Group Blog
 
All blogs
 

My love, in my heart...2

“อ้าวพี่เคโระนี่นา มาทำงานหรือครับ” ฉันชะงักกึกทันทีที่ได้ยิน ใครบังอาจมาเรียกฉันว่าเคโระห๊า มฆวันถอนหายใจเฮือก เกือบไปแล้วไหมล่ะ แล้วหันไปพิจารณาคนที่มาช่วยชีวิตไว้อย่างหวุดหวิด นี่มันเดือนคณะปีนี้นี่หว่า คิดแล้วก็ขมวดคิ้วมองเด็กรุ่นน้องอย่างระแวงโดยไม่รู้ตัว
     “อ้าวต้น พี่บอกกี่ทีแล้วว่าไม่ให้เรียกว่าเคโระยังอยากมีชีวิตอยู่รึเปล่าหา”
ต้นหัวเราะออกมา ฉันมองอย่างไม่ชอบใจนักเรื่องมันตั้งเกือบปีแล้วทำไมคนถึงไม่ยอมลืมมันไปเสียทีนะ
     “ผมว่าน่ารักดีออก” มฆวันขมวดคิ้วแน่นมองคนที่พึ่งมาใหม่อย่างไม่ค่อยพอใจเท่าไหร่
     “ฮะ แฮ่ม” ต้นหันมามองแล้วยิ้มให้นิดนึ่งก่อนจะขอตัวเดินออกไป
     “ใครน่ะ” มฆวันถามเสียงขรึมมองคนที่ก้มหน้าทำงานต่อ ฉันไม่สนใจแล้วก็ต้องร้องออกมา
     “เอ๊ะ” ฉันมองปากที่ถูกดึงออกไปอย่างไม่เข้าใจมองหน้ามฆวันแล้วก็ต้องชะงัก เป็นอะไรไปอีกล่ะ สีหน้าที่เริ่มเครียดและดุอย่างที่ใครหลายคนกลัว สีหน้าที่ฉันไม่ได้เห็นมานาน
    “คนเมื่อกี้น่ะใคร” อยากจะจะตอบออกไปนักว่ามันเรื่องอะไรที่ต้องบอกด้วยแต่สีหน้าท่าทางที่เห็นเริ่มทำเอาฉันหวาด ๆ เหมือนกัน อย่างกับคนล่ะคนกับเมื่อกี้
     “ว่าไงก๊อ” มฆวันเอ่ยเสียงดุ ทำไมต้องดุด้วยเล่าไม่รู้หรือไงว่าตัวเองตอนดุน่ะน่ากลัวแค่ไหนแง
     “ก็รุ่นน้องที่คณะ” ฉันพูดออกมาเบา ๆ ทำไมฉันถึงรู้สึกเหมือนเด็กที่โดนผู้ปกครองดุเวลาแอบเล่นของเล่นแล้วโดนจับได้นะ
     “เรื่องนั่นน่ะรู้แล้ว ที่อยากรู้น่ะคือรู้จักกันได้ยังไง ตั้งแต่เมื่อไหร่ แล้วสนิทกันมากแค่ไหนด้วย” มฆวันถามออกมาเป็นชุดมองอย่างคาดคั้นเอาจริง ๆ จัง ๆ ฉันอยากจะยกมือขึ้นเกาหัวจริง ๆ ทำไมต้อนนี้ฉันถึงตกเป็นจำเลยได้ล่ะ
     “ก็ต้นเขาเป็นเพื่อนของน้องรหัสน่ะ พึ่งรู้จักได้ไม่นาน ไม่ค่อยสนิทเท่าไหร่หรอกเจอกันก็ทักกันธรรมดา” มฆวันคลายสีหน้าลงแต่ยังไม่หมดข้อสงสัย
     “แล้วทำไมต้องเรียกเคโระด้วย” ฉันหน้าหน้าแดงขึ้นมาทันทีตวัดสายตาค้อนคนถามกัดฟันกรอด
     “เพราะใครล่ะ” เรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อปีที่แล้วตอนรับน้องใหม่ถือเป็นเรื่องที่อับอายที่สุดในชีวิตของฉันเลยก็ว่าได้ต้นเหตุของเรื่องน่ะเหรอก็คนที่นั่งอยู่ข้าง ๆ ฉันนี่ไง
     “ทำไมล่ะหรือว่าเพราะเรื่องนั่น” คิดแล้วใบหน้าคมสันก็อดยิ้มออกมาไม่ได้ ฉันหันหน้าหนีอย่างงอน ๆ โดยไม่รู้ตัว ตาขันทีบ้ายังมีหน้ามาหัวเราะอีกเพราะนายคนเดียว
        เรื่องมันเกิดขึ้นเมื่อปีที่แล้วฉันอยู่ปี 2 วันนั้นเป็นวันปฐมนิเทศน้องใหม่ที่ห้องประชุมใหญ่ของคณะฉันรับหน้าที่เป็นพิธีกร เรื่องมันคงไม่เกิดถ้าฉันไม่เดินซุ่มซ่ามตกบันไดทางขึ้นเวทีและตอนนั้นนายขันหรือมฆวันประธานปี 2 กำลังกล่าวพูดต้อนรับน้องใหม่อยู่รีบวิ่งมาดูฉันแทนทีจะเข้ามาช่วยนายนั่นกับพูดออกมาเบา ๆ
     ‘ยังมีคนใส่กางเกงในรูปกบเคโระอยู่อีกเหรอเนี่ย’ ใช่นายขันทีพูดเบาก็จริงแต่ดันพูดใส่ไมค์! พูดจบก็เงียบกันไปทั้งห้องประชุม และนายขันทีนี่แหละเป็นคนหัวเราะออกมาคนแรก พอมีคนแรกทีนี่ก็พากันหัวเราะไปทั้งห้องประชุมฉันทั้งเจ็บทั้งอาย แต่ความอายดูจะมากกว่าเป็นร้อยเท่าลืมความเจ็บลุกขึ้นพรวดมองหน้านายขันทีงี่เง่าอย่างกินเลือดกินเนื้อก่อนจะก้มหน้าวิ่งออกไป เหตุการณ์ในวันนั้นเล่นเอาฉันเป็นที่รู้จักของน้อง ๆ ทั้งคณะแล้วฉายาพี่เคโระก็ถือกำเนิดขึ้นพร้อมกับความเหม็นหน้านายขันทีอย่างรุนแรง และที่ว่ายิ่งเกลียดยิ่งเจอตั้งแต่วันนั้นนายขันทีก็ดูเหมือนจะเป็นเงาตามตัวฉันมาตลอดทั้งด่า ทั้งจิก ทั้งไล่ก็ไม่ยอมไปพาตัวเองเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตของฉันจนเกิดเป็นความเคยชินที่ฉันเองก็ยังไม่รู้ตัว
     “อ้าวจะไปไหนล่ะ” มฆวันถามอย่างงง ๆ มองคนที่ลุกขึ้นเก็บของอย่างรวดเร็ว ฉันถอนหายใจมองมฆวันที่ตอนนี่กลับมาเป็นจอมกระล้อนเหมือนเดิมแล้วแต่คนที่จะเปลี่ยนเป็นนางมารน่ะจะเป็นฉันเอง
     “หิว” บอกสั้น ๆ แล้วฉันก็เดินออกมาเลยแวะบอกเปรี้ยวสั้น ๆ ว่าขอกลับก่อน เปรี้ยวมองอย่างเข้าใจปนขอโทษ
     “อืม งั้นเดี๋ยวฉันไปหาที่ห้องน่ะ” ฉันพยักหน้ารับ
     “ไปก่อนนะนน” นนพยักหน้ารับนึกกลัวใจกชมนอยู่เหมือนกันเมื่อเห็นสายตาคมปลาบมองมา
     “อ้าวไอ้ขันจะไปแล้วเหรอ” นนร้องทักเมื่อเห็นมฆวันเดินไปทางประตู มฆวันหันมาบุ้ยหน้าไปทางร่างบางที่เห็นหลังไว ๆ แล้วเดินตามไป นนส่ายหน้าหัวเราะหึหึ
     “ก๊อนี่เป็นคนยังไงนะเปรี้ยว” นนถามอย่างสงสัยจริง ๆ บางทีก็เห็นเป็นคนร่าเริงสนุกสนาน บางทีก็เงียบขรึมจนน่ากลัว
    “เอ จะบอกยังไงดีล่ะ จะบอกว่าเป็นคนอ่อนนอกแข็งในก็ได้นะ เพราะธรรมดาก๊อก็เป็นคนใจเย็นอ่อนโยน ขี้เล่น ขี้สงสารแต่พอเอาเข้าจริงก็เป็นคนที่มั่นคงมากเลยนะ เป็นที่พึ่งให้กับเพื่อน ๆ เสมอเลย” นนพยักหน้ารับ
     “แต่บางทีก็ใจร้อน ขี้น้อยใจกับเรื่องที่เรานึกไม่ถึงเลยล่ะ แล้วก็ขี้อายมากด้วย” อันหลังนี่เขาเข้าใจดีเลยล่ะเมื่อปีที่แล้วเขาก็อยู่ในเหตุการณ์ที่กชมนถือว่าอับอายที่สุดในชีวิตก็ว่าได้ด้วย เปรี้ยวเคยเตือนเขาไว้ว่าถ้ารักจะคบกับกชมนอย่าพูดถึงเรื่องนี้เป็นอันขาด
     “มันน่าจะเติมเจ้าคิดเจ้าแค้นเข้าไปด้วยนะ” เปรี้ยวหัวเราะออกมา
     “ไม่หรอกนน เห็นก๊อเป็นอย่างนั้นที่จริงก๊อไม่ใช่คนเจ้าคิดเจ้าแค้นหรอก ถ้าก๊อเกลียดใครหรือแค้นใครใครจริงล่ะก็แม้แต่หน้ายังไม่มองเลย” นนมองเปรี้ยวอย่างไม่อยากจะเชื่อ
“จริง ๆ แล้วถ้าก๊อเป็นอย่างนั้นเมื่อไหร่ล่ะก็น่ากลัวมาก ๆ ด้วย” เธอเคยเจอหนเดียวเท่านั้นที่กชมนเป็นอย่างนั้นและเป็นหนเดียวที่เธอไม่เคยลืมเลย!
     “นี่ก๊อ รอผมด้วยซิ” เสียงที่ได้ยินทำเอาฉันรีบเร่งฝีเท้าขึ้นแต่ขาสั้น ๆ อย่างฉันน่ะเหรอจะสู้ขายาว ๆ ของคนตัวสูงที่ก้าวไม่กี่ก้าวก็เดินมาทันได้
     “นี่นายขันทีนายจะเดินตามฉันมาทำไมเนี่ย” มฆวันมองคนตัวเล็กที่พยายามเดินจ้ำเอา ๆ หนีเขาอย่างขำ ๆ คิดว่าจะหนีพ้นเหรอ






Free TextEditor




 

Create Date : 10 ตุลาคม 2552    
Last Update : 10 ตุลาคม 2552 22:14:40 น.
Counter : 38 Pageviews.  

My love, in my heart...1

          แสงแดดเปรี้ยงกลางเดือนเมษายนเดือนที่ร้อนที่สุดของปี ร่างเล็กบางยืนชะเง้อชะแง้มองตามทางเดินอย่างกังวล พรางยกมือขึ้นดูนาฬิกาอีกครั้งเริ่มหงุดหงิด ปกติฉันเป็นคนใจเย็นหรอกนะแต่คนใจเย็นอย่างฉันน่ะเกลียดอากาศที่ร้อนอบอ้าวนี่จับใจ และจะกลายเป็นคนอารมณ์ร้อนตามปรอทวัดอากาศขึ้นมาทันที ยายเปรี้ยวนะยายเปรี้ยวนัดทีไรไม่เคยมาตรงเวลาเลยเดี๋ยวถ้าไปไม่ทันอาจารย์นะจะเฉ่งซะให้เข็ดเลย ฉันนึกอย่างเข็ดเขี้ยวฟัน
     “ก๊อ ก๊อ” เสียงใส ๆ ปนหอบ ๆ ดังขึ้นข้างหลัง ฉันหันไปมองทันทียายเปรี้ยวหรือปรียากรวิ่งหน้าตั้งมามือหอบหนังสือตั้งใหญ่มาด้วย
     “โอ๊ย ขอโทษทีนะก๊อ พอดีฉันออกมาแล้วครึ่งทางดันลืมหนังสือซะได้เลยต้องวิ่งกลับไปเอาใหม่ เหนื่อยชะมัด ร้อนก็ร้อน” เปรี้ยวพูดไปก็หอบไป ฉันส่ายเบา ๆ อย่างระอ่ารับหนังสือมาช่วยถือไปไว้ครึ่งหนึ่ง
“ช่างเถอะ แต่ว่าเรารีบไปกันดีกว่าเดี๋ยวก็ไปไม่ทันอาจารย์” ฉันพูดแล้วก็เดินนำเข้าไปในอาคารเรียนเพื่อไปพบอาจารย์ที่ปรึกษาเพื่อขอให้ท่านช่วยเซ็นเอกสารเรื่องขอทุน สองสาวเดินแกมวิ่งไปยังห้องอาจารย์ที่ปรึกษาของตนทันกับอาจารย์ที่กำลังเดินออกมาจากห้องพอดี
     “อาจารย์คะ อาจารย์” เปรี้ยวตะโกนเรียกเสียงดังจนฉันต้องสะกิดให้เบาเสียงลงหน่อย แต่อาจารย์ทำท่าจะไม่ได้ยินยายเปรี้ยวเลยจัดการวางหนังสือที่ตัวเองถืออยู่ลงมาให้ฉัน
     “ก๊อ เดี๋ยวฉันวิ่งไปตามอาจารย์ก่อนแกถือหนังสือไปรอหน้าห้องแล้วกัน” ยังไม่ทันที่ฉันจะว่าอะไรยายเปรี้ยวก็วิ่งออกไปฉันส่ายหน้าเบา ๆ พรางเดินหอบหนังสือตั้งใหญ่ไปรอที่หน้าห้องอาจารย์ที่ปรึกษา แป๊บเดียวยายเปรี้ยวก็วิ่งกลับมาโดยไม่มีอาจารย์กลับมาด้วย ฉันเลิกคิ้วถาม
     “อาจารย์บอกว่ามีสอนให้เราใส่เอกสารไว้ในล็อกเกอร์ของอาจารย์แล้วพรุ่งนี้ค่อยมาเอา” ฉันถอนหายใจ ไม่ทันจนได้
     “ฉันขอโทษนะเพราะฉันเองเลยมาไม่ทันอาจารย์เลย” เปรี้ยวเอ่ยอย่างสำนึกผิดใบหน้าจ๋อย ๆ ของเพื่อนทำให้ฉันหายเซ็งขึ้นมาหน่อย
     “ช่างเถอะ ไว้พรุ่งนี้ค่อยมาเอาก็ได้เราไปห้องสมุดกันดีกว่า”
     “อืมไปสิ”
     “ติ๊ด ๆ ๆ” เปรี้ยวชะงักหยิบโทรศัพท์ขึ้นมามองหน้าฉันนิดนึ่งแล้วเดินห่างออกไปเพื่อรับโทรศัพท์ ฉันรู้ทันทีว่าใครเป็นคนโทรมาปกติเปรี้ยวก็คุยโทรศัพท์ต่อหน้าฉันนี่แหละ ยกเว้นคนเดียวที่เปรี้ยวต้องเดินไปคุยที่อื่น เปรี้ยวคุยโทรศัพท์เสร็จก็เดินกลับมามีสีหน้าไม่ค่อยสบายใจเท่าไหร่ ฉันทำหน้านิ่ง
     “ก๊อ คือว่านนจะมาทำรายงานที่ห้องสมุดน่ะ” ฉันเลิกคิ้วขึ้นทำท่าไม่รู้ไม่ชี้
     “แล้วไงล่ะ มาบอกเราทำไม” เปรี้ยวอยากจะยกมือเกาหัวตงิด ๆ มองผู้เป็นเพื่อนอย่างรู้ทัน
     “นนจะขอมาทำกับเราด้วย” ฉันนิ่งไปคิดถึงหน้านายนนแฟนของเปรี้ยวขึ้นมา ที่จริงฉันก็ออกจะชอบแฟนของเปรี้ยวคนนี้ไม่น้อยทีเดียวแต่ติดนิดเดียว นิดเดียวจริง ๆ
     “มาคนเดียวหรือเปล่า” ถามอย่างระแวง เปรี้ยวหัวเราะขึ้นมาทันทีมองฉันอย่างขำ ๆ ฉันไม่ขำนะยายเปรี้ยว
    “งานกลุ่มก็ต้องมาทำเป็นกลุ่มสิแต่นนจะขอแยกมานั่งทำกับเรา”
     “อ้าว แยกมานั่งกับเราแล้วจะเรียกว่าทำงานกลุ่มเหรอ” ฉันเอ่ยกวน ๆ เปรี้ยวส่ายหน้ายิ้ม
     “อย่ามาโยกโย้เลยน่า นะก๊อนะ แค่นนคนเดียว” ประโยคหลังย้ำอย่างชัด ๆ และเป็นประโยคที่ทำให้นายนนมานั่งหน้าแป้นจู๊จี๋กับยายเปรี้ยว โดยฉันไม่เห็นสักนิดเลยว่าไอ้งานกลุ่มที่ว่าน่ะมันงานอะไร
     “นน ไหนนายบอกว่ามาทำงานไง ฉันยังไม่เห็นนายหยิบงานอะไรขึ้นมาทำเลยนะ” นายนนหันหน้ามาทำตาปริบ ๆ อย่างงงแล้วนึกขึ้นได้ ยิ้มแหะ ๆ แล้วทำท่าวุ่นวายเปิดหนังสือที่ฉันเห็นมันหยิบมาด้วยแล้ววางกองสุ่ม ๆ ไว้ข้างตัว แล้วแป๊บเดียวก็กลับไปเป็นอย่างเดิมอีก เฮ้อ ตกลงมันมาทำไมเนี่ย
     “อ้าว ไอ้ขัน กว่าจะมาได้นะมึง” เสียงโต๊ะข้าง ๆ ดังขึ้นฉันจำได้ว่าเป็นเพื่อนคนหนึ่งในกลุ่มของนายนน ฉันหันไปมองตรงปากประตูทางเข้าเห็นร่างสูง ๆ เดินเข้ามาก็ตวัดสายตาไปมองยายเปรี้ยว ยายเปรี้ยวก็ตวัดสายตาไปมองนายนนอีกต่อหนึ่ง นายนนทำหน้าแหยแบบว่าช่วยไม่ได้เลยโดนยายเปรี้ยวแหนบไปทีหนึ่ง เปรี้ยวหันมามองหน้าฉันอย่างขอลุขอโทษ ฉันส่ายหน้าบอกว่าไม่เป็นไร ฉันน่าจะรู้นะว่านายขันทีเพื่อนนายนนคนนี้น่ะเจ้าเล่ห์ขนาดไหน! ฉันไม่รอให้นายนั่นเข้ามาทักลุกพรวดหอบสัมพาระรวมทั้งหนังสือทั้งหมดแล้วเดินไปนั่งอีกมุมหนึ่งมองห้องสมุดชนิดที่เรียกว่าไกลสุดกู่เลยที่เดียว เปรี้ยวมองอย่างเข้าใจทำท่าจะลุกตามฉันมาด้วยแต่นายนนจับมือไว้แล้วพยักหน้าไปทางร่างสูง ๆ ที่เดินเห็นหลังไว ๆ มาทางฉัน
     “นนนะนน หาเรื่องให้เปรี้ยวแล้วไหมล่ะ” เปรี้ยวบอกอย่างกังวลชะเงอชะแงไปทางที่ผู้เป็นเพื่อนย้ายไปนั่ง
     “ไม่ต้องห่วงหรอกน่าเปรี้ยว ท่าจะโดนไอ้ขันก็โดนเยอะกว่าเราแหละ”
     “แต่นี่มันห้องสมุดนะ” นนหัวเราะฮึฮึ
     “ก็ห้องสุมดน่ะสิ ก๊อคงทำอะไรได้ไม่มากไงล่ะ” เปรี้ยวตาโตแล้วอดหัวเราะออกมาไม่ได้
     “เพื่อนนนนี่เจ้าเล่ห์จริง ๆ ด้วย” แล้วทั้งสองคนก็กลับเข้ามาอยู่ในโลกของสองเราต่อโดยไม่รู้เลยว่ากำลังจะเกิดพายุขึ้นที่อีกฝั่งหนึ่งของห้องสมุด
     “ตรงนี้มีคนนั่งหรือเปล่าครับ” เสียงห้าวดังขึ้นใกล้ ๆ ตัวไม่ต้องเงยหน้ามองฉันก็รู้ว่าเป็นใครเสียงกวนประสาทแบบนี้น่ะมีไม่กี่คนหรอก
     “ว่าไงครับ ผมขอนั่งด้วยคนได้รึเปล่า” คำถามที่ดูเหมือนสุภาพธรรมดาแต่คนพูดคงมีคุณสมบัติพิเศษเพราะฉันกำลังรู้สึกว่าเลือดร้อน ๆ กำลังวิ่งขึ้นหน้า มฆวันมองคนที่นั่งก้มหน้าก้มตาอยู่ตรงหน้าแล้วยิ้มออกมามองผมสีดำสนิทยาวตรงถึงกลางหลังที่เด่นสะดุดตาเขาในครั้งแรกที่เจอกัน กชมน
        เหมือนกับเป็นเกมวัดใจกันมฆวันยืนนิ่งไม่ขยับตัว ฉันคิดว่าตัวเองเป็นคนที่มีความอดทนมากแล้วนะแต่มากของฉันมันจะลดลงพรวดเลยทีเดียวถ้ามาอยู่กับคนตรงหน้า ฉันเงยหน้ากวาดสายตาไปรอบตัวเป็นโชคร้ายของฉันที่โต๊ะทุกตัวมีคนนั่งหมดทุกตัว พรางถอนหายใจเบา ๆ อย่างเซ็ง ๆ เหลือบตาค้อนตาบ้าที่ยืนนิ่งอยู่นิดก่อนจะขยับหนังสือที่วางอยู่มาไว้อีกด้านหนึ่งแล้วนั่งเงียบก้มหน้าทำงานต่อ
        มฆวันยิ้มออกมาอย่างโล่งใจนึกเสียวอยู่ในใจเหมือนกันว่าจะถูกปล่อยให้ยืนค้างอยู่อย่างนี้ซะแล้ว
     “ขอยืมยางลบหน่อยซิ” เสียงห้าว ๆ เอ่ยขึ้นเบา ๆ ฉันชะงักทำเป็นไม่ได้ยินแล้วก็ต้องหันขวับตาโต
     “คุณ ๆ ผมขอยืมยางลบหน่อยได้ไหม โต๊ะนี้มีแต่คนแล้งน้ำใจแค่ขอยืมยางลบยังไม่ให้เลย” โต๊ะนี้ที่ว่าจะมีใครล่ะในเมื่อฉันนั่งอยู่กับตาขันทีบ้าสองคน คนแล้งน้ำใจหน้าแดงเมื่อคนทั้งโต๊ะหันมามองเป็นตาเดียวแล้วเสียงตาบ้านี่เบาซะเมื่อไหร่(นี่มันห้องสมุดนะ) โต๊ะข้างหลังและข้าง ๆ ก็ดันได้ยินแล้วพากันหันมามองฉันอีก ฉันแทบจะก้มหน้ามุดลงใต้โต๊ะ กัดฟันกรอด ๆ เมื่อได้ยินเสียงคนนั่งข้าง ๆ ดังขึ้นอีก
     “ขอบคุณมากครับ คุณนี่มีน้ำใจจริง ๆ ผิดกับคนบางคนลิบลับเลย” เสียงห้าว ๆ เอ่ยอย่างร่าเริงฉันอยากจะหยิบหนังสือเล่มหน้าแปดร้อยกว่าหน้าที่วางอยู่ข้าง ๆ กระแทกปากนายนั่นนัก มฆวันดูเหมือนจะรู้ตัวว่าความอดทนของคนนั่งข้าง ๆ กำลังจะหมดลงเลยทำตัวสงบเสงียมลง แต่ก็แค่พักเดียวเท่านั่นแหละ
     “คุณ ๆ ผมขอยืมดินสอหน่อยซิ” ฉันนั่งนิ่งยังแค้นเรื่องเมื่อกี้ไม่หายแล้วก็ต้องรีบหันขวับไปทีทันเห็นมฆวันกำลังอ้าปากขอยืมดินสอจากโต๊ะเดิมที่ยืมยางลบเมื่อกี้
     “นี่นายขัน นายจะทำอะไร” ฉันร้องออกมามือจับที่ชายเสื้อของมฆวันโดยอัตโนมัติ มฆวันหันมาทำหน้าซื่อแต่ตาพราวระยับ
     “ก็กำลังจะขอยืมดินสอไงก็ก๊อไม่ยอมให้ยืมนี่นา” ฉันถอนหายใจเฮือก ก็ได้ ๆ ยกนี่นายชนะ แล้วเปิดกระเป๋าใบเล็กที่ใส่พวกอุปกรณ์เครื่องเขียนหยิบดินสอออกมาทำท่าจะส่งให้แล้วนึกขึ้นมาได้
     “เดี๋ยวนายไม่มีดินสอเหรอ” คิ้วเริ่มขมวดมองหน้ามฆวันนิ่ง
     “ก็ไม่มีน่ะสิถึงได้ขอยืม” มฆวันตอบออกมากวน ๆ
     “นายไม่มีดินสอแล้วเมื่อกี้นายขอยืมยางลบไปทำไม” ฉันกัดฟันพูด มฆวันหน้าเผือดลงอย่างนึกไม่ถึงยิ้มออกมาในใจคิดหาข้อแก้ตัวด่วนจี๋
     “เอ่อ คือ” ฉันจ้องมองหน้านายขันทีนิ่ง ดูซิจะแก้ตัวว่ายังไง





Free TextEditor




 

Create Date : 10 ตุลาคม 2552    
Last Update : 10 ตุลาคม 2552 23:24:32 น.
Counter : 31 Pageviews.  


ก้านของ
Location :


[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed

ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




Friends' blogs
[Add ก้านของ's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.