กิม บทที่ 1 อาคันตุกะผู้มิได้รับเชิญ
บทที่1 อาคันตุกะผู้มิได้รับเชิญ

บ่ายแก่ๆ วันหนึ่ง ลึกเข้าไปในป่าอันใกลโพ้น สัตว์น้อยใหญ่กำลังประชุมกันด้วยความเคร่งเครียด ถึงมหันตภัยร้ายที่กำลังคุกคามพวกมัน และสร้างความเดือดร้อนไปทั่วทั้งผืนป่า

“สมุนของมันกระจายอยู่ทั่วทั้งป่านี่แหละ มิหนำซ้ำยังทำร้ายทุกสิ่งที่ขวางหน้าอีกด้วย ก๊า ก๊า!!”นางกาทำเสียงแหลมสูงเล่าให้ฝูงสัตว์อื่นๆ ฟัง สัตว์หลายตัวหวีดร้องขึ้นด้วยความสยดสยอง

“ข้าเคยเจอพวกมันมาแล้ว”แรดสาวตัวมหึมากระแทกเท้า ก้าวขาขึ้นมาข้างหน้า ก่อนจะเล่าด้วยสีหน้าหวาดกลัว“พวกมันมาเป็นฝูง ตรงเข้ามารุมล้อมข้า โอ้ย!คิดแล้วขนลุก ข้าไม่เคยเห็นอะไรที่น่ากลัวเท่านี้มาก่อนเลยในชีวิต ข้าคิดว่าข้าต้องตายแน่ พวกมันไต่ขึ้นมาบนตัวข้าเร็วมาก ว๊าย ขยะแขยง ข้าน่ะเป็นถึงเทพีความงามเอี่ยมอ่องเชียวนะ แต่พวกมัน...พวกมัน ขึ้นมาเกาะบนผิวของข้า อี้...”นางแรดส่ายตัวด้วยความขยะแขยง พวกสัตว์ส่งเสียงฮือฮา“จากนั้นข้าก็ตัดสินใจวิ่งฝ่าดงหนาม พร้อมกับสบัดตัวไปด้วยเพื่อให้พวกมันหลุดออก ข้าวิ่ง วิ่ง แล้วก็วิ่งสุดฝีเท้า จนไปถึงต้นไม้ใหญ่ต้นหนึ่ง ฮือๆๆ แล้ว...แล้วข้าก็ตัดสินใจวิ่งเข้าชนอย่างแรง พวกมันกระเด็นออกจากตัวข้า...โอ้ย ข้าไม่อยากจะคิดอีกแล้ว มันน่ากลัวเกินไปสำหรับแรดสาวสวยๆ อย่างข้า ดูสิหนังของข้าเป็นรอยเต็มไปหมด ดูสิ พวกเจ้าดูสิ ฮือ ๆ”แรดปล่อยโฮเสียงดังลั่น พวกสัตว์ทำหน้าสลด บ้างก็ส่งเสียงออกมาเบาๆ ในลำคอด้วยความเห็นใจ

“โหดร้าย”กระรอกสองตัวพูดขึ้น แล้วหันมากอดกันแน่น

“ช่างน่ากลัวอะไรอย่างนี้”ยีราฟยื่นคอยาวเข้ามากลางวงแล้วแสดงความเห็น

“มันยิ่งกว่าความน่ากลัวเสียอีก สิ่งที่เราต้องคิด คือ เราจะทำยังไงให้ปลอดภัยจากพวกมัน”เสือโคร่งพูดขึ้น

“ทำยังไง ทำยังไงกันดี!”เหล่าสัตว์ต่างๆ ทั้งตัวเล็กตัวใหญ่ หันมองหน้ากันด้วยความร้อนใจ พวกมันต่างช่วยกันคิดหาวิธีว่าจะสู้หรือจะหนี


และในขณะนั้นเอง ตุ่นขี้ร้อนตัวหนึ่งก็แหงนหน้าต่อว่าดวงอาทิตย์ที่วันนี้ส่องแสงเจิดจ้าจนเกินจำเป็น พลันเจ้าตุ่นตัวน้อยก็เห็นสิ่งหนึ่งพุ่งตรงลงมาจากท้องฟ้า มันพยายามมองแล้วมองอีกให้รู้แน่ชัดว่าเจ้าสิ่งนั้นคืออะไร

“นั่นไม่ใช่นก...ไม่ใช่แมงปอ...”เจ้าตุ่นคิด ในขณะที่สิ่งประหลาดนั้นตกลงมาเรื่อยๆ และไม่นานนักมันก็หมดข้อสงสัย เมื่อเห็นชัดว่าเจ้าสิ่งที่กำลังจะตกลงมานั้นคือ มนุษย์!มนุษย์!ที่บินอยู่บนฟ้า โอ๊ะ!แล้วนั่นกำลังจะตกลงตรงมาตรงที่ประชุมแล้วเจ้าตุ่นตกใจแลพรีบตะโกนบอกเพื่อนๆ “น่ะ น่ะ นั่น ตะ ตะ ตก มะ มา ละ ละ ละ แล้ว ระวังด้วย ทะ ทุก......”นอกจากมันจะขี้ร้อน และขี้สงสัยแล้ว มันยังเป็นตุ่นติดอ่างอีกด้วย มันพยายามตะโกนเตือนอย่างสุดความสามารถ และชี้ให้สัตว์ทุกตัวดู ก่อนจะรีบผลุบหัวเข้าไปในรูอันคับแคบของมัน

ส่วนพวกสัตว์อื่นๆ เมื่อได้ยินเจ้าตุ่นร้องตะโกนโหวกเหวกโวยวาย ก็พยายามแปลความหมายในสิ่งที่เจ้าตุ่นพูด และเมื่อรู้ความแล้วว่าเจ้าตุ่นบอกว่ามีบางอย่างกำลังตกลงมา พวกมันก็พากันแหงนมองตามที่เจ้าตุ่นบอกเป็นตาเดียวกัน และสิ่งที่เห็น ก็ทำให้พวกมันตกใจไม่แพ้เจ้าตุ่น เพราะจู่ๆ ก็มีคนไปลอยอยู่บนฟ้า และที่สำคัญกำลังจะตกลงมาตรงที่พวกมันนั่งประชุมอยู่ด้วย

“ทำยังไงดี ทำยังไงดี”หลายตัวในหมู่พวกมันร้องขึ้น แต่ทว่ากว่าพวกมันจะคิดออกก็ช้าไปเสียแล้ว


------โครม!!!!!!!!!! -----------


มนุษย์ผู้เป็นวัตถุจากท้องฟ้า ตกลงบนพื้นเสียงดังสนั่นหวั่นไหว หากบริเวณนั้นเป็นลานหิน หรือเป็นผืนดินที่แข็งกระด้างแล้วล่ะก็ ร่างนั้นคงแหลกละเอียดเพราะกระดูกทุกส่วนของร่างกายหักเป็นท่อนจนไม่สามารถเยียวยาได้เป็นแน่ แต่ครั้งนี้นับว่าโชคดีที่ลานประชุมของพวกสัตว์นั้น มีใบไม้กองโต ที่พวกมันพากันกวาดจากลานประชุมดินเหนียวไปรวมกันไว้ เพื่อจัดพื้นที่ประชุม และมนุษย์ผู้นั้นก็ตกลงมาได้เหมาะเจาะถูกที่พอดิบพอดี

ในนาทีนั้นกองใบไม้แตกกระจัดกระจายตามแรงกระแทก เหล่าสัตว์น้อยใหญ่หนีกระเจิดกระเจิงด้วยความตกใจไปตัวละทิศละทาง แต่อนิจจาเหลือเกิน มีกระรอกน้อยตัวหนึ่งวิ่งไม่ทัน หางฟองฟูของมันจึงถูกแขนของผู้ไม่ได้รับเชิญทับไว้ มันพยายามดิ้นรนจนสุดกำลัง ใช้ขาเล็กๆของมันถีบและเตะท่อนแขนนั้น แต่ก็ไร้ประโยชน์ อาคันตุกะแปลกหน้านอนหมดสติ ไร้ความรู้สึก กระรอกน้อยร้องจ้าแทรกเสียงอึงอลวุ่นวายของบรรดาเพื่อพ้องสัตว์ แต่ทว่าไม่มีใครสนใจฟังเลย เพราะทุกตัวต่างตกใจและวิ่งไปโน่นมานี่จนทำอะไรไม่ถูก

ฝ่ายนางกระรอกผู้เป็นแม่ มีลูกทั้งหมดสองตัว พอนับแล้วลูกของตนหายไปตัวหนึ่งก็ตกใจเป็นอันมาก กลัวว่าจะถูกนางแรดลุงหมี หรือสัตว์อื่นๆ เหยียบเอา นางจึงรีบตะโกนหาลูกเป็นการใหญ่ และทันใดหัวใจของนางก็หลุดร่วงลงไปอยู่ที่ตาตุ่ม เมื่อเหลือบเห็นลูกกระรอกตัวน้อยติดอยู่ใต้แขนของมนุษย์ผู้เป็นต้นเหตุของความวุ่นวายทั้งปวง นางเปล่งเสียงร้องจนสุดเสียงปิ่มว่าจะขาดใจ และโผวิ่งไปหากระรอกน้อยลูกของนางทันที พอบรรดาสัตว์ตัวอื่นได้ยินเสียงอันแหลมเล็กเสียดแทงโสตประสาทของนางกระรอก ก็ตกอกตกใจ และพากันวิ่งถามหาและร้องเรียกหาลูกของตนเป็นการใหญ่ ทำให้ความวุ่นวายโกลาหลทวีมากขึ้นไปอีกเหล่าสัตว์ต่างตามหาลูกหลาน เหลน โหลน พ่อแม่พี่น้องกันจ้าละหวั่น ที่เจอกันแล้วก็โห่ร้องด้วยความดีใจที่ยังไม่เจอก็กรี๊ดร้องโหวเหวกส่งเสียงสำทับเข้าไปอีกความวุ่นวายนี้คงดำเนินต่อไปอย่างไม่มีทีท่าว่าจะหยุดหย่อนเป็นแน่ หากอาคันตุกะผู้ไม่ได้รับเชิญ ไม่รู้สึกตัวตื่นขึ้นมาเสียก่อน

“เขาตื่นแล้วววววว”นางกระรอกส่งเสียงแหลมขึ้นอีกครั้ง และราวกับว่าเสียงร้องของนางเป็นแตรสัญญาณบอกเหตุ ให้หลบซ่อนตัวจากข้าศึกผู้โหดเหี้ยมและอำมหิตที่กำลังบุกมาเพื่อเข่นฆ่า และทำลายล้างพวกมันอย่างไรอย่างนั้น เพราะเมื่อสิ้นเสียงของนาง เหล่าสัตว์ต่างๆ ทั้งตัวเล็กตัวใหญ่ที่กำลังวิ่งวนวุ่นวาย ส่งเสียงจ้าละหวั่นกันอยู่เมื่อครู่ ต่างรีบวิ่งหาที่กำบังอย่างรวดเร็วจนมองแทบไม่ทัน ไม่มีเสียงร้องใดๆ หลุดลอดออกมาอีก พวกมันพยายามทำตัวให้นิ่งที่สุดคงอยากแม้แต่จะกลั้นลมหายใจเสียด้วยซ้ำเพราะเกรงว่ามนุษย์นั่นจะได้ยิน ฝ่ายนางกระรอกเองเมื่อร้องบอกเสร็จก็รีบหยิบมุดเข้าไปใต้กองใบไม้แห้งที่อยู่ข้างๆ กับกระรอกน้อยที่นอนอยู่ใต้แขนเด็กชายอย่างรวดเร็ว

ความเงียบปกคลุมไปทั่วทั้งป่า สายตาทุกคู่จดจ้องอยู่กับร่างของผู้มาเยือน ที่ยังคงนอนนิ่งทับกระรอกน้อยที่ตอนนี้มันหมดสติไปแล้วด้วยความกลัว สัตว์ต่างๆ พยายามจ้องอาคันตุกะแปลกหน้าที่นอนเหยียดยาวบนกองใบไม้นั้น เขาเป็นเพียงมนุษย์เด็กผู้ชายตัวผอมแห้ง ผิวก็ขาวมากจนดูซีดเผือด ผมเส้นเล็กสีน้ำตาลเข้มและหยิกเป็นลอนนั้นแผ่สยายกลมกลืนไปกับใบไม้แห้งที่เขานอนทับอยู่

“โธ่ ก็แค่เด็กตัวเล็กๆ”สัตว์บางตัวปล่อยลมหายใจออกมาด้วยความโล่งใจที่มนุษย์ผู้นี้ไม่ได้ตัวโตอย่างที่พวกมันหวาดหวั่น

“โธ่ ไม่ว่าจะตัวเล็กตัวใหญ่ แค่เป็นมนุษย์ก็น่ากลัวทั้งนั้นแหล่ะน่า”

“เออ ใช่ๆ“

“ซู่ว์ อย่าส่งเสียงดัง”บรรดาสัตว์กระซิบกระซาบกัน

ทันใดนั้น โดยไม่มีใครคาดคิด เด็กชายก็ผุดตัวลุกนั่งอย่างรวดเร็ว สัตว์ต่างๆ พากันสะดุ้งโหยง กระรอกน้อยหลุดจากพันธนาการ แต่ยังคงนอนหมดสติอยู่ตรงนั้น เด็กชายค่อยๆ มองไปรอบๆ ช้าๆ ก่อนจะกลับมามองที่ี่ตนเองนอนอยู่ ท่าทางของเขาเต็มไปด้วยความมึนงง เขาเหลือบไปเห็นกระรอกตัวน้อยที่นอนแน่นิ่งอยู่ข้างๆ และรีบใช้ฝ่ามือประคองอุ้มมันขึ้นมาดูด้วยความตกใจก่อนจะเป่าลมใส่มันครั้งแล้วครั้งเล่าและนั่นทำให้แม่กระรอกที่หลบอยู่ใต้ใบไม้ข้างๆแทบหมดลมหายใจนางเกือบจะกรีดร้องออกมาแต่ก็รีบยกมือขึ้นปิดปากตัวเองได้ทัน

“มันกำลังจะกินลูกฉัน”นางคิดในใจ น้ำตาไหลพรากเต็มสองแก้ม

แต่ไม่นานนักกระรอกน้อยก็ฟื้นได้สติและมันก็เกือบจะหมดสติไปอีกครั้งที่พบว่าตัวเองนอนอยู่ในอุ้งมือของมนุษย์มันสบตากับเด็กชายแน่นิ่งทำตัวแข็งทื่อไม่กระดุกกระดิก หัวใจของมันเต้นระทึกโครมครามราวกับจะหลุดออกมานอกทรวงเลยทีเดียว มันอยากจะเปล่งเสียงร้องให้สุดเสียง ระบายความกลัวออกไปให้หมด มันหลับตาแน่นอีกครั้ง คงถึงเวลาแล้วที่มันจะตั้งจิตอธิษฐานบอกลาแม่ พี่ชาย และเพื่อนๆ ของมัน

แต่ทว่าทุกสิ่งไม่ได้เป็นอย่างที่มันคิดจินตนาการ เด็กชายผู้นั้นค่อยๆ วางมันลงบนใบไม้แห้ง ก่อนจะใช้นิ้วมือสะกิดมันเบาๆ กระรอกน้อยรีบลืมตาขึ้น มันเหลือบเห็นแม่ที่รอมันอยู่ใต้ใบไม้แห้ง และไม่รอช้า มันรีบวิ่งไปหาแม่อย่างรวดเร็ว นางกระรอกรีบพาลูกของมันวิ่งหายเข้าไปในพุ่มไม้อย่างรวดเร็วเด็กชายมองตามกระรอกน้อยและแม่ของมันพร้อมกับยิ้มกว้าง

และถ้าหากเขาตั้งใจสังเกตดีๆ แล้วละก็ เขาจะได้ยินเสียงทอดถอนหายใจของบรรดาสัตว์ทั้งหลาย ก่อนที่พวกมันจะรีบเอามือปิดปากด้วยรู้สึกผิดที่ตนส่งเสียงออกไป นับโชคดีแท้ๆ ที่เด็กชายคนนี้ไม่ได้สังเกตหรือรู้สึกผิดปกติอะไรเลย


------------------










Create Date : 27 ตุลาคม 2556
Last Update : 27 ตุลาคม 2556 3:35:42 น.
Counter : 405 Pageviews.

0 comment

ครุ่น
Location :
แม่ฮ่องสอน  Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]



ขอบคุณโลกที่มีหลายหลายสีสันให้เราได้ชม