแล้วจะไม่สนใจอื่นๆเลย มันเป็นดาบ 2 คม หากความเชื่อนั้นมันถูกต้องก็จะดีไปแต่หากมันผิด ก็ยากที่จะดึงกลับมาให้ทำในสิ่งที่ถูกอีก และหากการเชื่อแบบงมงายแบบผิดๆเมื่อเชื่ออะไรแล้วก็จะเกิดการต่อต้านสิ่งอื่นๆที่เป็นด้านลบกับฝ่ายตนเองและพยายามเสริมความเชื่อและเหตุผลของฝ่ายตนว่าเป็นฝ่ายถูก ซึ่งไม่มีใครบอกได้แน่นอนว่าฝ่ายใดถูกฝ่ายใดผิด เพราะมันไม่ใช่คณิตศาสตร์หรือวิทยาศาสตร์ ที่มีความแน่นอนและพิสูจน์ได้ แต่มันเป็นความรู้สึกนึกคิดของแต่ละคน

ยกตัวอย่างง่ายๆอย่าง ม็อบ กับ คมชตอนนี้ สมมติว่าต่อให้ความจริงคือ คมช ปฏิวัติเพื่อประชาชนเพื่อประเทศจริงและม็อบตอนนี้คือผู้ที่เสียประโยชน์และต้องการอำนาจคืน กลุ่มที่อยู่ฝ่ายม็อบก็จะมีใครเชื่อแล้วจะพยายามหาข้อเสียข้อผิดพลาดของ คมช มาเสริมให้ฝ่ายตนเองว่าที่เชื่อนั้นถูกต้องแล้ว แม้จะมีพยานหรือหลักฐานที่เป็นจริง ม็อบก็จะไม่เชื่อจะอ้างว่าเป็นการ makeหรือสร้างตกแต่งขึ้นมา ต่อให้มียาที่ให้พูดแต่ความจริง คนก็ยังไม่เชื่อ พูดง่ายๆคือเมื่อคนๆหนึ่งเชื่ออะไรที่ฝังลึกแล้วต่อคุณเป็นผ้าขาวเขาก็จะมองว่าเป็นผ้าดำ

ม็อบตอนนี้ผมคิดว่าอาจจะแบ่งม็อบที่อาจจะเกิดขึ้นในอนาคตได้ 4 กลุ่ม คือ
1.กลุ่มที่มีจุดประสงค์และอุดมการณ์ในม็อบจริงๆ
2.กลุ่มที่เสียผลประโยชน์อย่างใดอย่างหนึ่งและต้องการผลประโยชน์คืน
3.กลุ่มทีโดนชักจูงมาโดยมีผลประโยชน์แลกเปลี่ยน
4.กลุ่มที่เชื่อแบบงมงาย
โดยเฉพาะกลุ่มที่งมงายอีกหน่อยจะกลายเป็นโล่ให้กลับกลุ่มที่ไม่ประสงค์ดีกับบ้านเมืองโดยไม่รู้ตัว เช่น หากกลุ่มที่มีอำนาจในครั้งต่อไปถูกตรวจสอบ หรือทำให้เสียผลประโยชน์ กลุ่มๆนั้นหากมีประชาชนหนุนหลัง ก็จะพยายามกดดันอีกฝ่ายโดยใช้พลังมวลชนที่ไว้วางใจในตัวเขามาเป็นโล่ในการเรียกร้องสิทธิ์คืน และเราซึ่งประชาธิปไตยแบบบอบบาง คือหากไปทำอะไรให้ประชาชนนิดๆหน่อยก็จะเกิดการต่อต้านที่รุณแรงได้ ผมไม่ได้ว่าใครแต่ผมคาดการณ์ว่าในอนาคตม็อบมันจะเป็นรูปแบบนี้ ซึ่งหากเป็นแบบนี้ต่อไปบ้านเมืองไทยจะไม่มีทางสงบสุขได้เลย

ดังนั้นเราควรเปลี่ยนแปลงสังคมไทยครั้งใหญ่คือควรจะให้คนไทยมีทักษะการวิเคราะห์เกี่ยวกับข่าวหรือข้อมูลต่างๆที่ได้มาเสียก่อน อย่างการเลือกตั้งครั้งหน้าหากเราสามารถวิเคราะห์ได้เราจะรู้เลยว่าพรรคไหนเป็นอย่างไร นโยบายไหนจริงนโยบายลวง นโยบายไหนเพื่อประชาชนนโยบายไหนแอบแฝง ผมในตอนนี้ก็กำลังฝึกทักษะนี้อยู่ อย่างเมื่อก่อนผมเคยอยู่ฝ่ายทักษิณแหละครับ ข่าวไหนที่ดูแล้วเป็นการใส่ร้ายท่านผมก็จะไม่ยอมรับ แต่สิ่งที่ทำให้ผมเปลี่ยนไปคือรูปๆหนึ่งเป็นรูปลิง3ตัว ตัวหนึ่งปิดหู ตัวหนึ่งปิดตา อีกตัวปาก ผมเลยคิดว่าถ้าเรามัวแต่ปิดตัวเองไม่มองรอบค้าง ไม่ฟังเสียงรอบข้างเราก็จะเป็นคนที่ไม่รู้อะไรเลย ผมจึงเปิดกว้างรับฟังความคิดเห็นคนอื่น ฟังข่าวแล้วก็ให้นำไปลองคิดวิเคราะห์ก่อนว่าหากทำแบบนี้หรือเป็นแบบนี้ต่อจะเกิดอะไร ข้อดีข้อเสียถ้าหากมันเกิดขึ้นแล้ว ผลลัพธ์ แล้วข่าวนั้นมันมีทั้งข่าวจริงข่าวลือ และข่าวโดยส่วนมากมันเ ป็นเพียงปลายยอดเท่านั้นเปรียบเหมือนภูเขาน้ำแข็งในไททานิคเขาเห็นเพียงยอดก็คิดว่าเล็กอย่างนี้ก็น่าจะหลบได้ แต่ผลสุดท้ายคือความเสียหายใหญ่หลวง ดังนั้นก่อนที่เราจะเชื่ออะไรต้องหาข้อมูลตรวจสอบให้แน่ใจว่าสิ่งที่เราจะเชื่อนั้นมันถูกต้อง และอีกอย่างหนึ่งคืนคนไทยต้องเป็นชาตินิยม คือต้องคิดไว้ว่ายังไงประเทศชาติต้องมาก่อน แม้ว่าจะมีคนให้หรือประโยชน์แก่เราสักแค่ไหน แต่หากเขาทำร้ายต่อประเทศแล้วต้องขับไล่ออกไป

แต่ที่ปรับเปลี่ยนยากคือไทยเรามันมีความเหลื่อมชั้นทางสังคมมากระหว่างคนจนคนรวย และการศึกษาก็มักจะเน้นให้ประโยชน์ทางคนรวยมากกว่า ดังนั้นใครที่ทำให้คนจนมีคุณภาพชีวิตดีขึ้น เขาก็จะชอบและเทิดทูนคนๆนั้น และประเทศไทยเป็นการศึกษาโดยจะเน้นแบบท่องจำ จะไม่ค่อยให้มีการวิเคราะห์เท่าไรต้องตามที่เรียน ใครคิดนอกกรอบก็จะโดนหาว่าเป็นคนนอกคอก จึงทำให้เราไม่ได้เกิดการคิดวิเคราะห์ ใครพูดไรมาก็จะเชื่อไปหมด และคนไทยเป็นประเภทที่ว่ารู้แค่พื้นแต่ก็นึกว่าตัวเองเข้าใจอะไรดีหมดแล้ว ผมมีบทความอันหนึ่งอยากให้อ่านกัน เอามาจาก //thaicoon.wordpress.com/ คิดว่าน่าจะมีประโยชน์ต่อหลายๆคน

////Global Village บทเรียนจากญี่ปุ่นและเกาหลีใต้////

นิตยสาร thaicoon ฉบับเดือนพฤษภาคม มีเรื่องน่าสนใจเกี่ยวกับบทเรียนความสำเร็จจากญี่ปุ่นและเกาหลีใต้ครับ
ช่วงก่อนสัปดาห์หนังสือแห่งชาติ มีหนังสือเล่มหนึ่งวางอยู่บนโต๊ะผม
สิ่งที่สะดุดตาอย่างแรกก็คือชื่อหนังสือ
Global Village โดยที่ไม่ได้อ่านชื่อภาษาไทยเสียด้วยซ้ำ
ผมคุ้นกับคำว่า Global Village มานาน
ทุกครั้งที่พูดถึงความเจริญก้าวหน้าของเทคโนโลยีการสื่อสาร และก้าวเข้าสู่โลกาภิวัตน์ ผมมักจะบอกเหมือนที่คนอื่นๆพูดกันว่าโลกเล็กลงจนกลายเป็น “หมู่บ้านโลก”
ทว่า Global Village เล่มนี้คือหมู่บ้านระดับโลกจริงๆ
มันเป็นหมู่บ้านญี่ปุ่นที่เป็น “ต้นแบบโอท็อป” ไทย
ความสำเร็จของหมู่บ้านเหล่านี้สะท้อนความสำเร็จของคนญี่ปุ่น
นฤตม์ เทิดสถิรศักดิ์ ผู้เขียนนั่งทำงานที่บีโอไอ มีประสบการณ์ทั้งระดับโลกและระดับท้องถิ่น
ในรัฐบาลชุดที่ผ่านมาเขาได้มีส่วนร่วมในโครงการ OTOP ซึ่งหนังสือเล่มนี้คือประสบการณ์จากการทำ OTOP นั่นเอง
นอกนี้เขายังเขียนถึงความสำเร็จของเกาหลีใต้อีกต่างหาก

////บทเรียนจากญี่ปุ่นและเกาหลีใต้////

ถ้าให้กะเทาะเปลือกจากหนังสือ Global Village : มหัศจรรย์แห่งหมู่บ้านหลังเขา เขาคิดว่าปัจจัยแห่งความสำเร็จของญี่ปุ่นและเกาหลีที่เป็นตัวร่วม (common factors) มีอยู่ 2-3 เรื่องที่สำคัญ ซึ่งคนไทยน่าจะเรียนรู้และเอามาปรับใช้กับตัวเอง คือ
ประการแรก ประเทศชาติจะเจริญเติบโตอย่างยั่งยืนได้ ต้องมาจากการพัฒนาที่อยู่บนฐานของความ “สมดุล” ทั้งในระดับของประเทศ และในระดับชุมชน ซึ่งจริงๆ แล้ว การสร้างความสมดุลเพื่อนำไปสู่ความยั่งยืน ก็เป็นส่วนหนึ่งของปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว นั่นเอง

“สมดุล” ในระดับของประเทศ

สมดุลระหว่าง…การพัฒนาเมือง กับชนบท
สมดุลระหว่าง…เศรษฐกิจ กับสังคมและสิ่งแวดล้อม
สมดุลระหว่าง…อุตสาหกรรม กับเกษตรกรรม
สมดุลระหว่าง…โลกาภิวัตน์ กับชุมชนภิวัตน์

“สมดุล” ในระดับของชุมชน

สมดุลระหว่าง…การอนุรักษ์ กับการพัฒนา
สมดุลระหว่าง…การรักษาวิถีชีวิตดั้งเดิมและความสงบสุขของชุมชน กับการส่งเสริมการท่องเที่ยวเพื่อสร้างรายได้
สมดุลระหว่าง…ความเจริญทางวัตถุ กับการยกระดับจิตใจ
สมดุลระหว่าง…Tradition & Innovation
สมดุลระหว่าง…High Touch & High Tech

นอกจากนี้ การพัฒนาที่ยั่งยืนต้องเป็นการพัฒนาจากภายใน ที่เกิดจากความคิดริเริ่มของคนในชุมชน อาศัยการพึ่งพาตนเองเป็นหลัก พัฒนาบนศักยภาพที่ตนมี ไม่ใช่เป็นการพัฒนาจากภายนอก ที่รอคอยแต่การชี้นำและความช่วยเหลือจากภาครัฐ
สิ่งเหล่านี้เป็นเรื่องที่ทั้งภาครัฐ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และทุกคนที่อยู่ในชุมชนเอง ต้องตระหนัก และคิดกับมันอย่างจริงจังสักที
ประการที่สอง ทั้งญี่ปุ่นและเกาหลีใต้ ต่างเป็นประเทศที่ให้ความสำคัญกับการใช้ “วัฒนธรรม” เป็นอาวุธในการแข่งขันกับโลก ทั้งใช้หาพวกและหารายได้เข้าประเทศ ซึ่งเป็นอาวุธพิเศษที่เป็นของใครของมัน ไม่มีใครลอกเลียนแบบกันได้
ผู้ชนะคือ ประเทศที่มีทุนทางวัฒนธรรมที่แข็งแกร่ง และสามารถนำเอาวัฒนธรรมมาสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจได้มากที่สุด
นอกจากนี้ เขายังใช้วัฒนธรรมเป็นพาหนะสำคัญในการเชื่อมต่อ Local ไปสู่ Global อย่างมีประสิทธิภาพอีกด้วย
ประการที่สาม ปัจจัยแห่งความสำเร็จของญี่ปุ่นและเกาหลี ไม่ว่าจะเป็นบริษัทขนาดใหญ่ระดับโลก หรือหมู่บ้านเล็กๆ ในชนบท ล้วนมาจากตัวเดียวกันคือ “คน”
คุณภาพของคน จึงเป็นแก่นของการพัฒนาประเทศ และเป็น common factor ที่สำคัญที่ทำให้ทั้งสองประเทศประสบความสำเร็จอย่างยั่งยืนจนถึงทุกวันนี้ จากประสบการณ์ที่ผมได้มีโอกาสสัมผัสกับผู้คนทั้งสองชาติตลอดเวลา 10 กว่าปีที่ผ่านมา พอจะสกัด DNA ของพวกเขาออกมาได้ 3-4 ข้อ คือ

(1) เป็นคนที่มีจิตสาธารณะ หรือ Public Mind สูงมาก ประชากรของเขาจะถูกปลูกฝังให้คิดและทำทุกอย่างเพื่อองค์กร เพื่อสังคมส่วนรวม เพื่อประเทศชาติ ตั้งแต่เกิดจนตาย คนญี่ปุ่นและเกาหลีจึงเป็นคนที่มี team spirit สูงมาก ทำงานเป็นทีมได้ดี และไม่ว่าเขาจะทำงานในบริษัท Sony หรือเป็นชาวนาที่โออิตะ เขาก็จะทำเพื่อส่วนรวม จะทุ่มเทชีวิตให้กับองค์กร ให้กับชุมชนที่เขาอยู่ อันนี้เองที่ทำให้สองประเทศนี้ประสบความสำเร็จ เท่านั้นไม่พอ ยังถูกฝึกในเรื่องระเบียบวินัยอย่างเข้มข้น ทำให้พวกเขาเป็นคนที่เคารพกฎ กติกาของสังคม และสิทธิเสรีภาพของผู้อื่นด้วย

(2) สังคมของญี่ปุ่นและเกาหลีเป็นสังคมแห่งความรู้มาตั้งแต่โบราณ คนญี่ปุ่นและเกาหลีถูกพัฒนามาในแนวดิ่ง ก่อนที่พวกเขาจะทำอะไรสักอย่างหนึ่ง เขาจะเริ่มต้นจากการหาองค์ความรู้ ศึกษาเรื่องนั้นๆ ให้รู้จริงถึงแก่น แปลงจากข้อมูลให้เป็นความรู้และปัญญา ก่อนที่จะลงมือทำด้วยความมุ่งมั่น ทำจริง และอดทนต่ออุปสรรคทั้งปวง เรียกว่ากัดไม่ปล่อย ไม่ยอมปล่อยให้ตัวเองถูกกระแสสังคมชักจูงไปซ้ายทีขวาทีเหมือนบ้านเราซึ่งถูกพัฒนามาในแนวราบ อย่างที่มีคนเปรียบเทียบองค์ความรู้ของคนญี่ปุ่นว่าเหมือนเสาเข็มที่ลงลึก ขณะที่องค์ความรู้ของคนไทยส่วนใหญ่ยังเป็นเหมือนพื้นซิเมนต์ คือ รู้แค่ผิว และชอบทำอะไรฉาบฉวย

(3) คนทั้งสองชาตินั้นถูกฝึกให้อยู่ในสังคมแห่งการแข่งขัน ตั้งแต่เด็กๆ ทำให้ต้องเรียนรู้วิถีแห่งการต่อสู้ ด้วยการพึ่งพาตนเอง แตกต่างจากไทยที่มีวิถีแบบ “สบายๆ” ภายใต้สังคมอุปถัมภ์ ทำให้ดูเหมือนจะกลายเป็นคนที่ไม่กระตือรือร้น มักรอคอยความช่วยเหลือจากผู้อื่น และมีวัฒนธรรมอย่างที่บางคนใช้คำว่า “เด็ดปลายยอด” คือ หวังความสำเร็จแบบทางลัด จึงเป็นที่มาของความเชื่อในเรื่องโชคชะตา เครื่องรางของขลัง การบนบานสิ่งศักดิ์สิทธิ์ หรือการพนันเสี่ยงโชค ที่พบเห็นได้ทั่วไปในสังคมไทย

(4) ความเป็นคนละเมียดในทุกๆ เรื่อง ใส่ใจในรายละเอียดทุกขั้นตอน ทั้งวิถีชีวิตหรือเรื่องงาน ทั้งงานใหญ่ระดับโลก หรือการห่อของขวัญเล็กๆ สักชิ้น โดยเฉพาะในกรณีของคนญี่ปุ่นจะเห็นได้ชัด ยกตัวอย่างในการผลิตสินค้าสักชิ้นหนึ่ง เขาจะใส่ใจตั้งแต่การออกแบบ การเลือกวัตถุดิบ การผลิตที่ประณีต การบรรจุหีบห่อ ช่องทางการจำหน่ายที่เฉพาะเจาะจงแต่ละกลุ่มลูกค้า และไม่ลืมที่จะสร้างเรื่องราว (story) เพื่อเพิ่มมูลค่าให้กับผลิตภัณฑ์ด้วย

ซึ่งเมื่อผมอ่านแล้วคิดว่าจริงเพราะเขาได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าเป็นอย่างนั้นจริงๆ ผมไม่ได้นิยมต่างชาติแต่คิดว่าแต่ละประเทศมีข้อดีข้อเสียแตกต่างกัน อันไหนดีๆของเขาก็นำมาปรับใช้ประเทศเราเสีย



และอย่างสุดท้ายคือต้องพัฒนา EQ หมายถึง ความสามารถทางอารมณ์ในการดำเนินชีวิตร่วมกับผู้อื่นอย่างสร้างสรรค์และมีความสุข การรู้จักความฉลาดทางอารมณ์ของตนเองเพื่อการพัฒนาและการใช้ศักยภาพของตนเองในการดำเนินชีวิตครอบครัว การทำงานและการอยู่ร่วมกับผุ้อื่นได้อย่างมีความสุขและประสบความสำเร็จ สังเกตได้เลยว่าสังคมไทยเปลี่ยนไปจากเดิมมากเพราะสังคมเปลี่ยนแปลงไปการแข่งขันการรีบเร่งทางเศรษฐกิจเปลี่ยนจากสังคมที่เอื้อเฟื้อกันเป็นแบบตัวใครตัวมัน กระทบด้านจิตใจทำให้เราโกรธง่าย และเมื่อถ้าไปโกรธใครแล้วและก็จะคิดร้ายต่อคนอื่นๆ แล้วอารมณ์อิจฉาคนอื่นๆไทยเรากำลังจะเป็นแบบว่าจะชอบเห็นใครดีกว่า ก็จะพยายามกลั่นแกล้งไม่ให้ได้ดี ดังนั้นเราต้องหัดควบคุมจิตใจตนเอง เข้าวัด นั่งสมาธิ ปล่อยวางไว้บ้าง ดังที่พระท่านที่ว่าง ทุกสิ่งๆทุกอย่างไม่มีอะไรจีรังยั่งยืนมีเกิดมีดับจะไปยึดถืออะไร เงินทอง ลาภยศเป็นเพียงภาพลวงตา

หากเราจะเปลี่ยนให้ไทยเราดีขึ้นเราต้องเปลี่ยนจากคน อย่างน้อยก็เริ่มจากตัวเองก่อน




 

Create Date : 14 มิถุนายน 2550   
Last Update : 14 มิถุนายน 2550 23:16:00 น.   
Counter : 312 Pageviews.  



sunzhu
 
Location :
ลำพูน Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed

ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]


ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




http://thaicoon.wordpress.com/ <<<< สาระดีมีที่นี่
[Add sunzhu's blog to your web]

 
pantip.com pantipmarket.com pantown.com