I call it Destiny You call it Love...
Group Blog
 
<<
มีนาคม 2552
1234567
891011121314
15161718192021
22232425262728
293031 
 
31 มีนาคม 2552
 
All Blogs
 
Shot fic shinhwa .... ก้าวเดียว ...Special Jin-Dy ep.12






ก้าวเดียว Special Jin-Dy ep.12
ความหวังดี ..ที่ดูไร้ค่า





.
.
.
.
.
.

บรรยากาศในห้องสี่เหลี่ยมที่ไม่ได้กว้างขวางอะไรมากในโรงพยาบาล แต่หากความรู้สึกของคนสองคนที่อยู่ภายในห้องกลับเต็มไปด้วยความไม่เข้าใจ เสียใจ น้อยใจ อึดอัด ยิ่งรังแต่จะทำให้ห้องที่คับแคบอยู่แล้วกลับแคบยิ่งกว่าอีกเท่าตัว ชายหนุ่มที่นั่งอยู่บนโซฟาห่างออกไป ได้แต่เพียงก้มหน้านิ่ง เหมือน ๆ สายตาของเค้าคงเหมาะสมที่จะเพ่งมองลงต่ำเพียงแค่พื้นหินอ่อนสีขาวใต้เท่าตัวเองเพียงแค่นั้น นาน ๆ ครั้งจึงได้เงยหน้าขึ้นมองใครอีกคนแล้วก็มีอันต้องก้มหน้าลงอีก ส่วนคนร่างบางบนเตียงผู้ป่วย ก็ทำเหมือนตนเองไม่มีตัวตนอยู่ในโลกยังไงยังงั้น



...ไม่เงียบ ก็หลับ



ร่างสูงสะท้อนใจทุกครั้งที่เสียงถอนหายใจแรง ๆ ด้วยความไม่พอใจดังขึ้นจากอีกด้านของห้อง แต่เค้าจะทำไงได้ หน้าด้านอยู่ที่นี่ แล้วได้มองเห็นคนรักตลอดเวลา ได้ช่วยเหลือ ได้พยุงหรือป้อนข้าวป้อนน้ำซักนิดก็ยังดี แม้สิ่งที่ทำไปทั้งหมดมันต้องถูกแลกมาด้วยสายตาแห่งความเกลียดชัง ไม่พอใจ หรือคำต่อว่าประชดประชันเล็ก ๆ น้อย ๆ ก็เถอะ ซึ่งนั้นมันก็สมกันดีแล้วสำหรับสิ่งที่เค้าทำลงไป แค่มองเห็นเฝือกสีขาวที่ห่อหุ้มเรียวแขนของคนรักไว้ ความรู้สึกผิดยิ่งวิ่งพร่านอยู่ในอกจนยากจะระงับ


หมอและพยาบาลพาเหรดกันเข้ามาตรวจดูอาการของผู้ป่วยอีกครั้งในตอนสาย ๆ พลางบอกข่าวดีด้วยรอยยิ้มว่าคนป่วยสามารถกลับบ้านได้ และให้มาถอดเฝือกในอีก 2 อาทิตย์ สีหน้ายินดีบนใบหน้าสวยแทบปิดไม่มิด เสียงหัวเราะใส ๆ กับหมอและเหล่าพยาบาล ทำเอาคนที่แอบลอบมองต้องเผลอยิ้มตาม แต่เมื่อไหร่ที่ดวงตาเรียวดุคู่นั้นพลันเหลือบมาเห็นสีหน้าของคนเฝ้าไข้เพียงแค่แว้บเดียว แววตาที่ปิติยินดีกลับเฉยชาโดยอัตโนมัติ คิดแล้วพาลอ่อนใจจริง ๆ



“โทรศัพท์บอกแม่ให้หน่อย หมออนุญาตให้กลับแล้ว” เฮซองออกปากสั่งโดยไม่แม้เพียงแต่จะเหลือบมองหน้าคนที่ตนไหว้วานซักนิด


“เดี๋ยวแม่ก็มาฮะ รอนิดนะ”


“อยากกลับแล้ว โรงพยาบาลมันไม่ได้น่าอยู่นักหรอกนะ นายอยากอยู่ ก็เชิญอยู่ต่อคนเดียวเหอะ”


“อยู่มาได้ตั้งหลายวัน รออีกชั่วโมงจะเป็นไรไปล่ะพี่” คำพูดขัดใจเผลอหลุดออกจากปาก ทำเอาใบหน้าหวานหันขวับมาอย่างไม่สบอารมณ์


“ชั้นบอกให้โทร ถ้าไม่โทรก็ส่งโทรศัพท์มา”


“ผมทำให้พี่หงุดหงิดอะไรนักหรือฮะ หรือเพราะพี่ไม่อยากเห็นหน้าผม”


ก็พอจะรู้อยู่หรอกว่า คำถามแบบนี้ คำตอบที่ได้รับจะเป็นยังไง แต่ก็ยังหวังใจอยู่ลึก ๆ ว่ามันคงมีซักชั่วขณะที่ความห่วงใยห่วงหาทั้งหมดจะทำให้คนป่วยอ่อนลงให้บ้าง แม้มันเป็นแค่ความหวังลม ๆ แล้ง ๆ ก็ตามที



“รู้แล้วจะอยู่ทำไมอีกล่ะ ทำไมไม่ไปเรียน หรือไปที่ไหนในโลกก็ได้ที่ชั้นไม่ต้องเห็นหน้านายอีก”
.
.

แล้วก็เป็นอย่างที่คิด ... คำพูดคำแล้วคำเล่า กรีดเอารอยแผลตรงหัวใจคว้านให้ลึกลงไปอีกเป็นวงกว้างจนรู้สึกได้ถึงความเจ็บ ... หากแต่นั่น มันคงเทียบกันไม่ได้กับความเจ็บที่คนรักของเค้าได้รับ ...หากเค้าต้องเจ็บกว่านี้แล้วมันจะช่วยถ่ายเทความปวดร้าวมาไว้ที่ตัวเองแต่เพียงผู้เดียวได้ ต่อให้เจ็บอีกร้อยเท่าพันเท่า เค้าก็พร้อมจะยอมรับแต่โดยดี ... แต่นี่มันไม่ใช่ เพราะทุกครั้งที่คำพูดประชดประชันต่าง ๆ หลุดออกจากปากบาง ๆ นั่นเมื่อไหร่ ดูเหมือนว่ามันจะยิ่งทำให้ใครคนนั้นเศร้าใจไม่แพ้กันเลย


“ผมทำไม่ได้หรอกฮะ ขอโทษพี่ด้วย ... ถ้าผมไปแล้วใครจะคอยเฝ้าพี่ล่ะ”


“ไม่จำเป็น ...ชั้นเจ็บเองเดี๋ยวก็หายเอง อยู่คนเดียวเองได้ ไม่ต้องมีใครมายุ่งมาเสียเวลาด้วยหรอก”

พูดเองหัวใจก็สั่นเอง น้ำเสียงเครือ ๆ ในช่วงท้ายเพราะความน้อยใจแล่นเข้ามาจุกอกเร็วเกินจะปรับตัวทัน ซึ่งจอนจินเองก็พอจะรับรู้ถึงปฏิกิริยานั้นได้ เค้าระงับความรู้สึกตัวเองด้วยการขบกรามแน่น คว้าโทรศัพท์มือถือข้าง ๆ กายขึ้นมากด แล้วกรอกเสียงทุ้มเบา ๆ ลงไปอย่างปกติ สายตาขรึมเครียดละออกจากใบหน้าหวานที่ก้มงุดอยู่กับสีขาวของผ้าห่มโรงพยาบาล เหมือนผ้าห่มนั้นมันน่าสนใจซะเต็มประดา ...


...น่าสนใจกว่าใบหน้าของเค้า


...น่าสนใจกว่าความรู้สึกของเค้าหลายเท่านัก

.
.
.
“แม่พี่บอกว่าอีกครึ่งชั่วโมงฮะ”

“...” ผู้ป่วยทรุดตัวลงนอน หันหลังให้ใครอีกคนเหมือนทุกครั้ง แล้วบรรยากาศก็กลับมานิ่งสงบ ปล่อยให้ต่างคนต่างตัดพ้อกันเองอยู่ในใจ คำแล้วคำเล่า ประโยคแล้วประโยคเล่าจนเหนื่อยอ่อนกันไปในที่สุด


มันน่ารำคาญแค่ไหน ที่เห็นแววตาเศร้าสร้อยอย่างสำนึกผิดแบบนั้นแต่ก็ยังไม่อาจฝืนพูดดีหรือยอมรับความหวังดีได้ ที่ต้องพูดจากแสดงปฏิกิริยาหักหาญน้ำใจสารพัด ก็ใช่ว่าตัวเองจะไม่เจ็บซะเมื่อไหร่ รอยแผลบนหน้าฝากปวดตุ๊บ ๆ ขึ้นมาอีกครั้งจนต้องยกมือขึ้นจับ ... แต่หากรอยแผลนั่น มันก็เจ็บไม่ได้ครึ่งหนึ่งของหัวใจในอกนี้ซักนิด เฮซองนอนคิดกับตัวเองเล่น ๆ ถ้าหากว่าตลอด 2-3 วันนี้ คนที่คอยเฝ้าอยู่ข้าง ๆ เตียงตลอดเวลาไม่ใช่จอนจินแล้วเค้าจะเป็นไง จะสบายใจเหมือนที่พูดรึเปล่า หรือว่าจะปวดร้าวไปกว่านี้กันแน่นะ


..
.
.

ห่างออกไปเล็กน้อยตรงโซฟากว้าง ร่างสูงทรุดตัวนอนราบลงไปให้แผ่นหลังปะทะกับความอ่อนนุ่มในผิวกำมะหยี่ของโซฟา ยกแขนขึ้นมาก่ายหน้าผาก พลางคิด ..


รู้อยู่หรอกนะว่ามันไม่ง่าย และรู้ว่ามันคงเป็นไปไม่ได้หากจะเอ่ยปากขอโทษแล้วอีกคนจะให้อภัย .. แต่ก็ไม่คิดว่าจะเหน็ดเหนื่อยหัวใจได้มากมายขนาดนี้มาก่อน

เมื่อไหร่มันถึงจะพอนะ เท่าไหร่มันถึงจะทดแทนกันได้ หรือแม้แต่ชีวิตนี้ทั้งชีวิต โอกาสที่จะกลับมาเหมือนเดิม มันจะไม่มีอีกแล้วงั้นหรือ




....
..
.
.
.
.
.
.
.





ร่มไม้ริมสนาม เวลาบ่ายคล้อยแบบนี้ลมเย็น ๆ ที่พัดผ่านก็ช่วยให้สมองที่มีแต่เรื่องยุ่งๆ วุ่นวายสงบลงได้บ้างอย่างประหลาด มิน่าล่ะ แอนดี้ถึงชอบใช้สถานที่ตรงนี้ในการมานั่งพักผ่อนเหลือเกิน

ริมสนามหญ้าฝั่งตรงข้าม เหล่าเพื่อน ๆ ตัวดีจับกลุ่มเดาะบอลกันอย่างสนุกสนาน แต่เวลาแบบนี้ จอนจินไม่มีอารมณ์เฮฮาอะไรทั้งนั้น เมื่อวานเฮซองกลับบ้านแล้ว คราวนี้ก็ยากยิ่งขึ้นที่จะหาโอกาสไปเยี่ยม แม้ว่าบ้านใหญ่หลังนั้นเค้าแทบจะกลายเป็นแขกประจำไปแล้วก็ตาม หากเป็นโรงพยาบาล อยากจะเจอก็ได้เจอ แต่นี่เป็นบ้านของเค้า ต่อให้อยากเจอแค่ไหน แต่ถ้าเจ้าของบ้านไม่เปิดประตูต้อนรับก็หมดหวัง





“พี่จิน” เสียงใส ๆ ดังขึ้นด้านข้าง ทำให้ร่างสูงชะงักไปนิด .. เพราะน้ำเสียงคุ้นหูนั่นไม่ต้องหันไปดู ก็รู้ได้เลยว่าเป็นใคร

“แอนดี้!!”

“มานั่งทำอะไรคนเดียวฮะ”
.
..

“ก็กำลังคิดอะไรเรื่อยเปื่อยน่ะ ....เราเป็นไงบ้าง ช่วงนี้ไม่เจอกันเลยนะ”

“ฮะ นั่นสิ ...ผมก็สบายดี ว่าแต่พี่เถอะ พี่ซองเป็นไงบ้างฮะ ตั้งแต่วันนั้นผมก็ไม่ได้ไปเยี่ยมพี่เค้าอีกเลย

..คือ .. ผมไม่รู้ว่าผมสมควรจะไปดีรึเปล่าน่ะฮะ” แอนดี้ทรุดตัวลงนั่งบนสนามหญ้าใกล้ ๆ กัน ดวงตาทั้งสองทอดมองไปยังนักเรียนกลุ่มใหญ่ที่ส่งเสียงหัวเราะดังแว่วมาเป็นระยะ


“พี่เข้าใจ.... เฮซองเค้ากลับบ้านแล้วล่ะ”

“แล้วพี่เค้า... โกรธพี่จินมากมั้ย” เรียบ ๆ เคียง ๆ ถามอย่างหวาด ๆ แต่คนตรงหน้า กลับส่งยิ้มเหงา ๆ มาให้แทนคำตอบ แค่นี้ มันก็กระจ่างชัดแจ๋วราวกับกระจกที่เพิ่งลงมือทำความสะอาด

...เรื่องของพี่สองคน ...มันไม่ดีขึ้นเลยใช่มั้ย ...

“ก็ .. แล้วเราคิดว่าไงล่ะ”

“ผม ... ผมก็ว่างั้นแหละฮะ” เด็กน้อยก้มหน้างุดกับพื้นหญ้าอีกแล้ว ทำใจไว้นาน ว่ามันคงต้องเป็นแบบนี้ แต่หากมาเจอปฏิกิริยารุ่นพี่ หัวอกเล็ก ๆ กลับรู้สึกหนักอึ้งอย่างบอกไม่ถูก

“พี่ต้องขอโทษเราด้วยนะ เป็นเพราะพี่..”
.
.
.
“จะโทษพี่ทั้งหมดมันก็ไม่ถูกหรอกฮะ แล้วที่สำคัญคนที่พี่จะขอโทษไม่ใช่ผมหรอก พี่ควรจะไปขอโทษให้ถูกคนมากกว่า”

“เราคิดว่าพี่ไม่ทำแบบนั้นเหรอ พี่น่ะ พยายามจนเหนื่อยแล้ว”

“มันมากพอแล้วใช่มั้ยฮะพี่จิน ... พี่คิดว่าพี่พยายามจนถึงที่สุดแล้วเหรอ” ใบหน้าคมหันขวับมามองสีหน้าเจ้าตัวเล็ก... ดวงตาใส ๆ กลม ๆ มีแววเศร้าอยู่บ้าง หากแต่ก็อบอุ่น ....ยิ้มน้อย ๆ ตรงมุมปากนั้น คล้าย ๆ ว่าจะส่งมาเพื่อให้กำลังใจเค้า ใช่มั้ยนะ ..

“พี่เฮซองเค้าคงเจ็บปวดมาก แค่เจ็บร่างกายน่ะมันคงสู้ไม่ได้หรอก .. เพราะงั้น พี่จินต้องพยายามยิ่งกว่าเดิม”

“แต่พี่ก็ไม่ได้หมายความว่าพี่จะหยุดพยายามนี่”

“งั้นก็ดีแล้วฮะ ..” สายตาทั้งคู่ละออกจากกันอีกหน ท้องฟ้าวันนี้ดูแจ่มใสดี อากาศก็เย็นสบายสุด ๆ หากไม่มีเรื่องอะไรให้คิดหนัก มันคงดีกว่านี้ไม่น้อยเลย.
.
.
.

“แล้วพี่ริคล่ะ เป็นไงบ้าง” จู่ ๆ ก็พูดลอย ๆ ขึ้นมา เค้านึกกลัวอยู่ทุกวันในใจว่าเอริคจะรู้เรื่องรึเปล่า หากเป็นงั้น แอนดี้เองก็คงหนักใจไม่น้อย”

“ผมคงโชคดีกว่ามั้ง…”

“โชคดี??”

“ฮะ ... โชคดีกว่า..”

เด็กน้อยค้างประโยคไว้แค่นั้น และในเมื่อเจ้าตัวเล็กตรงหน้าไม่ได้หลุดคำใดออกมาอีก เค้าเองก็ไม่กล้าซักไซ้มากนัก อย่างน้อยถ้าหากว่าโชคดี .. แสดงว่ามันก็คงจะดีกว่าโชคร้ายเป็นแน่ ... ตัวเองนี่สิ เมื่อไหร่หนอที่จะได้พาลพบกับคำ ๆ นี้ ก็ยังไม่รู้
..
.
.
.
“ถึงยังไง ตอนที่ผมได้ซ้อมบอลกับพี่ มันก็สนุกมากจริง ๆ นะฮะ ฉะนั้น พี่ก็ไม่ต้องกังวลว่าผมจะเป็นยังไงหรอก ห่วงแต่พี่เฮซองให้มาก ๆ คิดถึงแต่พี่เค้าก็พอแล้ว ... เอริคบอกว่า พี่เฮซองเค้าโกรธง่าย แต่ก็หายเร็ว ถ้าพี่พยายามเยอะ ๆ ...ทุกอย่างมันก็คงกลับมาเป็นเหมือนเดิม”

“อืม! ขอบใจเรามาก พี่ก็สนุกจริง ๆ แหละ .. ถ้าไม่ ...”

“แค่พี่คิดว่าสนุกก็พอฮะ เรื่องอื่นผมลืมไปหมดแล้ว เราอย่าไปคิดถึงมันเลย” แอนดี้ลุกขึ้น ปัดเศษหญ้าออกจากกางเกงนิดหน่อย แล้วจึงหันมายิ้มให้คนตัวโตที่ยังนั่งนิ่งอีกครั้ง

“พยายามเข้านะ ผมรอเชียร์ฮะ ถ้าพี่ง้อพี่ซองไม่สำเร็จ ผมจะถือว่าพี่น่ะ... อ่อน”

“ฮึ ๆ เรานี่นะ ...ฮึกเหิมดีนี่”

“อยู่แล้วฮะ ... ฮึกเหิมเหมือนตอนที่พี่กำลังเลี้ยงลูกกลม ๆ เข้าไปทะลวงประตูฝ่ายตรงข้ามแล้วคว้าเอาชัยชนะมากอดเอาไว้นั่นแหละ..”

“...อืม!!!... พี่ก็หวังนะ ว่าครั้งนี้ พี่ก็คงชนะเหมือนกัน ...”

“ผมเชื่อ ว่าพี่ทำได้แน่ .. งั้น ผมไปก่อนนะฮะ” แอนดี้สะพายเป้ขึ้นหลังตัวเอง ทำท่าจะหันหลังกลับ

“กลับเร็วจัง ปกติเราน่ะกลับค่ำทุกวันไม่ใช่เหรอ”

“มีนัดกะเอริคน่ะ ขืนให้ตานั่นรอ มีหวัง .... ผมไปนะฮะ ไว้เจอกัน” เด็กน้อยโบกมือให้จอนจินอีกครั้ง ออกวิ่งเหยาะ ๆ ไปยังถนนที่ทอดยาวสู่ประตูโรงเรียน จอนจินมองภาพเด็กน้อยผู้นั้นจนลับตา ก่อนสภาพแวดล้อมรอบตัวจะกลับมาเงียบสลับด้วยเสียงหัวเราะของเพื่อน ๆ เป็นระยะดังเดิม
..
.
.
.

“ถึงนายไม่บอกพี่ พี่ก็ต้องพยายามอยู่แล้วล่ะ.. แอนดี้ ...”

แม้ว่าจะพยายามอีกกี่ครั้ง ผลที่ได้จะกลายเป็นสูญเปล่าเหมือนเดิมก็เถอะ...




..................




แรงลมหนาวเป็นละลอก ทำเอาร่างโปร่งต้องกระชับเสื้อโค๊ดตัวหนาเพื่อเพิ่มความอบอุ่นให้ร่างกาย มือที่ยังคงมีเฝือกอีกข้างทำให้อะไร ๆ ก็พาลเกะกะซะเหลือเกิน ใบหน้าใส แต้มสีแดงระเรื่อเพราะสภาพอากาศเงยหน้ามองสีของท้องฟ้ามืด ๆ แล้วก็ต้องเซ็ง

“มืดฝนอีกแล้วหรือเนี๊ยะ” บ่นน้อย ๆ ก่อนวิ่งเหยาะ ๆ หลบเม็ดฝน แม้จะเป็นเพียงแค่ละออง แต่ก็ยังหนาวอยู่ดี ร่างโปร่งวิ่งมาหยุดตรงตู้โทรศัพท์หน้าบริษัทตู้เดิม มือเรียวปัดเอาเม็ดฝนที่เกาะพราวตรงเสื้อโค๊ชออก ปากก็บ่นพึมพำโทษฝนโทษฟ้าไม่ได้หยุด

“เฮ้อ! ทุกวันเลย นี่มันฤดูอะไรกันเนี๊ยะ”

บรรยากาศที่เย็นเยียบรอบ ๆ ข้าง พาลเอาหัวคิ้วเรียวสวยขมวดเป็นปมขึ้นมาอย่างฉับพลัน หัวสมองที่มันหวนรำลึกได้ถึงวันเวลาที่ผ่านไปและยังคงแจ่มชัดเสมือนกับว่าช่วงเวลาเหล่านั้น จงใจตามมาหลอกหลอนให้ขอบตาร้อนผ่าวขึ้นมาอย่างช่วยไม่ได้

ตู้โทรศัพท์ตู้นี้ ที่ตรงนี้ หลายเดือนที่ผ่านมาจะมีใครคนนึงยืนรอเค้าอยู่ทุกวัน .... แค่เพียงคิดถึงร่างสูง ๆ รอยยิ้มอบอุ่น แววตาขี้เล่น ใบหน้าหล่อเหล่าของผู้เป็นที่รัก ก็แทบทนไม่ได้ ... หากวันนั้นไม่บังเอิญเลิกซ้อมเร็ว หากวันนั้นไม่บังเอิญเดินไปรับจอนจิน หากวันนั้นไม่บังเอิญเห็นภาพ ๆ นั้นเข้า ป่านนี้ ก็อาจไม่รู้สึกเจ็บปวดเจียนตายขนาดนี้ก็เป็นได้


เฮซองรู้สึกว่าตัวเองเหนื่อยล้ามากมายจนต้องใช้กระจกของตู้โทรศัพท์ในการทรงตัว คำขอโทษจากปลายปากกาเมจิกสีน้ำเงินเข้มตัวเล็ก ๆ ที่เฝือก ปรากฏขึ้นในวันแรก ๆ ที่โรงพยาบาลตอนที่เค้าเผลอหลับไป ยังคงปรากฏรอยจาง ๆ แม้จะพยายามลบไปแล้วหลายครั้ง

“ขอโทษ ... มันเทียบกับความรู้สึกผิดหวังของชั้นไม่ได้ซักนิด ..” ดวงตาเรียวดุพริ้มลงอย่างเหนื่อยล้า เค้าฝืนกลืนก้อนแข็ง ๆ ที่จุกลำคอให้ลงสู่กระเพาะไปอย่างยากลำบาก สูดหายใจเข้าแรง ๆ ระงับความน้อยใจและเสียใจที่กำลังกลั่นตัวเป็นน้ำให้ระเหยหาย ... ไม่อยากร้องไห้ ไม่อยากอ่อนแอ ... เพราะยิ่งร้อง ก็เหมือนตัวเองยิ่งงี่เง่า

นานเท่าไหร่ที่ร่างบางยังคงก้มหน้านิ่งอยู่ในตู้โทรศัพท์ก็ยากจะรู้ แต่หากเค้าต้องสะดุ้งขึ้น เพราะวัตถุบางอย่างที่สะกิดแขนตัวเองอยู่ตอนนี้นั่นเอง
.
.
.

“พี่ฮะ .. นี่ร่ม” เฮซองเงยมองที่มาของเสียง ใบหน้าคมคายคุ้นตายืนอยู่หน้าตู้โทรศัพย์ ยื่นร่มสีสดใสมาตรงหน้าด้วยรอยยิ้มอ่อนโยนเช่นทุกวัน แต่หากความรู้สึกปกติที่เพิ่งบังเกิดเหมือนน้ำนิ่ง ๆ เมื่อครู่กลับเดือดปุดขึ้นมาอย่างไม่ทราบสาเหตุอีกครั้ง

“มาทำไม”

“ผมรู้ว่าพี่คงไม่ยอมกลับไปกับผมแน่ ๆ แต่อย่างน้อยก็แค่รับร่มไป ... นะฮะ” ดวงตาเรียวดุหรี่มองร่มในมือของคนร่างสูงสลับกับใบหน้าคมอีกหลายครั้ง ภายในอกกำลังก่อสงครามกันเองระหว่าง จะรับ รึไม่รับดี


“ไม่ว่าความปรารถนาดีแม้จะแค่เล็กน้อยขนาดไรฝุ่นที่นายพยายามหยิบยื่นให้ ชั้นก็ไม่ต้องการทั้งนั้น”

เฮซองผลักคนตรงหน้าออกให้พ้นประตู เดินลิ่ว ๆ ไปตามถนนโดยไม่สนใจอะไรทั้งนั้น ว่าทรงผมที่เคยแหนหวงจะเปียก หรือกระทั่งเม็ดฝนที่ยังคงโปรยปรายจะทำให้เค้าเป็นหวัดก็ตาม


จอนจินถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่.. ช่วงนี้เค้ารู้สึกตัวว่าถอนหายใจถี่เหลือเกิน หากว่าการทำเช่นนั้นจะเป็นการเพิ่มคาร์บอนไดออกไซด์ให้อากาศ ป่านนี้รอบข้างของเค้า คงเต็มไปด้วยมลพิษอย่างไม่ต้องสงสัย คิดพลางก็รีบก้าวออกไปให้ทัน เพื่อจะได้ใช้ร่มกำบังเม็ดฝนให้กับคนรักที่เอาแต่เดินจ้ำอ้าวโดยไม่สนใจรอ


“ผมกางร่มให้แล้วกัน พี่ยังใสเฝือกอยู่คงถือไม่ถนัด” ใบหน้าที่แฝงรอยครุกรุ่นอยู่ภายใน หันขวับมามองสีหน้าคนที่เดินเคียงข้าง มือแกร่งประคองร่มคันเล็กเพียงคันเดียวไม่ให้ตนเองเปียก ส่วนเจ้าของร่วมกลับโดนสายฝนสาดจนเสื้อผ้าเริ่มซับเม็ดฝนจนชื้น

อยากจะฮึดฮัด อยากจะสะบัดร่มนี้ให้ไปไกล ๆ แต่ริมฝีปากบางเพียงแย้มขึ้นนิดเพราะกำลังคิดสรรหาคำมาต่อว่าจอนจินให้สะใจเหมือนเคย หากว่า ...


“ผมแค่กางร่มให้ฮะ ผมสัญญาว่าจะไม่ทำหรือพูดอะไรให้พี่รำคาญ”


จู่ ๆ ใบหน้าก็ร้อนวูบ ไม่พอใจกับคำพูดประโยคนั้นรึเปล่าก็ไม่แน่ใจ แต่เฮซองกำลังสะกดอารมณ์ที่แปลก ๆ ตอนนี้ไว้ โดยทำเป็นเดินก้มหน้าต่อ ปล่อยให้จอนจินทำหน้าที่ถือร่มเดินเคียงกันไปอย่างไร้คำพูด


ตลอดทาง ..หากเวลานี้ ทั้งคู่ยังคงเป็นคู่รักปกติ ร่มคันน้อยคงยังกว้างไปสำหรับคนสองคนคง ร่างเค้าทั้งสองคงต้องเบียดบังเข้าหากันเพื่อเพิ่มไออุ่น สองมือของทั้งคู่คงได้เกาะกุมกันไว้ตลอดเวลา

แต่หากเวลานี้ เวลาที่หัวใจอีกดวงปิดสนิทและไม่แม้แต่จะแง้มออกมายอมรับความปรารถนาดี .. ต่อให้ร่มคันใหญ่แค่ไหน แต่นั่นก็ดูราวกับคับแคบ ...อึดอัด ...จนแทบไม่มีช่องว่างให้ได้หายใจ...
















พอดีใช้เรือพาย ไร้เครื่องยนต์ มันเรยเทียบท่าลำบาก 555


บ่นมาหลายครั้ง คนอ่านคงเบื่อ แต่ขอบ่นอีกทีเหอะ
แม่ลูกทีไร พุดดี้จะตายให้ได้ทุกที อ๊ากกกกกกกกกกกกก ... ทำไม ๆ ๆ ๆ จะให้มันงอนกันไง ง้อกันไง ทำไมมันยากงี้วะฮะ ...

เฮ้อ! พอและ ขอบคุณที่ให้บ่น ... พบกันตอนหน้าฮะ

ขอบคุณที่ติดตาม


Create Date : 31 มีนาคม 2552
Last Update : 31 มีนาคม 2552 21:52:52 น. 7 comments
Counter : 618 Pageviews.

 
รู้มาจากโบว์ว่าพี่พุดออกตอนใหม่แล้วเลยรีบมา~

แบบว่า...ตอนนี้

จินน่าสงสารT-T

ง้อให้สำเร็จเร็วๆนะ~

แต่เรายังแอบเชียร์จินดี้ลึกๆ

(เก็บเอาไปจิ้นต่อที่ฟิคตัวเอง55+)

แต่เข้าใจอารมณ์ซองนะ เป็นเรา เราก็คงโกรธ

ว่าแต่ไม่ใช่วันนี้ดี้กลับบ้านไปเจอป๋า

ป๋ารู้เรื่องแล้วนะ..ป๋าจะได้จับกด55+

พูดเหมือนไม่อยากให้เป็นเลยเนอะ แต่ความจริงแล้วเชียร์อยู่เลย~


ปล. ว่าแต่พี่พุดจะเอาฟิคเรื่องไหนคะ~

เรื่องใหม่ของเราเหรอหรือว่าหลังไมค์

ถ้าหลังไมค์ละก็ยังไม่ออกเลย~

แต่ถ้าเรื่องใหม่ บอกไว้ที่ไร่ได้เดี๋ยวเราจัดส่งให้~


โดย: WizzE IP: 124.120.94.120 วันที่: 31 มีนาคม 2552 เวลา:22:07:40 น.  

 
นอกจากแอนดี้แล้ว
เกตเป็นกำลัวใจให้จินอีกคน

จินนี้สู้ ๆ


โดย: ket_dd IP: 117.47.49.30 วันที่: 1 เมษายน 2552 เวลา:0:10:45 น.  

 
สงสารทั้งจิน ทั้งเข้าใจซอง ถ้าเป็นซองคงจะลำบากใจที่จะกลับมาดีกันสนิทใจเหมือนเก่า
ถึงแม้ดีกันแล้วมันก็ยังเป็นปมในใจลึกๆอ่ะนะ (จิ้นไปถึงไหนเนี่ย)
แต่ว่าพยามเข้านะจินนี่เอ๋ย ออมม่าคงใจอ่อนซักวัน ฮือออ
แอบคิดคล้ายๆพลอย เจอกันคราวนี้ป๋าบอกความจริงว่าเค้ารู้นานแล้วล่ะตะเอง แอนเสร็จแน่ อิอิ
พี่พุดโบว่าเปลี่ยนจากเรือพายมาเป็นเรือยางดีกว่าปล่อยให้มันลอยตามน้ำไปเรื่อยๆ วนไปเรื่อยๆ แล้วแต่ลมพาไป
สรุปว่าอยากให้ลากต่อไป ลากไปไหนก็ได้ตามใจเลยนะจ๊ะ
รอตอนหน้าจ้า


โดย: โบ_andyholic IP: 119.31.32.113 วันที่: 1 เมษายน 2552 เวลา:22:28:23 น.  

 
โฮ้ พี่พุด บรรยากาศตอนนี้อึดอัดมากอ่ะ
คนอ่านยังอึดอัดไปด้วยเลยยย
คำพูดแต่ละประโยคของซองก็ยิ่งกว่ามีดกรีดแทงใจซะอีก โอ้ สงสารพี่หอยยยย~

สู้ๆค่าพี่พุด


โดย: da friday child วันที่: 2 เมษายน 2552 เวลา:22:11:29 น.  

 
ปากบอกว่าหมั่นไส้....แต่ถึงเวลาจริงๆ ก็ต้องสงสารจิน เง้อ....

คำพูดประชดของซองแต่ละคำนี่มัน...บาดอารมณ์ได้อีกอ่ะ อ่านแล้วชวนหดหู่
[บ่นๆ นี่ชอบนะ เพราะพี่ซาดิสม์ เหอๆๆๆ]


ตอนหน้าขอแบบลืมไม่ลงเลยนะน้องพุด



โดย: แม่ยกชูงแจ วันที่: 3 เมษายน 2552 เวลา:10:07:41 น.  

 
ร่าประชดประชันได้เจ็บปวดเหลือเกิน จินเจ็บ ร่าก้อเจ็บ พี่ก้อเจ็บ (แจมด้วยซะงั้น)

พี่ชอบฉากตู้โทรศัพท์ที่ร่ามาหลบฝน เพราะมันมีอดีตหวานอยู่ แต่ตอนนี้มันกลับเศร้านัก เคยจู๋จี๊กันที่นี่ แต่ตอนนี้..ต้องมายืนร้องไห้คนเดียว

.. ต่อให้ร่มคันใหญ่แค่ไหน แต่นั่นก็ดูราวกับคับแคบ ...อึดอัด ...จนแทบไม่มีช่องว่างให้ได้หายใจ... /// ชอบมากกกกกก น้องพุดบรรยายได้เห็นภาพมากกกกก แต่ว่า...มันยังไม่สาแก่ใจพี่(แอบซาดิส) จินยังเจ็บไม่ถึงครึ่งที่ร่าเจ็บ พี่อยากให้จินโดนหนักกว่านี้อีกอ่ะ (น้องพุดบอก หนูอยากจะจบแล้ว พี่จะให้ลากยาวไปไหนเนี่ย)

ชอบๆ สนุกดี(อีกแล้ว)อ่ะ น้องพุดสู้ๆ พี่รออ่านเหมือนเคยจ้าาาาา



โดย: ไอ้หนูลูกพ่อ IP: 58.8.41.12 วันที่: 3 เมษายน 2552 เวลา:20:37:07 น.  

 
ตอนนี้บทของจินนี่น่าสงสารจริงๆ แต่ก็
สมควรแล้วกับความผิดที่ทำไป เพราะ
คนที่โดนคนรักหักหลังย่อมเจ็บไม่แพ้
กัน หรืออาจจะเจ็บกว่าก็ได้ จริงปะ....

ชอบประโยคปิดท้ายมากเลย อ่านแล้ว
รู้สึกเหงา และเศร้ามากกกกก....ไปละ


โดย: JM IP: 116.58.231.242 วันที่: 4 เมษายน 2552 เวลา:2:11:30 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

พุดดิ้งของซอนโฮ
Location :


[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




Friends' blogs
[Add พุดดิ้งของซอนโฮ's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.