Group Blog
 
 
มีนาคม 2554
 12345
6789101112
13141516171819
20212223242526
2728293031 
 
26 มีนาคม 2554
 
All Blogs
 
ซาปา สวรรค์ในสายหมอก





images from Anuphan Sukhapinda


“ อยากไปเดินท่ามกลางเมืองที่มีแต่หมอกซักครั้งในชีวิตจัง ”

นั่นคือความฝันของชาวไทยหลายๆคนรวมทั้งผม ที่แทบไม่มีโอกาสได้สัมผัสกับสายหมอกเหมือนประเทศเมืองหนาวอื่นๆเขา

แต่ใครจะคิดว่าใกล้ๆบ้านเรานั้น มีเมืองเล็กๆแสนจะน่ารักที่ชื่อว่า ซาปา

ซาปาเป็นเมืองที่อยู่ท่ามกลางภูเขาหลายลูกสลับซับซ้อน มียอดเขาที่สูงที่สุดชื่อว่า ฟานซีปัน เรียกว่าเป็นเมืองในหุบเขาก็ว่าได้ และตัวเมืองเองก็อยู่สูงกว่าระดับน้ำทะเล ทำให้มีอากาศค่อนข้างหนาวเย็นทีเดียวในช่วงปลายปีต่อต้นปี ด้วยปัจจัยทั้งหมดนี่เอง ทำให้ในฤดูหนาวเมืองนี้เต็มไปด้วยหมอกปกคลุมแทบจะทุกพื้นที่

เช้าแรกหลังจากเรานั่งรถไฟทั้งคืนมาถึง ซาปาต้อนรับเราด้วยลูกเล่นแพรวพราวของชาวเวียดนาม มีคนหน้าตาเหมือนพนักงานการถไฟเข้ามาถามพวกเราว่า ต้องการชาหรือกาแฟ ด้วยความงัวเงีย เราไม่ได้คิดและตอบกลับไปว่า กาแฟ ระหว่างดื่มกาแฟเราก็จิบไปพลางคิดไปว่าการบริการที่นี่ดีจริง เหมือนขึ้นเครื่องบินเลยมีแอร์โฮสเตทคอยบริการ ซะด้วย แต่ความคิดนี้ก็พังทลายไปเมื่ออาหมวยแกเรียกเก็บตังค่ากาแฟ 4หมื่นดอง หรือแพงกว่าข้างนอก4เท่า เรียกว่าได้มาถึงเวียดนามแล้วจริงๆ

ตัวเมืองซาปาไม่ได้ใหญ่โตมากมายนัก สามารถเดินเท้าสำรวจได้โดยไม่เหนื่อยเท่าไรนัก โดยจุดเด่นของตัวเมืองที่ทำให้ใครๆหลงไหลก็คือ ชาวเขาเผ่าต่างๆที่แต่งตัวกันหลากสีสัน และสถาปัตยกรรมรวมถึงการวางผังเมืองแบบเฟรนช์โคโลเนียล โดยเฉพาะโบสถ์กลางเมืองนั้นถือเป็นจุดศูนย์รวมของนักท่องเที่ยง ร้านค้า และชาวเมืองทั้งหลาย ร้านค้าขายของมากมาย ส่วนราคาก็ต้องต่อรองกันเหงื่อตกทีเดียวเชียว

เจ้าของโรงแรมแนะนำให้เราลองเดินเทรกกิ้งไปหมู่บ้านใกล้ๆ ชื่อว่า Ta Phin ซึ่งเขาว่าเป็นหมู่บ้านชาวเขาที่ชาวบ้านยังคงวิถีชีวิตดั้งเดิม และระหว่างทางเดินยังมีทิวทัศน์ที่งดงามที่สุดที่หนึ่งในซาปาทีเดียว พวกเราจึงตัดสินใจร่วมทริป โดยจะมีไกด์สาวชาวเขาร่วมทางไปกับเราด้วย1คน

ก่อนจะออกเดินทาง ไกด์สาวมองดูรองเท้าพวกเราแต่ละคนแล้วเตือนว่า ทางที่จะไปเดินวันนี้ไม่ธรรมดา เส้นทางค่อนข้างลำบาก เราควรจะเปลี่ยนรองเท้าเป็นแบบเดินป่าหรือใส่รองเท้าบู๊ทยาง โดยเธอแนะนำให้ไปซื้อในตัวตลาด ด้วยความที่ผมยังติดภาพกับทริกการขายกาแฟแก้วเมื่อเช้าอยู่ ก็ได้แต่คิดในใจว่า คงไม่มีอะไรหรอก อย่ามาหลอกขายของกันให้ยากเลย พร้อมกับยิ้มมุมปากภูมิใจในความรู้ทันของตัวเองซะเต็มประดา

หลังปฎิเสธคำเตือน ผมก็เดินลงมาที่จุดนัดพบเพื่อเริ่มการเดิน พร้อมสอดส่องสายตาไปทั่วว่าเพื่อนร่วมทริปคนไหนซื้อรองเท้าตามคำแนะนำของไกด์บ้าง ระหว่างที่มองซอกแซกไปเพลินๆสายตาไปก็ไปประสปพบกับคุณป้าชาวเขากลุ่มใหญ่ที่นับจำนวนแล้ว มีจำนวนเท่าผู้ร่วมทริปพอดิบพอดี ผมก็พาลนึกไปว่าป้าเขาคงมาขายของ แต่รออยู่นานก็ไม่เห็นป้าแกจะเอาของออกมาเสนอขายซักคน

จนเมื่อไกด์บอกให้เราเริ่มการเดินทางได้ ปรากฎว่าพวกป้าแกก็เริ่มเดินตามเรามา ตอนนั้นสมองเริ่มมีการประมวลผลอย่างรุนแรง เพื่อหาเหตุผลว่า ป้าแกเดินตามมาทำไม ความคิดหนึ่งคิดว่า เขาอาจจะกลับหมู่บ้านทางเดียวกับเรา เลยเลือกเดินไปเป็นกลุ่มๆจะได้ไม่อันตราย หรือไม่ก็คิดเลยเถิดไปว่า สงสัยนี่จะคล้ายๆเป็นอุปกรณ์ประกอบการเดิน เพื่อให้การเดินข้ามเขาไปหมู่บ้านชาวเขาสมบูรณ์ มันก็จำเป็นต้องมีชาวเขาเดินไปด้วยสิ

คิดเพลินๆพลางเดินชมวิวรอบข้างซึ่งมีแต่สีขาวโพลน เพราะหมอกลงหนามาก มองไปข้างหน้าได้เพียงไม่เกิน 2-3 เมตรเท่านั้น ไกด์สาวบอกเราว่า ตอนนี้เป็นหน้าหนาว โอกาสที่หมอกจะลงจนไม่เห็นวิวอะไรเลยก็มีสูงพร้อมชี้ให้มองไปที่หมอกสีขาวข้างทางและบรรยายว่าจริงๆต้องเห็นนาขั้นบันไดและวิวภูเขาสวยงามตลอดทาง ผมก็ได้แต่รับฟังและจินตนาการตาม พร้อมกับทำใจไว้บ้างถ้าหากจะไม่เห็นวิวไปตลอดทาง

แต่แล้วไม่นานหมอกก็เริ่มจางลง เผยให้เราเห็นเส้นทางที่เราต้องเผชิญต่อไป ทันที่ที่เห็นเส้นทางที่เราจะต้องเดิน ทุกอย่างก็ประติดประต่อกันทันที ทั้งเรื่องที่น้องไกด์เตือนให้ซื้อรองเท้าสำหรับเดินทาง และป้าชาวเขาที่เดินตามมาพอดีจำนวนคน

เนื่องจากมันไม่มีถนน!! เป็นทางลูกรังดินแดงที่แฉะเละเป็นโคลน เนื่องจากกระทบกับไอหมอกตลอดเวลา ทำให้ภาพที่ออกมาเหมือนทางเดินช็อคโกแลทที่เหลวเละเพราะโดนความร้อน วินาทีนั้นหันไปมองหน้าน้องไกด์แล้วรู้สึกผิดทันที ที่ไม่ยอมฟังการเตือนด้วยความหวังดีแล้วยังหาว่าเขาจะมาหลอกขายของเราซะอีก ส่วนป้าชาวเขาที่เดินตามมาก็ได้ออกโรงเอาตั้งแต่ช่วงนี้นี่เอง เพราะพื้นที่ลื่นเละ คนที่รองเท้าแทบไม่มีดอกยางแบบผมก็จำเป็นต้องอาศัยคุณป้าแกช่วยพยุงในหลายๆครั้ง

แต่แม้ทางเดินจะลำบากจุดพักชมวิวของเราก็ให้ผลตอบแทนที่คุ้มค่า วิวนาขั้นบันไดสุดลูกหูลูกตา โอบล้อมไปด้วยขุนเขารอบด้าน มีหมู่บ้านชาวเขาเล็กๆที่ทำกิจกรรมเหมือนที่เคยทำมาตลอด50ปี พร้อมมีหมอกจางๆประดับตกแต่งวิวให้ดูสวยงามขึ้นไปอีก น้องไกด์เสริมว่า วิวในแต่ละช่วงปีของซาปาจะแตกต่างกันค่อนข้างมาก ช่วงหน้าหนาวก็จะมีหมอกลงอย่างที่เห็นและนาขั้นบันไดก็จะอยู่ในช่วงดำนา ทำให้เห็นนาเป็นสีน้ำตาลของน้ำซะมากกว่า ซ้ำบางปียังมีหิมะลงด้วย ส่วนหน้าร้อนนาทั้งหมดจะกลายเป็นสีเขียวสด ท้องฟ้าจะกลายเป็นสีฟ้าใส หมอกทั้งหมดจะหายไป เปิดให้เห็นวิวทั้งหมดอย่างกระจ่าง แต่เธอยืนยันว่า สวยไม่แพ้กันทั้ง2ฤดู ทำเอาผมอยากลองกลับมาเยี่ยมที่นี่ในฤดูร้อนอีกครั้งทีเดียว

หลังจากชื่นชมกับจุดชมวิวระหว่างทาง เราก็เริ่มเดินทางต่อ แต่ทางที่เราเดินต่อไปนั้นทำเอาทางเดินโคลนที่ผ่านมากลายเป็นของง่ายไปเลย เพราะภาพที่ปรากฎด้านหน้าคือทางลงเขาที่เต็มไปด้วยโคลน กะคะเนด้วยสายตาน่าจะชันประมาณ 45 องศาทีเดียว หันซ้ายแลขวา เห็นป้าชาวเขาส่งสายตาที่เต็มไปด้วยไมตรีจิตมากระทบอย่างจัง ช่วงเวลาอย่างนี้นี่เองที่ป้าแกมีความสำคัญอย่างยิ่ง เนื่องจากชาวเขาใช้เส้นทางนี้ในการสัญจรทุกๆวันตั้งแต่ยังเด็ก ความชำนาญในการปีนป่ายจึงต่างกับคนเมืองที่ใช้ลิฟท์กับบันไดเลื่อนแบบเรา ระหว่างทางเดิน ผมยังเห็นเด็กชาวเขาฝึกปีนเขาโดยมีพ่อดูแลอยู่ห่างๆหลายคนทีเดียว ประหนึ่งว่าจะจบหลักสูตรการเป็นชาวเขาได้ต้องสอบผ่านวิชาปีนเขาเสียก่อน

พอเห็นพ่อดูแลเด็กผมเลยนึกได้ว่าแทบไม่เห็นชาวเขาผู้ชายมาขายของ หรือเป็นไกด์เลย จึงถามน้องไกด์ไปว่าผู้ชายชาวเขา เขาทำหน้าที่อะไรกัน น้องตอบว่า ผู้ชายชาวเขาไม่มีความสามารถที่จะเรียนรู้ด้านภาษา ทำให้ทำงานที่ต้องติดต่อกับชาวต่างชาติไม่ได้ ฉะนั้นหน้าที่ของชายชาตรีที่นี่คือทำงานบ้าน ทำเกษตรกรรม เลี้ยงเด็ก ซึ่งดูจะเป็นวิถีที่คนเมืองอย่างผมแปลกใจไม่น้อย

หลังจากผ่านการปีนลงเขาอย่างทุลักทุเล โดยได้รับการช่วยเหลือจากเหล่าคุณป้าทั้งหลายแล้ว ในที่สุดเราก็ถึงจุดมายปลายทางของเราจนได้ ทันทีที่เราถึงจุดหมาย ก็เป็นไปตามคาด คุณป้าแกเหมือนมีกระเป๋าวิเศษของโดราเอม่อน หยิบสารพัดของชาวเขาออกมาขายเรา ซึ่งของที่ขายราคาแพงกว่าความเป็นจริงถึง 5-6เท่าตัวทีเดียว พร้อมกับมีลูกสมุนเด็กน้อยกรูกันเข้ามารุมล้อม ราวกับสาวไทยรุมต้อนรับดาราเกาหลีก็ไม่ปาน

หลายคนเจอแบบนี้เข้าไปก็เซ็งไปตามๆกัน แต่ผมกลับมองว่า อย่างน้อยป้าแกก็ให้ความช่วยเหลือเรา แม้ความช่วยเหลืออาจจะมีผลประโยชน์แอบแฝง แต่เขาก็ทำด้วยความสุจริตไม่ได้มาจี้ปล้นเรา และจริงๆเขาก็ไม่สามารถบังคับให้เราซื้อของราคาแพงกว่าความเป็นจริงเหล่านั้นได้หรอก แต่เป็นตัวเราเองต่างหากที่เลือกจะซื้อเขาแลกกับไมตรีที่ยื่นให้มา หาใช่อยากได้ของที่เสนอมาขายไม่ เพราะอย่างไรเสีย การไปซาปาครั้งนี้ เราเจอลูกเล่นมาตลอดทางตั้งแต่ที่ฮานอยแล้ว แต่สำหรับผมลูกเล่นของป้าชาวเขาเหล่านี้เป็นลูกเล่นที่น่ารักที่สุด และต้องทุ่มเทแรงกายมากกว่าลูกเล่นอย่างอื่นมากมายทีเดียว

ถึงการเดินทางครั้งนี้จะเจอกลเม็ดอะไรไปบ้างก็ตาม แต่ด้วยทิวทัศน์ที่งดงาม วัฒนธรรมที่สวยงาม และวิถีชาวบ้านดั้งเดิมที่ยังคงไม่เปลี่ยนแปลงไปจากสมัยก่อน ซาปาก็เป็นเมืองที่สมควรค่าแก่การไปเยี่ยมเยือน และมีบางประสบการณ์ที่อาจจะพบได้เฉพาะที่นี่เท่านั้น บางทีคุณอาจจะคิดเหมือนผมว่า การโกงบางอย่างดูไปดูมา มันก็ดูน่ารักนะ


ที่มา : นิตยสาร "ซุกสุข." ฉบับแถมกับหนังสือพิมพ์เดลินิวส์ ฉบับวันที่ 25 มี.ค. 2554 หน้า 8 , ผู้เขียน "Anuphan Sukhapinda."

ข้อมูลเพิ่มเติม : หนังสือ "ซุกสุข" เป็นนิตยสารเชิงอ่านแล้วมีความสุข แถมฟรี มากับหนังสือพิมพ์เดลินิวส์ที่ออกทุกวันศุกร์ที่ 4 ของทุกเดือนค่ะ ใครอยากอ่านอีก ต้องไม่พลาดกับ ศุกร์สิ้นเดือนเมษา ศุกร์ที่ 22 เม.ย. 2554 นะจ๊ะ :-)

tags : ทัวร์สุดเจ๋งที่ซาปา , sapa daytrip tour, Vietnam, เที่ยวเวียดนาม, ซาปา , เวียดนาม, เที่ยวซาปา, บทความจากนิตยสาร


Create Date : 26 มีนาคม 2554
Last Update : 26 เมษายน 2554 5:43:02 น. 2 comments
Counter : 840 Pageviews.

 
เจิมมม ทริปสนุกมากมาย


โดย: Kanuman IP: 115.87.221.189 วันที่: 26 มีนาคม 2554 เวลา:13:20:12 น.  

 
เห็นด้วย สนุกมากมาย อยากไปอีกจังเร้ยยย ^^


โดย: To-eyeful IP: 124.120.215.251 วันที่: 2 เมษายน 2554 เวลา:17:21:44 น.  

vodca
Location :


[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 15 คน [?]




Friends' blogs
[Add vodca's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.