W H I T E A M U L E T
Group Blog
 
All blogs
 

ฉลองกล้องใหม่ Canon EOS Kiss X5 กับหลากหลายบทเรียนมูลค่ารวมกว่า 6,500 เยน (ประมาณ 2,535 บาท)


จากในบล็อคก่อนๆบางคนอาจทราบแล้วว่าช่วงนี้เราเรียนจบแล้ว เหลือแค่รอรับปริญญาและบินกลับไทย เทียบกับตอนยังเรียนไม่จบก็ถือว่าเวลาว่างมากขึ้นเพียบเลยค่ะ(แต่ก็ต้องเก็บห้องเตรียมออก) เดินสายไปโน่นมานี่ถ่ายรูปโน่นนี่มาเยอะเลย ถ้านับรวมกับพวกบล็อคท่องเที่ยวทั้งในญี่ปุ่นและนอกญี่ปุ่นที่ดองไว้ตั้งแต่ปีก่อนนี่ มีเรื่องให้เราเอามาเขียนบล็อคไปได้อีกเป็นเดือนๆเลยล่ะค่ะ

... แต่เนื่องจากห่างการเขียนบล็อคท่องเที่ยว(ยาวๆ)มาพักนึงก็เริ่มขี้เกียจค่ะ พอตั้งท่าจะกลับมาเขียน ยังไม่ทันเริ่มก็เหนื่อยซะแล้ว ไปๆมาๆก็เลยยังไม่ได้เคลียร์เลยสักบล็อค ขอปล่อยอันนี้เป็นบล็อคสั้น(ซะที่ไหน)ทันเหตุการณ์เพิ่งเกิดกับเราหมาดๆไม่กี่วันนี้ละกันค่ะ

เรื่องของเรื่องคือเราตัดสินใจซื้อกล้องใหม่ Canon EOS Kiss X5 มาแทน Kiss X3 เพื่อนยากตัวเดิม ที่เป็นกล้อง DSLR ตัวแรกของเราที่อายุการใช้งาน 1 ปีกับอีกเกือบ 10 เดือน กดชัตเตอร์ไปเกือบ 19,000 ช็อต มีประวัติเคยทำตกหนึ่งหน ขึ้น error กดถ่ายไม่ได้กล้องปิดตัวเองไปอัตโนมัติอยู่วันนึง แต่หลังจากนั้นไม่รู้ยังไงกลับมาใช้ได้ปกติไม่มีปัญหาอีกเลยค่ะ (หลังจากตก ระยะเวลาสามเดือนกว่าให้หลัง ไม่เคยมี error อะไรอีกเลย)

ถามว่าทำไมถึงคิดเปลี่ยนกล้องล่ะ สมัย Kiss X4 (= 550D) ออกก็ยังเฉยๆไม่ได้รู้สึกอยากเปลี่ยนอะไร (แค่แอบไปศึกษาความต่างกับ Kiss X3 เอาไว้หน่อย ) ... พอ 60D ออกบ้าง อันนี้ต่อมเริ่มกระตุกเล็กน้อยค่ะ ชอบจอพับได้พลิกได้ แล้วก็อยากจะปรับ WB Kelvin ได้จากตัวกล้องด้วย เจ้า Kiss X3 เพื่อนยากถ่าย JPEG ใต้แสงเหลืองทีไร Preset WB ที่ให้มาไม่มีอันไหนออกมาดี ภาพออกมาแดงเถือกทุกทีไปค่ะ ... แต่ 60D ก็มีเรื่องน่าลังเล เพราะมันใหญ่กว่าแถมหนักกว่า Kiss X3 กลัวว่าตัวเองจะแบกไปเที่ยวตะลอนๆไม่ไหว

แต่ด้วยทริปๆหนึ่งค่ะ(ดองอยู่ใน HDD ตั้งแต่ใบไม้ร่วงปีก่อน) ที่ทำให้ตัดสินใจได้แน่วแน่ว่ากล้องตัวต่อไปของเราจะต้องมีจอแบบพับได้บิดได้เท่านั้น ... สั้นๆคือตอนนั้นไปมุงถ่ายวีดีโอคนดังที่มาเยี่ยมญี่ปุ่นค่ะ ตัวเราก็เตี้ยคนด้านหน้าก็เยอะ จะถ่ายวีดีโอก็ต้องใช้วิธีชูกล้องเหนือหัวสุดแขน โดยให้กล้องกดลงนิดนึงจะได้ถ่าย subject ได้มุมพอดี แล้วคราวนี้ KissX3 มันไม่มีจอพับใช่มั๊ยคะ กล้องทั้งอยู่สูงแถมยังมุมกด ตัวเตี้ยอย่างเราจะมอง Live view ให้เห็นก็ต้องยืนแบบเกร็งๆให้หลังเอียงไปด้านหลังนิดนึงประมาณนี้น่ะค่ะ


พออยู่ท่าด้านบนนี้นานๆนี่เมื่อยสุดๆเลยค่ะ ทั้งเมื่อยแขน ทั้งเมื่อยหลัง แถมเราใส่รองเท้าบู๊ตส้นสูงด้วยสิคะ กว่าคนที่มุงจะจากไปเล่นเอาแขนสั่นไปหมดเลย(สั่นเพราะเมื่อย&หนัก) เหล่ไปเห็นญี่ปุ่นมุงใกล้ๆกันเค้าใช้ DSLR Nikon รุ่นที่มีจอพับถ่าย ดูแล้วยืนถ่ายชิวๆแสนจะสบายน่าอิจฉา ... ตั้งแต่ตอนนั้นก็ตั้งใจเลยค่ะว่า จอพับได้เท่านั้น ที่เราต้องการ ... แล้วหลังๆนี้เรามี Sony NEX-5 เป็นกล้องเสริมอีกตัว เริ่มนิสัยเสียค่ะ ขี้เกียจก้มเองเงยเอง ปล่อยให้หน้าจอกล้องมันก้มๆเงยๆแทนเราดีกว่าเนอะคะ

เรื่องจอพับได้นี่ตัดสินใจมานานแล้ว แต่เนื่องจากครึ่งปีที่ผ่านมาก่อนเรียนจบยุ่ง max เลยไม่มีเวลาจะมานั่งคิดเรื่องเปลี่ยนกล้องค่ะ ช่วงไหนว่างก็ใจลอยนึกไปพลางๆว่า 60D หรือ 600D ดีหนอ ... จอพับได้เหมือนกัน ... เซนเซอร์ก็(เห็นว่า)ตัวเดียวกัน ... สั่ง wireless flash จากกล้องได้เหมือนกัน ... สองสิ่งที่ลังเลมากว่าจะอันไหนดีคือ 60D ปรับ WB Kelvin ได้ แต่ 600D เล็กและเบากว่า (ส่วนเรื่อง Cross-type 9 จุด, ยิงรัวได้เร็วกว่า, จอแสดงผลด้านบน หรือ วงแหวนมหัศจรรย์นี่เราไม่ค่อยสนใจน่ะค่ะ)

ให้เวลากับการตัดสินใจสองรุ่นนี้มาหลายเดือนค่ะ คิดสารตะดูแล้วหลังๆเราติดถ่ายภาพ RAW มาก เอามาแก้ WB แก้สีเพี้ยน เปลี่ยน picture style หรือดึงแสงอะไรได้อีกเยอะ ซึ่งถ้าจะใช้ RAW เป็นหลักตัว WB Kelvin ในกล้องมันก็ไม่จำเป็นแล้ว สรุปว่าตัดสินใจเลือกรุ่นเล็ก 600D เพื่อสุขภาพที่ดีของไหล่เราในระยะยาวค่ะ (เราสะพายกล้องแบบพายไหล่ข้างเดียวน่ะค่ะ ไม่ชอบคล้องคอ มันหนักๆไงไม่รู้ แถมพันกันยุ่งกับบรรดาสร้อยคอเครื่องประดับเราด้วย)

ตัดสินใจได้แล้วแต่ก็ขี้เกียจต่อไปเรื่อยค่ะ เรียนจบ(ค่อนข้าง)ว่างแล้วก็ยังไม่ซื้อซะที ยังคิดอยู่เลยว่าสงสัยจะได้ดีเลย์ไปจน 650D ออกปีหน้า หรือไม่ก็ดีเลย์จนต้องกลับไปซื้อที่ศูนย์ Canon ที่ไทยแทน ... แต่เมื่อไม่กี่วันมานี้ค่ะ ไม่รู้เกิดนึกเฮี้ยนอะไรขึ้นมา ไปเปิดเช็คราคาบอดี้ของ Kiss X5 ในเว็บ kakaku.com เจ้าเก่า


ออกขายมาประมาณเกือบห้าเดือน ราคามือหนึ่งลงไปประมาณ 32.7% ถูกสุดตอนนี้ที่ซื้อในเน็ตได้อยู่ที่ 60,391 เยนแล้วค่ะ (ประมาณ 23,563 บาท) ... เทียบกันแล้วถูกกว่า Olympus e-pen 3 ที่ออกใหม่ตั้งเยอะ เห็นคนญี่ปุ่นที่แล็บสั่งซื้อพร้อมเลนส์คู่มั้งคะ 100,000 เยนแน่ะ


โดยปกติดูราคาใน kakaku.com เสร็จก็เสร็จค่ะ เพราะเท่าที่ซื้อมาราคาในนี้ถูกที่สุดเท่าที่หาได้แล้ว ราคาตามหน้าร้านใหญ่ๆอย่าง Yodobashi, Bic Camera นี่ต่อให้รวมพ๊อยต์แล้วก็ยังแพงกว่ากันหลายพันเยน ... แต่สงสัยวันนั้นจะเป็นวันตกฟากดีอะไรสักอย่าง อยู่ๆไปเข้า Yahoo auction เทียบราคาดูด้วยค่ะ ... ไปเจออันล่างแล้วก็ตาลุกวาวเลย มือหนึ่งบอดี้แค่ 53,500 เยนเท่านั้น (ประมาณ 20,870 บาท) ประหยัดไปเกือบ 6,150 เยนแน่ะค่ะ (ปกติสั่งตามร้านใน kakaku.com ของราคาเกินหมื่นเยนมักส่งให้ฟรี แต่ใน auction อันนี้ค่าส่งแยกอีก 750 เยนค่ะ)


ถ้าจะบิดของราคามากกว่า 5,000 เยนในนี้จะต้องมี Premium account ค่ะ จ่ายค่าสมาชิกรายเดือนเดือนละ 346 เยน ซึ่งกว่าจะได้เป็นสมาชิกพรีเมี่ยมนี่ไม่ใช่ว่ากรอกข้อมูลนิดหน่อยก็เสร็จเหมือนสมัคร email account นะคะ ต้องมีขั้นตอนการ verify ยุ่งยากหน่อยนึง มีเจ้าหน้าที่มาเช็คที่อยู่และยืนยันบัตรเครดิตรวมถึงบัตรประจำตัวต่างๆของเราอย่างละเอียดถึงที่บ้านเลยค่ะ ยืนยันแล้วก็เห็นยิงโค้ดและโทรศัพท์อะไรอีกไม่รู้ สุดท้ายเรายังต้องเอาโค้ดที่ได้มามา activate ผ่านเน็ตอีกทีค่ะ ... เรียกว่าค่อนข้างระวังกันพอควรเลย

จริงๆเราเป็น Premium account มาเป็นปี ตั้งแต่สมัยไปแข่งบิด 35L มากอดแล้วค่ะ แต่เพิ่งไม่กี่อาทิตย์นี้เองเพิ่งจะไปแคนเซิลสมาชิกเพราะเตรียมตัวจะกลับไทย มาเจอราคาประหยัดไป 6,150 เยนนี่ความงกขึ้นหน้ารีบกลับไปสมัครใหม่ทันทีค่ะ (เนื่องจากมีประวัติเดิมอยู่แล้ว หนนี้แค่กดสมัครก็ได้ Premium account กลับมาแล้วไม่ต้อง verify ใหม่อีกรอบ .. เห็นว่าการแคนเซิล Premium account เค้าจะตัดตอนปลายเดือน ช่วงระหว่างนี้เลยยังสามารถกลับไปใช้ได้ใหม่)

ที่ผ่านมาบิดเลนส์สองตัว และเครื่องสำอางเล็กๆน้อยๆ ซึ่งคนปล่อยของก็เป็น user ธรรมดาๆเหมือนเรานี่ล่ะค่ะ มาหนนี้ user นี้เป็นร้านค้ามาเอง ดังนั้นเราเลยไม่ต้องไปบิดแข่งกะใคร กดแล้วแทบจะได้ของเลยค่ะ เพราะสินค้าเค้าก็เอามาลงใหม่เรื่อยๆ เราเลยชนะบิดมาอย่างง่ายดาย (เพราะมีบิดอยู่คนเดียว )

เพื่อเป็นการรักษาเครดิตที่ดีในฐานะผู้ซื้อ บิดได้แล้วเราก็รีบจัดการกรอกแบบฟอร์มเพื่อจ่ายเงินเลยค่ะ บทเรียนที่ไม่คาดคิดอย่างแรก คือ เรื่องราคาของค่ะ ... ค่าส่งของ 750 เยนนี่เฉยๆเพราะรู้อยู่แล้ว แต่ราคาของตอนบิดที่เขียนว่า 53,500 เยน พอบิดได้ กลับโดนบวก vat อีก 5% ราคาขึ้นเป็น 56,175 เยนค่ะ


บทเรียนแรกนี้แอบอยากเขกหัวตัวเองค่ะที่ไม่รอบคอบ ตอนอ่านรายละเอียดไม่ได้ดูว่าราคานี้รวม vat แล้วหรือยัง ... แบบว่าคนมันเคยตัวน่ะค่ะ เคยบิดแต่กับ user ด้วยกันก็ตรงๆง่ายๆตอนบิดบิดไปเท่าไหร่ ถึงตอนจ่ายก็บวกเพิ่มแค่ค่าส่งของอย่างเดียว หรือบางทีมีค่าธรรมเนียมการโอนเงินบ้าง ... หนนี้เจอ user แบบร้านขายของเข้าบวก vat 2,675 เยนจากที่คิดว่าจะได้ถูกกว่ากัน 6,150 เยนก็ลดเหลือแค่ถูกกว่ากันประมาณ 3,475 เยน

แต่ ณ จุดๆนี้ยังรับได้ค่ะ ยังไงก็ยังถูกกว่าซื้อตรง kakaku.com ว่าแล้วก็ไปต่อ ... วันนั้นสงสัยผีเข้าจริงๆค่ะ นึกเฮี้ยนขึ้นมาหลายอย่าง แต่ไหนแต่ไรเลือกจ่ายเงินแบบเดินไปโอนสดที่เงินธนาคารทุกครั้ง หนนั้นนึกไงไม่รู้อยากจ่ายบัตรเครดิต (แบบว่าช่วงนี้อากาศโตเกียวร้อนอึดอัดสุดๆเลยค่ะ แถมเป็นวันหยุดโอบ้งด้วยกลัวธนาคารไม่เปิด) ก็เลยกดเลือกในภาพตะกี้เป็นแบบจ่ายด้วย Yahoo!かんたん決済 (Yahoo!Kantan-kessai) เป็นบริการจ่ายเงินของทาง Yahoo เค้าน่ะค่ะ

กดไปเรื่อยๆไม่ได้คิดอะไรค่ะ จนมาถึงหน้านี้ต้องขยี้ตาอีกรอบ ค่าธรรมเนียมที่ต้องจ่ายเพิ่มถ้าใช้บัตรเครดิตจ่ายผ่าน Yahoo!kantan บวกเพิ่มอีก 2,989 เยน นี่มันอะไรก๊านนนน


เห็นค่าธรรมเนียมขนาดนี้ก็รีบกลับลำเลยสิคะ ถ้าเดินไปโอนเองแบงค์ที่ว่านี้อย่างมากก็เสียค่าธรรมเนียมโอน 4-600 เยนเอง พยายามกด back กลับไปหน้าก่อนๆ แต่ปรากฏว่าไม่ว่ายังไงทางระบบของ Yahoo auction ก็ไม่ให้เราเลือกวิธีจ่ายเงินใหม่ค่ะ จะปิดคอม ล็อคอินล็อคเอ้าท์ที่ yahoo กี่รอบก็เหมือนเดิม แถมยังมีเขียนย้ำสีแดงตัวใหญ่ๆไว้ที่หน้า auction ด้วยนะคะว่า "คุณได้ทำการเลือกจะจ่ายเงินด้วยวิธี Yahoo!Kantan ไปแล้ว ณ วันที่ XX เดือน XX เมื่อเวลา XX โมง XX นาที"

เอาแล้วสิคะกลับลำไม่ได้ แต่ทางยังพอมีค่ะ เหลือบไปเห็นว่าวิธี Yahoo!Kantan นอกจากบัตรเครดิตแล้วยังมี Internet banking ด้วย กดเช็คดูแล้ววิธีนี้ค่าธรรมเนียมที่ต้องเสียให้ Yahoo แค่ 298 เยนเท่านั้น ว่าแล้วก็ลุยโลดค่ะ


ถึงตรงนี้ถ้าใครคิดว่าบทเรียนเล่มนี้ของเราจะจบแค่สองตอนนี้ ก็ผิดไปแล้วค่ะ กว่าจะได้กล้องใหม่นี้มานี่ได้บทเรียนใหม่มาเพียบเลย ... ปัญหาต่อไปคือเราไม่เคยสมัคร Internet banking ไว้ แต่จะไปยากอะไรก็เข้าเว็บธนาคารไปสมัครเลยสิคะ ทำจนเสร็จทุกขั้นตอน แต่ผลปรากฏว่า security code ขั้นที่สอง (ขั้นแรกคืออันที่เรากำหนดเองตอนสมัคร) มันจะส่งไปรษณีย์มาให้เราทีหลังภายในหนึ่งอาทิตย์ค่ะ ... มีรหัสไม่ครบทั้งสองขั้นเราก็ไม่สามารถใช้ internet banking ซื้อของอะไรได้ ช่วงนั้นติดวันหยุดยาว กว่าจะรอหมดวันหยุด รอรหัสมาส่งน่ากลัวรอเป็นสิบวันค่ะ

เจอบทเรียนตอนที่สามนี้เข้าไปนี่ก็อย่างเซ็งเลยค่ะ จริงๆก็ความผิดเราเองทั้งหมดที่ไม่เคยได้อ่านละเอียดถึงวิธีการจ่ายเงินด้วยบริการ Yahoo!Kantan มาก่อน อยู่ๆนึกเฮี้ยนจะลองใช้แล้วดันไปอาศัยความคุ้นเคยจากการซื้อของด้วยบัตรเครดิตผ่านเน็ตมาหลายปี(ในเว็บอื่นๆ)ว่าไม่เคยโดนชาร์จอะไรเพิ่มมาก่อน ...

เขกหัวเองไปหลายทีแล้วก็ตัดสินใจค่ะ กรณีนี้เห็นๆเลยว่าความผิดเราชัดๆ ไม่รู้ว่าจะไปเจรจากับทางผู้ขายหรือทาง Yahoo เพื่อเปลี่ยนได้ไหม เพื่อตัดปัญหาในการไปเจรจา(ภาษาญี่ปุ่นอีกต่างหาก ไม่รู้จะเจรจาได้รู้เรื่องไหม)และด้วยอาการไม่อยากเสียเครดิตใน yahoo account ก็เลยยอมจ่ายด้วยบัตรเครดิตไปค่ะ

จากที่คิด(หลังโดน vat)ว่าอย่างน้อยก็ยังถูกกว่า kakaku.com 3,475 เยนล่ะน่า เจอค่าธรรมเนียมนี้ไปอีก 2,989 เยน สรุปว่าจ่ายไปทั้งหมดจากการประมูลหนนี้ 59,914 เยน ถูกกว่าซื้อใน kakaku.com แค่ 477 เยนหรือแทบจะเรียกว่าไม่ต่างเลยก็ได้ค่ะเนี่ย ถ้าซื้อทาง kakaku.com แต่แรกก็จ่ายเงินเสร็จเรียบร้อยแล้วไม่ต้องหัวหมุนอย่างนี้

... เท่าที่ไปตามอ่านดูทีหลัง การที่เราใช้บัตรเครดิตผ่านทาง Yahoo!Kantan นี้ ทาง Yahoo เค้าจะไปโอนเงิน(สด)ให้กับทางผู้ปล่อยของ(ตามรอบเวลาที่กำหนดในแต่ละวัน) ดังนั้นผู้ขายจะได้เงินสดเป็นค่าของทันทีค่ะ พอยืนยันว่าเงินเข้าบัญชีแล้วเค้าก็ส่งของให้ลูกค้าได้ทันที ผู้ขายไม่ต้องรับความเสี่ยงใดๆ ... ส่วนทาง Yahoo ค่อยจะได้เงินคืนจากการหักบัตรเครดิตของเราทีหลัง(เป็นเดือน) ... ที่ค่าธรรมเนียมวิธีนี้มันแพงคิดว่าคงเป็นค่าความเสี่ยงนี่ล่ะมั้งคะ เพราะทาง yahoo ต้องรับความเสี่ยงเต็มๆในกรณีที่คนบิดได้เบี้ยวขึ้นมา ได้ของเรียบร้อยแต่บัตรเครดิตจ่ายเงินไม่ผ่านอะไรอย่างนี้เป็นต้น

.
.
.
.

ยังไงก็ตาม transaction นี้ก็จบไปแล้วค่ะเหลือแต่รอรับของมาส่งอย่างเดียว ... เรื่องต่อไปที่ต้องคิดคือการแปรรูป KissX3 ให้เป็นเงิน เพื่อมาสมทบทุนกล้องใหม่

บล็อคที่ระลึกสมัยซื้อ Kiss X3 มาใหม่ๆก็ อันนี้ เลยค่ะ จริงๆก็แอบอาลัยอาวรณ์นิดๆ ก็มันกล้อง DSLR ตัวแรกน่ะนะคะ ใช้มาตั้งแต่เรายังถือกล้องได้ไม่นิ่ง เซ็ตค่าอะไรยังไม่ค่อยเป็น ก็ได้กล้องนี้เป็นครูคนแรกสอนอะไรเรามาหลายอย่าง แถมยังไม่เคยดื้อหรือมีปัญหาอะไรเลย(ยกเว้นหนึ่งวันหลังจากที่เราทำมันตกพื้น) ไปไหนไปกันกับเรามาตั้งหลายประเทศในหลายทวีปของโลกแล้ว

แต่จุดประสงค์ของเราคือซื้อกล้องมาเพื่อใช้น่ะค่ะ ในเมื่อเราตัดสินใจซื้อตัวใหม่มาแล้ว ตัวเก่าก็ขอแปรรูปให้มันเกิดประโยชน์อะไรขึ้นมากกว่าการเก็บใส่กล่องเป็นที่ระลึกดีกว่า ให้คนที่เค้าได้ใช้ประโยชน์ได้มันไป ใช้มันให้คุ้มจนพังก็ยังดีกว่าวางทิ้งไว้ให้ฝุ่นจับจนพัง ... แล้วคือคนรอบตัวเราไม่มีใครใช้ DSLR เลยค่ะ(เหตุเพราะมันหนัก) จะยกให้ใครก็ไม่ได้เลยขายดีกว่า

เช็คราคาที่เว็บต่างๆในไทยคร่าวๆ KissX3 (เลนส์ไม่มี)หมดประกัน มือสอง อย่างนี้น่าจะได้อย่างมากก็ 10,000 - 13,000 บาท ... เช็คเว็บญี่ปุ่นบ้างตอนนี้มือหนึ่งราคาอยู่ที่ 47,500 เยน (ประมาณ 18,532 บาท) ลดลงจาก เมย 2009 ตอนออกมาใหม่ๆ 47.1% แล้ว


ถ้าจะขายที่ญี่ปุ่นเราก็เลือกจะขายที่ตัวกลางซื้อขายใหญ่อย่าง MapCamera ค่ะ แบบว่าขี้เกียจลงขายเองใน Yahoo Auction (ไม่เคยลองขายด้วยค่ะ ซื้ออย่างเดียว) ปล่อยให้ทางผู้เชี่ยวชาญเค้าประเมิน ตัดเกรด และเสนอราคาให้เลยดีกว่า ... ขายอย่างนี้ไม่ยุ่งยากดี ไม่ต้องต่อราคากัน(เค้าให้เท่าไหร่คือจบค่ะ ต่อไม่ได้ ถ้าราคาไม่ถูกใจก็ไปหาทางขายที่อื่นแทน) ไม่ต้องโดนซักประวัติว่าทำไมถึงขาย เคยเกิดอุบัติเหตุอะไรกับกล้องบ้างไหม จะรับประกันคืนกล้องหลังซื้อภายในกี่วัน บลาๆๆ

... อีกอย่างคือ เราเชื่อในความมีมาตรฐานและความตรงไปตรงมาของร้านที่ญี่ปุ่นน่ะค่ะ ว่าเค้าจะตัดเกรดไปตามความเป็นจริง ไม่แอบกดราคาเราแบบไม่มีเหตุผล หรือกดราคาโดยอ้างอะไรก็ไม่รู้ทางเทคนิคลึกๆที่เราเองไม่มีความรู้พอจะไปตรวจสอบได้เองว่าเค้ามั่วหรือเปล่า

ประเมินดูว่าถ้าเป็นเรา ราคามือหนึ่งใหม่เอี่ยมอยู่ที่ 47,500 เยน ถ้าจะซื้อมือสอง(ที่ใช้มาไม่น้อย แถมสภาพภายนอกมีร่องรอยจากการใช้งาน) ไม่ได้ราคาต่ำกว่า 30,000 เยนเราคงไม่ซื้ออ่ะค่ะ และจากประสบการณ์ขายเลนส์มือสองที่ MapCamera เมื่อ ครั้งโน้น พอรู้แนวแล้วว่าเราต้องเผื่อทางร้านหักราคาเรา เพื่อเป็นค่าจ้างพนักงาน ค่าน้ำค่าไฟ และ อะไรทั้งหลายแหล่ของร้านด้วย

สรุปไว้ล่วงหน้าว่าเราต้องการราคา 20,000 - 25,000 เยนค่ะ ถ้าได้น้อยกว่านี้ก็ไม่ขายที่ญี่ปุ่น ไว้เก็บไปลองขายเองอีกทีตอนกลับไทยแทน ... บทเรียนตอนที่สี่ที่เป็นตอนสุดท้ายอันแสนเจ็บใจ(ตัวเอง)ก็เกิดตอนขายกล้องนี่ล่ะค่ะ หอบกล้อง + สายคล้อง + แบตแท้ + ที่ชาร์ต + สายต่อ USB กับคอม ไปรอเค้าประเมินราคาอยู่ 40 นาที

ผลออกมาดังนี้ค่ะ ... กล้องเราได้รับการตัดเกรดเป็น "良品 Good : No problems except for some scratches or signs of wear" อย่างที่เราคาดไว้เป๊ะค่ะ เกรดนี้หมายถึงของที่ทำงานได้ปกติทุกอย่าง แต่สภาพภายนอกมีร่องรอยบ้าง (รายละเอียดเกรดอื่นๆดูใน บล็อคเก่า นะคะ) ... ราคาที่ประเมินมาคือ 18,500 เยน แต่มีโน้ตเล็กๆติดมาด้วยค่ะ ว่าเราจะได้ราคาเพิ่มเป็น 22,000 เยน ถ้าเรามีหนังสือคู่มือต่างๆของกล้องมาพร้อมกันด้วย

ตรงนี้ล่ะค่ะที่ได้ยินแล้วอยากจะร้องไห้ ... ทำไมน่ะเหรอคะ ก็เพราะว่าตั้งแต่ซื้อ KissX3 มาหนึ่งปีกับอีกเกือบสิบเดือนนี่ ทั้งกล่อง ทั้งคู่มือ ทั้งใบรับประกันต่างๆ(หมดอายุไปตั้งแต่ปีแรกแล้ว) แม้แต่ซองพลาสติกเล็กๆน้อยๆ เราเก็บมันไว้ในกล่องอย่างดีมาตลอด แต่เพิ่งจะ 1-2 อาทิตย์นี้เองที่เราเก็บของทิ้งขยะในห้องเพื่อเตรียมคืนห้องก่อนกลับไทย พวกกล่องกล้องต่างๆ หนังสือคู่มือต่างๆที่เราไม่เคยได้แตะก็โดนมัดทิ้งไปพร้อมกันด้วย ... จะกลับไปรื้อขยะก็ไม่ทันแล้วค่ะรถขนขยะเอาไปหมดแล้ว

อารมณ์นั้นนี่เซ็งอย่างบอกไม่ถูกเลยค่ะ ไม่เคยรู้เลยว่าแค่หนังสือคู่มือกล้องต่างๆนี่จะมีค่าเป็นเงินถึง 3,500 เยน ส่วนตัวเราตอนได้มาใหม่ๆก็แค่เปิดอ่านผ่านๆเท่านั้นเพราะมันภาษาญี่ปุ่นหมด อาศัยไปโหลดภาษาอังกฤษแล้วอ่านในคอมเอาเป็นหลักค่ะ (แต่จริงๆคู่มือกล้องมันก็เป็นหนังสืออย่างดีเล่มหนาน่ะนะคะ ก็ถือว่ามีมูลค่าอยู่) ... ถามย้ำเค้าอีกทีว่าไม่ได้หมายถึงใบรับประกันใช่มั๊ย เค้าก็ยืนยันค่ะว่าใบรับประกันไม่เกี่ยว(เพราะหมดประกันแล้ว) เกี่ยวแค่หนังสือคู่มือเท่านั้น (นึกได้อีกอย่างว่าสายต่อกล้องกับทีวีเราก็ไม่มีไปขายค่ะ ปกติเราไม่ใช้เลย)

ให้เวลาตัวเองไว้อาลัยตัวเองไม่กี่นาที แต่ก็ตัดสินใจขายค่ะ 18,500 เยนก็ได้ ... ถ้าดูราคา 22,000 เยนมันก็อยู่ในเกณฑ์ที่เราต้องการอยู่ ความผิดเราอีกแล้วที่ทิ้งคู่มือไปไม่ดูตาม้าตาเรือ(ก็คนมันไม่รู้จริงๆอ่ะค่ะ) เพื่อเป็นประจักษ์พยานของบทเรียนราคา 3,500 เยนในหนนี้ขอแปะภาพเอกสารยืนยันการซื้อขายมา ณ ที่นี้ค่ะ ... อันนี้เพิ่งเห็นว่าในเอกสารเขียนว่าโดนหัก 500 เยนเพราะไม่มีคู่มือ แต่ตอนเราคุยเหมือนเค้าจะบอกว่าเพราะไม่มีคู่มือและยืนยันความเป็นเจ้าของอะไรไม่ได้นี่ล่ะค่ะ สงสัยกลัวว่ามีมาแต่ตัวกล้องอาจเป็นของหยิบชาวบ้านมาโดยไม่ขออนุญาตหรือเปล่าก็ไม่รู้


สรุปตามแผนภูมิด้านล่าง กล้องใหม่ของเราได้มาด้วยราคา 41,414 เยนค่ะ (เลขสวยน่าเอาไปแทงหวยนะคะเนี่ย) เสียค่าความประมาทและความคิดน้อยเกินไปประมาณ 6,490 เยน(ไม่รวม vat5%) สำหรับค่าครองชีพที่ญี่ปุ่นจะว่ามากก็มาก จะว่าไม่มากก็ไม่มากค่ะ เทียบเป็นค่าครองชีพที่ไทยแล้วเงินจำนวนนี้ก็ประมาณว่าเราเสียค่าโง่ที่ไทย 649 บาทได้ค่ะ (คิดในแง่ดีว่าอย่างน้อยเราก็ได้เงินเดือนจากรัฐบาลญี่ปุ่นมาเป็นเงินเยนอยู่แล้ว ไม่ต้องเอาบาทไปแลกเยนอีกทีล่ะน่า)


บทเรียนสี่ตอนอันแสนชอกช้ำทั้งหลายผ่านไปแล้ว ได้เวลาเปิดกล่องกล้องใหม่ต้อนรับ Canon EOS Kiss X5 แล้วค่ะ


บนกล่องเขียนว่ามีเลนส์ EF-S 18-55 IS II ด้วย ทีแรกนึกว่าจะมีปัญหาต้องเปลี่ยนของอีกแล้วเพราะเราสั่งแต่บอดี้มา


เปิดในกล่องปรากฏว่าไม่มีปัญหาค่ะ มาแต่บอดี้ถูกต้องตามที่สั่ง ... เห็นซองคู่มือและซีดีพวกนี้แล้วก็อดหวนไปเจ็บใจและเสียดายเงินไม่ได้ค่ะ ไม่น่าเลยเรา หลายพันเยนสลายไปเพราะของพวกนี้เอง


มาถึงตัวกล้องค่ะ ตอนนี้ยังใหม่เอี่ยมไร้ริ้วรอย แต่ใช้ไปสักพักเดี๋ยวรอยก็มาชัวร์ เราเป็นพวกไม่ได้ถนอมกล้องเท่าไหร่นัก ถือว่าซื้อมาใช้น่ะค่ะ มีร่องรอยริ้วรอยบ้างก็ธรรมดา นึกอยากวางท่าไหนก็วาง ยื่นกล้องขอให้ใครต่อใครช่วยถ่ายรูปเป็นร้อยๆ ... แต่ก็ไม่ได้ถึงกับจะเอากล้องมาโยนเล่นแทนลูกบอล หรือ วางกระแทกแรงๆเพื่อความสะใจอะไรอย่างนี้นะคะ ให้ความระมัดระวังตามสมควรสำหรับอุปกรณ์อิเลคโทรนิค แต่ไม่ได้ปกป้องขนาดไข่ในหิน ริ้นไม่ไต่ไรไม่ให้ตอม ต้องห่อไว้ในกระเป๋ากล้องตลอดอะไรทำนองนั้น มันไม่ใช่สไตล์เราค่ะ


สำหรับคนเคยใช้ Kiss X3 อย่างเรา Kiss X5 ก็ไม่ได้ต่างกันมากเท่าไหร่ ลองจับๆปรับๆดูก็ใช้งานได้แทบจะเหมือนเดิมโดยไม่ต้องอ่านคู่มือเลยค่ะ ไปๆมาๆเลยค่อนข้างจะไม่ได้เห่อกล้องใหม่นี้เท่าไหร่นัก อารมณ์เหมือนเอาของเดิมไปอัพเกรดมากกว่าได้ของใหม่ ที่จับแล้วรู้สึกต่างคือ ปุ่มด้านหลังกล้องดูจะแบนลงกว่าตอน Kiss X3 และ วัสดุตัวกล้องจะสากๆไม่เป็นพลาสติกลื่นๆเหมือนเดิมค่ะ (อ้อ! อีกอย่างคือ มี Picture Style Auto มาให้ด้วยค่ะ ตอน Kiss X3 ไม่เห็นมี)


ท่องเน็ตไปมาไปอ่านเจอรีวิวภาษาไทยนี้เข้าค่ะ รีวิว Canon EOS-600D และ wireless flash trigger เจ้าของรีวิวเค้าเปรียบเทียบ 500D กับ 600D พอดี อ่านแล้วช่วยย่นเวลาอ่านคู่มือเราได้หลายเลย เหมือนมีคนสรุปความต่างในหลายๆประเด็นของทั้งสองรุ่นมาให้แล้ว ... แต่นิดนึงคือแฟลชเราเป็น Speedlite 430 EX II น่ะค่ะ ต้องใช้การกดปุ่ม "Zoom" หลังแฟลชค้างเพื่อเซ็ตให้แฟลชเป็น slave ก่อน ทีแรกนี่อ่านรีวิวทำตามแล้วงงค่ะว่าทำไมเรา wireless trigger แฟลชแยกไม่ได้สักที (ไปอ่านคู่มือแฟลชมาค่ะ ถึงได้รู้ว่าต้องเซ็ตแบบนี้)

บ่นมาซะยาวก็ขอจบบล็อคนี้ที่ตรงนี้นะคะ จอพับนี้ล่ะค่ะที่เราต้องการ ที่มาของบทเรียนทั้งปวงที่เราได้รับมาในบล็อคนี้ เท่าที่ลองใช้ดูก็สะดวกดีค่ะ ไม่ต้องก้มเองเงยเองให้เมื่อย แต่สปีดของ Auto Focus ใน Live view ของ Canon ก็ยังคงอืดอาดคงเส้นคงวาไม่เปลี่ยนแปลง แต่ก็ไม่เป็นไรค่ะ เราชินมาตั้งแต่ตอนใช้ Kiss X3 แล้ว



อัพเดต 9 SEP 2011

เกิดเรื่องให้เซ็งหนักยิ่งกว่าเดิมค่ะ ระหว่างทำความสะอาดห้องเตรียมย้ายออกกลับไทย โยนขยะต่างๆทิ้งไปเรื่อยๆสายตาก็ไปเจอะกล่องพลาสติกอะไรไม่รู้อันนึง เปิดดูข้างในไม่อยากจะเชื่อ ... มันคือคู่มือและซีดีทั้งหมดของ KissX3 ของเรานั่นเอง ที่แท้ 3,500 เยนมาอยู่ตรงนี้ จำไม่ได้เลยจริงๆค่ะว่าแยกมาเก็บเอาไว้เพราะปกติเป็นคนเก็บรวมไว้ในกล่องเดียวกันหมด มองคู่มือเล่มใหม่กิ๊กแทบไม่มีรอยยับกับบรรดาหนังสือสีสวยๆแนะนำทริกและบริการต่างๆของ Canon (พวกนี้น่าจะเคยเปิดแค่หนึ่งครั้งถ้วนตอนได้ของมาใหม่ๆ) แล้วก็เฮิร์ทค่ะ โธ่ 3,500 เยนของเราโผล่มาซ้ำเติมกันทำไมตอนนี้เนี่ย


-------------------------------------------

ภาพในบล็อคนี้ถ่ายทำด้วย Sony NEX-5 + Alpha E 18-55mm OSS ปรับแสง+ย่อ+sharp ด้วย Photoscape ใส่ลายน้ำแล้วก็เป็นอันเสร็จค่ะ


>> คลิกเพื่อดูรายการบล็อคอัพใหม่ทั้งหมด




 

Create Date : 17 สิงหาคม 2554    
Last Update : 9 กันยายน 2554 18:10:15 น.  

กลับสู่อารยธรรม Sony อีกครั้งกับ NEX-5D สีเงิน ราคา 48,654 เยน (ประมาณ 18,000 บาท) เท่านั้น


บล็อคนี้จะกึ่งๆไดอารี่นะคะ บรรยายน้ำเยอะไปเรื่อยเปื่อยค่ะ

ณ ปัจจุบันจริงๆใช้ EOS Kiss X3 อยู่นะคะ Sony ตัวสุดท้ายที่เคยใช้ก็ตั้งแต่ Compact cybershot T3 นั่นเอง พอทำพังก็เปลี่ยนเป็น Nikon Coolpix P5100 ก่อนจะเริ่มมาจับ DSLR ตัวแรกกับเจ้า Kiss X3 เพื่อนยาก

สีหวานๆของเลนส์ L เป็นอะไรที่เลิฟมากๆค่ะ ยิ่งถ้าได้ full frame มาด้วยยิ่งมิติภาพงามหยดไปเลย (แต่ FF นี่เกินงบไปเยอะ แถมหนักเกินด้วยค่ะ คงได้แต่ฝันไปพลางๆ) ว่ากันแล้วก็ชอบ Canon มากแต่ถ้าถามว่าไม่พอใจอะไรกับ Kiss X3 และ บรรดาเลนส์หนอนที่มีอยู่ ณ ตอนนี้บ้าง หลังจากใช้มากว่าหนึ่งปีครึ่งก็มีหลายๆอย่างที่ยังขัดข้องใจอยู่ดังนี้ค่ะ
  • ข้อแรก คือ น้ำหนักค่ะ น้าๆหลายท่านพูดกันว่าหนักหน่อยจับถนัดและมั่นคงดี แต่สำหรับเราแล้วชอบเล็กและเบาไว้ก่อนค่ะ ไม่อยากดูโปรอะไรเพราะใช้ถ่ายส่วนตัว แต่แค่ชอบภาพสวยๆเฉยๆ ซึ่งเจ้า Kiss X3 นี่พอเจอเลนส์และแฟลชเข้าไปเล่นเอาเมื่อยแขนไม่เบาเหมือนกันค่ะ โดยเฉพาะเวลาต้องไปท่องเที่ยวคนเดียว (ไหนจะสมบัติบ้าต่างๆ ตามประสาผู้หญิงอีก )

    หรือต่อให้เหลือแค่ Kiss X3 + 18-55is ก็ยังดูใหญ่ไปสำหรับผู้หญิงอยู่ดีค่ะ กรณีบางวันแต่งตัวสวยๆ(กระเป๋าถือใบติ๊ดเดียว) กะไปเดินเฉิดฉายหรือเที่ยวชิวๆ ไม่อยากไปในมาดตั้งใจไปถ่ายรูปเกินไปนัก แต่ก็อยากพกกล้องไปด้วยเผื่อว่าจะเจออะไรน่าสนใจ เคสแบบนี้ Kiss X3 ตัวนี้ก็ยังตอบโจทย์ไม่ค่อยได้ค่ะ

  • ข้อสอง คือ White Balance ค่ะ เหตุผลเดียวที่เราถ่ายภาพด้วย RAW ก็เพราะต้องการมาแก้ WB ให้ถูกต้องทีหลัง เพราะ Kiss X3 ไม่มีปรับ WB Kelvin มาให้ และ preset WB หรือ AWB เจอที่แสงน้อยทีไร ภาพออกมาแดงเถือกเกินจะรับได้ทุกทีเลยค่ะ (โดยเฉพาะสีผิวคน พอคาลิเบรตจอแล้วยิ่งเห็นชัดว่าแดงแจ๊ดมาก)

    ณ ตอนนี้ทางแก้ก็คือต้องขยับไปเป็นรุ่น xxD แทน อย่าง 60D นี่ก็น่าสนใจมากๆค่ะ มีจอหมุนได้ด้วย แต่ติดก็ตรงว่าน้ำหนักมากขึ้นอีก 150g เลยยังคิดหนักค่ะ ว่าจะแบกไหว(ตลอดรอดฝั่ง)ไหมล่ะเนี่ยเวลาเดินทางคนเดียว

หลักๆก็คือสองข้อนี้ล่ะค่ะ คอมแพ็คตอนนี้ก็โอนให้คนอื่นใช้แทนไปแล้ว มาตอนนี้บางวันนึกอยากมีกล้องตัวเล็กแต่คุณภาพภาพดีๆ (อย่างน้อยก็อยากให้พอๆกับ Kiss X3 + 18-55is) ไว้พกติดกระเป๋าเผื่อได้ถ่ายรูปโน่นนี่ที่บังเอิญเดินไปเจอบ้างก็เจอกระแส Mirrorless นี่เข้าให้ เป็นโอกาสดีที่จะได้ลองใช้ WB Kelvin ดูก่อนด้วยค่ะว่าเราจะใช้มันได้คุ้มค่าพอที่จะพิจารณาอัพระดับ KissX3 ไหม (ก่อนนี้ถ่ายรูปเวลาไม่พก KissX3 ก็ใช้ iPhone 3GS ไปพลางๆค่ะ ภาพไม่ชัดเอาซะเลย)

ส่วนสาเหตที่เลือก Sony NEX-5 นั้น เป็นเพราะติดใจจาก MV นี้ค่ะ ซึ้งมากกกก เพลงชื่อ 昔からある場所 Mukashi-kara-aru-basho หรือ Hello Again ที่มี Sony เป็นสปอนเซอร์ เศร้าสุดๆเลยค่ะดูทีไรร้องไห้ทู้กกกที ดูมาสิบรอบก็ร้องไห้สิบรอบ (ปล mv เพลงนี้จะหายไปจาก youtube อยู่เรื่อยๆเพราะโดน sony ตามมาเคลมลิขสิทธิ์ค่ะ อีกสักพักอันนี้เองก็อาจจะโดนด้วยก็เป็นได้)


เนื้อเพลงสักนิด แบบว่าชอบเพลงนี้จริงๆ

いつも 君と 待ち続けた 季節は
何も言わず 通り過ぎた
雨はこの街に 降り注ぐ
少しの リグレットと罪を 包み込んで

泣かないことを 誓ったまま 時は過ぎ
痛む心に 気が付かずに 僕は一人になった

「記憶の中で ずっと二人は 生きて行ける」
君の声が 今も胸に響くよ それは愛が彷徨う影
君は少し泣いた? あの時見えなかった

自分の限界が どこまでかを 知るために
僕は生きてる訳じゃない

だけど 新しい扉を開け 海に出れば
波の彼方に ちゃんと”果て”を感じられる

僕は この手伸ばして 空に進み 風を受けて
生きて行こう どこかでまためぐるよ 遠い昔からある場所
夜の間でさえ 季節は変わって行く

雨は やがて あがっていた

「記憶の中で ずっと二人は 生きて行ける」
君の声が 今も胸に響くよ それは愛が彷徨う影
君は少し泣いた? あの時見えなかった


เอาจริงๆ ล้อเล่นค่ะ ใครจะไปซื้อกล้องแพงๆเพียงเพราะแค่ชอบโฆษณากันล่ะเนอะ (เอ๊ะ แต่ไม่แน่อาจจะมีส่วน ;P) จริงๆคือกระแสมันมาแรง และก็ไปลองเล่นมาหลายหนมากๆแล้ว รู้สึกว่ามันตอบโจทย์เราได้ค่ะ
  • คุณภาพไฟล์ว่ากันว่าที่ ISO สูงภาพเนียนกว่า KissX3 ของเราเสียอีก เพราะเซนเซอร์ใหม่กว่า อันนี้ไม่เคยเอาไฟล์มาเทียบกันจะๆเลยไม่ชัวร์ แต่เทคโนโลยีใหม่กว่ามันก็น่าจะเป็นอย่างนั้นอยู่แล้วเนอะคะ

  • แม้เลนส์ Alpha E 18-55 OSS จะไม่เล็ก แต่ตัวกล้องเล็กลง ประกอบกันแล้วก็ดูไม่ใหญ่เกินไป เอามาสะพายเฉียงติดตัวก็กำลังดูดีเชียวค่ะ หรือวันไหนกระเป๋าใบเล็กก็ย่อมาเป็นเลนส์แพนเค้กแทนได้ ยิ่งเบาเข้าไปใหญ่ใส่กระเป๋าสบายๆ

  • Sony นี่ไม่งกเลยนะคะ กล้องตัวนิดเดียว แต่ใส่ฟังค์ชั่นปรับ WB Kelvin มาให้พร้อม อันนี้ถูกใจมากเลยค่ะ เวลาถ่ายหมูหมากาไก่สบายๆจะได้จบเป็น jpeg จากกล้องได้เสียที ไม่ต้องมาแก้ Kelvin ทีหลัง

  • เท่าที่ลองเล่นดู สามารถเลื่อนจุดโฟกัสไปได้ทั่วทั้งภาพเลย อันนี้ก็สนุกดีค่ะ ย้ายโฟกัสไปได้ทุกที่เลย

  • ฟังค์ชั่นลูกเล่นต่างๆเช่นพวก panorama หรือ พวกยิงรัวแล้วเลือกภาพที่เบลอน้อยสุดให้ หรือ HDR กับ DR พวกนี้ก็น่าสนใจดีค่ะ จะได้ทำเสร็จๆออกจากกล้องเลยไม่ต้องมา PS เองทีหลัง

  • ดีไซน์สวยถูกใจมากกว่า mirrorless หรือ 4/3 ยี่ห้ออื่นๆ เหตุผลนี้ไร้สาระพอตัวแต่ก็มีส่วน(มาก)นะคะ เวลาซื้อพวกโน้ตบุคเราเองก็ชอบดูดีไซน์ประกอบด้วย ฟังค์ชั่นดีแต่รูปร่างเหมือนถือตู้เย็นรุ่นเมื่อสิบปีก่อนไปทำงาน ก็ไม่เลือกเป็นการส่วนตัวค่ะ

เหตุผลสุดท้ายคงเพราะราคามันลงมาพอประมาณแล้วด้วยค่ะ(เล็งๆมาตั้งแต่ตอนยังแพงเว่อร์) ที่ญี่ปุ่นถ้าซื้อในอินเตอร์เน็ตราคา NEX-5 double lens kit มือใหม่เอี่ยมแบบถูกที่สุด จากหน้าเว็บ kakaku.com ณ วันที่ 9 มกรา 2011 ก็เหลือเท่านี้แล้วค่ะ (กว่าจะปล่อยบล็อคนี้ออกมา ราคาก็ลงไปอีกหน่อยแล้วค่ะ ที่ญี่ปุ่นซื้อขายแลกเปลี่ยนในเน็ตเป็นเรื่องปกตินะคะ เท่าที่ใช้บริการมาก็ปลอดภัยหายห่วงเลย มีประกันที่ญี่ปุ่นหนึ่งปี ของก็เปลี่ยนได้ในเจ็ดวันค่ะ)


เว็บนี้ถือเป็นเว็บซื้อขายใหญ่อันดับต้นๆของญี่ปุ่นเลยค่ะ มีการทำสถิติรวบรวมราคาทุกอย่างไว้ให้เรียบร้อยสามารถเช็คย้อนหลังได้ อย่างภาพล่างนี้คือสถิติราคาของ NEX-5 double lens kit ตั้งแต่ตอนเริ่มขายใหม่ๆถึงปัจจุบัน ค่อยๆลดลงมาเรื่อยๆตามปกติของสินค้าเทคโนโลยี (เส้นสีฟ้าคือราคาที่วางขายปกติในห้างร้าน เส้นสีแดงคือราคาที่วางขายกันในอินเตอร์เน็ตค่ะ ขายได้ถูกกว่าเพราะพวกนี้มักไม่มีหน้าร้าน ช่วยลดต้นทุนไปได้เยอะ อาศัยติดต่อกันทางอีเมล ให้เราโอนเงินให้ก่อน แล้วค่อยจะส่งของมาให้ที่ที่อยู่ในญี่ปุ่นทางไปรษณีย์ค่ะ)


เอาเฉพาะสถิติราคาในช่วงสามเดือนล่าสุดก็เป็นดังภาพค่ะ เค้ามีสรุปให้ด้วยว่าเทียบกับราคาตอนออกมาใหม่ๆตอน มิถุนา 2010 ตอนนี้ราคาลงมา 43% แล้ว (อยากให้ที่ไทยมีเว็บรวบรวมข้อมูลสินค้าแบบนี้มั่งจังค่ะ สะดวกและชัดเจนมากๆ)


ลองย้อนกลับไปเช็คสถิติของ EOS Kiss X3 (body) ในช่วงสองปีล่าสุดบ้างค่ะเพื่อเอามาเปรียบเทียบกัน ตัวนี้ออกมาเกือบสองปีเต็มแล้ว ราคาลดลงมาจนน่าจะใกล้อิ่มตัวแล้วนะคะ ก็อยู่ที่ลดลง 50.8% เทียบกับราคาตอนออกใหม่ๆค่ะ


ดูเทียบกันแล้วเราก็สรุปเอาเองค่ะว่า ราคามันลงมาพอสมควรแล้วล่ะ และ 4 หมื่นกว่าเยนแถมเลนส์สองตัวก็ถือว่าถูกเลย(โดยเฉพาะถ้าเทียบกับค่าครองชีพในโตเกียว) เลยจัดการสั่งมาเรียบร้อย ได้ตัวสีเงินมาในราคารวมค่าส่งที่ 48,654 เยน หรือประมาณ 17,800 บาทค่ะ (ช่วงนี้หลายๆร้านเหลือแต่สีดำด้วยค่ะ ดูเหมือนสีเงินจะขายดีกว่า) มีลองไปเช็คราคาที่ไทยในกระทู้ดูบ้างเห็นมีแต่ 24,000 บาทอัพทั้งนั้น เลยยิ่งไม่ลังเลค่ะรีบซื้อจะได้มีเวลาใช้ประกันช่วงที่ยังเรียนอยู่ญี่ปุ่นนี่ให้คุ้มๆ


แต่ช้าก่อนค่ะ ถูกกว่าที่ขายที่ไทยซะขนาดนี้มันต้องมีวาระซ่อนเร้นอะไรแน่ๆ หลังจากตัดสินใจกดสั่งซื้อ(แต่ยังไม่ได้โอนเงิน) ก็บังเอิญไปเจอสาเหตเข้าพอดี ดูเหมือนกล้อง Sony นี่จะมี Japan model กับ International model ซึ่งรุ่นที่ขายในญี่ปุ่นก็จะเป็น Japan model ราคาถูกกว่ากันเยอะ แต่จำกัดเมนูว่ามีแต่ภาษาญี่ปุ่นค่ะ จะอัพ firmware หรืออะไรก็ไม่ช่วยให้เปลี่ยนเป็นอังกฤษได้แต่อย่างใด ก็ถือเป็นความรู้ใหม่ของเราเลยค่ะ เพราะก่อนนี้ก็ซื้อทั้ง DSLR Canon, Nikon มาแล้วก็เห็นเปลี่ยนภาษาได้กันหมด (ลองถามเพื่อนที่ทำงานอยู่ Sony ที่ญี่ปุ่นแผนกพวกกล้อง Digital แล้ว เค้าก็บอกว่าไม่เข้าใจเหตุผลดีเหมือนกันค่ะ อ้อ แต่เค้าอยู่แผนกกล้องพวก cybershot นะคะ ไม่ใช่แผนก NEX)


ด้วยความสงสัยส่วนตัวเลยลองไปถาม Yodobashi camera สาขาใกล้บ้านดูก็ได้รับการยืนยันมาเรียบร้อยค่ะ รุ่นที่เห็นขายในเน็ตราคาถูกๆนี่รุ่นภาษาญี่ปุ่นล้วนหมดเลย พวกรุ่นที่เปลี่ยนภาษาได้จะมีขายตามร้านใหญ่ๆที่นักท่องเที่ยวเยอะๆ (เช่น Yodobashi สาขา Akihabara) แต่ราคาแพงกว่ากัน 3 หมื่นเยนเลยล่ะค่ะ อ่านไม่ผิดค่ะ 3 หมื่นเยนจริงๆ รู้ทีแรกเราก็ตกใจว่าอะไรกันแค่ภาษาแค่เนี้ยะ อัพไปสามหมื่นเยนเชียวเหรอ ทีแรกก็คิดว่าคงแพงกว่ากันแค่ไม่กี่พันเยน อย่างมากก็ไม่น่าถึงหมื่นเยนซะอีก (ในเน็ตเราหารุ่น international ไม่เจอเลยค่ะ แต่ถึงมี การอัพราคาก็คงไม่ต่างกับที่ขายหน้าร้านเท่าไหร่)


ส่วนตัวเดาว่าไม่น่าใช่เหตุผลในเรื่องความยากในการผลิต แต่น่าจะเป็นเหตุผลในเรื่องการต้องการให้คนในชาติเดียวกันได้ซื้อในราคาพิเศษค่ะ (เราก็เลยพลอยได้อานิสงค์ซื้อถูกไปด้วยเลย ) รวมๆแล้วก็กลายเป็นว่ารุ่นเปลี่ยนภาษาได้ก็ราคาพอๆกับที่ขายกันตอนนี้ที่ไทยเลยค่ะ


คิดสารตะดูแป๊บนึง ประหยัดไปตั้งสามหมื่นยังไงๆก็สุดคุ้มค่ะ แถมเราก็ไม่มีปัญหากับเมนูภาษาญี่ปุ่นด้วย สรุปแล้วเลยสั่งมาค่ะ เห็นใครบอกว่าพวก Japan-only model พวกนี้มักจะ Made in Japan ด้วย ลองพลิกๆดูซะหน่อย ผลปรากฏว่า ทั้งตัวกล้อง ทั้งเลนส์สองตัว และ แฟลช ทุกอย่าง Made in Thailand หมดเลยค่ะ (อยากรู้อยากเห็นเลยลองไปพลิกอันอื่นดูมั่งค่ะ ทั้งหมดซื้อจากเน็ตในญี่ปุ่นหมดเลย KissX3=Japan EF-S 15-85=Taiwan Lสองตัว=Japan 430exII=China ส่วน SB-900 ที่ที่บ้านฝากซื้อมา=Japan)


ถึงจะ made in อะไรก็ไม่สามารถระงับความเห่อกล้องได้ค่ะ ได้กล้องมาปุ๊บรีบไปซื้อ(จากหน้าร้าน Yodobashi)ฟิล์มกันรอยมาติด(810เยน) แถมด้วย Sony STP-XH1 สายสะพายกล้องสีชมพู๊ชมพู(3310เยน) เหตุเพราะสายที่แถมมากับกล้องนี่มันชอบทำเสื้อผ้าเป็นรอยดำๆอยู่เรื่อยเลยค่ะ ทีแรกก็ดูๆเคสของ NEX-5 แบบหุ้มเฉพาะส่วนฐานด้วย เห็นมันสวยดีและไม่เทอะทะ แต่พอลองถามคนขายดูว่าเจ้าเคสนี่มันมีประโยชน์อะไรบ้างไหม คนขายก็ตอบแบบซื่อๆว่า 「おしゃれダケ」 แปลเป็นไทยคือ "ดีตรงใส่แล้วสวยเท่านั้น" พอลองถามย้ำ เค้าก็ช่วยขยายความให้อีกว่า "นอกจากสวยแล้วก็ไม่มีประโยชน์อย่างอื่นเลย" เล่นตอบซะตรงสกัดดาวรุ่งขนาดนี้ เลยไม่ซื้อมาเลยค่ะประหยัดไปอีกหลายพันเยน (ว่าแต่แล้วเค้าจะขายได้มั๊ยล่ะคะเนี่ย ตรงซะขนาดนี้)



รีวิวส่วนตัวหลังจากได้ลองสะพายติดตัวมาสองอาทิตย์นิดๆก็เป็นดังนี้ค่ะ (เราใช้ NEX ติดตัวไว้ถ่ายอะไรในชีวิตประจำวันที่บังเอิญไปเจอนะคะ เวลาจะไปทริปถ่ายรูปจริงจังก็ยังเอา Kiss X3 ไปเป็นหลักอยู่ดี)
  • เรื่องกินแบตนี่สมคำร่ำลือค่ะ แบตหมดไวจริงๆ แถมใช้เวลาชาร์จนานมากๆ กะๆแล้วนานกว่าแบตของ KissX3 สักเท่านึงได้เลยค่ะ

  • เรื่องความดูดีเหมาะกับผู้หญิงนี่ให้คะแนนเต็มเลยค่ะ ยิ่งสะพายด้วยสายสีชมพูวิ้งๆของโซนี่ด้วยแล้ว คนญี่ปุ่น(ผู้ชาย)ในแล็บยังชมเลยว่ากล้องนี้ดูดีจัง (เหมาะกับคนแต่งตัวผู้หญิ๊งผู้หญิงมากๆค่ะ คอนเฟิร์ม) ส่วนแฟลชก็มีกล่องใส่แยกมาให้น่ารักเชียวค่ะ แถมมีที่ให้สอดกล่องใส่แฟลชเข้ากับสายสะพายกล้องได้ด้วย พกไปไหนมาได้ได้ครบชุดพร้อมกันเลย (hood เลนส์ก็ให้มาพร้อม โซนี่นี่ไม่งกดีนะคะเนี่ย)

  • เรื่องการควบคุมมีวงแหวนหมุนปรับค่าให้ก็หมุนเพลินดีค่ะ ส่วนเรื่องที่ว่าปุ่มควบคุมน้อยเกินไป(เทียบกับ DSLR) พออัพเดต firmware แล้วตั้งค่าการใช้งาน soft key ทั้งสองจุดไปแล้วก็สะดวกขึ้นเยอะค่ะ ตัวที่ใช้บ่อยๆก็ไม่ต้องกดเข้าเมนูลึกๆเหมือนก่อนอัพ firmware

  • เรื่องของ WB Kelvin ที่เป็นจุดประสงค์หลักของเราก็โอค่ะ ปรับได้ทันทีไม่ต้องถ่าย RAW จริงๆมันสมควรจะให้ผลแบบ what you see is what you get แต่เท่าที่ลองมาเหมือนจะไม่ใช่ซักเท่าไหร่ค่ะ สังเกตหลายหนแล้วว่าตอนตั้งถ่ายอุตส่าห์กะ kelvin อย่างดี สีวิว สีผิว ออกมาพอดีแล้ว แต่ภาพกลับออกมาอมเหลืองมากกว่าที่เห็นค่ะ (ห้องแสงเหลือง)

    เอาแค่เทียบก่อนถ่ายกับหลังถ่าย ดูจากหน้าจอ NEX-5 เดียวกันนี่ล่ะค่ะ มันเห็นเลยว่า "อ้าว ทำไมออกมาเหลืองงี้ล่ะ ตะกี้บนจอไม่ใช่แบบนี้นี่" เอามาดูคอนเฟิร์มกับจอมอนิเตอร์ที่คาลิเบรตแล้วก็จริงค่ะ ภาพออกมาอมเหลืองจริงๆ ไม่เหมือนที่เห็นแสดงอยู่บนจอก่อนถ่ายเลย ตรงนี้ต้องเผื่อๆกันเอาเองด้วยนะคะ จะว่าจอติดฟ้าก็พูดได้ไม่เต็มปากค่ะ เพราะตอน preview ดูในกล้องก็เห็นแล้วว่าอมเหลือง สงสัยจะติดฟ้าแค่ตอน live view ล่ะมั้งคะ

  • เรื่อง focus ได้ทั่วจอนี่รู้สึกจะไม่ค่อยแม่นค่ะ แรกๆใช้ AF แบบหลายๆจุดมันชอบโฟกัสผิดเรื่อยเลย หลังๆมาเลยใช้แบบโฟกัสจุดกลางจุดเดียวตลอดค่ะ

  • ฟังค์ชั่น panorama เป็นฟังค์ชั่นเสริมที่ชอบที่สุดค่ะ ต่อภาพมาให้เสร็จไม่ต้องไปยัดเข้าโปรแกรมเองทีหลัง ติดใจไปเรียบร้อยโรงเรียนโซนี่แล้ว ^^ (ปกติก็ชอบถ่ายมาเผื่อทำ panorama นะคะ แต่จนแล้วจนรอดก็ไม่ค่อยได้เอามาลงโปรแกรมทำจริงซะทีค่ะ)

  • ฟังค์ชั่น HDR กับ DR ก่อนใช้นี่่สนใจมาก แต่พอได้ลองดูแล้วรู้สึกไม่ค่อยถูกใจค่ะ ถ้าจะเอามาใช้จริงคิดว่าคงต้องเอามาผ่าน PS เองอีกทีนึงอยู่ดี เพราะภาพที่ได้ดู contrast มันต่ำบอกไม่ถูกค่ะ (ปกติถ้าทำภาพเองจะปรับ highlight อย่างเดียวไม่ค่อยปรับ shadow คืนรายละเอียดส่วนมืดให้เท่าไหร่ค่ะ เลยไม่ชินกับผลของ HDR และ DR เท่าไหร่)

  • ฟังค์ชั่นยิงรัวแล้วเลือกภาพที่ไม่เบลอให้ ลองแล้วผลโอเคแต่ส่วนตัวคงไม่ใช้ค่ะ ลองในที่มืดเล่นดัน ISO ขึ้นไปให้ซะสูงเชียวภาพถึงได้ไม่(ค่อย)สั่น ตรงจุดนี้นี่ชอบปรับ ISO อะไรเอาเองมากกว่าค่ะ

  • หน้าจอพับได้ตอนจังหวะที่สองที่จะให้หน้าจอกดลง(สำหรับเวลาถ่ายมุมสูง)กางยากไปนิดนึงค่ะ แต่พับๆได้เนี่ยก็ช่วยรักษาภาพพจน์เวลาถ่ายรูปมุมประหลาดๆได้เยอะเลยนะคะ

  • เรื่องภาพที่ได้(เมื่อประกบกับเลนส์คิต Alpha E 18-55 OSS)เนื่องจากยังไม่มีเวลาทำภาพจริงจังเลยพูดได้ไม่ชัดค่ะ แถมปกติเรายิ่งเป็นคนที่ดูเรื่องความคมของเลนส์แทบไม่ออกด้วย เห็นอันไหนมันก็คล้ายๆกันไปหมด แต่ ณ ตอนนี้เท่าที่เช็คภาพผ่านๆในคอมกลับมีความรู้สึกว่าภาพจาก NEX5 + kit 18-55 OSS นี่คมเทียบกับเลนส์สามตัวของ Canon ที่เราใช้อยู่(EF-S 15-85, EF 35L, EF 70-200 4L IS) ตอนประกบกับ Kiss X3 ไม่ได้ค่ะ แต่ก็อย่างว่านะคะ ราคา(เลนส์)มันต่างกันพอควรจะเอามาเทียบกันตัวต่อตัวก็ไม่ค่อยยุติธรรมกับ Sony เท่าไหร่

    อ้อ แต่สิ่งหนึ่งที่กล้าพูดได้เต็มปาก คือ อย่าถูกหลอกด้วยภาพที่แสดงตอน Live view นะคะ ภาพใน Live view นี่จะดูคมกริ๊บสวยเสมอ หลงรักไปเลย แต่นั่นไม่ใช่ความเป็นจริงค่ะ ภาพจริงๆที่ได้คือภาพที่เห็นตอนกด preview ดูภาพย้อนหลังต่างหาก (ดูบนหน้าจอ NEX-5 จอเดียวกันนั่นล่ะค่ะ) ถ้าลองดูจะเห็นได้จะๆเลยค่ะว่าไม่คมเหมือนตอนเห็นใน Live view

  • เรื่องสุดท้ายที่นึกได้คือเรื่องเลนส์แพนเค้ก Alpha E 16mm f2.8 ค่ะ อ่านมาเยอะเหมือนกันว่าเลนส์นี้ภาพไม่ค่อยคมเท่าไหร่ แต่เนื่องด้วยมันเล็กดีค่ะเลยยอมมองข้ามๆจุดนี้ไป(กะว่า)แลกกับความสะดวก(ในการพกพา) แต่จากที่ลองใช้มาเลนส์นี้ไม่เหมาะสมกับการถ่ายเจาะแนวๆ close up เลยค่ะ (เช่น พวกถ่ายเจาะอาหารต่างๆ แบบที่เราชอบถ่ายเป็นการส่วนตัว) ระยะที่เข้าใกล้วัตถุได้ค่อนข้างห่างเกินไป ถ้าเอามาถ่ายวิวแบบไวด์(ให้เหมาะสมกับช่วงเลนส์ที่เป็นช่วงไวด์)จะเหมาะกว่าค่ะ (ถ่ายคนก็ต้องระวังเรื่องความบิดเบี้ยวจากมุมไวด์ด้วย)

    สรุปว่าถ้าจะเอาแพนเค้กนี่เป็นตัวเดียวติดกล้องนี่เราว่าไม่ค่อยสะดวกเลยค่ะถ้าสิ่งที่ถ่ายไม่ใช่วิวเป็นหลัก(แต่ถ้าถ่ายวิวกว้างๆ หรือ ถ่ายในห้องแคบๆนี่เหมาะเลยค่ะ ออกมาภาพดูกว้างอลังการดี) หลังจากลองมาสักพักส่วนตัวคงขอเลือกตัว 18-55 ติดกล้องดีกว่า แม้จะใหญ่กว่านิดหน่อยแต่สะดวกกว่าในมุมการถ่ายภาพ แม้จะเข้าใกล้วัตถุมากไม่ได้เหมือนๆกับเลนส์แพนเค้ก แต่ยังสามารถใช้การซูมเพื่อถ่ายเจาะแบบ close up แทนได้ค่ะ

สุดท้ายนี้แปะแถม Ranking ยอดขายกล้อง DSLR (พวก 4/3 และ mirrorless ก็ถูกจัดรวมในหมวดนี้ด้วย) 20 อันดับของเว็บ kakaku.com ค่ะ (อ้างอิงจาก url นี้ ณ วันที่ 9 มกรา 2011 ค่ะ) งานนี้ NEX-5 double lens kit มาแรงค่ะ ครองอันดับ 1 เลย


1. Sony Alpha NEX-5D Double Lens Kit (¥48,621)
2. Panasonic LUMIX DMC-GF1C Pancake Lens Kit (¥43,780)
3. Olympus-pen Lite E-PL1 Lens Kit (¥35,700)
4. Canon EOS Kiss X4 Double Zoom Kit (¥65,399)
5. Nikon D7000 Body (¥99,150)
6. Canon EOS 60D Double Zoom Kit (¥92,286)
7. Olympus-pen Lite E-PL1 Double Zoom Kit (¥42,210)
8. Panasonic LUMIX DMC-G2W Double Zoom Lens Kit (¥51,137)
9. Olumpus-pen Lite E-PL1 Pancake Kit (¥38,500)
10. Nikon D700 Body (¥171,989)
11. Canon EOS 60D Body (¥67,186)
12. Canon EOS 7D Body (¥104,499)
13. Pentax K-x Lens Kit (¥35,400)
14. Nikon D3100 Double Zoom Kit (¥69,746)
15. Nikon D3100 Lens Kit (¥47,500)
16. Pentax K-5 Body (¥100,000)
17. Canon EOS 60D EF-S 18-135is Lens Kit (¥91,000)
18. Pentax K-x Double Zoom Kit (¥48,672)
19. Panasonic LUMIX DMC-GF2W-W Double Lens Kit ShellWhite (¥62,500)
20. Sony Alpha55 SLT-A55VY Double Zoom Lens Kit Black (¥69,614)


จริงๆได้กล้องมา 2-3 อาทิตย์แล้ว สะพายเฉียงติดเลนส์ 18-55 ทุกวันก็ถ่ายมาเยอะแยะเลยค่ะ แต่ผลงานยังอยู่ในกล้องซะเป็นส่วนใหญ่ มีภาพเดียวที่ลงคอมแล้วประมาณนี้ล่ะค่ะ (ยืมมาจากบล็อคเก่า) ผิดหลักการถือกล้องอย่างมั่นคง และ สถานที่ก็แสงน้อยเลยเบลอนิดนึง


ผลงานถ่ายรูปส่วนใหญ่ที่ผ่านมาจะอยู่ในกลุ่มบล็อค ชีวิตในญี่ปุ่น เรื่องกิน เรื่องเที่ยว เรื่องมีสาระ เรื่องไร้สาระ มากกว่าค่ะ โดยจะเป็นผลงานเก่าๆ(จนถึงปัจจุบัน)จาก KissX3 ในส่วนผลงานล่าๆสุดดูได้จากหน้า สารบัญบล็อค หรือที่ multiply นะคะ (ถ้าเผื่อสนใจ )

----------------------------------------------------------------------------------

ตอนนี้เป็นคนสองอารยธรรมแล้ว(ถ้ารวมคอมแพ็คที่ให้คนอื่นยืมไปใช้ด้วยก็ สามอารยธรรมเลยค่ะ Canon Sony Nikon) ภาพ NEX ในบล็อคถ่ายทำง่ายๆด้วย EOS Kiss X3 กับเลนส์ติดกล้อง EF 35mm f/1.4L USM ค่ะ

>> คลิกเพื่อดูรายการบล็อคอัพใหม่ทั้งหมด




 

Create Date : 30 มกราคม 2554    
Last Update : 9 กุมภาพันธ์ 2554 16:16:01 น.  

เห่อของใหม่ส่งตรงจาก US...demb flash products...big flip-it + clear diffuser


เพิ่งได้ของเล่นใหม่มาเมื่อวานขอลงบล็อคเห่อไว้นิดนึงค่ะ สืบเนื่องจากเริ่มจริงจังกับการใช้แฟลชมากขึ้นและพวก accessories ของแฟลชก็(มัก)ไม่แพงนักเลยหาโน่นนี่มาลองเล่นอยู่เรื่อยๆค่ะ omni bounce ก็ลองแล้วแต่ก็ยังไม่เห็นผลเจ๋งๆเท่าไหร่ ณ ตอนนี้ก็จะติดใจกับเทคนิค bounce เพดานแล้ว fill-in flash ด้วย wristband + นามบัตร มากที่สุดค่ะเพราะรู้สึกว่าแสงแฟลชที่สะท้อนเข้าหน้าไม่แรงไป

แต่ข้อด้อยของการใช้ wristband แบบบ้านๆก็คือควบคุมทิศทางแสงไม่ค่อยได้ บางครั้งบางคราวต้องดึงนามบัตรออกแล้วใช้มือถือไว้เพื่อให้เอียงได้องศาที่ต้องการ วันนึงระหว่างนั่งเล่นเน็ตไปเรื่อยก็ไปเจอกับเว็บของ Demb flash products เข้าให้ค่ะ จำได้ว่าเคยเห็นน้าท่านนึงในพันทิปทำ DIY อุปกรณ์คล้ายๆ flip-it ของ demb เลย แต่แบบว่าเป็น DIY ที่ทำตามได้ยากมากทีเดียว กลับไทยลองไปเดินหาดูก็ไม่มีขายแบบนั้นที่ไหน สุดท้ายเลย order จากเว็บเค้ามาเลยค่ะ

ทางเว็บเค้าก็ดูแลดีพอควรเลยค่ะ เมลไปถามอะไรก็ตอบกลับมาอย่างรวดเร็วไม่มีเงียบหาย หลังจากสั่งไปประมาณหนึ่งสัปดาห์ air mail ก็มาถึงบ้านที่โตเกียวเป็นที่เรียบร้อยอย่างที่เห็นค่ะ


ข้างในซองมีของสามอย่างค่ะ สองอย่างคือของที่สั่งไปและอีกหนึ่งคือใบแสดงวิธีการติดอุปกรณ์เข้ากับแฟลช (ซึ่งจริงๆมีเขียนไว้ในเว็บ http://www.dembflashproducts.com/flipit/ ของเค้าแล้ว)


ดูของที่สั่งมากันชัดๆ ไหนๆสั่งทั้งทีก็เลยเอาแบบเซ็ตมาเลยประกอบด้วย Big Flip-it! (4 1/2" x 5" reflector) + removable Diffuser (อันที่เห็นเป็นพลาสติกใสๆ) ราคา $34.95 รวมค่า shipping แยกอีก $5.50 ค่ะ ถ้าคิดตามค่าครองชีพที่ญี่ปุ่นก็ถือว่าไม่ได้แพงจนเกินไปนะคะ


ตัว flip-it ที่เป็นไฮไลท์ของเค้ามีอยู่สามขนาดค่ะ ทีแรกก็ว่าจะเอาขนาด photo-journalist เพราะแผ่น reflector เล็กๆดี(ประมาณนามบัตร)ไม่เกะกะ แต่นึกไปนึกมาจะซื้อทั้งทีแล้วขอขนาด reflector ใหญ่กว่านามบัตรที่เคยใช้หน่อยดีกว่าก็เลยได้มาเป็นขนาด big นี่ล่ะค่ะ (ขนาด mega flip-it นี่ไม่ไหวค่ะใหญ่เกิน)

ตอนซื้อก็ยังนึกอยู่ว่าของมันจะสมราคาไหมนะ แต่พอได้เห็นของจริงก็คิดว่าโอเคเลยนะคะ การประกอบและตรงบานพับดูแข็งแรงไม่ก๊องแก๊ง ตรงตีนตุ๊กแกที่ใช้พันรอบหัวแฟลชก็เป็นแบบ soft-stretch ที่ยืดได้ทำให้พันได้แนบแน่นยิ่งขึ้นค่ะ


ส่วนตัว diffuser นั้นไอเดียดูไม่ยาก เป็นพลาสติกสองชิ้น(เราไม่รู้ว่าพลาสติกนี้ทำจากวัสดุอะไรนะคะ)ประกบกันในระยะห่างที่เค้าคำนวนมาแล้ว พลาสติกชิ้นนึงมีลายเส้นแนวนอน ส่วนอีกชิ้นก็เป็นลายเส้นแนวตั้ง เดาเอาว่าพอประกบกันแล้วก็ได้เป็นแนวตารางพอดี คงช่วยในแง่การกระจายแสงให้นุ่มได้โดยไม่เสียแสงไปมากมั้งคะ(เพราะเห็นเป็นพลาสติกสีใสๆ) แต่ผลการใช้จะดีหรือไม่ดีแค่ไหนเทียบกับตัว softbox นี่เราก็ยังไม่ชัวร์ค่ะ(ไม่มีแบบให้ทดลองจริงจัง)


วิธีการติดเข้ากับแฟลชนั้นไม่ยาก ทีแรกก็พัน flip-it ติดเข้าไปก่อน ในคู่มือบอกว่ายืดสายแล้วมันให้แน่นๆเลยไม่ต้องกลัวว่ามันจะขาด ส่วนตัว clear diffuser นั้นจะมีตีนตุ๊กแกเล็กๆอยู่ที่ริมทั้งสองด้าน ก็แค่เอามาแปะติดกับ soft stretch ของตัว flip-it ตะกี้เท่านั้นเองเสร็จแล้ว เนื่องจากดึงออกง่ายๆอยากเปลี่ยนองศาของตัว clear diffuser เมื่อไหร่ก็แค่ดึงออกแปะใหม่ (ภาพการติดตั้งละเอียดๆดูได้จากเว็บเค้า ที่นี่ ค่ะ)


ภาพแบบประกอบสองชิ้นพร้อมกันบนแฟลช Speedlite 430EXII ได้เป็นดังนี้นะคะ


อีกสักภาพ เวลาจะปรับองศาของแผ่น reflector ขาวๆนั้นใช้ปรับตรงตัวบานพับสีดำที่ติดกับแผ่น reflector อย่างเดียวเลย สามารถหมุนพับเก็บตัว reflector ลงไปได้(เหมือนภาพที่สองในบล็อคนี้)ในเวลาที่ไม่ใช้ ส่วนตรงที่เป็นก้านใสๆที่ต่อลงมานั้นปล่อยเอาไว้เฉยๆไม่ต้องทำอะไรเลยค่ะ (ตอนยังไม่ชิน เราจะเผลอไปพยายามปรับองศาของ reflector ตรงก้านใสๆแทนประจำเลยค่ะ)


ภาพที่ถ่ายมานี้ติด flip-it ให้ฐานอยู่ตรงด้านกว้างของแฟลช แต่ในเว็บเค้ามักจะพันฐานของ flip-it ให้อยู่ตรงด้านแคบ(ด้านข้าง)ของแฟลชมากกว่า เห็นว่าแบบนั้นสะดวกกว่าสำหรับแฟลชที่สามารถหมุนหัวได้ เพราะให้แสงได้ทั้งแนวนอนและแนวตั้ง(ไม่ว่าจะถ่ายรูปแนวนอนหรือแนวตั้งอยู่ก็ตาม ตัวอย่างภาพลองดูใน faq ของเค้า ที่นี่ ค่ะ) เวลาพับเก็บตัว reflector ลงตัวแผ่นขาวๆก็ไม่ลงมาเกะกะบังหน้าจอด้านหลังแฟลชด้วยค่ะ


มีลองเล่นดูบ้างแล้วนะคะ แต่เนื่องจากอยู่คนเดียวไม่มีนางแบบให้ลองจริงจังเลยสรุปอะไรไม่ได้เท่าไหร่ เท่าที่ลองๆก็ว่าสะดวกดีค่ะพันติดหัวแฟลชเอาไว้ตลอดได้ ไม่ใช้ก็พับเก็บ ตอนใช้ก็ปรับองศาของ reflector ได้ตามใจชอบ

สรุปๆบางประการจากที่อ่านศึกษาจากเว็บของเค้านะคะ

1. (สมมติว่าหัวแฟลชหัน bounce เพดานหมดนะคะ) ตัว flip-it นั้นมีองศาหลักๆอยู่สามแบบ [อ้างอิงจากส่วนล่างสุดของ ลิงค์นี้] ส่วนตัวอย่างภาพว่าองศาต่างๆให้แสง fill-in ต่างกันยังไงดูได้ ที่นี่ ค่ะ
- ตัว reflector panel เอียงค่อนไปทางด้านหลังนิดๆ จะทำให้ได้แสง soft ที่สุดและมีเงาน้อยที่สุด --> ถ่าย close-up หรือ candid
- ตัว reflector panel เอียงไปด้านหน้า 45 องศา อันนี้ประมาณว่าถ้าไม่มีเพดานขาวเหมาะๆให้ bounce ก็ให้แสงแฟลชมา bounce กับตัว reflector panel สีขาวตรงๆเลย อันนี้แสงส่วนใหญ่จะพุ่งไปด้านหน้าแต่เพราะขนาดของ reflector panel นั้นใหญ่กว่าหน้าของแฟลช (ถ้าใช้ big หรือ mega flip-it) การทำแบบนี้ก็จะทำให้แหล่งกำเนิดแสงใหญ่ขึ้นกว่าการยิง direct flash ตรงๆ
- ตัว reflector panel อยู่องศากึ่งกลางระหว่างสองแบบแรก อันนี้แล้วแต่เราจะปรับเองเลยว่าอยากได้แสงมากน้อยแค่ไหน (ตัวอย่างสถานการณ์ลองดู ตรงนี้ นะคะ หลักๆคือ เอียงไปด้านหลังแสง fill-in จะอ่อนและนุ่มสุด แล้วค่อยๆปรับเอียงลงมาด้านหน้าจนถึงประมาณ 45 องศาคือแสงแรงสุดทิศทางเกือบจะเหมือน direct flash เลย)

2. [อ้างอิงจาก ที่นี่] สมมติว่าหน้าแฟลชหันหาเพดานเพื่อทำการ bounce นะคะ ตัว clear diffuser นั้นหลักๆมีองศาการติดอยู่สามแบบเหมือนกับตัว flip-it ข้อแรก (ปล ถ้าเอา diffuser ติดหน้า direct flash ก็จะทำให้แสงแฟลชดูกระจายๆและอ่อนลงค่ะ แต่วิธีนี้รู้สึกจะไม่ใช่วิธีไฮไลท์ของตัวนี้)
- ติดแบบเอียงตัว diffuser ไปทางด้านหน้า อันนี้จะให้แสงสะท้อนไปยังตัวแบบน้อยที่สุดและ soft ที่สุด
- ติดแบบเอียงตัว diffuser ไปด้านหลัง (ในเว็บเค้าบอกว่าการติดแบบนี้คือ the most powerful setting ด้วยล่ะค่ะ) แบบนี้ตัว diffuser จะบังหน้าแฟลชไว้ส่วนใหญ่เลยค่ะ เค้าว่ามีประโยชน์ในกรณีที่ไม่มีเพดานสีเหมาะๆให้ bounce ก็อาศัยปรับ diffuser ในองศานี้ทำให้แสงผ่านตัว diffuser เกือบทั้งหมดแทน สีของแสงไม่เพี้ยนเพราะสีเพดาน และ แสงที่ส่งไปด้านหน้า(ส่งไปหาตัวแบบ)ก็จะ soft ขึ้นด้วย
- ติดแบบตัว diffuser ตั้งตรงๆ สำหรับกรณีตัวแบบอยู่ไม่ห่างและไม่ใกล้มาก หรือ ในห้องเพดานสูงๆ หรือ ถ่ายรูป outdoor (อันนี้เราก็ไม่เข้าใจเท่าไหร่นะคะ เดาว่าเน้นให้แสงส่วนที่ผ่าน diffuser พุ่งไปหาตัวแบบ soft ลงมั้งคะ)

3. กรณีที่มีเพดานขาวเหมาะๆให้ bounce โดยแสงจาก flip-it หรือ clear diffuser เป็นแค่แสงรองสำหรับ fill-in องศาที่เหมาะคือ flip-it ปรับให้เอียงๆค่อนไปด้านหลัง หรือ clear diffuser ติดให้เอียงไปทางด้านหน้า (แบบนี้จะให้แสงน้อยและ soft ที่สุด) [อ้างอิงจาก ที่นี่]

4. ส่วนตัวยังข้องใจว่าใช้ flip-it คู่กับ clear diffuser แล้วจะให้ผลยังไงค่ะ ดูจากคลิปวีดีโอ (อันนี้) เค้าปรับแฟลชตั้ง bounce เพดาน ปรับตัว flip-it reflector panel ตั้งตรงๆ และ ติดตัว clear diffuser ไว้ในแนวตั้ง เค้าบอกว่าแบบนี้เราจะได้แสงจากเพดานโดยการ bounce และแสงที่กระทบตัว reflector panel และพุ่งไปด้านหน้าก็ถูกกรองอีกชั้นด้วยตัว diffuser ทำให้แสงที่ไปยังตัวแบบยิ่งดูนุ่มเป็น studio-look ขึ้นอีกค่ะ

(อาศัยดูไอเดียการคอมบิเนชั่นจาก คลิปนี้) สรุปแล้วเลยเดาเอาเองว่าตัว clear diffuser นี้มีไว้กรองแสงที่พุ่งไปหาตัวแบบให้นุ่มขึ้นเป็นหลัก ซึ่งแสงที่ว่านี้อาจมาจาก direct flash ก็ได้ หรือ มาจากแสงส่วนนึงที่กระทบกับตัว flip-it (ในกรณีทำ fill-in flash) หรือ อาจมาจากแสงที่สะท้อนกับตัว flip-it ที่ปรับทำมุมต่างๆไว้ก็ได้ (เช่น flip-it เอียงด้านหน้าประมาณ 45 องศาเป็นการเพิ่มขนาดแหล่งกำเนิดแสงกรณีไม่มีเพดานเหมาะๆให้ bounce จะทำให้แสงจะพุ่งไปข้างหน้าเกือบหมดเหมือน direct flash แต่ถ้าใช้ clear diffuser ติดไว้คงช่วยให้นุ่มขึ้นได้ )



ข้อมูลเหล่านี้สรุปตามที่เราเข้าใจนะคะ ถ้ามีอะไรผิดพลาดช่วยบอกแก้ได้เลยนะคะ เพราะในทางปฏิบัติแล้ว ตัว clear diffuser นี่เป็นตัวที่เรายังไม่ค่อยเข้าใจดีค่ะว่าควรใช้ในสถานการณ์ไหนยังไงแน่ โดยเฉพาะว่ามันต่างกับพวก omni bounce หรือ softbox ยังไง สรุปแบบบ้านๆ ณ ตอนนี้ก็คงเดาว่ามันสามารถปรับเปลี่ยนองศาได้สะดวกและใช้งานในลักษณะ combination กับตัว flip-it ได้ดี(มั้งคะ)



--- เพิ่มเติม ---

ได้ทดลอง self-portrait เต็มตัวไปหนึ่งครั้งแล้วเห็นประโยชน์ของตัว clear diffuser จนได้ค่ะ

ทั้งสองภาพต่อไปนี้ถ่ายแนวตั้ง หมุนหัวแฟลชให้ bounce เพดานทำมุม 75 องศาค่ะ ติดตัว big flip-it ไว้ที่หัวแฟลชแล้วปรับมุมบานพับกะให้แสงสะท้อนเข้าที่หน้าพอดีๆ แฟลชตั้งแบบ E-TTL ปรับชดเชยไว้ +1 (สถานที่ถ่ายทำก็แคบๆอย่างที่เห็นเลยค่ะ)

ภาพแรกแบบไม่ติด clear diffuser ที่ด้านหน้าของแฟลช จะเห็นว่าสว่างมากเลยค่ะ ทั้งฉากสว่างและหน้าสว่างเลย ไม่สว่างจนโอเว่อร์และรายละเอียดภาพยังอยู่ครบก็จริง แต่มันดูแสงแข็งไปค่ะ เห็นเงาด้านหลังเข้มชัดเชียว แล้วก็รู้สึกว่าช่วงครึ่งตัวบนจะได้แสงแรงกว่าช่วงครึ่งตัวล่างอย่างเห็นได้ชัดด้วย


ถ้าเป็นทุกทีแฟลชแรงไปก็คงไปปรับลดกำลังแฟลชลง เปลี่ยนองศาการ bounce ไปมาจนกว่าจะได้พอดี แต่หนนี้นึกได้ว่าเออนะมีตัว clear diffuser หนิ จากที่อ่านมาเห็นว่ามีไว้กระจายแสงที่พุ่งไปด้านหน้า เข้าล็อคกับกรณีนี้พอดีที่แสงที่เข้าหน้าแรงไป

ว่าแล้วก็แปะตัว clear diffuser ไว้ที่หน้าแฟลชค่ะ ไม่ได้ปรับเปลี่ยนอะไรอย่างอื่นเลย ลองถ่ายใหม่ยืนที่เดิมผลออกมาอย่างที่เห็นเลยค่ะ แบบว่าเห็นแล้ว love เลยว่า โห ง่ายดายอะไรขนาดนี้ แปะง่ายๆทีเดียวได้ออกมาพอดีเลย แสงที่แข็งไปตะกี้ดู soft ลงทันควัน


การทดลองนี้อาจยังไม่ดีนักนะคะ แค่ถ่ายเล่นๆแล้วได้ผลถูกใจพอดี การใช้ตัว clear diffuser ที่ว่าจริงๆอาจไม่จำเป็นก็ได้ถ้าสามารถปรับกำลังและองศาของแฟลชและ reflector panel ได้พอดี แต่สำหรับเราแล้วคิดว่ามันช่วยให้อะไรๆสะดวกและรวดเร็วขึ้นมากเลยค่ะ ก่อนนี้กว่าจะหา combination ที่เหมาะสมของกำลังแฟลชและองศาการ bounce ได้นี่เดินปรับไปปรับมาอยู่หลายรอบเลย แต่หนนี้นี่จบแค่สั้นๆคือ แสงเข้าหน้าแรงไปใช่มั๊ย -> ติด clear diffuser -> จบ

---------------------------------------------------------

ภาพทั้งหมดถ่ายจาก Canon Kiss X3 + EF 35mm f/1.4L ค่ะ คร็อปและย่อ USMก็เป็นอันเสร็จค่ะ ยกเว้นภาพทดลองเพิ่มเติมสองภาพสุดท้ายจะใช้ Kiss X3 + EF-S 15-85mm f/3.5-5.6 IS USM (ปิด IS) + Speedlite 430EXII ถ่ายค่ะ

>> ดูรายการบล็อคอัพใหม่ทั้งหมด




 

Create Date : 30 สิงหาคม 2553    
Last Update : 2 กันยายน 2553 12:35:28 น.  

ลาก่อน..บ๊ายบาย..ซาโยนาระ EF 50/1.4 และ EF-S 18-55is


เหตุการณ์สดๆเพิ่งเกิดเมื่อวานค่ะ ไม่ได้ไปทำเลนส์ตกหรือเสียหายแต่อย่างใดแต่ตัดสินใจนำไปขายค่ะ บอกตามตรงก็เสียดายมากๆโดยเฉพาะตัว EF 50/1.4 จะเปลี่ยนใจหลายทีแล้วแต่สุดท้ายก็ตัดใจไป


จริงๆตัว 50/1.4 เพิ่งซื้อใหม่เอี่ยมมาเมื่อตอน มค ปีนี้เองใช้ไม่เยอะ ไม่เคยไปสมบุกสมบันสภาพเรียกว่ากิ๊งมากๆค่ะ ประกัน(ที่ญี่ปุ่น)ก็ยังเหลือ กล่องและซองทุกอย่างมีหมดเอาไปแพ็คว่าเป็นของใหม่ขายยังได้เลย จุดประสงค์ที่ซื้อนั้นเพราะอยากได้เลนส์สว่างๆและคมๆ กะว่าเอามาใช้ถ่ายบรรยากาศทั่วไป (เช่น เวลาไปไหนกับครอบครัว) แบบที่ไม่รีบร้อนพอมีเวลาให้เล็ง

แต่เอาไปเอามา โดยเฉพาะหลังจากไปบิด EF 35 1.4L มือสองมาแล้ว ตัว 50/1.4 ไม่ได้ถูกเอามาใช้เลยเป็นเวลาหลายๆเดือน เหตุผลก็มีหลายๆอย่างเลยค่ะ

1. ระยะ 50mm พอเอามาประกบกับ Kiss X3 ก็กลายเป็น 85mm เทเลย่อมๆ จากที่ตั้งใจเอามาถ่ายบรรยากาศกับครอบครัวก็เลยไม่สะดวกเอาซะเลย โดยเฉพาะเวลาจะถ่ายบรรยากาศที่โต๊ะอาหาร ถ่ายเก็บได้แต่หน้าเน้นๆส่วนตัวบรรยากาศนั้นไม่ได้มาเลยเพราะกว้างไม่พอ (บนโต๊ะอาหารระยะก็จำกัด ถอยมากไม่ได้น่ะค่ะ แบบว่าไปกินข้าวกันไม่ได้กะไปถ่ายรูปกันโดยเฉพาะ) เวลาจะถ่ายคนพร้อมวิวก็ต้องถอยไปตั้งไกลกว่าจะเก็บคนได้ครึ่งตัวโดยที่เห็นวิวด้านหลังด้วย (แต่ถ้าถ่ายเอาแต่คนเลย ครึ่งตัวกำลังดีเลยค่ะ)

2. บางครั้งจะเอามาถ่าย close-up อาหารหรือสิ่งของซะหน่อยให้หลังละลายๆ แต่ถ่ายไปถ่ายมาเป็นต้องเปลี่ยนเอา 15-85mm มาใช้แทนกลางคันทุกทีเลยค่ะ เพราะ 50/1.4 นี้เข้าใกล้วัตถุไม่ได้มากเท่า 15-85 หรือ 35L พอเข้าใกล้หน่อยก็โฟกัสไม่ได้ต้องถอยเปลี่ยนมุม ยิ่งเวลาเอาไปถ่ายอุปกรณ์งานวิจัย(ขนาดไม่เล็กนัก แต่ก็ไม่ใหญ่มาก) ถอยจนชนประตูห้องทดลองแคบๆแล้วก็ยังไม่พอ ต้องเปิดประตูอ้าไว้แล้วไปยืนเล็งจากนอกประตูเอาเลยค่ะ

3. สีสันของ 50/1.4 นั้นสวยหวานและภาพคมจริงๆอย่างที่ล่ำลือ ดูภาพ ชุดนี้ ทีไรก็ให้เกิดอารมณ์เสียดายไม่อยากขายตัวนี้ออกไปทุกที แต่เหนือฟ้ายังมีฟ้า มาเจอสีหวานๆแบบดูแล้วรู้สึกได้จาก 35L เข้า 50/1.4 เลยตกเป็นที่สองในบัดดล


เกิดอาการรักพี่เสียดายน้อง อยากเก็บเธอไว้ทั้งสองคน อยู่หลายเดือนเลยค่ะ สิ่งที่ 50/1.4 ยังคงครอบอันดับหนึ่งอยู่คือ ความเล็กกะทัดรัด น้ำหนักเบาทำให้พกสะดวกไม่ค่อยเป็นภาระ (ส่วนตัวชอบขนาดและรูปร่างแบบ 50/1.4 นี้มากเลยค่ะ) และ ด้วยระยะเทเลต้นๆก็คิดว่าเอาน่ะเอาไว้เวลาจะถ่าย portrait ให้ใครก็คงได้ใช้ ตอนกลับไทยรอบล่าสุดก็เอากลับไปทั้ง 35L และ 50/1.4 ค่ะ แต่ปรากฏว่าด้วยเหตุผลต่างๆที่ว่าทั้งในเรื่องความสะดวก (เพราะส่วนตัวชอบถ่ายคนและบรรยากาศพร้อมๆกัน แทบไม่ได้ถ่ายแต่ portrait เน้นๆเลย) และสีสัน เลยกลายเป็นว่า 50/1.4 ไม่ถูกหยิบออกมาใช้เลย อย่างนี้แล้วก็เลยตัดใจได้และตัดสินใจเอาไปขายเสียทีค่ะ T_T

เนื่องจากประกัน(ญี่ปุ่น)ยังมีเหลือเลยคิดว่าขายที่ญี่ปุ่นน่าจะดีกว่า(คิดผิดหรือเปล่าก็ไม่รู้ค่ะเนี่ย) จริงๆก็เป็นสมาชิก Premium ของ Yahoo Japan Auction อยู่ด้วยถ้าลงขายเองเลยก็น่าจะได้ราคาดีกว่า แต่เนื่องด้วยยังไม่เคยขาย(เคยแต่ซื้อ)ไม่ค่อยรู้กฏระเบียบต่างๆดีนัก ขายเลนส์หนแรกนี้เลยลองตัดสินใจไปขายที่ร้าน Map Camera ร้านซื้อขายอุปกรณ์กล้องมือสองที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของญี่ปุ่นค่ะ

สโลแกนของร้านนี้คือ แม้คุณจะเป็นมือใหม่แต่ก็สามารถหาของมือสองดีๆที่นี่ได้ เพราะที่นี่เค้ามีทีมรับซื้อที่ทำหน้าที่ตรวจสอบสภาพอุปกรณ์และทำการตัดเกรดเอาไว้ให้เรียบร้อยแล้วก่อนนำมาวางขายค่ะ ร้านนี้อยู่ทางด้านตะวันตกของสถานีชินจูกุ มีสองตึกอยู่ใกล้ๆกัน ที่ตึกที่สองชั้นสี่จะเป็น Trade Center สำหรับคนที่จะเอาของมาขายค่ะ (มี point card ด้วยนะคะ เวลาซื้อของหรือขายของก็จะได้ point มาเก็บ)

สำหรับที่อยู่ละเอียดๆจะเป็นตามนี้นะคะ (ถ้าหา Yodobashi Camera: Watch Store ヨドバシカメラ時計館 เจอก็ง่ายเลยค่ะ เพราะ MapCamera No.1 จะอยู่ตรงข้ามกันเลย ส่วน No.2 ก็เลยไปข้างหน้านิดเดียวระยะมองเห็นกันได้ค่ะ แต่ป้ายอาจไม่ใหญ่นัก)
Map Camera No.1 Store, 1-12-5 Nishi-Shinjuku, Shinjuku-ku, Tokyo 160-0023, TEL. 03-3342-3381, FAX. 03-3342-3350
Map Camera No.2 Sotre, 1-13-6 Nishi-Shinjuku, Shinjuku-ku, Tokyo 160-0023, TEL. 03-3342-3382, FAX. 03-3342-3423

วิธีการขายก็ง่ายๆเลยค่ะแค่รับบัตรคิว แล้วเอาของไปยื่นให้ที่เคาเตอร์ที่ชั้นสี่ เค้าที่จะให้แบบฟอร์มมาและบอกว่าจะใช้เวลาในการประเมินเท่าไหร่(ของเราเลนส์สองตัว ใช้เวลาประมาณครึ่งชั่วโมง) พอได้เวลาเราก็มาดูราคาและตกลงเรื่องวิธีจ่ายเงิน (จะเอาเป็นเงินสดก็ได้ หรือจะให้เค้าโอนเข้าธนาคารเราก็ได้ค่ะ) ไม่มีการถามอะไรมากมายว่าทำไมถึงขาย มีรอยตำหนิอะไรไหม บลาๆๆๆ เพราะเค้ามีทีมผู้เชี่ยวชาญทำการตรวจสอบได้เองอยู่แล้วค่ะ (แต่จะมีขอดู ID เราค่ะ ใช้ passport, Alien card พวกนี้น่ะค่ะ)

แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นนอกจากความสะดวกรวดเร็วและความเป็น professional เชื่อถือได้ของที่รับซื้อแล้ว ส่วนตัวอดผิดหวังกับราคาที่ได้มาไม่ได้ค่ะ ก่อนไปขายก็พอเดาได้อยู่ว่าขายผ่านตัวกลางแบบนี้คงต้องโดนหักราคาแน่ๆ เพราะกว่าของจะขายได้ต้องโชว์ไว้นานเท่าไหร่ก็ไม่รู้ ไหนร้านเค้าจะต้องเอาเงินไปจ่ายค่าตึก ค่าที่ ค่าน้ำ ค่าไฟ และยังเงินเดือนพนักงานอีกล่ะ แต่มันได้ราคาน้อยยิ่งกว่าที่คิดไว้เลยอดเซ็งไม่ได้ คราวหน้าถ้าจะขายอาจต้องยอมสลัดตัวขี้เกียจและลงขายเองใน Yahoo Auction ดีกว่าค่ะ (แต่เราไม่เคยขายของในนั้นเลย เคยแต่ซื้อ เครดิตในฐานะผู้ขายก็ไม่มีเลยด้วยค่ะ)

เกริ่นก่อนว่าของมือสองที่ขายที่นี่จะมีการแบ่งเกรดเรียงจากสูงไปต่ำซึ่งราคาขายก็จะลดหลั่นกันไปดังนี้ (ยกเว้นสองเกรดล่างสุด ของมือสองอีกห้าเกรดที่เหลือ ซื้อไปแล้วยังสามารถคืนของได้ภายในสองสัปดาห์นะคะ)
新同品 Good as new : Second hand item as good as new
美品 Good appearance : Used for a few times, beautiful second hand item
良上品 Very good : Second item used with care
良品 Good : No problems except for some scratches or signs of wear
並品 Fair : May have few flaws in finish but still functional
難有品 Not good : May not be fully functional but still can be used
ジャンク品 Junk : Broken item. Basically unusable

ส่วนตัวจากการที่นั่งดูเว็บเค้ามาพอควรมักเจอมือสองเกรด 美品 และ 良品 ซะเป็นส่วนมากค่ะ ซึ่งถ้าไม่ได้มายด์เรื่องร่องรอยถลอกจากการใช้งานนิดหน่อยสำหรับเราแล้วแค่เกรด 良品 ก็ถือว่าโอเคแล้วเพราะใช้งานได้ปกติ คราวนี้ลองมาดูกันบ้างว่าสองตัวที่เราเอาไปขายนั้นได้รับการตัดเกรดอยู่แค่ไหน


สำหรับตัว 50/1.4 ซึ่งทั้งประกันเหลือ กล่อง คู่มือ ใบรับประกัน บล็อคโฟมกันกระแทก และ ซองพลาสติกทุกอย่างแพ็คไปให้เหมือนสภาพที่ซื้อมาใหม่ๆเปี๊ยบ ทั้งฮูัดและซองใส่เลนส์อยู่ครบ ทุกอย่างสะอาดเนี้ยบไม่มีริ้วรอยหรือรอยถลอกใดๆเลย อันนี้ได้รับการประเมินมาว่า 上限買取 元箱一式 เกรดนี้ไม่ปรากฎอยู่ในการตัดเกรดปกติ ถามเค้าก็ได้ความว่ามันคือ เกรดประเมินสูงสุดเท่าที่เป็นไปได้ สภาพดีสุดๆ มาในกล่องเหมือนของใหม่เป๊ะๆ (คือ เอาไปหลอกขายว่าเป็นของใหม่เอี่ยมได้เลย)


ส่วน 18-55is เพื่อนยากนั้นใช้งานมาพอควรเคยสมบุกสมบันมาบ้าง ประกันหนึ่งปีเกือบจะหมดอยู่แล้ว ไม่มีกล่องเพราะซื้อมาพร้อมกล้อง แต่ใบรับประกันอยู่ครบ สภาพโดยรวมนั้นไม่มีริ้วรอยใดๆ ได้ตัดเกรดมาเป็น 美品 Good appearance ซึ่งมักเป็นเกรดสูงสุดที่จะเห็นได้บ่อยๆในร้านนี้ (เกรดที่สูงกว่าอันนี้จะไม่ค่อยเจอขายอยู่เท่าไหร่ค่ะ แต่แค่เกรด 美品 นี้ราคาขายก็ห่างกับของมือหนึ่งที่ขายกันในเน็ตนิดเดียวเอง)


ดูเกรดแล้วก็น่าชื่นใจอยู่ว่าแต่ละตัวได้เกรดเยี่ยมๆกันทั้งนั้นค่ะ แต่พอมาดูราคาประเมินแล้วก็ผิดหวังไม่เบา ตัว 50/1.4 นั้นตอนซื้อ(เมื่อ มค ปีนี้)ประมาณ 37500 yen ราคามือหนึ่งที่ถูกที่สุดในอินเตอร์เน็ตขณะนี้ประมาณ 36xxx yen แต่ราคาสูงสุดเท่าที่ทางร้านให้ได้สำหรับมือสอง(แม้จะสภาพดีสุดขีด)ก็ยังอยู่แค่ 24000 yen เท่านั้น ส่วน kitty ที่เหมือนกับได้มาฟรี(เพราะตอนซื้อพร้อมกล้องมีโปรโมชั่น cash back ด้วย) ได้มา 5000 yen

ก็ถือว่าค่อนข้างผิดหวังเลยล่ะค่ะกับราคา 24000 yen ที่ได้มาจาก 50/1.4 ตอนแรกคิดว่าอาจได้สัก 30,000 yen เพราะของสภาพดีมากๆ แต่นี่น้อยกว่าที่คาดไว้ประมาณ 6000 yen เลยทีเดียว ถ้าคิดว่าเป็นค่าเงินเดือนพนักงานในร้าน(ในเรตญี่ปุ่นๆ)ก็คงไม่แพงและสมเหตุสมผลอยู่ แต่ถ้าคิดว่าเอาไปขายเองใน Yahoo Auction (ลองเช็คราคาดูแล้ว) ก็ขาดทุนไปหลายพันเยนอยู่เหมือนกันค่ะ (ถ้าขายเองต้องมีค่าเปอร์เซนต์ที่หักให้เว็บตัวกลางอย่าง yahoo และค่าส่งพัสดุให้ลูกค้าอีกประมาณ 1000 yen)

แต่ยังไงก็ตามของขายไปแล้ว ถึงจะยังเสียดายอยู่แต่ก็คิดว่าไม่น่าคิดผิด เพราะเลนส์สองตัวนี้หลายเดือนมานี้แทบไม่ได้ใช้เลยจริงๆ ขายแบบง่ายๆแลกกับความสะดวกรวดเร็วและความเชื่อถือได้ของคนรับซื้อ จริงๆถ้าคิดกันในค่าครองชีพญี่ปุ่นก็ไม่ได้ถือว่ามากเกินไปจนรับไม่ได้ สรุป ณ ตอนนี้เหลือเลนส์ติดตัวแค่สองตัวเท่านั้นค่ะ EF-S 15-85 IS USM และ EF 35 1.4L ตัวแรกสำหรับไปเที่ยวและงานเน้นความคล่องตัว อีกตัวสำหรับงานชิวๆหรืองานที่เน้นๆอยากได้ภาพและสีที่สวยที่สุด (เคยใช้ตัวนี้ตัวเดียวไปเที่ยวต่างประเทศมาแล้ว ไม่คล่องตัวเท่าเลนส์ซูมแต่ระยะเท่านี้ยังพอถ่ายได้อย่างที่ต้องการค่ะ) ทั้งสองตัวขนาดและน้ำหนักเกือบจะเท่ากันเป๊ะ และใช้ฟิลเตอร์ 72mm เหมือนกันด้วยก็สะดวกดีอยู่นะคะ มี CPL ไว้ไซส์เดียวพอ

ตอนนี้กำลังนึกๆอยู่ค่ะว่าอยากได้เลนส์ซูมไวแสงสักตัวที่ไม่ค่อยแพงประมาณ Tamron 17-50 f2.8 เอาไว้สำหรับถ่ายเวลากลางคืนอย่างเวลาไปเที่ยว ถ้าตัวไม่มี VC ก็ไม่ค่อยแพงเลยแต่ก็ยังคิดไม่ตกค่ะว่าจะคุ้มไหมหนอ สาเหตจากตอนกลับไทยรอบล่าสุด ไปเที่ยวที่ เพลินวาน หัวหิน ใช้ 35L+KissX3 อะไรๆก็ดีค่ะ Fกว้างภาพสว่าง สปีดเพียงพอ แต่คิดตรงซูมไม่ได้ บางมุมที่คนเยอะๆถ้าจะถ่ายบรรยากาศด้วยแทบจะถ่ายติดคนมาแค่หัวกับคอเลยค่ะ (ที่มืดๆอย่างนั้นใช้ 15-85 ก็ได้ภาพมืดและสปีดไม่ค่อยพอด้วยค่ะ บางสถานการณ์แฟลชมันก็ช่วยไม่ได้เสมอไป)

จบบล็อคบ่นๆของมือใหม่หัดขายเลนส์เพียงเท่านี้ค่า


--- เพิ่มเติม ---
จากการนั่งเฝ้าเว็บเค้าเช็คราคาขาย EF 50mm f1.4 USM ตัวนี้ ราคาขายมือสองสภาพ 美品 คือ 31,800 yen ส่วนสภาพ 良品 คือ 29,800 yen ก็ราคาขายประมาณๆกับที่เราคิดไว้ตอนแรก(ว่าอยากได้ราคานี้)เลยค่ะ (เพราะมือสองถ้าขายแพงกว่านี้ คนเค้าก็คงไม่ซื้อ ไปซื้ออันใหม่เลยดีกว่า)

-------------------------------------------

ภาพในบล็อคนี้มาจากบล็อคเก่าค่ะ รายละเอียดดูได้ในบล็อคเก่า ที่นี่ เลย

>> คลิกเพื่อดูรายการบล็อคอัพใหม่ทั้งหมด




 

Create Date : 28 สิงหาคม 2553    
Last Update : 2 กันยายน 2553 11:08:11 น.  

คลังเก็บรวบรวมความรู้ต่างๆ


หน้านี้สร้างไว้เพื่อค่อยๆรวบรวมเทคนิค PS และอื่นๆเกี่ยวกับการถ่ายภาพ ที่เก็บได้ตามที่ต่างๆนะคะ เพิ่งมานึกเสียดายว่าเคยเจอเทคนิคเยอะแยะแต่ไม่เคยรวบรวมไว้เลย พอนึกอยากใช้อีกทีก็หาไม่เจอซะแล้ว ขอขอบพระคุณเจ้าของรีวิวทุกท่านไว้ ณ ที่นี้ด้วยค่ะ

------------------------------------------------------------------------------

Perspective

เพิ่งอ่านเจอใหม่ๆ รีบขอเอาลิงค์มาเก็บไว้ก่อนนะคะ อีกหน่อยขี้เกียจไปรื้อหาในคลังกระทู้ เห็นภาพชัดเจนมากว่าเลนส์ wide กับ tele ที่ว่า perspective มันต่างกันนี่มันต่างกันยังไง แล้วมีผลต่อการถ่ายรูปและการวางองค์ประกอบภาพตรงไหน ต้องการภาพแบบนี้ใช้เลนส์ช่วงไหนดี

@ @ @ @ @ [มือใหม่ มือกลาง..มีเกร็ดความรู้มาฝากครับ] เรื่อง P e r s p e c t I v e D i s t o r t i o n ภาคปฏิบัติ @ @ @ @
[Link ปัจจุบัน] http://www.pantip.com/cafe/camera/topic/O9790042/O9790042.html
[Link ตอนตกไปในคลังกระทู้] http://topicstock.pantip.com/camera/topicstock/2010/10/O9790042/O9790042.html

@ @ @ @ @ [P e r s p e c t I v e: Part 2] เลนส์ไวด์..ไม่เหมาะกับการถ่ายภาพวิว!! จริงหรือ?!{แตกประเด็นจาก O9790042}
[Link ปัจจุบัน] http://www.pantip.com/cafe/camera/topic/O9794297/O9794297.html
[Link ตอนตกไปในคลังกระทู้] http://topicstock.pantip.com/camera/topicstock/2010/10/O9794297/O9794297.html

------------------------------------------------------------------------------

วิธีใช้ Picture Style Editor

Picture Style Editor อาวุธลับของชาวหนอน !

------------------------------------------------------------------------------

ทำภาพ HDR ด้วย PhotoMatix

สรุปๆได้ว่าใช้ RAW 1 file มาปรับ exposure หลายๆแบบแล้วรวมก็ได้แต่ก็ไม่เนียนเท่าถ่ายแยกมาแต่แรก (ซึ่งขาตั้งกล้องจำเป็นมากถ้าจะถ่ายแยกมาแต่แรก ไม่งั้นภาพจะเหลื่อมกันรวมออกมาไม่เนียน)

จริงๆใช้ Photoshop ทำ HDR ก็ได้ แต่เห็นว่าไม่เนียนเท่าใช้โปรแกรมเฉพาะของ HDR ทำ

1. รบกวนถามน้าๆ หน่อยคับว่า การทำ HDR คืออะไรและทำยังงัยคับ สงสัยจิงๆ คับ
2. แนะนำการทำ HDR Process โดยใช้โปรแกรม photomatix

------------------------------------------------------------------------------

Luko sharpening

อ้างอิงจาก Kenny P Re: ### Coffee Seasoning#3: Sharpen ด้วยวิธี Luko Sharpening ### นะคะ

เท่าที่ลองเล่นดูรู้สึกว่าได้ผล sharp แรงมาก (กับรูปที่ด้านยาวสุด = 900 pixels) เหมือนจะแรงกว่าใช้ USM 150,0.3,0 ปกติเสียอีก แต่ถ้ารูปขนาดก่อนย่อใหญ่ๆเลยก็ sharp ได้ผลดีทีเดียว

ส่วนตัวยังมองไม่ออกว่าต่างกับ USM ปกติที่ตรงไหน แต่ที่อ่านๆมาเหมือนว่าจะใช้วิธี Luko sharpening ก่อนกับภาพขนาดเดิม แล้วค่อย USM resize อีกทีหนึ่ง ค่ะ

ทริคน่าสนใจจากกระทู้อ้างอิงของน้า Kenny P ด้านบน คือ

ไม่ใช่ครับ ของ Luko จะไม่มีการย่อแล้วค่อย Unsharp ถ้าทำรูปไฟล์ ใหญ่ อาจจะทำวิธีการ Luko หนึ่งครั้ง (หนึ่งครั้ง คือ ขั้นตอนทั้งหมดที่เขียนไว้) จากนั้น ให้ใช้ Lasso Tool เลือกเฉพาะส่วน T-Zone คือ ตา จมูก ปาก เพื่อทำ Luko อีกครั้งครับ ส่วน ถ้าไฟล์เป็น ไฟล์เล็ก ทำครั้งเดียว น่าจะเอาอยู่ครับไม่ใช่ย่อ แต่ละ Step นะครับ

ลองทำดูแล้วทำได้ง่ายๆเลย(แต่ไม่เคยลองทำมาก่อน) ทำเสร็จแล้วตา จมูก คิ้ว ดูคมชัดขึ้นขณะที่ยังเบลนด์เนียนไปกับผิวหน้าส่วนอื่นดีอยู่(แต่ก่อน sharp อย่าลืมทำ blur หรือทำผิวเนียนหรือใส่ฟิลเตอร์จำพวก portraiture ก่อนนะคะ) ขอบคุณสำหรับทริคง่ายๆแต่ได้ผลดีนะคะ ^^

------------------------------------------------------------------------------

วิธีทำท้องฟ้าและก้อนเมฆ

เวลาไปเที่ยวหลายๆครั้งที่สถานที่ซ๊วยสวยแต่ฟ้าดันไม่เป็นใจขาวสนิท หรือไม่ก็สีไม่สดเอาซะเลยดร็อปความสวยของสถานที่ในภาพถ่ายไปเยอะ วิธีปรับท้องฟ้าก็มีหลากหลายมากมายแล้วแต่คนถนัด แต่ขอจะรวบรวมเฉพาะอันที่ส่วนตัวชอบๆมานะคะ

ถ้ากรณีที่ฟ้ายังมีสีฟ้าอยู่ แค่สีไม่สดสะใจ ปกติใช้แค่ Selective color หรือ Hue/Saturation ปรับตรงสี Blue กับ Cyan ก็พอจะไปวัดไปวาได้แล้ว รีวิวแบบเต็มๆมีตัวอย่างที่ มาปรับสีท้องฟ้าที่จืดชืดให้เข้มปรี้ดด้วย PS กันเถอะ... ค่ะ ทีน่าสนใจสำหรับเราคือ การใช้ Selective color > Neutral ในขั้นสุดท้ายเพื่อไม่ให้สีกลางๆสีอื่นพลอยสีเพี้ยนอมฟ้าไปด้วยค่ะ ยังไม่เคยลองทำตรงนี้มาก่อน

กรณีที่ทำย๊ากยากสำหรับเราคือ เวลาถ่ายมาแล้วฟ้าแทบจะขาวจั๊วะไม่มีสีฟ้าจะให้เร่งสีเร่งวุ้นเลยนี่สิคะ ลองใช้ Layer + เทสี Gradient ให้หน่อยบางภาพก็พอไปได้ แต่บางภาพท้องฟ้าก็ดูแปลกๆไม่เป็นธรรมชาติเอาเลยเพราะขาดก้อนเมฆไปค่ะ

ไปค้นๆหามาก็มีหลายวิธีที่จะให้ได้ท้องฟ้าสวยๆและดูเป็นธรรมชาติมากขึ้นค่ะ

1. โหลด brush รูปเมฆมาใช้ร่วมกับการเทสี Gradient --> Photoshop- ตอนเปลี่ยนท้องฟ้า

2. วิธีย้อมสีท้องฟ้าด้วย Variation เลือกสีจี๊ดๆได้ดั่งใจเลยค่ะ วิธีนี้น่าลองเล่นมากแต่เน้นย้อมสีอย่างเดียว --> การย้อมสีท้องฟ้าด้วย Variation Technique ใน PS ครับ

3. วิธีจำลองการใช้ Graduated ND filter ง่ายๆด้วยคำสั่ง gradient ใน PS --> ฟ้าใสอย่างเซียน เนียนอย่างเทพ การจำลองฟิลเตอร์ ND ครึ่งซีก Work Work Work

4. วิธีสุดท้ายที่เนียนและเป็นธรรมชาติมากคือ ตัดต่อเอาภาพฟ้าใสๆมาใส่ซะเลย อ่านเจอทีแรกยังงงว่า เออนะเล่นตรงๆอย่างนี้เลย แต่ผลที่ออกมาดูดีมากเลยค่ะ ต่อไปคงต้องถ่ายรูปท้องฟ้าใสๆเก็บไว้ในสต็อคบ้างแล้วจะได้มีรูปไว้มาตัดต่อทีหลัง --> อยากทราบวิธีทำท้องฟ้าสีขาวให้เป็นสีฟ้าหน่ะครับ, how2 : ตัดต่อท้องฟ้า ในวันที่ฟ้าไม่เป็นใจ

วิธีสุดท้ายนี้ยิ่งฟ้าขาวจั๊วะไปเลยยิ่งตัดต่อได้ง่ายค่ะ(แต่ถ้าฟ้าขาวจั๊วะแต่ฉากเป็นหิมะนี่คงตัดให้เนียนยากไม่เบาเลย) ลิงค์แรก น่าสนใจที่สุดตอนท้ายที่ว่า

สังเกตุขอบของภูเขา(รูปบน) ยังมีสีขาวๆติดอยู่่ ให้ Duplicate Layer (Ctl+J) ออกมา 1 Layer แล้วให้Layer ด้านหลังเป็น Multiplyซะ จากนั้นค่อยๆลบขอบของ Layer ด้านบน ดูให้เป็นธรรมชาติ วิธีนี้สามารถเอาไปดัดแปลงกับภาพอย่างอื่นก็ได้ เช่น ภาพคนที่มีแบ๊คกราวสีเรียบๆ เท็คนิคเดียวกับบลูสกรีน จะทำให้ยังมีรายละเอียดของเส้นผมอยู่


ทีแรกหาวิธีวาดก้อนเมฆใน PS ด้วยค่ะ ก็เจอพวกใช้ Filter > Cloud หรือ Different cloud แต่เท่าที่เห็นเมฆออกมาดูไม่ค่อยเป็นธรรมชาติเท่าไหร่ ชอบผลแบบสามวิธีด้านบนที่ยกมานี้มากกว่าค่ะ

ร้อนวิชาเลยลองแต่งดูภาพนึงค่ะ ก่อนแต่งหน้าตาเป็นอย่างนี้ ฟ้าขาวจั๊วะเลย


หลักๆใช้ตามวิธีข้อ 3 ค่ะแต่ไม่มีรูปท้องฟ้าในสต็อคเลยใช้ gradient เทสีฟ้าเอาแล้วโหลด Cloud brush จาก ตรงนี้ มาแปะเมฆเพิ่มเข้าไป ตรงขอบภูเขายังลบไม่เนียนนัก แต่ใ่ช้ multiply layer ซ้อนไว้แล้วรู้สึกลบง่ายขึ้นเยอะค่ะ ไม่ต้องระวังว่าขอบจะแหว่งมากนัก (เราตั้ง eraser ให้ hardness=0 ขนาดหัวใหญ่นิดนึงจะได้ไม่เห็นรอยต่อชัดเกินไป)


------------------------------------------------------------------------------

วิธีทำโบเก้รูปต่างๆ

กะไว้ว่าวันนึงต้องลองเล่นดูให้ได้ ณ ตอนนี้เลยขอเก็บวิธีทำไว้ก่อนนะคะ

DIY bokeh filter
> ++------- แชร์ประสบการณ์ - BOKEH ทำเอง ง่ายนีดเดียว -------++
> D.I.Y. มาทำ Bokeh (โบเก้) เท่ ๆ เล่นกันดีกว่า

ขนาดของการเจาะ Bokeh filter
> ++++ ความรู้เรื่อง โบเก้ และมาทำโบเก้สวยๆ กัน ++++
> สงสัยเรื่องการถ่ายภาพโบเก้รูป หัวใจ

ตัวอย่างโบเก้รูปต่างๆ
> + D.I.Y โบเก้ สนุกๆ กันเถอะ +
> มาสวัสดีปีใหม่ กับรูปสาวๆ ที่ดองนานข้ามปี ครับ

วีดีโอ DIY Custom Bokeh
> How to | Custom Bokeh

------------------------------------------------------------------------------

วิธีรีทัชผิวหน้า

ลบริ้วรอยและรอยคล้ำใต้ตาอย่างไม่ fake ด้วย Healing brush, patch tool และ history brush
> Photoshop Tutorials: Healing brush / Patch tool

ลดรอยคล้ำใต้ตาและเงาบนหน้าด้วย Level
> Easy Retouch ลดลอยคล้ำใต้ตาอย่างง่ายๆ ไม่ถึงนาที - . . .

ลดความมันบนหน้าด้วย ShineOff Plug-in (not free)
> ShineOff Plug-in

ลดความมันบนหน้าด้วย Darken blending mode (จากกระทู้ล่างสามารถใช้ eye dropper tool ดูดสีมาแล้วพ่นได้ ปรับ opacity ของ brush ให้น้อยลงเหมือนกัน)
> ลบหน้ามัน ง่ายๆ ด้วย Photoshop

ลดหน้ามันแบบง่ายๆด้วย Selection tool + smooth filter
> วิธีลดหน้ามันด้วยแสง

------------------------------------------------------------------------------

ความรู้และเทคนิคเกี่ยวกับแฟลชจะรวมไว้ที่ด้านล่างของ หน้านี้ แทนค่ะ

------------------------------------------------------------------------------

วันนี้รวมไว้แค่นี้ก่อน วันหน้าเจออะไรใหม่มาอีกจะเอามาใส่เพิ่มค่ะ จะใช้เมื่อไหร่จะได้สะดวกๆหน่อย




 

Create Date : 29 พฤษภาคม 2553    
Last Update : 28 มกราคม 2554 12:49:43 น.  

1  2  
White Amulet
Location :
Bangkok Thailand / Tokyo Japan

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 18 คน [?]




บล็อคนี้ถึงไม่ค่อยมีอะไรแต่ถ้าจะก๊อปปี้ข้อความหรือรูปอะไรไปโพสที่อื่น ก็รบกวนช่วยใส่เครดิตลิงค์บล็อคนี้ไว้ด้วยนะคะ

เราไม่สงวนลิขสิทธิ์การนำภาพและข้อความในบล็อคไปเผยแพร่(ในแบบที่ไม่ใช่เชิงพาณิชย์)แต่สงวนลิขสิทธิ์ความเป็นเจ้าของภาพถ่ายและเนื้อหาค่ะ

ค้นหาทุกสิ่งอย่างในบล็อคนี้

New Comments
Friends' blogs
[Add White Amulet's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.