I call it Destiny You call it Love...
Group Blog
 
 
พฤษภาคม 2556
 
 1234
567891011
12131415161718
19202122232425
262728293031 
 
16 พฤษภาคม 2556
 
All Blogs
 

Fic 2PM 'Between' [Taec x Dong x Khun ft. Channuneo



  'Between'    T D K ft CNN






Note   มันคือฟิควาย ถ้าใครไม่รู้จักวายก็ sorry นะคะ  

แต่งเล่นๆ เพื่อความเพลิดเพลิน.. 









xxxxxxxx

Ep1



เสียงหัวใจที่เต้นถี่รัวเร็วประหนึ่งกลองชุดโหมกระหน่ำอยู่ในอก ริมฝีปากที่แห้งผาก เหงื่อกาฬไหลย้อยจากกลุ่มผมนุ่มทิ้งตัวลงสู่ลำคอและหายเข้าไปในเสื้อยืดที่เริ่มเปียกชื้น สองเท้าที่ย่ำไปซ้ำ ๆ ที่เดิม ๆ วนไปวนมาเหมือนไร้จุดหมาย เริ่มเหนื่อยล้าจนแทบหมดกำลังจะย่างก้าวต่อไป สิ่งที่พอจะคาดเดาได้นั่นคือแสงรำไรที่สาดทะลุกลุ่มแมกไม้หนาทึบเหนือหัวลงมาเป็นริ้ว พอจะบ่งบอกได้ว่า เวลานี้คงคล้อยบ่ายเต็มที นี่มันกี่ชั่วโมงแล้วก็ไม่อยากคิด ที่ต้องมาเดินหลงทางอยู่ในป่ารกครึ้มแห่งนี้ มองไปรอบ ๆ ตัว บรรยากาศก็เหมือน ๆ กันหมด จนแทบดูไม่ออกว่าเคยเดินผ่านมันไปกี่รอบแล้ว

เมื่อเริ่มรู้ตัวว่าหมดปัญญา ร่างที่เหนื่อยล้าจึงทรุดลงพักที่โคนต้นไม้ใหญ่ สองมือเล็กนวดเฟ้นเท้าตัวเองให้คลายความเมื่อยล้า ก่อนจะพักสายตาและเอนตัวพิงต้นไม้ใหญ่ เมื่อเสียงหัวใจที่รัวเร็วเมื่อครู่ค่อยสงบ บรรยากาศรอบตัวพลันเงียบสงบตาม เสียงใบไม้ไหวประสานกับสายลมฟังดูอ้อยอิ่ง คงเพราะไปอีกแบบหากเขาไม่ตกอยู่ในสถานการณ์เหมือนตอนนี้

แล้วสายลมอ่อนๆ ก็พัดเสียงแว่ว ๆ ให้ลอยมา เสียงของมันทำเอาโสดประสาทพลันตื่นตัว และถ้าหูไม่ได้ฝาดเพราะความกระหาย นั่นมันเสียงน้ำตกชัด ๆ นี่น่า นั่งคำนวณเอาความเป็นไปได้ระหว่างอาการประสาทหลอน กับความเป็นจริงคร่าวๆ แล้วต้องผุดลุกขึ้นยืนเต็มความสูง ฝืนลากเท้าที่ยังคงเหนื่อยล้าไปตามทิศทางแห่งเสียงนั้น เอาน่า ยังไงซะก็ดีกว่านั่งเฉย ๆ ตรงนี้ละกัน หลอนไม่หลอน ยังไงมันก็ต้องพิสูจน์

เพียงแค่ไม่กี่อึดใจ แค่เดินต่อไปจนแทบลมจับอีกสามร้อยรอบ เขาก็มายืนประจันหน้ากับน้ำตกขนาดใหญ่ วิวทิวทัศน์รื่นรมย์รอบ ๆ ปลิดเอาความเหนื่อยล้าให้มลายหายไปจนสิ้น ว่าแล้วก็โยนเป้ใบเล็กไว้กับพื้นก่อนจะวิ่งโถมเข้าหาน้ำใสลูบมือลูบหน้าและจ้วงขึ้นดื่มอย่างระหาย เมื่อหายเหนื่อย สมองที่โล่ง แล้วก็ฉุดคิด

น่าแปลก น้ำตกใหญ่ ๆ แบบนี้ มันจะเล็ดลอดสายตาตี๋ ๆ ของเขาไปได้อย่างไร ทั้ง ๆ ที่เดินวนอยู่ในป่าตั้งหลายรอบ เหมือนใครพรางตาไว้ หรือไม่ใครสักคนก็คงเสกมันขึ้นมาเมื่อครู่กระมัง แต่คนที่ไม่คิดมากอย่างเขา ก็ไม่อยากคิดอะไรมาก ไม่ว่าจะสถานการณ์ใด มีน้ำหล่อเลี้ยงลมหายใจแบบนี้ก็ถือว่าดีแล้ว

และในขณะที่กำลังดื่มด่ำอยู่กับลำน้ำใส ๆ เย็น ๆ เบื้องหน้า ความรู้สึกบางอย่างบอกเขาว่า มีอะไรไม่ปกติ สายตาบางคู่กำลังจดจ้องอยู่ที่ท้ายทอยตัวเองหรืออย่างไร ทำไมถึงได้รู้สึกขนลุกอย่างบอกไม่ถูก


ว่าแล้วก็หันหลังกลับไปมองตามสัญชาติญาณ ดวงตาเรียวเล็กวาดมองรอบ ๆ ตัว จริงอย่างที่สงสัย แต่ดวงตาที่จับจ้องยังตนหาใช่ดวงตาของมนุษย์ไม่ สัตว์เลื้อยคลานตัวใหญ่ราว ๆ ท่อนขา สีดำมะเมื่อมขนาดเป็นเมตร จดจ้องมายังตัวเองอย่างไม่วางตา ดวงตาขีดเดียวของมัน ยากจะเข้าใจว่ากำลังคิดอะไรอยู่ ขณะนี้ ด้านหลังของตัวเองคือน้ำตก หากจะวิ่งหนีก็ต้องผ่านเจ้างูยักษ์ตัวนั้น แต่ก็นั่นแหละ จะผ่านมันไปได้อย่างไร

เสียงสาบ ๆ จากด้านข้างส่งมายังโสตประสาทที่กำลังตื่นตัว เหมือนฟ้าอยากเล่นตลกให้ขำ แต่มันไม่ขำซักนิด เมื่อจู่ ๆ งูยักษ์อีกตัวคราวนี้สีขาวเผือก มอง ๆ ไปขนาดมันก็ประมาณ ๆ เดียวกับเจ้าตัวแรก

เอาแล้วไง ความงู (ตัวแรก) ยังไม่ทันหาย ความงู (ตัวใหม่) ก็เข้ามาแทรก ดีนะที่ตอนนี้ร่างกายกำลังขาดแคลนน้ำ ไม่งั้นมีหวังว่ากระเพาะปัสสาวะอาจกลั่นเอาฉี่ออกมาราดกางเกงก็เป็นได้

เวลาผ่านไปอีกค่อนข้างนาน ไม่มีงูซักตัวขยับ และเขาเองก็กลั้นหายใจจนแทบจะหมดลมในการจด ๆ จ้อง ๆ ปฏิกิริยาของเจ้างูสองตัว


“อูยอง”

อ่า... ถ้าความจำยังดี เซลล์สมองไม่ตายไปกับไอ้เจ้าสัตว์ตาขีดเดียวนั่น มีใครซักคนกำลังเรียกชื่อเขาอยู่ มีคนมาช่วยแล้วใช่มั้ย??


“อูยอง” เสียงนั้นยังคงดังอย่างไร้ทิศทาง


“อูยองงงงงงงงงงงงงงงงง” มันดังขึ้นเรื่อย ๆ แต่จะให้แต่จะให้ตะโกนตอบไปยังไงล่ะ ในเมื่อตอนนี้ลิ้นมันแข็ง และปากมันก็อ้าไม่ออก


“ไอ้ด้งโว้ยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยย!!!!”


พรึ่บ!!


“แม่มมมม มรึงจะตะโดนใส่หูกรูเพื่อ... ”



“หลับในห้องเรียนอีกแล้วนะอูยอง”



อ่ะ อ้าววว!!!! ฝันหรอกเหรอ เฮ้อออออ โล่งอก


เอ๊ะ! หรือจะไม่โล่งดีล่ะ


“ไปโน่นเลย หน้าระเบียง ถือไม้บรรทัดไปด้วย”


“คร้าบบบบบ”


ขณะที่นั่งคอตก คุกเข่า ยกมือแฮนด์ อัพ ทำโทษตัวเองอยู่ แต่ดวงตาขีดเดียวของเจ้างูสองตัวมันยังตามติดอยู่ในความคิดไม่ไปไหน

รู้สึกไม่ดีเลยวุ้ย เหมือนลางร้ายกำลังจะตามมาหลอกหลอน


ชีวิตกรูต้องพัวพันกับอะไรอีกเนี๊ยะ








..



รองเท้าผ้าใบที่เสียดสีพื้นโรงยิมดังเอียดอ้าด ลูกบาสกระทบพื้นหนักๆ เสียงโหวกเหวกโวยวาย โห่ร้องบ้าง ประปรายเข้ามากระทบรูหู แต่แล้วมันก็ทะลุรูหูอีกข้างออกไปง่าย ๆ เหมือนน้ำใสที่เปิดให้ไหลลงท่อไปเฉย ๆ จับใจความไม่ได้ซักอย่าง เปลือกตาชั้นเดียวปรือจนปิดแล้วก็จำต้องขืนเปิดเปลือกตาขึ้นมาใหม่ ได้ไม่กี่วินาที มันก็ไม่รักดีจะทิ้งตัวลงมาปิดอีกครั้ง โอย! ชีวิต


ง่วงบัดซบ


แต่แล้วเจ้าลูกกลมๆ ที่ปกติมันต้องยัดลงห่วงกลับโฉบมาทางด้านที่นั่งบนอัศจรรย์แถมเฉี่ยวเอาใบหูผมไปนิดเดียว


สะดุ้งตื่นเต็มตาเลยกรู



“โทษทีอูด้ง โดนรึเปล่า?”


“เกือบไปแล้วมั้ยล่ะไอ้หมี ถ้าหูฉันพิการ นายต้องพิการกว่าฉันแน่” ผมลุกขึ้นโวยวายคาดโทษเจ้าเพื่อนตัวดีที่จู่ๆ ดันมาประทุษร้ายกันได้


“หยิบลูกบาสให้ด้วยดิ” แน่ะ ยังมีหน้ามาใช้อีก


ถลึงตาใส่ไปทีแต่ก็ยังมีน้ำใจปีนบันไดขึ้นไปหยิบเจ้าลูกกลมๆ นั้นโยนส่งให้เพื่อนในสนาม แล้วก็กลับมานั่งที่เดิมต่อ แต่คราวนี้ ไม่ง่วงเหมือนเดิมแล้ว เอ่อ! น่าขอบคุณมันเหมือนกันนะเนี๊ยะ



ทีมบาสในสนามยังซ้อมกันขะมักเขม้น นั่นขนาดซ้อมนะนั่น เอาจริงเอาจังซะยังกะชิงถ้วย


ประธานชมรมบาสตะโกนสั่งลูกทีมเสียงดังมาตั้งแต่ต้นชั่วโมง เป็นเสียงเดียวที่ฝ่าความง่วงงุนเข้ามาในโสตประสาทผมได้ทั้ง ๆ ที่จะหลับแหล่ไม่หลับแหล่เมื่อกี๊ หงุดหงิดอยู่นะนั่น แต่ก็อดชื่นชมอยู่นิด ๆ ที่หลอดเสียงพี่เขายังไม่แตกไปซะก่อน

พูดถึงประธานชมรมที่ยืนทำหน้าเคร่งขรึมอยู่ริมสนาม ผมเลยขอนินทาซะเลย อ่ะนะ ยังไงก็ว่าง ไม่มีไรทำอยู่แล้ว


พี่แทคยอนน่ะโดนคัดเลือกให้เข้าชมรมเพราะมีดีก็แค่ความสูงแค่นั้นแหละ อย่าว่าแต่ชู๊ต เลี้ยงลูกยังทำไม่เป็น ฟันหน้าที่เห็นมันเหยิน ๆ อยู่ทุกวันนี้ก็เป็นผลจากการเลี้ยงลูกแล้วมันกระเด้งมากระแทกปากตัวเองนั่นแหละ กร๊ากกกกกกกกกกกกก เชื่อผมรึเปล่า อย่าเชื่อนะ เพราะผมล้อเล่น แต่ไอ้เรื่องที่เมื่อก่อนพี่เค้าเล่นบาสไม่เป็นน่ะคือเรื่องจริง แล้วดูเดี๋ยวนี้สิ เป็นถึงประธานชมรม แถมเป็นนักกีฬาดีเด่นของเขตซะด้วยนะเออ ตัวอย่างของพี่แทคทำให้ผมค้นพบสัจธรรมได้ว่า คนเรา ถ้ามีความพยายามซะอย่าง อะไรมันก็ไม่ยากหรอกใช่มั้ย

คิดแบบนี้อย่านึกนะว่าผมจะฮึกเหิมทำบ้าง ความขี้เกียจน่ะมันไม่เข้าใครออกใคร




“วันนี้เลิกซ้อมได้แล้ว พรุ่งนี้ก็เหมือนเดิมนะ”


เสียงสวรรค์ดังขึ้น ต่อท้ายด้วยเสียงเฮลั่นสนาม เจ้าหมีเพื่อนผมเดินดุ่มๆ มานั่งข้างตัว กรอกน้ำที่ถือติดมือมาเข้าปากดังเอื๊อกๆ บัดนี้ทั่วทั้งตัวของชานซองมีแต่เหงื่อ แม้ว่าจะเริ่มหนาวแล้ว แต่ไอความร้อนจากตัวหมอนั่นส่งมากระทบผิวผมจนสัมผัสมันได้เต็มๆ


อย่าว่ากระไรเลย เมื่อกี๊นินทาประธานชมรมในใจไปแล้ว หันมองหน้าชานซองแต่สายตาคม ๆ คู่นั้นมันยังเหม่อลอยโดยไม่ได้สังเกตว่าผมมองมันอยู่ เลยอยากแอบนินทามันอีกคน


ไอ้หล่อคนนี้น่ะ เห็นมันเอ๋อ ๆ ง่วง ๆ แบบนี้ทุกวัน อย่าคิดว่ามันเป็นพวกไม่เอาถ่านเหมือนผมนะ ความจริงแล้วมันน่ะ เก่งหลายด้านเลยแหละ ตอนย้ายโรงเรียนมาใหม่ๆ (ชานซองเพิ่งย้ายเข้ามาเรียนเมื่อต้นเทอมนี่เองครับ) ชมรมทั้งหลายแย่งตัวกันให้ขวักเพราะชื่อเสียงดี เนื้อหอมเชียวแหละ แต่สรุปสุดท้ายมันก็ได้เข้าชมรมบาส เพราะอาจารย์ที่ปรึกษาชมรมใต้โต๊ะให้ผมดึงตัวมันมา หุหุ ก็ผมสนิทกับมันนี่น่า แต่ผมก็ไม่ได้หว่านล้อมอะไรมันหรอก แค่กรอกใบสมัครแถมยื่นให้เสร็จสรรพ หมอนี่ก็แปลกมันยอมผมหน้าตาเฉย เอากะมันสิ อีกอย่างชานซองน่ะเรียนเก่งสุด ๆ เกรดแบบมัน เข้าเรียนที่ไหนก็มีแต่คนอ้าแขนรับ ผมก็เคยถามเหมือนกันว่าทำไมถึงมาสมัครเรียนที่นี่ ทั้ง ๆ ที่โรงเรียนอื่นก็ดีกว่าเยอะแยะ มันก็บอกสั้น ๆ ว่า เรื่องเรียนไม่ใช่เรื่องใหญ่ ใช่ซี่!! พ่อคนเพียบพร้อม หล่อ รวย ดูดี มีชาติตระกูลอย่างมันน่ะ มีสิทธิ์เลือกนี่หว่า ท่านลูกทูต


พอเหอะ ไม่นินทาและ เพราะยิ่งนินทาก็เหมือนยิ่งหาเรื่องชมมัน หยุดดีกว่า ข้อเปรียบเทียบระหว่างมันกับผมยิ่งเยอะ ๆ อยู่


อะไรที่ว่าเยอะน่ะเหรอ


ก็ดูดิ มันเรียนเก่ง เวลาก็มีเท่าๆ กัน เตร็ดเตร่เหมือนกัน แต่ทำไมมันสอบผ่านเอาๆ ส่วนผมน่ะ เอ่อ.. ผ่านไปเทอมๆ ไม่ตกก็บุญแล้ว

ชานซองน่ะตัวสูงมาก จริงๆ ผมก็ไม่เตี้ยนะ ก็มาตรฐานผู้ชายนี่แหละ ข้อนี้ไม่ถือว่าผมผิดปกติ ไอ้ชานมันผิดปกติมากกว่า

ส่วนเรื่องหน้าตา ชานซองน่ะดูดีมากกก ขนาดผมซึ่งเป็นผู้ชายด้วยกัน ยังนึกชม เอาแค่ดวงตาคมๆ นั่น ไหนจะจมูกโด่ง ปากหยักสวย แล้วลองเอามารวมกันดิ โอย อย่าให้สาธยาย แค่มองตาตี๋ ๆ ของตัวเอง เอ่อ .. เห็นข้อแตกต่างยัง


จบเหอะ .. ชีวิตมันบัดซบเกินไปและ



ระหว่างที่รอชานซองไปเปลี่ยนเสื้อผ้าเพราะเราต้องกลับบ้านพร้อมกัน บ้านผมกะมันอยู่ใกล้กันน่ะครับ เป็นเพื่อนกันมาจนถึงม.ต้น ชานซองก็ย้ายไปอยู่ที่อื่น ตอนนี้กลับมาอีกทีก็หลังจากผ่านไปเป็นปี ๆ แต่เราก็ยังสนิทกันเหมือนเดิม


ผมนั่งฮัมเพลงเพลิน ๆ รอชานซองอยู่หน้าโรงยิม จู่ๆ คุณประธานชมรมก็เดินเข้ามาหาผม


จริง ๆกับพี่แทคก็เจอกันทุกวันอยู่แล้ว เพียงแค่ปกติไม่เคยคิดจะทักทายกันด้วยคำพูด ก็แค่ผ่านกันไปมา ถ้าเจอจังๆ ก็ได้แค่โค้งสวัสดีนิดหน่อยเป็นพิธีตามประสารุ่นพี่รุ่นน้อง


แล้ววันนี้อะไรดลใจหนอ


“รอชานซองเหรอ”


“อ่า! ครับ”


“ไม่ต้องสุภาพกับฉันก็ได้น่า”


“อ่ะ ครับ ๆ”


“ฮึ ๆ นายนี่ตลกดีนะ”


“อ่า ครับ”


จริง ๆ ผมไม่ได้ตั้งใจตลกนะ แม้พื้นเพนิสัยจะเป็นอย่างนั้นก็เหอะ แต่ผมไม่รุจะพูดอะไรกับเขานี่ ร้อยวันพันชาติไม่เห็นพี่แทคจะเคยเข้ามาคุยด้วย เคยแต่มองดูพี่เขาอยู่ไกลๆ เห็นใกล้ๆ แบบนี้ ชักหวั่น


“เห็นนายมารอชานซองทุกวันตอนเย็น ไม่สนใจเข้ามาเป็นผู้จัดการชมรมบ้างเหรออูยอง”


รู้จักชื่อด้วยวุ้ย


“เอ่อ! จริง ๆ แล้วผมอยู่ชมรมห้องสมุดน่ะ แต่เพราะมันไม่มีไรทำ ก็เลยมาดูชานซองมันเล่นบาสแทน”


“ตอนนี้ชมรมบาสไม่มีผู้จัดการ เดือนหน้ากำลังจะแข่งนัดสำคัญซะด้วย ถ้านายจะสนใจจะมาช่วยงาน”


“คือ คงไม่สะดวกอ่ะครับ ขอโทษด้วย ผมทำอะไรแบบนี้ไม่เป็นหรอก” ผมยังยืนกรานปฏิเสธ บอกไปรึยังว่าผมน่ะขี้เกียจ จะทำทำไม เงินก็ไม่ได้ เหนื่อยเปล่า ๆ แถมยังต้องมาคอยดูแลไอ้พวกนักกีฬาตัวบึก ๆ ถึกๆ ตั้งยี่สิบคนแบบนี้


แค่คิดผมก็เหนื่อยขึ้นมาซะดื้อ ๆ เหมือนลงมือทำไปแล้วงั้นแหละ


“ไม่เป็นไรนี่ มันก็ไม่ได้มีอะไรมากมายซะหน่อย”


“ขอบคุณครับที่ไว้ใจ แต่ผม...”


“คิดดูก่อนก็ได้ ไม่ต้องรีบตอบหรอก..” พี่แทคลุกขึ้นยืนหันมายิ้มให้ผมก่อนที่จะเดินออกไปเป็นเวลาเดียวกับที่ชานซองเดินเข้ามาพอดี


“คุยไรกับพี่แทคเหรอ”


“ป่าวหรอก ก็เรื่องทั่วๆ ไป”


“อืมๆ” ชานซองพยักหน้ากลายๆ แล้วเราก็เดินกลับบ้านพร้อมกัน


พี่แทคน่ะ อยู่ใกล้ๆ แม้ดูใจดีกว่าตอนเห็นไกลๆ ก็เหอะ แต่ขนาดผมที่ปกติก็เป็นคนพูดมากแถมยังกัดเก่งยังเย็นยะเยือกไม่รู้ทำไม คงเพราะท่าทีขรึม ๆ ดูโมโหร้ายบางครั้ง แต่มันก็เป็นเพราะเขาจริงจังกับเกมส์ในสนามมาก


แต่ให้ดี ไม่ต้องอยู่ใกล้กันจะดีกว่า








.....


วันถัดมา



ไม่น่าเล้ยยย ไม่น่าไปเล่าความฝันเรื่องนั้นให้ยัยมินฟัง เป็นไงล่ะ หลังเลิกเรียนยัยนั่งถึงกับลากผมไปดูดวงด้วยกันซะเลย อะไรจะจริงจังขนาดนั้น


สุดท้ายก็ได้ความไม่สบายใจกลับมานอนคิดเรื่องนึง


นี่แหละ ชีวิต


คิดๆ ไป หมอดูนี่เป็นเหมือนคนกุมชะตาชีวิตคนพอๆ กะผู้พิพากษาเลยนะผมว่า คิดดูดิ พอหมอดูทักว่าคุณจะดวงดี แม่มมม อากาศแจ่มใส หน้าตางี้เบิกบานได้ทั้งวัน ทั้ง ๆ ไม่ได้ถูกหวยซะหน่อย แต่พอทักว่าคุณจะเจ็บไข้ เออนะ ..คนเราก็อุตริเหมือนจะใกล้ตายขึ้นมาซะทันที ทั้ง ๆ ที่ก็แข็งแรงอยู่ทุกวัน


แล้วผมนึกถึงเรื่องตัวเองกับงูสองตัวในฝันนั่นล่ะ คนสองคนจะเข้ามาพัวพันในชีวิ ทำให้เกิดเรื่องยุ่งยากใจ อะไรประมาณนั้น


แค่ไม่กี่ประโยคแค่นั้นหละ ชีวิตผมก็มองเห็นเค้าความวุ่นวายก่อตัวเป็นหย่อมๆ ตั้งแต่บัดเดี๋ยวนั้นแหละ

อุปาทาน มันคือ อุปาทาน



ค่ำแล้ว... อากาศเย็น ๆ โชยมาบางเบา แต่มันก็ทำให้คนขี้หนาวอย่างผมยะเยือกจนต้องกอดตัวเองไว้แน่นๆ

แล้วนี่มันวันบ้าบออะไร ผู้คนถึงบางตาซะขนาดนี้ นี่มันหน้าโรงเรียน ที่ชุมนุมชนเชียวน๊า


ผมเดินฮัมเพลิงมาเรื่อยๆ กะเอาเสียงตัวเองข่มความเงียบว่างั้น แต่ป้ายรถเมลล์กับโรงเรียนผมน่ะ มันค่อนข้างไกลกัน


ที่ต้องมาเดินคนเดียวในวันนี้เพราะไม่อยากไปเจอพี่แทค ยังไม่อยากตอบคำถามเขาเลยบอกชานซองไปว่าติดธุระ

ติดธุระจริง ๆ ก็ไอ้ที่ยัยมินลากไปดูหมอนั่นแหละ กลับมาก็ไปเอกขเนกหลับอุตุต่อที่หอเพื่อนใกล้ๆ โรงเรียน ตื่นขึ้นมาอีกที พระอาทิตย์ก็บ๊ายบ่ายลับฟ้าไปเรียบร้อยแล้ว




รอบตัวค่อดจะวิเวก แต่ก็พยายามไม่คิดถึงความกลัว


แต่แล้วเสียงอะไรบางอย่างมันก็ดังขึ้นใกล้ๆ ไม่ชัดมากแต่ผมก็หันขวับส่ายตามองถึงแหล่งกำเนิดเสียงนั่น


ที่มาของเสียงน่าจะเป็นมุมตึกข้างหน้าผม ซอยแคบๆ ก่อนจะเลี้ยวออกถนนใหญ่ไปยังป้ายรถเมล์

ผีรึคน??

มันเป็นเสียงฝีเท้าที่ลากช้า ๆ เสียงหัวเราะหึหึ โทนต่ำ ๆ


ทั้ง ๆ ที่ใจจริงก็กลัว แต่ความอยากรู้นำให้ขาทั้งสองค่อย ๆ ย่องเบา ๆ เอาตัวเองไปแนบร่างกับตึกสูง แย้มหน้าออกไปมองในซอกตึกเล็ก ๆ นั้น

บางทีอาจจะเป็นแค่เด็กนักเรียนโรงเรียนผม หรือไม่ก็โรงเรียนข้าง ๆ กันที่แอบมาสูบบุหรี่อยู่ล่ะม้าง

ได้แค่ปลอบใจตัวเองไปพลาง ขนที่แขนก็ลุกซู่ไปพลาง ถ้าไม่ใช่ล่ะจะทำยังไง

เงาของร่างสูง ๆ เป็นผู้ชายตัวบึก ๆ ราว 3 คน ยืนล้อมใครบางคนที่ตัวเล็กกว่าไว้ ผมเพ่งสายตามองชัด ๆ จึงสังเกตเห็นว่า คนที่กำลังโดนรุมนั้น ใส่เสื้อฟอร์มของนักเรียนเอเอ็ม โรงเรียนที่อยู่ตรงข้ามกันกับโรงเรียนผม

ไม่ทันได้ใช้สมองก้อนน้อย ๆ คิดถึงผลที่จะตามมา

แค่เห็นคนอื่นเดือดร้อนเท่านั้น ผมก็กระโจนเข้าช่วยประหนึ่งตัวเองเก่งและเป็นซุปเปอร์แมนซะเต็มประดา ทั้ง ๆ ที่ความจริงต่อยใครก็ยังไม่เค้ยย ไม่เคย

“เฮ้ย! จะทำไรน่ะ”

หลังจากนั้นสายตาทั้ง 8 คู่ในมุมมืดก็หันขวับมาทางทิศที่ผมยืนอยู่โดยพร้อมเพรียง กว่าจะคิดได้ว่า เออหนอ แทนที่จะทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้ หนีไปเนียน ๆ ก็ไม่ทำนะคนเรา

เพิ่งรู้ตอนนี้ก็สาย


ไอ้ผู้ร้ายตัวสูงทั้งสาม เบนทิศทางจากชายหนุ่มต่างโรงเรียน มาเป็นผม แสยะยิ้มชวนขนลุกมาให้ด้วย

แว๊กกกกก ไม่นะ วิ่งหนีตอนนี้ ลุคมันจะดูแย่มั้ยวะฮะ


“ไอ้นี่ก็น่ารักดีว่ะ เอาเหอะ สองคนก็ดีกว่าคนเดียว แบ่งกันถึง ๆ หน่อย”

ไอ้พวกบ้านี่มันพูดอะไรของมันน่ะ

“มามะน้อง เดี๋ยวพี่ ๆ จะพาไปขึ้นสวรรค์”

เย้ย! หูผมฝาด ไปรึเปล่า ไอ้สามตัวนั่นน่ะนะจะพาไปสวรรค์ (ผมว่าหน้าอย่างมัน นรกยังไม่ต้อนรับเล้ยย)


เดี๋ยวนะ!! ไปสวรรค์..ชัดและ

ไม่น๊า!! ด้งไม่ชอบผู้ชาย ด้งยังไม่เคยเสียจูบแรกด้วยซ้ำ ไม่เอา ไม่เอา ไม่เอา

ผมหลับตาปี๋ เตรียมจะหันหลังวิ่งแล้ว ถ้าไม่มีมือสาก ๆ ของ 1 ใน 3 นั่นมาฉุดผมไว้ซะก่อน

“ปล่อยสิโว้ยยย ปล่อยเด้ เฮ้ย! กูไม่ใช่ผู้หญิงน๊า”

“ผู้ชายนี่แหละ พี่ชอบ” ดู ดู๊ ดูมันพูดมาได้ไม่อายปาก พี่จ้องดี ๆ ดิ ผมไม่มีนม ไม่ได้อึ๋ม จะมามีอารมณ์ไรกันเนี๊ยะ แม่จ๋า!!!!! ช่วยด้งด้วยยยย


แต่แล้วเหยื่อที่ยืนนิ่งดูสถานการณ์มาซักพัก กลับกระโดดตัวลอยเข้ามาขวางผม แถมดึงผมให้หลุดจากมือสาก ๆ ของไอ้บ้ากามวิตถารคนนั้นจนตัวลอย

ตามมาด้วย...

พลั่กๆๆๆ ตุ๊บๆๆๆ @/-$%^&*()_*()%^&*()$%&*()_))___


ไม่ถึง 3 นาทีดีด้วยซ้ำ เร็วกว่าเวลาต้มมาม่าซะอีก ผมที่หลับตาปี๋ค่อย ๆ เปิดเปลือกตาขึ้นมาดูผลลัพธ์ คิดไว้ว่า ไอ้นักเรียนเอเอ็มคนนั้นคงนอนตายจมกองตรีนของไอ้หื่นสามตัวนั้นไปแล้ว


แต่ผิดคาดแหะ กลับเป็นว่า

“ไม่เป็นไรนะ แล้วคิดไงเนี๊ยะ กระโดดเข้ามาขวางคนกำลังมีเรื่อง ไม่กลัวตายหรือไง ทีหลังอย่าทำอะไรโง่ ๆ คิดว่าตัวเองเป็นใคร?? บลา ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ $%^&*()$$$%^&*()__)(&^

เอ่อ! แทบฟังไม่ทันกันเลยทีเดียว

ชายคนที่น่าจะโดนรุม กลับเป็นฝ่ายปราบพวกวิตถารได้ในเวลาไม่นาน โห! แทนที่จะด่าผม ลองมองเข้าไปในลูกกะตาตี๋ ๆ ของผมดูดิ ว่าผมชื่นชมคุณนะ แม่ง! จะด่ากรูทำไม ยิ่งขวัญหนีอยู่

“บ้านอยู่ไหน เดี๋ยวไปส่ง” เอ่อ !


“ไม่เป็นไร” ขาผมที่เริ่มหายสั่น หันหลังจ้ำอ้าวต่อทันที ทางที่ดีออกไปจากตรงนี้ให้เร็วที่สุดจะดีกว่า


“เดี๋ยวสิ! จะรีบไปไหน”


“แล้วนายจะอยู่ให้ไอ้พวกนั้นฟื้นขึ้นมาขย้ำรึไง” ขนาดผมไม่ฉลาดผมยังรู้เลย โง่ป่าวเนี๊ยะ


ไม่กี่อึดใจเราสองคนก็มายืนหน้าถนนใหญ่บริเวณป้ายรถเมลล์ แสงไฟฟ้าข้างทางสาดความสว่างไปทั่วบริเวณ ช่วยให้คลายความกลัวลงมาหน่อย (แต่ไม่มากนะ นิดเดียวเอง ด้งยังตกใจอยู่)


“นี่! จะไม่ขอบใจกันซักคำรึไง” อ่า! อุตส่าห์ไม่หันไปมอง นึกว่าจะแยกย้ายทางใครทางมันซะแล้ว ที่ไหนได้ยังยืนสิงผมอยู่ด้านหลังเนี๊ยะ


“ถ้าความจำนายยังไม่เสื่อมไปซะก่อน นายคงจำได้ว่าฉันกระโดดเข้าไปช่วยนายในตอนแรก” ผมหันมาตีสีหน้ากวนตรีนให้ดูแมนสุดๆ อะไรกันฟร้า เข้าไปช่วยแท้ๆ แม้ว่าไม่ได้ช่วยไร แต่น้ำใจก็มีเต็มเปี่ยมนะเฟ้ย จะมาทวงบุญคุณไรกันเนี๊ยะ


เพราะเมื่อกี๊ตอนตะลุมบอล เห็นหน้าไม่ชัด หรือว่าไม่ได้มีเวลาจะมอง หรือว่าแสงไฟมันสลัว หรือว่าเพราะอะไรก็ตามเหอะ แต่ตอนนี้ แสงไฟฟ้าบนหัวผมสาดเข้าหน้าหมอนั่นเต็มๆ ตา


เชื่อแล้วว่าทำไมถึงเกือบโดนลวนลาม ก็ไอ้คนตรงหน้าผมนี่ มันจะเรียกว่ายังไงดี หล่อไม่แพ้ชานซองเลย แต่คนละแบบ ใบหน้าของคนตรงหน้าหวานราวกับผู้หญิง ดวงตากลมโต ปากสวยได้รูป ดูดีกว่าชานซองด้วยซ้ำ และเพราะรอยแผลมุมปากที่แตกแถมยังมีเลือกเกรอะอยู่บวกด้วยร่องรอยการต่อสู้เมื่อครู่ ไม่ได้ทำให้ใบหน้านั้นลดความน่ามองลงเลย ตรงกันข้าม แผลเหล่านั้นมากลับขับให้ใบหน้าหวานดูเข้มดิบขึ้นมาหน่อย ๆ


สวรรค์.. ตกมาจากสวรรค์รึไง


“นี่!! ตลึงอะไรอยู่ หรือนายจะเป็นพวกเดียวกับไอ้โรคจิตพวกนั้น”


“บ้า!! ใช่ที่ไหนกันเล่า” แหม่! เกือบไปและ น้ำลายเกือบหยด


“พูดดี ๆ กันหน่อยสิ อย่างน้อยดูๆ ไป นายน่าจะเป็นรุ่นน้อง” หมอนั่นยกมือขึ้นซับเลือดตรงมุมปากเบาๆ แต่สายตาก็ยังไม่ได้ละจากผมไปไหน


อยากได้ซะจริงๆ สินะ ไอ้คำขอบคุณเนี๊ยะ


“โอเค... ที่ผมเข้าไปช่วยพี่จนชวยไปด้วยเลยแบบนี้ แต่ยังไงขอบคุณนะครับ ที่ช่วยผมไว้”


“นายเนี๊ยะนะ .. อืม! ขอบใจนายด้วยละกัน” หมอนั่นยังมีหน้าส่งยิ้มหวานมาให้ ไอ้คำพูดประชดนั่น ไม่สะเทือนติ่งบ้างรึไงนะ


“งั้นผมกลับล่ะ ออ! พี่ก็ควรรีบกลับด้วยนะ หน้าตาแบบนี้ไม่สมควรเดินคนเดียวในที่มืดๆ หรอกนะ รู้ไว้” ว่าแล้วก็ก้าวฉับๆ ไปยังรถเมลล์ประจำทางของผมที่แล่นผ่านมาพอดี


ขึ้นรถได้หันกลับไปมองก็เห็นรุ่นพี่คนนั้นที่ยังมองตามผมมาตลอด


เฮ้อ!! หล่ออยู่หรอก แต่พออยู่ใกล้ๆ แล้วมันพาลคิดถึงใครบางคนซะจริง ๆ


หน้าตาดูใจดี แต่ยืนใกล้แล้วมันสยองแปลก ๆ



เหมือนกับประธานชมรมบาสโรงเรียนผมชะมัด




“”””’’’”””””””””””






 TBC.




 

Create Date : 16 พฤษภาคม 2556
0 comments
Last Update : 17 พฤษภาคม 2556 23:07:46 น.
Counter : 1336 Pageviews.

ชื่อ : * blog นี้ comment ได้เฉพาะสมาชิก
Comment :
  *ส่วน comment ไม่สามารถใช้ javascript และ style sheet
 


พุดดิ้งของซอนโฮ
Location :


[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




Friends' blogs
[Add พุดดิ้งของซอนโฮ's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.