กินเพลิน เที่ยวสบาย ไปกับ iRoeng

iRoeng
Location :


[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 21 คน [?]




New Comments
Group Blog
 
<<
ธันวาคม 2557
 
 123456
78910111213
14151617181920
21222324252627
28293031 
 
31 ธันวาคม 2557
 
All Blogs
 
Friends' blogs
[Add iRoeng's blog to your web]
Links
 

 

หนีร้อน(จากไทย)ไปพึ่งเย็น(ที่ปักกิ่ง จีน)

您好 Nín hǎo  วันนี้มาสวัสดีแบบประเทศจีนกันหน่อย ^^ 


ไม่ต้องเกริ่นนำก็คงจะรู้แล้วเนอะว่า ครั้งนี้จะพาไปเที่ยวที่ไหน ^^ ไม่ใกล้ไม่ไกลจากบ้านเราครับ นั่งเครื่อง4-5 ชั่วโมงเอง ^^ หลับแป๊ปๆก็ถึงครับ  

เริ่มออกเที่ยวกันดีกว่าครับ  
สำหรับวันเดินทางวันแรก ตอนเช้าก็ทำงานปกติ ตอนเย็นก็ออกเดินทางไปสนามบินครับ ไปถึงสนามบินก็ 2 ทุ่ม กว่าเครื่องจะออกก็ เกือบๆเที่ยงคืน  เช็คอิน ตรวจเอกสาร ผ่าน ตม. เรียบร้อยแล้วก็ไปหาไรกินรองท้องข้างในซักแป๊ป พอขึ้นเครื่องแล้ว ก็หลับพักเอาแรงไว้ก่อนครับ เพราะถึงจีนตอนเช้าเอากระเป๋าไปเก็บ แล้วออกเที่ยวต่อกันเลย ^^

ซักประมาณ ตี 5 กว่าๆ เครื่องก็ลงจอดที่จีน(ปักกิ่ง) ครับ พอรับกระเป๋า ตรวจ ตม. เรียบร้อยก็มา ขึ้นรถไฟไปที่พักกันครับ นั่งประมาณ 1-2 ต่อ เพื่อมาถึงที่พักครับ การเดินทางทุลักทุเลบ้างนิดหน่อย ผู้คนค่อนข้างเยอะ เพราะยังเป็นวันทำงานของคนที่นี่อยู่  แต่ก็ไม่ใช่ปัญหาสำหรับพวกเราครับ

ถึงที่พัก เก็บกระเป๋า อาบน้ำ ล้างหน้าแปรงฟัน แล้วออกไปตลุยความเย็นกันได้เลยครับ  อากาศกำลังดีเลย อยู่ที่ประมาณ 1-2 องศา แค่นั้นครับ (แตกต่างกับบ้านเรามาก) 

พอออกจากโรงแรม ความหิวก็มาเยือนทุกคนครับ เลยหาไรกินง่ายๆ แถวๆหน้าที่พักครับ รสชาติอาหารใช้ได้ครับ แต่ข้าวยังไม่สุก (เศร้าแป๊ป)  แต่ก็ต้องกินครับ  มาดูหน้าตาอาหารกันครับ

จานแรก ผัดถั่วยาว  อร่อยๆครับ


จานที่ 2 คล้ายๆกับไก่ผัดเม็ดมะม่วงครับ หวานๆมันส์  ก็อร่อยไปอีกแบบ


อีกเมนู ครับเต้าหู้ ทรงเครื่อง อร่อยๆ ครับ


พออิ่มกันแล้ว ก็ออกเดินทางไปยัง จตุรัสเทียนอันเหมิน กันครบ จากที่พักก็เดินไปอีกนิดหน่อย อากาศเย็นๆ เดินสบายๆ ครับ  เดินแป๊ปเดียวก็ถึงครับ แต่ที่สังเกตุเห็นก่อนจะเป็น พระราชวังต้องห้ามกู้กง (Forbidden city) ซึ่งอยู่ฝั่งตรงข้าม


เดินเล่นที่ จตุรัสเทียนอันเหมิน นิดหน่อย เพราะไม่ค่อยมีอะไร และที่แน่ๆ ลมแรง และทำให้หนาวมากกว่าเดิม  

บริเวณ จตุรัสเทียนอันเหมินครับ (ถ่ายรูปไกลๆ เพราะไม่ได้เดินเข้าไปใกล้ๆครับ)


เดินเล่นถ่ายรูปที่จตุรัสเทียนอันเหมินแล้ว ก็ข้ามฝั่งมาเที่ยวที่พระราชวังต้องห้าม กู้กง (Forbidden city) กันครับ  

บริเวณด้านหน้าก่อนที่จะเข้าไปชมข้างในครับ


เข้าไปใกล้อีกนิดครับ 


เดินผ่านเข้าประตูไปก่อนครับ แล้วค่อยไปซื้อบัตรเข้าชมพระราชวังข้างในครับ (ผู้คนมาเยี่ยมชมเยอะเหมือนกัน)


บรรยากาศข้างในครับ ก่อนที่จะไปซื้อบัตรเข้าชมพระราชวัง


พอเดินเข้ามาแล้ว จะมีที่ขายบัตรเข้าชมพระราชวังอยู่ ซ้ายมือครับ  พอซื้อบัตรแล้วก้เข้าไปชมข้างในพระราชวังกันดีกว่าครับ


เดินผ่านที่ตรวจบัตรแล้ว จะผ่านซุ้มประตูอีกชั้น พอผ่านออกมาแล้วก็จะเจอกับสถานที่อลังการแบบนี้ครับ 


เข้าไปข้างในแล้วก็มองออกมาข้างนอกพระราชวังบ้างว่า บรรยากาศจะเป็นยังไง ^^


ภานในพระราชวังก็จะตกแต่งไปด้วยรูปปั้นมังกร ต่างๆนาๆ เต็มไปหมด เช่นอันนี้


และพระราชวังก็จะแบ่งเป็นชั้นๆ ไม่รู้ว่าแบ่งตามอะไร เพราะแต่ละชั้นก็จะมี ห้องโถงและมีเก้าอี้ หรือบัลลังอยู่ทุกชั้น


ตามมุมของหลังคาก็จะมีหุ่นปั้นแบบนี้ประดับอยู่ทุกมุม


และตามหน้าห้องโถงที่มีบัลลังนั่งอยู่ บริเวณข้างหน้าก็จะมีรูปปั้นมังกรประดับอยู่ทุกชั้นเช่นกัน (ดูๆแล้วเหมือนทำมาจากหินอ่อน)


มุมหลังคาของพระราชวังที่ดูเรียงรายกันเป็นชั้นๆ  สวยงามและอลังการมาก


บัลลังห้องนี้ดูอลังการที่สุด เพราะคนมุงดูมากที่สุด 


หลังจากเดินชมพระราชวังเสร็จก็เดินทะลุออกมาด้านหลังเลยครับ  

กำแพงของพระราชวังสีแดงสวยงามครับ


และมองตรงไปอีก ก็จะเห็นพระราชวังอีกส่วนหนึ่ง ที่ยังเดินไปไม่ถึง ต้องข้างถนนและต้องเดินขึ้นเขาไปอีกกว่าจะถึงจุดนี้ครับบ  


และหลังจากที่เดินชมพระราชวังต้องห้ามแล้ว จากนั้นพวกเราก็ไปเดินเล่นแถว Dongdan หาของกินเล่น หลังจากเดินสักพัก ก็ไปเดินหาซื้อเสื้อหนาวที่ตลาดรัสเซีย

แล้วก็หมดเวลาของวันแรกไป  กลับไปโรงแรมพักผ่อน นอนสบาย เพราะอากาศเย็นมากๆๆ

วันที่ 2 ของการท่องเที่ยวครับ วันนี้ตื่นเช้ามาก เพื่อที่จะขึ้นรถไฟไปเที่ยวกำแพงเมืองจีนกันครับ 
เริ่มแรกเดินทางก็ต้องเหนื่อยกันแล้วครับ เพราะต้องรีบวิ่งเพื่อไปขึ้นรถไฟ ไม่รู้ว่าถ้าพลาดขบวนนี้แล้วจะมีรถไฟไปยังกำแพงเมืองจีนอีกเวลาไหนก็ไม่รู้ เลยต้องวิ่งๆๆๆ เพื่อให้ได้ทันเวลาขึ้นรถไฟ สุดท้ายก็ไม่ตกรถไฟครับ ^^

ระหว่างนั่งรถไฟไปที่กำแพงเมืองจีน


นั่งรถไฟประมาณ 1 ชั่วโมง ก็ถึงสถานีที่เราต้องลง แล้วเดินต่อไปอีกประมาณ 800-900 เมตร เพื่อจะถึงทางเข้าชมกำแพงเมืองจีนกันครับ 

ระหว่างทางเดินก็แวะชิมขนมท้องถิ่นซะหน่อยครับ (เห็นคนมุงซื้อกันเยอะเลยอยากลองชิมดูบ้าง)

เตาที่ใช้ทำเหมือนเตาทำเครปบ้านเราครับ  แต่แป้งจะนิ่มๆไม่หรอบครับ  เทแป้งลงให้ทั่ว แล้วใช้ไม้พายเกลี่ยๆให้เป็นวงกลม  แล้วหลังจากนั้นก็ตอกไข่ใส่ครับ


พอสุกได้ที่ก็นำพริกหรือซอสอะไรก็ไม่รู้มาทาลงบนแป้งครับ


โรยด้วย ฝักชี ต้นหอม ห่อเหมือนไข่ยัดใส้บ้านเรา แล้วก็กินได้เลย^^


พอได้แล้วก็กินไปด้วย เดินไปด้วย กว่าจะถึงที่ขึ้นกระเช้าไปชมกำแพงเมืองจีนก็หมดพอดี (รสชาติจืดๆครับ )

เดินมาถึงที่ขึ้นกระเช้าก็ ซื้อตั๋ว เดินเข้าได้เลยครับ มาวันธรรมดา คนไม่ค่อยเยอะเท่าไหร่ครับ 
ขึ้นกระเช้าไปชมกำแพงเมืองจีนกันดีกว่าครับ


หันหลังกลับมาดูมุมที่เราเพิ่งผ่านมาบ้างครับ สวยๆ 


วิวมองกำแพงเมืองจีนแบบไกลๆ ครับ


ไปเดินเล่นท้าลมหนาวบนตัวกำแพงเมืองจีนกันดีกว่าครับ ^^  (แบบว่ามันอลังการมากๆ)


ช่องระหว่างกำแพง ลมก็แรงเอามากๆนะครับ 


มีเดินลง ก็ต้องมีเดินขึ้นบ้างครับ ทำให้หอบกันเลยทีเดียว ^^


ก่อนจะลงจากำแพงเมืองจีนเพื่อไปหาอะไรกินแล้ว ก็ฝากรูปนี้ไว้อีกซักรูปครับ 


ขากลับก็นั่งกระเช้าลงมาเหมือนเดิมครับ ใช้เวลาแป๊ปเดียว  

พอเดินมาทางออก ก็หาไรกินครับ (มองไว้ตั้งแต่ตอนขึ้นแล้วครับ)  รูปร่างหน้าตา คล้ายๆเสี่ยวลงเปา ที่มีน้ำซุปอยู่ข้างในด้วย  แต่อันนี้ไม่มีน้ำครับ จะมีแต่ใส้ผัก หมู กุ้งครับ 


กลัวจะติดคอกัน ก็เลยสั่ง เกี๊ยวน้ำมากินด้วยครับ  ก็อร่อยดี (แต่มันคงไม่ใช่สำหับเรา)


กินพออิ่มแล้ว ก็ต้องเดินกลับมายังสถานีรถไฟเพื่อขึ้นรถไฟกลับเข้าเมืองครับ ใช้เวลานั่งรอรถไฟ เกือบ 3 ชั่วโมง สุดท้ายรถไฟก็มาครับบ 

พอเข้าถึงในเมืองแล้ว ก็ต้องหาอะไรกินอีกสักหน่อย รอบนี้ขอเป็นน้ำๆ เผ็ดๆร้อนๆ เลยนะ ^^ 
ก็เลย สรุปกันว่าเป็น เมนูนี้แล้วกัน  มันก็คือ  หยางโร่วหัวกัว Huo guo yang rou (หม้อไฟเนื้อแกะ)

รสชาติ เผ็ดร้อน ชา ซ่าๆ กับรสชาติของสมุนไพร ที่เรียกรวมกันว่า หม่าร่า (รูปร่างหน้าตาของหม้อไฟ และเนื้อแกะครับ)   กินกับน้ำจิ้มถั่ว อร่อยอย่าบอกใครเชียว

กินอิ่มแล้ว ก็เดินท้าลมหนาวกลับที่พัก เพื่อพักผ่อน เตรียมตัวตลุยความเย็นในวันถัดไปครับ ^^

วันที่ 3 ของการเที่ยวแล้ว เวลาผ่านไปไว มากๆ :(  
วันนี้ก็ต้องตื่นเช้ากว่าวันอื่นๆที่ผ่านมมา เพื่อที่จะนั่วรถไฟความเร็วสูง ไปเที่ยวยังอีกเมือง นั่งคือเมือง เทียนจิน (Tianjin) 

เมืองเทียนจิน (Tianjin)  เป็นเมืองที่อยู่จากปักกิ่งไปทางตอนเหนือ ระยะทางห่างจากปักกิ่งประมาณ 200-300 กิโลเมตร (ใช้เวลาในการนั่งรถไฟความเร็วสูงประมาณ 40 นาที)

 พอถึงก็เริ่มเที่ยว ที่แรก เป็นถนนวัฒนธรรมโบราณ Ancient Culture Street (Gu Wen Hua Jie) 


ทั้ง 2 ข้างทางของถนนวัฒนธรรมนี้ มีแต่ร้านขายของทั้งของกิน เสื้อผ้า ของฝาก ทั้งหลายแหล่ครับ  บรรยากาศเย็นๆเดิน ชิลๆ สบายๆ ครับ


และท้ายซอยของถนนก็จะมีลานขายขนมพื้นเมือง ของกินแปลกๆด้วยครับ  อย่างร้านนี้เป็นเค็กมือ  คือเอาแป้งใส่ถ้วย(กระบอกไม้มีรู)อบด้วยไอน้ำ แล้ว โรยหน้าด้วย ครีมต่างๆ หรือจะเป็นน้ำตาล งาขาว หรือ ช็อคโกแลต ก็มีครับ 


หลังจากเดินซักพัก แลวก็เดินต่อไปยังอีกสถานที่ครับ แต่ก่อนไปเจอป้าแก่ๆ ขายแกะเสียบไม้ย่างขายอีกแล้ว ดูน่ากินมาก เลยอดใจไม่ได้ที่จะชิม ก็เลยอุดหนุนไป 2 ไม้ ^^

เนื้อแกะเสียบไม้ ย่างไฟจนเป็นสีแหลืองทอง โรยด้วยเครื่องเทศ เกลือ แล้วผงพริกบาร์บิคิว มันช่างอร่อยล้ำเหลือเกิน ^^


หลังจากนั้นไปเดินเล่นไปเรื่อยๆ เดินข้ามสะพานแม่น้ำไห่เหอ (บรรยากาศบริเวณแม่น้ำครับ)


จากจุดที่ยืนมองเห็นโบสสไตร์ยุโรป Xikai Church ไกลๆครับ


ซูมสะพานข้ามแม่น้ำซักหน่อย สีสวยเด่นมาก 


อีกฝั่งของแม่น้ำครับ  2 ฝั่ง 2 อารมย์เลยครับ


เดินมาซักระยะก็จะเจอ โบสสไตร์ยุโรป Xikai Church แบบใกล้ๆครับ สวยแปลกๆดี (แอบน่ากลัวนิดหน่อย)


เดินเล่นชมเมืองกันไปเรื่อยๆครับ อากาศ เย็นสบาย แสงแดดอุ่นๆ จนมาถึง ที่ Italian Style street  เดินดูบรรยากาศ  ตึกรามบ้านช่องครับ 


เดินเล่น ถ่ายรูปจนหนำใจแล้ว ก็เริ่มหิว เลยต้องหาที่กินมื้อกลางวันกันครับ  หากินแถว ที่ Italian Style street นี่แหละครับ ง่ายดี ไหนๆก็มาโซนนี้แล้ว  ก็เลยเลือกที่จะกินอาหาร Italian ซะหน่อย คงจะหนีไม่พ้น พวก พิซซ่า สปาเก็ตตี้ ขนมปังพวกนี้หรอกครับ ^^

จานแรกมาเลย ขนมปังกระเทียม


จานที่ 2 ปลาหมึกชุปแป้งทอด


จานที่ 3 พิซซ่าก็ตามมาติดๆ ครับ 


จานสุดท้ายก็คือ สปาเก็ตตี้ครับ 


พอกินอิ่มจากร้าน Italian แล้ว ก็แวะเข้าไปกิน อาหารจีนอีกนิดแล้วหัน เหมือนจะไม่อิ่ม^^
แล้วต้องมากิน ร้านเจ้าอร่อยที่มีแนะนำมา ^^
อันนี้น่าจะเรียกว่าเสี่ยวหลงเปา เพราะมีน้ำซุปอยู่ในถุงแป้งที่ห่อ หมูไว้ด้วยครับ  (ร้านนี้อร่อยครับ แต่แอบแพงไปหน่อย)


กินเสร็จก็เดินเล่น หาซื้อของกันอีกสักพักครับ 


หลังจากนั้นก็นั่งรถเมล์มายังสถานีรถไฟ ดูเวลาแล้วยังมีเวลาพอที่จะเดินเที่ยวบริเวณ สถานีรถไฟได้ ก็เลยไม่เสียโอกาศ ชมเมืองครับ สุดท้ายพวกเราก็เจอหอนาฬิกาเหล็กที่ตามหาจนทั่วเมือง แต่สุดท้ายอยู่ใกล้สถานีรถไฟแค่นี้เอง ^^


สะพานข้ามแม่น้ำ อะไรซักแห่ง กับแสงยามเย็นสวยๆ (คิดไปเองว่าสวย)


ตึกรามบ้านช่องหลังสถานีรถไฟ 


ถึงเวลาต้องกลับเข้าเมืองปักกิ่งแล้ว  ใช้เวลาเหมือน เดิม 40 นาที ในการเดินทางครับ (หลับยังไม่อิ่มเลย)  ก็ถึงปักกิ่ง  แล้วก็มาเดินหาของกินแปลกๆย่านถนนคนเดินหวังฟู่จิง กันครับ 

เห็นใครมาเที่ยวจีนก็มีรูปพวกนี้มาฝากเสมอ ครั้งตัวเองมาก็ต้องมีมาฝากบ้าง แถมยังได้ชิมอีกต่างหาก  

ส่วนตัวได้ชิม แมงป่องทอด รสชาติมัน ก็ อร่อยมันส์ๆดีครับ  (คล้ายๆตั๊กแตนทอด)  ส่วน ม้าน้ำ และปลาดาว ยังไม่กล้าชิมครับ  

ปล.เห็นไม้เล็กๆแบบนี้ แม่ป่องไม้ละ 25 หยวน เลยนะครับ (ราคาแอบแพง)


และอีกเมนู ที่เจอที่ไหน จะต้องไม่พลาด ต้องซื้อมากินทุกที ก็คือ ผลไม้เสียบไม้เคลือบด้วยน้ำตาล ครับ อร่อยดี ยิ่งถ้าเป็น สตอเบอร์รี่นะ อร่อยมาก (รสชาติเปรี้ยวนิดๆ + ความหวานของน้ำตาลที่นำมาเคลืบมันช่างเข้ากันมากๆ )  ไม้ละ 10 หยวน ประมาณนี้ครับ


ไปไหนมาไหนก็เจอร้านขายเนื้อแกะเสียบไม้ย่างขาย มาที่นี่ก็เจอ เลยที่จะไม่พลาดครับ  รสชาติมันอร่อยทีเดียวสำหรับคนที่กินแกะได้ 


ราคาแต่ละร้านก็ไม่เท่ากัน บางร้าน 3 ไม้ 10 หยวน  อย่างร้านนี้ราคา 5 ไม้ 10 หยวน  มันก็แล้วแต่เกรดของเนื้อแกะ ที่เอามาทำอีกทีมั้งครับ   แต่ราคาไหนๆ ก็อร่อยเหมือนกันครับ

เนื้อแกะเสียบไม้ Shuan yang rou


บรรยากาศ 2 ข้างทางเดินจะมีร้านขายพวกนี้เต็มไปหมดครับ ^^


บรรยากาศคึกครื้น ผู้คนมาเดินเยอะเหมือนกันครับ 


เดินจนสุดซอยแล้ว ทุกคนยังไม่มีใครอิ่ม แล้วก็ต้องมาจบลงที่ ร้านเป็ดปักกิ่งชื่อดัง นั่นก็คือร้าน Beijing Roast Duck 

บรรยากาศหน้าร้าน ตรงทางเดินเข้ามาครับ ชื่อร้านเด่นมาก พร้อมกับรูปเมนูอาหารที่น่ากิน


ส่วนโต๊ะนั่งกับ สวนครัวครับ  แบ่งแยกกันชัดเจน  น้อง ผู้หญิงคนที่มารับเมนู ก็ บริการดี


หลังจากนั้นก็สั่งอาหารกันครับ มาดึกแล้วร้านใกล้จะปิดแล้ว 

เมนูจานแรกมาแล้วครับ  ผัดถั่ว  อร่อยๆ แบบซ่าๆลิ้น ^^


ไข่เยี่ยวม้า ^^  (อร่อยๆ ไม่คาว)


เมนูหลักก็มาแล้วครับ เป็ดปักกิ่ง  แบบหนังกรอบ  มาพร้อมกับ แผ่นแป้ง ซีอิ๊วหวาน ต้นหอม แตงกวา ครับ  (เป็ด 1 ตัวทำได้ 2 เมนู)


จานที่ 2 ตามมาติดๆครับ กับหนังเป็ดติดเนื้อ  (โดยส่วนตัวได้กินแล้ว ทั้งหนังกรอบ และหนังติดเนื้อ แบบนี้ ผมว่า รสชาติที่กินบ้านเรา รวมอะไรหลายๆอย่างแล้ว บ้านเราอร่อยกว่าครับ)


อีกเมนู ก็คือ ซุปกระดูกเป็ด ที่เลาะเนื้อกับหนังออกหมดแล้วครับ  อร่อยใช้ได้ครับ 


ระหว่างที่กำลังกินกันอยู่อย่างเมามัน ถึงเวลาปิดร้าน ร้านก็ปิดเฉยเลย (ดีนะที่ร้านอาหารยังเปิดให้พวกเรากินกันต่อ) แต่ส่วนร้านข้างๆ หรือตรงถนนคนเดินนี่สิ ปิดแบบรวดเร็วมาก ไม่ถึง 5 นาที บรรยากาศ นี่เหมือนคนละสถานที่เลย  เงียบกลิป และมืดมากๆ ต้องใช้ไฟแฟรชในมือถือส่องถนนเพื่อกลับที่พักกันเลยทีเดียว ^^ 

กลับถึงที่พักอย่างปลอดภัย นอนสลบ เก็บแรงไว้เที่ยวต่อ ในวันรุ่งขึ้น 

วันที่ 3 ผ่านไป ก็มาถึงวันที่ 4 แล้ว
สำหรับวันนี้ก็ยังตื่นเช้าอยู่ดี แต่สายกว่าเมื่อวานนิดหนึ่ง ^^ ส่วนวันนี้ตอนเข้าไป เดินเล่น ไหว้พระทำบุญ กันที่ วัดลามะ ( lama temple) 

ก่อนอื่นต้องไปซื้อตั๋วเข้าวัดก่อนครับ  ซุ้มประตูของวัด สวยงามมาก


ถนนเดินเข้าไปยังตัววัด 2 ข้างทางมีต้นไม้เรียงราย ต้นไม้ที่มีแต่กิ่งก้าน แสดงถึงความหนาวเย็น แห้งแล้ง ของอากาศ ได้เป็นอย่างดี แต่ก็ยังดีที่มีแสงแดดอุ่นๆมาให้ชื่นใจได้บ้าง ^^


เดินผ่านประตูเข้ามา มองทางซ้านมือก็จะเจอแบบนี้ครับ 


มองตรง ข้างหน้าจะเป็นแบบนี้ครับ 


มองด้านขวาครับ 


ถ่ายรูปพอหมอมปากหอมคอ แล้วก็ไปไหว้พระขอพรกันครับ  เสร็จแล้วค่อยไปเดินชมวัด ถ่ายรูปกันต่อครับ


ภายในบริเวณวัดกว้างขวาง และมีหลานสัดส่วนมากๆครับ 


ภายในวัด อีกมุมครับ


ภายในวัด มุมต่างๆ 


อีกมุมครับ ก่อนที่จะเดินออกวัด เพื่อไปหาอะไรกินตอนเช้าครับ 


ไหว้พระทำบุญเสน็จแล้ว ก็ไปหาอร่อยๆกินกันดีกว่าครับ  

ในซอยระหว่างทางที่เดินไปยังร้านติ่มซำ อร่อยๆชื่อด้งครับ 


เดินมาซักระยะก็ถึงร้านติ่มซำ ชื่อดังของปักกิ่งแล้วครับ ร้านนั้นชื่อ  Jin Ding Xuan ผู้คนมากินเยอะมากๆ ไม่แน่ใจว่าร้านมีกี่ชั้น ส่วนพวกเราได้นั่ง ชั้น 2 ^^ 

เปิดเมนู สั่งอาหารกันได้เลยครับ  (หิวแล้วๆ)


สั่งไปเยอะมากๆ ทั่ง ติ่มซำ โจ๊ก ก๋วยเตี๋ยว ^^  ทีนี้ก็รออาหารมาเสริฟครับ ^^

อาหารมาแล้ว ขาไก่น้ำแดง (ไก่ไม่ติดกระดูก กินง่าย อร่อยๆ)


จานนี้เป็น กระดูกหมู อะไรซักอย่าง อร่อยดี รสชาติเยี่ยม


โจ๊กก็มาแล้วว 


ปลาท่องโก๋ ตัวใหญ่ๆ พร้อมกิน ^^


ฮะเก๋า ก็มานะครับ มื้อนี้ ^^


ซาลาเปา ใส้หมูแดงก็มี (แต่หมูแดงข้างใน มีน้อยไปหน่อย) 


เกี๊ยวซ่า ก็มีนะเออ  มาแบบมีแป้งเป็นแผ่นคลุมมาด้วย อันนี้โดนกลับให้เกี๋ยวซ่ามาอยู่ด้านบนแล้ว


ขนมผักกาด 


เตี๋ยวหลอดใส้กุ้ง ใส้หมู กุ้งก็กุ้งจริงๆไม่มีผักอะไรใส่มาเลย :(


และปิดท้ายด้วย ซาลาเปาลาวาไข่เค็ม กินๆแล้ว อร่อยสู้ ซาลาเปาหมูอ้วนไม่ได้เลย ^^


กินอิ่มแล้ว ก็ต้องรีบเดินทางต่อครับ เดี๋ยวจะเป็น หนังท้องตึงหนังตาหย่อนเอาซะก่อน ต้องรีบเดินทางต่อครับ  

จุดหมายต่อไปก็คือ พระราชวังฤดูร้อนอี๋เหอหยวน (Yiheyuan-Summer palace)  ซึ่งพระราชวังเข้าได้หลายทางมาก แต่พวกเราเลือกเข้าทางตลาดน้ำ ซูโจว Suzhouhe น่าจะเป้นทางเข้าที่ใหล้รถไฟฟ้ามากที่สุดก็ว่าได้ 

พอเดินเข้ามาบริเวณพระราชวังก็จะเจอสะพานข้ามน้ำก่อนเลยครับ ณ ตรงมุมนี้จะมองเห็นประตูเข้าพระราชวังด้วย


น้ำใต้สะพานตอนที่พวกเราไปได้กลายเป็น้ำแข็งแล้ว  มีเด็กๆลงไปเล่นเต๊ะบอลกันด้วย (อยากลงไปเดินเล่น แต่กลัวพื้นน้ำแข็งจะแตกเอา)


เดินเล่น ถ่ายรูป อยู่แถวตลาดน้ำพักใหญ่แล้ว เราเข้าไปชมส่วนอื่นๆของพระราชวังกันเถอะครับ เดี๋ยวจะเสียเวลาเปล่าๆ 

ทางเดินขึ้นก็มีหลายทางครับ อย่างในรูป ถ้าเดินตรงไปก็จะขึ้น  ขึ้นเขาไปเรื่อยๆครับ (คงเหนื่อยน่าดู)


แต่พวกเราเลือกที่จะเดินอ้อม เพื่อไปชมเรือหินอ่อนกันก่อนครับ ^^   

เดินคุยกัน ชมนก ชมไม้ มาเรื่อย ซักพักก็ถึงจุดหมายแล้วครับ  เรือหินอ่อน สวยงามมากครับ


บริเวณข้าง ของเรือหินอ่อน น่าจะเป็นเรือมังกร นะครับ เพราะมีที่ประทับบนเรือด้วย จอดหลายลำมาก สวยงามไปอีกแบบ


เดินเล่นรอบๆสระน้ำไปเรื่อยๆครับ หยุดถ่ายรูปบ้าง แล้วแต่ความเหนื่อย เมื่อยล้าครับ ^^

พระราชวังนี้กว้างมากๆ มีหลายๆส่วนอยู่ในนี้ มีทั้ง ตลาดน้ำ  วัด และส่วนอื่นๆอีกมาก ที่เราไม่ได้ไปดู


ศาลาพักริมน้ำ ณ ตอนนี้ น้ำบริเวณนี้เป็นน้ำแข็งไปหมดแล้ว


ตอนแรกว่าจะไม่ขึ้น ในส่วนของพระราชวังแล้ว แต่พอมาเห็นยอดพระราชวัง แล้วสวยงามมาก จึงอดใจไม่ได้ ที่จะต้องเข้าไปชมให้ได้


เดินขึ้นบรรได หลายชั้นมาก เหนื่อยๆ ก็หยุดพัก ^^  แป๊ปๆเดี๋ยวก็ถึงยอดพระราชวังครับ
พอขึ้นมาข้างบนแล้วก็หายเหนื่อยกับวิวที่เห็นครับ (ถ้าไม่ได้ขึ้นมานี่จะเสียดายมากๆ)

วิวฝั่งตะวันตกครับ จะเป็นวิวภูเขาและมีเจดีย์ตั้งอยู่ไกลๆ


วิวฝั่งตะวันออกจะเป็นสถานที่ประทับและข้างหลังจะเป็นตำรามบ้านช่อง บรรยากาศ สวยไปอีกแบบ



ที่เห็นในรูปนี้คือส่วนยอดสุดของพระราชวังนี้ครับ นั่นคือ วัดครับ  


จากจุดที่สูงเกือบสุดแล้วมองลงมาข้างล่าง มันช่างเป็น มุมที่อลังการจริงๆ ครับ ไม่เสียแรงที่เดินขึ้นมาถึงข้างบนนี้ครับ 


พระราชวังอีกมุมครับ 


ข้างบนอากาศดี ก็นั่งพักไป หาที่ถ่ายรูปไปเรื่อยๆครับ ยังพอมีเวลาก่อนที่จะกลับลงไป 


ระหว่างทางเดินขึ้นวัด ที่เป็นจุดสูงสุดของบริเวณพระราชวังนี้ครับ


มุมมองจากวัดมองลงมาที่พระราชวังครับ  สวยๆ บรรยากาศสุดยอดมากเลยครับ


ถึงเวลา ต้องเดินลงแล้วครับ เดินวนหาทางลงตั้งนานกว่าจะมาออกทางเดินเดิมที่พวกเราเข้ามา คิดว่าจะได้นอนในพระราชวังซะแล้ว ^^  

พอออกจากพระราชวังได้แล้ว ก็ขึ้นรถไฟฟ้าไปยัง ถนนคนเดินเฉียนเหมินต่อเลยครับ มาเที่ยวทั้งที ต้องใช้เวลาให้คุ้มค่า 

(มีคนแนะนำมาว่า) ออกจากสถานีรถไฟฟ้าแล้ว เลี้ยวซ้ายไปทางป้อม เจอป้อมแล้วเลี้ยวขาว ก็จะถึง ถนนคนเดินแล้วว ซึ่งก็หาไม่อยากครับ เพราะป้อมที่บอกใหญ่และอลังการมากๆครับ


อยู่หน้าป้อม ก็มองเห็นทางเข้าถนนคนเดินครับ ไฟ แสงสี สว่างสไหวครับ สวยงาม  


อย่างร้านกาแฟชั้นนำ ก็ยังเป็นอาคารโบราณ ตามวัฒนธรรมด้วยนะครับ สวยเก๋ ไปอีกแบบ ^^


หลังจากนี้ก็เดินเล่น หาของฝาก ของกิน  หาข้าวเย็นกินกัน  มือเย็นก็กิน หม้อไฟเนื้อแกะกันอีกรอบ แต่ร้านที่เลือกนี้  อร่อยสู้ร้านแรกที่กินวันก่อนไม่ได้เลย


และปิดท้ายด้วยของหวานคือ ผลไม้เคลือบน้ำตาล

กินอิ่ม สบายพุงแล้วก็กลับเข้าที่พักเพื่อพักผ่อน เพื่อที่จะตลุยท้าความเย็นพร่งนี้อีกวัน ^^

วันที่ 5 แล้วว ส่วนวันนี้เที่ยวครึ่งวัน ตอนบ่ายๆต้องไปสนามบินเพื่อกลับบ้านแล้ว

วันนี้ตื่นเช้าอีกเช่นเคย ออกเดินทางโดยรถไฟฟ้าเหมือนเดิม จุดหมายวันนี้คือ หอบูชาฟ้าเทียนถาน (Tiantan-Temple of heaven) พอไปถึงสถานที่ก็เดินผ่านประตู ซื้อตั๋วเข้าสถานที่ 

จากประตูก็จะเห็นหอบูชาฟ้าเทียนถานมุมนี้ครับ


ระหว่าง ทางที่จะเดินไปยังหอบูชาฟ้า ก็จะได้เห็นกลุ่มของผู้สูงอายุ อยู่กันเป็นกลุ่มๆ บ้างก็เล่นกีฬา คลายๆเต๊ะตะกล้อ แต่ใช้ลูกขนไก่เต๊ะเอา ปิงบองลูกขนไก่ก็มี  มีจับกลุ่มรำไท้เก็ก เล่นไพ่ หรือแม้แต่ร้องเพลงก็มีครับ

บรรยากาศของกลุ่มที่ร้องเพลงครับ


เดินดูอะไรไปเรื่อยๆ ในที่สุดก็มาถึงหอบูชาฟ้าเทียนถานแล้วครับ ใหญ่โตอลังการมากครับ


บริเวณรอบๆหอบูชาฟ้าก็มีร้านขายของทีระรึกเหมือนกันนะครับ  อย่างเช่นเนณน้อยพวกนี้


ส่วนตัวแล้วผมได้ลูกเต๊ะขนไก้มา 1 อัน อันละ 10 หยวน (ดีไม่ซื้อตอนลุงที่เล่นกีฬาถามขายให้ 30 หยวน เกือบไปแล้วเชียว)

ซื้อของที่ระรึกเสร็จ ก็เดินไปชมจุดอื่นๆบ้างครับ 

หอบูชาฟ้าเทียนถานมุมกว้างๆครับ  อีกซักรูป


เดินย้อนทางเข้าไปเรื่อยๆครับ (เพราะทางที่พวกเราเข้ามาจะอยู่ด้านข้างที่เยื้องมาทางด้านหลังเลย  พวกเราถึงได้เจอหอบูชาฟ้าเทียนถานก่อนครับ

ระหว่างทางเดิน ก็มีผู้คนมากราบไหว้หอบูช้าฟ้าตลอดครับ


ส่วนช่วงกลางๆก็จะมีหอเล็กๆอีกอันเช่นเดียวกันครับ


และเดินต่อไปยังทางเข้าอีกนิดก็จะเจอจุดที่กราบไหว้ และขอพรกับหอบูชาฟ้าครับ


ขอขึ้นไปชข้างบนแล้วจะมี จุดวงกลมให้เราไปยืนอยู่บนนั้นแล้วขอพรได้เลยครับบ 

มุมมองข้างบนมองไปยังไปตูทางเข้าด้านหน้า ^^


มองย้อนกลับมาทางหอบูชาฟ้าเทียนถาน ก็จะเจอมุมนี้ครับ


ขอพรกราบไหว้ เสร็จแล้วก็เดินทางกลับครับ ก็เดินอ้อมสวนมาก็เจอคุณยายท่านี้เดินไปเดินมาแบบช้าๆแล้วก็เปร่งเสียงร้องเพลงแบบกังวาลมาก  ผมนี่อึ้งเลย เห็นบรรยากาศแบบนี้แล้วทำให้คิดถึงเพลงที่ร้องว่า อยู่ที่เรียนรู้ อยู่ที่ยอมรับมัน ตามความคิดสติเราให้ทัน อยู่กับสิ่งที่มีไม่ใช่สิ่งที่ฝัน และทำสิ่งนั้นให้ดีที่สุด

และระหว่างทางเดินนั้นก้ได้เห็นเงาของต้นไม้ไปพาดทับกำแพงพอดี เกิดลายขึ้นมา และเกิดความชอบส่วนตัว เลยจึงได้ภาพนี้มาด้วยครับ


เดินมาอีกซักพักก็เจออีกกลุ่ม กลุ่มนี้เป็นกลุ่มที่รวมตัวกันมาเต้นเพลงพื้นเมืองกันครับ เพลงออกแนวแขกๆหน่อยๆ  แต่ไม่แน่ใจว่าเป็นแนวไหนครับ เห็นคุณลุงคุณป้ามาเต้น แบบมีความสุขกันมาก ยิ้มแย้ม สดใสกันทุกคน


หลังจากที่ยืนดูลุง ป้าเต้นซักพักก็ถึงเวลาต้องกลับไปเก็บกระเป๋าแล้ว  และฝากไว้กับรูปทางออกของหอบูช้าฟ้าเทียนถานไว้ 1 รูปนะครับ 


และหลังจากเดินเที่ยวเสร็จ ก็กลับมาหาข้าวเที่ยงกินที่ Wangfujing Road เดินทางไปสนามบิน เพื่อเตรียมตัวกลับบ้านต่อไป 

จบทริปสำหรับหนีร้อน(จากไทย)ไปพึ่งเย็น(ที่จีน) แล้ว  สำหรับทริปนี้ก็ได้สะสมประสบการ์ต่างแดนมาอีกนิดหน่อย 

สุดท้ายอยากขอบคุณเพื่อนร่วมทริปทุกท่าน ที่ทำให้ทริปนี้ สนุก กินอิ่ม นอนหลับ  และมีความสุขมาก  และหวังว่าครั้งต่อไปๆ จะมีโอกาสได้เที่ยวด้วยกันอีกนะครับ

จบทริปแล้วเจอกันครั้งหน้าครับ 




 

Create Date : 31 ธันวาคม 2557
0 comments
Last Update : 3 มกราคม 2558 10:01:01 น.
Counter : 2976 Pageviews.

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.