ความสุขของใจ.. รับรู้ได้ภายในตน
Group Blog
 
All blogs
 

บทส่งท้าย "ชีวิตคือกระจก ส่อง สะท้อนจิตใจ"

บทส่งท้าย


นำพาความสุขสู่ชีวิตของคุณ




Smiley ชีวิต คือ กระจกส่องสะท้อนจิตใจ Smiley





ขอขอบคุณทุกท่านที่กรุณาอ่านมาถึงตรงนี้


เรื่องที่เล่ามาเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริง แต่ได้เปลี่ยนชื่อและอาชีพของตัวละครเพื่อความเหมาะสม



ก่อนหน้านี้ผมได้เผยแพร่บทความ “EQ coaching เพิ่มพลังสู้ความสุข” ผ่านทางเว็บไซต์และได้รับกระแสตอบรับอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน



ผมได้รับเมลจำนวนมหาศาลจากท่านผู้อ่าน
“ไม่ได้ร้องไห้อย่างนี้มานานแล้ว”
“รู้สึกกล้าที่จะให้อภัยคนที่คิดแค้นมานาน”
“รู้สึกขอบคุณจากส่วนลึกของจิตใจ”
และอื่นๆ อีกมากมาย ข้อความที่บอกความประทับใจ พร้อมทั้งคำขอบคุณทำให้ผมรู้สึกอบอุ่นและดีใจ



ผมยังได้แจกบทความนี้ให้แก่ผู้เข้ารับการอบรมของบริษัทแห่งหนึ่ง (หลักสูตรการพัฒนา EQ) ผมให้ทุกคนอ่านบทความนี้ เป็นการบ้านสำหรับการอบรมในวันแรก เพื่อให้แลกเปลี่ยนความคิดเห็นในวันต่อมา


ผลปรากฎว่า ร้อยละ 90 ของผู้เข้ารับการอบรมกล่าวว่า พวกเขาร้องไห้หรือไม่ก็น้ำตาคลอ



เมื่ออ่านจบ ผมจึงมั่นใจว่า เรื่องนี้มีบางสิ่งที่สะกิดใจพวกเราทุกคน

แม้แต่ตัวผมเองก็ยังกลั้นน้ำตาไว้ไม่อยู่ทุกครั้งที่ได้อ่านเรื่องนี้ เมื่อใดที่เราตัดสินคนอื่นด้วยความรู้สึกส่วนตัว เรื่องราวนี้ก็จะทำให้เราหยุดคิดทบทวนใหม่อีกครั้ง



ผมรู้สึกปลื้มปีติที่เรื่องนี้ได้รับการตีพิมพ์ และหวังว่าจะได้รับการเผยแพร่สู่คนหมู่มากต่อไป



SmileySmileySmileySmiley



ว่าแต่คุณอ่านเรื่องนี้แล้วรู้สึกอย่างไรบ้างครับ

คุณยางุจิแนะนำกฎง่ายๆ ที่จะช่วยแก้ปัญหาของคุณเอโกะที่เป็นทุกข์เพราะไม่รู้จะช่วยลูกอย่างไร



กฎข้อนั้นคือ


“เหตุการณที่เกิดขึ้นในชีวิต


คือ


กระจกส่องสะท้อนจิตใจของเราเอง”



และนี่ก็คือ


“กฎแห่งกระจก”



ถ้าจิตใจของเรามีแต่ความทุกข์ เงาในกระจกที่สะท้อนออกมา ก็คือเหตุการณ์ไม่ดีต่างๆนานาที่ทำให้เราเป็นทุกข์


ในทางกลับกัน ถ้าจิตใจของเราเปี่ยมไปด้วยความสำนึกรู้คุณ เหตุการณ์ดีๆ ที่จะทำให้เรารู้สึกสำนึกรู้คุณก็จะเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง



“ชีวิตคือกระจกสะท้อนจิตใจของเราเอง”


หมายความว่า


“เหตุการณ์ในปัจจุบัน


จะเกิดขึ้นตามคลื่นความถี่ของหัวใจ”



พูดอีกนัยหนึ่งก็คือ


“สาเหตุที่เกิดขึ้นในจิตใจ


จะกลายเป็นผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นจริง”



กฎนี้สอดคล้องกับความรู้ที่สืบทอดกันมาทางศาสนาวัฒนธรรม และปรัชญาตะวันออก



เป็นกฎง่ายๆ ที่เมื่อเข้าใจแล้ว เราก็จะรู้วิธีควบคุมชีวิตของตัวเอง



ผมมีโอกาสได้ช่วยเหลือผู้คนมากมายให้บรรลุเป้าหมายของตนและเข้าใจในความเป็นตัวของตัวเอง



จากประสบการณ์เหล่านั้น ผมยืนยันได้ว่ากฎนี้ใช้ได้กับทุกคนโดยไม่มีข้อยกเว้น

หลายคนฟันฝ่าอุปสรรค ความยากลำบาก และทำสิ่งที่ตัวเองต้องการให้เป็นจริงได้ด้วยกฎที่ว่านี้



เราเห็นจิตใจของตนเองได้ด้วยการมองเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน เช่นเดียวกับการมองกระจกนั่นเอง

คุณยางุจิเข้าใจดี เขาจึงรู้ว่าการที่ “ลูกชายคนสำคัญของคุณเอโกะถูกเพื่อนรังแก” มีสาเหตุมาจากการที่ “คุณเอโกะกำลังเกลียดคนใกล้ตัว”


SmileySmileySmileySmiley



สมมติว่าคุณไม่ชอบสภาพของตัวเองในกระจก คุณจะทำอย่างไรครับ



ตัวอย่างเช่น



สมมติว่าคุณมองตัวเองในกระจกแล้วเห็นว่าผมยุ่ง คุณจะทำอย่างไรครับ

คงไม่เอื้อมมือไปจัดทรงผมที่เห็นอยู่ในกระจกจริงไหมครับ คุณต้องจัดทรงผมบนศีรษะตัวเองอย่างแน่นอน



ผลที่เกิดขึ้นคือ ตัวคุณในกระจกก็จะมีผมที่เป็นทรงเหมือนกัน

เช่นเดียวกัน
การแก้ปัญหาชีวิตตั้งแต่รากฐานนั้นจำเป็นต้องแก้ที่ต้นเหตุในจิตใจตัวเอง จะหวังพึ่งคนอื่นหรือรอให้สถานการณ์เปลี่ยนไปโดยที่ไม่เปลี่ยนแปลงจิตใจตัวเองเลยนั้น อะไรๆ ก็คงไม่เป็นไปอย่างที่คิด




กรณีของคุณเอโกะ เธอได้เปลี่ยนจิตใจของตัวเองโดยการปรับความเข้าใจและนึกขอบคุณพ่อและสามี เธอจึงกำจัดปัญหา (ความกังวลเกี่ยวกับลูกชาย) ให้หมดไปได้



แต่ว่าการ “เปลี่ยนแปลงจิตใจ” ไม่ได้หมายความว่า “ไม่ต้องเปลี่ยนแปลงการกระทำ”

ตัวอย่างเช่น ในความเป็นจริง ถ้าเราถูกแกล้ง เราก็จำเป็นต้องป้องกันตัวเองก่อน



ขอให้ตระหนักให้ดีว่า ต้องทำปัจจุบันให้ดีที่สุด แล้วค่อยๆ เปลี่ยนแปลงจิตใจไปพร้อมๆ กัน




Smiley


SmileySmileySmiley




Smiley ความสบายใจจากการให้อภัย Smiley





ลองมาดูเรื่องของการให้อภัย กันบ้าง



“ให้อภัยไม่ได้”


คือสภาพจิตใจที่ยึดติดกับอดีต


และนึกเกลียดใครบางคนอยู่ตลอดเวลา



คุณเอโกะยึดติดอยู่กับคำพูดและการกระทำในอดีตของพ่อ ด้วยเหตุนี้เธอจึงเกลียดพ่อมาตลอด และโยนความผิดให้พ่อโดยไม่รู้ตัว



เมื่อใดที่เราเกลียดคนอื่น


“ไม่ให้อภัย”


เราจะรู้สึกไม่สบายใจ


ร่างกายจะทำงานไม่ได้ดั่งใจคิด


ทั้งยังกระวนกระวาย



ถ้ามีอาการเช่นนี้อย่างต่อเนื่องเราก็จะเป็นทุกข์


อาการนี้ทรมานมาก


ผมเองก็เคยประสบมาแล้วหลายครั้ง



ทุกคนมีสิทธิ์เลือกที่จะ


"ให้อภัย” หรือ “ไม่ให้อภัย”




ถ้ามีคนทำเราเสียใจ เราเลือกที่จะ “ไม่ให้อภัย” เขาได้



แต่นั่นหมายความว่าเราเลือกที่จะจมปลักอยู่กับอดีต การอยู่กับอดีตทำให้เราละทิ้งอนาคตที่อาจเปี่ยมความสุขไป



ในทางตรงกันข้าม ถ้าเราเลือกที่จะ “ให้อภัย” เราจะรู้สึกผ่อนคลาย เบาสบายทั้งร่างกายและจิตใจ ได้รับการปลดปล่อยจากความแค้นในอดีต สบายอกสบายใจและรู้สึกเป็นอิสระ




การให้อภัยนั้น..


ไม่ได้หมายถึง การยอมรับการกระทำของคนอื่น
ไม่ได้หมายถึง การมองข้ามความผิดของเขา
และไม่ได้หมายความว่า
เราต้องอดทนทั้งๆ ที่คิดว่าเขาผิด




การให้อภัย


หมายถึง


การปล่อยวางจากการยึดติดอยู่กับอดีต


เลิกโทษว่าเป็นความผิดของใคร


และเลือกที่จะมีแต่ความสบายใจ




ตอนนี้คุณเกลียดใครอยู่หรือเปล่าครับ Smiley



แล้วคิดอยากให้อภัยเขา


เพื่อความสุขในชีวิตของคุณเองบ้างไหม Smiley




การให้อภัยไม่ได้เป็นการทำเพื่อคนอื่น


แต่เพื่อตัวคุณเองต่างหาก



มาให้อภัยตัวเองกันเถอะ Smiley




SmileySmileySmiley




หลายคนอาจรู้สึกว่า “ถึงอย่างไรก็ให้อภัยไม่ได้”



ถ้าคุณคิดอย่างนั้น ขออย่าได้โทษตัวเองว่า


“ฉันนี่แย่มาก แค่ยกโทษให้คนอื่นยังทำไม่ได้เลย” หรือ “ฉันคงไม่มีความสุขเหมือนคนอื่นเขาหรอก”



ขอให้เข้าใจว่าจิตใจของคุณบอบช้ำมาก


ขอให้มองตนเองตามความเป็นจริง


ตอนนี้คุณอาจจะยังไม่พร้อม แต่ขอให้เริ่มฝึกยอมรับตัวเองให้ได้ก่อน



ก่อนอื่นคุณต้องให้อภัยตัวเอง


ในสาขาจิตวิทยา เราเรียกสิ่งนี้ว่า


การยอมรับตัวเอง


ยอมรับว่า คุณกำลังเจ็บช้ำ


แล้วให้อภัยตัวเองที่ให้อภัยคนอื่นไม่ได้



ถ้าคุณยอมรับตัวเองได้


จิตใจก็จะมีที่ว่างพอสำหรับการให้อภัยคนอื่น




เมื่อคิดได้เช่นนั้นแล้ว ขอให้คุณมองหาสิ่งที่เรียกว่า Belief ของตัวเอง



Belief คือสิ่งที่คุณเชื่อมั่นโดยไม่มีข้อสงสัย


ซึ่งก็หมายถึง “ความเชื่อ” นั่นเอง



ตัวอย่างของ Belief ที่ทำให้เราอภัยให้ผู้อื่นได้ยาก ได้แก่

- การให้อภัยทำให้เราเสียผลประโยชน์



- การที่เราต้องรู้สึกแย่ก็เพราะเขาแท้ๆ เราไม่ผิดร้อยเปอร์เซ็นต์



- การเป็นผู้เสียหายย่อมสบายกว่าการยอมรับว่าเป็นคนผิด



- เขาต้องได้รับโทษอย่างสาสม



- แค้นนี้ต้องชำระ



- เราให้อภัยไม่ได้ เราต้องปกป้องตัวเอง



- และอื่นๆอีกมากมาย



แต่ขอให้ลองคิดดูให้ดีว่า Belief เหล่านี้ทำให้คุณมีความสุขหรือไม่ Smiley





Smiley


SmileySmileySmileySmiley




8 ขั้นตอน สู่.. การให้อภัย




ต่อจากนี้ไปผมจะบอก “8 ขั้นตอนสู่การให้อภัย” ให้ท่านผู้อ่านได้เห็นภาพชัดเจน



สำหรับท่านที่เลือกการไม่ให้อภัย ขั้นตอนที่ผมกำลังจะพูดถึงนี้ อาจทำให้ชีวิตของคุณเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้นจากหน้ามือเป็นหลังมือเลยทีเดียว




[ขั้นตอนที่ 1]


เขียนรายชื่อ “คนที่ให้อภัยไม่ได้” ลงในกระดาษ



เขียนรายชื่อคนที่คุณคิดว่า “ถ้าให้อภัยได้คงสบายขึ้น” และคนที่ “อยากปรับความเข้าใจด้วย” ลงไป



โดยเฉพาะความสัมพันธ์กับพ่อแม่ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญมาก ลองถามตัวเองดูว่า “เกลียดพ่อแม่หรือไม่” “สำนึกในบุญคุณพ่อแม่หรือเปล่า” ถ้าไม่แน่ใจก็ขอให้เขียนชื่อพ่อแม่ของคุณลงไปก่อน



สำหรับท่านที่แต่งงานแล้ว ขอให้ทบทวนความสัมพันธ์กับสามีหรือภรรยาด้วยเช่นกัน



ส่วนท่านที่หย่าร้างก็ขอให้นึกดูว่าจะปรับความเข้าใจกับอดีตสามีหรือภรรยาได้หรือไม่



วิธีการนี้ยังใช้ได้กับผู้ที่เสียชีวิตไปแล้ว


แม้คนที่ให้อภัยไม่ได้ จะจากไปแล้ว ก็ขอให้เขียนชื่อของเขาลงไปด้วย



เมื่อได้รายชื่อแล้ว เลือกคนคนหนึ่งที่คุณคิดว่าเหมาะจะลองใช้ “8 ขั้นตอนสู่การให้อภัย” ดู





[ขั้นตอนที่ 2]


ระบายความรู้สึกของตัวเอง



เตรียมกระดาษไว้หลายๆ แผ่น แล้วเขียนระบายความรู้สึกที่มีต่อคนคนนั้น ทางที่ดีควรเขียนความรู้สึกในใจแทนที่จะเขีนถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น



ถ้ารู้สึกโกรธจะเขียนคำว่า “คนบ้า!” “ทุเรศ!” หรือคำอื่นก็ได้


และถ้ารู้สึกเป็นทุกข์หรือเศร้าเสียใจก็ขอให้เขียนลงไปด้วย



เขียนระบายความรู้สึกอย่างตรงไปตรงมา กระดาษเหล่านี้ไม่ได้มีไว้ให้คนคนนั้นดู เพราะฉะนั้นเขียนลงไปให้เต็มที่



ถ้าอยากร้องไห้ก็ร้องออกมา ไม่ต้องกลั้นเอาไว้ การร้องไห้จะทำให้รู้สึกสบายใจขึ้น



เมื่อเขียนอย่างหมดไส้หมดพุงแล้ว ขอให้ฉีกกระดาษเป็นชิ้นๆ แล้วทิ้งลงถังขยะไป





[ขั้นตอนที่ 3]


จินตนาการ..สาเหตุของการกระทำ




1. เขียนการกระทำของคนคนนั้น


ที่ทำให้คุณ “ให้อภัยไม่ได้” ลงบนกระดาษ




2. ลองจินตนาการ สาเหตุที่ทำให้เขาต้องทำเช่นนั้น แรงจูงใจที่ทำให้คนทำสิ่งใดสิ่งหนึ่ง



โดยจำแนกออกเป็นสองสาเหตุใหญ่ คือ


“อยากมีความสุข”


และ


“อยากเลี่ยงความทุกข์”




ลองจินตนาการดูว่า


เขาอยากได้รับความสุขแบบใด


หรือ


อยากเลี่ยงความทุข์แบบไหน


ถึงได้ทำเช่นนั้น




3. เมื่อเขียนเสร็จแล้ว


อย่าได้ตัดสินการกระทำนั้นว่า “ไม่ถูกต้อง”



แต่ขอให้เข้าใจว่า


สิ่งนั้น คือ การกระทำที่เกิดขึ้นจาก


ความด้อยประสบการณ์ ความไม่รู้ หรือ ความอ่อนแอ



เราทุกคนมักทำผิดพลาดอยู่บ่อย ๆ


เช่น


ทำบางอย่างเพื่อให้มีความสุข


แต่กลับกลายเป็นความทุกข์



การกระทำเพื่อหลีกเลี่ยงความทุกข์กลับกลายเป็นเพิ่มความทุกข์เข้าไปอีก


สิ่งนั้นมีสาเหตุมาจากความด้อยประสบการณ์ ความไม่รู้ และความอ่อนแอนั่นเอง



เพราะฉะนั้นขอให้คิดเสียว่า


การกระทำของคนที่เราให้อภัยไม่ได้


ก็เกิดจากความด้อยประสบการณ์ ความไม่รู้


และความอ่อนแอเช่นกัน




4. ขอให้พิจารณาการกระทำของคนคนนั้น


โดยไม่สนใจว่าถูกหรือผิด


แล้วพูดออกมาว่า



“คุณก็คงอยากมีความสุข


คุณก็คงอยากหนีให้พ้นจากความทุกข์เหมือนกันกับฉัน”







[ขั้นตอนที่ 4]


เขียนสิ่งที่ควรขอบคุณ



เขียนสิ่งที่ควรขอบคุณคนคนนั้นออกมาให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ แม้จะเป็นเรื่องเล็กๆ น้อยๆ ก็ขอให้เขียนลงไป

ลองนึกดูให้ดี แม้อาจต้องใช้เวลาสักหน่อย เขียนให้มากเข้าไว้





[ขั้นตอนที่ 5]


ขอพลังจากคำพูด



1. ปฏิญญาณว่า


“ฉันจะให้อภัยคุณ..


เพื่อความเป็นอิสระ ความสบายใจ


และความสุขใจของตัวเอง”




2. กล่าวคำขอบคุณซ้ำ ๆ ว่า


“คุณ (ชื่อ) ขอบคุณนะครับ / ค่ะ”



ถ้าเป็นไปได้ให้พูดออกเสียง


จะพูดเบาๆ แค่ให้ตัวเองได้ยินก็ได้



ในขั้นตอนนี้ไม่จำเป็นต้องรู้สึกขอบคุณจากใจจริง


แม้ในจิตใจจะยังรู้สึกไม่ให้อภัย


แต่ก็ขอให้เริ่มจากคำพูด (การกระทำภายนอก) ก่อน



ใช้เวลาในขั้นตอนนี้ 10 นาทีเป็นอย่างน้อย


ในเวลา 10 นาที เราจะพูดได้ประมาณ 400-500 ครั้ง



และหากเป็นไปได้


ขอให้พูดต่อเนื่องนาน 30 นาที


เพราะขั้นตอนนี้สำคัญมาก



คุณยางุจิแนะนำให้คุณเอโกะโทรศัพท์ไปหาพ่อทันที โดยข้ามขั้นตอนที่ 5 ไป ซึ่งถือเป็นกรณีพิเศษ เพราะคุณยางุจิตัดสินใจโดยดูจากสภาพการณ์ เช่น นิสัยส่วนตัวของคุณเอโกะ



แต่โดยทั่วไปแล้ว ผมแนะนำว่าควรทำขั้นตอนที่ 5 ก่อน เพื่อจะได้รู้สึกอยากพูดขอบคุณคนคนนั้นจากความรู้สึกที่แท้จริงแล้วจึงค่อยพูดกับเจ้าตัว







[ขั้นตอนที่ 6]


เขียนสิ่งที่อยากขอโทษ



เขียนสิ่งที่อยากขอโทษคนคนนั้นให้มากที่สุด






ขั้นตอนที่ 7]


เขียนสิ่งที่ได้เรียนรู้



เขียนว่า ได้เรียนรู้อะไรบ้างจากการรู้จักคนคนนั้น


คุณอาจได้เรียนรู้หรือรับรู้สิ่งใหม่ ๆ



จากการคิดเรื่องที่ว่า “ควรปฏิบัติตัวอย่างไรกับเขา”



ควรทำตัวอย่างไรจึงจะทำให้ทั้งคุณและเขามีความสุข





[ขั้นตอนที่ 8]


ประกาศว่า “ฉันให้อภัยแล้ว”



ประกาศว่า “ฉันให้อภัยคุณแล้ว”




SmileySmileySmiley



และทั้งหมดนี้คือ


“8 ขั้นตอนสู่การให้อภัย”



SmileySmileySmiley




หากทำครบ 8 ขั้นตอนนี้แล้ว


แต่ยังรู้สึก “ให้อภัยไม่ได้” อยู่ก็ไม่เป็นไร




สิ่งที่ต้องทำต่อ คือ



Smiley ปฏิบัตาม ข้อ 2 ในขั้นตอนที่ 5 ให้เป็นกิจวัตร



Smiley นึกถึงใบหน้าของคนคนนั้น แล้วพูดซ้ำไปซ้ำมาว่า


“คุณ (ชื่อ) ขอบคุณนะครับ / ค่ะ”



Smiley ทำเช่นนี้อย่างน้อยวันละ 5 นาที


แล้ววันหนึ่ง ความเปลี่ยนแปลง


จะเกิดขึ้น


กับคุณอย่างแน่นอน



Smiley Smiley
Smiley










Free TextEditor





 

Create Date : 01 เมษายน 2552    
Last Update : 8 เมษายน 2552 19:47:59 น.
Counter : 774 Pageviews.  

A Rule of a Mirror .. by ยางุจิ

เรื่องต่อไปนี้เป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริง แต่มีการเปลี่ยนชื่อและอาชีพของตัวละครเพื่อความเหมาะสม


เอโกะ อาคิยามะ แม่บ้านอายุย่าง 41 ปี มีเรื่องกังวลใจอยู่เรื่องหนึ่ง

นั่นก็คือ ยูตะ ลูกชายของเธอที่กำลังจะขึ้นชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ถูกเพื่อนที่โรงเรียนกลั่นแกล้ง

เพื่อนๆไม่ได้ใช้กำลังกับเขา เพียงแต่มักแสดงท่าทีรังเกียจและมองว่าเขาเป็นตัวปัญหา

“ผมไม่ได้ถูกแกล้งสักหน่อย” ยูตะยืนกรานหนักแน่น

เอโกะรู้สึกเจ็บปวดใจทุกครั้งที่เห็นลูกชายอยู่อย่างโดดเดี่ยว

ยูตะชอบเล่นเบสบอลมาก แต่เพื่อน ๆ ไม่ยอมชวนเขาไปเล่นด้วย หลังเลิกเรียนทุกวันเขาจึงต้องไปโยนรับลูกเบสบอลที่กำแพงคนเดียวในสวนสาธารณะ

ยูตะเคยเล่นเบสบอลกับเพื่อน ๆ เมื่อประมาณสองปีก่อน วันหนึ่งขณะที่เอโกะจ่ายตลาดเสร็จและกำลังจะกลับบ้าน เธอเดินผ่านโรงเรียนและเห็นว่ายูตะกำลังเล่นเบสบอลกับเพื่อนอยู่ในสนาม

ยูตะเล่นพลาดและเพื่อนๆก็กำลังรุมต่อว่าเขา เพื่อนร่วมทีมต่างตำหนิยูตะเสียงดังอย่างไม่ไว้หน้า
“นายนี่เล่นห่วยจริงๆ เลย!”
“เพราะนายนั่นแหล่ะ เราถึงเสียไปตั้งสามแต้ม !”
“ถ้าจะแพ้ก็เพราะนายนี่แหล่ะ !”

เอโกะนึกในใจว่า “ถึงยูตะจะเล่นกีฬาไม่เก่ง แต่เขาก็มีจิตใจโอบอ้อมอารีนะ ยูตะเองก็มีข้อดีเหมือนกัน...”

เอโกะนึกเจ็บใจแทนยูตะที่ไม่มีใครมองเห็นข้อดีของเขาเลย เธอยังทนไม่ได้ที่ต้องเห็นลูกยิ้มและขอโทษเพื่อนทั้ง ๆ ที่พวกเขาพูดจาไม่ดีใส่

ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาเพื่อน ๆ ก็ไม่ชวนยูตะไปเล่นเบสบอลด้วยอีกเลย
“นายน่ะเป็นตัวถ่วง ใครจะอยากเล่ยด้วยล่ะ” เพื่อนพูดกับเขาอย่างนั้น

ยูตะทุกข์ใจมากที่ไม่มีใครชวนไปเล่นเบสบอลด้วย ซึ่งเอโกะก็รู้ดี เพราะสังเกตเห็นได้ว่ายูตะหงุดหงิดใส่เธอบ่อยขึ้น แต่ยูตะก็ไม่เคยบอกเอโกะว่าเขาเหงาหรือทุกข์ใจเลย

สำหรับเอโกะแล้ว เรื่องที่เธอทุกข์ใจมากที่สุดก็คือ การที่ลูกชายไม่ยอมเปิดใจกับเธอ

“ผมไม่ได้เป็นอะไรสักหน่อย” ลูกชายของเธอยังคงยืนยันเช่นเดิม

แม้เอโกะจะพยายามสอน “วิธีการคบเพื่อนอย่างชาญฉลาด” ให้ แต่เขาก็บอกปัดเสมอว่า “วุ่นวายจริง ๆ เลย! อย่ามายุ่งได้มั้ย”

หรือเมื่อเธอเสนอกับลูกว่า “ย้ายโรงเรียนดีไหมจ๊ะ”

ยูตะก็หัวเสียตอบกลับว่า “ถ้าแม่ทำแบบนั้นนะ ผมจะโกรธแม่ไปชั่วชีวิตเลย คอยดู!”

เอโกะได้แต่ทุกข์ใจที่ตัวเองไม่เอาไหน และเป็นที่พึ่งพิงให้ลูกชายไม่ได้ในสถานการณ์เช่นนี้

.........................

วันหนึ่ง ยูตะอารมณ์เสียกลับมาบ้านหลังจากออกไปเล่นเบสบอลที่สวนสาธารณะคนเดียวเช่นเคย

“เป็นอะไรไปน่ะลูก” เอโกะถาม

“ไม่มีอะไรหรอกฮะ” ยูตะไม่ยอมเล่าอะไร

แต่แล้วความจริงก็เปิดเผยเมื่อเพื่อนบ้านที่ค่อนข้างสนิทสนมกันโทรศัพท์มาหาเธอในคืนนั้น

“คุณเอโกะคะ ยูตะเล่าอะไรให้คุณฟังบ้างไหมคะ”

“เอ๊ะ ก็เปล่านี่คะ”

“คือว่าวันนี้ฉันพาลูกไปเล่นชิงช้าที่สวนสาธารณะมาน่ะค่ะ แล้วก็เห็นยูตะกำลังเล่นเบสบอลอยู่คนเดียวเหมือนเคย จู่ ๆ เด็กรุ่นราวคราวเดียวกันเจ็ดแปดคนก็เดินไปบอกกับยูตะว่า ‘เรากำลังจะไปเล่นดอดจ์บอลกัน ไปก่อนนะเพื่อน!’ เท่านั้นไม่พอ เด็กคนหนึ่งยังขว้างลูกบอลใส่ยูตะด้วยค่ะ ยูตะเลยรีบกลับบ้านทันที ฉันเองก็ต้องขอโทษด้วยนะคะ ตอนนั้นไม่รู้จริง ๆ ว่าจะทำยังไงดี”

เอโกะอึ้งไปชั่วขณะ
“มีเรื่องขนาดนี้ ยูตะยังไม่ยอมเล่าให้ฟังเลย…”

เอโกะเสียใจที่ลูกไม่เปิดใจปรับทุกข์กับเธอ แต่ก็ไม่มีกะจิตกะใจที่จะเซ้าซี้ถามลูกในวันนั้น

...............................

วันต่อมา เอโกะตัดสินใจโทรศัพท์ไปหาคนคนหนึ่ง

คนคนนั้นคือ คุณยางุจิ รุ่นพี่ของสามีเธอ

เอโกะไม่เคยคุยกับคุณยางุจิโดยตรง สามีของเธอเพิ่งจะให้นามบัตรของเขามาเมื่อสัปดาห์ก่อน

คุณยางุจิเป็นรุ่นพี่ในชมรมเคนโดเมื่อสมัยมัธยมปลาย สามีของเธอไม่ได้พบกับเขามาเกือบ 20 ปีแล้ว แต่เมื่อไม่นานมานี้กลับได้พบกันโดยบังเอิญ
ทั้งสองมีเรื่องคุยกันหลายเรื่องหลังจากไม่ได้พบกันมานาน รู้ตัวอีกทีก็นั่งแช่อยู่ในร้านกาแฟนานกว่าสองชั่วโมง

ปัจจุบันคุณยางุจิทำงานเป็นที่ปรึกษาด้านการบริหารจัดการ

สามีของเธอเล่าว่า คุณยางุจิเชี่ยวชาญด้านจิตวิทยาและให้คำปรึกษาแก่ทั้งบริษัทและบุคคลทั่วไป

สามีของเธอเล่าเรื่องของยูตะให้คุณยางุจิฟัง เขาจึงยื่นนามบัตรให้แล้วบอกว่า “ผมน่าจะช่วยได้นะ”

วันนั้นสามีบอกกับเธอว่า “คุณลองโทร.ไปคุยกับเขาดูสิผมเกริ่นเอาไว้ให้แล้ว” พร้อมกับยื่นนามบัตรให้

“ทำไมฉันต้องโทร.ไปคุยกับคนที่ไม่รู้จักด้วยล่ะ คุณก็คุยไปคนเดียวสิ”

“คนที่น่าเป็นห่วงคือคุณนะ ผมเห็นคุณกังวลเรื่องยูตะมานานแล้ว ก็เลยลองปรึกษาคุณยางุจิดู”

“หมายความว่าปัญหาอยู่ที่ฉันงั้นเหรอ คนเป็นแม่จะเป็นห่วงลูกก็ไม่เสียหายตรงไหนนี่! คุณน่ะได้แต่ขับรถไปวันๆ จะไปทุกข์ร้อนอะไรล่ะ คนที่เลี้ยงยูตะก็มีแต่ฉันคนเดียวนี่แหล่ะ คุณไม่เคยต้องเป็นห่วงหรอก ฉันไม่มีทางคุยกับเขาแน่นอน ถึงยังไงเขาก็คงไม่เคยเลี้ยงลูกอยู่แล้ว เหมือนคุณน่ะแหล่ะ”

พูดจบเอโกะก็โยนนามบัตรทิ้งไว้บนโต๊ะอาหาร


หนึ่งสัปดาห์ผ่านไป หลังจากได้ฟังเรื่องที่เพื่อนบ้านเล่า เอโกะก็รู้สึกสิ้นหวัง เธออยากหาทางออกไปให้พ้นจากปัญหานี้เสียที

“ฉันไม่อยากทุกข์ทรมานอีกแล้ว ใครก็ได้ช่วยฉันที”

แล้วเธอก็นึกถึงคุณยางุจิขึ้นมา โชคดีที่เธอหานามบัตรของเขาพบ

หลังจากที่ยูตะออกไปโรงเรียนได้ชั่วโมงหนึ่ง เธอจึงโทรศัพท์ไปหาคุณยางุจิ
แล้วในวันนั้นเธอก็ได้พบกับสิ่งมหัศจรรย์ที่ไม่เคยคาดคิดมาก่อนว่าจะเกิดขึ้นกับตัวเอง

โอเปอเรเตอร์สาวต่อสายของเธอให้คุณยางุจิ

เอโกะแนะนำตัว เสียงของคุณยางุจิที่ดังมาตามสายฟังดูอารมณ์ดี เธออดคิดไม่ได้ว่า ปรึกษาเรื่องเล็กๆ น้อยๆ แบบนี้จะดีหรือ

เธออ้ำอึ้ง ไม่รู้จะเริ่มต้นอย่างไรจนกระทั่งคุณยางุจิเอ่ยว่า

“ไม่ทราบว่าใช่ภรรยาของคุณอาคิยามะหรือเปล่าครับ”

“ค่ะ ใช่แล้วค่ะ”

“อ้อ ครับ ยินดีที่ได้รู้จักครับ”

“เอ่อ คือสามีดิฉันเล่าอะไรให้คุณฟังบ้างแล้วหรือยังคะ”

“ครับ เขาเกริ่นให้ผมฟังว่าคุณกำลังกังวลเรื่องลูกชายอยู่...”

“ไม่ทราบว่าพอจะให้คำปรึกษาดิฉันหน่อยได้ไหมคะ”

“ตอนนี้ผมมีเวลาประมาณหนึ่งชั่วโมง ถ้าคุณสะดวก เล่าให้ผมฟังเลยได้ไหมครับ”

เอโกะจึงเล่าคร่าวๆ ถึงเรื่องที่ยูตะถูกเพื่อนแกล้งและไม่มีใครเล่นด้วย รวมทั้งเรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อวาน

หลังจากฟังเธอเล่าจบ คุณยางุจิก็เอ่ยขึ้นว่า
“คุณคงกังวลใจมากเลยสินะครับ ไม่มีเรื่องไหนจะทำให้พ่อแม่ทุกข์ใจได้เท่าเรื่องลูกอีกแล้ว”

พอได้ยินคำนั้น เอโกะก็น้ำตาคลอ

คุณยางุจิรู้สึกว่าเอโกะกำลังร้องไห้ จึงรอให้เธอสงบสติอารมณ์ก่อน แล้วจึงพูดต่อ

“คุณครับ คุณต้องการแก้ปัญหานี้ให้ได้จริงๆใช่ไหม เราน่าจะหาทางแก้ไขได้นะครับ”

เอโกะแทบไม่เชื่อหูตัวเองเมื่อได้ยินคำว่า “แก้ไข” เพราะเธอกลุ้มใจเรื่องนี้มานานหลายปีแล้ว เธออยากแก้ปัญหาให้ได้จริงๆตามที่คุณยางุจิพูด

“ถ้ามันช่วยได้แน่ๆ ดิฉันก็ยินดีทำตามทุกอย่างเลยค่ะ ดิฉันตั้งใจจริงนะคะ แต่ว่าต้องทำยังไงบ้างเหรอคะ”

“ถ้าอย่างงั้นเรามาช่วยกันหาทางแก้เถอะครับ ในตอนนี้เท่าที่ผมรู้ก็คือ คุณกำลังเกลียดใครบางคนใกล้ตัว”

“เอ๊ะ หมายความว่ายังไงคะ”

“ผมคงพูดข้ามไปหน่อย ความจริงผมควรอธิบายหลักการคร่าวๆ ให้คุณฟังก่อน แต่ว่าตอนนี้ผมมีเวลาไม่มาก เอาเป็นว่าขอพูดสรุปเลยแล้วกันนะครับ ที่ลูกชายคนสำคัญของคุณถูกเพื่อนแกล้งจนคุณต้องกังวลใจนั้น ก็เพราะคุณไม่เคยนึกขอบคุณคนที่ควรจะขอบคุณเลย ไม่ใช่แค่นั้นครับ คุณยังรู้สึกเกลียดชังคนเหล่านั้นตลอดมาด้วย”

“ลูกถูกเพื่อนแกล้งกับปัญหาส่วนตัวของดิฉันมันเกี่ยวข้องกันได้ยังไงคะ ฟังเหมือนเป็นความเชื่อทางศาสนามากกว่านะคะ”

“ไม่แปลกที่จะคิดอย่างนั้นครับ โรงเรียนมักสอนให้เราเชื่อเฉพาะสิ่งที่พิสูจน์ได้ แต่สิ่งที่ผมบอกไปเมื่อครู่เป็นกฎในสาขาวิชาจิตวิทยาที่ได้รับการค้นพบมานานแล้ว จะนึกว่าเป็นเรื่องทำนองเดียวกับความเชื่อศาสนาที่มีมาตั้งแต่สมัยดึกดำบรรพ์ก็ได้ครับ ไม่เป็นไร แต่โดยส่วนตัวแล้ว ผมไม่ได้นับถือศาสนาอะไรนะครับ”

“ช่วยอธิบายกฎนั้นให้ดิฉันฟังหน่อยได้ไหมคะ”

“ได้สิครับ กฎนั้นก็คือ เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในปัจจุบันคือ “ผลลัพธ์” เมื่อมี “ผลลัพธ์” ก็ต้องมี “ต้นเหตุ” และต้นเหตุก็มีที่มาจากจิตใจของเราเอง หรือพูดอีกนัยหนึ่งก็คือ เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในชีวิตคือกระจกส่องสะท้อนจิตใจของเราเอง

ตัวอย่างเช่น เวลาส่องกระจกเราก็จะเห็นว่า ‘เอ๊ะ ผมยุ่งเชียว!’ หรือ ‘อะไรกัน ทำไมวันนี้หน้าตาถึงได้ซีดเซียวขนาดนี้’ ถ้าไม่มีกระจก เราก็มองไม่เห็นสภาพของตัวเอง จริงไหมครับ

ลองคิดว่าชีวิตของคุณคือ กระจก การมีกระจกที่เรียกว่าชีวิตจะทำให้เรามองเห็นสภาพของตัวเอง และเกิดแรงจูงใจที่จะเปลี่ยนแปลงตัวเอง ชีวิตของคนถูกสร้างขึ้นมาเพื่อให้เกิดการพัฒนาอย่างไม่มีที่สิ้นสุดครับ”

“สิ่งที่ดิฉันกังวลอยู่ตอนนี้สะท้อนให้เห็นอะไรหรอคะ”

"ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นในตอนนี้ก็คือ ‘ลูกชายคนสำคัญของคุณกำลังเป็นทุกข์เพราะถูกเพื่อนแกล้ง’ ต้นเหตุที่น่าจะเป็นไปได้ก็คือคุณ ‘กำลังเกลียดคนที่คุณควรจะให้ความสำคัญ’ คุณคิดแบบนั้นบ้างหรือเปล่าครับ อย่างเช่นว่าเกลียดคนที่คุณควรจะต้องสำนึกขอบคุณ หรือไม่ก็เกลียดคนใกล้ตัว คุณเกลียดสามีอยู่หรือเปล่าครับ ในเมื่อเขาอยู่ใกล้ชิดคุณมากที่สุด”

"ไม่นี่คะ ดิฉันนึกขอบคุณเขาเสียด้วยซ้ำ เขาขยันทำงานขับรถบรรทุกเพื่อให้เรามีอยู่มีกินอย่างทุกวันนี้”

"ถ้าอย่างนั้นก็ดีแล้วครับ แล้วคุณให้ความสำคัญกับสามีคุณมากน้อยแค่ไหนครับ เคารพเขาไหม”

เอโกะสะดุ้งเมื่อได้ยินคำว่า “เคารพ” เพราะเธอรู้สึกดูแคลนสามีอยู่ตลอดเวลา

เอโกะมองว่าคนที่มองโลกในแง่ดีอย่างสามีคือคนที่ “ไม่มีความคิด” และบางครั้งยังมองว่า “ไม่มีการศึกษา” อีกด้วย

เอโกะเรียนจบมหาวิทยาลัย แต่สามีจบแค่ชั้นมัธยมปลายไม่เพียงเท่านั้น สามีของเธอยังเป็นคนพูดจากระด้าง ชอบอ่านแต่นิตยสารรายสัปดาห์ ส่วนเอโกะชอบอ่านหนังสือเป็นชีวิตจิตใจ เธอจึงคิดอยู่เสมอว่า “ขออย่าให้ยูตะเป็นเหมือนสามีเลย”

แล้วเอโกะก็เล่าให้คุณยางุจิฟังว่าเธอคิดอย่างไร

“คุณคิดว่าคุณค่าของคนขึ้นอยู่กับการศึกษา ความรู้ หรือไม่ก็ความคิดหรือเปล่าครับ”

“ไม่ค่ะ ไม่ได้คิดอย่างนั้นเลย ดิฉันคิดว่าทุกคนต่างก็มีจุดเด่นและความสามารถเฉพาะตัว”

“ถ้าอย่างนั้นทำไมคุณถึงดูถูกสามีว่า ‘ไม่มีความรู้’ ล่ะครับ”

“เอ่อ...ดิฉันมีความขัดแย้งในตัวเองใช่ไหมคะนี่”

"แล้วความสัมพันธ์ระหว่างคุณกับสามีเป็นยังไงบ้างครับ”

“ดิฉันมักจะไม่พอใจพฤติกรรมกับคำพูดของเขาอยู่บ่อยๆ ค่ะ บางทีก็ถึงขั้นทะเลาะกัน”

“แล้วเรื่องของยูตะล่ะครับ สามีคุณว่ายังไงบ้าง”

“ดิฉันบ่นกับเขาเรื่องที่ยูตะถูกเพื่อนแกล้งอยู่เหมือนกันค่ะ แต่ก็ไม่เคยรับฟังความคิดเห็นหรือคำแนะนำจากเขาเลย เราไม่เคยปรึกษากันอย่างเป็นเรื่องเป็นราวสักที คงเป็นเพราะดิฉันไม่ยอมรับสามีน่ะค่ะ”

“อย่างนี้นี่เอง แต่ดูเหมือนจะมีสาเหตุอื่นด้วยนะครับ ผมว่าเราควรแก้ปัญหานั้นก่อน แล้วค่อยกลับมาดูเรื่องนี้กันอีกทีดีกว่าครับ”

“สาเหตุอื่นเหรอคะ”

“เราต้องหาสาเหตุที่แท้จริงที่ทำให้คุณไม่ยอมรับในตัวสามีครับ ผมขอถามหน่อยนะครับ คุณสำนึกบุญคุณของพ่อบ้างหรือเปล่า”

“เอ๊ะ พ่อเหรอคะ ก็ต้องสำนึกสิคะ...”

“ลึกๆ แล้วคุณรู้สึกว่าท่านทำสิ่งที่คุณ ‘ให้อภัยไม่ได้’ บ้างไหมครับ”

เอโกะรู้สึกว่ามีบางอย่างสะกิดใจเธอเมื่อได้ยินคำว่า “ให้อภัยไม่ได้”

เธอเริ่มคิดว่าตัวเองอาจไม่เคยให้อภัยพ่อเลย

เธอรู้สึกสำนึกบุญคุณพ่อในฐานะที่ท่านเป็นพ่อ แต่เธอไม่ได้รักพ่อ

ทุกๆ ปีนับแต่แต่งงานออกไป เอโกะจะกลับบ้านช่วงเทศกาลเซ่นไหว้บรรพบุรุษและวันปีใหม่ แต่เธอก็แทบไม่คุยกับพ่อ แค่ทักทายตามมารยาทเท่านั้น

เมื่อมองย้อนกลับไปในอดีต เธอรู้สึกว่าพ่อเป็นคนอื่นมาตั้งแต่สมัยมัธยมปลายแล้ว

“ดิฉันคงไม่เคยให้อภัยพ่อเลยน่ะค่ะ และก็คงจะทำไม่ได้ด้วย”

“เหรอครับ ดูเหมือนยากที่คุณจะให้อภัยท่าน แต่จะลองพยายามดูได้ไหมครับ”

“ต้นเหตุของความทุกข์นี้เกี่ยวข้องกับพ่อและสามีของดิฉันจริงๆเหรอคะ”

“คุณต้องลองก่อนถึงจะรู้ครับ”

“เข้าใจแล้วค่ะ บอกมาได้เลยค่ะว่าดิฉันต้องทำอะไรบ้าง”

“ถ้าอย่างนั้น ก่อนอื่น ช่วยลองทำสิ่งที่ผมกำลังจะบอกต่อไปนี้นะครับ ผมอยากให้คุณเขียนระบายความรู้สึกที่คุณคิดว่า ‘ให้อภัยไม่ได้’ ลงบนกระดาษ เป็นคำพูดระบายความโกรธก็ได้ครับ อย่างเช่น ‘ไอ้บ้า’ หรือไม่ก็ ‘ทุเรศ’ หรือไม่ก็ ‘หนูเกลียดพ่อ!’ อะไรทำนองนั้นน่ะครับ

ถ้านึกเหตุการณ์ในอดีตออกก็เขียนลงไปด้วย เช่นว่า ‘เรื่องราวในตอนนั้นทำให้ฉันรู้สึกแย่’ ระบายความเจ็บแค้น ความทุกข์ทุกอย่างลงไปในกระดาษให้หมด ไม่ต้องยั้งเลยนะครับ คุณต้องเขียนความรู้สึกของตัวเองออกมา เขียนไปจนกว่าจะพอใจ แล้วค่อยโทรศัพท์มาหาผม ผมจะบอกเบอร์มือถือให้นะครับ”

เอโกะยังนึกสงสัยอยู่ว่าการทำเช่นนั้นจะช่วยแก้ปัญหาอย่างไรได้

แต่เธอคิดว่าถ้ามีความเป็นไปได้ก็น่าจะลองดู ดีกว่านั่งสงสัยแล้วไม่ทำอะไรเลย เอโกะคิดว่า “จะลองทำทุกอย่างหากสิ่งนั้นจะช่วยแก้ปัญหาในตอนนี้ได้”

ถึงแม้เธอจะไม่เข้าใจเหตุผลของคุณยางุจิ แต่คำพูดของเขาก็ฟังดูน่าเชื่อถือ

.................................................

หลังจากที่เอโกะวางโทรศัพท์ เธอก็หยิบกระดาษเปล่าสำหรับเขียนรายงานมาเริ่มเขียนระบายความรู้สึกที่มีต่อพ่อของตัวเอง

สมัยที่เอโกะยังเด็ก พ่อของเธอเป็นคนจู้จี้ขี้บ่น บ่อยครั้งที่เวลาอาหารเย็นกลายเป็นเวลาของการเทศนาอย่างไม่รู้จักจบจักสิ้นและเมื่อลูกๆ ทำอะไรไม่ได้ดั่งใจก็จะตะโกนด่าว่าเสียๆ หายๆ นั่นละพ่อของเธอ

‘พ่อไม่สนหรอกว่าฉันรู้สึกยังไง!’ หลายครั้งที่เธอคิดอย่างนั้น

และเธอก็ไม่พอใจที่พ่อชอบบ่นเรื่องงานเวลาเหล้าเข้าปาก

พ่อเป็นคนงานคุมการก่อสร้าง เมื่อเลิกงานกลับมาบ้าน พ่อจะนั่งกินข้าวทั้งๆ ที่ยังสวมเสื้อผ้าเปื้อนเหงื่อ เลอะเศษดินและทรายเต็มไปหมด

เอโกะเขียนระบายความรู้สึกออกมาไม่หยุด

รู้ตัวอีกทีก็มีคำว่า “คนไม่ได้ความ!” และ “คนแบบนี้ไม่มีคุณสมบัติพอที่จะเป็นพ่อหรอก!”และอื่นๆ อีกมากมาย บางคำก็ค่อนข้างรุนแรงทีเดียว

เธอนึกถึงเรื่องราวในอดีตสมัยชั้นมัธยมปลาย เธอเคยออกไปเที่ยวกับเพื่อนผู้ชายในวันอาทิตย์แล้วพ่อบังเอิญผ่านมาเห็นเข้าพอดี เมื่อกลับถึงบ้านเธอจึงถูกพ่อดุอย่างรุนแรง

เธอโกหกพ่อแม่ว่าไปเที่ยวกับเพื่อนผู้หญิง และพ่อก็รับไม่ได้ที่เธอโกหก

เธอยังจำคำพูดของพ่อในวันนั้นได้ดี

“แกแอบคบกับเขาเสียๆ หายๆ หรือยังไง ถึงต้องปิดบังพ่อแม่! แกไม่มีทางโตขึ้นมาเป็นผู้หญิงดีๆเหมือนใครเขาได้หรอก!”

น้ำตาแห่งความคับแค้นใจรินไหลออกมา เธอเขียนต่อไป

“ก็เพราะพ่อเป็นเสียแบบนี้ หนูถึงต้องโกหกไงเล่า! พ่อนั่นแหล่ะที่เป็นต้นเหตุ ไม่รู้หรือยังไง ‘แกไม่มีทางโตขึ้นมาเป็นผู้หญิงดีๆเหมือนใครเขาได้หรอก’ พ่อพูดเกินไปแล้ว พ่อไม่รู้หรอกว่าหนูเสียใจแค่ไหนที่พ่อพูดแบบนี้! พ่อต่างหากที่ไม่ดี! หนูไม่อยากพูดอะไรกับพ่ออีกตั้งแต่นั้นมา พ่อนั่นแหล่ะทำตัวเอง!”

ขณะที่เขียนน้ำตาก็ไหลออกมาไม่ขาดสาย

รู้ตัวอีกทีก็เลยเที่ยงวันไปนานแล้ว เธอเขียนอยู่เกือบสองชั่วโมง กระดาษเขียนรายงานหลายสิบแผ่นเต็มไปด้วยข้อความแห่งความโกรธแค้น ไม่รู้ว่าเพราะได้เขียนระบายความคับแค้นใจหรือเพราะว่าได้ร้องไห้ออกมา เอโกะจึงรู้สึกสบายใจขึ้นมาก

...................................................

เอโกะโทรศัพท์หาคุณยางุจิอีกครั้งตอนบ่ายโมงกว่า

“เขียนเสร็จเรียบร้อยแล้วใช่ไหมครับ”

“ค่ะ ดิฉันระบายทุกอย่างออกมาจนหมด แล้วพอได้ร้องไห้ก็รู้สึกสบายใจขึ้น
เยอะเลยค่ะ”

“คุณพร้อมที่จะให้อภัยคุณพ่อหรือยังครับ”

“พูดตรงๆ นะคะ ดิฉันคงยังไม่ค่อยพร้อม แต่ก็จะลองดูค่ะ ถ้าทำได้ดิฉันก็จะให้อภัย จะได้สบายใจเสียที”

“ถ้าอย่างนั้นก็มาเริ่มกันเลยครับ การให้อภัยคุณพ่อเป็นการทำเพื่อตัวคุณเองนะครับ ช่วยหยิบกระดาษมาเขียนหัวข้อว่า ‘สิ่งที่ควรขอบคุณพ่อ’ ทีครับ เอาละ สิ่งที่คุณจะขอบคุณท่านได้มีอะไรบ้างครับ”

“อย่างแรกเลยคือ พ่อทำงานหาเงินเลี้ยงครอบครัว เพราะพ่อ ครอบครัวเราจึงมีกินมีใช้ และดิฉันก็โตมาได้จนทุกวันนี้”

“เขียนลงไปเลยครับ แล้วอย่างอื่นล่ะครับ”

“เอ่อ...สมัยประถม พ่อชอบพาดิฉันไปเล่นที่สวนสาธารณะบ่อยๆค่ะ”

“เขียนลงไปด้วยครับ มีอีกไหมครับ”

“คงเท่านี้มังคะ”


“ถ้าอย่างนั้นหยิบกระดาษแผ่นใหม่มาเขียนหัวข้อว่า ‘สิ่งที่อยากขอโทษพ่อ’ น่ะครับ คุณมีเรื่องที่อยากขอโทษพ่อบ้างไหมครับ”

“คิดไม่ออกเลยค่ะ ถ้าจะมีก็คงเป็นเรื่องที่ดิฉันนึกต่อต้านพ่ออยู่ตลอดเวลา แต่ใจจริงแล้วดิฉันไม่อยากขอโทษเลยค่ะ”

“ไม่ต้องเอาตามความรู้สึกที่แท้จริงก็ได้ครับ แค่เริ่มจากการกระทำภายนอกก่อน ยังไงช่วยเขียนสิ่งที่คุณเพิ่งพูดลงไปก่อนนะครับ”

“เขียนแล้วค่ะ เอ่อ แล้วที่บอกว่าเริ่มจากการกระทำภายนอกนี่คืออะไรเหรอคะ”

“ฟังให้ดีนะครับ จากนี้ไปคุณต้องรวบรวมความกล้าแล้วละครับ นี่อาจเป็นสิ่งที่คุณต้องใช้ความกล้ามากที่สุดในชีวิตเลยก็ว่าได้ วิธีที่ผมจะแนะนำคุณต่อไปนี้ คุณอาจไม่อยากทำตาม แต่จะทำหรือไม่ คุณต้องตัดสินใจเอาเองครับ

"ผมอยากให้คุณโทรศัพท์ไปหาคุณพ่อ แล้วพูด ขอบคุณและขอโทษ ท่าน ถ้าคุณไม่อยากพูดเพราะไม่ได้รู้สึกอย่างนั้น พูดตามที่เตรียมเอาไว้ก็ได้ครับ แค่อ่านข้อความในกระดาษสองแผ่นที่เขียน ‘สิ่งที่ควรขอบคุณพ่อ’ และ ‘สิ่งที่อยากขอโทษพ่อ’ แค่บอกท่านไปตามนั้นเองครับ พูดเสร็จแล้วจะวางสายเลยก็ได้ลองดูนะครับ”

“...ดิฉันคงต้องใช้ความกล้ามากที่สุดในชีวิตอย่างที่คุณพูดละมังคะ แต่ถ้าสิ่งนี้จะช่วยแก้ปัญหาได้ ก็มีค่าควรแก่การลองจริงไหมคะ แต่ก็ยากจังเลยค่ะ...”

“จะทำหรือไม่ คุณต้องตัดสินใจเอาเองครับ แต่ผมคิดว่ามีค่าพอที่จะลองใช้ความกล้าดู พอดีว่าผมต้องไปทำธุระต่อแล้วยังไงขอตัวก่อนนะครับ ถ้าคุณโทรศัพท์ไปหาคุณพ่อเรียบร้อยเมื่อไหร่ ขอให้โทร.มาหาผม แล้วผมจะบอกขั้นตอนต่อไปให้ครับ”

.................................................

คำพูดที่ว่า “เริ่มจากการกระทำภายนอกก่อน” เป็นแรงจูงใจให้เอโกะคิดว่าน่าจะลองทำตามที่คุณยางุจิแนะนำดู

เธอทำใจไม่ได้ที่จะต้องขอโทษ เพราะคิดว่าคนผิดคือพ่อ เธอไม่ควรเป็นฝ่ายต้องขอโทษเลย

แต่ถ้าแค่อ่านสิ่งที่เขียนเอาไว้โดยไม่ต้องรู้สึกตามนั้นจริงๆ เธอก็น่าจะทำได้ และควรที่จะลองทำดู

เอโกะคิดว่าจะโทรศัพท์ไปหาพ่อ และอดแปลกใจกับสิ่งที่ตัวเองกำลังจะทำไม่ได้

ถ้าไม่มีแรงจูงใจเช่นนี้ เอโกะคงไม่มีโอกาสได้คุยกับพ่อไปตลอดชีวิต

ตอนที่เพิ่งแต่งงานใหม่ๆ ทุกครั้งที่เธอโทรศัพท์กลับบ้าน ถ้าพ่อเป็นคนรับสาย เธอจะรีบพูดว่า “นี่หนูเองนะ ขอคุยกับแม่หน่อย”

แต่เดี๋ยวนี้ พอเอโกะพูดว่า “นี่หนูเองนะ” เธอก็จะได้ยินเสียงพ่อร้องเรียกแม่ว่า “แม่ เอโกะโทร.มา” พ่อเองก็คงรู้ดีว่าเป็นไปไม่ได้ที่เอโกะจะคุยด้วย

แต่วันนี้เธอจะคุยกับพ่อ

‘ถ้ามัวลังเล เดี๋ยวก็ไม่อยากโทร.ขึ้นมาหรอก’ เมื่อเอโกะคิดเช่นนั้นจึงรีบคว้าโทรศัพท์ขึ้นมาทันที

แม่เป็นคนรับสาย

“นี่หนูเองนะคะ”

“อ้าว เอโกะเหรอ สบายดีไหมลูก”

“ก็ดีค่ะ...เอ่อ แม่คะ พ่ออยู่ไหมคะ”

“เอ๊ะ พ่อเหรอ มีธุระอะไรกับพ่อล่ะ”

“เอ่อ ก็ไม่ใช่เรื่องสำคัญหรอกค่ะ”

“เอ แปลกจัง แล้วมีธุระอะไรล่ะจ๊ะ”

“เอ่อ มันก็ออกจะแปลกๆ อยู่สักหน่อยน่ะค่ะแม่ เรื่องมันยาวขอหนูคุยกับพ่อเองได้ไหมคะ”

“อย่างนั้นก็ได้จ้ะ รอเดี๋ยวนะ”

ในช่วงวินาทีที่รอพ่อเดินมารับโทรศัพท์ ความตื่นเต้นของเอโกะก็ถึงขีดสุด
เธอเกลียดพ่อและไม่ยอมคุยเปิดอกกับพ่อมาตลอด แต่ตอนนี้เธอกำลังจะกล่าวขอบคุณและขอโทษพ่อ ซึ่งความจริงแล้วเธอไม่น่าจะทำได้ เอโกะเป็นกังวลเรื่องของยูตะ และความกังวลนั้นก็ทวีความรุนแรงขึ้นจนทำให้เธอทำสิ่งที่ไม่น่าจะทำได้ ถ้ามีความเป็นไปได้ที่จะช่วยให้เธอหลุดพ้นจากห้วงแห่งความทุกข์นี้ละก็ เธอยอมทำทุกวิถีทาง

ความคิดนี้เป็นแรงผลักดันให้เอโกะโทรศัพท์ไปหาพ่อของตัวเอง

พ่อรับสาย

“มะ...มีอะไร มีธุระอะไรเหรอ”

เอโกะคิดอะไรไม่ออก เธอไม่รู้ว่าจะพูดอย่างไรดี

“อะ เอ่อ คือ หนูอยากบอกอะไรกับพ่อน่ะค่ะ คือหนูไม่เคยบอกเลย แต่คิดว่าน่าจะบอกสักหน่อย ก็เลยโทร.มาน่ะค่ะ...คือว่าพ่อทำงานก่อสร้างคงเหนื่อยมาก เพราะพ่อตรากตรำทำงานหนัก หนูถึงโตมาได้ เออ ตอนหนูเป็นเด็ก พ่อชอบพาหนูไปเล่นที่สวนสาธารณะบ่อยๆ ใช่มั้ยล่ะคะ หนูเลยคิดว่าน่าจะขอบคุณพ่อ อะไรทำนองนั้นน่ะค่ะ หนูไม่เคยพูดออกมา ก็เลยว่าจะบอกพ่อสักครั้ง แล้วก็...หนูรู้สึกต่อต้านพ่อ เถียงพ่ออยู่ในใจมาตลอด เลยคิดว่าควรจะขอโทษพ่อด้วยค่ะ”

เธอพูด “ขอบคุณ” หรือ “ขอโทษ” ออกไปชัดๆ ไม่ได้ แต่ก็พูดสิ่งที่ควรพูดออกไปแล้ว

เธอคิดจะวางสายทันทีที่ได้ยินเสียงพ่อตอบรับกลับมา แต่ก็ไม่มีเสียงตอบกลับ

‘ถ้าไม่ตอบ แล้วจะวางสายได้ยังไงกันล่ะ’ ทันทีที่เธอคิดเช่นนั้น เธอก็ได้ยินเสียงของแม่ดังมาตามสาย

“เอโกะ! ลูกพูดอะไรกับพ่อน่ะ”

“คะ?”

“หนูว่าอะไรพ่อเขา! พ่อเขาลงไปนั่งร้องไห้อยู่กับพื้นแล้วรู้ไหม!”

เธอได้ยินเสียงร้องไห้ของพ่อทางโทรศัพท์ เธอทำอะไรไม่ถูกเพราะความตกใจ ตั้งแต่เกิดมา เธอไม่เคยได้ยินพ่อร้องไห้เลยสักครั้ง พ่อเป็นคนเข้มแข็งมาก แต่ตอนนี้เธอได้ยินเสียงสะอื้นไห้ของพ่อดังมาจากปลายสายอีกฝั่งหนึ่ง การที่เธอพูดขอบคุณซึ่งเป็นเพียงการกระทำภายนอก ทำให้พ่อผู้แข็งแกร่งถึงกับร้องไห้ออกมา

เมื่อได้ยินเสียงร้องไห้ของพ่อ เอโกะก็น้ำตาคลอ พ่อคงอยากให้ความรักกับฉันมากกว่านี้ และคงอยากคุยกับฉันเหมือนอย่างพ่อลูกคู่อื่นๆ แต่ฉันก็ปฏิเสธความรักของพ่อมาตลอด พ่อคงเหงาสินะ พ่อที่เข้มแข็งอดทนไม่ว่าจะทำงานเหนื่อยยากแค่ไหน ตอนนี้กลับกำลังนั่งร้องไห้ การที่ลูกไม่รับความรักของตัวเองเป็นเรื่องทุกข์ทรมานอย่างนี้นี่เอง เอโกะสะอื้นไห้


ผ่านไปครู่ใหญ่ เธอจึงได้ยินเสียงของแม่

“เอโกะ! ใจเย็นลงหรือยัง ไหนเล่าให้แม่ฟังหน่อย”

“แม่คะ ขอหนูคุยกับพ่อหน่อยค่ะ”

แล้วเธอก็ได้ยินเสียงสั่นๆของพ่อ

“เอโกะ พ่อขอโทษ พ่อไม่ดีเอง ทำให้ลูกต้องเจอแต่เรื่องแย่ๆ...”

เธอได้ยินเสียงร่ำไห้ของพ่ออีกครั้ง

“พ่อคะ หนูขอโทษ หนูเองก็เป็นลูกสาวที่แย่มาก แล้วก็ขอบคุณที่เลี้ยงหนูมานะคะ...”

เสียงของเอโกะเปลี่ยนเป็นเสียงสะอื้น

หลายวินาทีผ่านไป เสียงของแม่ดังขึ้นมาอีกครั้ง

“เกิดอะไรขึ้นเหรอลูก สงบอารมณ์ได้เมื่อไหร่ค่อยอธิบายให้แม่ฟังก็ได้จ้ะ ตอนนี้แค่นี้ก่อนแล้วกันนะ”

แม้จะวางโทรศัพท์ไปแล้ว แต่เอโกะก็ยังทำอะไรไม่ถูกอยู่พักใหญ่ เธอเกลียดพ่อมาตลอด 20 ปี และไม่เคยให้อภัยพ่อเลย เธอคิดมาตลอดว่าผู้ได้รับผลกระทบคือเธอคนเดียวเท่านั้น

เธอมองเพียงด้านเดียวไม่เคยคิดที่จะมองในมุมกลับกันเลย ความรักของพ่อ ความอ่อนแอของพ่อ ความไม่รู้ของพ่อ...เธอไม่เคยมองเห็นสิ่งเหล่านี้มาก่อน พ่อทุกข์ใจมากแค่ไหนกันนะ เธอทำให้พ่อต้องทุกข์ทรมานมานานแค่ไหนแล้ว

ความคิดต่างๆนานาแล่นเข้ามาในสมอง แล้วเธอก็เริ่มรู้สึกอยากขอบคุณพ่อจากใจจริง

“เริ่มจากการกระทำภายนอกก่อนก็ได้ เดี๋ยวความรู้สึกก็ตามมาเอง” ในที่สุดเธอก็เข้าใจคำพูดของคุณยางุจิ

“อีกหนึ่งชั่วโมงยูตะก็จะกลับมาแล้วสินะ”

ทันใดนั้นเสียงโทรศัพท์ก็ดังขึ้น คนที่โทรศัพท์มาคือคุณยางุจิ

“สวัสดีครับ ยางุจิครับ ตอนนี้ผมมีเวลาสักห้าสิบนาทีเลยโทร.มา เมื่อครู่ผมมีธุระเลยต้องวางสายไปทั้งๆที่ยังคุยค้างอยู่น่ะครับ”

“ดิฉันโทร.ไปหาพ่อแล้วละค่ะ ดีจริงๆ ที่โทร.ไป ขอบคุณมากเลยนะคะ เพราะคุณยางุจิแท้ๆ”

เอโกะเล่าเรื่องที่เธอคุยกับพ่อให้ฟังคร่าวๆ

“อย่างนั้นเหรอครับ คุณตัดสินใจถูกต้องแล้วละครับที่แสดงความกล้าออกไป”

“ดิฉันเคยคิดว่าปัญหาใหญ่ที่สุดคือการที่ยูตะถูกเพื่อนแกล้ง แต่จริงๆ แล้วคือการที่ดิฉันไม่ให้อภัยพ่อมานานหลายปีต่างหาก ยูตะช่วยให้ดิฉันได้ปรับความเข้าใจกับพ่อ ปัญหาของยูตะก็มีส่วนดีเหมือนกันนะคะ”

“คุณเริ่มจะมองเห็นด้านดีจากปัญหาความทุกข์ใจของยูตะแล้วสินะครับ มีกฎที่เรียกว่า ‘กฎของสิ่งที่ต้องเกิดขึ้น’ ครับ เมื่อเราเริ่มเข้าใจถึงสิ่งหนึ่ง เราก็จะเข้าใจอีกสิ่งหนึ่งตามมา ที่จริงแล้ว ทุกปัญหาในชีวิตเกิดขึ้นเพื่อทำให้เราได้รู้ซึ้งถึงความสำคัญของบางสิ่ง หรือพูดอีกนัยหนึ่งก็คือ ปัญหาไม่ได้เกิดขึ้นมาโดยบังเอิญ แต่เป็นสิ่งที่ต้องเกิดขึ้นต่างหาก นั่นหมายความว่า ปัญหาที่เราแก้ไขด้วยตนเองไม่ได้จะไม่มีวันเกิดขึ้น เราแก้ไขได้ทุกปัญหาและถ้าพยายามอย่างเอาใจใส่ มองโลกในแง่ดี เราก็จะนึกขอบคุณในภายหลังว่า ‘ดีแล้วที่เกิดปัญหานั้นขึ้น เพราะนั่นทำให้ฉัน...’”

“จริงด้วยค่ะ แต่ปัญหาของยูตะยังไม่หมดไป ดิฉันเลยยังกังวลอยู่ค่ะ”

“คุณคิดว่ายังไม่ได้แก้ปัญหาเลยสินะครับ แต่ไม่แน่นะมันอาจจะกำลังมุ่งหน้าไปในทิศทางที่ดีก็ได้ เพราะความรู้สึกของทุกคนเชื่อมโยงถึงกันอยู่ ถ้าแก้ไขที่ต้นเหตุได้แล้ว ผลลัพธ์ก็ต้องเปลี่ยนแปลงไป ถูกไหมครับ”

“ปัญหาจะหมดไปจริงๆเหรอคะ”

“ขึ้นอยู่กับคุณมากกว่า เอาละครับ ลองมาสรุปกันง่ายๆ ก่อน ความทุกข์ของคุณในตอนนี้ก็คือยูตะไม่ยอมเปิดใจให้ คุณเลยรู้สึกว่าตัวเองไม่เอาไหน เป็นแม่ที่ช่วยลูกไม่ได้ และคุณก็ไม่อยากทุกข์ทรมานไปกว่านี้ ใช่ไหมครับ”

“ค่ะ ใช่ค่ะ ลูกไม่เคยปรึกษาอะไรกับดิฉันเลย ทั้งที่ดิฉันอยากยื่นมือเข้าไปช่วยเหลือ แต่แกก็ปฏิเสธว่า ‘อย่ามายุ่ง!’ ยิ่งรู้ว่าลูกโดดเดี่ยว ดิฉันก็ยิ่งรู้สึกว่าตัวเองไม่เอาไหน ไม่มีอะไรน่าทุกข์ใจไปกว่าการช่วยเหลือลูกตัวเองไม่ได้หรอกค่ะ”

“ครับ จริงด้วยครับ ทีนี้คุณคงเข้าใจแล้วสินะครับว่านั่นคือความทุกข์ใจของใคร”

“เอ๊ะ ของใครเหรอคะ...”

ตอนนั้นเองที่ใบหน้าของพ่อลอยขึ้นมา ใช่แล้ว! ความทุกข์ทรมานนี้เป็นสิ่งที่พ่อต้องทนมานานหลายปี

ความทุกข์ที่ลูกสาวไม่ยอมเปิดใจให้ ความทุกข์ที่ถูกลูกสาวเกลียดมาโดยตลอด ความทุกข์ที่ไม่สามารถช่วยเหลือลูกได้ในฐานะที่เป็นพ่อแม่...

นั่นเป็นความทุกข์เดียวที่ฉันมีอยู่ในตอนนี้ พ่อทนทุกข์ทรมานกับมันมานานกว่า 20 ปีเชียวหรือ

น้ำตาไหลรินลงบนแก้มของเอโกะ
“เข้าใจแล้วค่ะ ดิฉันได้รับรู้ถึงความทุกข์ที่พ่อเผชิญมาสินะคะ พ่อต้องทรมานมากถึงขนาดนี้นี่เอง ดิฉันเข้าใจแล้วค่ะ ว่าทำไมพ่อถึงร้องไห้คร่ำครวญอย่างนั้น”

“ปัญหาในชีวิตเกิดขึ้นเพื่อให้เราได้รู้ซึ้งถึงสิ่งสำคัญครับ”

“ดิฉันเข้าใจความทุกข์ใจของพ่อแล้วค่ะ เพราะยูตะแท้ๆ ดิฉันถึงได้คิด เป็นเพราะยูตะไม่ยอมเปิดใจให้ดิฉันนี่เอง...”

“ทั้งลูกชาย คุณพ่อ และตัวคุณเองต่างมีความรู้สึกเชื่อมโยงกันอยู่ลึกๆ ยูตะเป็นเหมือนที่คุณเคยเป็น แล้วก็รู้สึกเหมือนที่คุณเคยรู้สึกครับ เหตุการณ์นี้เลยทำให้คุณได้คิด”

“ดิฉันอยากขอบคุณยูตะค่ะ อยากบอกเขาว่า ‘ขอบคุณที่ทำให้แม่รู้ซึ้งถึงสิ่งสำคัญ’ ที่ผ่านมาดิฉันบ่นลูกอยู่ในใจเสมอว่า ไม่ยอมเล่าอะไรให้ฟังเลย”

“ตอนนี้คุณเข้าใจยูตะแล้วใช่ไหมครับ”

“ใช่ค่ะ! ตอนเป็นเด็ก ดิฉันไม่ชอบพ่อที่จู้จี้ขี้บ่น ไม่ชอบให้พ่อมายุ่งวุ่นวาย คิดดูแล้ว นั่นคงเป็นการแสดงความรักของพ่อ แต่ตอนนั้นดิฉันกลับรู้สึกว่าน่ารำคาญ ตอนนี้ยูตะคงรู้สึกอย่างนั้นเหมือนกัน ความรักที่ดิฉันพยายามหยิบยื่นให้กลับกลายเป็นเรื่องน่ารำคาญสำหรับยูตะไป”

“จริงๆ แล้วตอนเด็กๆ คุณอยากให้พ่อเป็นยังไงครับ”

“อยากให้พ่อไว้ใจดิฉันบ้างค่ะ อยากให้พ่อคิดว่า ‘ถ้าเป็นเอโกะละก็ต้องทำได้แน่ๆ!’…ดิฉันเองก็คงไม่ไว้ใจยูตะละมังคะ คิดว่าถ้าไม่มีดิฉัน ลูกคงทำอะไรไม่ได้ ก็เลยถามโน่นถามนี่กับแก...ดิฉันอยากไว้ใจลูกให้มากกว่านี้ค่ะ”

“คุณเข้าใจความทุกข์ของพ่อและความทุกข์ของยูตะแล้วใช่ไหมครับ ถ้าอย่างนั้นเรากลับไปที่ความสัมพันธ์ระหว่างคุณกับสามีนะครับ คุณจำเรื่องที่คุยกันเมื่อเช้าได้ไหมครับ ที่ผมบอกว่า ‘สาเหตุที่ทำให้ยูตะลูกชายคนสำคัญของคุณถูกเพื่อนแกล้งก็คือการที่คุณเกลียดคนใกล้ตัว’”

“ค่ะ จำได้ค่ะ แล้วดิฉันก็บอกว่า ดิฉันไม่ได้เกลียดสามีแต่ก็ไม่ได้เคารพ”

“ถ้าอย่างนั้นมีเรื่องอะไรที่ทำให้คุณรู้สึกซาบซึ้งบุญคุณของสามีบ้างครับ ลองบอกผมได้ไหม”

“ดิฉันมักคิดว่าสามีเป็นคนไม่มีการศึกษาหรือไม่ก็ไม่มีความคิด แม้แต่กับเรื่องของยูตะ ทั้งๆ ที่ดิฉันเป็นทุกข์มาก แต่เขากลับมองเรื่องนี้ในแง่ดีไปเสีย ถึงดิฉันจะบ่นให้เขาฟัง แต่ก็ไม่เคยปรึกษาเขาจริงๆ จังๆ ไม่เคยคิดจะฟังความเห็นของเขาเลยค่ะ”

ถึงตรงนี้เอโกะเริ่มคิดได้ว่า เธอมองสามีด้วยมุมมองที่คล้ายกับที่มองพ่อ

“เหมือนกับที่ดิฉันมองพ่อของตัวเองเลยนะคะ”

“ใช่แล้วครับ ส่วนใหญ่แล้ว ผู้หญิงมองพ่อของตัวเองอย่างไรก็จะมองสามีอย่างนั้น แต่เท่าที่ผมฟังมา ดูเหมือนสามีของคุณจะไว้ใจยูตะมากเลยนะครับ”

“อ๊ะ จริงด้วยค่ะ! ดิฉันน่าจะเอาอย่างสามีนะคะ ดูยูตะจะเล่าเรื่องต่างๆ ให้พ่อเขาฟังเสมอ เป็นเพราะพ่อไว้ใจ ยูตะก็เลยเปิดใจกับพ่อ ดิฉันไม่เคยมองเห็นข้อดีนี้ของสามีเลยค่ะ”

“เหรอครับ คุณคิดอย่างนั้นใช่ไหมครับ ทีนี้ผมจะให้การบ้านนะครับ จะทำหรือไม่คุณต้องลองตัดสินใจดู เมื่อตอนบ่ายผมให้คุณเขียน ‘สิ่งที่ควรขอบคุณพ่อ’ และ ‘สิ่งที่อยากขอโทษพ่อ’ ตอนนี้ผมอยากให้คุณเขียนเพิ่มลงไปให้มากที่สุดจะกี่แผ่นก็ได้ครับ

“พอเสร็จก็นำกระดาษมาอีกแผ่นแล้วเขียนหัวข้อว่า ‘ควรปฏิบัติตัวอย่างไรกับพ่อ’ ไม่ใช่เขียนเพื่อสำนึกผิดที่ทำไม่ดีกับพ่อน่ะครับ แต่เพื่อให้คุณค้นพบแนวทางในการปฏิบัติตัวกับสามี

“อีกอย่าง ตอนกลางคืน พอยูตะหลับสนิทแล้ว ขอให้คุณมองหน้าเขา และ กระซิบในใจว่า ‘ขอบใจจ้ะ’ ร้อยครั้ง ฟังแล้วอยากลองทำดูไหมครับ”

“ค่ะ ดิฉันจะลองดู”

......................................................

หลังจากวางโทรศัพท์ได้ไม่นาน ยูตะก็กลับถึงบ้าน

ยูตะกองกระเป๋าไว้ที่หน้าประตู หยิบถุงมือและลูกเบสบอลออกไปเล่นที่สวนสาธารณะเช่นเคย

“เมื่อวานเพิ่งถูกเพื่อนไล่กลับมาแท้ๆ ยังจะไปสวนสาธารณะอีกหรอ” จิตใจของเอโกะเต็มไปด้วยความเป็นห่วง เพื่อไม่ให้ตัวเองเป็นกังวลมากไปกว่านี้ เอโกะจึงมุ่งทำการบ้าน มีหลายสิ่งที่เธอคิดได้ว่าควรจะขอบคุณพ่อ

//////////////////////////

“สิ่งที่ควรขอบคุณพ่อ”

- พ่อเป็นคนงานคุมการก่อสร้าง ทำงานเหน็ดเหนื่อยเพื่อหาเลี้ยงครอบครัว

- เมื่อตอนเป็นเด็ก ฉันมักเป็นไข้ตอนกลางคืน ทุกครั้งพ่อจะขับรถพาไปโรงพยาบาล (พ่อต้องทำงานใช้แรงงานในตอนกลางวัน เพราะฉะนั้น พ่อคงลำบากน่าดูที่ต้องนอนดึก)

- เมื่อตอนเป็นเด็ก พ่อชอบพาไปทะเลและแม่น้ำ พ่อสอนให้ฉันว่ายน้ำเป็น

- เมื่อตอนเป็นเด็ก ฉันชอบเมลอนมาก ทุกๆปีพอถึงวันเกิด พ่อจะซื้อเมลอนมาให้เป็นประจำ

- เมื่อตอนเป็นเด็ก ฉันเคยถูกเด็กข้างบ้านแกล้ง พ่อจึงไปที่บ้านของเด็กคนนั้นเพื่อพูดคุยกับพ่อแม่ของเขา

- ฉันเรียนต่อที่มหาวิทยาลัยเอกชน พ่อออกค่าเล่าเรียนให้โดยไม่บ่นสักคำ (สำหรับครอบครัวเราในตอนนั้นถือเป็นภาระอันหนักหน่วง)

- ตอนที่ฉันได้งานทำ พ่อสั่งซูชิมากินที่บ้าน (เป็นซูชิที่หรูหราราคาแพงมาก แต่ฉันกลับพูดไปว่า “ไม่ชอบกินซูชิ” พ่อจึงหงอยไป)

-พ่อเปิดบัญชีให้ลูกๆ ทุกคนพร้อมทั้งบอกว่า “เผื่อไว้ใช้ยามฉุกเฉิน” และนำเงินฝากเข้าบัญชีให้แม้จะไม่มากก็ตาม (พ่อพยายามจะยื่นสมุดบัญชีนั้นให้ฉันในวันก่อนวันแต่งงาน แต่ฉันบอกว่า “ไม่อยากเดินถือไปถือมา โอนเข้าบัญชีให้ดีกว่า” และไม่ยอมรับไว้ในตอนนั้น)


///////////////////////////////


“สิ่งที่อยากขอโทษ” ผุดขึ้นมาในสมองของเธออย่างต่อเนื่อง หลังจากเขียน “สิ่งที่อยากขอบคุณ”

เธอเขียน “สิ่งที่ควรขอบคุณ” และ “สิ่งที่อยากขอโทษ” พลางร้องไห้

"พ่อรักฉันมากขนาดนี้เชียวเหรอ ถึงฉันจะดื้อแค่ไหน พ่อก็ยังรักฉันอยู่ เพราะมัวแต่ถือทิฐิไม่ยอมให้อภัย ฉันเลยไม่เคยรับรู้ถึงความรักนี้ และถึงแม้จะได้รับความรักจากพ่อมากแค่ไหน แต่ฉันก็ไม่เคยทำอะไรให้พ่อเลย จะตอบแทนคุณสักครั้งก็ไม่เคย”

แล้วเธอก็คิดได้ว่า เธอไม่เคยให้เกียรติอาชีพของพ่อเลย

เธอมองว่าคนงานคุมการก่อสร้างเป็นงานที่ “ไร้สมบัติผู้ดี” หรือไม่ก็ “ไม่ต้องใช้ความรู้” ทั้งๆ ที่ตัวเองได้เรียนจบมหาวิทยาลัยก็เพราะพ่อทำงานหาเงินอย่างหนัก เธอเพิ่งได้คิดเป็นครั้งแรกและเริ่มรู้สึกเคารพและขอบคุณอาชีพของพ่อ

ตอนนี้เธอก็กำลังมองอาชีพของสามีว่า “ไม่ต้องใช้ความรู้” ความรู้สึกรังเกียจสามีว่า “ไม่มีการศึกษา” ก็เหมือนความรู้สึกที่เธอมีต่อพ่อ เพราะฉะนั้นเธอมีหลายเรื่องที่ต้องขอบคุณสามีอย่างแน่นอน

เธอคิดเช่นนั้นพลางหยิบกระดาษขึ้นมาอีกแผ่นและเขียนหัวข้อว่า “ควรปฏิบัติตัวกับพ่ออย่างไร” ในหัวข้อนี้เธอเขียนได้โดยแทบไม่ต้องคิด

////////////////////////////

“ควรปฏิบัติตัวกับพ่ออย่างไร”

- ควรสำนึกในความรักของพ่อที่แฝงอยู่ในการกระทำและคำพูด ควรเข้าใจว่าไม่มีใครเพียบพร้อมสมบูรณ์แบบ ไม่ว่าตัวเราเองหรือพ่อ

- ต้องขอบคุณต่อ “สิ่งที่พ่อทำเพื่อเรา”

- ไม่ควรเป็นเพียงผู้รับความรัก แต่ควรเป็นผู้ให้ด้วย (ควรทำให้พ่อมีความสุข)

- ถ้าไม่ชอบอะไรก็บอกไปตามตรงด้วยพื้นฐานแห่งความรัก เพื่อสร้างสัมพันธ์อันดีต่อกัน


และนี่คือความคิดที่ควรจะมีต่อสามี
- สามีทำงานเพื่อนครอบครัว
- สามีเป็นคู่ชีวิตมาโดยตลอด
- ฉันลืมที่จะขอบคุณเขา
นี่คงเป็นครั้งแรกกระมังที่ฉันเปิดใจมองเขา
เหมือนกับที่ฉันได้ขอบคุณพ่อ
วันนี้ฉันจะพูดขอบคุณเขา

......................................................


ระหว่างที่เธอกำลังคิดอะไรเพลินๆ ข้างนอกก็เริ่มมืดสลัวลง วันนี้ตั้งแต่เช้าเอโกะแทบไม่ได้ทำงานบ้านเลย

เธอโทรศัพท์ไปคุยกับคุณยางุจิตอนประมาณเก้าโมงเช้า แล้ววันนี้ทั้งวันเธอก็วุ่นอยู่กับการสังเกตตัวเอง

“แย่แล้ว ข้าวเย็นล่ะ”

ตอนนั้นเองที่ยูตะกลับมา

“แม่ฮะ ผมมีอะไรจะเล่าให้ฟัง!”

“เกิดอะไรขึ้นจ๊ะ มีเรื่องอะไรดีๆ เหรอ”

“แม่รู้จักไทคิใช่ไหมฮะ คือเมื่อวานนี้ที่สวนสาธารณะ ไทคิเขาเอาลูกบอลขว้างใส่ผมล่ะ”

“เอ๊ะ อ้าว เหรอจ๊ะ ไทคิคนที่ชอบแกล้งลูกน่ะเหรอ”

“เมื่อกี้ตอนผมกำลังจะกลับบ้าน ไทคิมาที่สวนสาธารณะ แล้วพูดกับผมว่า ‘ขอโทษที่แกล้งนายนะ’”

“เหรอจ๊ะ!” เอโกะพูด เธอรู้สึกเหมือนได้พบกับสิ่งมหัศจรรย์ ‘เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนี้ต้องเป็นผลจากการที่ฉันปรับความเข้าใจกับพ่อแน่ๆ’ เธอรู้สึกเช่นนั้น

เอโกะอยากคุยกับยูตะจึงตัดสินใจสั่งอาหารมากิน ระหว่างที่รอ เธอบอกกับยูตะว่า

“แม่ขอโทษที่จู้จี้วุ่นวายกับลูกมาตลอดนะจ๊ะ จากนี้ไปแม่จะระวัง จะไม่ขี้บ่นแล้วละ ถ้ามีอะไรอยากให้แม่ช่วยก็บอกได้เลยนะ ไม่ต้องเกรงใจ แม่ไว้ใจลูกนะจ๊ะ”

ยูตะหน้าบานด้วยความดีใจและตอบว่า “ฮะแม่ ขอบคุณฮะ”

ความจริงแล้วยูตะก็อยากให้แม่ไว้ใจตัวเองอยู่เหมือนกัน

“วันนี้แปลกจังแฮะ! ทำไมมีแต่เรื่องดีๆ นะ” ยูตะพูดต่อ

เอโกะรู้สึกมีความสุขขึ้นมาทันที ต่อมาไม่นาน อาหารก็มาส่งที่บ้าน

“แม่จะรอพ่อกลับมาก่อน ลูกกินไปเลยนะ”

“อ้าว เกิดอะไรขึ้นฮะแม่ ปกติแม่กินก่อนนี่นา”

“วันนี้แม่อยากกินกับพ่อน่ะจ้ะ พ่อทำงานกลับมาคงเหนื่อย ให้กินข้าวเย็นชืดอยู่คนเดียว น่าสงสารออก”

“ถ้าอย่างงั้นผมจะกินกับพ่อด้วย! กินด้วยกันสามคนน่าสนุกกว่านะฮะ”

“ลูกมีน้ำใจจริงๆ เหมือนพ่อเปี๊ยบเลย”

“แปลกอีกแล้ว ปกติแม่บอกว่าพ่อไม่มีสมบัติผู้ดีนี่นา”

“นั่นสินะ แม่คิดผิดไปเองแหละ พ่อเป็นคนใจดี เข้มแข็ง...เป็นลูกผู้ชายตัวจริงเลยจ้ะ”

“ถ้าไม่ตั้งใจเรียนก็จะหางานที่ดีกว่างานของพ่อไม่ได้ไม่ใช่เหรอครับ”

“ขอโทษทีจ้ะ แม่คิดเรื่องนี้ผิดไปเหมือนกัน งานของพ่อเป็นงานที่ดีมาก เป็นประโยชน์ต่อคนอื่นๆ ถ้าพ่อไม่ตั้งใจทำงาน เราคงไม่มีข้าวกินอย่างนี้หรอกจ้ะ ต้องขอบคุณพ่อด้วยนะ”

“แม่คิดอย่างนั้นจริงๆ เหรอครับ”

“จ้ะ จริงสิจ๊ะ”

พอเอโกะพูดอย่างนั้น ยูตะก็ยิ้มดีใจอย่างที่สุด

ลูกจะเดินตามรอยเท้าพ่อแม่โดยสัญชาตญาณ

คำพูดของเอโกะเสมือนเป็นสัญญาณไฟเขียวให้ยูตะเคารพพ่อ ซึ่งทำให้ยูตะดีใจกว่าคำพูดอื่นใด

......................................................


ผ่านไปครู่ใหญ่ สามีของเธอกลับมาบ้าน แล้วทั้งสามก็กินข้าวหน้าไก่ด้วยกัน
อาจเป็นดีใจที่มีคนรอกินข้าว สามีของเธอจึงอารมณ์ดี เขากินข้าวหน้าไก่เย็นชืดพลางพูดว่า “อร่อย อร่อย” ตลอดเวลา

ระหว่างที่สามีของเธอกำลังอาบน้ำ ยูตะก็เข้านอน

พอยูตะหลับสนิท เอโกะก็มองหน้าเขาและเริ่มกระซิบในใจว่า “ขอบใจจ้ะ”
คำคำนั้นทำให้เธอรู้สึกขอบคุณลูกจากใจจริง

“ฉันโทษลูกมาตลอดว่าทำให้ฉันต้องทุกข์ใจ แต่เพราะลูกฉันจึงได้รู้ซึ้งถึงสิ่งสำคัญ ความจริงแล้ว ลูกคือคนนำฉันไปในทางที่ดีต่างหาก”

พอคิดเช่นนั้น เธอก็มองเห็นลูกเป็นเทวดาตัวน้อย

แล้วน้ำตาก็ไหลออกมาโดยไม่รู้ตัว วันนี้ช่างเป็นวันแห่งการร้องไห้จริงๆ
เสียงโทรศัพท์ดังขึ้น มีโทรสารส่งมา

ข้อความนั้นเป็นลายมือของแม่

//////////////////////////

ถึงเอโกะ
พ่อเล่าเรื่องวันนี้ให้แม่ฟังแล้ว
พ่อเล่าไปร้องไห้ไป
แม่เองก็ดีใจจนกลั้นน้ำตาไว้ไม่อยู่เหมือนกัน
พ่อบอกว่า “ตั้งแต่มีชีวิตอยู่มาเจ็ดสิบปี วันนี้เป็นวันที่ดีใจที่สุด”
ปกติพ่อจะดื่มเหล้าไปด้วยตอนกินข้าวเย็น แต่วันนี้พ่อบอกว่า “เมาแล้วเดี๋ยวก็ไม่ได้ดีใจกันพอดี เสียดายน่ะ” พ่อก็เลยไม่ดื่ม
จะกลับมาบ้านอีกเมื่อไหร่ล่ะ
จะรอนะจ๊ะ
แม่

/////////////////////////////

“พ่อที่ไม่เคยขาดเหล้าได้เลยแม้แต่วันเดียว ถึงขนาดไม่ดื่มเลยหรือ...”

คำพูดที่ฉันบอกกับพ่อทำให้พ่อมีความสุขได้ถึงขนาดนั้นเชียว ที่ผ่านมาแม้จะป่วยแค่ไหนพ่อก็ไม่เคยหยุดดื่มเหล้า คงเพราะพ่ออยากลืมความเหงากระมัง

แล้วน้ำตาก็ไหลออกมาจากดวงตาของเอโกะอีกจนได้

“เป็นอะไรไปน่ะ ร้องไห้หรอ” สามีของเธอถามขณะเดินออกมาจากห้องน้ำ

เอโกะเล่าเหตุการณ์ทั้งหมดที่เกิดขึ้นในวันนี้ให้สามีฟัง

ตอนเช้า เธอโทรศัพท์ไปหาคุณยางุจิ และในช่วงเช้าเธอก็เขียนระบายความคับแค้นใจที่มีต่อพ่อ รวมถึงความทุกข์ทั้งหลายทั้งปวงลงบนกระดาษ ตอนบ่าย เธอโทรศัพท์ไปหาพ่อและได้ปรับความเข้าใจกัน...

“งั้นเหรอ พ่อก็ร้องไห้เหมือนกันเหรอ” สามีของเธอน้ำตาคลอเบ้าขณะตั้งใจฟัง

และเธอก็เล่าให้สามีฟังถึงเพื่อนขี้แกล้งที่มาขอโทษยูตะ

“อืม เรื่องแปลกๆ นี่ก็เกิดขึ้นได้เหมือนกันนะ ผมเองก็ไม่ค่อยเข้าใจวิธีการของคุณยางุจิเท่าไหร่หรอก แต่ก็ดีนะที่คุณสบายใจขึ้นแล้ว”

แล้วเอโกะก็ร้องไห้พลางขอโทษสามี
“ขอบคุณนะคะ ฉันต้องขอบคุณคุณจริงๆ วันนี้ฉันรู้สึกเคารพคุณมากเลย ขอโทษด้วยนะคะที่เมื่อก่อนฉันไม่เคยมองเห็นความดีของคุณเลย”

เมื่อได้ฟังคำของเอโกะ น้ำตาเม็ดโตก็ไหลออกมาจากดวงตาของสามีเช่นกัน

..................................................

วันต่อมา เอโกะโทรศัพท์ไปคุณยางุจิ และกล่าวคำขอบคุณจากใจจริง
ดูเหมือนว่าสามีของเธอก็โทรศัพท์ไปหาเขาตั้งแต่เช้าเช่นกัน

“ผมได้รับโทรศัพท์จากสามีของคุณแล้วล่ะครับ ยินดีครับที่คำแนะนำของผมเป็นประโยชน์ ผมนับถือคุณมากที่ทำเรื่องกล้าหาญเช่นนั้นได้ เอาละครับ ขั้นตอนต่อไปสำคัญมาก จากนี้ไปทุกๆวัน คุณต้องแบ่งเวลาสำหรับพูดในใจว่า ‘ขอบคุณนะ’ หนึ่งร้อยครั้งทั้งกับคุณพ่อ สามี และยูตะครับ”

.....................................................

เย็นวันนั้น

“กลับมาแล้วฮะ!” ยูตะกลับมาพร้อมเสียงอันร่าเริง

“แม่ฮะ ฟังนะฮะ! วันนี้เพื่อนชวนผมไปเล่นเบสบอลด้วยละ! เดี๋ยวผมไปเล่นก่อนนะ!” ยูตะคว้าถุงมือได้ก็วิ่งออกไปทันที

เอโกะน้ำตาคลอเบ้าอีกครั้ง เธอตื้นตันจนพูดไม่ออกแม้แต่คำว่า “ไปเถอะจ้ะ”


///////////////////////////////////////

แฟกซ์

เรียน คุณเอโกะ อาคิยามะ

กระจกที่เรียกว่าชีวิตทำให้เรารู้ซึ้งถึงสิ่งสำคัญ ผมนับถือความกล้าหาญของคุณนะครับ

มีสิ่งหนึ่งที่ผมอยากขอร้อง

ประสบการณ์ของคุณในครั้งนี้จะเป็นประโยชน์ต่อใครหลายคนในอนาคต ขอให้คุณถ่ายทอดประสบการณ์นี้ให้พวกเขาด้วยนะครับ

ขอให้ชีวิตของคุณเปี่ยมไปด้วยความรัก ความสำนึกรู้คุณ และความสุขครับ!

ยางุจิ

///////////////////////////////////////

(มีต่อที่บทส่งท้ายคะ)






 

Create Date : 27 มีนาคม 2552    
Last Update : 7 เมษายน 2552 19:53:24 น.
Counter : 222 Pageviews.  


สัมผัสรักในใจเรา
Location :


[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed

ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]





ลายปากกา
Friends' blogs
[Add สัมผัสรักในใจเรา's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.