bloggang.com mainmenu search

บุคคลที่ผมจะพูดถึงในวันนี้ เป็นชายหนุ่ม (เกือบใหญ่) อดีตผู้นำนักเรียน นักศึกษาผู้เป็นหนึ่งในกลุ่มที่อยู่ในเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 เคยติดคุกเป็นหนึ่งในประวัติศาสตร์ (เหยื่อ)แห่งเหตุการณ์เดือนตุลา แต่สุดท้ายก็ออกมาร่ำเรียนจนสำเร็จปริญญาเอก ได้มาเป็นอาจารย์ในมหาวิทยาลัยชั้นนำของสหรัฐอเมริกา ได้รับเกียรติในฐานะนักวิชาการให้เป็นสมาชิกของ The American Academy of Arts and Sciences อันเป็นเครื่องบ่งชี้ความสามารถทางวิชาการ บุรษท่านนี้ก็คือ อาจารย์ธงชัย วินิจจะกูล หรือ Professor Thongchai Winichakul แห่ง Department of History, University of Wisconsin Madison นั่นเอง

ปฐมเหตุแห่งการได้พบเจอคนที่ผมแอบปลื้มอยู่นี้ เริ่มมาจากหลังเหตุการณ์รัฐประหารในประเทศไทย ผมได้เสนอแนะไปที่อาจารย์ผู้ใหญ่ท่านหนึ่งคือ Don Emmerson ให้กรุณาเชิญอาจารย์ธงชัย มาพูดที่นี่ให้ได้ ถ้าอยากจะทำ discussion เรื่องการปฏิวัติในประเทศไทย เพราะผมมองว่าท่านเป็นคนที่เหมาะสมมากที่สุด เป็นนักวิชาการคนไทยไม่กี่คน ที่กล้าออกมาแสดงความคิดเห็นไม่เอาด้วยกับคณะปฏิวัติ ผ่านทาง petition online และได้เขียนบทความข้อโต้แย้ง ที่น่าสนใจเกี่ยวกับสาเหตุของการปฏิวัติในครั้งนี้ อาทิ ข้อแก้ตัวแบบโง่ ๆ ( 4 bad excuses) สำหรับคนที่เห็นด้วยกับการปฏิวัติ บทความ The King Maker , บทความเรื่อง Pragmatism ของปัญญาชนไทย

ณ ที่นี่ ผมจะไม่เขียนลงรายละเอียดของการสัมมนา อภิปรายมากนัก เพราะเชื่อว่าแนวคิดของอาจารย์คงจะสามารถหาอ่านได้ ในโอกาสต่าง ๆ ต่อไป แต่จะข้อเล่าเกี่ยวกับ ข้อสังเกต ความประทับใจ เกร็ดเล็ก ๆ น้อย ๆ ของการได้พูดคุยกับอาจารย์ ตามแบบบรรยากาศแบบ informal ของ blog แห่งนี้ ถือว่าเป็นการเก็บบรรยากาศไว้ให้แฟนคลับของ อ.ธง ฯ ได้เข้ามาอ่านด้วย (ผมรู้ว่าเพื่อนผมเป็นแฟนคลับของ อาจารย์หลายคน ที่เขาอยากจะอ่าน..)

หลังจากพูดคุยติดต่อกันทางอีเมล์ได้สักพักหนึ่ง ผมก็ได้มีโอกาสไปรับ อ.ธงฯ ที่โรงแรม ซึ่งอยู่ไม่ไกลจากมหาวิทยาลัยมากนัก จริง ๆ แล้ววันนั้นไม่ใช่วันที่ดีของผมเท่าไร เพราะมีงานต้องส่ง ตอนกลางคืนเลยต้องปั่นงาน ไม่ได้นอน ไปเจออาจารย์ก็สภาพไม่ค่อยดีนัก นัดอาจารย์ตอนสิบโมง เมื่อไปเจออาจารย์ก็ได้ชวนท่านไปเดินเล่น ชมมหาวิทยาลัย โดยมีเพื่อนรุ่นน้องอีกท่านหนึ่งตามไปสมทบ ขึ้นไปชมหอคอย เดินชมภาควิชาประวัติศาสตร์ เดินชมอาคารสถานที่ต่าง ๆ ตลอดเวลาการเดิน ก็มีประเด็นสนทนาที่น่าสนใจกับอาจารย์หลายเรื่อง จนบางครั้งก็ต้องหยุดยืนคุยกัน แทนที่จะได้เดิมชมสถานที่ต่าง ๆ ตามที่ต้องการ ทราบว่าเป็นครั้งแรกที่อาจารย์ได้เดินทางมาเยี่ยม Stanford แม้ว่าท่านจะเคยเดินทางมายัง Bay Area หลายครั้งแล้ว ซึ่งก็ไม่แปลก เพราะที่นี่ ไม่ค่อยให้ความสำคัญกับการวิจัยในสาขา Southeast Asian Studies ยังสู้ของ Berkeley ไม่ได้ ไม่ต้องไปเทียบกับมหาวิทยาลัยใหญ่ ๆ อย่าง Cornell, Wisconsin, Northern Illinois ซึ่ง มีอาจารย์ผู้เชี่ยวชาญเกี่ยวกับเมืองไทยและภูมิภาคนี้อยู่หลายท่าน

พวกเราใช้เวลาเดินอยู่ไม่นาน ก็ต้องพาอาจารย์กลับไปส่งที่โรงแรม เพราะอาจารย์มีนัดทานอาหารเที่ยงกับ host คือ Prof.Emmerson และ Prof. Jim Ockey ซึ่งเป็น guest speaker อีกท่าน

ในตอนเย็นอาจารย์มีกำหนดพูดเรื่องการปฏิวัติในเมืองไทย (A Coup for Democracy in Thailand?) ตอน 16.30 น. ในการอภิปรายครั้งนี้ ก็มีนักศึกษาทั้งไทยและต่างชาติ รวมถึงอาจารย์ ให้ความสนใจพอสมควร หัวข้อที่ทั้ง อาจารย์ และ Jim ได้ครอบคลุมไว้ ก็เช่นเรื่อง บทบาทของทหารไทยในประวัติศาสตร์ พัฒนาการของประชาธิปไตยแบบไทย ๆ บทบาทของสถาบันกษัตริย์ ต่อการเมืองการปกครองและการรัฐประหารครั้งนี้ อนาคตของเมืองไทย ฯลฯ

หลังจากนั้นเวลาทุ่มกว่า ๆ อาจารย์ก็มีนัดกับพวกเรา นักศึกษาไทยให้มารับประทานอาหารพร้อมพูดคุยกับ โดยเราคุยกันจนถึงห้าทุ่ม มีประเด็นที่น่าสนใจหลายเรื่อง มีผู้ร่วมรับฟังประมาณเกือบยี่สิบคน ก็ถือว่าประสบความสำเร็จพอสมควร และผลตอบรับจากนักศึกษา ก็เป็นไปในทางบวก คือมีคนรู้สึกชอบ เราก็ดีใจที่งานสำเร็จด้วยดี

ผมขอสรุปเป็นข้อ ๆ ในเรื่องเกร็ดเล็ก ๆ น้อย ๆ ข้อสังเกตจากการพูดคุยในครั้งนี

1) อาจารย์เป็นนักวิชาการไทย ไม่กี่คนที่กล้าพูดว่าบอกว่าตัวเองไม่รู้ในเรื่องที่ไม่รู้ มีหลายบทสนทนาที่มีคนถามถึงประเด็นต่าง ๆ หลายครั้งอาจารย์ก็บอกว่าท่านไม่รู้ ในขณะที่นักวิชาการหลาย ๆ คนมักจะคิดว่าตัวเองรู้ไปหมด ถามอะไรก็ตอบได้หมด แต่ อ.ธง ฯ ถ้าไม่รู้ก็บอกว่าไม่รู้

หลายครั้งท่านยอมรับว่าตัวเองมี conflict กับตัวเองต่อความคิดหลาย ๆ เรื่อง หลายครั้งที่ท่านเสนอความคิดบางอย่างที่มันขัดแย้งกันเอง ซึ่งถ้าหากเป็นนักการเมือง หรือนักปฏิบัติ ก็คงจะทำไม่ได้ในทางปฏิบัติ conflict ของท่าน ก็มีเช่น ท่านไม่ได้ชอบทักษิณ แ่ต่ท่านก็เห็นประโยชน์ในนโยบายประชานิยมต่าง ๆ ว่าทำประโยชน์ให้ประชาชนส่วนใหญ่ของสังคม(คนในชนบท) ได้จริง ๆ หรือ ท่านไม่เห็นด้วยกับการปฏิวัติแต่ก็ไม่เห็นด้วยกับการไปต่อต้านขัดขืน และยังมองเห็นอนาคตที่พอเป็นไปได้ของไทย ท่านมีชื่อเสียงว่าเป็น anti-royalist แต่ก็ไม่ชอบการนินทาเจ้า ฯลฯ

2) ตอนแรกผมคิดว่าจะได้รับฟังการพูดคุยในเรื่องสถาบันอย่างถึงพริกถึงขิง แต่กลับกลายเป็นว่าอาจารย์ท่านค่อนข้าง fair กับการวิจารณ์มาก คือท่านจะไม่วิจารณ์เอามันส์หรือนินทาเจ้าแบบปากตลาดเลย ถ้าจะพูดถึง ก็พูดอย่างมีหลักวิชา พร้อมทั้งได้เสนอแนะว่า การวิจารณ์สถาบันในลักษณะนั้น มันยิ่งทำให้สถาบันเสื่อมเสีย จุดยืนหลาย ๆ อย่างของอาจารย์ ถ้าเราไม่ทราบมาก่อน อาจจะคิดว่าท่านเป็น royalist ได้เลย เพราะท่านค่อนข้างจะมี concern ต่อการดำรงอยู่ของสถาบันมาก ว่ายังไงก็ต้องอยู่คู่ส้งคมไทย เพียงแต่จะอยู่ในลักษณะไหนเท่าไหนเอง จะอยู่แบบลงมาเล่นกับการเมือง หรืออยู่แบบเป็นสัญลักษณ์ให้คนบูชา (ประเด็นนี้สนธิโจมตีว่าทักษิณทำให้ กษัตริย์เป็นสัญลักษณ์ ..ซึ่งจริง ๆ แล้วก็ควรจะเป็นเช่นนั้น)

เมื่อเปรียบเทียบกับพวก Royalist ขี้นินทาเจ้า หรือพวกที่ชอบอ้างอิงเจ้าไปใช้ฟาดฟันศัตรู (รวมทั้งอ้างอิงเจ้าเอาไปปฏิวัติ) ผมคิดว่าคนที่เป็น critical ต่อ monarchy อย่างอาจารย์ กลับทำประโยชน์ให้กับสถาบันมากกว่าคนที่อ้างตนว่าจงรักภักดี นี่เป็นหนึ่งใน conflict ที่ผมได้พบจากอาจารย์ในคืนนั้น

3) อาจารย์มีจุดยืนที่มั่นคงมาก ในเรื่องการไม่เห็นด้วยต่อการรัฐประหาร และเห็นว่าระบอบการปกครองแบบประชาธิปไตย เป็นสิ่งที่ดีที่สุด พร้อมยกตัวอย่างมาหลายอย่าง แต่อาจารย์ก็ยังมองในแง่ดีต่อ คปค และอนาคตของประเทศไทยและเสรีภาพในการแสดงออกของคนไทยว่าการรัฐประหารครั้งนี้ มันไม่ได้มีผลกระทบที่เลวร้ายต่อประชาชนมากนัก ผมยอมรับว่าผมรู้สึกหงุดหงิด ที่เห็นอาจารย์ท่านมองโลกในแง่ดีเกินไป แต่ถ้าหากคิดถึงว่าคนที่มีประสบกาณณ์ผ่านเหตุการณ์ 6 ตุลา ฯ , พฤษภาทมิฬ ฯ และได้พบกับสัจจธรรมการเมืองไทยหลายอย่าง จุดยืนของท่านก็อาจจะถูกต้องกระมัง บางครั้งประชาชนก็เป็นแค่เบี้ยตัวหนึ่งในเกมส์แห่งอำนาจ

ประเด็นหนึ่งที่ท่านต้องการจะสื่อคือ เรื่องการปฏิวัติครั้งนี้มันไม่ได้มีค่ามากพอที่เราจะต้องไปเสียสละชีวิตและเลือดเนื้อ เพื่อไปต่อต้านมัน เพราะเมืองไทยก็คือเมืองไทย ซึ่งไม่ค่อยเรียนรู้จากประวัติศาสตร์และความผิดพลาดของตนเอง แต่คนไทยไม่เคยจำ ท่านไม่อยากจะเห็นเหตุการณ์แบบพฤษภาทมิฬ ฯ อีกครั้ง เพราะมันไม่มีประโยชน์ เสียชีวิต เลือดเนื้อไปเปล่า ๆ ไม่ได้อะไรขึ้นมา ท่านแสดงความเสียใจ แต่ไม่เห็นด้วยกับกรณีคุณ นวมทอง ไพรวัลย์ ที่ฆ่าตัวตายเพื่อประท้วงการปฏิวัติ แต่ท่านก็สนับสนุนให้เราทำการประท้วงได้ ตราบใดที่เราไม่ได้ทำให้ตัวเองเดือดร้อน

4) ท่านเล่าว่าในชีวิตนักวิชาการเคยโดนคนโจมตี ด่าทอมากมาย โดยเฉพาะเมื่อมาออกความเห็นในทางคัดค้านกระแสของคนบางกลุ่ม แม้แต่โดน physical threat จาก บุคคลที่มีอิทธิพลบางคนแถว ๆ บ้านพระอาทิตย์ ก็ยังเคยเจอมาแล้ว ในตอนที่ไปวิจารณ์กลุ่มของเขาในตอนที่ยังร้อนแรงกับการเอาประเด็นเรื่องพระราชอำนาจ มาสร้างกระแสโจมตีนายกรัฐมนตรีในตอนนั้น (คนกลุ่มนี้ รวมทั้งผู้ถูกล้างสมอง ค่อนข้างมีความเชื่อที่น่ากลัวหลายอย่าง..ประเด็นนี้ผมจะค่อยกล่าวถึงต่อไป)

5) ถามเรื่องอยากกลับเมืองไทยหรือไม่ ท่านบอกว่าตอนนี้ท่านก็มีความสุขอยู่แล้วกับการเป็นอาจารย์ที่ Wisconsin และตอนนี้กำลังเขียนหนังสือเล่มใหม่เกี่ยวกับ 6 ตุลาคม มีคนโจมตีท่านหลายคนว่า ถ้าอยากวิจารณ์เรื่องเมืองไทย ทำไมถึงไม่ยอมกลับไปทำงานในไทยล่ะ ท่านก็ดูจะ concern กับการโดนโจมตีในประเด็นนี้พอสมควร ( ในทัศนะของผม: ผมคิดว่าท่านตัดสินใจถูกต้องแล้วที่มาสอนหนังสือที่อเมริกา ไม่ใช่แค่เรื่องของผลตอบแทน แต่เป็นในแง่ของอิสระเสรีภาพในการวิจารณ์ วิจัย ซึ่งอาจจะหาได้ยากกว่า ถ้าหากต้องทำงานในสภาพแวดล้อมอย่างเมืองไทย ...ผมเองอยากเห็นคนไทยมาเป็นอาจารย์ที่นี่ให้เยอะขึ้นด้วยซ้ำไป)

หลังจากการพูดคุยในคืนนั้น อาจารย์ก็กลับไปพักผ่อน เตรียมตัวไปพูดคุยกับกลุ่มของพวกนักเรียนไทย Berkeley ต่อในวันรุ่งขึ้น ส่วนพวกเราก็แยกย้ายกลับบ้าน นับว่าเป็นคืนที่น่าประทับใจคืนหนึ่ง (แม้ผมเองจะง่วงมาก ๆ จากการไม่ได้นอน ในคืนก่อนก็ตาม)
Create Date :12 พฤศจิกายน 2549 Last Update :12 พฤศจิกายน 2549 14:44:44 น. Counter : Pageviews. Comments :738