ธรรมะเปรียบเทียบ บทความดีๆ ให้ข้อคิด
ปฏิบัติบูชา (20)

ประโยชน์ของตาทิพย์ หูทิพย์


ความทุกข์กังวลต่างๆ หายไป
เปรียบเหมือนฟ้าหลังฝนที่ท้องฟ้าโปร่ง เย็นสบาย
ผลของเหตุการณ์ทำให้ผมนึกถึงคำสอนของพระพุทธเจ้า
ไม่ว่าจะเกิดชาตินี้หรือไหน เกิดเป็นอะไร
ทุกรูปนาม จะต้องเผชิญกับความทุกข์ทั้งสิ้น
ใครไม่อยากทุกข์ก็ต้องปฏิบัติธรรม เพื่อความพ้นทุกข์
หรือไปไม่ไหวก็มุ่งไปทางสร้างกำลังให้จิตตนมีความเข้มแข็ง
เมื่อจิตเรามีกำลังก็สามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้

*ใครที่อธิษฐานหรือตั้งปรารถนาสิ่งใดแล้วไม่ได้ผล
เป็นเพราะจิตของตนไม่มีกำลัง ไม่เข้มแข็งพอ
จึงไม่มี “ทิพยอำนาจ” ไปดึงดูดสิ่งที่ตนต้องการได้
เรามาคุยกันต่อดีกว่า

*วันรุ่งขึ้น ผมได้จัดการพานครูขันธ์ 9 ของตำหนักปู่ฤาษีนารอด
ไปจำเริญยังแม่น้ำบางปะกง
ส่วนรูปองค์ฤาษีนารอด ราคา 2 พันบาทนั้น ผมวางไว้ที่หิ้งพระตามเดิม
ความรู้สึกขณะนั้นไม่เกรงกลัววิญญาณใดๆ
แต่ไม่หยิ่งยะโส ที่ตนมีครูบาอาจารย์ระดับสูงคอยคุ้มครอง
เพราะกรรมบางอย่างของเรา ครูอาจารย์ยิ่งใหญ่แค่ไหนก็ช่วยเราไม่ได้

*ผมสวดมนต์ไหว้พระตามปกติตามด้วยนั่งกรรมฐานแบบกสิณ
โดยยึดรูปสมเด็จโตเป็นวัตถุสำหรับเพ่ง
เมื่อภาพปรากฏขึ้นที่ระหว่างคิ้วทั้งสองแล้ว ก็อธิษฐานตามที่เราต้องการ

*จิตเริ่มนิ่งขึ้นไปตามลำดับเกิดญาณหยั่งรู้
คล้ายกับความรู้ที่เกิดจากจิต แต่ไม่ใช่ทิพยจักขุญาณ
คือการมองเห็นในสิ่งที่คนอื่นมองไม่เห็น
แต่ไม่เด่นชัดนัก เป็นเงาเลือนๆ พอรู้ว่าอะไรเป็นอะไร
บางสิ่งต้องคาดเดา เพราะวิญญาณไม่ต้องการให้เราเห็น
บางครั้งเป็นเพียงกระแสความคิดวาบเข้ามา
โดยผมพอรับรู้ว่าวิญญาณสื่อเรื่องอะไรมา
วิญญาณบางดวงใช้วิธีการรับสัมผัสไม่สื่อด้วยความคิด
รู้ได้โดยผมมีอาการเสียววูบ ซาบซ่านไปทั้งตัว

*คืนหนึ่งประมาณตีสอง ผมฝันเสมือนจริง
คลับคล้ายผมนั่งอยู่ในห้องๆ หนึ่ง
ได้ยินเสียงพูด แต่ไม่เห็นคนพูด
เสียงนั้นก้องอยู่ในหัว เหมือนเรานั่งฟังเพลงเพลินๆ
และจำเนื้อความได้หมดโดยไม่ต้องท่อง

*เสียงนั้นสั่งว่า นับแต่คืนนี้ไป ผมจะต้องทำอย่างไรบ้าง
ในความฝันผมรับรู้ว่า เป็นคำพูดของปู่ ผมจึงนั่งรับฟังกติกา
เช่น ต่อไปนี้ ห้ามไปพึ่งร่างทรงที่ไหนอีก
ให้ทำพิธีอัญเชิญปู่ด้วยตัวเองที่บ้านในห้องพระ
ส่วนจะทำอะไรบ้างนั้น ปู่จะบอกมาทางความคิด
เจ้านึกคิดอะไร ก็หมายถึงว่า เป็นความนึกคิดของปู่ด้วยเช่นกัน

*ผมสะดุ้งตื่นใกล้ตีสาม
เหตุการณ์ในฝันเหมือนเรื่องจริงว่า เมื่อคืนได้นั่งคุยกับปู่จริงๆ
วันต่อมาผมเกิดความคิดต้องหาความรู้เรื่องวิธีการเชิญ “องค์ใน”
ผมเข้ากรุงเทพฯ ไปร้านหนังสือเสาะหาคำอัญเชิญจากหนังสือหลายเล่ม
บางเล่มกล่าวถึงคนที่เป็นร่างทรงต้องปฏิบัติตัวเช่นไร?
อ่านจนมีความรู้ทางนี้พอสมควร และเกิดความมั่นใจว่า “ผมทำได้”
เข้าใจเอาเองว่า “ครู” หรือปู่ มาดลใจให้ผมทำอย่างนั้น อย่างนี้
เวลาอ่านศึกษา ถ้าบทไหนไม่ใช่ ผมจะเกิดความรู้สึก “ไม่น่าสนใจ”
ขณะเดียวกันผมก็มีกติกากับปู่ว่า

*ขอค่าบูชาครูเพียง หกสลึง ไม่มีการฉลองในวันพิธีไหว้ครูด้วยดนตรีดีดสีตีเป่า
ขอเพียงเชิญพระหนึ่งองค์มารับสังฆทานที่บ้าน
และให้ท่าน เจริญพรหลังจากผมอ่านโองการอัญเชิญครูจบล้ว
ถ้าปู่หรือวิญญาณใดๆ มาลงทรง
ต้องไม่มีอาการสั่น โยกโคลง แสดงฤทธิ์เดช
ขอให้สื่อกันด้วยจิต รู้กันด้วยจิตสองต่อสอง
แล้วผมก็ทำหน้าที่ถ่ายทอดความคิดและคำพูดของปู่สู่คนที่มาหาให้ช่วย
นั่งคุยกับแขกที่มาหาเช่นคนปกติ ไม่ต้องหลับตา
ปู่อนุญาตตามที่ผมขอทุกเรื่อง

*เมื่อทำพิธีอัญเชิญเรียบร้อย ผมรู้สึกเหมือนยกภูเขาออกจากอก
ภรรยาหนักกว่าผม ต้องทำหน้าที่เตรียมวัสดุต่างๆ
ทุกวันพระ และวันไหว้ครู ต้องเตรียมพานไหว้ จะให้คนอื่นทำไม่ได้

*ผมขอเว้นวรรคไม่เล่ารายละเอียดของวิธีการต่างๆ
ขอบอกเพียงสั้นๆ ว่า เมื่ออัญเชิญครูเข้าคุ้มครองร่างผมแล้ว
ทุกๆ ปี ที่เคยทำ วันเดือนปีอะไร ก็ต้องทำพิธีอัญเชิญอีกในวันนั้น
ลืมไม่ได้ และต้องทำทุกปี ถ้าไม่ทำจะถูก “ครู” ลงโทษ

*ผมเคยพลาดครั้งหนึ่ง เป็นปีที่สอง ผมลืมทำพิธีไหว้ครู
ท่านมาเตือนบอกในฝัน ปีนี้ยังไม่ลงโทษ ถือว่ายังไม่รู้เดียงสา
ถ้าปีหน้า ไม่ทำพิธีไหว้ครูอีกละก็ เอ็งจะเป็นเจ้าชายนิทรา... จำเอาไว้
ผมเข็ดจนตายเชียวล่ะ ต้องจดติดไว้ข้างฝาปีนี้ วันไหน เดือนไหน
ก็เลยรอดตัวมานั่งคุยกับท่านได้จนบัดนี้

*ยังมีอีกเรื่องที่จะบอก เพราะโดนดุ คือผมขี้เกียจสวดมนต์ ไหว้พระ
คราวนี้ไม่มาเข้าฝัน ฝากคำพูดมากับเจ้าแม่กวนอิม
กิจที่ควรทำไหว้พระ แบบบางวันพอใจก็สวด
ขี้เกียจก็ไม่สวดนั้น ให้เปลี่ยนนิสัยใหม่
ต้องสวดมนต์ นั่งสมาธิทุกวัน เช้ามืด และก่อนนอน
ถ้ายังดื้อ ไม่ทำจะต้องโดนดี และห้ามอ้างเหตุผล

*ฟังคำสั่งแล้ว เป็นท่านบ้างล่ะ จะทำฉันใด?
ทุกวันนี้ ผมเหมือนหมูอยู่ในอวย มีแต่ตายลูกเดียว
จึงไม่กล้าขัดใจ ถ้ามาบอกแบบนี้ แสดงว่า เอาเรื่องแน่ๆ
ผมเลยต้องปฏิบัติเรื่อยมาจนชินเสียแล้ว
นานวันเข้าก็เลยติดใจ เพราะรู้ว่ามันมีประโยชน์แก่ตัวเอง
ทั้งการเงิน การงาน และการปฏิบัติธรรม
ทำให้รู้ว่า “ตนเป็นที่พึ่งแห่งตน” ไม่มีใครช่วยใครได้
ทุกคนที่ได้ดิบได้ดี มีกินมีใช้
เพราะบุญบารมีที่เราทำมาแต่อดีตชาติผสมปัจจุบัน
โดยใช้จิตปัจจุบันไปดึงอดีตชาติที่เราทำดีมาก่อน ไปใช้แก้ปัญหา
นับเป็นอานิสงส์จากการปฏิบัติธรรมโดยไม่ต้องไปร้องขออ้อนวอน
สิ่งศักดิ์สิทธิ์ใดๆ ให้เมื่อยปาก
ซึ่งบางทีก็ไม่ได้ผล เพราะสิ่งศักดิ์สิทธิ์องค์นั้น
ไม่เคยร่วมบุญกันมากับเราในอดีต ท่านจึงช่วยเราไม่ได้

*จิตของเราจึงเป็นสิ่งสำคัญต่อชีวิตเรา อย่าหลงเข้าใจสิ่งอื่นว่ามีพลัง
เมื่อใดจิตนิ่ง มีสมาธิ เพียงในระดับอุปจารสมาธิ แล้วอธิษฐาน
ย่อมสมหวัง ถ้าในอดีตท่านเคยทำกรรมนั้นมาแล้ว
เช่น ในอดีตถ้าเป็นคนตระหนี่ ไม่ชอบให้ทานคนอื่น
ท่านจะไปอธิษฐาน ขอให้ร่ำรวย อย่าได้พึงหวังเลยในชาตินี้
การที่ผมได้หูทิพย์ ตาทิพย์ ได้ยินนั่นได้ยินนี่ เห็นนั่นเห็นนี่
เนื่องจากในอดีตชาติ ผมเคยได้ทำกรรมนี้คือได้หูทิพย์ ตาทิพย์มาก่อนแล้ว
ชาตินี้ผมก็เพียงมากินบุญเก่า จึงทำได้สำเร็จอีก

*ยกเว้นบางเรื่อง ที่ผมทำไม่ได้ เพราะบุญไม่ถึง ไม่เคยฝึกมาก่อน
ปู่ก็ช่วยบังคับจิตของผม ให้เห็นให้ได้ยิน ไม่ใช่ความสามารถของตัวเอง
เพราะสภาพจิตของผมไม่พร้อมจะสื่อกับวิญญาณนั้นๆ
อาจเนื่องมาจากเขามีบารมีสูงกว่าผม หรือไม่เคยร่วมบุญกุศลกันมา
บางรายผมสามารถช่วยลูกศิษย์ที่สอนอยู่
ไปแก้ปัญหาครอบครัวให้ เพราะอดีตชาติเคยมีกรรมร่วมกัน
โดยที่ผมเองก็งงๆ ว่าทำไมผมไปรู้เรื่องความลับของเขา
โดยที่เขาไม่เคยพูดให้ใครฟัง
ซึ่งผมก็บอกไปตามตรงว่า “ปู่เขาบอกมา ถูกผิดอาจารย์ไม่รู้”

*อย่างเช่น ลูกศิษย์คนหนึ่งเป็นผู้หญิงมีครอบครัวแล้ว (เรียนเสาร์-อาทิตย์)
เธอมาดักพบผมที่ระเบียงหน้าห้องพักอาจารย์ เพื่อขอคำปรึกษา
ก็เลยต้องยืนคุยกัน ต่อมาต้องนั่งลง เนื่องจากเรื่องมันยาวต้องอธิบาย

*อาจารย์คะ ทำไมครอบครัวหนูถึงมีปัญหาอยู่เรื่อย
อย่างเช่น อยู่ๆ ก็ทะเลาะกับสามีแบบไม่มีเหตุผล
ผมรู้ในใจว่า หนังเรื่องยาว เลยต้องนั่งลง แล้วให้เธอนั่งลงข้างๆ

*พอทำจิตให้นิ่งประมาณ 5 นาที ผมก็บอกเธอตามที่ผมเห็นภาพสลัวๆ
ในห้องนอน เธอได้วางพระพุทธรูปไม่ถูกต้อง
อาจารย์...พูดผิดหรือเปล่า หนูวางพระไว้หลังตู้เสื้อผ้าสูงกว่าเตียงนอน
ใช่...ถูกต้อง แต่เตียงนอนของหนู แทนที่จะนอนโดยเอาหัวนอนเข้าหาตู้
เธอกลับมานอนแบบวางเท้าเข้าหาพระ
ปลายเท้าทั้งสองคนยันหน้าพระพุทธรูป ใช่ไหม?
ก็ห้องหนูมันเล็กๆ แค่นั้นไม่รู้จะจัดวางยังไงนี่
ไอ้ที่หนักหนาสาหัสก็คือ เวลาหนูกับสามีมีกิจกรรมบนเตียง
พระท่านทนนั่งดูไม่ได้ น่าจะทำแบบไม่ให้ท่านเห็น จะได้ไม่อุจาดนัยน์ตาพระ
นี่เป็นเหตุหนึ่งในหลายๆ เหตุ ถ้าแก้ตรงนี้ก่อน ปัญหาจะเบาบางลง

*แล้วจะให้หนูทำยังไงล่ะ
เมื่อไม่มีห้องพระ ก็ใช้วิธีแบ่งสัดส่วนกันซิ
อย่างเช่นทำฉากกั้นโดยใช้ผ้าขึงคล้ายฉากก็ได้
จะทำให้ไม่เห็นซึ่งกันและกัน เท่านี้ก็ใช้ได้แล้ว
อ๋อ...หนูพอรู้แล้วละ แค่นี้เองหรือที่หนูทะเลาะกับสามีบ่อยๆ
ยังมีอีกเยอะ แต่ต้องทำที่คุยกันนี่ให้เรียบร้อยก่อน
แล้วอะไรๆ ก็จะดีขึ้น แต่ปัญหายังไม่หมดทีเดียวนะ

*อาจารย์...มีเรื่องอะไรอีกหรือคะ
ยังไม่ถึงเวลาควรจะรู้ อาจารย์ต้องรอให้ทำเรื่องนี้ก่อน เพราะรู้เพียงแค่นี้
ขอบคุณค่ะ อาจารย์...หนูขอถามคำถามสุดท้ายที่ยังสงสัย
เมื่อผมพยักหน้าพร้อมรับคำถาม เธอพูดว่า

*อาจารย์รู้ได้ยังไงคะ ในเรื่องห้องนอนของหนู ทั้งๆ ที่ไม่เคยเล่าให้ใครๆ ฟังเลย
ไม่บอก และห้ามถามแบบนี้
อาจารย์รู้แต่ว่า อีกไม่นานเธอต้องมาให้อาจารย์ช่วยแก้ปัญหาอีก
ยังมีปัญหาอะไรหรือคะ?

*ผมลุกขึ้นคล้ายบอกว่า จบเรื่องแล้ว ก่อนจากกันผมย้ำกับเธอว่า
ฟังนะ...เธอต้องไปจัดการกับเรื่องที่คุยกันวันนี้ให้เรียบร้อย
ถ้ายังไม่ทำ ชีวิตเธอต้องประสบกับเรื่องร้ายตามมาอีก

*ปิดฉากจบตอนงานแก้ปัญหาชีวิต
วันนี้คุยกันแค่นี้ก่อนนะครับ
เอาเป็นว่า คราวหน้าผมจะเล่าเรื่องนี้ต่อ
และปัญหาอื่นๆ ของใครต่อใครเป็นการเตือนสติ

ไว้โอกาสหน้าพบกันใหม่นะครับ
ขอความสุขสวัสดีจงมีแก่ทุกท่านที่เข้ามาอ่าน

ด้วยความปรารถนาดี
ชนะ เวชกุล




Create Date : 09 มกราคม 2558
Last Update : 11 มกราคม 2558 11:21:38 น. 1 comments
Counter : 693 Pageviews.

 


โดย: รีเบกก้า วันที่: 11 กุมภาพันธ์ 2558 เวลา:13:19:03 น.  

ชื่อ : * blog นี้ comment ได้เฉพาะสมาชิก
Comment :
  *ส่วน comment ไม่สามารถใช้ javascript และ style sheet
 

chanaw2485
Location :
ฉะเชิงเทรา Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 12 คน [?]




Group Blog
 
<<
มกราคม 2558
 123
45678910
11121314151617
18192021222324
25262728293031
 
9 มกราคม 2558
 
All Blogs
 
Friends' blogs
[Add chanaw2485's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.