แต่ละวัน...ในโลกของมนุษย์ล่องหน
Group Blog
 
 
เมษายน 2559
 
 12
3456789
10111213141516
17181920212223
24252627282930
 
17 เมษายน 2559
 
All Blogs
 

ปฐมภพ





 “คุณแน่ใจได้อย่างไรว่า นักประวัติศาสตร์จะสามารถแยกชัยชนะกับความปราชัยออกจากกันได้ในทุกกรณี ต่อให้เป็นมืออาชีพก็เถอะ”   กุสตาฟ สไตน์ เอ่ยถามขึ้นอย่างเยาะๆ พลางบรรจงเช็ดหนวดเรียวงามซึ่งออกจะเป็นสีเทากลายๆ เหนือริมฝีปาก   ตัวของเขาเองนั้นเป็นเพียงผู้ชำนาญทางสรีรวิทยา มิใช่นักประวัติศาสตร์   หากแต่คู่สนทนาของเขาต่างหากที่เป็นนักประวัติศาสตร์

อพาร์ทเมนต์ของสไตน์นั้น ถ้าวัดกันด้วยมาตรฐานของโลกแล้วก็นับว่าหรูหรามาก  แต่อย่างไรก็ตาม มันก็ยังขาดที่ทางที่เป็นสัดเป็นส่วนเหมือนกับของพวกชาวภพรอบนอก  ทั้งนี้เพราะมีหน้าต่างที่ผู้อยู่อาศัยสามารถมองออกไปเห็นปรากฏการณ์สามัญของโลกนั่นก็คือภาพของเมืองใหญ่ๆ ที่เต็มไปด้วยผู้คนแออัดยัดเยียดกันทั่วไป ที่จริงแล้ว อพาร์ทเมนต์ของเขายังนับว่าขาดอะไรๆ อีกตั้งหลายอย่าง แม้แต่สิ่งที่จำเป็นต่อการใช้สอย เช่นยังไม่ได้รับโควตาให้มีหุ่นยนต์สมองโปสิตรอนเอาไว้ใช้งาน   พูดโดยรวมๆ แล้วมันยังขาดความภูมิฐานและความเพียบพร้อมในตัวเองบางประการ เช่นเดียวกับทุกๆ อย่างบนโลก มันเป็นเพียงส่วนย่อยๆ ของชุมชนเท่านั้น แต่สไตน์ซึ่งเป็นชาวโลกโดยกำเนิดก็คุ้นเคยกับมันดี และเมื่อเทียบกับอพาร์ทเมนต์ทั่วๆ ไปบนโลกแล้ว มันก็ยังนับว่าหรูหราอยู่ดี
หากมองออกไปนอกหน้าต่าง คุณจะเห็นตัวเมืองตั้งตระหง่านอยู่ และเหนือขึ้นไปในท้องฟ้าก็คือดวงดาวพราวพราย   ในหมู่ดาวเหล่านั้นก็คือกลุ่มภพรอบนอก ที่ซึ่งไม่มีเมืองใหญ่ๆ เช่นบนโลก  หากแต่เต็มไปด้วยสวนและสนามหญ้าอันเขียวขจีงดงาม ที่ซึ่งชาวโลกปรารถนาอย่างแรงกล้า ทว่าสิ้นหวังที่จะได้ไปเยือนในสักวันหนึ่ง
นอกเสียจากคนบางคน ซึ่งรู้อะไรบางอย่างดี   อย่างเช่น กุสตาฟ สไตน์ โดยปกติแล้วเขามักจะใช้เวลาในเย็นวันศุกร์กับ เอ็ดเวิร์ด ฟิลด์ เพื่อพูดคุยเรื่องราวต่างๆ    สิ่งนี้ได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตที่เงียบสงบของเขา  เป็นโอกาสที่ชายโสดผู้ผ่านโลกมามากสองคนจะได้สนทนาอย่างอ้อยอิ่งในเรื่องสัพเพเหระ และเป็นโอกาสที่จะหลีกเลี่ยงจากความเบื่อหน่ายในชีวิตประจำวันเป็นการชั่วคราว
เอ็ดเวิร์ด ฟิลด์ นั้นเป็นคนค่อนข้างจะขรึม เขาเป็นทั้งผู้บรรยายในมหาวิทยาลัย และเป็นนักวิชาการผู้รอบรู้ ผลงานที่เขามักจะหยิบยกเอาบางตอนมาอ้างเสมอๆ ก็คืองานเขียนที่ยังไม่เสร็จสมบูรณ์เกี่ยวกับประวัติศาสตร์ของจักรวรรดิแห่งโลก
“ผมกำลังคอยให้เหตุการณ์ดำเนินไปสู่จุดสุดท้ายอยู่” เขาอธิบาย “จากนั้นผมก็จะเสร็จงานเขียนที่อาจจะให้ชื่อว่า ‘ความเสื่อมโทรมและล่มสลายของจักรวรรดิ’ แล้วมันก็จะถูกตีพิมพ์เผยแพร่ต่อไป” 
“ถ้าเช่นนั้นคุณคงหวังว่าเหตุการณ์จะดำเนินไปสู่จุดสุดท้ายในเร็ววันนี้งั้นรึ”
“โดยความรู้สึกแล้วนะ ผมว่าเราได้มาถึงจุดนั้นเรียบร้อยแล้ว   ผมเพียงแต่รอที่จะรวบรวมข้อเท็จจริงทั้งหมดเท่านั้นเอง   เท่าที่ผ่านมา คุณคงจะเห็นแล้วว่ามีอยู่สามครั้งด้วยกันที่จักรวรรดิหรือระบบเศรษฐกิจหรือคุณอาจจะเรียกมันว่าโครงสร้างทางสังคมก็ได้   มีอยู่สามครั้งที่มันได้ทำความผิดพลาดอย่างร้ายแรง...” ฟิลด์หยุดรอคอยคำถามของสไตน์อย่างอดทน
“ความผิดพลาดสามครั้ง คุณหมายถึงตอนไหนบ้างล่ะ”
“ครั้งแรก” เขาเริ่ม “ก็เมื่อครั้งที่เหตุการณ์ย่อยๆ บางอย่างอุบัติขึ้น และนำไปสู่ผลลัพธ์สุดท้ายอย่างไม่มีทางหลีกเลี่ยงนะซี   เหตุการณ์นี้ไม่อาจสังเกตได้จนกว่าผลลัพธ์สุดท้ายจะเกิดขึ้น   ซึ่งก็สายไปเสียแล้ว เพราะในตอนนั้นไอ้เจ้าเรื่องปลีกย่อยเหล่านี้จึงจะปรากฏขึ้นมาให้เห็น   เห็นได้อย่างชัดเจนทีเดียว
“คุณบอกได้ไหมว่ามันคืออะไร”
“ผมคิดว่าได้นะ จากการศึกษาย้อนหลังไปในประวัติศาสตร์ร้อยห้าสิบปี มันเริ่มขึ้นเมื่อภพออโรรา ซึ่งเป็นอาณานิคมในเซคเตอร์ซีเรียน ได้รับอนุญาตจากรัฐบาลกลางแห่งโลก ให้นำหุ่นยนต์สมองโปสิตรอนเข้าไปใช้ในเขตชุมชนได้   มองกลับไปในตอนนั้นคุณจะเห็นได้ชัดทีเดียวว่าลู่ทางปลอดโปร่งมากสำหรับการพัฒนาสังคมที่มีมนุษย์กับเครื่องจักรอยู่ร่วมกัน โดยมีรากฐานอยู่บนแรงงานของหุ่นยนต์ที่ทำงานรับใช้มนุษย์ ไม่ใช่แรงงานมนุษย์ด้วยกัน   และระบบสังคมแบบนี้เองที่ต่อมาได้กลายเป็นสิ่งที่ตัดสินผลสุดท้ายของความพยายาม และการดิ้นรนของโลกกับกลุ่มภพรอบนอก ว่าใครจะเป็นฝ่ายชนะ”
“งั้นรึ” นักสรีรวิทยาพึมพำ “คุณนี่ดูท่าจะรู้มากจริงๆ แล้วครั้งที่สองล่ะ”
“ครั้งที่สอง” เขาพูดพลางดัดนิ้วเล่น “เกิดขึ้นอย่างที่ผู้เชี่ยวชาญน่าจะมองเห็นได้อย่างชัดเจนทีเดียวล่ะ มันแทบจะไม่ต้องอาศัยการคาดการณ์ใดๆ เลย   มันเกิดขึ้นเมื่อกลุ่มภพรอบนอกตั้งโควตาสำหรับการอพยพไปสู่ภพเหล่านั้นเป็นครั้งแรก และข้อเท็จจริงที่ว่าโลกไม่สามารถทำอะไรได้เลยกับการกระทำอันเป็นการบ่อนทำลายให้เกิดความเสียหายร้ายแรงเยี่ยงนี้   มันเห็นได้ชัดเจนราวกับป้ายประกาศตัวโตๆ ทีเดียว   และก็น่าจะทำให้ทุกคนได้ตระหนักและตื่นตัวกัน แต่นั่นมันก็เกิดขึ้นตั้งห้าสิบปีมาแล้ว”
“ฟังดูเข้าที   ส่วนครั้งที่สาม...”
“ครั้งที่สาม” เขาเคาะนิ้วนางเล่น “ซึ่งเป็นครั้งที่สำคัญน้อยที่สุด ก็เมื่อไอ้ป้ายประกาศนั่นดันกลายเป็นกำแพงที่เขียนว่า ‘อวสาน’ ตัวโตๆ นะซี   การที่จะรับรู้ว่าจุดจบได้มาถึงแล้วนะ มันไม่ต้องอาศัยการคาดการณ์ล่วงหน้า หรือประสบการณ์ใดๆ เลย แต่เป็นเรื่องที่รู้ได้เอง มันเหมือนกับความสามารถในการได้ยินนั่นแหละ”
“ผมเข้าใจว่า เหตุการณ์ครั้งที่สามที่คุณกล่าวถึงนี้ยังไม่ได้เกิดขึ้นจริงๆ ใช่มั๊ย”
“แน่นอน มันยังไม่เกิดขึ้น ไม่ยังงั้นคุณก็ไม่ต้องถามคำถามนี้ออกมาหรอก   แต่ก็คงจะเกิดขึ้นในอีกไม่ช้านี่แหละ อย่างเช่นถ้ามีสงครามเกิดขึ้น”
“คุณคิดว่าจะเป็นเช่นนั้นรึ”
ฟิลด์เลี่ยงที่จะกล่าวผูกมัดตัวเองลงไปให้แน่นอน   เขาว่า “เวลาเป็นสิ่งที่ยุ่งเหยิง และโลกก็กำลังตกอยู่ภายใต้แนวความคิดที่ไร้เหตุผลในการอพยพไปตั้งถิ่นฐานในกลุ่มภพรอบนอก   ถ้าสงครามเกิดขึ้น โลกจะตกเป็นฝ่ายปราชัยในเวลาอันสั้น และอย่างถาวรเสียด้วย กำแพงที่ผมพูดถึงนั้นก็จะถูกตั้งขึ้นในที่สุด”
“คุณมั่นใจรึ คุณแน่ใจได้อย่างไรล่ะว่า นักประวัติศาสตร์น่ะ ต่อให้เป็นมืออาชีพก็เถอะ จะสามารถแยกชัยชนะกับความปราชัยออกจากกันได้ในทุกกรณี”
ฟิลด์ยิ้ม และว่า “คุณอาจจะรู้บางอย่างที่ผมไม่รู้อย่างเช่น มีคนพูดกันถึงบางอย่างที่เรียกว่า ‘โครงการแปซิฟิค’ “
“ผมไม่เคยได้ยินมันเลย” สไตน์ว่าพลางเติมแก้วเครื่องดื่มของเขาทั้งสองที่พร่องไปให้เต็ม “เรามาคุยกันเรื่องอื่นดีกว่า” เขาชูแก้วไปทางหน้าต่างที่เปิดกว้างจนกระทั่งดวงดาราดูเหมือนจะกระพริบพร่างพรายอยู่ในของเหลวใสนั่น
“ดื่มให้กับจุดจบที่งดงามของความยุ่งยากทั้งหลายของโลก”
ฟิลด์ชูแก้วของเขาขึ้นเช่นเดียวกัน “เพื่อโครงการแปซิฟิค”
สไตน์จิบอย่างนุ่มนวลก่อนที่จะเอ่ยขึ้น “ดูเหมือนว่า เราจะดื่มให้แก่สองสิ่งซึ่งเป็นคนละเรื่องกัน”
“แน่รึ”


เป็นการยากที่จะบรรยายลักษณะของภพรอบนอกแห่งใดๆ ให้ชาวโลกเข้าใจ   ที่จริงแล้วมันก็ไม่มีอะไรแตกต่างกันมากนักในด้านวัตถุ ที่ต่างกันจริงๆ ก็คือในด้านจิตใจต่างหาก  ภพรอบนอกซึ่งเริ่มจากการเป็นอาณานิคมที่รวมตัวเข้าด้วยกัน และในที่สุดกลายเป็นชาติ พวกเขาเหล่านั้นมีความแตกต่างกันมากในทางกายภาพ   แต่ในด้านจิตใจแล้วกลับมีบางอย่างคล้ายกันอย่างยิ่ง   มันคือลักษณะบางอย่างซึ่งพัฒนาขึ้นท่ามกลางสภาวะอันไม่เอื้ออำนวยต่อการดำรงชีพของมนุษย์   เป็นผลรวมของความลำบาก ความแตกต่าง ความกล้าหาญ หรืออาจนิยามรวมๆ ได้ว่ามันคือ ‘ความเป็นเอกเทศ’ นั่นเอง
ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดก็คือภพออโรรา ซึ่งห่างจากโลกไปเพียงสามพาร์เซค   ที่นั่นเป็นแห่งแรกที่มนุษย์ออกไปตั้งถิ่นฐานนอกระบบสุริยะ เป็นสัญลักษณ์แห่งรุ่งอรุณของการเดินทางระหว่างดวงดาว อันเป็นที่มาของชื่อของมัน ซึ่งหมายความว่า ‘แสงแห่งรุ่งอรุณ’
บนภพนั้นมีอากาศและน้ำ  แต่ก็เต็มไปด้วยสายหินแข็งๆ และขาดความอุดมสมบูรณ์ พืชพันธุ์ที่ขึ้นอยู่มีรงควัตถุสีเขียวเหลืองซึ่งไม่ได้คล้ายคลึง หรือมีประสิทธิภาพใกล้เคียงกับคลอโรฟีลเลย  ทั้งยังทำให้เกิดทัศนียภาพที่ไม่น่าดูชมแก่ผู้ที่ไม่คุ้นเคยเป็นอย่างยิ่ง   สัตว์ที่มีก็ไม่สูงไปกว่าพวกเซลล์เดียวลักษณะคล้ายแบคทีเรีย  ถึงกระนั้นก็ไม่มีอันตรายเพราะระบบทางชีววิทยาของโลก และออโรราต่างกันโดยสิ้นเชิง
ออโรราเจริญขึ้นเป็นหย่อมๆ   ธัญพืช และไม้ผล ไม้พุ่ม ไม้ดอก และต้นหญ้าค่อยๆ แผ่ขยายออกไป ฝูงปศุสัตว์ตามต่อมา และเพื่อให้แตกต่างไปจากโลก หุ่นยนต์สมองโปสิตรอน (ซึ่งถูกห้ามใช้งานบนโลก) ก็ได้เข้ามามีบทบาทในการก่อสร้างต่างๆ เพื่อพัฒนาดวงดาวให้อุดมสมบูรณ์พอที่มนุษย์จะอาศัยได้   ท่ามกลางแหล่งทรัพยากรธรรมชาติอันมากมายเหลือเฟือ  พลังงานปรณูสามารถผลิตขึ้นได้อย่างเพียงพอ   เพราะมีคนเพียงเรือนพัน หรืออย่างมากก็แค่เรือนล้านเท่านั้นที่จะใช้  ไม่ใช่เป็นพันๆ ล้านอย่างบนโลก   และวิทยาศาสตร์ทางด้านกายภาพ ก็ได้เจริญรุดหน้าอย่างเต็มที่ในภาวะแวดล้อมที่เหมาะสมเช่นนี้
ยกตัวอย่างเช่น บ้านของแฟรงคลิน เมย์นาร์ด ซึ่งมีภรรยาและลูกสามคน กับหุ่นยนต์อีก 27 ตัว   อาศัยอยู่บนที่ดินซึ่งเพื่อนบ้านที่ใกล้ที่สุดอยู่ห่างออกไป 40 ไมล์   แต่โดยเครื่องวินิทัศน์ เขาสามารถทำให้ห้องรับแขกของใครก็ได้ใน 75 ล้านคนที่อยู่บนออโรรากลายเป็นห้องๆ เดียวกัน ในเวลาเดียวกัน   ถ้าหากว่าเขาต้องการเช่นนั้น
เมย์นาร์ดรู้จักหุบเขาของเขาทุกกระเบียดนิ้ว เขารู้่ว่ามันไปสิ้นสุดลงแน่ๆ ที่ไหน  และถัดออกไปก็ถึงพื้นดินดั้งเดิมของภพออโรรา  ซึ่งมีพืชพันธุ์รูปร่างประหลาดที่มีใบเป็นเหลี่ยมมุมพิกลๆ ขึ้นอยู่อย่างแห้งแล้ง ราวกับจะขุ่นเคืองต่อพื้นผิวดินอันอุดมกว่า   จากโลกที่นำมาถมทับในหุบเขา บดบังมันไว้จากแสงของดวงตะวัน
เมย์นาร์ดไม่จำเป็นที่จะต้องออกไปจากหุบเขาของเขาเลย   เขาเป็นสมาชิกสภาและ สมาชิกของคณะกรรมาธิการข่าวกรองระหว่างภพ ก็จริงแต่เขาสามารถจัดการเรื่องราวทั้งหมด  นอกจากพวกที่มีความสำคัญมากๆ ได้โดยใช้เครื่องวินิทัศน์ ซึ่งทำให้เขาไม่ต้องเสียสละความสันโดษอันมีค่าไป  ความสันโดษที่ชาวโลกมักจะไม่เข้าใจถึงความจำเป็นอย่างยิ่งของมัน
แม้แต่เหตุการณ์ในตอนนี้ก็ดำเนินไปด้วยเครื่องวินิทัศน์เช่นเดียวกัน อย่างเช่นชายคนที่นั่งอยู่กับเขาในห้องรับแขกตอนนี้คือชาร์ลส์ ฮิจค์แมน แต่ที่จริงแล้วเขากำลังนั่งอยู่ในห้องรับแขกของเขาเองบนเกาะในทะเลสาบเทียม   ซึ่งเต็มไปด้วยปลาถึง 50 ชนิด และมีขนาดกว้างถึง 25 ไมล์
การพบปะกันในลักษณะนี้เป็นเพียงภาพเสมือนลวงตา  ถ้าหากว่า เมย์นาร์ด ยื่นมือออกไปละก็ เขาก็จะพบแต่กำแพงที่มองไม่เห็นเท่านั้น
แม้แต่หุ่นยนต์ก็ถูกฝึกมาให้เคยชินกับสภาพการณ์ประหลาดนี้ เมื่อฮิจค์แมนต้องการจุดบุหรี่ หุ่นยนต์ของเมย์นาร์ดก็จะไม่มีความเคลื่อนไหวใดๆ แม้ว่ากว่าที่หุ่นยนต์ของฮิจค์แมนจะมาจุดให้ก็กินเวลาไปถึงครึ่งนาทีก็ตาม
คนทั้งสองพูดคุยกันในลักษณะของชาวภพรอบนอกเป็นลักษณะที่เรียบๆ ไม่มีความเป็นมิตรหรือเป็นศัตรูอยู่ในน้ำเสียง   ผิดไปจากลักษณะของสังคมมนุษย์  แต่ไปเหมือนกับสังคมมดปลวกบนโลกแทน
เมย์นาร์ดว่า “ผมต้องการสนทนาเป็นส่วนตัวกับคุณมานานแล้ว ฮิจค์แมน   ผมได้รับมอบหมายให้เป็นผู้แทนเข้าร่วมในการประชุมปีนี้...”
“อืมม์ ผมรู้แล้ว   ยินดีด้วย   เออนี่—ผมได้ยินมาไม่น้อยถึงความมหัศจรรย์ของที่ดินของคุณ จริงหรือเปล่าที่ว่า คุณเลี้ยงสัตว์ด้วยหญ้าที่สั่งเข้ามาจากโลก”
“ผมเกรงว่านั่นออกจะเป็นเรื่องพูดกันเกินจริงไปหน่อย   อันที่จริงแล้วแม่วัวตัวที่ดีที่สุดของผมเท่านั้นที่เลี้ยงด้วยสินค้าที่ส่งเข้ามาจากโลก เฉพาะในช่วงที่มันออกลูก   แต่วิธีการนี้ออกจะสิ้นเปลืองและแพงมากทีเดียว ถ้าจะเลี้ยงให้เหมือนกันหมดทุกตัว   แต่ถึงอย่างไรก็ตาม แม่วัวพวกนี้ก็ให้นมที่รสชาติดีมากทีเดียว   ผมจะลองส่งผลผลิตที่ได้ในหนึ่งวันไปให้คุณจะดีมั๊ย”
“ขอบคุณมาก” ฮิจค์แมนโค้งคำนับ “คุณจะได้รับปลาแซลมอนเป็นการแลกเปลี่ยน”
ในสายตาของชาวโลกแล้ว ชายทั้งสองอาจจะดูเหมือนกันมากจริงๆ  ทั้งคู่สูง ซึ่งไม่ใช่เรื่องผิดปกติของชาวออโรรา ความสูงโดยเฉลี่ยของชายฉกรรจ์คือ 6 ฟุต1 นิ้วครึ่ง   ทั้งคู่เป็นคนผมสีทอง และรูปร่างล่ำสัน หน้าตาคมคาย ถึงแม้ว่าทั้งคู่จะอายุเกิน 40 ปีแล้วก็ตาม  ก็ดูเหมือนยังไม่ทันเข้าสู่วัยกลางคนเสียด้วยซ้ำ
เมย์นาร์ดเข้าสู่จุดสำคัญที่ทำให้เขาติดต่อไปถึงฮิจค์แมนโดยที่ไม่มีการเปลี่ยนน้ำเสียง ท่าทางของเขาอ่อนโยน เขาว่า “คุณรู้มั๊ยว่าตอนนี้คณะกรรมาธิการกำลังตรวจสอบความเคลื่อนไหวของมอเรียนู และพรรคอนุรักษ์นิยมของเขาอยู่อย่างใกล้ชิด   เราคงจะต้องจัดการกับเขาอย่างแน่นอนในไม่ช้านี้   เราคงจะต้องจัดการกับเขาอย่างแน่นอนในไม่ช้านี้ พวกเขาที่อยู่ในพรรคอิสระนี่แหละจะต้องจัดการเรื่องนี้อย่างเงียบๆ และมั่นใจ   แต่ก่อนที่เราจะทำอย่างนั้นได้ผมมีบางอย่างที่อยากจะถามคุณก่อน”
“ทำไมต้องเป็นผมล่ะ”
“เพราะว่าคุณเป็นนักฟิสิคส์คนสำคัญที่สุดของออโรรานะสิ”
การถ่อมตัวเป็นนิสัยที่ผิดธรรมชาติที่พวกผู้ใหญ่ชอบปลูกฝังให้เด็กๆ แต่ในสังคมที่มีลักษณะเป็นเอกเทศ และเน้นถึงความเป็นปัจเจกชนแบบนี้   นับเป็นเรื่องไร้สาระทีเดียว ฮิจค์แมนจึงไม่กังวลเกี่ยวกับมัน   เขาเพียงพยักหน้ายอมรับคำพูดสุดท้ายของเมย์นาร์ด
“และ” เมย์นาร์ดกล่าวต่อ “เช่นเดียวกับพวกเรา คุณเป็นคนของพรรคอิสระด้วยเหมือนกัน”
“ผมเป็นสมาชิกของพรรคก็จริง   ผมจ่ายค่าธรรมเนียมให้ แต่ก็ไม่ได้มีบทบาทอะไรมากนัก”
“นั่นไม่เป็นปัญหาหรอก ตอนนี้ช่วยผมซิว่า คุณเคยได้ยินชื่อของโครงการแปซิฟิค มั๊ย”
“โครงการแปซิฟิครึ” คำพูดของเขามีลักษณะเป็นคำถามอย่างสุภาพๆ 
 “มันเป็นอะไรสักอย่างหนึ่งที่เกิดขึ้นบนโลก แปซิฟิคคือชื่อของมหาสมุทรของชาวโลก แต่ชื่อของมันอาจจะไม่ส่อให้เห็นถึงอะไรเลยก็ได้”
“ผมไม่เคยได้ยิน”
“ผมไม่แปลกใจเลย มีไม่กี่คนหรอกที่เคยได้ยินเรื่องของมัน แม้แต่บนโลกก็ตาม    เรื่องที่เราได้มานี่ก็จากการใช้ลำแสงสอดแนม แต่ก็แค่นั้น ไม่มีอะไรคืบหน้า”
“ผมเข้าใจ”
“ไม่ว่าโครงการแปซิฟิคจะเป็นอะไรก็ตาม   สายลับของเราก็รู้เรื่องเกี่ยวกับมันน้อยมากเหลือเกิน และมันอาจจะเป็นเรื่องอันตรายก็ได้   รู้สึกว่านักวิทยาศาสตร์บนโลกแทบทุกคนจะเกี่ยวข้องกับมัน   แล้วยังรวมถึงพวกนักการเมืองโง่ๆ และหัวรุนแรงบนโลกบางคนอีกด้วย”
“อืมม์   เคยมีอะไรบางอย่างที่เรียกว่าโครงการแมนฮัตตัน”
“งั้นรึ” เมย์นาร์ดเร่งเร้า “แล้วยังไงอีก”
“โอ มันเป็นสิ่งที่โบราณมาก ผมคิดถึงมันเพราะว่าความคล้ายคลึงกันของชื่อของมัน   โครงการแมนฮัตตันมีขึ้นก่อนหน้าที่จะมีการเดินทางไปในอวกาศ มีสงครามย่อยๆ บางครั้งที่เกิดในยุคมืด และโครงการแมนฮัตตันก็เป็นชื่อที่ให้แก่กลุ่มของนักวิทยาศาสตร์ผู้ซึ่งพัฒนางานปรณูขึ้นมา”
“อา” เมย์นาร์ดกำมือแน่น “และคุณคิดว่าโครงการแปซิฟิคนี่ทำอะไรได้บ้าง”
ฮิจค์แมนพิจารณาอย่างรอบคอบ แล้วเอ่ยอย่างนุ่มนวลว่า “คุณคิดว่าโลกวางแผนที่จะทำสงครามยังงั้นรึ”
ใบหน้าของเมย์นาร์ดแสดงอาการไม่ชอบใจขึ้นมาทันที “ประชาชนหกพันล้านคน หรือมนุษย์วานรหกพันล้านตัว แออัดอยู่ในระบบเดียวกันซึ่งใกล้จะถึงจุดระเบิดแล้วด้วย เผชิญหน้ากับพวกเราที่รวมตัวกันแล้วไม่กี่ล้านคน   คุณไม่คิดหรือว่ามันเป็นสถานการณ์ที่อันตรายมาก”
“โอ้โฮ ผิดการมากขนาดนี้เชียวหรือ”
“ใช่แล้ว   แล้วเราจะปลอดภัยได้หรือในเมื่อจำนวนผิดกันขนาดนี้ ผมนะเป็นแค่นักบริหารเท่านั้น   แต่คุณเป็นนักฟิสิคส์   ดังนั้นคุณลองบอกผมซิว่า โลกมีทางจะชนะสงครามบ้างมั๊ย”
ฮิจค์แมนนั่งแน่วนิ่งอยู่บนเก้าอี้ ครุ่นคอดอย่างระมัดระวังและเชื่องช้า แล้วเขาก็เอ่ยขึ้นว่า “ลองพิจารณาตามเหตุผลต่างๆ แล้วนะ   มันก็อาจแบ่งวิธีการที่คนหรือกลุ่มคนจะสร้างความหายนะให้แก่ฝ่ายตรงข้ามได้อย่างกว้างๆ สามวิธีคือ ทางกายภาพ ชีวภาพ และจิตวิทยา”
“เราสามารถตัดวิธีการทางกายภาพออกได้เป็นอันดับแรก โลกไม่ได้มีพื้นฐานทางอุตสาหกรรม ไม่มีความรู้ทางเทคนิคในการปฏิบัติ มีแต่แหล่งทรัพยากรอันจำกัดจำเขี่ย   มันขาดแคลนแม้แต่นักวิทยาศาสตร์ทางกายภาพที่เด่นๆ สักคน    ดังนั้นมันก็จึงเป็นไปไม่ได้เลยที่พวกเขาจะสามารถพัฒนาอุปกรณ์ หรืออาวุธทางเคมี-ฟิสิคส์แบบใดที่กลุ่มภพรอบนอกจะยังไม่รู้จัก แน่ละ   ถ้าหากว่าเงื่อนไขของปัญหาส่อไปในทางที่ว่าเป็นการต่อต้านจากคนเพียงกลุ่มเดียวบนโลก ต่อภพรอบนอกบางภพ หรือทั้งหมดแล้วละก็   ผมเชื่อว่าจะไม่มีภพรอบนอกแห่งใดที่ตั้งใจจะเป็นพันธมิตรกับโลกมาเป็นศัตรูกับเราหรอก”
เมย์นาร์ด แสดงอาการคัดค้านอย่างรุนแรงในข้อสังเกตนั้น “ไม่...ไม่... ไม่หรอกน่า ไม่มีปัญหาแบบนั้นแน่ ไม่ต้องไปคำนึงถึงมันก็ได้”
“แล้วก็อาวุธทางกายภาพแบบธรรมดาๆ ที่จะโจมตีเราได้โดยไม่ทันตั้งตัว นั้นก็เป็นเรื่องไม่น่าเป็นไปได้ ไม่มีประโยชน์ที่จะถกเถียงถึงมันอีกต่อไปด้วย”
“แล้วไอ้ประเภทที่สองของคุณล่ะเป็นอย่างไร   ทางชีวะภาพนะ”
ฮิจค์แมนเลิกคิ้วขึ้นอย่างช้าๆ “อันนี้ยิ่งไม่แน่ใหญ่ ที่ผมรู้มานะ นักชีววิทยาชาวโลกบางคนมีความสามารถจะลงความเห็นได้ อย่างไรก็ตาม ผมก็ยังเชื่อว่าสำหรับเรื่องทางชีววิทยานี่แล้ว พวกเขาเป็นผู้เชี่ยวชาญเลยทีเดียว   ในด้่านวิทยาศาสตร์ทางการเกษตรนี่นับเป็นตัวอย่างที่เห็นได้อย่างชัดเจน และในด้านแบคทีเรียวิทยา อืมม์...”
“ใช่แล้ว สงครามเชื้อโรคไงล่ะ”
“ลองคิดดูนะ แต่...ไม่...ไม่น่าจะเป็นไปได้เลย ภพที่แออัดคับแคบอย่างโลก ไม่อาจที่จะต่อสู้กับภพที่อยู่ห่างกัน 50 แห่ง และกระจายกันเป็นโครงตาข่ายเปิดด้วยจุลินทรีย์หรอก   การจะทำให้เกิดโรคระบาดขึ้น ต้องอาศัยองค์ประกอบต่างๆ มากมาย   ที่จริงผมอยากจะพูดว่า ในสภาวะแวดล้อมในการดำรงชีวิตของเราบนออโรรา และบนภพรอบนอกอื่นๆ นี่นะ ไม่มีทางที่จะเกิดโรคระบาดใดๆ ขึ้นได้เลย   เมย์นาร์ด คุณสามารถตรวจสอบกับนักชีววิทยาดูก็ได้ แต่ผมคิดว่าเขาจะต้องบอกคุณอย่างเดียวกับที่ผมบอก”
“แล้วชนิดที่สามล่ะ”
“ทางด้านจิตวิทยานะรึ นี่คาดคะเนอะไรไม่ได้เลย   ชาวภพรอบนอกเป็นกลุ่มคนที่ฉลาดและมีสุขภาพสมบูรณ์ ไม่หลงคล้อยตามคำโฆษณาชวนเชื่อใดๆ ด้วย ผมสงสัยว่า...”
“หือ...”
“จะเป็นยังไง ถ้าโครงการแปซิฟิคเป็นอย่างที่ว่ากันจริง ผมหมายถึงเป็นเครื่องมืออันทรงอานุภาพที่จะรบกวนเสถียรภาพและความมั่นคงของเรา   อะไรที่เป็นความลับสุดยอด แต่กลับดูเหมือนว่าจะรั่วไหลออกมาอย่างเห็นได้ถนัดชัดเจน   เพื่อที่ว่าพวกเราทางกลุ่มภพรอบนอกจะได้รับรู้ถึงการคุกคาม   และก็เพื่อเป็นการปลอดภัยไว้ก่อน ทางเราก็จะได้ยอมอ่อนข้อให้แก่โลกบ้างสักเล็กน้อย”
ทั้งคู่เงียบไปนานพอสมควร
“เป็นไปไม่ได้” เมย์นาร์ดโพล่งขึ้นอย่างโกรธเคือง
“เห็นมั๊ย คุณมีปฏิกิริยาขึ้นมาทันทีเลย คุณกำลังลังเล แต่ผมยังไม่ปักใจกับการตีความแบบนี้เท่าไรนักนะ มันเป็นเพียงแนวความคิดเท่านั้น”
หลังจากที่เงียบงันกันไปนานกว่าเดิม   ฮิจค์แมนก็พูดขึ้นอีกครั้ง “มีคำถามอีกมั๊ย”
เมย์นาร์ดตื่นขึ้นจากภวังค์ “ไม่...ไม่มี”
แล้วพวกเขาก็เลิกการติดต่อ   ที่ว่างเมื่อครู่นี้ก็กลายเป็นกำแพงขึ้นมา
แฟรงคลิน เมย์นาร์ด สั่นศีรษะช้าๆ อย่างไม่อยากจะเชื่อ



เออร์เนส คีลลิน เดินขึ้นบันไดด้วยความรู้สึกถึงบรรยากาศแบบเก่าๆ   ตึกหลังนี้เก่าแก่และเต็มไปด้วยประวัติศาสตร์ ครั้งหนึ่งที่นี่เคยเป็นสภาแห่งมวลมนุษย์ และคำสั่งที่ออกไปจากที่นี่มีผลต่อดวงดาวทั้งหมดอย่างใหญ่หลวง มันเป็นตึกที่สูงตระหง่านเสียดฟ้า พาดไปกับหมู่ดาวที่เป็นฉากหลังซึ่งตอนนี้อยู่นอกอำนาจของมันแล้ว
เดี๋ยวนี้มันไม่ใช่แม้แต่ที่ทำการสภาแห่งโลก ซึ่งได้ย้ายไปอยู่ที่ตึกทรงนีโอคลาสสิคที่ทันสมัยกว่า   ตึกนี้พยายามเลียนแบบสถาปัตยกรรมโบราณในยุคก่อนปรมาณูแต่ไม่ค่อยจะประสบความสำเร็จนัก อย่างไรก็ตามตึกเก่าแก่นี้ก็ยังมีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักกัน และโดยทางการแล้วมันยังเป็นที่ทำการสภาแห่งดวงดาวด้วย   ถึงแม้ว่าที่จริงแล้วมันจะเป็นเพียงที่ทำงานของเจ้าหน้าที่ในหน่วยงานที่มีอำนาจน้อย และค่อยๆ ไร้ความสำคัญลงไปทุกทีก็ตาม
คีลลิน ขึ้นมาถึงชั้นที่ 12 แล้วลิฟต์ก็กลับลงไปอย่างรวดเร็ว มีป้ายเรืองแสงปรากฏข้อความสั้นๆ เพียงว่า “สำนักข่าวสาร” เขาส่งจดหมายให้กับพนักงานต้อนรับ รอสักพักหนึ่งแล้วก็ได้รับอนุญาตให้ผ่านประตูที่เขียนว่า “แอล แซด เซลลิโอนี-เลขาธิการสำนักข่าวสาร” เข้าไป
เซลลิโอนี เป็นคนร่างเล็ก ผิวคล้ำ ผมของเขาหนา และดกดำเช่นเดียวกับหนวดเรียวงามเหนือริมฝีปาก ฟันของเขาขาวเป็นประกายเมื่อยามที่เขายิ้ม   ดังนั้นเขาจึงยิ้มบ่อยๆ และตอนนี้เขาก็กำลังยิ้ม   ขณะที่เขายื่นมือให้คีลลินจับ เชิญให้นั่ง และส่งบุหรี่ให้ แล้วก็เอ่ยขึ้นว่า
“ผมดีใจอย่างยิ่งที่ได้พบคุณ คุณคีลลิน มันเป็นความกรุณาอย่างยิ่งที่คุณอุตส่าห์บินมาจากนิวยอร์กมาเพราะว่าโน้ตสั้นๆ เท่านั้น”
คีลลินเบ้ปาก และแสดงอาการไม่ค่อยพอใจนักในเรื่องราวทั้งหมดนี้
“และตอนนี้” เซลลิโอนี กล่าวต่อ “ผมก็สันนิษฐานเอาเองว่าคุณคงต้องการคำอธิบายเกี่ยวกับเรื่องนี้”
“ผมไม่ปฏิเสธในข้อนี้” คีลลินรับ
“โชคไม่ดีเลย มันเป็นการยากที่จะอธิบาย ในฐานะที่ผมเป็นเลขาธิการสำนักข่าวสาร ผมจึงพูดอะไรได้ไม่สะดวกนัก   ผมจะต้องรักษาความปลอดภัย และความอยู่รอดของโลก   และในขณะเดียวกันก็ต้องเคารพต่อเสรีภาพที่มีมาแต่นมนานของพวกสื่อมวลชนด้วย   โดยธรรมดาแล้วนับว่าโชคดีที่เราไม่มีอำนาจในการเซนเซอร์ข่าว แต่ก็มีบางครั้งเหมือนกันที่เราเกือบจะนึกอยากมีอำนาจในการเซนเซอร์จริงๆ”
คีลลิน ถามขึ้น “เรื่องนี้ ผมหมายถึงการเซนเซอร์การเสนอข่าวนะ เกี่ยวข้องกับผมโดยตรงใช่มั๊ย”
เซลิโอนีไม่ยอมตอบ เขากลับยิ้มอีกครั้งอย่างช้าๆ และน่าสังเกตว่ามันขาดความร่าเริง
เขาว่า “คุณคีลลิน คุณเป็นคนหนึ่งในบรรดานักจัดรายการข่าวที่มีชื่อเสียง และอิทธิพลมากที่สุดในวงการโทรทัศน์   ดังนั้นคุณจึงเป็นคนที่รัฐบาลสนใจเป็นพิเศษ”
“เวลาที่จัดรายการนั่นมันเป็นของผม” คีลลินพูดอย่างแข็งกระด้าง “ผมเช่ามัน ผมจ่ายภาษีรายได้ที่ได้มาโดยวิธีนั้น ผมทำตามกฎหมายทุกอย่าง ดังนั้นผมจึงไม่เห็นว่าจะมีอะไรที่ทำให้รัฐบาลสนใจผมได้”
“โอ คุณคงเข้าใจผมผิดแล้ว มันเป็นความผิดของผมเองแหละที่ไม่พูดให้กระจ่างออกไป   คุณไม่ได้ประกอบอาชญากรรม ไม่ได้ทำผิดกฎหมาย ผมเพียงแต่เลื่อมใสในความสามารถทางด้านการรายงานข่าวของคุณ   ผมหมายถึงการแสดงความคิดเห็นของคุณในการวิเคราะห์ และรายงานข่าว”
“ในเรื่องเกี่ยวกับอะไรล่ะ”
“ในเรื่อที่เกี่ยวกับ...” เซลลิโอนีพูดด้วยน้ำเสียงที่เกรี้ยวกราดขึ้นมาในทันที “นโยบายของเราต่อกลุ่มภพรอบนอก”
“การวิเคราะห์และเสนอข่างของผม แสดงให้เห็นว่าผมรู้สึกและคิดเห็นอย่างไร คุณเลขาธิการ”
“ผมไม่ได้ห้ามในข้อนี้   คุณมีสิทธิที่จะแสดงความรู้สึก และความคิดเห็นของคุณ แต่มันเป็นการไม่รอบคอบเลยที่คุณจะเสนอข่าวที่เกี่ยวกับความมืดมนของอนาคตให้แก่ผู้ฟัง 500 ล้านคน”
“ไม่รอบคอบเลยตามความคิดของคุณเองนะสิ อาจเป็นได้ แต่ก็ถูกต้องตามกฎหมายในความเห็นของคนอื่นๆ”
“บางทีเราก็จำเป็นที่จะต้องให้ความสำคัญกับความมั่นคงของชาติมากกว่าการตีความอย่างเห็นแก่ตัว และเคร่งครัดอย่างถูกต้องตามกฎหมาย”
คีลลิน กระทืบเท้า และทำหน้าบึ้งตึง
“เอาละ” เขาว่า “พูดมาตรงๆ เลยดีกว่าว่าคุณจะเอายังไงกับผม”
เลขาธิการสำนักข่าวสารยื่นมือออกมาตรงหน้าเขา
“คำเดียวเท่านั้นแหละ ความร่วมมือไงล่ะ คุณคีลลิน   จริงๆ นะ   เราไม่อาจปล่อยให้คุณบั่นทอนความตั้งใจของประชาชนลงไปได้อีก คุณพอใจในสภาพปัจจุบันของโลกแล้วรึ    คน 6 พันล้านคนกับแหล่งอาหารที่ลดลงไปเรื่อยๆ มันไม่อาจเลี้ยงพลโลกได้อย่างเพียงพออีกต่อไปแล้ว และการอพยพออกก็เป็นวิธีแก้ปัญหาเพียงวิธีเดียวเท่านั้น   ไม่มีชาวโลกที่รักชาติคนใดหรอกที่จะไม่เห็นด้วยในข้อนี้ และไม่มีชาวโลกที่มีเหตุผลคนใดหรอก ที่จะคัดค้านมัน”
คีลลินว่า “ผมเห็นด้วยกับข้อสังเกตของคุณที่ว่า ปัญหาประชากรเป็นเรื่องวิกฤต   แต่การอพยพเป็นวิถีทางที่จะเร่งความพินาศให้มาถึงเร็วขึ้นกว่าเดิมต่างหาก”
“จริงรึ ทำไมคุณถึงพูดอย่างนั้นล่ะ”
“เพราะว่ากลุ่มภพรอบนอก จะไม่ยอมให้มีการอพยพนะสิ และคุณจะสามารถบีบบังคับพวกเขาได้ ก็ต่อเมื่อก่อสงครามเท่านั้น   และเป็นสงครามที่เราไม่มีวันชนะเสียด้วย
“บอกผมซิ” เซลลิโอนีเอ่ยขึ้นอย่างนุ่มนวล “คุณเคยพยายามอพยพออกไปบ้างแล้วหรือยัง   ดูเหมือนว่าคุณจะมีคุณสมบัติพอเพียงนี่น่า คุณเป็นคนสูง ผมสีจาง และมีไหวพริบ—“
นักจัดรายการหน้าแดง เขาตอบสั้นๆ “ผมเป็นโรคหืด”
เลขาธิการยิ้ม และว่า “อ๋อ มิน่าล่ะ ถ้างั้นนี่เองคงเป็นเหตุผลที่คุณไม่พอใจนโยบายที่กีดกันเรื่องพันธุกรรม และเชื้อชาติแบบตามใจชอบของพวกเขา”
คีลลินตอบโต้อย่างดุเดือด “ผมจะไม่ยอมให้ความรู้สึกส่วนตัวเข้าคอบงำหรอก ผมอาจจะยังไม่พอใจนโยบายของพวกเขาอยู่ดี   ถึงแม้ว่าผมจะมีคุณสมบัติพอที่จะอพยพออกไปจริงๆ ก็ตาม   แต่ความพอใจของผมก็เปลี่ยนแปลงอะไรไม่ได้    นโยบายของเขาก็คือนโยบายของเขา และสามารถบังคับพวกเขาได้ ยิ่งไปกว่านั้นนโยบายของพวกเขาก็มีเหตุผลอยู่ ถึงแม้ว่ามันจะผิด มนุษยชาติกำลังเริ่มต้นการวิวัฒนาการอีกครั้งหนึ่งในกลุ่มภพรอบนอก   และพวกเขาผู้ซึ่งไปถึงที่่นั่นเป็นพวกแรกต้องการที่จะกำจัดข้อบกพร่้องบางประการของร่างกายมนุษย์ ซึ่งค่อยๆ ปรากฏชัดขึ้นเมื่อเวลาผ่านไปให้หมดสิ้นไปเสีย   คนที่เป็นโรคหืดก็เหมือนกับเมล็ดพันธุ์ของความบกพร่องทางพันธุกรรม ก็พอๆ กับหรือแย่กว่าคนเป็นมะเร็งเสียอีก   อคติของพวกเขาที่มีต่อสีผิวและสีผมอาจจะดูไร้เหตุผลก็จริง แต่ผมเข้าใจในเรื่องนี้ อาจเป็นเพราะพวกเขาต้องการที่จะเน้นความเป็นหนึ่งเดียว และเท่าเทียมกันซะมากกว่า และสำหรับบนโลกเองแล้ว เราก็ยังทำอะไรได้อีกตั้งหลายอย่าง แม้ว่าจะไม่มีการช่วยเหลือของกลุ่มภพรอบนอกก็ตาม”
“อย่างเช่นอะไร”
“การนำหุ่นยนต์โปสิตรอน และเกษตรกรรมไฮโดรเจนโปนิคเข้ามาใช้ไงล่ะ   และที่สำคัญที่สุดการคุมกำเนิดจะต้องจัดให้มีขึ้น การคุมกำเนิดอย่างชาญฉลาดมีพื้นฐานอยู่บนหลักจิตวิทยาที่มั่นคงซึ่งมุ่งหมายที่จะกำจัดความโน้มเอียงของจิตใจ ข้อบกพร่องที่มีมาแต่กำเนิด—“
“เหมือนอย่างที่พวกเขาทำในกลุ่มภพรอบนอก—“
“ไม่สิ   ผมพูดถึงหลักการที่ไม่มีการยึดถือในเรื่องชาติพันธุ์   ผมพูดแต่เรื่องของความบกพร่้องทางจิตและทางร่างกาย ซึ่งมีอยู่เป็นธรรมดาในทุกกลุ่มหรือทุกชาติพันธุ์ต่างๆ   และที่สำคัญที่สุดก็คือ จะต้องควยคุมให้อัตราการเกิดต่ำกว่าอัตราการตายจนกว่าจำนวนประชากรจะเข้าสู่ภาวะสมดุล”
เซลลิโอนีพูดอย่างถมึงทึง “เราขาดเทคนิคทางอุตสาหกรรม และทรัพยากรที่จะนำเทคโนโลยีหุ่นยนต์และไฮโดรโปนิคมาใช้ในงานต่างๆ ภายในเวลาน้อยกว่า 85 ศตวรรษ   แล้วยิ่งไปกว่านั้น ธรรมเนียมของโลกมีความเชื่อตามหลักศีลธรรมในปัจจุบันห้ามการใช้แรงงานหุ่นยนต์ และอาหารที่ไม่ได้เพาะปลูกด้วยดินตามปกติ และที่ร้ายที่สุดก็คือพวกเขาห้ามการทำแท้งด้วย ฟังนะ คีลลิน เรายอมให้คุณนำเรื่องนี้ออกโทรทัศน์ไม่ได้ มันไม่ได้ผลหรอก   มันทำให้ผู้คนเข้าใจไขว้เขว มันรบกวนความสงบเรียบร้อยของสังคม”
คีลลินกล่าวอย่างหมดความอดทน “คุณเลขาธิการ คุณต้องการสงครามงั้นรึ”
“ผมต้องการสงครามรึ   นั่นเป็นคำถามที่อวดดีจริงๆ”
“ถ้ายังงั้นแล้วใครเป็นคนกำหนดนโยบายของรัฐบาลล่ะ   ใครกันที่ต้องการสงคราม อย่างเช่นใครเป็นคนรับผิดชอบข่าวลือเรื่องโครงการแปซิฟิคที่คาดคำนวณไว้”
“โครงการแปซิฟิครึ คุณได้ยินมาจากไหนกัน”
“แหล่งข่าวของผมเป็นความลับ”
“งั้นรึ   ผมบอกคุณเองก็ได้ คุณได้ยินเรื่องนี้มาจาก มอเรียนู แห่งออโรราล่ะสิ   เมื่อตอนที่เขาเดินทางมายังโลก   ผมรู้เรื่องของคุณมากกว่าที่คุณคาดไว้เสียอีก คุณคีลลิน”
“ผมเชื่อเรื่องนั้น แต่ผมไม่ได้ยอมรับว่าผมได้ข่าวนี้มาจากมอเรียนูหรอกนะ   ทำไมคุณถึงคิดว่าผมได้ข่าวมาจากเขาล่ะ   เพราะว่าเขาเป็นคนที่พวกคุณจงใจปล่อยให้รับรู้เรื่องเหลวไหลนี้ยังงั้นรึ”
“เหลวไหลรึ”
“ใช่ ผมคิดว่าโครงการแปซิฟิคเป็นเรื่องอุปโลกน์ขึ้น และที่อุปโลกน์ขึ้นมาก็เพื่อให้รัฐบาลได้รับความไว้วางใจ ผมคิดว่ารัฐบาลวางแผนที่จะให้สิ่งที่สมมติกันว่าเป็นความลับรั่วไหลออกไป เพื่อที่จะสนับสนุนนโยบายใฝ่สงครามของพวกเขา มันเป็นส่วนหนึ่งของการทำสงครามประสาทต่อประชาชนของโลกเอง   และมันจะนำไปสู่ความพินาศของโลกในที่สุด   ผมจะนำทฤษฎีของผมอันนี้ไปเสนอต่อประชาชน”
“คุณจะต้องไม่ทำอย่างนั้น คุณคีลลิน” เซลลิโอนิ พูดอย่างเด็ดขาด
“ผมจะทำ”
“คุณคีลลิน เพื่อนของคุณ ไอออน มอเรียนู กำลังมีเรื่องยุ่งยากอยู่บนออโรรา อาจจะเป็นเพราะเป็นมิตรกับคุณมากเกินไปก็ได้ คุณควรจะรู้ด้วยนะว่าตัวเองยังโชคดี คุณไม่ได้รับความลำบากเท่ากับเขาหรอก จากความเป็นมิตรอันนี้”
“ผมไม่สนใจหรอก” นักจัดรายการหัวเราะสั้นๆ แล้วอาดๆ ไปที่ประตู
คีลลิน ยิ้มอย่างฝืนๆ เมื่อพบว่าประตูถูกกั้นไว้ด้วยชายร่างใหญ่ 2 คน
“คงหมายความว่า ตอนนี้ผมถูกจับแล้วใช่มั๊ยนี่”
“แน่นอน” เซลลิโอนีรับ
“ด้วยข้อหาอะไรมิทราบ”
“เราจะคิดกันทีหลัง”
คีลลิน จากไป ภายใต้การควบคุม



บนออโรรา ภาพจำลองในลักษณะเช่นเดียวกับที่เคยบรรยายมาก่อนหน้านี้กำลังเกิดขึ้น ในขนาดที่ใหญ่กว่าเดิม
ตัวแทนของคณะกรรมาธิการข่าวกรองระหว่างภพของสภาได้เข้าร่วมพบปะหารือกันเป็นเวลาหลายวันมาแล้ว นับตั้งแต่สมัยประชุมที่ ไอออน มอเรียนู และพรรคอนุรักษ์นิยมของเขาพยายามเปิดการอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลขึ้น แต่ล้มเหลว   ทั้งนี้ส่วนหนึ่งเป็นผลจากกลวิธีทางการเมืองที่เหนือกว่าของพรรคอิสระ และอีกส่วนหนึ่งก็เป็นเพราะการชักใยอย่างลับๆ ของคณะกรรมาธิการนี้นั้นเอง
นับเป็นเดือนๆ มาแล้วที่คณะกรรมาธิการได้ทำการรวบรวมหลักฐานและข้อเท็จจริงต่างๆ เพื่อประกอบการพิจารณา และเมื่อผลการลงมติไม่ไว้วางใจออกมาในทางที่เป็นไปตามความต้องการของพรรคอิสระ    คณะกรรมาธิการจึงเริ่มดำเนินการตอบโต้มอเรียนูโดยทันที
มอเรียนูได้รับหมายจับที่บ้านของเขาเอง และถูกกักตัวในบ้าน มิไยที่เขาจะพร่ำชี้แจงว่าภายใต้สถานการณ์เช่นนี้ การกักตัวเขาไว้ในบ้านเป็นเรื่องที่ไม่ถูกต้องตามกฎหมายก็ตาม  มันไม่มีผลแต่อย่างไร
เขาถูกสอบสวนอย่างหนักถึง 3 วัน  แน่ละ มันย่อมดำเนินไปด้วยความสุภาพ แม้แต่น้ำเสียงของผู้สอบสวนก็แทบจะไม่เคยแสดงอารมณ์ใดๆ ออกมาเลย   ผู้สอบสวนทั้ง 7 คนจากคณะกรรมาธิการผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนกันตั้งคำถามใส่มอเรียนู โดยปล่อยให้เขามีเวลาพักเพียงสิบนาที ระหว่างการสอบสวนติดต่อกันเป็นเวลาหลายชั่วโมง
การสอบสวนทำให้มอเรียนูได้รับความกดดันอย่างหนัก เขาร้องเสียงแหบแห้งเพื่อต้องการจะเผชิญหน้ากับผู้ที่กล่าวหาเขา ยืนยันอย่างอ่อนระโหยว่าเขาควรจะได้การแจ้งข้อหาให้ทราบก่อน   และร้องตะโกนคอแทบแตกเพื่อประท้วงการกระทำที่ไม่ถูกกฎหมายเหล่านี้
ในที่สุดคณะกรรมการก็ได้อ่านข้อกล่าวหาต่างๆ ให้เขาฟัง และคอยถามแต่ว่า “นี่เป็นความจริงหรือไม่ แล้วนี่ล่ะเป็นความจริงหรือไม่”
มอเรียนูทำได้เพียงส่ายหน้าอย่างเหนื่อยอ่อน ขณะที่คนอื่นๆ พยายามที่จะเล่นงานเขาด้วยข้อกล่าวหาต่างๆ เขาท้าให้พิสูจน์ความถูกต้องของพยานหลักฐานต่างๆ แต่กลับได้รับการบอกเล่าอย่างเรียบๆ ว่านี่เป็นเพียงการสอบสวนของคณะกรรมาธิการเท่านั้น ไม่ใช่การพิจารณาคดี....
ในที่สุดประธานคณะกรรมาธิการก็ใช้ค้อนทุบโต๊ะเสียงดัง   เขาเป็นคนกว้างขวางและรอบรู้ในหลายเรื่อง เขาใช้เวลาเป็นชั่วโมงพูดถึงข้อสรุปที่ได้จากการสอบสวน   แต่ที่จริงแล้วในทั้งหมดที่เขาพูดมีใจความสำคัญอยู่เพียงนิดเดียวที่ควรกล่าวถึง
เขาว่า “ถ้าคุณเพียงแต่สบคบกับคนอื่นๆ บนออโรรา เรายังพอจะเข้าใจคุณ และอาจจะให้อภัยคุณได้   เพราะนั่นเป็นเพียงแค่ความผิดธรรมดาๆ เช่นเดียวกับคนอื่นๆ อีกมากมายที่เต็มไปด้วยความทะเยอทะยานในประวัติศาสตร์ แต่เรื่องนี้ไม่เป็นเช่นนั้น สิ่งที่ทำให้เรารู้สึกตระหนกและลบล้างความเมตราที่เราจะให้กับไปจนสิ้นก็คือความกระตือรือร้นของคุณที่จะไปมั่วสุมกับพวกพาหะนำโรคที่โง่เขลา และเศษเดนมนุษย์แห่งโลก
คุณ ผู้ตกเป็นจำเลย คุณถูกผูกมัดด้วยหลักฐานที่แน่นหนา ซึ่งแสดงให้เห็นว่าคุณได้ทำการสบคบกับเศษเดนที่เลวร้ายที่สุดของพวกพันธุ์ทางแห่งโลก---“
มอเรียนู ก้าวออกมา เขาร้องขัดขึ้น “แต่เหตุผลล่ะ คุณมีเหตุผลอะไรบ้างที่จะอ้าง...”
จำเลยถูกลากตัวกลับไปนั่ง   ประธานเม้มปาก เขาตอบคำถามด้วยเสียงซึ่งต่างไปจากเสียงต่ำๆ ที่ใช้อ่านคำประกาศเมื่อครู่
“ไม่ใช่หน้าที่ของคณะกรรมาธิการนี้ที่จะพิจารณาถึงเหตุผลในการกระทำของคุณ เราได้แสดงข้อเท็จจริงในกรณีนี้ให้ปรากฏชัดแล้ว   และคณะกรรมาธิการก็มี หลักฐานชัดแจ้ง...”เขาเว้นระยะชั่วครู่ และกวาดตามองไปตามแถวของผู้ฟังทั้งซ้ายและขวา แล้วกล่าวต่อไป “ผมอาจกล่าวได้ว่าคณะกรรมาธิการมีหลักฐานชัดแจ้งที่จะแสดงให้เห็นว่า คุณตั้งใจจะร่วมมือกับชาวโลกในการสร้างบางสิ่งบางอย่างที่จะทำให้คุณมีอำนาจเด็ดขาดบนออโรรา แต่เนื่องจากหลักฐานนั้นไม่ได้ถูกนำมาใช้ ผมจึงไม่ขอเอ่ยถึงมันมากไปกว่านี้อีก   นอกจากจะบอกว่า การก่อการเช่นนั้นไม่ได้ขัดกับลักษณะที่คุณแสดงออกมาระหว่างการสอบสวนเลย”
เขาหวนกลับไปหาข้อกล่าวหาที่ร่างไว้อีกครั้งหนึ่ง “ผมคิดว่า เราทั้งหลายที่อยู่ ณ ที่นี้ คงจะเคยได้ยินกันมาบ้างแล้วเกี่ยวกับบางสิ่งบางอย่างที่เรียกว่า “โครงการแปซิฟิค” ซึ่งกล่าวกันว่าเป็นสิ่งที่แสดงถึงความพยายามของคนบางกลุ่มบนโลกที่จะเรียกเอาอาณาจักรที่เสียไปของพวกมันกลับคืนไป
ไม่มีความจำเป็นที่จะเน้นลงไป ณ ที่นี้ว่า ความพยายามใดๆ ในเรื่องนี้จะต้องประสบความล้มเหลว การทำลายล้างพวกเราเป็นสิ่งที่ไม่อาจเป็นไปได้โดยสิ้นเชิง   สิ่งเดียวที่อาจทำให้เราพลาดพลั้งไปได้ เห็นจะมีแต่ความอ่อนแออย่างไม่คาดฝันจากภายในเท่านั้น   นอกจากนี้ พันธุกรรมยังเป็นศาสตร์ที่ไม่กระจ่างแจ้ง แม้อีก 20 ชั่วคนหลังจากเราไป   ลักษณะที่ไม่พึงปรารถนาอาจจะปรากฏขึ้นในแบบต่างๆ มากมาย   และสิ่งเหล่านี้ก็จะเป็นเสมือนจุดอ่อนในความเข้มแข็งอันประดุจเกราะเหล็กกล้าที่ปกป้องออโรรา
และนี่เองคือโครงการแปซิฟิค   การใช้อาชญากรและคนทรยศของพวกเราเองมาต่อสู้กับเรา และถ้าพวกเขาหาคนที่มีลักษณะดังกล่าวได้สักคนหนึ่งในสภาของเรา   พวกเขา ชาวโลกก็อาจจะประสบความสำเร็จ
คณะกรรมาธิการข่าวกรองระหว่างภพได้ก่อตั้งขึ้นมาเพื่อปฏิบัติการตอบโต้การกระทำเหล่านี้   ในการดำเนินงานเราต้องได้พบกับสายสนกลในบ้างแล้ว และเราจะดำเนินการต่อไป...”
ประธานกล่าวต่อไปเรื่อยๆ และเมื่อเขาสรุปจบลง มอเรียนู นั่งหน้าซีด เบิ่งตากว้าง และทุบโต๊ะด้วยกำปั้น “ผมต้่องการพูดบ้าง”
“จำเลยพูดได้” ประธานอนุญาต
มอเรียนูลุกขึ้น และจ้องมองผู้เป็นประธานอยู่ครู่หนึ่ง   ห้องซึ่งเหตุการณ์ทั้งหลายที่เกิดขึ้นถูกถ่ายทอดไปสู่ผู้ชมถึง 75 ล้านคน ผ่านเครื่องวินิทัศน์    กลับไม่มีผู้เข้ามาฟังด้วยตนเองเลย มีแต่กรรมาธิการผู้สอบสวน คณะนักกฎหมาย พนักงานบันทึก และที่อยู่ข้างๆ เขา ที่จริงแล้วก็คือผู้คุม
บางทีเขาอาจทำอะไรได้ดีกว่านี้ ถ้าหากมีใครเข้ามาฟังในห้องจริงๆ   เพราะในสภาพเช่นนี้ เขาจะเรียกร้องความสนใจจากใครได้เล่า   เขากวาดสายตามองคนอื่นๆ ที่อยู่ในห้องทีละคนอย่างหดหู่ ไม่มีความหวังใดๆ เลย
“ประการแรก” เขาเริ่ม “ผมข้อคัดค้านการสอบสวนอย่างผิดกฎหมายในที่นี้   สิทธิส่วนบุคคลตามรัฐธรรมนูญในฐานะปัจเจกชนของผมถูกละเมิด ผมถูกตัดสินว่าผิดโดยกลุ่มคนที่ไม่ได้รับการแต่งตั้งให้ทำหน้าที่ศาล โดยความเห็นส่วยตัวและโดยการตัดสินล่วงหน้า   ผมคัดค้านการที่ไม่ให้โอกาสในการป้องกันตัวแก่ผมอย่างเพียงพอ   ที่จริงแล้วผมได้รับการปฏิบัติราวกับว่าเป็นอาชญากรที่ถูกตัดสินว่ากระทำความผิดเรียบร้อยแล้ว   เพียงแต่รอคำพิพากษาลงโทษเท่านั้น
ผมขอปฏิเสธอย่างสิ้นเชิงและอย่างเต็มที่ ว่าผมไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับการกระทำใดๆ อันจะเป็นอันตรายต่อรัฐหรือมีแนวโน้มที่จะล้มล้างสถาบันอันเป็นรากฐานของมัน
ผมขอกล่าวหาอย่างรุนแรงและเต็มที่เช่นเดียวกันว่า คณะกรรมาธิการนี้ได้ใช้อำนาจโดยมิชอบเพื่อที่จะเอาชนะการต่อสู้ทางการเมือง ผมมีความผิดไม่ใช่เพราะทรยศ แต่เห็นเพียงเพราะความเห็นไม่ตรงกัน   ผมไม่เห็นด้วยกับนโยบายที่จะนำไปสู่การทำลายล้างส่วนใหญ่ของชาติพันธุ์มนุษย์ด้วยเหตุผลที่ไร้สาระ และปราศจากความเมตตา
ที่จริงแล้ว เราเป็นหนี้ต่อความช่วยเหลือของผู้คนเหล่านั้น ผู้ซึ่งกลับถูกบังคับให้เผชิญกับชีวิตที่ยากแค้นลำเค็ญตามลำพัง   เพียงเพราะว่าบรรพบุรุษของพวกเราที่มีถึงภพรอบนอกก่อน ไม่ใช่พวกเขา    โดยอาศัยความช่วยเหลือทางด้านวิทยาการและแหล่งทรัพยากรของเรา พวกเขาก็จะสามารถสร้างรากฐาน พัฒนาตัวเองขึ้น---“
เสียงของประธานดังขึ้นกลบเสียงที่เกือบจะเป็นการกระซิบของมอเรียนู “คุณออกนอกเรื่องแล้ว คณะกรรมาธิการได้พร้อมที่จะรับฟังคำแก้ตัวใดๆ ของคุณ แต่คำวิงวอนเกี่ยวกับสิทธิของชาวโลกไม่ได้อยู่ในขอบเขตของการพิจารณาในวันนี้”
แล้วการพิจารณาก็ถูกปิดลงอย่างเป็นทางการ นับเป็นชัยชนะทางการเมืองครั้งยิ่งใหญ่ของพรรคอิสระเลยทีเดียว   ใครๆ ก็คงจะเห็นด้วยในข้อนี้ แต่ในบรรดาสมาชิกของคณะกรรมาธิการแล้วก็คงจะมีเพียง แฟรงคลิน เมย์นาร์ด เท่านั้นที่ยังข้องใจ   เขารู้สึกว่ายังมีอะไรบางอย่างที่ติดค้างอยู่
เขาสงสัยว่า...
เขาควรจะลองดูสักครั้งไหม เป็นครั้งสุดท้าย เขาควรจะพูดกับเจ้าเอกอัครราชทูตแห่งโลกที่หน้าตาคล้ายคลึงกับลิงคนนั้นอีกสักครั้งหรือไม่ เขาตัดสินใจอย่างรวดเร็ว และทำตามที่คิดไว้ทันที   ชะงักเพียงครู่เดียวเพื่อจัดหาพยานรู้เห็น เพราะการติดต่อกับชาวโลกเป็นส่วนตัวโดยปราศจากผู้รู้เห็นนั้นออกจะเป็นเรื่องอันตรายมากทีเดียวสำหรับเขา



หลุยส์ โมรีโน เอกอัครราชทูตแห่งโลกประจำออโรรา เป็นคนที่มีรูปร่างหน้าตา ซึ่งถ้าจะพูดกันอย่างตรงๆ แล้วละก็ ต้องบอกว่าดูไม่ได้เอาเลยทีเดียว   แต่นี่ก็ไม่ใช่เรื่องแปลกแต่อย่างใด   เพราะที่จริงแล้วนักการทูตจากโลกก็มักมีแนวโน้มที่จะมีผิวคล้ำ ต่ำเตี้ย หน้าตกกระ และ อ่อนแอขี้โรค อย่างใดอย่างหนึ่ง หรือไม่ก็มีครบทั้งสี่อย่างเลยก็มี
ที่เป็นเช่นนั้นก็เป็นการป้องกันตนเองอย่างหนึ่ง เพราะภพรอบนอกนั้นมีสิ่งต่างๆ มากมายที่น่าสนใจสำหรับมนุษย์โลก   นักการทูตจากโลกที่หลงไปกับเสน่ห์ของออโรรามักจะอึกอักไม่เต็มใจนักที่จะกลับมายังโลก ที่ร้ายที่สุดก็คือ คนเหล่านั้นจะค่อยๆ มีความรู้สึกนึกคิดเอนเอียงไปเข้าข้างชาวภพรอบนอก ผู้เปรียบประดุจมนุษย์กึ่งเทพเข้าไปทุกที และยิ่งเพิ่มความห่างเหินกับมนุษย์ผู้ทุกข์ยากบนโลกมากขึ้นทุกทีด้วย
นอกเสียจากว่า เอกอัครราชทูตผู้นั้นจะพบว่าตัวเองไม่เป็นที่ยอมรับของชาวภพรอบนอก ด้วยลักษณะที่ไม่ค่อยจะน่าดู ไม่เช่นนั้นละก็ยากที่จะหาใครที่ยังคงความภักดีต่อโลกไว้ได้นานๆ
เอกอัครราชทูตของโลกสูงเพียง 5 ฟุต 2 นิ้ว หัวล้านและหน้าผากบุบ มีเคราที่ย้อมสีชมพูและขอบตามีสีัออกแดงๆ เขาต้องทนทรมานกับอาการหวัดเรื้อรัง ซึ่งทำให้เขาต้องยกผ้าเช็ดหน้าขึ้นปิดจมูกและปากเวลาจามอยู่บ่อยครั้ง  อย่างไรก็ตามเขาก็เป็นคนที่ฉลาดหลักแหลมไม่น้อย
สำหรับ แฟรงคลิน เมย์นาร์ดแล้ว การได้พบเห็นและได้ยินเสียงมนุษย์โลกนับเป็นเรื่องที่น่าสังเวช   เขารู้สึกขยะแขยงทุกครั้งที่เอกราชทูต ไอ จาม หรือสั่งน้ำมูก
เมย์นาร์ด เอ่ยขึ้น “ฯพณฯ ท่าน ผมขอร้องให้มีการติดต่อนี้ขึ้นเนื่องจากต้องการจะแจ้งให้ทราบว่า สภาได้ตัดสินใจแล้วที่จะขอให้รัฐบาลของท่านเรียกตัวท่านกลับไป”
“เป็นพระคุณอย่างยิ่ง ท่านสมาชิกสภา ความจริงผมก็พอจะทราบเรื่องนี้อยู่แล้วเช่นกัน   แล้วเหตุผลล่ะ”
“นั่นเป็นสิ่งที่จะไม่อยู่ในขอบเขตของการสนทนานี้ ผมว่ามันเป็นสิทธิพิเศษของรัฐที่เป็นเอกราชทั้งหลายที่จะพิจารณาด้วยตนเอง ว่าผู้แทนของต่างชาติที่มาประจำอยู่นั้นจะเป็นบุคคลที่พึงปรารถนาหรือไม่ ซึ่งเรื่องนี้ผมว่าท่านก็คงตระหนักชัดอยู่แล้ว”
“เอาละ ถ้างั้น...” เอกราชทูตเว้นระยะชั่วครู่เพื่อเช็ดหน้า พลางพึมพำขออภัยและเอ่ยว่า “แค่นั้นรึ”
เมย์นาร์ดพูดต่อ “ไม่แค่นั้นหรอก ยังก่อน ผมยังมีเรื่องที่อยากจะพูดถึงอีก”
จมูกของท่านทูตบวมแดง แต่เขาก็ยังยิ้ม “เชิญว่ามาได้เลย”
“โลกของท่าน” เมย์นาร์ดกล่าวอย่างไว้ตัว “แสดงความเป็นปฏิปักษ์ต่อพวกเรามาช้านานซึ่งพวกเราบนออโรรารู้สึกว่าน่ารำคาญอย่างยิ่ง ผมเชื่อว่าการกลับไปยังโลกของท่านในตอนนี้ก็เป็นโอกาสอันดีที่ท่านจะใช้อิทธิพลในการเปิดเผยสิ่งที่เกิดขึ้นในนิวยอร์คเมื่อเร็วๆ นี้ซึ่งมีชาวออโรราสองคนถูกกลุ้มรุมทำร้ายโดยฝูงชน ถ้ามีเรื่องแบบนี้เกิดขึ้นอีกละก็ คราวหน้าเพียงแค่การชดใช้ค่าเสียหายก็เห็นทีจะไม่พอเป็นแน่”
“แต่มันเป็นการแสดงอารมณ์ที่ถูกเก็บกดไว้มากเกินไปเท่านั้นเอง ท่านสมาชิกสภา แน่ละ ท่านคงไม่เห็นว่าหากมีเด็กหนุ่มผู้หนึ่งตะโกนด่าท่านกลางถนน นั่นเพียงพอที่จะเป็นการแสดงถึงความเป็นปฏิปักษ์กระมัง”
“แต่มันถูกสนับสนุนโดยการกระทำของรัฐบาลของท่านด้วยวิธีการต่างๆ   และครั้งล่าสุดก็คือการจับกุมนายเออร์เนสต์ คีลลิน เมื่อเร็วๆ นี้ก็เป็นตัวอย่างหนึ่ง”
“นี่เป็นเรื่องของกิจการภายในประเทศต่างหากละ” ท่านทูตกล่าวเบาๆ
“แต่นี่ไม่ใช่แค่กรณีเดียวที่แสดงถึงทัศนคติต่างๆ ที่มีต่อกลุ่มภพรอบนอก   คีลลินเป็นคนหนึ่งในมนุษย์โลกจำนวนไม่กี่คนที่จนถึงบัดนี้ยังสามารถเผยแพร่ความคิดเห็นและมีอิทธิพลต่อมนุษย์จำนวนมากได้   เขาฉลาดพอที่จะตระหนักว่าไม่มีพระเจ้าองค์ใดที่จะคุ้มครองคนที่ต่ำต้อยกว่า ด้วยเหตุที่ว่าเขาเป็นคนที่ต่ำต้อยกว่าหรอก”
ท่านทูตลุกขึ้น “ผมไม่สนใจในทฤษฎีของชาวออโรราเกี่ยวกับความแตกต่างทางเชื้อชาติ”
“เดี๋ยวก่อน รัฐบาลของท่านอาจตระหนักว่าแผนการส่วนใหญ่ของพวกเขาต้องหันเหออกไปนอกทางเพราะการจับกุมสายลับของท่านคือมอเรียนู   พวกเราบนออโรรานี่ทราบอะไรเพิ่มขึ้นอีกหลายประการทีเดียวหลังการจับกุมเขา และเราคาดว่ามันอาจจะทำให้รัฐบาลของท่านหยุดชะงักได้”
“มอเรียนูเป็นสายลับของผมยังงั้นรึ อันที่จริงนะท่านสมาชิกสภา ถ้าผมไม่ได้ถูกแต่งตั้งให้มาเป็นทูตแล้วละก็ ตอนนี้ผมก็คงจะไม่ได้อยู่ที่นี่แล้วละ   แต่แน่นอนว่าการสูญเสียเอกสิทธิ์ทางการทูตไม่มีผลต่อสิทธิส่วนบุคคลของผมในการยืนยันความบริสุทธิ์จากข้อกล่าวหาว่ากระทำจารกรรมนี้”
“นั่นไม่ใช่งานของท่านหรอกรึ”
“ชาวออโรราถือว่าการจารกรรมและการทูตเป็นเรื่องเดียวกันงั้นรึ   รัฐบาลของผมคงดีใจถ้าได้ยินอย่างนั้น เราจะได้จัดการระวังป้องกันอย่างเหมาะสมไว้ก่อน”
“แล้วท่านจะปกป้องมอเรียนูหรือเปล่า   หรือจะปฏิเสธว่าเขาไม่ได้ทำงานให้กับโลก ใช่ไหม”
“ผมจะปกป้องเฉพาะตัวผมเอง สำหรับมอเรียนูแล้ว ผมไม่โง่พอจะพูดอะไรเกี่ยวกับเขาหรอก”
“ทำไมถึงว่าโง่ล่ะ”
“ถ้าผมพูดเพื่อปกป้องเขา มันจะไม่กลับกลายไปเป็นข้อกล่าวหาเขาเพิ่มเข้าไปอีกข้อหนึ่งประไร ไม่ละ ผมจะไม่กล่าวหาหรือปกป้องเขา   รัฐบาลของคุณทะเลาะกับมอเรียนูก็เหมือนกับที่รัฐบาลของผมทะเลาะกับคีลลินนั่นแหละ   ผู้ซึ่งคุณดูจะกระตือรือร้นที่จะปกป้องเขาจนเป็นพิรุธยิ่ง ทั้งหมดนี้ล้วนเป็นเรื่องของกิจการภายในทั้งสิ้น ผมจะไปละนะ”
พวกเขาเลิกการติดต่อ   และกำแพงก็ปรากฏขึ้นเกือบจะทันที  ฮิจค์แมน กำลังมองดูเมยนาร์ด อย่างครุ่นคิด
“คุณคิดยังไงเกี่ยวกับเขา” เมย์นาร์ดกล่าวถามอย่างเคร่งขรึม
“น่าอับอายอย่างยิ่งที่มีมนุษย์แบบนี้อยู่บนออโรรา”
“ผมเห็นด้วย   แต่...แต่...”
“อะไรรึ”
“แต่ผมพบว่า ผมเกือบจะรู้สึกว่าเขาเป็นผู้บงการให้เราต้องคอยเต้นไปตามเสียงขลุ่ยของเขา   คุณรู้เรื่องเกี่ยวกับมอเรียนูแล้วนี่”
“รู้แล้ว”
“นั่นละ เขาถูกพิพากษาให้ส่งตัวไปยังดาวเคราะห์น้อย พรรคของเขาจะต้องล้มเลิกไป ดูเผินๆ แล้วใครก็อาจจะเห็นว่าเป็นการปราชัยอย่างใหญ่หลวงของโลก”
“ข้อสงสัยในใจของคุณก็คือเรื่องนี้เองนะรึ”
“ผมไม่แน่ใจ   เมื่อตอนออกอากาศ ท่านประธานคณะกรรมาธิการฮอนด์ ยืนกรานในทฤษฎีของเขาที่ว่าโครงการแปซิฟิคเป็นชื่อที่โลกมอบให้แก่แผนการที่จะใช้ใส้ศึกในกลุ่มภพรอบนอก   แต่ผมไม่คิดอย่างนั้น ผมไม่แน่ใจว่ามันเป็นความจริงที่แท้จริงหรือไม่   มีบางอย่างดูแปลก อย่างเช่นเราได้หลักฐานที่จะลงโทษมอเรียนูนั้นมาจากไหนกัน”
“ผมไม่รู้จริงๆ
“ทางแรกก็คือ ได้มาจากสายลับของเรา   แต่เขาได้มาอย่างไรกันละ   หลักฐานนั่นออกจะแน่นหนาจนเกินไปหน่อย มอเรียนูควรจะระมัดระวังตัวเองได้ดีกว่านี้”
เมย์นาร์ดชะงัก ดูเหมือนว่าเขากำลังพยายามทำหน้าแดงแน่ไม่สำเร็จ “เอาละพูดกันง่ายๆ ก็คือ ผมคิดว่าเอกอัครราชทูตจากโลกคนนี้เป็นผู้ให้หลักฐานส่วนใหญ่แก่เรา ผมคิดว่าเขาคงเอาใจมอเรียนูในตอนแรก โดยทำตีสนิทกับเขา แล้วก็ทรยศเขาในที่สุด”
“ทำไมละ”
“ผมก็ไม่รู้ อาจเพื่อให้แน่ใจว่าจะมีสงคราม หรือบางทีก็อาจเป็นเพราะโครงการแปซิฟิคที่กำลังรอเราอยู่ด้วยละมัง”
“ผมไม่เชื่อหรอก”
“ผมรู้ ผมไม่มีข้อพิสููจน์   ไม่มีอะไรเลยนอกจากความสงสัย   คณะกรรมาธิการไม่เชื่อผมเลยเช่นกัน ผมคาดว่าบางทีการพูดคุยครั้งสุดท้ายกับเอกอัครราชทูตอาจจะทำให้บางอย่างปรากฏออกมา   แต่การได้เห็นร่างของเขาแต่เพียงเล็กน้อยก็ทำให้ผมรู้สึกเป็นศัตรูกับเขา และผมพบว่าผมใช้เวลาเกือบทั้งหมดในการพยายามที่จะลืมภาพของเขา”
“คุณกำลังใช้อารมณ์นะ เพื่อน มันเป็นความอ่อนแอที่น่ารังเกียจ   ผมได้ยินมาว่าคุณได้รับแต่งตั้งให้เป็นผู้แทนใน ‘การประชุมระหว่างภพ’ ที่ เฮสเปอรัส   ผมขอแสดงความยินดีด้วย
“ขอบคุณ” เมย์นาร์ดกล่าวอย่างเลื่อนลอย



หลุยส์ โมรีโน อดีตอัครราชทูตประจำออโรรา รู้สึกยินดีที่ได้กลับสู่โลกอีกครั้งหนึ่ง  บัดนี้เขาได้กลับมาจากภูมิประเทศที่สร้างขึ้นโดยฝีมือมนุษย์ซึ่งดูเหมือนว่าปราศจากชีวิตชีวาของมันเอง  หากแต่ดำรงอยู่ได้ด้วยเจตนารมณ์อันแรงกล้าของผู้เป็นเจ้าของเท่านั้น   เขาได้ลาจากผู้คนที่รูปกายสวยงามเกินไปทั้งชายหญิง  ลาจากบรรดาหุ่นยนต์พวกนั้น ซึ่งมีอยู่ดาษดื่นทุกหนทุกแห่ง
เขาได้คืนกลับสู่สรรพสำเนียงแห่งชีวิต, เสียงฝีเท้า, ไหล่ที่เบียดเสียดยัดเยียดกัน และบรรยากาศแห่งลมหายใจบนใบหน้า
แต่ว่าเขาไม่ได้มีโอกาสชื่นชมความรู้สึกแบบนี้ในทันที   วันแรกๆ ที่มีถึงถูกใช้ไปในการประชุมอย่างเคร่งเครียดกับบรรดาระดับผู้นำของรัฐบาลโลก
ที่จริงแล้วเป็นเวลาอีกเกือบสัปดาห์กว่าจะถึงช่วงเวลาที่เขารู้สึกได้พักผ่อนอย่างแท้จริง
เขากำลังอยู่ท่ามกลางสิ่งตกแต่งบ้านที่หายากที่สุดในบรรดาสิ่งฟุ่มเฟือยของชาวโลก นั่นคือ สวนบนดาดฟ้า   ผู้ที่อยู่กับเขาคือ กุสตาฟ สไตน์ นักสรีรวิทยาผู้ที่ไม่มีชื่อเสียงอะไร แม้กระนั้นเขาก็เป็นหนึ่งในบรรดาผู้ริเริ่มก่อตั้งแผนการที่มีข่าวลือออกไปในนามของ ‘โครงการแปซิฟิค’ 
“จากการติดตามผล” โมรีโนเอ่ยขึ้นด้วยความพึงพอใจอย่างมาก “ทุกอย่างเรียบร้อย จริงมั๊ย”
“เรียบร้อย แต่ก็แค่ที่ผ่านมาเท่านั้น   เรายังมีเรื่องที่ต้องทำอีกมาก”
“มันจะดำเนินต่อไปด้วยดี สำหรับคนที่อยู่บนออโรรามาเกือบปีอย่างผม ไม่ต้องสงสัยเลยว่า เราเดินมาถูกทางแล้ว”
“อืมม์   แต่อย่างไรก็เถอะ ผมจะเชื่อถือเฉพาะรายงานที่ได้จากศูนย์วิจัยเท่านั้น”
“และที่แน่นอนที่สุดก็คือ” ชายร่างเล็กเต็มไปด้วยความอิ่มเอมใจ “สักวันหนึ่ง สิ่งต่างๆ จะเปลี่ยนไป สไตน์ คุณยังไม่ได้พบคนพวกนี้ พวกชาวภพรอบนอก บางทีคุณอาจจะเคยเห็นพวกนักท่องเที่ยวอยู่ในโรงแรมพิเศษของพวกเขา หรือนั่งในรถที่ปิดมิดชิดของพวกนั้นเองไปตามท้องถนน พร้อมทั้งหายใจเอาอากาศบริสุทธิ์ที่ผ่านเครื่องฟอกอากาศสำหรับจมูกของพวกพันธุ์ดีอย่างเขา ชมทิวทัศน์ผ่านกล้องเปอริสโคปเคลื่อนที่ และแสดงอาการขยะแขยงต่อการสัมผัสของชาวโลก”
“แต่คุณยังไม่เคยพบพวกนั้นบนภพของพวกเขาเอง ที่ซึ่งพวกเขารู้สึกปลอดภัย อยู่ในความยิ่งใหญ่จอมปลอมของพวกเขา ลองไปให้พวกนั้นดูถูกสักพักซิ สไตน์ ลองไป แล้วดูซิว่าคุณจะทนได้สักแค่ไหนที่ต้องทำตัวเหมือนสนามหญ้าให้พวกนั้นเหยียบย่ำ”
“แล้วคราวนี้ เมื่อผมชักใยถูกทาง ไอออน มอเรียนู ก็ถูกโค่น ---ไอออน มอเรียนู บุคคลเดียวที่มีความสามารถคาดการณ์ล่วงหน้าถึงแผนการของเรา มันเป็นวิกฤตการณ์ที่เราได้ผ่านพ้นมา และหนทางข้างหน้าของเราก็แจ่มใสแล้ว”
“ช่างน่าพอใจ น่าพอใจจริงๆ"
“และ สำหรับคีลลิน” เขาพูดขึ้นมาอย่างกะทันหันเหมือนรำพึงกับตัวเองมากกว่าพูดกับสไตน์ “ตอนนี้เราปล่อยตัวเขาได้แล้ว นับแต่นี้ไป สิ่งที่เขาพูดจะมีเพียงเล็กน้อยเท่านั้นที่อาจเป็นอันตรายได้ ที่จริงแล้วผมมีความคิดอยู่อย่างหนึ่งนะ จะมีการประชุมระหว่างภพขึ้นที่ เฮสเปอรัส ภายในเดือนนี้   เราสามารถส่งเขาไปสังเกตการณ์การประชุมได้ มันจะเป็นการแสดงความเป็นมิตรของเราและให้เขาได้หยุดพักร้อนด้วย ผมคิดว่าเรื่องนี้สามารถจัดการได้”
มันถูกจัดการเช่นนั้นจริงๆ


ในบรรดาภพรอบนอกทั้งหมด เฮสเปอรัสเป็นดินแดนที่เล็กที่สุด ก่อตั้งหลังสุดและห่างเหินกับโลกมากที่สุด    ในทางกายภาพนั้นมันไม่ใช่ที่ที่เหมาะสมสำหรับการชุมนุมทางการทูตครั้งยิ่งใหญ่ เพราะว่าสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ ยังไม่สมบูรณ์พอ ตัวอย่างเช่นเครือข่ายของเครื่องวินิทัศน์ยังไม่สามารถจะครอบคลุมบรรดาผู้แทน คณะเลขานุการ และเจ้าหน้าที่ที่จำเป็นในการประชุมร่วมห้าสิบภพได้ทั้งหมด   ดังนั้นการพบปะด้วยตัวบุคคลจึงถูกจัดขึ้นให้มีในอาคารที่เตรียมไว้เพื่อการนี้
มีความหมายที่ไม่มีใครกล่าวถึงแฝงอยู่ในการเลือกสถานที่ประชุมนี้ เฮสเปอรัสเป็นภพที่ห่างเหินจากโลกมากที่สุดในบรรดาภพทั้งหมด แต่กลับมีระยะห่างทางดาราศาสตร์—ประมาณ 100 พาร์เซค—ที่ใกล้ที่สุด   จดสำคัญอยู่ที่ว่าเฮสเปอร์รัสไม่ได้ถูกตั้งเป็นอาณานิคมโดยชาวโลก หากแต่โดยคนจากภพรอบนอกเฟานัส
ดังนั้นมันจึงเป็นภพรอบนอกรุ่นที่สอง สำหรับมันแล้วไม่มีคำว่า ‘ภพมารดา’ สำหรับภพนี้ โลกเป็นเพียงคุณยายที่อยู่ห่างไกลและเลือนหายไปท่ามกลางหมู่ดาว
เป็นธรรมเนียมในการประชุมแบบนี้ ที่งานเพียงส่วนน้อยถูกทำในที่ประชุมซึ่งมีไว้สำหรับกระจายเสียงที่เป็นทางการในสิ่งที่ต้องการให้ชาวบ้านได้ยินเท่านั้น การเจรจาต่อรองและแลกเปลี่ยนผลประโยชน์ที่แท้จริงเกิดขึ้นในลอบบี้ และที่โต๊ะอาหาร ข้อขัดแย้งที่ไม่อาจแก้ไขได้หลายข้อ ถูกทำให้ผ่อนคลายลงเหนือชามซุป และอาจหายไปพร้อมกับลูกนัทที่ถูกขบเคี้ยว
แล้วก็มีความยุ่งยากแบบพิเศษเกิดในกรณีพิเศษนี้  ถึงแม้ว่าไม่ใช่ในทุกภพที่การสื่อสารแบบวินิทัศน์จะมีความสำคัญสูงและแพร่กระจายไปทุกหนทุกแห่งเท่าในออโรรา แต่มันก็เป็นที่คุ้นเคยกันในทุกภพ ดังนั้นจึงความรู้สึกเสียหายอย่างรุนแรงเมื่อบรรดาผู้มีเกียรติร่างสูงเหล่านั้นจำเป็นต้องเข้าใกล้กันด้วยเนื้อหนังจริงๆ โดยปราศจากความสบายใจในความเป็นส่วนตัวยามเมื่อมีกำแพงที่มองไม่เห็นมาขวางกั้น และปราศจากความอบอุ่นใจที่มีสวิทซ์ตัดการติดต่ออยู่ที่ปลายนิ้ว
พวกเขาเผชิญหน้ากันด้วยความรู้สึกไม่สบายใจ และค่อนข้างกระดากอาย   พยายามที่จะไม่มองดูบุคคลอื่นรับประทานอาหาร   พยายามที่จะไม่สะดุ้งเมื่อมีการกระทบกระทั่งโดยไม่ได้ตั้งใจ แม้แต่บริการของหุ่นยนต์ก็ยังต้องใช้ร่วมกัน
เออร์เนสต์ คีลลิน เป็นผู้แทนสถานีโทรทัศน์คนเดียวที่ได้รับการแต่งตั้งจากโลก เขารู้เรื่องนี้เพียงผิวเผินเท่าที่ได้รับการบอกเล่ามา มันเป็นความรู้สึกลึกซึ้งภายในที่เขาไม่มี พวกนี้ไม่มีใครเลยที่เติบโตขึ้นมาในสังคมที่ซึ่งมนุษย์อยู่ด้วยกันเป็นหมู่คณะ และที่ซึ่งบ้านที่ว่างเปล่าเป็นเรื่องน่ากลัว
ดังนั้นจึงเป็นของแน่ที่คีลลินจะรอดพ้นจากความตึงเครียดอันนี้ ในงานเลี้ยงอาหารค่ำอย่างเป็นทางการที่จัดโดยรัฐบาลเฮสเปอรัสในสัปดาห์ที่สามของการประชุม แต่เขาก็ยังไม่พ้นจากความตึงเครียดในเรื่องอื่น
หลังอาหารค่ำ ผู้เข้าร่วมประชุมต่างแยกย้ายกันเป็นกลุ่มย่อยๆ คีลลินเข้าร่วมกลุ่มหนึ่งที่มี แฟรงคลิน เมย์นาร์ด จากออโรราอยู่ด้วย ในฐานะที่เป็นผู้แทนจากภพรอบนอกที่ใหญ่ที่สุด เขาย่อมเป็นคนที่มีคุณค่าควรแก่การหาข่าวด้วยมากที่สุด
เมย์นาร์ด พูดเรื่อยๆ พลางจิบ ค็อคเทลเฮสเปอเรี่ยนสีน้ำตาลปนเหลืองจากแก้วในมือ  ถ้าเขารู้สึกขยะแขยงจากการที่ต้องสัมผัสใกล้ชิดกับคนอื่นๆ แล้วละก็ เขาก็ซ่อนความรู้สึกได้อย่างยอดเยี่ยมทีเดียว
“โลก” เขาพูด “ไม่สามารถช่วยตัวเองได้เลยเมื่อเทียบกับเรา   ถ้าเราต้องการหลีกเลี่ยงการใช้กำลังทหารแล้ว การรวมกลุ่มกันทางเศรษฐกิจก็เป็นสิ่งที่จำเป็น เพื่อที่จะให้โลกรู้ว่าระบบเศรษฐกิจของเขานั้นต้องพึ่งพาอาศัยเรามากเพียงใด   ในด้านของสิ่งที่เราเท่านั้นจะเป็นผู้สนองให้ได้ และเราจะไม่พูดถึงเรื่องที่ว่างที่จะให้ชาวโลกมาอาศัยอีก ถ้าเรารวมกันได้ โลกจะไม่กล้าเป็นฝ่ายโจมตี เพราะยังไงๆ โลกก็ยังต้องอาศัยเครื่องจักรพลังงานปรมาณูจากเรา หรือถ้าเขาไม่ต้องการ ก็ลองดู”
เขาหยุดรอฟังคีลลินด้วยท่าทีที่ไว้ตัว ขณะที่คนอื่นๆ รอฟังอย่างสนใจ
“แต่ท่านสมาชิกสภา สินค้าอุตสาหกรรมของท่าน ผมหมายถึงที่ส่งไปยังโลกนะ ท่านก็ไม่ได้ให้เราเปล่าๆ นี่   มันเป็นการแลกเปลี่ยนกับผลิตผลทางการเกษตรของเรา”
เมย์นาร์ดยิ้มอย่างนุ่มนวล “ถูกละ ผมว่าผู้แทนจาก เทธีส ได้กล่าวเรื่องนี้ไว้ยาวเหยียดพอแล้วนะ มันเป็นเรื่องได้เปรียบเสียเปรียบลมๆ แล้งๆ ในหมู่พวกเราเองเท่านั้น ที่ว่าธัญพืชจากโลกจะงอกงามได้ดีเฉพาะเมื่อ...”
ใครคนหนึ่งขัดขึ้นอย่างเรียบๆ ขึ้น “เดี๋ยวก่อนสิ ผมไม่ได้มาจาก เทธีส หรอกนะ แต่ที่คุณพูดมานี่ไม่ใช่เรื่องลมๆ แล้งๆ เลย ผมปลูกข้าวไรย์อยู่ที่ เรีย และผมไม่เคยทำขนมปังได้ดีเท่ากับขนมปังที่มีจากโลกเลย   มันขาดรสชาดอะไรบางอย่างไป”
เขาเสริมขึ้นอีกว่า “ที่จริงแล้วนะ เมื่อห้าปีก่อนผมจ้างคนงานจากโลกเข้ามาหกคน โดยขอวีซ่าเข้ามาเป็นแรงงานในการเกษตร เพื่อให้พวกเขาคอยควบคุมหุ่นยนต์ ตอนนี้พวกเขาจัดการกับที่ดินได้อย่างวิเศษทีเดียว ข้าวโพดที่พวกนั้นดูแลให้ต้นสูงถึง 15 ฟุต แต่นั้นก็ช่วยได้แค่นิดหน่อยเท่านั้น การใช้เมล็ดพันธุ์จากโลกช่วยได้มากกว่าเสียอีก แต่ถึงคุณจะใช้เมล็ดพันธุ์จากโลกก็เถอะ มันก็เก็บไว้ได้ไม่ถึงปีหรอก”
“ดินของคุณได้รับการทดสอบจากหน่วยงานเกษตรกรรมของรัฐบ้างหรือเปล่าละ” เมย์นาร์ดถาม
ชาวเรียตอบอย่างหยิ่งๆ “ไม่มีดินที่ไหนในแถบนี้ดีไปกว่านั้นหรอก และข้าไรย์ที่ใช้ก็เป็นเกรดดีที่สุดแล้ว ผมยังเคยส่งไปตรวจสอบทางโภชนาการที่โลกตั้งร้อยปอนด์ และได้ผลยืนยันว่าดีมาก” เขาถูคางอย่างครุ่นคิด “แต่ผมก็ยังว่ารสชาดมันแปลกไปอยู่ดี คล้ายๆ กับว่ามันจะขาด---“
เมย์นาร์ดพยายามจะหยุดเขาไม่ให้พูดต่อ “รสชาดนะเป็นแค่เรื่องปลีกย่อยที่ไม่จำเป็นอะไรนี่นา   มันแล้วแต่ความรู้สึกของเราเองต่างหาก คอยดูเถอะว่าพวกชาวโลกต้องยอมตามเงื่อนไขของเรา   เราเพียงแต่จะไม่มีอาหารรสชาติแปลกๆ จากโลก แต่พวกเขาจะไม่มีเครื่องจักรพลังปรมาณู เครื่องจักรกลทางการเกษตร และยานพาหนะ   ที่จริงมันก็ฟังดูเข้าท่าดีเหมือนกันนะที่จะพยายามทำความคุ้นเคยกับการอยู่โดยไม่มีรสชาดอาหารจากโลกที่คุณกังวลนักหนามาให้ชิมกัน   ทำไมไม่ลองทำความพอใจกับรสชาดของอาหารทีเราได้ปลูกเองบ้างละ ที่จริงมันอาจจะดีพอๆ กันเลยก็ได้ ถ้าคุณจะให้โอกาสมันซักหน่อย”
“จริงรึ” ชาวเรียยิ้ม “ผมยังเห็นคุณก็ยังสูบยาเส้นที่สั่งเข้ามาจากโลกอยู่เลยนี่นา”
“มันเป็นแค่นิสัยที่ผมอยากจะเลิกเมื่อไหร่ก็ได้”
“ถ้าใครๆ เลิกสูบบุหรี่กันได้ง่ายๆ ละก็ ผมคงไม่รู้จะเอายาสูบที่เราปลูกได้เองในภพรอบนอกนี่ไปทำอะไรแล้วละ นอกจากเอาไว้ฆ่ายุงเท่านั้นเองกระมัง”
เขาหัวเราะลั่นอย่างขบขัน และเดินจากไป   เมย์นาร์ดมองตามหลังเขาอย่างหงุดหงิด
สำหรับคีลลินแล้ว บทสนทนาเล็กๆ น้อยๆ เกี่ยวกับข้าวไรย์และยาสูบทำให้เขารู้สึกพอใจ  นับว่าทีท่าของผู้คนเหล่านั้นสะท้อนให้เห็นถึงความสัมพันธ์ทางจักรวาลรัฐศาสตร์ที่เด่นชัด  เทธีส และ เรีย เป็นภพที่ใหญ่ที่สุดในกลุ่มดาวซีกใต้ เช่นเดียวกับที่ ออโรรา เป็นภพที่ใหญ่ที่สุดในกลุ่มดาวซีกเหนือ ภพทั้งสามมีลักษณะเชื้อชาติที่ใกล้เคียงกันมาก ทัศนคติที่มีต่อโลกก็ใกล้เคียงกันและเข้ากันได้   ปกติแล้วก็มักจะเห็นพ้องต้องกันว่าไม่มีเวลาสำหรับจะมาทะเลาะกันเองแล้ว
แต่ออโรราก็ยังเป็นภพรอบนอกที่เก่าแก่ที่สุด ก้าวหน้าที่สุด มีกำลังทหารเข้มแข็งที่สุด และมีความทะเยอทะยานที่จะทำตัวเป็นผู้นำของกลุ่มภพรอบนอกทั้งหมด นั่นก็มากพอแล้วที่จะก่อให้เกิดความขัดแย้งขึ้น   โดยเรียและเทธีสทำตัวเสมือนเป็นตัวแทนของภพอื่นๆ ที่ไม่ยอมรับการเป็นผู้นำของออโรรา
คีลลินรู้สึกพอใจอย่างยิ่งต่อสถานการณ์นี้ ถ้าโลกรู้จักดำเนินการถ่วงดุลอำนาจให้ดีๆ สนับสนุนฝ่ายหนึ่ง และก็อีกฝ่ายหนึ่ง   ก็อาจจะสามารถก่อให้เกิดความแตกแยกอย่างรุนแรงในกลุ่ม...
เขามองเมย์นาร์ดด้วยความระมัดระวังจนเกือบจะเป็นการแอบมอง เขาสงสัยว่าเหตุการณ์เมื่อครู่จะมีผลประโยชน์ใดต่อการโต้เถียงในที่ประชุมในวันรุ่งขึ้น แต่ตอนนี้ผู้แทนจากออโรรา ดูจะเงียบขรึมลงไปผิดธรรมดา
เจ้าหน้าที่ชั้นรองลงไปเดินเข้ามา ฝ่ากลุ่มแขกผู้มีเกียรติในชุดหรูหราที่กระจัดกระจายอยู่หลายกลุ่ม ตรงมาที่เมย์นาร์ด
คีลลินมองตามไป ดูว่าผู้แทนจากออโรราจะว่าอย่างไรกับผู้มาใหม่   เขามองดูเมย์นาร์ดตั้งใจฟังด้วยท่าทางตกใจ เหมือนกับจะถามว่า “มันเรื่องอะไรกันวะ” ถึงเขาจะอยู่ไกลเกินกว่าจะได้ยิน แต่ท่าทางเช่นที่ว่าก็เห็นได้อย่างชัดเจน จากนั้นเจ้าหน้าที่ก็ส่งกระดาษแผ่นหนึ่งให้กับเมย์นาร์ด
ผลลัพธ์ที่ตามมาก็คือ การประชุมในวันรุ่งขึ้นพลิกโฉมหน้ากลับตาลปัตรไปอย่างที่คีลลินไม่เคยคาดคิดมาก่อนเลย
คีลลินรู้รายละเอียดทั้งหมดจากรายการข่าวในตอนเย็น   ดูเหมือนว่ารัฐบาลแห่งโลกได้ออกแถลงการณ์ต่อรัฐบาลแห่งภพรอบนอกทั้งหลายที่เข้าร่วมในการประชุมครั้งนี้ เป็นคำเตือนอย่างตรงๆ ว่าข้อตกลงใดๆ ระหว่างรัฐบาลเหล่านั้นในด้านการทหารหรือด้านเศรษฐกิจ จะถูกพิจารณาว่าเป็นการกระทำที่ไม่เป็นมิตรต่อโลก และจะถูกตอบโต้ด้วยการดำเนินมาตรการที่เหมาะสม   ในแถลงการณ์นั้นกล่าวถึง ออโรรา เทธีส และ เรีย อย่างเท่าเทียมกัน  มันกล่าวหาภพทั้งสามว่าแสดงเจตน์จำนงที่จะรวมหัวกันตั้งตัวเป็นปฏิปักษ์ต่อโลก   และยังมีเรื่องอื่นๆ อีกมาก
“โง่บัดซบ” คีลลินร้อง เขารู้สึกอยากจะเอาหัวชนฝาให้หายแค้น “โง่ โง่ โง่บัดซบจริงๆ ทำไมถึงได้โง่ระยำอย่างนี้นะ” เขาเฝ้าแต่บ่นพึมพำ
การประชุมในวันต่อไปเริ่มขึ้นเร็วกว่าปกติโดยกลุ่มผู้แทนที่โกรธแค้นจากภพต่างๆ ผู้ซึ่งกระหายที่จะตกลงกันให้ได้ โดยไม่สนใจข้อขัดแย้งใดๆ ที่มีต่อกันอยู่ก่อนหน้านี้   เมื่อการประชุมเสร็จสิ้นลง กิจการทุกอย่างที่เกี่ยวกับการค้าระหว่างโลกกับกลุ่มภพรอบนอก ก็ถูกมอบหมายให้เป็นหน้าที่ของคณะกรรมาธิการที่มีอำนาจเต็มที่ชุดหนึ่ง
แม้แต่ออโรราเองก็ไม่คาดคิดว่าจะได้ชัยชนะทางการเมืองอย่างสมบูรณ์และง่ายดายเพียงนี้   ส่วนคีลลินซึ่งกำลังเดินทางกลับโลกก็ปรารถนาอย่างยิ่งที่จะได้กลับไปออกรายการโทรทัศน์อีกครั้งหนึ่ง เพื่อระบายความไม่พอใจของเขาในเรื่องข้าบอคอแตกที่รัฐบาลทำลงไปครั้งนี้
แต่ว่า บนโลก มีใครบางคนยิ้มอย่างพึงพอใจ


กลับมาที่บนโลก  เสียงของคีลลินตกต่ำลงเรื่อยๆ และถูกกลืนหายไปท่ามกลางเสียงที่กระหึ่มกว่าซึ่งเรียกร้องให้มีการจัดการอะไรลงไปซักอย่าง
ความนิยมของเขาตกต่ำลงเป็นอัตราส่วนกลับกันกับการจำกัดสิทธิทางการค้าที่เพิ่มขึ้น ชาวภพรอบนอกค่อยๆ ดึงบ่วงให้รัดแน่นเข้าอย่างช้าๆ   ขั้นแรก พวกเขาจัดตั้งระบบใหม่ที่เข้มงวดในการอนุญาตให้ส่งสินค้าออก   ขั้นที่สอง พวกเขาห้ามการส่งออกสินค้าทุกชนิดที่สามารถจะ ‘นำไปใช้ในความพยายามทำสงคราม’ มายังโลก   และสุดท้าย พวกเขาก็ขยายขอบเขตการตีความที่กว้างมากในการที่จะพิจารณาว่าอะไรที่อยู่ในข่ายนี้บ้าง
สินค้าเข้าทั้งประเภทฟุ่มเฟือย และจำเป็นก็เริ่มขาดแคลน  หรือไม่ก็ขึ้นราคาไปจนสูงกว่าที่คนทั่วไปจะหาซื้อได้ นอกจากคนเพียงกลุ่มน้อยเท่านั้น
ผู้คนเริ่มเดินขบวน มีเสียงตะโกนโห่ร้อง ชูป้ายประท้วงท่ามกลางแสงอาทิตย์ร้อนจ้า ขว้างปาก้อนหินเข้าใส่สถานกงสุล
ไม่มีใครฟังความคิดเห็นของคีลลิน เขารู้สึกว่ากำลังจะเป็นบ้าไปเสียแล้ว จนกระทั่ง หลุยส์ โมรีโน เสนอตัวที่จะมาออกรายการโทรทัศน์ของเขา และตอบคำถามต่างๆ อย่างเปิดเผย ในฐานะอดีตเอกอัครราชทูตแห่งออโรรา และปัจจุบันเป็นรัฐมนตรีคนหนึ่งในรัฐบาล
สำหรับคีลลินแล้วมันเหมือนกับเป็นการเกิดใหม่เลยทีเดียว   เขารู้ดีว่า โมรีโน ไม่ใช่คนโง่ ถ้าคีลลินได้เขามาออกรายการก็จะดึงดูดความสนใจของผู้ฟังได้มากยิ่งกว่ารายการใดๆ ที่เขาได้เคยจัดมาเสียอีก   การตอบคำถามของโมรีโนจะช่วยขจัดข้อสงสัย ความเข้าใจผิด  ความสับสนต่างๆ ให้ลดลงไปได้ และการที่โมรีโนพยายามจะใช้รายการของเขา (แน่ละ รายการของเขา) เพื่อพูดจากับประชาชน อาจเป็นการแสดงให้เห็นถึงนโยบายระหว่างภพที่ยืดหยุ่น และมีเหตุผลมากขึ้นก็ได้   บางทีเมย์นาร์ดอาจจะพูดถูก การบีบค้นนั้นเริ่มจะรู้สึกได้ และเกิดผลตามที่คาดเอาไว้
แน่ละ โมรีโนได้รับรายการคำถามที่เขาจะต้องตอบไปล่วงหน้าก่อน   แต่อดีตเอกอัครราชทูตก็แสดงท่าทีว่า เขาพร้อมที่จะตอบคำถามเหล่านั้นในทุกๆ ข้อ   รวมทั้งคำถามที่จะมีตามมาถ้าจำเป็น   ฟังดูอาจจะง่ายเกินไปสักหน่อย   แต่เขาคงจะกลายเป็นไอ้งั่ง ถ้ามัวแต่มากังวลเกี่ยวกับเรื่องเล็กน้อยเหล่านี้
รายการนี้ได้รับการโฆษณาอย่างครึกโครมน่าดูทีเดียว และเมื่อได้เวลา ทั้งคู่ก็เผชิญหน้ากันเหนือโต๊ะเล็กๆ ตัวหนึ่ง   เครื่องมือวัดการใช้พลังงานไฟฟ้าแสดงว่ามีเครื่องรับโทรทัศน์กำลังรับช่องนี้อยู่กว่าสองร้อยล้านเครื่อง และมีผู้ชมเฉลี่ยเครื่องละ 2.7 คน
รายการเริ่มขึ้นแล้ว นำด้วยการแนะนำอย่างเป็นทางการ จากนั้นคีลลินก็รอสัญญาณให้เริ่มสนทนา
เขาเริ่มพูดขึ้น
ถาม: ท่านรัฐมนตรีโมรีโน ผมขอเริ่มด้วยคำถามที่ชาวโลกทั้งมวลในขณะนี้กำลังสนใจอยู่เลยนะครับ มันเกี่ยวกับความเป็นไปได้ของสงคราม   เราลองมาเริ่มในคำถามที่ว่า ท่านคิดว่าจะเกิดสงครามขึ้นหรือไม่
ตอบ: ถ้าโลกเป็นดาวเคราะห์ดวงเดียวที่เราพิจารณานะครับ   ผมยืนยันได้เลยว่าไม่มีทางเป็นไปได้   ในประวัติศาสตร์ที่ผ่านมา มีสงครามเกิดขึ้นมากมายพอแล้ว   และโลกก็ได้เรียนรู้ว่า มันได้ประโยชน์เพียงน้อยนิดแค่ไหนจากสงคราม
ถาม: ท่านบอกว่า “ถ้าโลกเป็นดาวเคราะห์ดวงเดียวที่เราจะพิจารณา” หมายความว่า ท่านคิดว่าปัจจัยที่อยู่นอกเหนือการควบคุมของพวกเราบนโลก จะเป็นสิ่งที่ก่อให้เกิดสงครามงั้นหรือครับ
ตอบ: ผมไม่ได้พูดว่า “จะ” ผมหมายความว่า “อาจจะ” ต่างหาก เพราะว่าแน่ละ ผมไม่สามารถพูดแทนชาวภพรอบนอกได้ ผมไม่อาจแสร้งทำเป็นว่ารู้ความเคลื่อนไหว และความตั้งใจของพวกเขาเหล่านั้น   โดยเฉพาะในช่วงเวลาวิกฤตในประวัติศาสตร์แห่งกาแลคซีเช่นนี้ พวกเขา อาจ เลือกสงครามก็ได้   แต่ผมก็หวังว่าคงไม่เป็นเช่นนั้น หรือถาพวกเขาเลือกที่จะก่อสงครามจริง เราก็จะป้องกันตนเองอย่างเต็มที่ และไม่ว่ากรณีใดๆ ก็ตาม   เรา จะไม่เป็นฝ่ายโจมตีก่อน   เรา จะไม่เริ่มยิงพวกเขาก่อน
ถาม: อย่างนั้นผมจะพูดได้ไหมว่า   เออ...ในความเห็นของท่านแล้ว ไม่มีข้อขัดแย้งในขั้นมูลฐานใดๆ ระหว่างโลกกับกลุ่มภพรอบนอกที่ไม่สามารถขจัดให้หมดสิ้นไปด้วยการเจรจาประนีประนอมกัน
ตอบ: แน่นอน ถ้ากลุ่มภพรอบนอกต้องการแก้ปัญหาต่างๆ อย่างจริงใจแล้ว ไม่มีข้อขัดแย้งใดๆ ระหว่ากันที่จะตกลงกันไม่ได้หรอก
ถาม: รวมทั้งปัญหาในเรื่องของการอพยพไปยังกลุ่มภพรอบนอกด้วยหรือเปล่าครับ
ตอบ: ถูกแล้ว สภาวการณ์ของเราในตอนนี้ก็เห็นได้ชัดอยู่แล้ว และไม่อยู่ที่ในฐานะที่ใครจะตำหนิได้เลย   เท่าที่เป็นอยู่ คนประมาณสองร้อยล้านครอบครองพื้นที่ถึง 95% ของจักรวาล   ในขณะที่อีกหกพันล้านคนหรือ 97% ของมนุษยชาติทั้งหมดถูกจำกัดอยู่ในพื้นที่อีก 5% ที่เหลือ   สภาพเช่นนี้ไม่ยุติธรรมเลย    และเลวร้ายยิ่งกว่านั่น คือไม่มีเสถียรภาพพอที่จะดำรงอยู่ได้นานอีกด้วย    แม้กระนั้นโลกในขณะที่ต้องเผชิญกับสภาพเช่นนี้ ก็ยังพอใจที่จะหาหนทางแก้ปัญหานี้โดยเป็นขั้นตอนไป ชาวโลกยังหวังเช่นนั้น   เรายินดีที่จะยอมรับโควตาในการอพยพ และระเบียบในการคัดเลือกที่มีเหตุผลสมควร   แต่กลุ่มภพรอบนอกกลับปฏิเสธที่จะเจรจาในเรื่องนี้
ถาม: แล้วถ้าท่าทีจากบางส่วนของกลุ่มภพรอบนอกยังเป็นเช่นนี้อยู่ต่อไป ท่านคิดว่าจะมีสงครามเกิดขึ้นไหมครับ
ตอบ: ผมไม่อยากจะเชื่อว่าท่าทีเช่นนี้จะคงอยู่ต่อไปอีกนะ    รัฐบาลของเรายังหวังว่าท่าทีของกลุ่มภพรอบนอกจะพิจารณาจุดยืนของพวกเขาในเรื่องนี้เสียใหม่   เราคิดว่าความสำนึกของพวกเขาในเรื่องความถูกต้อง และความยุติธรรมยังมีอยู่ ไม่หายไปไหน เพียงแต่มันอาจจะหลับอยู่เท่านั้นเอง
ถาม: ท่านรัฐมนตรีครับ ผมขอผ่านเรื่องนี้ไปก่อนก็แล้วกัน ผมขอทราบความเห็นของท่านในเรื่องที่ว่า คณะกรรมาธิการการค้าระหว่างภพ ที่จัดตั้งขึ้นโดยกลุ่มภพรอบนอก เพื่อควบคุมการค้ากับโลก เมื่อเร็วๆ นี้เอง จะเป็นอันตรายต่อสันติภาพ จริงหรือเปล่าครับ
ตอบ: ในแง่ที่ว่าการกระทำของคณะกรรมาธิการนี้แสดงให้เห็นว่า บางส่วนของกลุ่มภพรอบนอก มีความต้องการที่จะแยกโลกให้อยู่โดดเดี่ยว และทำให้ระบบเศรษฐกิจของโลกอ่อนกำลังลงแล้วละก็ ผมก็อยากจะบอกว่ามันเป็นอันตรายต่อสันติภาพจริง
ถาม: การกระทำที่ว่านั่น ท่านหมายถึงการกระทำอันไหนครับ
ตอบ: ผมหมายถึงการที่เขาเพิ่มข้อจำกัดในเรื่องการค้ากับโลก จนกระทั่งถึงจุดที่ว่า คิดเป็นมูลค่าแล้วเหลือไม่ถึง 10% ของเมื่อสามเดือนก่อน
ถาม: แต่การตั้งข้อจำกัดดังกล่าวนี้ เป็นอันตรายต่อระบบเศรษฐกิจของโลกจริงหรือครับ   อย่างเช่นที่พูดกันว่าการค้าระหว่างโลก กับกลุ่มภพรอบนอกเป็นเพียงส่วนย่อยๆ ที่ไม่สำคัญเท่านั้น เมื่อเปรียบเทียบกับการค้าของโลกทั้งหมด จริงหรือเปล่าครับ ที่ว่าสินค้าจากกลุ่มภพรอบนอกเป็นสิ่งไม่จำเป็น และเข้าถึงเฉพาะผู้คนส่วนน้อยในโลกเท่านั้น
ตอบ: คำถามของคุณนี่ อาจจะเรียกได้ว่าเป็นการอ้างเหตุผลที่ผิดพลาดอย่างสุดกู่เชียวละ ซึ่งก็เป็นธรรมดาในบรรดากลุ่มผู้นิยมความสันโดษทั้งหลาย จริงอยู่ ถ้าดูด้านมูลค่า การค้าระหว่างภพมีมูลค่าเพียง 5% ของการค้าทั้งหมดของโลก แต่ 5% นี่แหละที่ประกอบด้วย 95% ของเครื่องจักรที่ใช้พลังงานปรมาณูที่เราใช้กัน   80% ของทอเรียม  65% ของซีเซียม  60% ของโมลิบดีนัมและดีบุก และยังมีอย่างอื่นอักเยอะ    คุณจะเห็นได้ชัดเลยว่า แค่ 5% นี่แหละที่เป็นส่วนที่สำคัญที่สุดต่อความอยู่รอดของโลกทีเดียว   นอกจากนี้ สมมติว่า โรงงานอุตสาหกรรมขนาดใหญ่แห่งหนึ่ง สั่งเครื่องขึ้นรูปเหล็กกล้าที่ใช้พลังงานปรมาณูเข้ามาจากภพเรีย ไม่ใช่ว่าผลของมันจะตกอยู่กับเจ้าของโรงงานเท่านั้น  แต่มันยังมีผลกระทบไปถึงทุกๆ คนบนโลกที่ใช้ผลิตภัณฑ์เหล็กกล้า หรือผลิตภัณฑ์ที่ใช้เหล็กกล้านั้นเป็นส่วนประกอบอีกด้วย
ถาม:  แต่การตั้งข้อจำกัดในเรื่องการค้ากับกลุ่มภพรอบนอกนี่ไม่ถึงกับตัดการส่งออกผลผลิตทางด้านธัญพืช และปศุสัตว์ของเราลงจนหมด ไม่ใช่หรือครับ   และการจำกัดเรื่องนี้กลับเป็นผลดีต่อพลโลกเสียอีก ที่จะได้มีอาหารไว้บริโภคภายในมากขึ้นกว่าแต่ก่อน
ตอบ: นี่ก็เป็นความเข้าใจผิดอย่างมากอีกประการหนึ่งเหมือนกัน ที่ว่าผลิตผลทางด้านอาหารของโลกนั้นยังไม่พอเพียงสำหรับการบริโภคภายใน นับเป็นเรื่องน่าเศร้า และรัฐบาลมักจะปฏิเสธเรื่องนี้จนถึงที่สุดเสมอนะแหละ   แต่การส่งออกสินค้าทางด้านอาหารของโลกไม่ใช่สาเหตุที่ทำให้อาหารในโลกไม่เพียงพอหรอกนะ   เพราะเพียงไม่ถึง 1 ใน 5 ของผลผลิตเท่านั้นที่ถูกส่งออก และเราก็ได้รับสิ่งต่างๆ เช่น ปุ๋ย และ เครื่องจักรกลทางการเกษตรเป็นการตอบแทน ซึ่งสิ่งเหล่านี้แหละสามารถช่วยทดแทนได้มากกว่าผลผลิตปริมาณน้อยนิดที่เราส่งออกเสียอีก  โดยการช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการผลิตของเราให้สูงขึ้น ดังนั้นการลดการสั่งซื้อสินค้าด้านอาหารจากโลก ย่อมมีผลอย่างแน่นอนต่อการลดปริมาณผลผลิตอาหาร ซึ่งไม่เพียงพออยู่แล้วของโลกเราลดลงไปอีก
ถาม: ท่านรัฐมนตรีโมรีโนครับ ท่านกำลังจะสารภาพว่า อย่างน้อยส่วนหนึ่งของความผิดพลาดที่ทำให้โลกตกอยู่ในสถานการณ์เช่นนี้ มาจากโลกเองใช่มั๊ยครับ   หรือเราอาจจะพูดว่า—คือ—มันเป็นคำถามข้อต่อไปของผมด้วยนะครับ   มันเป็นความผิดพลาดอย่างร้่ายแรงในการดำเนินการทางการทูตหรือเปล่า   ในการที่รัฐบาลได้แถลงถึงข้อสังเกตในเรื่องเจตนารมณ์ของกลุ่มภพรอบนอกออกมาในลักษณะที่เป็นการยั่วยุ ในระหว่างที่มีการประชุมทางการค้าระหว่างภพ ก่อนที่เจตนารมณ์ดังกล่าวจะได้ถูกทำให้ปรากฏชัดขึ้นจริงๆ
ตอบ: ผมว่าเจตนารมณ์นั้น ปรากฏชัดมากแล้วนะ ในตอนนั้น
ถาม: ขอโทษนะครับ ท่านรัฐมนตรี    แต่ผมอยู่ในการประชุมคราวนั้นด้วย   ตอนที่แถลงการณ์ฉบับนั้นถูกประกาศออกมา มันเป็นการทำให้บรรดาผู้แทนจากภพรอบนอกต่างรู้สึกเข้าตาจนเลยทีเดียว    ที่จริงแล้ว ผู้แทนจาก เรียและเทธีส มีทีท่าคัดค้านอย่างแข็งกร้าวต่อการจำกัดการติดต่อทางด้านการค้ากับโลก และมีทางเป็นไปได้มากทีเดียวที่ว่ามาตรการที่ทางออโรรา เสนอมาจะไม่ได้รับความเห็นชอบ   แต่แถลงการณ์จากโลกฉบับนั้น ทำให้โอกาสทั้งหมดนี้สูญสิ้นไปในพริบตา
ตอบ: อืมม์ แล้วคำถามของคุณละ คุณคีลลิน
ถาม:  สิ่งที่ผมจะถามก็คือ ท่านเห็นด้วยหรือไม่ว่า แถลงการณ์ของโลกนั้นเทียบได้กับความผิดพลาดร้ายแรงขั้นอาชญากรรมทางการทูตทีเดียว   และจะแก้ไขสถานการณ์ให้กลับดีขึ้นได้ก็ด้วยการใช้นโยบายขอคืนดีอย่างฉลาดมากๆ เท่านั้น
ตอบ: คุณออกจะใช้คำพูดที่รุนแรงไปหน่อยนะ อย่างไรก็เถอะ ผมไม่สามารถตอบคำถามนี้ตรงๆ ได้ เพราะผมไม่เห็นด้วยกับข้อสมมติหลักๆ ของคุณ   ผมไม่เชื่อว่าพวกผู้แทนจากบรรดาภพรอบนอกทั้งหลายจะมีทีท่าอย่างที่คุณว่ามา   ประการแรกก็เพราะเป็นที่รู้กันดีอยู่แล้วถึงความภาคภูมิใจ และการโอ้อวดถือดีของพวกเขาในเรื่องที่ว่า สังคมของพวกเขามีพวกวิกลจริก พวกจิตวิปลาส รวมทั้งพวกที่มีบุคลิกภาพไม่ปกติอยู่น้อยมาก จนเกือบจะนับไม่ได้ ซึ่งนี่เป็นเรื่องหนึ่งที่พวกเขาตั้งข้อรังเกียจโลก เพราะเรามีจิตแพทย์อยู่มากกว่าช่างประปาเสียอีก และยังมีความต้องการมากขึ้นเรื่อยๆ    พวกผู้แทนในที่ประชุมนั่นนะ ต่างก็เป็นตัวแทนของผู้คนในสังคมที่มีเสถียรภาพอย่างยิ่งทีเดียว   แล้วคุณจะให้ผมเชื่ออย่างนั้นรึว่า พวกคนครึ่งเทวดาเหล่านั้นจะเกิดฉุนขึ้นมาในทันทีทันใด จนถึงกับเปลี่ยนแปลงความคิดเห็นและนโยบายทางเศรษฐกิจของภพรอบนอกทั้ง 50 ภพ   ผมไม่อยากจะเชื่อนะว่าพวกเขาจะทำตัวเหมือนเด็กๆ ที่งอแงแบบนั้นได้ ผมขอยืนยันในความเชื่อเดิมที่ว่า การกระทำใดๆ ของพวกเขานั้นไม่ได้เป็นผลมาจากการแถลงการณ์ของโลกเลย มันเป็นผลมาจากการเคลื่อนไหวภายในกลุ่มของพวกเขาเองที่มีผลมากยิ่งขึ้นต่างหาก
ถาม: แต่ผมเห็นความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นที่นั่นด้วยตัวของผมเองทีเดียว   ท่านอย่าลืมสิว่า พวกเขานะถูกขู่ตะคอกด้วยถ้อยคำที่อวดดีจากพวกที่เขาเห็นว่าเป็นพวกที่ด้อยกว่า   ไม่ต้องสงสัยเลย ท่านรัฐมนตรี   พวกเขาทั้งหมดอาจจะเป็นคนที่หนักแน่นก็จริงอยู่ แต่การถากถางแบบนั้นเป็นการจี้จุดอ่อนของพวกเขาในเรื่องทัศนคติของพวกเขาที่มีต่อโลกอย่างจัง
ตอบ: นี่คุณกำลังจะถามคำถามผมหรือว่ากำลังพูดเพื่อป้องกันนโยบายและความเห็นในลักษณะชาตินิยมของกลุ่มภพรอบนอกกันแน่
ถาม:  เอาละครับ สมมติว่าท่านพูดถูกที่ว่าแถลงการณ์จากโลกไม่มีผลร้ายใดๆ แต่ไอ้การแถลงแบบนั้นมันทำให้อะไรดีขึ้นมาบ้างละ ทำไมเราต้องส่งมันไปด้วย
ตอบ: ผมว่าผมได้ให้เหตุผลในเรื่องนี้เอาไว้อย่างชัดเจนเพียงพอสำหรับสาธารณชนแล้วนะครับ   ผมคิดว่าเราผ่านเรื่องนี้ไปเรียบร้อยแล้วเสียอีก ขอคำถามต่อไปของคุณดีกว่า และข้อให้เป็นคำถามสุดท้ายด้วยนะครับ
ถาม: ได้ครับ คือมีรายงานข่าวว่ารัฐบาลแห่งโลกจะใช้มาตรการที่เข้มงวดกวดขันยิ่งขึ้นในการจัดการกับผู้ที่เกี่ยวข้องกับการลักลอบขนสินค้าเข้ามายังโลก   เรื่องนี้ดูเหมือนจะขัดแย้งกับความเห็นของรัฐบาลที่ว่า ความสัมพันธ์ทางการค้าที่ตกต่ำจะเป็นผลเสียหายต่อความกินดีอยู่ดีของพลโลก มิใช่เหรอครับ
ตอบ:สิ่งแรกที่เราจะพิจารณาถึงคือสันติภาพ ไม่ใช่ความกินดีอยู่ดีเพียงชั่วคราว   กลุ่มภพรอบนอกได้จัดตั้งข้อจำกัดในเรื่องการค้าขึ้น ซึ่งเราก็คัดค้าน และบอกว่ามันไม่ยุติธรรม อย่างไรก็ตามเราก็ไม่ได้คิดจะตัดไมตรีกับเขา   ดังนั้นไม่ว่าภพใดก็ไม่มีทางแก้ตัวได้ว่าเราเป็นฝ่ายผิดที่ก่อให้เกิดความรู้สึกเป็นปฏิปักษ์ขึ้นก่อน เพื่อยืนยันในเรื่องนี้ผมขอประกาศให้ทราบกันเป็นครั้งแรกเป็นกรณีพิเศษว่า ในช่วงเดือนที่ผ่านมา เราได้ทำการจับกุมยานอวกาศ 5 ลำที่ใช้ทะเบียนปลอมของโลก ขณะที่กำลังลักลอบขนสินค้าจากภพรอบนอกมายังโลก เราได้อายัดสินค้าและควบคุมลูกเรือทั้งหมดไว้ นี่แสดงให้เห็นถึงความตั้งใจจริงของเราในเรื่องนี้
ถาม: ยานจากกลุ่มภพรอบนอกงั้นรึครับ
ตอบ: ถูกแล้วครับ แต่ก็ใช้ทะเบียนปลอมของโลกด้วย อย่าลืม
ถาม:  และ ลูกเรือที่ถูกคุมขังก็เป็นพลเมืองของภพรอบนอกด้วย
ตอบ: ผมคิดว่าเป็นเช่นนั้น อย่างไรก็ตาม พวกเขาเป็นผู้กระทำผิดไม่ใช่เพียงแต่ตามกฎหมายของเราเท่านั้น ยังผิดต่อกฎหมายของกลุ่มภพรอบนอกเองด้วย   นับว่าเป็นการละเมิดสิทธิ และความชอบธรรมแห่งจักรวาลถึง 2 ทางด้วยกัน    เออ...ผมคิดว่าการสัมภาษณ์นี่น่าจะยุติลงได้แล้วนะครับ
ถาม: แต่นี่มัน---
พอดีกับที่การออกอากาศถูกตัดลงอย่างกะทันหัน   ดังนั้นจึงยังไม่มีใครนอกจากโมรีโน ที่จะได้ยินข้อสรุปสุดท้ายของคีลลินที่ว่า “—หมายถึงสงคราม”
แต่หลุยส์ โมรีโน ไม่ได้ออกอากาศอีกต่อไปแล้ว เขายิ้มในขณะที่สวมถุงมือกลับเข้าที่   และแสดงอาการยักไหล่ด้วยท่าทางที่ไม่ใส่ใจ   แต่เขาจะหมายความว่าอย่างไรนั้น ยากเกินที่จะคาดเดา
น่าเสียดายที่ดูเหมือนว่าจะไม่มีใครสังเกตเห็นท่าทางของเขา



การประชุมที่ออโรรา กำลังดำเนินอยู่ แฟรงคลิน เมย์นาร์ด แวบออกมาชั่วครู่หนึ่ง  ท่าทางของเขาดูเป็นกังวล   เขาได้พบกับบุตรชายผู้ซึ่งจะได้แต่งเครื่องแบบทหารแห่งกองยานรบเป็นครั้งแรก
“อย่างน้อยที่สุด แกก็รู้ว่าอะไรกำลังจะเกิดขึ้น ใช่ไหม”
ชายหนุ่มตอบด้วยท่าทางพึงพอใจ ไม่มีความกังวล หรือประหวั่นพรั่นพรึงปรากฏในน้ำเสียงของเขาเลย “มันต้องเป็นอย่างนั้นอยู่แล้วนี่ครับ พ่อ”
“ไม่รู้สึกสงสัยอะไรบ้างรึ   แกไม่คิดบ้างหรือว่าเรากำลังถูกเขาบังคับให้เดินตามแผนที่เขาวางไว้”
“ก็ช่างมันปะไร คราวนี้โลกคงจะได้รับบทเรียนเสียบ้าง”
เมย์นาร์ดส่ายหน้า “แกน่าจะรู้นะว่าเรากำลังถูกทำให้กลายเป็นฝ่ายผิด   พลเมืองของกลุ่มภพรอบนอกที่พวกเขาจับไว้เป็นฝ่ายทำผิดกฎหมาย   โลกมีสิทธิที่จะทำยังงั้นอย่างถูกต้องทีเดียว”
“ผมหวังว่าพ่อคงไม่ไปพูดแบบนี้ในที่ประชุมหรอกนะ   ผมไม่เห็นว่าโลกเป็นฝ่ายถูกเลย   มันจะเป็นไรไปถ้าการค้าของเถื่อนดำเนินต่อไป   มันเป็นเพราะมีชาวภพรอบนอกบางคนพอใจที่ยะจ่ายเงินจำนวนมาก เพื่อซื้ออาหารจากโลกในราคาตลาดมืด   ถ้าโลกมีหัวคิดสักหน่อย มันก็น่าจะทำไม่รู้ไม่ชี้เสีย แล้วทุกฝ่ายก็ได้รับประโยชนด้วยกัน   โลกนะโวยวายมามากพอแล้วในเรื่องที่ว่าเขาต้องพึ่งพาการค้ากับเราแค่ไหน แล้วทำไมเขาถึงดันมายุ่งเกี่ยวกับเรื่องนี้เข้าละ   อีกอย่างหนึ่งผมไม่เห็นว่าเราควรจะปล่อยให้ชาวออโรรา หรือชาวภพรอบนอกดีๆ ตกอยู่ในเงื้อมมือของพวกคนลิงพวกนั้น   ถ้าพวกเขาไม่ยอมปล่อยคนของเราเสียดีๆ ละก็   เราจะบังคับให้เขาปล่อยเอง ไม่ยังงั้น คราวหน้าใครจะรับรองความปลอดภัยให้พวกเรา”
“ฉันว่าแกคงไปฟังความเห็นจากที่เขาพูดๆ กันมาละสิ”
“มันเป็นความคิดของผมเอง ถ้ามันจะเป็นความคิดเห็นที่เขาชอบพูดกันก็คงเป็นเพราะมันมีเหตุผลทีสมควร   โลกต้องการ สงคราม เอาละ พวกเขาจะได้มัน”
“แต่ทำไมพวกเขาถึงต้องการสงครามด้วยละ   ทำไมเขาถึงบีบบังคับให้พวกเราลงมือ นโยบายทางเศรษฐกิจทั้งหมดของเราในหลายเดือนนี้ก็ตั้งใจจะบีบให้พวกเขาเปลี่ยนทัศนคติโดยปราศจากสงครามเท่านั้น”
เขากำลังพูดกับตัวเอง   แต่ลูกชายของเขาตอบมาด้วยการตกลงใจที่แน่วแน่ “ผมไม่สนใจหรอกว่าทำไมพวกเขาถึงต้องการสงคราม   ตอนนี้พวกเขาจะได้มัน   และเราก็จะทลายโลกให้ราบทีเดียว”
เมย์นาร์ดกลับไปยังที่ประชุม   แม้แต่ในขณะที่การถกเถียงกันกำลังดำเนินไปทั่วห้อง   เขาก็ยังสะดุดใจเมื่อคิดถึงว่าปีนี้เขาจะไม่ได้ หญ้าอัลฟัลฟา จากโลกมาเลี้ยงวัว   เขารู้สึกเสียดายเมื่อคิดถึงนมที่จะรีดได้ ที่จริงแล้วแม้แต่เนื้อวัวก็รู้สึกว่าจะมีรสชาดแย่กว่าเดิมลงไปอีกนิดหน่อย
การลงมติมีขึ้นในตอนก่อนรุ่งอรุณ ออโรราประกาศสงครามกับโลก และภพรอบนอกในกลุ่มของออโรราก็ประกาศสงครามร่วมกับออโรราในตอนรุ่งสาง



ในประวัติศาสตร์ได้บันทึกไว้ว่า สงครามครั้งนี้เป็นที่รู้จักกันในนามของ สงครามสามสัปดาห์    ในสัปดาห์แรก กองทัพจากออโรรา เข้ายึดครองดาวเคราะห์น้อยในเขตทรานพลูโนเนียน หลายดวง   และในตอนเริ่มต้นของสัปดาห์ที่สาม กองทัพป้องกันโลกทั้งหมดก็ถูกทำลายลงอย่างสิ้นเชิงในการรบภายในวงโคจรรอบดาวเสาร์ จากกองทัพของออโรราที่มีจำนวนไม่ถึงหนึ่งในสี่ของกองทัพของโลก
การประกาศสงครามจากภพรอบนอกอื่นๆ เกิดขึ้นตามมาเหมือนกับการระเบิดของประทัด และในวันที่ 21 ของสงคราม หย่อนไปเพียงสองชั่วโมง โลกก็ยอมจำนน
การเจรจาเกี่ยวกับสนธิสัญญาสันติภาพได้ถูกจัดขึ้นในระหว่างกลุ่มภพรอบนอกด้วยกัน  โลกมีหน้าที่แต่เพียงคอยลงนามเท่านั้น เงื่อนไขของสันติภาพนั้นผิดปกติจนเรียกได้ว่าแปลกประหลาด   และภายใต้ความกดดันจากการดูถูกเหยียดหยามของมนุษย์ด้วยกัน  บรรดาประชากรของโลกรู้สึกตื่นตระหนก และงงงันด้วยความละอายและโกรธแค้นอย่างรุนแรงเกินกว่าที่จะบรรยายเป็นคำพูดใดๆ ก็ได้
ข้อความในสนธิสัญญานี้อาจจะแสดงให้เห็นได้ชัดเจนที่สุด โดยรายงานข่าวทางโทรทัศน์จากภพออโรรา สองวันหลังจากที่มันถูกประกาศต่อสาธารณชน ซึ่งอาจตัดตอนมาเป็นบางส่วนได้ดังนี้
“...ไม่มีอะไรในหรือบนโลกที่เราชาวภพรอบนอกต้องการ   สิ่งทั้งหมดที่เคยมีคุณค่าบนโลก เราได้จากมันมานานหลายศตวรรษแล้ว ในตัวบรรพบุรุษของเรา
พวกเขาเรียกเราว่าทายาทของโลก แต่ว่ามันไม่เป็นเช่นนั้นอีกต่อไป เนื่องจากเราเป็นทายาทของโลกที่ไม่มีตัวตนอีกต่อไปแล้ว โลกที่เรานำติดตัวมาพร้อมกับพวกเรา โลกในปัจจุบันอย่างดีที่สด ก็เป็นได้เพียงแค่ญาติห่างๆ ของเราเท่านั้นเอง
เรายังต้องการแหล่งทรัพยากรของพวกเขางั้นหรือ   ทำไมละ  พวกเขาเองยังมีไม่ค่อยจะพอเลย เราจะสามารถใช้เทคโนโลยีทางอุตสาหกรรม หรือวิทยาศาสตร์ของพวกเขาได้หรือ   พวกเขาต่างหากที่เกือบจะตายถ้าปราศจากเทคโนโลยีของเรา   เราจะใช้แรงงานของพวกเขาหรือ  พวกเขาสิบคนยังเทียบไม่ได้กับหุ่นยนต์หนึ่งตัวเลย   เรามีความยินดีในการที่จะได้ปกครองพวกเขาหรือ   ไม่ใช่เช่นนั้นแน่ พวกเขาอ่อนแอและล้าหลัง   นอกจากจะช่วยอะไรเราไม่ได้แล้ว ยังรังแต่จะคอยเป็นเครื่องถ่วงความเจริญของเราเสียอีก เขาจะแบ่งเอาอาหาร แรงงาน ตลอดจนกำลังในการบริหารงานต่างๆ ของเราไปใช้อีกด้วย
ดังนั้น พวกเขาจึงไม่มีอะไรจะให้เรานอกจากการที่พวกเขามีตัวตนอยู่ในความคิดของเรา   พวกเขาไม่อยู่ในฐานะที่จะปล่อยให้เราเป็นอิสระจากอะไรได้ เว้นแต่จากตัวของพวกเขาเอง   ไม่มีอะไรที่พวกเขาจะทำประโยชน์ให้เราได้มากกว่าการขาดหายไปของพวกเขา
เนื่องด้วยเหตุผลนี้เองที่ทำให้สนธิสัญญาสันติภาพได้ถูกกำหนดขึ้นอย่างที่ทราบกัน เราไม่ต้องการทำอันตรายใดๆ ต่อพวกเขา   ดังนั้น ก็ให้พวกเขาเอาระบบสุริยะของพวกเขาคืนไป ให้พวกเขาอยู่กันที่นั่นอย่างสันติ และจัดการกับโชคชะตาของเขาในหนทางของเขาเอง และพวกเราจะไม่ไปยุ่งเกี่ยวกับพวกเขาที่นั่น จะไม่มีแม้แต่สิ่งเล็กน้อยที่แสดงถึงการมีตัวตนของพวกเรา   แต่ในขณะเดียวกันเราก็ต้องการความสงบสันติ เราก็ต้องการที่จะควบคุมอนาคตของเราด้วยวิธีการของเราเอง   ดังนั้นเราจึงไม่ต้องการ การมีตัวตนอยู่ของพวกเขา ด้วยเช่นกัน   และนั่นคือข้อสรุป  กองกำลังจากภพรอบนอกจะลาดตระเวนอยู่ตามพรมแดนของระบบสุริยะของพวกเขา  ฐานปฏิบัติการของกลุ่มพิภพรอบนอกจะถูกจัดตั้งขึ้นในเขตดาวเคราะห์น้อยที่อยู่ห่างไกลที่สุดของพวกเขา เพื่อที่เราสามารถแน่ใจได้ว่าพวกเขาจะไม่บุกรุกเข้ามาในอาณาเขตของเรา
จะไม่มีการค้า ความสัมพันธ์ทางการทูต การคมนาคม และการติดต่อสื่อสารใดๆ กับโลก   พวกเขาจะถูกปิดล้อมอย่างถาวร ข้างนอกนี่พวกเราจะมีจักรวาลแบบใหม่ซึ่งเกิดจากการสร้างสรรค์ของมนุษย์เป็นครั้งที่สอง   มนุษย์ที่เหนือกว่า และเจริญกว่า
พวกเขาถามเราว่า แล้วโลกจะเป็นอย่างไรต่อไปเล่า   เราตอบว่านั่นเป็นปัญหาของโลกเอง อัตราการเพิ่มประชากรสามารถจะควบคุมได้   การสำรวจแหล่งทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพช่วยได้ เขาสามารถปรับปรุงระบบเศรษฐกิจขึ้นใหม่ เรารู้เพราะเราเคยทำเช่นนั้นมาแล้ว ถ้าพวกเขาไม่สามารถทำได้ก็ให้พวกเขาดำเนินชีวิตแบบเดียวกับไดโนเสาร์ และก็หาที่อยู่กันเอาเอง แทนที่จะคอยเรียกร้องหาที่อยู่อย่างไม่รู้จักจบจักสิ้น”
และดังนั้น ม่านที่ไม่อาจฝ่าออกไปได้ ก็ได้เข้าครอบคลุมระบบสุริยะทั้งหมดเอาไว้  ดวงดาราทั้งหลายบนท้องฟ้าของโลกก็เป็นเพียงดวงดาวที่ห่างไกลเกินเอื้อมอีกครั้งหนึ่ง เช่นเดียวกับเมื่อกาลก่อน ก่อนที่ยานอวกาศลำแรกจะสามารถทะลุผ่านขีดขำกัดของความเร็วแสง
รัฐบาลที่ก่อให้เกิดสงคราม และสันติภาพขึ้น ลาออก   แต่ไม่มีใครคิดจะเป็นรัฐบาลแทน   รัฐสภาจึงเลือก หลุยส์ โมรีโน อดีตเอกอัครราชทูตประจำออโรร่า อดีตรัฐมนตรีในคณะรัฐบาลเดิม ขึ้นมาเป็นประธานาธิบดีชั่วคราว   โลกทั้งมวลพากันงงงันเกินกว่าจะบิกรับหรือปฏิเสธใดๆ    อย่างไรก็ตาม ยังมีความหวังกันว่าจะมีคนที่มีความสามารถที่เต็มใจจะเข้ามารับหน้าที่ในการบริหาร เพื่อกำหนดโชคชะตาของโลกที่อยู่ในสภาพที่ถูกปิดล้อมเช่นนี้
มีน้อยคนนักที่สำนึกถึงว่าสงครามครั้งนี้ได้ถูกวางแผนและชักนำให้จบลงด้วยดีเพียงไร  และก็น้อยคนเช่นเดียวกันที่รู้ว่าการคำนวณชนิดใดที่ทำให้โมรีโนได้เป็นถึงประธานาธิบดี
เออร์เนสต์ คีลลิน กล่าวอย่างสิ้นหวังทางโทรทัศน์ “เราเหลือแต่ตัวแล้ว คราวนี้   สำหรับพวกเราทั้งหมดแล้ว ไม่มีจักรวาลทั้งมวลอีกต่อไป ไม่มีอดีต มีแต่โลกกับอนาคตเท่านั้น”
คืนนั้นเขาถูกเรียกตัวโดย หลุยส์ โมรีโน อีกครั้งหนึ่ง และในวันรุ่งขึ้น เขาก็ออกเดินทางไปยังนครหลวง

ท่าทางของโมรีโนดูจะขัดกับลักษณะเรียบๆ และเป็นทางการของทำเนียบประธานาธิบดีที่เขาอยู่เสียจริงๆ    เขาเป็นหวัดอีกแล้ว ถึงขนาดพูดไปจามไปเลยทีเดียว
คีลลินตอบรับเขาด้วยท่าทางที่เป็นปฏิปักษ์อย่างแข็งกร้าว  มันเป็นความเกลียดชังที่รุนแรงเสียจนเขารู้สึกเหมือนมีอะไรมาจุกที่คอหอย เมื่อพบกัีนในตอนแรก   บางทีคีลลินไม่ควรจะมาเลย   แต่มันจะแตกต่างอะไรกันละ คำสั่งนะมันชัดเจนอยู่แล้ว   ถ้าเขาไม่มาเองเขาก็จะถูกนำตัวมา
ประธานาธิบดีคนใหม่มองดูเขาด้วยท่าทางเอาเรื่อง “คุณต้องเปลี่ยนทัศนคติของคุณที่มีต่อผมเสียใหม่นะ คีลลิน    ผมรู้ว่าคุณนะมองว่าผมเป็นคนหนึ่งในบรรดาพวกที่ ขุดหลุมฝังศพ ให้กับโลก   นั่นเป็นคำที่คุณใช้เมื่อคืนนี้มิใช่เหรอ   แต่คุณจะต้องฟังผมอย่างสงบสักพักหนึ่ง และถ้าคุณมัวแต่พยายามจะซ่อนความโกรธไว้ละก็ ผมสงสัยว่าคุณจะฟังผมรู้เรื่องได้อย่างไร”
“ผมจะฟังทุกอย่างที่คุณจำเป็นจะต้องพูดนั่นแหละ ท่านประธานาธิบดี”
“ดี ดี   อย่างน้อยก็แสดงความสุภาพให้เห็นภายนอกบ้าง ก็ยังดี   หรือคุณคิดว่าในห้องนี้มีเครื่องบันทึกภาพติดตั้งอยู่”
คีลลินเพียงแต่เลิกคิ้วขึ้น   โมเรียโนว่าต่อไป “ไม่มีหรอก เราอยู่กันตามลำพังจริงๆ และ เราต้อง อยู่ตามลำพังด้วย   ไม่ยังงั้นผมก็ไม่มีทางบอกความลับแก่คุณได้ว่า ผมได้จัดการเรียบร้อยแล้ว ที่จะให้คุณได้รับเลือกเป็นประธานาธิบดีคนต่อไป   ภายใต้รัฐธรรมนูญที่อยู่ในระหว่างการแก้ไขนี้  เฮ้...เป็นอะไรไป”
เขายิ้มให้กับหน้าตาที่ตกใจจนไม่มีสีเลือดของคีลลิน “โอ...คุณคงไม่เชื่อเรื่องนี้หรอก แต่ตอนนี้ก็สายเกินกว่าที่คุณจะทำอะไรได้แล้ว และก่อนจะพ้นชั่วโมงนี้ คุณก็จะได้รับรู้และเข้าใจเรื่องราวทั้งหมด”
“ผมน่ะเรอะ เป็นประธานาธิบดี” คีลลินถามด้วยเสียงที่แหบแห้งและแปลกออกไปจากปกติ   แต่ก็มั่นคงขึ้นเมื่อเอ่ยต่อว่า “คุณคงเป็นบ้าไปแล้ว”
“ไม่...ไม่ใช่ผมหรอก   บางทีอาจจะเป็นพวกที่อยู่ข้างนอกนั่น พวกภพรอบนอกไงล่ะ” มีลักษณะชั่วร้ายเล็กน้อยเกิดขึ้นอย่างฉับพลันในหน้าตาท่าทาง และน้ำเสียงของโมรีโน   จนคุณต้องลืมลักษณะท่าทางเหมือนลิง และไอ้การเป็นหวัดตลอดปีตลอดชาติของเขาไปจนหมดสิ้น   คุณจะไม่สังเกตถึงหน้าผากที่ยู่ยี่ หัวที่ล้านเลี่ยน และเสื้อผ้าที่ไม่เข้ารูปของเขา สิ่งที่ปรากฏให้คุณสังเกตได้อย่างชัดเจนก็มีเพียงแววตาที่ส่อความฉลาดหลักแหลม และน้ำเสียงอันเชือดเฉือนของเขาเท่านั้นเอง
คีลลินถอยหลังเข้าหาเก้าอี้อย่างสะเปะสะปะ ขณะที่โมรีโนใกล้เข้ามา และพูดเสียงดังขึ้นเรื่อยๆ 
“ใช่แล้ว” โมรีโนโพล่งขึ้น “พวกเขาผู้ที่อยู่ตามดวงดาวต่างๆ นั่นแหละ   พวกที่เหมือนกับพระเจ้ารึ ซุปเปอร์แมนรึ ...ผู้สง่าผ่าเผย ชาติพันธุ์ที่แข็งแรงงดงาม พวกเขานั่นแหละที่เป็นบ้า แต่พวกเราบนโลกเท่านั่นที่รู้เรื่องนี้”
“ฟังสิ   คุณเคยได้ยินเรื่อง โครงการแปซิฟิค มาแล้ว   ผมรู้ว่าคุณรู้   ครั้งหนึ่งคุณยังบอกเรื่องนี้กับเซลลิโอนี และยังเรียกมันว่าเรื่องเหลวไหลเลย    แต่มันไม่ใช่เรื่องเหลวไหลหรอก และเรื่องราวทั้งหมดของมันก็ไม่ใช่เป็นความลับด้วย   ที่จริงแล้วอย่างเดียวที่เป็นความลับของมันก็คือว่า เกือบจะทั้งหมดของมันไม่มีอะไรเป็นความลับเลยต่างหาก”
“คุณไม่ใช่คนโง่นี่นา คีลลิน คุณไม่เคยหยุดยั้งเลยที่จะเปิดเผยเรื่องราวต่างๆ ให้มันกระจ่างออกมา   นอกจากนี้ คุณยังได้ร่องรอยบางอย่างด้วย   ที่จริงคุณก็รู้สึกในเรื่องนี้อยู่แล้ว   ดูเหมือนคุณจะใช้คำว่า–--อะไรนะ—ตอนที่คุณสัมภาษณ์ผมออกรายการข่าวน่ะ ‘บางสิ่งบางอย่างเกี่ยวกับทัศนะติของชาวภพรอบนอกต่อชาวโลก ที่เป็นมลทินในเสถียรภาพของฝ่ายแรก’ นั่นแหละคือจุดสำคัญทีเดียวละ   ถ้าคุณเข้าใจตรงนี้ดี นั่นแสดงว่าคุณมีความคิดเกี่ยวกับ โครงการแปซิฟิคอยู่ถึงหนึ่งในสามส่วนแรกแล้วในตอนนั้น   และทั้งหมดนั่นก็ไม่ได้เป็นความลับอะไรเลย   เห็นมั๊ย
ถามตัวคุณเองดูสิ คีลลิน ว่าชาวภพรอบนอกทั่วๆ ไปน่ะ   มีทัศนคติยังไงต่อชาวโลกทั่วๆ ไปบ้าง   ความรู้สึกที่เหนือกว่ารึ นั้นคงเป็นความคิดอย่างแรกสุดเลยกระมัง ผมว่า   แต่บอกผมซิ คีลลิน   ถ้าพวกเขารู้สึกเหนือกว่า หมายถึงเหนือกว่าจริงๆ แล้วนะ   มันจำเป็นด้วยหรือที่เขาจะต้องสนใจในเรื่องนี้อยู่เรื่อยๆ   ความเหนือกว่าในแบบไหนกันละที่ทำให้เขาจะต้องคอยเน้นย้ำซ้ำแล้วซ้ำอีกด้วยการใช้คำว่า ‘มนุษย์วานร‘‘สัตว์มนุษย์ ‘’พวกครึ่งคนครึ่งสัตว์แห่งโลก’ และอื่นๆ   นั่นไม่ใช่การรับรองถึงความเหนือกว่าที่มีอยู่ในใจที่แท้จริงเลย ถ้าเป็นคุณ คุณจะยอมเสียเวลามาตั้งชื่อให้พวกไส้เดือนดินรึ ไม่มีทางหรอก มันต้องมีอะไรมากกว่านั้น
หรือเราจะมามองเรื่องนี้จากอีกแง่หนึ่งก็ได้   เช่น ทำไมนักท่องเที่ยวจากภพรอบนอกจะต้องอยู่แต่ในโรงแรมพิเศษ เดินทางโดยยานภาคพื้นดินที่ปิดสนิท และยังต้องมีกฎข้อบังคับที่เข้มงวดคอยบังคับไว้ในเรื่องที่เกี่ยวกับการมั่วสุมกับสังคมของชาวโลกด้วยล่ะ   พวกเขากลัวมลภาวะรึ    ฟังดูแปลกๆ นะ   ถ้าเป็นเพราะเรื่องแค่นั้น พวกเขาก็น่าจะรังเกียจอาหาร เครื่องดื่ม หรือยาสูบของเราด้วยนี่นา
คุณคงรู้แล้วนะ คีลลิน ว่าบนภพรอบนอกไม่มีจิตแพทย์อยู่ พวกซุปเปอร์แมนนั่นนะ อย่างที่เขาว่ากันแหละ คือถูกปรับแต่งมาดีเกินไป   แต่บนโลกเรานี่ ก็อย่างที่เขาว่าไว้อีกเหมือนกัน คือมีจิตแพทย์มากกว่าช่างประปาซะอีก   และพวกนี้ก็มีความชำนาญมากซะด้วย ดังนั้น พวกเรานี่แหละที่เป็นผู้รู้ความจริงเกี่ยวกับ ปมที่เหนือกว่า ของพวกชาวภพรอบนอก เรารู้ว่ามันเป็นเพียงผลจากปฏิกิริยารุนแรงที่ตอบสนองต่อ ความรู้สึกผิด ที่ท่วมท้นอยู่ในจิตใจ
คุณว่าเป็นไปไม่ได้งั้นรึ   คุณพยักหน้าแต่ที่จริงคุณไม่ได้คิดอย่างนั้นสักหน่อย   คุณไม่เห็นรึว่า คนเพียงกลุ่มเดียวซึ่งครอบครองไปทั่วกาแลคซี ในขณะที่คนอื่นๆ อีกนับพันล้านต้องหิวโหย และขาดแคลนที่อยู่อาศัยนั้น จะต้อง รู้สึกผิดอยู่ในจิตใต้สำนึกบ้างไม่มากก็น้อย  และเนื่องจากพวกเขาไม่ยอมแบ่งสิ่งที่พวกเขาได้มาให้กับคนอื่น จะเห็นได้ว่ามีทางเดียวที่พวกเขาจะแก้ตัวได้ ก็คือพยายามจะมองดูชาวโลก   มองดูว่าเราด้อยกว่าพวกเขา จนไม่ควรจะมีส่วนร่วมในกาแลคซี   ว่าพวกเขาคือชาติพันธุ์ใหม่ที่ได้รับการสร้างสรรค์ขึ้นข้างนอกนั่น และว่าพวกเราเป็นแค่เศษเดนที่เป็นโรคร้ายของชาติพันธุ์เก่าที่สมควรจะสาบสูญไปเช่นเดียวกับไดโนเสาร์ ด้วยกระบวนการเปลี่ยนแปลงตามธรรมชาติ
อา...ถ้าเพียงแต่พวกเขาทำให้ตัวเองเชื่อเช่นนั้นได้จริงละก็ พวกเขาจะไม่รู้สึกผิดอีกต่อไป   แต่น่าเสียดายว่า มันไม่เคยเป็นเช่นนั้น มันไม่เคยสำเร็จ   มันต้องอาศัยการเสริมเน้น การย้ำคิดย้ำทำ และการสนับสนุนอย่างแข็งขัน และจนกระทั่งเดี๋ยวนี้ พวกเขาก็ยังทำไม่ได้ถึงขั้นนั้น
ทางที่ดีที่สุดก็คือ พวกเขาต้องแสร้งทำเป็นว่า โลกและผู้คนของมันไม่มีตัวตนอยู่เลย  ดังนั้นเมื่อคุณมาที่โลก จงหลีกเลี่ยงการพบปะกับชาวโลก   ไม่อย่างนั้นพวกนั้นอาจทำให้คุณไม่สบายใจด้วยการที่ทำตัวไม่ด้อยไปกว่าคุณมากพอ ซ้ำบางทียังดูน่าสงสารแทนเสียอีก   แต่ที่แย่กว่านั้นก็คือ บางทีพวกนั้นกลับดูฉลาดมีไหวพริบเสียอีก   เหมือนกับที่ผมแสดงให้พวกเขาเห็นบนออโรรานั่นแหละ
บางโอกาสชาวภพรอบนอกบางคน เช่นมอเรียนู อาจจะรู้สึกตัวและสามารถสำนึกได้คงความผิดอันนี้ อย่างที่มันเป็น และกล้าที่จะพูดเรื่องนี้ออกมาดังๆ เขาพูดถึงสิ่งที่ภพรอบนอกจะต้องชดใช้ให้แก่โลก  ดังนั้นเขาจึงเป็นอันตรายสำหรับเรา เพราะถ้าคนอื่นฟังเขาพูด และเกิดความคิดที่จะให้ความช่วยเหลืออย่างพอเป็นพิธีแก่โลก ความรู้สึกผิดในใจของพวกเขาก็จะบรรเทาเบาบางลงไป และนั่นก็จะไม่เป็นประโยชน์ถาวรต่อโลกเลย    ดังนั้น มอเรียนู จึงต้องถูกกำจัดออกไปในระหว่างที่เราค่อยๆ ชักโยงสายใยกระจายออกไป และเปิดทางให้กับคนที่ไม่มีท่าทีแข็งขันอย่างนั้น คนที่ปฏิเสธที่จะสารภาพถึงความรู้สึกผิด และคนที่เราสามารถจะทำนาย และควบคุมปฏิกิริยาของเขาได้
ตัวอย่างนะ ลองส่งสารที่แสดงท่าทีอวดดีไปให้พวกเขา แล้วพวกเขาก็จะตอบโต้กลับมาด้วยการห้ามการขนส่งสินค้าระหว่างกัน   แค่นั้นก็สามารถจะเป็นข้ออ้างที่สมบูรณ์แบบทีเดียวในการเปิดสงครามขึ้น จากนั้นก็พ่ายแพ้ไปในเวลาอันรวดเร็ว   ดังนั้นคุณก็จะถูกปิดกั้นด้วยพวกซุปเปอร์แมนที่หงุดหงิดไงล่ะ    ไม่มีการสื่อสารหรือการติดต่อใดๆ คุณก็จะเหมือนกับไม่มีตัวตนทีคอยจะรบกวนพวกเขาอีกต่อไป ฟังดูง่ายดีมั๊ยละ และมันก็ได้ผลอย่างสมบูรณ์ดีซะด้วย”
คีลลิน เพิ่งจะได้อ้าปาก เพราะโมรีนาหยุดพักให้เขาพูด “คุณหมายความว่า ทั้งหมดนี้ถูกวางแผนไว้แล้วงั้นรึ   คุณตั้งใจยุยงส่งเสริมให้เกิดสงครามขึ้น เพื่อจุดมุ่งหมายที่จะปิดกั้นโลกเสียจากกาแลคซีทั้งหมด คุณส่งคนออกไปในกองทัพ ไปสู่ความตาม ก็เพราะคุณต้องการความพ่ายแพ้งั้นรึ   ทำไมถึง...คุณมันไอ้ปีศาจ...ไอ้...”
โมเรียโน ทำหน้าบึ้ง “เพลาๆ ไว้ก่อน   มันไม่ใช่ง่ายๆ อย่างที่คุณคิดหรอก และผมก็ไม่ใช่ปีศาจด้วย คุณคิดว่าสงครามนะมันยุยงส่งเสริมได้ง่ายๆ ยังงั้นเรอะ   มันต้องค่อยเป็นค่อยไป เลี้ยงให้มันโตขึ้นช้าๆ และถูกวิธี จึงจะได้ผลลัพธ์ที่ถูกต้องในบั้นปลาย ถ้าเราเป็นฝ่ายก่อเรื่อง เป็นผู้รุกราน เป็นฝ่ายผิดเต็มประตูแล้วละก็ พวกเขาจากภพรอบนอกก็จะเข้ามายึดครองโลก และกลบฝังมันเสีย และพวกเขาก็จะไม่รู้สึกผิดอีกต่อไป ถูกมั๊ย เพราะเรา เป็นฝ่ายก่ออาชญากรรมขึ้นกับ เขา ก่อน   หรือว่าถ้าเราทำสงครามยืดเยื้อ หรือสงครามที่ทำให้พวกเขาต้องได้รับความเสียหายด้วยแล้ว  พวกเขาก็ยังพอจะมีทางเลี่ยงจากความรู้สึกผิดนั้นได้
แต่เปล่าเลย เราเพียงแต่จับกุมนักค้าของเถื่อนจากออโรราเท่านั้น  ซึ่งเห็นได้ชัดเจนว่าเป็นสิทธิของเราอย่างถูกต้อง พวกเขาจำเป็นต้องก่อสงครามจากจุดนี้ก็เพราะเพียงเพื่อรักษาความเหนือกว่าให้คงไว้  ซึ่งจะเป็นการป้องกันพวกเขาจากความรู้สึกผิดด้วย   และโดยที่พวกเราพ่ายแพ้อย่างรวดเร็ว แทบจะไม่มีชาวออโรราตายไปสักคนด้วยซ้ำ   ความรู้สึกผิดของพวกเขาก็ยิ่งจะทับทวีมากขึ้น   และปรากฏผลออกมาในรูปของสนธิสัญญาสันติภาพ เหมือนที่นักจิตวิทยาของเราได้ทำนายเอาไว้ไม่มีผิดเลย
และลำพังเรื่องที่ส่งคนออกไปตายนะ มันก็เป็นเรื่องธรรมดาสำหรับสงครามทั่วไปอยู่แล้ว และก็เป็นเรื่องที่จำเป็นด้วย   มันจำเป็นที่เราจะต้องต่อสู้ และเมื่อมีการสู้รบก็เป็นธรรมดาที่จะต้องมีคนบาดเจ็บล้มตาย”
“แต่ทำไมล่ะ” คีลลิน ขัดขึ้นอย่างห้วนๆ “ทำไม ไอ้เรื่องบ้าบอคอแตกยังงี้มันถึงเป็นเรื่องที่คุณต้องการนักหนาไปได้   เราจะอะไรขึ้นมา มีประโยชน์อะไรกันจากการที่เราต้องตกอยู่ในสภาพเช่นปัจจุบันนี้”
“ผลประโยชน์รึ คุณถามว่าเราจะได้ประโยชน์อะไรบ้างรึ   จะบอกให้นะ เราจะได้เอกภพทั้งหมดไงล่ะ แล้วอะไรที่เหนี่ยวรั้งเราเอาไว้ตราบจนปัจจุบันนี้   คุณก็รู้นี่ว่าโลกต้องการอะไรในช่วงศตวรรษที่ผ่านมา ครั้งหนึ่งคุณยังเคยชี้จุดนี้ให้เซลลิโอนีดูอย่างมั่นใจเลยนี่    เราต้องการสังคมที่มีการใช้หุ่นยนต์สมองโปสิตรอน และเทคโนโลยีในเรื่องปรมาณู   เราต้องการการเกษตรกรรมแบบไฮโดรโปนิค และการควบคุมประชากร   แต่อะไรกันล่ะที่ขัดขวางสิ่งเหล่านี้ มีแต่ความเชื่อเก่าๆ ที่ล้าสมัยที่ว่าหุ่นยนต์เป็นสิ่งชั่วร้ายเนื่องจากมันแย่งงานของมนุษย์ทำ   ที่ว่าการควบคุมจำนวนประชากรคือการฆาตกรรมเด็กที่ยังไม่เกิด และอื่นๆ อีก   ที่ร้ายที่สุดก็คือ การที่มีการอพยพออกไปจากโลกให้เป็นทางเลือกสุดท้าย   ทั้งการที่มีคนอพยพไปจริงๆ และการที่มันก่อให้เกิดความหวังขึ้นในกลุ่มคน
แต่ตอนนี้เราอพยพออกไปไม่ได้แล้ว เราต้องติดอยู่ที่นี่ ที่แย่กว่านั้นก็คือ เราต้องพ่ายแพ้อย่างน่าละอายต่อกลุ่มคนหยิบมือเดียวจากกลุ่มดาวข้างนอกนั่น และเรายังมีสนธิสัญญาสันติภาพอันน่าอัปยศคอยกดดันอยู่อีกด้วย   ชาวโลกคนไหนบ้างล่ะที่จะไม่มีความแค้นคุกรุ่นอยู่ในหัวอก   ความเห็นแก่ตัวจะถูกลบไปด้วยความกระหายอย่างรุนแรงที่จะแก้แค้นให้สาสม
และนี่ก็คือส่วนทีสองในสามส่วนของโครงการแปซิฟิค   การกระตุ้นให้เกิดความสำนึกที่จะแก้แค้น ก็ง่ายๆ แค่นี้แหละ
แล้วเราก็จะรู้ได้อย่างไรละว่ามันจะได้ผลอย่างนั้นจริงๆ ก็เพราะมันได้ปรากฏให้เห็นมาหลายครั้งแล้วในประวัติศาสตร์นะซี   ทำให้ชนชาติหนึ่งพ่ายแพ้ แต่ไม่ได้กวาดล้างให้หมดสิ้น  ภายในสองหรือสามชั่วคนเท่านั้นมันก็จะกลับมาเข้มแข็งยิ่งกว่าที่เคยเป็นมาเสียอีก  ทำไมรึ   ก็เพราะว่าช่วงเวลานั้น จะมีการเสียสละกันอย่างมากมายเพื่อนำไปสู่การแก้แค้น    ซึ่งจะไม่เกิดขึ้นในฝ่ายที่เพียงแต่คิดจะเอาชนะเฉยๆ ไม่ได้แก้แค้น
นึกดูสิ   โรมเอาชนะคาร์เถจได้อย่างง่ายดายในครั้งแรก  แต่เกือบจะต้องเป็นฝ่ายพ่ายแพ้ในครั้งหลัง    ทุกครั้งที่นโปเลียนเอาชนะยุโรปทั้งหมดรวมกัน เขาค่อยๆ หว่านเพาะเมล็ดพันธุ์แห่งความแค้น ซึ่งทำให้ความยากลำบากในการเอาชนะครั้งต่อไปเพิ่มพูนขึ้นทีละน้่อย  จนเขาเองกลับเป็นฝ่ายพ่ายแพ้ในครั้งที่แปด   มันต้องใช้เวลาถึงสี่ปีในการเอาชนะวิลเฮล์มแห่งเยอรมันในสมัยกลาง   และอีกหกปีทีล่อแหลมต่ออันตรายมากกว่าในการที่จะหยุดยั้งฮิตเลอร์ ผู้สืบทอดเจตนารมณ์ของเขา
นั่นแหละคือจุดที่คุณจะต้องเข้ามา   ตราบจนปัจจุบันนี้ที่โลกมีแต่ความต้องการที่จะเปลี่ยนแปลงวิถีทางการดำรงชีวิตเพียงเพื่อเพิ่มความสะดวกสบายและความสุขเท่านั้น   เรื่องที่เราพูดกันนั่นเป็นเรื่องเล็กน้อยที่คอยไว้ก่อนได้   แต่ตอนนี้การเปลี่ยนแปลงต่างๆ จะเป็นไดเพื่อการแก้แค้น ซึ่งคอยไม่ได้เสียด้วย และผมก็ต้องการให้เป็นเช่นนั้น เพื่อประโยชน์แก่ตัวมันเองนะแหละ
เพียงแต่ว่า—ผมไม่ใช่คนที่เหมาะจะเป็นผู้นำ   เพราะว่าผมจะถูกฝังอยู่กับความผิดพลาดของวันเก่าๆ และก็จะคงเป็นเช่นนั้นอยู่จนกว่าโลกจะได้เรียนรู้ความจริง   ซึ่งตอนนั้นกระดูกของผมคงเป็นฝุ่นไปนานแล้ว   แต่ คุณ   คุณและคนอื่นๆ ที่เหมือนกับคุณ ได้ต่อสู้มาตลอดเพื่อให้ได้หนทางซึ่งนำไปสู่ความก้าวหน้าทันสมัย คุณจะต้องรับภาระอันนี้ มันอาจจะกินเวลานานนับร้อยๆ ปี   คนรุ่นหลานของหลานของเราอาจจะเป็นรุ่นแรกที่ได้เห็นมันเสร็จสมบูรณ์   แต่อย่างน้อยคุณก็จะได้เห็นมันเริ่มต้น”
“เอ เดี๋ยวก่อน   มันยังไงกันแน่”
คีลลิน ยังอึกอัก   เขารู้สึกคล้ายกับว่าจะมองเห็นมันอย่างลางๆ อยู่แสนไกล   โลกใหม่ที่มีโอกาสตั้งต้นกันอีกครั้งหนึ่ง   แต่การเปลี่ยนแปลงทัศนคตินี้ออกจะมากเกินไปหน่อย  เกินกว่าที่เขาจะรับทั้งหมดไว้อย่างทันทีทันใด   เขาสั่นหน้าอย่างงงๆ และเอ่ยถามขึ้นว่า
“อะไรทำให้คุณคิดว่า พวกภพรอบนอกจะยอมปล่อยให้เรามีการเปลี่ยนแปลงในแบบนั้นล่ะ   สมมติว่าที่คุณพูดมาทั้งหมดนั้นเป็นความจริง ผมมั่นใจว่าพวกนั้นจะต้องคอยเฝ้าดูอยู่อย่างแน่นอน   พวกเขาจะสังเกตเห็นว่าอันตรายกำลังเพิ่มขึ้น และจัดการหยุดยั้งมันเสีย   คุณจะปฏิเสธข้อนี้ได้ยังไงล่ะ”
โมเรียโนหงายหน้าไปข้างหลังและหัวเราะอย่างไม่มีเสียง จนกระทั่งหอบฮักๆ พลางตอบว่า “แต่เราก็ยังมีส่วนที่สามของโครงการแปซิฟิคอยู่   ส่วนสุดท้ายที่ลึกลัย และพลิกความคาดหมายทุกอย่าง
พวกชาวภพรอบนอก เรียกชาวโลกว่าเป็น กากเดนของชาติพันธุ์ที่ยิ่งใหญ่ แต่ เรา เป็นมนุษย์แห่ง โลก   คุณรู้มั๊ยว่ามันหมายความว่ายังไง    เราอาศัยอยู่บนดาวเคราะห์ซึ่งตลอดเวลาหลายล้านปีที่ผ่านมา ชีวิตซึ่งพัฒนามาสู่จุดสุดยอดในรูปแบบของมนุษย์นี้ ได้มีการปรับตัวให้เหมาะสม ไม่มีแม้แต่ส่วนย่อยๆ ของร่างกาย หรือส่วนเล็กๆ ในการทำงานของจิตใจที่จะถูกสร้างขึ้นโดยปราศจากเหตุผลที่สอดคล้องกับสภาวะของโลกในแง่ต่างๆ   สภาพของสิ่งมีชีวิตอื่นๆ บนโลก หรือแม้กระทั่งสภาพสังคมที่แวดล้อมมนุุษย์อยู่
สำหรับมนุษย์ในรูปร่างปัจจุบัน นี้นะ  ไม่มีดาวเคราะห์ดวงไหนจะมาทดแทนโลกได้หรอก
พวกภพรอบนอกนั้นดำรงอยู่ได้ ก็เพราะมีบางส่วนของโลกถูกนำไปปลูกฝังไว้ที่นั่น   ดินก็ถูกนำไปจากที่นี่ รวมทั้ง พืช สัตว์ และมนุษย์ด้วยเช่นกัน   พวกเขาดำรงชีวิตอยู่ท่ามกลางลักษณะทางธรณีวิทยาเทียมๆ เลียนแบบบนโลก เช่น โคบอลต์ ทองแดง และสังกะสี แบบที่เรารู้จักกันบนโลกในเรื่องของเคมี   พวกเขาอยู่ท่ามกลางแบคทีเรีย และสาหร่ายของโลกที่สามารถจะทำให้เกิดสารอนินทรีย์เหล่านั้นในแบบ และปริมาณที่ถูกต้อง
และพวกเขาก็ยังคงรักษาสภาวะที่เคยชินไว้ โดยยังคงสั่งสิ่งที่เขาเรียกกันว่าสินค้าฟุ่มเฟือยเข้าไปจากโลก
แต่บนภพรอบนอก ถึงแม้จะจัดชั้นดินที่ไปจากโลกให้อยู่บนหินแข็งๆ ก็เหอะ  พวกเขาไม่สามารถป้องกันไม่ให้ฝนตก และไม่ให้นำไหลไปได้   ดังนั้นจึงเลี่ยงไม่ได้ที่ดินของโลกกับของภพนั้นจะผสมกันอย่างช้าๆ  แบคทีเรียในดินจากโลก กับแบคทีเรียที่นั่นจะต้องปะปนกัน   นอกจากนี้การเปิดพื้นที่โล่งๆ ออกสู่บรรยากาศ และการแผ่รังสีของดวงอาทิตย์ที่ต่างไปจากบนโลกจะมีส่วนทำให้แบคทีเรียจากโลกค่อยๆ สูญหายไป หรือมีการเปลี่ยนแปลงไป   จากนั้นก็เป็นพืชและสัตว์ที่จะเปลี่ยนแปลงตาม
แต่นึกไว้อย่างหนึ่งนะว่า มันไม่ใช่การเปลี่ยนแปลงขนานใหญ่หรอก   แต่พืชจะค่อยๆ กลายเป็นสิ่งมีพิษ หรือไม่ก็ไม่ให้คุณค่าทางอาหารในเวลานับเป็นปีๆ หรือทศวรรษ   แน่ละชาวภพรอบนอกจะต้องพบว่าสารประกอบต่างๆ เป็นตัวการสำคัญในเรื่องที่พูดกันไม่รู้จบเกี่ยวกับ ‘รสชาด’ ทีการเปลี่ยนแปลง หรือ ลดน้อยลงไป   แต่นั่นก็สายเกิดไปแล้ว
และยิ่งไปกว่านั้นยังมีอีก ตัวอย่างเช่น คุณรู้มั๊ยว่าบนออโรรา เกือบครึ่งหนึ่งของแบคทีเรียพันธุ์ดั้งเดิมของที่นั้นเป็นที่รู้จักกันแล้วมีโปรโตปลาสซึมที่ประกอบขึ้นจากสารพวกฟลูออโรคาร์บอน แทนที่จะเป็นไฮโดรคาร์บอน   ลองนึกถึงความแตกต่างที่สำคัญๆ ของสิ่งแวดล้อมแบบนั้นดูสิ
ตลอดเวลาสองทศวรรษที่ผ่านมา นักแบคทีเรียวิยาและนักสรีรวิทยาบนโลกได้ทำการศึกษาเกี่ยวกับรูปแบบต่างๆ ของสิ่งมีชีวิตบนกลุ่มภพรอบนอก และนี่คือส่วนเดียวของโครงการแปซิฟิคที่เป็นความลับจริงๆ    ผลที่ได้ก็คือบรรดาสิ่งต่างๆ จากโลกที่นำไปปลูกฝังไว้เหล่านั้นเริ่มแสดงให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงอย่างสำคัญในระดับที่เล็กกว่าเซล แล้ว   แม้แต่ในตัวมนุษย์ ก็ตาม
นี่ก็คือเรื่องที่น่าหัวร่อที่สุดทีเดียว   โดยลัทธิชาตินิยมและนโยบายเรื่องพันธุกรรมที่แข็งกร้าว   พวกชาวภพรอบนอกยึดมั่นกับการที่จะกำจัดเด็กที่ส่อลักษณะว่าจะมีการปรับตัวให้เข้ากับภพเหล่านั้นในแบบที่ต่างไปจากปกติ  พวกเขาจะต้อง พยายามรักษาสิ่งที่เป็นผลมาจากแนวคิดของพวกเขาเอง   นั่นคือบรรทัดฐานที่ตั้งขึ้นมาเองเพื่อตัดสินว่า มนุษย์ที่มีสุขภาพดีนั้นเป็นอย่างไร   ซึ่งที่จริงแล้วลักษณะเหล่านั้นก็กลับเป็นลักษณะที่มีพื้นฐานมาจากสิ่งแวดล้อมบนโลกนี้ต่างหาก  ไม่ใช่บนภพของเขาสักหน่อย
แต่ตอนนี้โลกถูกตัดขาดจากพวกเขา ตอนนี้แม้แต่ดินหรือชีวิตจากโลกเพียงนิดหน่อยก็ไม่อาจไปถึงพวกเขาได้   การเปลี่ยนแปลงมันก็จะยิ่งเพิ่มพูนขึ้นตามลำดับ   ความป่วยไข้จะเริ่มย่างกรายเข้ามา และการล้มตายจะเพิ่มมากขึ้น   เด็กที่พวกเขาเห็นว่าไม่ปรกติก็จะมีมากขึ้นเรื่อยๆ “
“แล้วจากนั้นล่ะ” คีลลินถามขึ้น และก็ได้คำตอบโดยทันที
“จากนั้นรึ นักวิทยาศาสตร์ของพวกเขาเก่งทางด้านกายภาพ เขาปล่อยให้วิทยาศาสตร์ที่ถูกมองว่าเป็นชั้นตาอย่างชีววิทยานี่เป็นเรื่องของเรา และพวกเขาก็ไม่สามารถจะเลิกไอ้เรื่องวุ่นๆ เกี่ยวกับความเหนือกว่าของพวกเขา รวมทั้งเรื่องมาตรฐานของมนุษย์ที่สมบูรณ์ซึ่งพวกเขาตั้งขึ้นมาเองตามใจชอบได้ พวกเขาไม่มีทางเลยที่จะรู้สึกถึงการเปลี่ยนแปลงนี้จนกว่ามันจะสายเกินไปที่จะแก้ไข   การผ่าเหล่าที่จะเกิดขึ้นนะอาจจะเห็นได้ไม่ชัดเจนนัก แต่ความวุ่นวายจะค่อยๆ เพิ่มมากขึ้น ในขณะที่สังคมของชาวภพรอบนอกขยายตัวออกไป   จนเกิดเป็นศตวรรษของความยุ่งยากทั้งทางกายภาพและทางสังคมที่เพิ่มมากขึ้น   สิ่งนี้แหละที่จะป้องกันเราจากการที่พวกเขาจะมาเกี่ยวข้องได้
เราจะมีเวลานับศตวรรษที่จะก่อร่าง สร้างตัวปลุกปลอบขวัญและกำลังใจขึ้นมาใหม่  และเมื่อผ่านพ้นช่วงนั้นแล้ว เราก็จะสามารถเผชิญกับกลุ่มภพรอบนอกที่กำลังจะตายหรือไม่ก็เปลี่ยนแปลงไปแล้วได้   ถ้าเป็นกรณีแรก เราก็จะสร้างจักรวรรดิของโลกขึ้นมาอีกครั้งหนึ่ง   อย่างชาญฉลาด และใช้ความรอบรู้มากกว่าครั้งก่อน โดยมีรากฐานอยู่บนโลกที่เข้มแข็ง และปรับปรุงให้ก้าวหน้าแล้ว
ส่วนในกรณีที่สองนั้น เราจะต้องเผชิญกับภพรอบนอก สิบ ยี่สิบ หรือแม้แต่ทั้งห้าสิบภพ แต่ละภพก็จะมีมนุษย์ที่มีลักษณะแตกต่างกันออกไปเล็กน้อย  ห้าสิบภพของเผ่าพันธุ์มนุษย์ซึ่งไม่ได้รวมหัวกันต่อต้านเราอีกต่อไป  แต่ละพวกก็จะปรับตัวเข้ากับภพของตนเองมากขึ้น  แต่ละพวกก็จะมีความโน้มเอียงมากพอที่จะแสดงออกมา ซึ่งลักษณะแผงที่ถูกข่มไว้หลายชั่วคน   นั่นคือการหันกลับมามองโลก และยอมรับนับถือมันอีกครั้งหนึ่งในฐานะของ ภพแรก หรือ ภพมารดาผู้ให้กำเนิดแก่มนุษยชาติทั้งปวง  ลัทธิชาตินิยมก็จะสาบสูญไปด้วย   เพราะข้อเท็จจริงที่เผชิญหน้ากับเผ่าพันธุ์มนุษย์อยู่ก็คือ พวกเขามีความแตกต่างกันมาก และไม่อาจเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันได้อีก มนุษย์แต่ละพวกก็จะมีโลกของตนเอง   โลกซึ่งไม่มีอะไรมาทดแทนได้ โลกซึ่งมนุษย์ผู้อื่นไม่อาจอาศัยอยู่ได้อย่างเหมาะสมเท่า  และโลกอื่นๆ นอกจากนั้นอาจจะมีคนไปตั้งถิ่นฐาน และเกิดการเปลี่ยนแปลงออกไปเป็นพวกใหม่ได้อีก  จนกระทั่งกระบวนการผสมปนเปอันชาญฉลาดนี้สิ้นสุดลง ในที่สุดโลกก็จะเป็นภพมารดาที่ให้กำเนิด ไม่เพียงแต่จักรวรรดิแห่งโลกเท่านั้น แต่เป็น จักรวรรดิแห่งสากลจักรวาล เลยทีเดียว”
คีลลินรู้สึกซาบซึ้งไปด้วย “คุณคาดการณ์เรื่องราวทั้งหมดนี้ได้อย่างมั่นใจจริงๆ”
“ไม่มีอะไรที่เรามั่นใจได้อย่างแท้จริงหรอก   แต่มันสมองที่ดีที่สุดบนโลกต่างก็เห็นพ้องกับการคาดการณ์อันนี้   มันอาจจะมีอุปสรรคที่คาดไม่ถึงบนหนทางนี้ก็ได้ แต่การขจัดสิ่งเหล่านั้นคงต้องปล่อยให้เป็นภาระของคนรุ่นหลานของเรามากกว่า   ลำพังภาระของเราเองแล้วเพียงส่วนเดียวเท่านั้นที่เพิ่งสำเร็จเสร็จสิ้นลงไป และส่วนต่อไปก็กำลังจะเริ่มต้น...ร่วมมือกับเราสิ คีลลิน”
คีลลินเริ่มคิดอย่างช้าๆ บางทีโมรีโนก็ไม่ได้ดูเหมือนปีศาจร้ายเลยซะทีเดียวหรอก


จากเรื่อง Mother Earth
แต่งโดย ไอแซค อาซิมอฟ
ผู้แปล วศิน เพิ่มทรัพย์ และ อนิรุทธ์ รัชตะวราห์
ฉบับแปล ตีพิมพ์ครั้งแรกในวารสารกาแลคซี 8 ,พฤษภาคม 2526, 
ชุมนุมวิชาการ คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.




 

Create Date : 17 เมษายน 2559
0 comments
Last Update : 17 เมษายน 2559 20:38:55 น.
Counter : 572 Pageviews.

ชื่อ : * blog นี้ comment ได้เฉพาะสมาชิก
Comment :
  *ส่วน comment ไม่สามารถใช้ javascript และ style sheet
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ


demerzel
Location :


[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




Friends' blogs
[Add demerzel's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.