เรื่องวุ่นวายของชีวิตในแต่ละวัน
Group Blog
 
 
กุมภาพันธ์ 2552
 
1234567
891011121314
15161718192021
22232425262728
 
23 กุมภาพันธ์ 2552
 
All Blogs
 

เกมรัก บัลลังก์เลือด ตอนที่ 2

ตอนที่ 2

ยี่สิบปีต่อมา


กรุงเทพมหานคร ประเทศไทย

“สิมามีงานที่ต้องทำนี่คะท่านน้า สิมาไปมณีปุระตอนนี้ไม่ได้หรอก” หญิงสาวร่างบางกรอกเสียงลงไปในโทรศัพท์มือถือที่หนีบไว้ข้างซอกคอ ส้นสูงของรองเท้าจิมมี่ ชูสีม่วงคู่โปรดดังติ้กๆกับพื้นลานจอดรถก้องไปทั่วลานจอดที่เงียบสงัดเหลือรถสีขาวคันเล็กของเธอจอดอยู่คันเดียว มือสาละวนควานหากุญแจรถยนต์ในกระเป๋าหนังสีม่วงเม็ดมะปรางใบโตที่สะพายอยู่ที่ไหล่ คิ้วเธอขมวดนิดๆอย่างไม่ชอบใจ “ไว้สิมาเคลียร์งานได้จะโทรไปบอกอีกทีนะคะ เข้าใจแล้วละค่ะว่าการแต่งตั้งรัชทายาทสำคัญมาก แค่นี้ก่อนนะคะท่านน้า”

เธอรีบตัดบททันทีก่อนที่น้าสาวที่บัดนี้เป็นพระสนมลำดับที่สามแห่งองค์กษัตริย์แห่งมณีปุระจะตัดพ้อต่อว่าต่อขานเช่นเคยถึงการที่เธอไม่รีบเดินทางเพื่อไปร่วมงานในพิธีอันศักดิ์สิทธิ์แห่งการเฉลิมฉลององค์รัชทายาทลำดับที่สี่ ลูกพี่ลูกน้องของเธอ พระโอรสที่กำเนิดจากสนมคนไทยคนนี้

ใบหน้าสวยปลั่งสะดุดตาบ่งบอกความหงุดหงิดเล็กน้อยเมื่อคิดถึงการไปมณีปุระ หลังๆมานี่เธอไม่อยากจะไปที่มณีปุระนักหรอกโดยเฉพาะในฐานะพระคู่หมั้นจำยอมขององค์รัชทายาทแอห์ริเบน

หญิงสาวถอนหายใจด้วยความโล่งอกเมื่อพบกุญแจรถในซอกหนึ่งของกระเป๋า ถึงแม้ว่าลานจอดรถอาคารสำนักงานแห่งนี้จะเปิดไฟสว่างไสว แต่ยามดึกเช่นนี้ก็ดูน่ากลัวไม่น้อย นี่ถ้าไม่เป็นเพราะสิรินมาต้องเร่งงานที่ขีดเส้นตายวันนี้เอาไว้ เธอคงไม่อยู่จนดึกเช่นนี้หรอก

หญิงสาวกดกุญแจรีโมทที่ส่งเสียงปิ้ดๆสองทีก่อนที่ล๊อคประตูรถยนต์จะเลื่อนขึ้น

ขณะก้าวเข้ารถ ทันใดนั้นก็มีชายร่างกำยำในชุดดำสามคนจากไหนไม่รู้พรวดเข้ามาในรถคันเล็กของเธอพร้อมมีดแหลมวาววับจิ้มมาที่ข้างลำตัว ท้องไส้สิรินมาปั่นป่วนไปหมด หัวใจเต้นแรงจนกระทบซี่โครง เธอรู้สึกเย็นเยียบ

“จะเอาอะไรเอาไปเลย” น้ำเสียงสิรินมาสั่นเบา ก่อนหน้านี้เจ้าชายแอห์ริเบนเคยเสนอบอดี้การ์ดให้คอยอารักขาในฐานะพระคู่หมั้นองค์รัชทายาท แต่เพราะความถือดีของเธอแท้ๆจึงปฏิเสธอย่างเด็ดขาด “ที่นี่เมืองไทย ไม่ใช่มณีปุระที่จะต้องมีองครักษ์คอยติดตาม” แล้วนี่เป็นไงล่ะทีนี้

“ออกรถ” ดวงตาคมแลมาอย่างขุ่นๆพร้อมน้ำเสียงกระชาก ทันทีที่สบตามีแววไหววูบหนึ่งที่สิรินมาบอกไม่ได้คืออะไร มันจางหายไปอย่างรวดเร็ว

“อะ...อะไรนะ” สิรินมาเสียงสั่น แกล้งทำเป็นไม่เข้าใจเพื่อถ่วงเวลา นึกภาวนาขอให้ใครสักคนเดินมาทางนี้

“ออกรถ” คราวนี้เขากดมีดลงนิดพอให้เธอรู้สึกเจ็บ ดวงตาคมที่สบมาไม่มีวี่แววความกรุณาให้เห็น ใบหน้าเขาดูดุแข็งกระด้าง ริมฝีปากหยักหุบนิ่ง

“ถ้าอยากได้รถคันนี้ก็เอาไปเลย” สิรินมายื่นข้อเสนอทั้งที่ความกลัวขึ้นมาจุกที่อก เธอยื่นกุญแจให้เขาอย่างสั่นๆ

คราวนี้ปลายมีดกดลึกลงมาอีกจนสิรินมาสะดุ้ง เขาทำเสียงต่ำๆในลำคอ “ขับรถออกไปเดี๋ยวนี้”

เธอเอื้อมไปเสียบกุญแจรถพร้อมบิดสตาร์ท สมองพยายามหาความคิดดีๆที่จะช่วยให้รอดพ้นจากเงื้อมมือโจรพวกนี้ได้

“พวกคุณต้องการอะไร ฉันให้หมดเลยขอเพียงปล่อยฉันไว้ที่นี่เท่านั้น” เธอพูดออกไปอย่างแผ่วเบา

“เงียบ ขับรถออกไป” เจ้าคนที่ถือมีดปลายแหลมตวัดเสียง ส่วนคนที่นั่งข้างหลังสองคนนิ่งเงียบเหมือนรูปปั้น

หญิงสาวกลั้นหายใจอยู่ชั่วขณะหนึ่งก่อนจะเคลื่อนรถออกไปช้าๆ เมื่อผ่านไม้กั้นจราจรที่มักจะมียามรักษาความปลอดภัยคอยดูแลความเรียบร้อย สิรินมาก็หวังว่าจะมีใครอยู่สักคนที่คอยช่วยเหลือเธอ หญิงสาวจอดรถหน้าไม้กั้น เหลียวมองไปรอบๆ

“อย่ามาเล่นตุกติก เอาคีย์การ์ดออกมา” เจ้าโจรตวาดเธอเสียงดังขึ้น คราวนี้หญิงสาวเย็นวาบไปทั่วร่างอีกครั้ง ถ้าพวกโจรรู้ว่าสิรินมามีคีย์การ์ดก็แสดงว่าพวกมันต้องคอยเฝ้าดูเธอก่อนแล้ว เพราะปกติรถยนต์พนักงานบริษัทฯต่างๆของตึกสำนักงานหรูหราแห่งนี้จะไม่ได้มีคีย์การ์ดทุกคัน ยกเว้นบางคนบางบริษัทฯเท่านั้น

“ฉันไม่มี” เธอปฏิเสธเสียงเบา ตามองที่กระจกหลัง พนักงานรักษาความปลอดภัยที่เพิ่งเปลี่ยนกะกำลังเดินคุยกันมาสองคน สิรินมาตัดสินใจกดแตรเสียงดังค้างยาว

เสียงสบถเบาๆ ก่อนที่เธอจะถูกเจ้าโจรกระชากตัวเข้าชิดในอ้อมกอดพร้อมก้มหน้าที่เต็มไปด้วยตอหนวดเคราสากๆลงมา ริมฝีปากร้อนผ่าวของเจ้าโจรกระซิบชิดริมฝีปากเธอ

“ถ้าเธอไม่อยากตายก็หยุดตุกติกได้แล้ว” กลิ่นครีมกาแฟอบอวลจากริมฝีปากแข็งกระด้างของเจ้าโจรนั่น ทำให้สิรินมาตกใจแทบสติแตก เธออยากจะเป็นลมให้สิ้นเรื่องสิ้นราวไป

“มีอะไรครับคุณ” เสียงพนักงานรักษาความปลอดภัยคนหนึ่งเดินมาเคาะกระจกด้านเธอ หญิงสาวสะบัดหน้าออกและรีบกดเปิดกระจกหน้าต่างด้านเธอลงทันทีก่อนที่จะอ้าปากพูดอะไร ร่างก็สะดุ้งอีกครั้งเมื่อมีดที่จี้ที่เอวกดลงมาจนเจ็บ เจ้าโจรนั่นชะโงกตัวข้ามมา ใช้แก้มแนบแก้มเธอบังคับไม่ให้เธอเคลื่อนศีรษะไปทางอื่นได้

“เปล่าหรอก แฟนผมโดนหอมหน่อยมือไม้อ่อนคงเผลอไปกดแตรเข้า" เขาพูดน้ำเสียงยิ้มๆ "เอาละที่รักเราค่อยต่อเรื่องของเราที่บ้านนะจ๊ะ” มือใหญ่เอื้อมผ่านหน้าเธอหยิบคีย์การ์ดที่วางอยู่ช่องเล็กๆข้างคนขับยื่นข้ามหน้าเธอไปแตะที่กล่องอิเล็คโทรนิคเพื่อปลดไม้กั้น ส่วนมืออีกข้างกดปลายแหลมจิ้มเธอลงมาแรงๆอีกครั้ง

สิรินมาสบตายามรักษาความปลอดภัยด้วยแววตาอ้อนวอน แต่ดูเหมือนเขาจะเข้าใจไปอีกอย่าง

“ขับรถระวังด้วยสิครับ จะทำอะไรก็ไว้รอถึงบ้านก่อนไม่ได้รึไง” เขาทำเสียงบ่นเหมือนรำคาญที่ทำให้เขาต้องรีบมาดูรถเธอ การกดแตรเสียงยาวแบบนี้มันขัดใจชะมัด เขาไม่ชอบที่เอะอะอะไรพนักงานในตึกนี้ก็กดแตรเรียก รปภ. อย่างพวกเขา บางทีก็ให้ไปเข็นรถที่จอดขวางโดยที่เจ้าตัวนั่งอยู่เต๊ะในรถท่าเดียว ดังนั้นทุกครั้งที่ได้ยินเสียงบีบแตรดังยาวแบบนี้มันทำให้เขาหงุดหงิดนัก

“ครับๆ แน่นอนอยู่แล้ว” เจ้าโจรที่ยังไม่ยอมถอยห่างจากเธอพูด เขาเอาตัวบังมีดที่จิ้มเธอเอาไว้

สิรินมาจำใจต้องเคลื่อนรถออกไป ในความคิดของเธอ พนักงานรักษาความปลอดภัยคนนี้ไม่มีสัญชาตญาณของการรักษาความปลอดภัยเอาเสียเลย เห็นได้ชัดว่าเขาหงุดหงิดที่เสียงแตรเธอไปขัดจังหวะอะไรเขาบางอย่าง อาจจะกำลังคุยกับเพื่อนอย่างออกรส สิรินมามองพนักงานคนนั้นอย่างเข่นเขี้ยวทางกระจกมองหลัง เธอเห็นเขาเดินกลับไปสมทบกับเพื่อนๆพร้อมหัวเราะกัน เธอนึกเจ็บใจ

เอาละถ้าเธอใจเย็น ค่อยๆคิดหาทางฉลาดๆ เธอก็จะหลบหนีไปได้ สิรินมาคิดถึงบทความที่เธอเคยอ่าน คนที่รอดจากโจรร้ายส่วนมากก็จะใช้วิธีโอนอ่อนไปก่อนแล้วค่อยๆตะล่อมเจ้าโจรให้เปลี่ยนใจ

เจ้าโจรมีท่าทีผ่อนคลายลงเมื่อรถแล่นอยู่กลางท้องถนน มีดปลายแหลมที่จิ้มเอวเธอยังคงอยู่แต่ไม่ได้กดลงให้เธอเจ็บ

รถเลี้ยวไปตามถนนที่เธอเดาว่าน่าจะมีด่านตำรวจในยามดึกๆเช่นนี้ เพราะย่านสุขุมวิทมีแหล่งบันเทิงอยู่หลายแห่ง ถ้าโชคดีอาจจะมีด่านคอยสกัดพวกที่ดื่มแล้วขับรถก็เป็นได้

“เลี้ยวซ้าย” เจ้าโจรบอกพร้อมใช้มีดจิ้มเอวเธอเบาๆ

“บอกดีๆก็ได้” สิรินมาตวาดแว้ดอย่างโมโห หนอยแน่ะพูดทีจิ้มเธอที ทุเรศที่สุด เป็นผู้ชายเสียเปล่า เธอคิดด้วยความโกรธ

เจ้าโจรร้ายยักไหล่ ก่อนจะหันไปพูดอะไรบางอย่างด้วยภาษาแปลกๆรัวเร็วกับเจ้าโจรร้ายด้านหลังที่นั่งนิ่งเงียบสองคน ภาษาที่พวกโจรใช้เป็นภาษามณีปุระ ถึงเธอจะพูดไม่ได้แต่ก็พอฟังออก นี่ไม่ใช่การปล้นธรรมดาแล้ว และทำไม...จึงเป็นพวกมณีปุระ ถ้าอย่างนั้นหมายความว่า...

“จอดรถ” เมือแล่นรถมาถึงกลางซอยเปลี่ยว

สิรินมาสะบัดหน้าเรียกสติคืนมา สิ่งที่เธอต้องการที่สุดในขณะนี้ก็คือ สติ “คุณว่าอะไรนะ”

“จอดรถ” เขามองหน้าเธออย่างกราดเกรี้ยว นี่ฉันเคยไปทำเวรกรรมอะไรกับนายคนนี้มาแต่ชาติปางไหนกันนะถึงได้ทำท่าโกรธแค้นเธอนัก จังหวะที่เจ้าโจรคลายมือจากเธอ สิรินมาเหยียบเบรกทันทีส่งผลให้คนที่นั่งในรถหน้าคะมำ แล้วเธอก็เปิดประตูรถวิ่งออกมาทันที มีเสียงฝีเท้าวิ่งตามเธอมาก่อนจะคว้าร่างเธอได้แทบจะในนาทีต่อมา แรงกระชากทำให้สิรินมาถลาล้มลงไปข้างหน้าพร้อมกรีดเสียงร้องลั่น รู้สึกเจ็บแสบตามศอกเข่าที่ถลอกครูดไปกับถนนแต่สิรินมาก็กระเสือกกระสนจะลุกขึ้นวิ่งต่อจนมีมือใหญ่หนาคว้าที่ต้นแขนเธอกระชากปลิวติดมือเขามา สีหน้าที่เห็นในเงาสลัวดุทมึงถึง

“อยู่ดีๆไม่ได้ใช่ไหม ชอบเจ็บตัวนักใช่ไหม” เขาตะคอกเธอพร้อมลากเธอไปที่รถอีกคันที่สิรินมาเพิ่งสังเกตเห็น มันเป็นรถยนต์แบบขับเคลื่อนสี่ล้อคันใหญ่จอดแอบไว้ข้างต้นไม้ เขาโยนเธอเข้ามาในรถ หลังไหล่กระแทกกับเบาะในรถขณะที่ตัวเธอก็ถีบเท้าชกต่อยพัลวัน

“หยุด อยู่นิ่งๆได้ไหม” เจ้าโจรตะคอกสิรินมาอย่างเหลืออด น้ำเสียงวางอำนาจ

“ไม่ พวกแกเป็นใครจะพาฉันไปไหน ช่วยด้วย” เธอตะโกนออกไปจนสุดเสียง เจ้าโจรรีบเอื้อมมือตะครุบปิดปากเธอพร้อมตะโกนสั่งอะไรบางอย่าง จากนั้นมีเชือกมามัดที่ปากเธอพร้อมมัดแขนขารวมกันในท่าคุดคู้ สิรินมาดิ้นขลุกขลัก ดวงตาเบิกโพลง

“เอาละ” เจ้าโจรปัดมือไปมาเหมือนวายร้ายในหนังเวลาที่กระทำเรื่องชั่วก่อนปิดประตูรถลง และพุดคุยกันนอกรถดังแว่วมา

ไม่นานอีกคนก็นำกระเป๋าสะพายเธอโยนเข้ามาในรถ จากนั้นนายโจรคนเดิมก็ขึ้นรถพร้อมขับออกไปอย่างรวดเร็ว

น้ำตาสิรินมาไหลพราก แล้วจะมีใครรู้ไหมว่าเธอถูกผู้ร้ายจับตัวไป ในเมื่อเธอเพิ่งส่งงานเสร็จพร้อมใบลาพักร้อนทิ้งไว้บนโต๊ะพี่คนางค์หัวหน้าของเธอ งานด่วนที่เร่งเข้ามาและเจาะจงให้สิรินมาเป็นคนออกแบบทำให้สิรินมาต้องทำงานอย่างหนักในช่วงหนึ่งเดือนที่ผ่านมาและคนางค์ก็รับปากจะให้สิรินมาลาพักร้อนได้หนึ่งเดือนทันทีที่เสร็จงาน ซึ่งทีแรกแม้จะแปลกใจที่จู่ๆลูกค้าก็เจาะจงตัวนักออกแบบแต่เธอก็ตั้งใจเต็มที่ พร้อมกับตั้งใจที่จะไปพักผ่อนบ้านตากอากาศของคุณยายสักพักก่อนจะไปร่วมงานสถาปนาองค์รัชทายาทลำดับที่สี่ตามที่น้าสาวต้องการ

กว่าที่น้าเธอจะรู้ว่าสิรินมาหายตัวไปก็คงจะไม่ต่ำกว่าสัปดาห์ นี่ถ้าคุณยายยังอยู่ คงจะมีคนรีบตามหาตัวเธอแล้ว เมื่อคิดถึงคุณยายที่สิรินมาคิดถึงจับใจ เธอก็เจ็บแปลบในลำคออย่างปวดใจ

“เรายังต้องไปอีกไกล นั่งให้สบายเถอะ” เจ้าโจรพูดจาเยาะหยัน

สิรินมาทำเสียงอู้อี้ขลุกขลักในลำคอเป็นการประท้วง สิ่งที่ตอบเธอมาเป็นเพียงเสียงหัวเราะหึๆในลำคอ

ไม่รู้ว่าเธอผล็อยหลับไปตั้งแต่เมื่อไหร่ สิรินมารู้สึกตัวอีกครั้งเมื่อได้ยินเสียงค้นหาของกุกกัก เมื่อลืมตาตื่นขึ้นก็พบว่าเจ้าโจรกำลังค้นข้าวของเธอในกระเป๋า รถจอดนิ่งบนถนนเล็กๆสายหนึ่งฟ้าเริ่มสางแล้ว

เขาดึงเงินในกระเป๋าสตางค์ใบเล็กเธอไปจนหมดอย่างหน้าตาเฉยก่อนจะลงจากรถโดยไม่ลืมที่จะกดรีโมทล็อคประตูรถ สิรินมาที่แกล้งนอนเงียบๆ รอให้เขาเดินห่างออกไปก่อนที่เธอจะกระถดตัวขึ้นนั่ง รู้สึกปวดเมื่อยไปทั้งแขนขาจากการขดตัวในท่าเดียวเป็นนานสองนาน แต่นี่ไม่ใช่เวลาที่จะมามัวสนใจความเจ็บปวดหรอก สิรินมาเหลียวมองหาอะไรที่จะช่วยตัวเธอให้หนีไปได้ เอาละๆ อย่าสติแตก ถ้าเธอค่อยๆคิด เธอจะต้องมีทางออกแน่ สิรินมาเตือนตัวเองในใจ

ใช่สิ เธอมักจะพกกกรรไกรเล็กๆในกระเป๋าเครื่องสำอางเสมอเพื่อไว้ตัดเศษด้ายตามเสื้อผ้าที่บางทีอาจลุ่ยออกมาโดยที่เธอไม่ทันได้สังเกตก่อนหยิบสวม หญิงสาวค่อยๆโน้มตัวไปข้างหน้าเพื่อหยิบกระเป๋าเครื่องสำอางใบเล็กที่อยู่ในกระเป๋า มือที่ถูกมัดรวมกันโยงไปที่ข้อเท้าทั้งสองในลักษณะเหมือนหมูที่จะถูกนำไปเชือดทำให้สิรินมาขยับตัวไม่ถนัดนัก แต่เธอก็ต้องรีบเพื่อทำเวลาก่อนที่นายโจรจะกลับมา

โชคดีที่กระเป๋าสะพายใบโตเพียงพอที่เธอจะใช้ขาทั้งสองข้างหนีบกระเป๋าใบเล็กสีม่วงเข้ากันออกมาได้

ช่วงเวลาแห่งความเป็นความตายของเธอ สิรินมาใช้เข่าประคองกระเป๋าใบเล็กพร้อมเลื่อนซิบด้วยอุ้งมืออย่างทุลักทุเล กรรไกรสีทองอันเล็กจิ๋วโดดเด่นท่ามกลางเครื่องสำอางนานา สิรินมาใช้นิ้วคีบกรรไกรขนาดเท่านิ้วก้อยออกมา เอาเหอะ แม้จะเทียบขนาดเชือกกับกรรไกรแล้วห่างไกลความจริงนักแต่ก็ยังกว่าไม่มีอะไร

เธอชะเง้อคอมองที่หน้าต่างรถก่อนที่จะพยายามปลดล๊อคประตูรถ

ประตูรถไม่มีทีท่าจะเปิดจากภายในได้เลย ถ้าจะเปิดได้ทางเดียวก็คงจะเป็นบริเวณที่นั่งด้านคนขับ ซึ่งถ้าจะข้ามไปแบบนี้เห็นทีคงจะยาก ถ้าเธอไม่จัดการเจ้าเชือกที่พันธนาการเธอไว้ตอนนี้ก่อน กรรไกรอันเล็กจิ๋วดูเหมือนจะไม่ระคายเคืองเชือกหนาเส้นใหญ่ที่มัดเธอไว้ได้เลย สิรินมากัดฟันพยายามต่อไป

มีเงาวูบมาที่รถทำให้เธอรีบซ่อนกรรไกรไว้

ร่างสูงใหญ่เปิดประตูก้าวเข้ามาในรถพร้อมกาแฟหอมฉุย และถุงข้าวของในมือ ดวงตาคมเข้มมีแววเย้ยหยันหรี่ลงเมื่อสบตาเธอผ่านกระจกมองหลัง

“ตื่นแล้วรึ” เขาถามเสียงสูง

สิรินมาอู้อี้พร้อมชี้มือที่ปากเธอพัลวัน ส่งสายตาอ้อนวอน

“ถ้าเธอรับปากว่าเธอจะไม่ตะโกนกรีดร้องหรือเล่นตุกติกกับฉัน”

สิรินมาพยักหน้าอย่างแน่วแน่ พยายามบอกให้เขาเข้าใจว่าเธอจะไม่ส่งเสียงใดๆ เขาจึงค่อยเอี้ยวตัวมาด้านหลังเพื่อปลดเชือกที่มัดปากสิรินมาจนกรามปวดร้าวไปหมด สิรินมาสำลักทันทีที่เชือกพ้นจากปากเธอ

“ค่อยยังชั่วไหม” เขาถามแบบไม่สนใจคำตอบนัก ก่อนจะบิดกุญแจสตาร์ทรถออกไปทันที

“ถามดีนี่” สิรินมาตอบประชด ตามองเขาที่ยกถ้วยกาแฟหอมกรุ่นขึ้นจิบ “ฉันควรจะได้กาแฟนั่นเพราะทั้งหมดเป็นเงินของฉัน”

“นี่” เขาสวนทันควัน น้ำเสียงห้าวกระด้าง “คุณลืมไปหรือเปล่าว่าคุณอยู่ในฐานะเชลยที่ไม่มีสิทธิ์เรียกร้องอะไร”

สิรินมาถอนหายใจ “เรามาตกลงกันดีๆดีกว่า คุณจับตัวฉันมาเพื่อหวังเรียกค่าไถ่อย่างนั้นเหรอ ฉันขอบอกคุณตรงนี้เลยว่าฉันเป็นเพียงคนธรรมดา เป็นลูกกำพร้า พ่อแม่ตายหมด มียายเลี้ยงฉันมาจนโต ตอนนี้ยายฉันก็ตายไปแล้วทิ้งมรดกนิดๆหน่อยๆไว้ให้ฉันเท่านั้น และถ้าคุณอยากได้ฉันยินดียกให้หมดเลย”

“คุณคงลืมไปละมังว่า คุณมีน้าสาวเป็นถึงพระสนมคนโปรดของพระราชาเนอซัมแห่งมณีปุระ และคุณยังเป็นว่าที่ราชินีแห่งมณีปุระคนต่อไปไม่ใช่หรือ” น้ำเสียงเขาเย้ยหยัน ห้วนกระด้างไม่ต่างจากกระดาษทราย

“ทั้งหมดนี้เกี่ยวข้องกับมณีปุระอย่างนั้นเหรอ” เธอถาม พยายามปิดบังน้ำเสียงสั่นๆ

“โดยตรงเลยเชียวละ พระคู่หมั้น” เขาพูด

สิรินมาทำเป็นไม่ใส่ใจน้ำเสียงค่อนขอดนั้น “คุณคิดว่าพวกมณีปุระจะยอมจ่ายค่าไถ่เพื่อผู้หญิงต่างชาติอย่างฉันงั้นหรือ” เธอแสร้งถอนใจ “พวกเสนาบดีต่างก็ไม่ชอบใจนักหรอกที่องค์รัชทายาทมาหมั้นฉัน ถ้ากำจัดฉันพ้นเขาเองจะยิ่งดีใจ”

“ไม่ลองไม่รู้หรอกเรื่องแบบนี้ แล้วเจ้าชายแอห์ริเบนเขาจะยอมให้คู่หมั้นตกอยู่ในอันตรายอย่างไม่ใยดีเชียวเหรอ” เขาทำเสียงต่ำๆในลำคอ

สิรินมาสูดลมหายใจเข้าออกอย่างยากเย็น ริมฝีปากเผยอขึ้นแต่เธอกลับพูดไม่ออก เธอคงพูดบางอย่างมากเกินไปแล้ว

“ฉันหิว” เธอโอดครวญ “ได้โปรดเถอะ คุณคงไม่อยากให้เชลยอดตายขณะที่คุณยังไม่ได้เงินกระมัง?” เธอเปลี่ยนเรื่อง

“ก็ได้” เขาปรายตามองเชลย รอยปื้นแดงพาดผ่านริมฝีปากเธอจากข้างแก้มด้านหนึ่งไปอีกด้าน จะว่าไปแล้วเขาก็อดนึกสงสารไม่ได้ มือหนาใหญ่คว้าถุงที่วางข้างลำตัวส่งให้เธอ

“มีพวกขนมปังกรอบๆที่พอกินรองท้องได้”

“ฉันจะกินได้ยังไงถ้ามือฉันยังถูกมัดอยู่อย่างนี้ละ” น้ำเสียงของเธอฟังดูใสซื่อเกินไป “แล้วฉันก็อยากกินกาแฟนั่นด้วย”

“ไม่ เพราะผมไม่ไว้ใจคุณ”

“ได้โปรดเถอะ คุณก็มัดขาฉันไว้ได้นี่นา แล้วกลางป่าแบบนี้ฉันจะหนีไปไหนได้”

เขาเมินหน้าไปอีกทางขณะที่เชลยสาวทำเสียงสั่นๆ และเมื่อเธอยังคงใช้วิธีโอดครวญพร้อมไม่แตะต้องอาหาร เขาจึงจอดรถเข้าขางทาง ถอนหายใจยาวอย่างกลัดกลุ้ม พร้อมยกมือขึ้นอย่างยอมแพ้

“เอาละ แก้มัดที่มือเท่านั้นนะ” เขาพูดพลางจอดรถแอบเข้าที่ข้างทาง พร้อมเปิดประตูก้าวลงมาและกระชากประตูรถด้านเธอออกในจังหวะที่สิรินมายัดกรรไกรตัวจิ๋วอาวุธอันเดียวที่เธอมีเข้าไว้ในกระเป๋ากางเกงแสลคสีเทาของเธอ อย่างน้อยเธอก็ปลดพันธนาการได้ทีละชิ้นละน่า
เขาช้อนมืออุ้มร่างสิรินมาปลิวหวือเข้าอ้อมแขนอย่างง่ายดาย
“ปล่อยฉันนะ” สิรินมาตวาดเสียงแหลมด้วยความตกใจ ดิ้นรนให้พ้นอ้อมแขนแข็งกระด้างนั่น
“เฉยเถอะน่า” เขาพูดเสียงขุ่น พร้อมกระแทกประตูรถปิด เดินอ้อมมาด้านหน้ารถข้างคนขับแล้วโยนสิรินมาลงบนเบาะหน้าอย่างไม่ปรานีปราศรัย ร่างสูงใหญ่นั้นก้มตัวลงต่ำเพื่อแก้ปมเชือกที่ข้อเท้าของเธอ

สิรินมาหายใจแรงขึ้นเมื่อเขาเอื้อมมือผ่านหน้าแข้งทั้งสองข้าง แรงสัมผัสที่ปัดโดนเบาๆแม้จะเป็นเพียงเสี้ยววินาที แต่ก็มากพอที่จะทำให้เธอสะดุ้งได้ หญิงสาวรีบกระถดขาเบียดชิดกับเบาะที่นั่งเพื่อให้เขาแก้ปมเชือกได้โดยไม่สัมผัสตัวเธอ

แม้ว่าเขาจะไม่พูดอะไร แต่อาการสะดุ้งนิดๆอย่างไม่ตั้งใจเมื่อเขาแตะถูกเธอเข้าก็สังเกตเห็นได้ง่ายๆ เขาคงจะแก้มัดได้เสร็จเร็วขึ้นสักนาทีถ้าไม่ได้มัวแต่สนใจเรื่องไร้สาระนี้ เขาปลดปมที่โยงจากข้อมือไปที่ข้อเท้าของเธอก่อนที่จะผูกเข้าไปใหม่กับเบาะที่นั่งด้านคนขับ ก่อนย้อนมาแก้มัดที่ข้อมือเธออีกครั้ง

รอยแดงช้ำที่ข้อมือเรียวบางของสิรินมาเห็นได้ชัดทันทีที่เป็นอิสระ เขาแตะเบาๆที่รอยแดงนั่น

“เจ็บไหม” ดวงตาคมเข้มที่มีสีน้ำตาลและสีดำเจือ ขนตายาวดกหนาเกินไปสำหรับโจรร้ายอย่างเขามองเธอห่างออกไปเพียงไม่กี่นิ้ว

ไม่รู้ทำไมจู่ๆเธออดนึกถึงเพื่อนวัยเด็กของเธอไม่ได้ เวลาที่เจ้าชายอามีทีลทรงเล่นแรงๆแล้วพลาดโดนสิรินมา เจ้าชายพระองค์น้อยจะถามสิรินมาทุกครั้งด้วยเสียงนุ่มแบบขอโทษในที “เจ็บไหม” น้ำตาเธอรื้นขึ้น เจ้าชาย...สิรินมาส่ายหน้า

เขาเหลียวมองเธอแวบหนึ่งก่อนปิดประตูรถลงด้วยอาการนุ่มนวลกว่าที่ผ่านนิดนึง

เมื่อกลับเข้ามาในรถอีกครั้ง เขายื่นถ้วยกาแฟให้เธอพร้อมถุงขนมที่สิรินมารีบรับไปจิบอึกหนึ่ง กาแฟหอมกรุ่นช่วยให้เธอสดชื่นขึ้นมาบ้าง เธอเหลียวมองออกไปนอกหน้าต่างที่บัดนี้มีแต่ป่า นานๆจะมีรถสวนมาสักคัน หรือจะเห็นบ้านคนสักหลังก็ยากเต็มที

“ขอฉันรู้บ้างได้ไหมว่าเรากำลังจะไปไหนกัน” เธอเอ่ยลอยๆ

“ไม่ได้”

สิรินมายักไหล่ ดวงตาจับจ้องที่ถนนอย่างจะจดจำให้ได้ “คุณเป็นคนมณีปุระเหรอ?”

“ใช่”

“คุณมีชื่อไหม?” เธอชวนคุย อย่างน้อยการผูกไมตรีแล้วค่อยๆตะล่อมเขา อาจจะทำให้เขาใจอ่อนปล่อยตัวเธอ ดูๆไปแล้วนายโจรคนนี้ก็ไม่ใช่คนใจไม้ใส้ระกำอะไรนัก ลักษณะของเขาไม่ใช่พวกที่มีสันดานโจรมาแต่กำเนิด ออกจะดูมีลักษณะเฉพาะตัวที่ดูน่าเกรงขามในทีด้วยซ้ำไป เป็นบุคลิกที่น่าหลงใหลเอาทีเดียวละถ้าเป็นคนธรรมดา

แย่จริงทำไมเธอถึงมีความคิดแย่ๆที่เห็นว่าพวกโจรจะน่าหลงใหลไปได้นะทั้งที่เขาทำรุนแรงกับเธอสารพัด จะดีนิดเดียวตรงที่รู้สึกสำนึกผิดบ้างเมื่อเห็นรอยแดงช้ำที่ข้อมือเธอ แต่ก็แย่มากอยู่ดี สิรินมาดุตัวเองในใจอย่างรุนแรง จำได้ว่าเธอเคยอ่านหนังสือจิตวิทยาผ่านตาที่เขียนโดยซิกมันด์ ฟรอย์ว่าด้วยผู้ถูกลักพาตัวอาจจะมีใจหลงใหลผู้ร้ายได้ เนื่องจากในช่วงสถานการณ์คับขันและกดดันแต่ไม่ใช่เธอแน่

สิรินมากระพริบตาถี่แรงๆเพื่อเรียกสติกลับคืนมา เพ้อเจ้อไปใหญ่แล้ว

“ถามทำไม”

“แล้วจะให้ฉันเรียกคุณว่าอะไรละ นายโจรลักค่าไถ่งั้นเหรอ?” สิรินมาบอก

“มีธัส” เขาพูดสั้นๆห้วนๆ

“คุณทำอะไรมาก่อนที่จะเข้าแก๊งค์โจรนี่ ฉันดูว่าท่าทางอย่างคุณไม่น่าจะเป็นโจรเลยนะ” สิรินมาทอดเสียงอ่อน เธอไตร่ตรองทางเลือกที่มีอยู่ในตอนนี้ ซึ่งจริงๆก็มีทางเลือกเดียวเท่านั้นคือ ทำญาติดีกับนายโจรมีธัสนี่ให้ตายใจ ปัญหาเดียวก็คือว่า ท่าทางนายมีธัสคนนี้จะไม่ยอมถูกหลอกง่ายๆ ดวงตาเขาเฉียบคมจ้องทะลุเหมือนจะอ่านใจคนได้อย่างลึกลับ และดูเหมือนความสามารถพิเศษอันนี้ของเขาทำให้เธอรู้สึกวุ่นวายใจที่สุดถ้าต้องต่อกรกับเขา

“ฉันหางานดีๆให้คุณทำที่มณีปุระได้นะ ถ้าคุณต้องการ” เธอพูดต่อเมื่อเขาไม่มีทีท่าจะตอบ “คุณจะได้ไม่ต้องลำบาก ทำงานเสี่ยงอันตรายแบบนี้”

“งานดีๆที่ว่างานอะไรล่ะ” เขาพูดพลางหมุนคอไปมาคลายเมื่อยจากการขับรถมาทั้งคืน “จะมีงานไหนได้เงินง่ายขนาดนี้ละ ถ้าจะว่ากันจริงๆแล้ว แค่งานนี้งานเดียวผมอาจจะไม่ต้องทำงานไปทั้งชาติก็ได้”

สิรินมาสะกดกลั้นตัวเองไม่ให้โพล่งออกไปถึงความจริงในเรื่องนี้ที่พวกโจรอาจเข้าใจผิด

“คุณอยากได้เงินเท่าไหร่ละ บางทีฉันอาจจะให้คุณได้โดยที่คุณไม่ต้องเสี่ยงแบบนี้ คุณลองนึกถึงครอบครัวคุณที่รออยู่ที่บ้าน พวกเขาจะเป็นห่วงคุณแค่ไหน” เธอพยักเพยิด

ริมฝีปากเขาเม้มเข้าหากันดูเครียดขึงขึ้นมาทันที “ผมไม่มีครอบครัวเหลือแล้ว”

เธอซึมซับข้อมูลดังกล่าว “ฉันเสียใจด้วยค่ะ” สิรินมารู้สึกเห็นใจเขา เธอกับเขาหัวอกอันเดียวกัน ไม่เหลือใครในครอบครัว ถึงแม้สิรินมาจะยังมีน้าสาวแต่ก็ดูเหมือนจะไม่มีเข้าไปทุกที

เธอสาธยายให้เขาฟังถึงการใช้ชีวิตอย่างมีคุณค่า แม้จะไม่มีเสียงตอบรับจากอีกฝ่ายก็ตาม

“อีกไกลไหม ฉันอยากเข้าห้องน้ำ” สิรินมาเอ่ยถามเมื่อเขาไม่มีท่าทีตอบสนองต่อเงินที่เธอสัญญาว่าเขาจะได้ไปโดยที่เธอจะไม่ติดตามเอาเรื่อง

เขาถอนใจโดยไม่พยายามปิดบังแววรำคาญในน้ำเสียง “หยุดพูด หยุดถามคำถาม หยุดเรียกร้องนั่นนี่ซะทีเถอะ มันไม่ช่วยให้เราไปถึงเร็วขึ้นหรอกถ้าคุณมัวแต่พูดๆและจะเอานั่นนี่ ขอโทษนะผมไม่ได้พาคุณมาปิคนิค”

“ก็ฉันอยากเข้าห้องน้ำนี่” สิรินมาสวนพร้อมทำท่านั่งกระสับกระส่ายจนเขาทนไม่ได้ เขาไม่รู้ตัวว่าโชคดีหรือโชคร้ายกันแน่ที่ตัดสินใจเปลี่ยนแผนกะทันหันที่จะเป็นคนพาเธอมาเองแทนที่จะเป็นคนของเขา ลักษณะเธอแม้ดูบอบบางแต่ก็คอยรบกวนใจเขาตลอดเวลา ไม่ว่าจะเป็นการพูดจา แม้แต่กลิ่นหอมอ่อนๆจากตัวเธอ

มีธัสคิดอย่างหงุดหงิด ก่อนที่จะจอดรถเข้าข้างทางอย่างทันทีจนสิรินมาที่ไม่ทันตั้งตัวถลาไปโดนกระจกหน้ารถดังโป๊ก

“ขับรถแบบนี้ ฆ่าฉันให้ตายเลยดีกว่า” สิรินมาบ่นพึมพำขณะที่อีกฝ่ายลงจากรถอย่างรวดเร็วพร้อมแก้เชือกที่มัดข้อเท้าเธอออก สร้างความยิ้มย่องลิงโลดใจเงียบๆให้เธอ ตอนนี้เธอปลดพันธนาการทั้งหมดได้แล้ว

“เอ้า ไปเข้าป่าข้างทางนี่ละ” เขากระแทกเสียง

หญิงสาวไม่ตอบโต้อะไร เธอมองสำรวจบริเวณข้างหน้าอย่างประเมิณคร่าวๆ ก่อนจะก้าวเดินลงจากรถไปที่ต้นไม้ใหญ่ที่หมายตาเอาไว้

เสียงฝีเท้าที่เดินตามมาทำให้ร่างบางหันขวับ “คุณจะตามฉันมาทำไม”

“ขี้เกียจไล่ตามจับ” เขาพูดง่ายๆ

“คุณนี่ไม่เข้าใจเลยรึไงว่าเรื่องนี้มันเป็นเรื่องส่วนตัว” สิรินมาหน้าแดงทำท่าเงอะงะ “ฉันเข้าห้องน้ำไม่ได้หรอกถ้าคุณตามมา”

“เอาละๆ โอเค ทีนี้คุณรีบไปจัดการธุระของคุณให้เร็วด้วย ผมจะยืนรอตรงนี้” เขาพูดด้วยน้ำเสียงเหนื่อยหน่ายปนอึดอัด

“คุณต้องสัญญาว่าคุณจะหันหน้าไปทางอื่น” เธอคาดคั้นก่อนที่จะเดินแกมวิ่งไปที่ต้นไม้ใหญ่

สิรินมาแอบอยู่หลังต้นไม้ใหญ่ ตาจ้องไปที่ร่างที่ห่างออกไป เธอแสร้งตะโกนถาม “คุณหันหลังอยู่รึเปล่า”

มีเสียงจิ้กจั้กในลำคอตอบกลับมา

สิรินมาวิ่งหนีเข้าป่าไปทันที

เธอไม่แน่ใจว่าวิ่งมาไกลแค่ไหนแต่รองเท้าส้นสูงที่สวมอยู่ก็ไม่เป็นใจเท่าใดนัก ครั้นจะถอดออกวิ่งเท้าเปล่าสิรินมาก็ไม่ไว้ใจพวกหนามแหลมหรืองูเงี้ยวเขี้ยวขอ เธอได้แต่วิ่งอย่างสุดชีวิตเท่าที่จะทำได้




 

Create Date : 23 กุมภาพันธ์ 2552
8 comments
Last Update : 23 กุมภาพันธ์ 2552 19:35:46 น.
Counter : 291 Pageviews.

 

สนุกมากค่ะ พี่ริสา
แล้วเจ้าชายไปอยู่ซะที่ไหนเนี่ย ทามมายไม่มาช่วยนางเอกของเราเลย จนต้องวิ่งหนีเจ้าโจรในดงป่า
แล้วมาอัพต่อไว ๆ นะคะ ชอบค่ะ

 

โดย: น้องพีน IP: 125.24.107.1 24 กุมภาพันธ์ 2552 16:14:04 น.  

 

รออยู่นะคะ

 

โดย: โบว์ IP: 130.88.170.215 4 มีนาคม 2552 18:27:32 น.  

 

ต๊ะ เอ๋ สวัสดีค่ะ มารายงานว่าอ่านแล้วค่ะ














 

โดย: นุ่มนิ่ม IP: 124.121.1.61 5 มีนาคม 2552 22:12:03 น.  

 

สนุกมากๆ เลยค่า จะติดตามตอนต่อไป ^^
ลุ้นๆๆ

 

โดย: Pupae63 IP: 125.24.137.170 26 มีนาคม 2552 22:50:24 น.  

 

อยากอ่านต่อเร็วๆ นะคะ

 

โดย: กลางเขา 16 เมษายน 2552 16:37:07 น.  

 


พี่ริสาขา มาอัพต่อเถอะนะคะ เร็วๆ
รออ่านอยู่นะคะ

 

โดย: น้องพีน IP: 125.24.137.123 18 เมษายน 2552 22:53:54 น.  

 

ฟันธง!! โจรมาดดี นี่ล่ะ พระเอก

พี่ก้อยมั่นหรือมั่วไปเป่าคะ

มาอัพไวๆนะคะ

 

โดย: ธาราฝัน IP: 125.24.206.6 16 มิถุนายน 2552 15:17:28 น.  

 

เฮ้อ ......เมื่อไหร่จะได้อ่านต่อน้อ

 

โดย: กลางเขา 29 มิถุนายน 2552 9:50:25 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ


สาวช่างถาม
Location :


[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 5 คน [?]




Friends' blogs
[Add สาวช่างถาม's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.