เรื่องราวหลากหลายของนายหมาบ้า
Group Blog
 
 
มกราคม 2554
 
 1
2345678
9101112131415
16171819202122
23242526272829
3031 
 
25 มกราคม 2554
 
All Blogs
 
Japan Trip(1) 4 Dec. 2010 - 11 Dec. 2010

ว่าจะเขียนตั้งแต่กลับมาใหม่ๆแล้ว แต่ก็ขี้เกียจ พอรู้สึกตัวอีกทีก็ผ่านไปเดือนกว่าๆแล้ว เลยรีบมาเขียนก่อนที่ความทรงจำจะเลือนลางไปกว่านี้ครับ

ทริปนี้จริงๆวางแผนกันไม่นานเท่าไหร่ เริ่มมาจากที่ผมกับแฟนแพลนกันว่าจะไปฮันนีมูนกันช่วงปลายปี สุดท้ายก็ตัดสินใจจะมาญี่ปุ่นกัน ก่อนหน้านี้ ทั้งผมกับแฟนไม่เคยมีใครเคยมาเที่ยวที่นี่มาก่อน ภาษาก็รู้อค่ประมาณอ่านออก เขียนได้ แปลไม่ออก แต่ความอยากมันมีมากกว่า สุดท้ายก็เลยได้มา backpack กัน

เย็นวันที่ 3 ธันวา 53 หลังเลิกงาน รีบบึ่งออกจากที่ทำงานไป Airport Link ใช้เวลาไม่นานก็ถึงสุวรรณภูมิ ผมอดแปลกใจไม่ได้ว่าทำไมคนหลายๆคนถึงด่า Airport Link กัน ทั้งๆที่ผมก้ว่ามันก็โอเคดีนี่นา ถึงสนามบินก็จัดการเช็คอินพร้อมกับโหลดกระเป๋าซะ จะได้ตัวเบาๆ แล้วค่อยหาอะไรรองท้องกันก่อนขึ้นเครื่อง เที่ยวบินที่จะไปเป็นของ AIA ครับ เดินเล่นกันไปซักพักก็ได้เวลาขึ้นเครื่อง แต่เอาล่ะสิ ไอ้อาการนอนไม่หลับระหว่างเดินทางของผมมันกลับมาหลอกหลอนอีกแล้ว สุดท้ายก็ไม่ได้นอนทั้งคืน ถึงสนามบินฮาเนดะประมาณ 6 โมงนิดๆครับ

ช่วงรับระเป๋ากับผ่าน ตม. ก็ไม่มีอะไรมาก ผ่านฉลุย จนมาถึงเครื่องขายตั๋วรถไฟอัตโนมัติ




ผมก็ทำการบ้านมาก่อนหน้านี้แล้วนะว่า ตรงนี้จะมีตั๋ว Keikyu + Metro one day pass ขายราคา 1300 เยน ถูกกว่าซื้อแยกซะที พอซื้อจริงๆ อ่านไม่ออกหรอกครับ เห็น 1300 ขึ้นตรงไหนก็กดเลย เลยจัดตั๋วมาได้ตามด้านล่าง




ลงไปรอรถไฟสาย Keikyu เข้าเมืองราวๆ 20 นาที ขบวนที่ต้องการก็มา นานเหมือนกันแฮะ เข้าไปด้านในคนโล่งมาก คงเป็นเพราะเป็นเช้าวันเสาร์ นั่งเอกเขนกได้ตามใจชอบเลย แล่นไปเรื่อยๆก็มีนักเรียนขึ้นมาเหมือนกัน เห็นแล้วอยากกลับไปเป้นนักเรียนอีกครั้งจัง แหะๆ




ถึงสถานี Sengakuji ก็ลง เตรียมเปลี่ยนรถไปสาย Asakusa Line แต่พอสอด one day pass เข้าไป ประตูกลับไม่เปิด เอาล่ะสิ! สุดท้ายเลยตรงไปถามนายสถานีว่าเกิดอะไรขึ้น คุณลุงนายสถานีก้ใจดี ช่วยใหญ่เลย ได้ความว่า ไอ้ตั๋ว 1300 เยนที่ซื้อมาจากสนามบินนั่นน่ะ เป็นตั๋ว Yokohama pass ไม่ใช่ Metro pass อิ๊บอิ๋ายแล้ว ทำอะไรไม่ได้ครับ เลยเสียค่าโง่ไปพันเยนฟรีๆ ซื้อตั๋ว Metro pass มาใหม่ คราวนี้ประตูเปิดให้เข้า ไม่มีปัญหาแล้ว

นั่งรถไฟยาวมาลงที่สถานี Tawaramachi จากสถานี เดินมาราวๆไม่เกิน 10 นาทีก็ถึงที่พัก Asakusa Ryokan Tokeisou เข้ามาเก็บของไว้ที่นี่ก่อน พนักงานต้อนรับก็พูดภาษาอังกฤษได้ครับ เลยหมดปัญหาเรื่องภาษาไป




ตัวเบาแล้วก็ได้เวลาออกเดินทาง เป้าหมายแรกคือวัด Asakusa ครับ ดูจากแผนที่แล้ว เดินไปจากที่พักได้ ถึงจะไกลไปนิด แต่ก็คิดซะว่าเดินดูบ้านเมืองเขาไปด้วยในตัว ระหว่างทางเจอ 7-11 มีน้องๆ AKB48 เป็นพรีเซ็นเตอร์




แถวๆนั้นเงียบสงบดีครับ อากาศก็เย็นสบายดีจริงๆ




เห็นวัดอยู่ตรงหน้าลิบๆแล้ว รอบๆทางเดินมีร้านขายของ




ถึงแล้วก็ถ่ายรูปตามธรรมเนียม




ด้านในวัดจะมีที่ให้จุดธูปแล้ววักควันเข้าใส่ตัว คงเป็นประเพณีอย่างนึง




ข้างๆจะมีวิหารอยู่ครับ มีประตูโทริอิอันใหญ่คอยต้อนรับ




รถลากรับจ้าง แต่ผมไม่ได้ไปลองนั่งหรอกนะ




แผ่นไม้เขียนคำอวยพร ตอนแรกไม่รู้ต้องทำยังไง เลยไปถามคุณป้าที่ขายแผ่นไม้ ใช้ภาษามือคุยกันจอพอเข้าใจ คุณป้าใจดีครับ ยิ้มอยู่ตลอด




ออกเดินทางกันต่อ แวะซื้อซอร์ฟครีมแถวๆวัดมาคนละโคน อร่อยดีครับ หม่ำเสร็จก็ไปที่จุดหมายต่อไปคือสวน Ueno ตั้งใจไว้ว่าจะไปขึ้น MEtro ที่สถานี Metro Asakusa แต่หลงทาง! เดินไปเดินมาไปโผล่ที่สถานี JR Asakusa มึนตึ๊บล่ะ สุดท้ายเลยต้องถามคนเดินผ่านไปผ่านมาแถวนั้น ดีที่คุยด้วยภาษาอังกฤษได้แล้วรอดตัวไป จากตรงที่หลง เดินอีกราวๆ 10 นาทีก็ถึงสถานี Metro Asakusa จนได้ครับ นั่งรถใต้ดินมาโผล่ที่สถานี Ueno




ระหว่างเดินไปที่สวน คนเยอะเอาการ




เดือนธันวาแบบนี้ ไม่มีซากุระเหลือแล้ว




เติมพลังกับช็อคโกบานาน่าครับ แต่ไม่อร่อยเอาเสียเลย




แต่ยังดีที่มีเมเปิ้ลสีแดงให้ชมอยู่




มองดูนาฬิกาก็บ่ายกว่าๆแล้ว ยังไม่ได้กินข้าวเที่ยงเลย เลยได้ยากิโซบะช่วยชีวิตไว้ 500เยนดูจะแพงไปนิด แต่ก็อร่อยมากกก




เดินทางกันต่อ คราวนี้ไปที่ Akihabara ย่ายเครื่องใช้ไฟฟ้าครับ พอถึงก็อึ้งไปกับจำนวนมหาชนที่เยอะจริงๆ แทบไม่มีโอกาสชักกล้องขึ้นมาถ่ายเลย มีสาวๆแต่งคอสเพลย์แจกใบปลิว maid cafe กันเต็มไปหมด แฟนผมนึกไงไม่รู้ เดินเข้าไปขอสาวๆเมดคาเฟ่ถ่ายรูป ปรากฎว่าน้องเขาไม่ให้ถ่ายครับ ก็หน้าแตกกันไป




เดินไปเดินมา เลยได้ Walkman มาตัว Sony s756 รุ่นนี้เมืองไทยไม่มีขายครับ แต่สุดท้ายพอเอากลับมาเมืองไทยดันเจ๊งซะได้ เสียตังฟรีๆไปร่วมสองหมื่นเยน




4 โมงกว่าๆ แต่ฟ้าเริ่มสลัวๆลงแล้ว เลยกลับมาพักผ่อนที่ที่พักก่อน ห้องพักที่จองไว้ถือว่าเล็กครับ แต่ด้านในก็เครื่องใช้ครบครันดี ไม่ว่าจะเป็น ทีวี ตู้เย็น อ่างล้างหน้า ส้วม อ่างอาบน้ำ




ที่นอนเล็กไปนิด แต่ก็ยังพอนอนกัน 2 คนไหวครับ




ที่นี่มีชาเขียวให้ชงฟรีด้วย แต่ต้องลงไปขอน้ำร้อนด้านล่างเอาเองถ้าไม่พอ




นั่งเหยียดขากันได้ซักพัก ก็เดินทางไปจุดหมายสุดท้ายของวันนี้ครับที่โอไดบะ พอลงจากรถไฟก็หม่ำมื้อเย็นกันที่ Yoshinoya ฟาสฟู๊ดข้าวหน้าเนื้อชื่อดัง สั่งกิวด้ง 380 เบนมากิน อร่อยคุ้มราคาจริงๆครับ พออิ่มท้องก็เดินเข้าไปใน Aqua City ด้านในจะเป็นศูนย์การค้า แฟนผมก็ดูของซะเพลิน เดินจนทะลุออกมาอีกฝั่งก็เจอจุดถ่ายรูป เทพีเสรีภาพคู่กับสะพานสายรุ้ง




ถึงตอนนี้อากาศหนาวมากครับ เดินไปก็สั่นไป เลยบอกแฟนว่ากลับไปพักกันก่อนดีกว่า ก่อนกลับก็ได้น้ำมะนาวอุ่นคนละกระป๋อง ร่อยครับ ชอบจังเครื่องขายของอัตโนมัติเนี่ย สุดท้ายชักภาพ Aqua City ยามค่ำคืนก่อนกลับที่พักครับ ถ้ามีโอกาส คงได้กลับมาเที่ยวที่นี่แบบเต็มๆอีกซักที




Create Date : 25 มกราคม 2554
Last Update : 25 มกราคม 2554 9:29:59 น. 1 comments
Counter : 414 Pageviews.

 
AQUA CITY มีของให้เลือกซื้อหาเยอะจริงๆค่ะ

ไม่แปลกใจที่คุณแฟนจะเดินซะเพลินอ่ะนะคะ


โดย: nLatte วันที่: 25 มกราคม 2554 เวลา:18:21:40 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

Guguganmo
Location :
กรุงเทพ Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




โปรแกรมเมอร์หนุ่มจนๆคนนึง T.T
New Comments
Friends' blogs
[Add Guguganmo's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.