สาระน่ารู้เกี่ยวกับ แอร์บ้าน และระบบไฟฟ้าในบ้าน
Group Blog
 
All blogs
 

รีโมทแอร์แบบ Universal

สำหรับท่านใดที่เจอปัญหา รีโมทแอร์ของเดิมไม่สามารถใช้งานได้ ซึ่งเมื่อเจอกับเหตุการณ์เช่นนี้ ส่วนมากแล้วก็มักจะลงเอยที่การหาซื้อรีโมทแอร์ใหม่มาเปลี่ยน



ในส่วนของรีโมทคอนโทรลอันใหม่ที่จะซื้อมาใช้แทนของเดิมนั้น หากเป็นสมัยก่อนก็คงต้องสั่งซื้อรีโมทยี่ห้อเดิม จากร้านแอร์ที่เป็นตัวแทนจำหน่าย ซึ่งราคารีโมทของแท้ที่สั่งซื้อจากศูนย์บริการโดยตรง ก็มีราคาที่ค่อนข้างแพงอยู่พอสมควร

หรือไม่อย่างนั้น ก็ต้องหาซื้อรีโมทมือสอง จากร้านแอร์ที่มีอะไหล่ของเก่าเก็บไว้ ซึ่งก็ใช่ว่าจะหาซื้อได้ง่ายๆ และต่อให้ซื้อมาแล้ว ก็ไม่รู้ว่าคุณภาพในระยะยาวจะเป็นเช่นใด



อีกหนึ่งทางเลือก เพื่อช่วยเซฟเงินในกระเป๋า สำหรับท่านใดที่กำลังจะหาซื้อรีโมทแอร์อันใหม่มาทดแทนของเดิม คือการเลือกซื้อ รีโมทแอร์แบบ Universal หรืออาจจะเรียกว่า “รีโมทแอร์ครอบจักรวาล” ซึ่งเป็นสินค้าจากจีนที่มีเข้ามาวางขายในตลาดบ้านเราเป็นเวลานานพอสมควรแล้ว



ตัวอย่างรีโมทแอร์แบบ Universal ที่มีจำหน่ายในท้องตลาด



รีโมทแอร์แบบ Universal คืออะไร ?

รีโมทแอร์แบบ Universal เป็นรีโมทที่ออกแบบขึ้นมาเพื่อใช้สำหรับควบคุมการทำงานของเครื่องปรับอากาศ หรือ แอร์

สามารถใช้ควบคุมการทำงานขั้นพื้นฐานได้ครอบคลุม แทบทุกฟังชั่น ไม่ว่าจะเป็น การเปิดปิด, การปรับเพิ่ม-ลดอุณหภูมิ, การปรับความเร็วของพัดลม, การเลือกโหมดการทำงานหลัก, การตั้งเวลาเปิด-ปิด และ การปรับบาสวิง

แต่ทีเด็ดอีกหนึ่งอย่าง ของรีโมทแอร์แบบ Universal ก็คือ การที่ตัวมันเอง สามารถใช้งานได้กับแอร์หลายรุ่นหลายยี่ห้อ เรียกได้ว่าครอบคลุมการนำไปใช้กับแอร์แบรนด์ดังได้แทบจะทุกยี่ห้อ โดยการปรับตั้งรหัสรุ่นให้ตรงกับแอร์ที่จะใช้งาน ตามรหัสที่ผู้ผลิตได้กำหนดไว้ ว่าแอร์ยี่ห้อนี้-รุ่นนี้ แทนด้วยรหัสใด


ภาพด้านล่างนี้ เป็นตัวอย่าง ของการกำหนดรหัส Model Codes จากรีโมทแอร์แบบ Universal ยี่ห้อหนึ่ง ซึ่งยี่ห้อที่แสดงนี้ก็คือยี่ห้อที่ใช้งานร่วมกันได้ 



หลักการทำงานของรีโมทแอร์แบบ Universal

รีโมทคอนโทรแบบไร้สาย ที่ใช้สำหรับควบคุมการทำงานของแอร์ โดยทั่วไปนั้นจะใช้การส่งสัญญาณ โดยอาศัยการส่งสัญญาณในรูปของ แสงอินฟาเรด (Infrared) ซึ่งทุกคำสั่งที่กดบนตัวรีโมท จะมีรูปแบบของสัญญาณที่ใช้เฉพาะในแต่ละคำสั่ง และแอร์แต่ละยี่ห้อ ก็ยังจะใช้รูปแบบคำสั่งที่แตกต่างกันออกไป 

โดยในรีโมทแอร์แบบ Universal ได้มีการเก็บบันทึกรูปแบบการสั่งการของแอร์ยี่ห้อต่างๆเอาไว้แล้ว สามารถเรียกใช้งานได้ด้วย Model Codes

ผู้ใช้งานก็เพียงแค่ตั้ง Model Codes ที่ตัวรีโมท ให้ตรงกับยี่ห้อแอร์ของตน ซึ่งเปรียบเทียบได้จากคู่มือที่ติดมากับรีโมท เพียงเท่านี้ก็สามารถใช้งานได้เทียบเท่ากับรีโมทของเดิม




สำหรับคุณผู้อ่านท่านใดสนใจ รีโมทแอร์แบบ Universal หรือรีโมทแอร์ครอบจักวาล โดยต้องการหาซื้อมาใช้แทนรีโมทแอร์ของเดิมที่ชำรุดใช้การไม่ได้ ก็สามารถหาซื้อได้จากหลายช่องทาง ไม่ว่าจะเป็น ร้านขายอะไหล่แอร์, ร้านขายอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ทั่วไป, หรือเดินหาแถวๆ คลองถม บ้านหม้อ รับรองว่ามีแน่นอน และนอกจากนี้ก็ยังมีวางขายอยู่ในโซนฮาร์ดแวร์ของห้างค้าปลีกด้วยเช่นกัน สนนราคาขายก็ตกอันละประมาณ 200 - 500 บาท 

แต่ก่อนจะตัดสินใจซื้อ ควรดูรายละเอียดหลังกล่องบรรจุภัณฑ์ให้ชัดเจน ว่ามียี่ห้อแอร์ของคุณรวมอยู่ด้วยหรือไม่ เพราะรีโมทพวกนี้บางครั้งเห็นหน้าตารูปทรงคล้ายๆกัน แต่ก็อาจจะเป็นคนละรุ่นหรือคนละโมเดลก็เป็นได้ ซึ่งก็อาจจะมีรุ่นที่รองรับได้ต่างกันออกไป





สำหรับท่านใดที่จะซื้อ รีโมทแบบ Universal มาใช้งานแทนรีโมทแอร์ของเดิม กรณีที่แอร์เครื่องนั้นมีอายุการใช้งานมายาวนาน ประมาณ 20 ปี ขึ้นไป รีโมทแอร์แบบ Universal บางรุ่นอาจจะใช้งานกันไม่ได้ 

ยกตัวอย่าง แอร์ตัวหนึ่งซึ่งมีติดอยู่อยู่ที่บ้านหลังเก่าของผู้เขียน ยี่ห้อ Mitsubishi Electric แบบติดผนัง โมเดลของเก่า ติดตั้งเมื่อประมาณ พ.ศ. 2535 รีโมทไร้สายของเดิมที่มากับเครื่องนั้นก็พังไปนานแล้ว หน้าตาของรีโมทรุ่นดังกล่าว ก็เป็นแบบเดียวกับในภาพด้านล้างนี้




ผู้เขียนเองเคยทดลองนำเอารีโมทแอร์แบบ Universal สองแบบ ที่มีอยู่ มาใช้งาน แต่ก็ไม่มีปฏิกิริยาตอบสนอง แม้ว่าจะปรับตั้งรหัส Model Codes ตรงตามยี่ห้อ Mitsubishi แล้วก็ตาม

คาดว่าแอร์คงจะเก่าเกินไปแล้ว จนรีโมทแบบ Universal ไม่สามารถครอบคลุมได้หมด




 

Create Date : 07 เมษายน 2558    
Last Update : 8 เมษายน 2558 1:38:15 น.  

แอร์แบบฝังซ่อนในฝ้าเพดาน


บทความชุดนี้ขอหยิบยกเอาเรื่องที่เกี่ยวข้องกับ เครื่องปรับอากาศหรือแอร์แบบซ่อนในฝ้าเพดาน ซึ่งเป็นรูปแบบหนึ่งของการติดตั้งแอร์ที่มักจะพบเห็นได้ตามสถานที่ต่างๆ โดยบทความชุดนี้ก็จะขอพูดถึงสิ่งที่ควรทราบและควรทำความเข้าใจ สำหรับท่านที่ต้องการติดตั้งแอร์ลักษณะนี้ที่บ้านของท่าน



ภาพแสดงตัวอย่างการติดตั้งแอร์แบบฝังซ่อนในสถานที่ต่างๆ


หากลองสังเกตเวลาไปยังสถานที่ต่างๆเช่น ห้องพักโรงแรม, โรงพยาบาล, ห้างสรรพสินค้า หรืออาคารสำนักงานต่างๆตลอดจนที่พักอาศัยส่วนบุคคลอย่างเช่น คอนโดห้องชุด และบ้านพักอาศัยที่ตกแต่งอย่างหรูหราสวยงาม สถานที่เหล่านี้มักจะติดตั้งแอร์ แบบที่ซ่อนชุดคอยลย์เย็นไว้ภายในฝ้าเพดาน ซึ่งดูเรียบร้อยสวยงาม มองเห็นแค่เพียงช่องลมเข้าและช่องลมออกเท่านั้น



รูปแบบของแอร์ที่ใช้ติดตั้งในลักษณะนี้

การติดตั้งแอร์แบบฝังในฝ้าเพดาน ตามหลักแล้วจะใช้แอร์แบบที่เรียกว่า แอร์คอยล์เปลือยซ่อนในฝ้า หรือ แอร์เปลือย (Ceiling Concealed Type)

ซึ่งแอร์แบบนี้ออกแบบมาเป็นการเฉพาะ สำหรับการนำไปติดตั้ง ในลักษณะที่ต้องการซ่อนชุดคอยล์เย็นไว้ในฝ้าเพดาน ผู้ผลิตจึงได้ออกแบบและผลิตชุดคอยล์เย็นให้อยู่ในลักษณะเปลือยเปล่า มองจากภายนอกก็จะเห็นส่วนของโครงและอุปกรณ์หลักๆขอคอยล์เย็น ไม่มีส่วนห่อหุ้มหรือฝาครอบภายนอก เพราะท้ายที่สุดแล้ว ส่วนคอยล์เย็นที่ถูกนำไปติดตั้งก็จะถูกซ่อนไว้ในฝ้าเพดาน จึงไม่จำเป็นต้องมีส่วนครอบปิดเพื่อความสวยงาม และเป็นการตัดลดมูลค่าราคาต้นทุนที่ไม่จำเป็นออกไป แต่สำหรับส่วนชุดคอยล์ร้อนของแอร์แบบคอยล์เปลือยซ่อนในฝ้า ยังคงเป็นแบบเดียวกันเหมือนกับที่ใช้กับแอร์แยกส่วนแบบอื่นๆ



ตัวอย่างชุดคอยล์เย็น ของแอร์แบบคอยล์เปลือย (Ceiling Concealed Type)






หากเปรียบเทียบให้เข้าใจได้ง่าย โดยรวมแล้วแอร์แบบคอยล์เปลือยซ่อนในฝ้า ก็มีพื้นฐานแบบเดียวกับแอร์แบบตั้ง/แขวน (Floor/Ceiling Type) ส่วนประกอบเบื้องต้นภายในโดยรวมแล้วก็มีความคล้ายคลึงกัน

ซึ่งอันที่จริงแล้วแอร์แบบคอยล์เปลือยซ่อนในฝ้า ในสมัยก่อนอาจจะเรียกกันว่าเป็นแอร์โรงงาน เพราะส่วนใหญ่เน้นขายโดยตรงให้กับกลุ่มลูกค้าโครงการหรืออาคารขนาดใหญ่ ที่ซื้อเหมาครั้งละหลายๆเครื่อง อย่างเช่น การนำไปใช้ติดตั้งกันในโรงแรม แต่ช่วงหลังๆมาเริ่มมีการนำมาใช้ในบ้านเรือนมากขึ้น จึงมีสินค้าออกมาให้เลือกหลากหลาย


ภาพเปรียบเทียบแอร์สองแบบ


หน้ากากช่องลมแอร์

ในกรณีของแอร์แบบซ่อนในฝ้าเพดาน หลังจากที่ติดตั้งเสร็จแล้ว เราจะมองเห็นแค่เพียงหน้ากากหรือช่องลม ซึ่งเป็นช่องทางที่ใช้ในการส่งลมเท่านั้น โดยหลักๆช่องลมจะมีอยู่สองส่วนด้วยกัน คือส่วนสำหรับลมออกและลมที่กลับเข้ามา





หน้ากากช่องลมออก (Supply Air Grille) เป็นส่วนจ่ายลมเย็นออกมายังพื้นที่ใช้สอย โดยติดตั้งอยู่บริเวณด้านลมออกของชุดคอยล์เย็น แบบที่นิยมใช้กันจะเป็นช่องลมที่มีลักษณะเป็นสี่เหลี่ยมผืนผ้า ทำมาจากอลูมิเนียม มีทั้งแบบที่สั่งทำขึ้นเป็นพิเศษ และแบบสำเร็จรูปที่พร้อมนำมาติดตั้ง



ตัวอย่างของหน้ากากช่องลมออกที่นิยมนำมาใช้งาน




หน้ากากช่องลมกลับ (Return Air Grille) เป็นส่วนที่แอร์ใช้ดูดอากาศภายในห้องกลับเข้ามา จึงมักมีแผ่นฟิลเตอร์กรองอากาศติดตั้งรวมอยู่ด้วย แผงหน้ากากที่ใช้ติดตั้งในด้านลมกลับจะมีลักษณะเป็นแผงรูปสี่เหลี่ยมบานเกล็ดที่เรียงซ้อนกัน โดยจะเป็นบานเกล็ดแบบติดตายไม่สามารถปรับองศาได้ 

มักจะติดตั้งไว้บริเวณด้านใต้ขอชุดคอยล์เย็น เพื่อให้อากาศในห้องถูกดูดเข้ามายังพัดลมได้สะดวก และส่วนหน้ากากทางด้านช่องลมกลับนี้ ยังจะใช้เป็นช่องเซอร์วิส สำหรับการทำความสะอาดบำรุงรักษาและตรวจสอบซ่อมแซมเบื้องต้น โดยที่ไม่ต้องเปิดหรือรื้อแผ่นฝ้าเพดาน



ตัวอย่างของหน้ากากช่องลมกลับที่นิยมนำมาใช้งาน


สิ่งที่ควรทราบก่อนติดแอร์แบบฝังซ่อนในฝ้าเพดาน

สิ่งที่ควรทราบไว้หากต้องการจะติดตั้งแอร์แบบฝังซ่อนในฝ้าเพดาน อันดับแรกคือเรื่องงบประมาณทั้งการติดตั้งและการซ่อมบำรุง ซึ่งแอร์แบบซ่อนในฝ้าย่อมมีค่าใช้จ่ายส่วนนี้ที่แพงกว่าแอร์แบบปกติอยู่แล้ว เพราะการปฏิบัติงานมีความยุ่งยากมากกว่า ซึ่งเรทราคาค่าบริการที่ช่างจะเรียกเก็บอาจจะแตกต่างกันไม่คงที่ตายตัว จะมากน้อยขึ้นตามความยากง่ายในแต่ละงาน 

และควรเรียกใช้บริการจากร้านตัวแทนจำหน่ายหรือศูนย์บริการที่ได้มาตรฐาน ดูน่าเชื่อถือเพราะต้องอาศัยช่างที่มีประสบการณ์มาติดตั้ง

หากเรื่องงบประมาณไม่ใช่ปัญหา ก็ไม่มีเรื่องต้องให้กังวลแต่หากเน้นจำกัดงบประมาณก็ไม่ควรจะเลือกติดตั้งแอร์ประเภทนี้เสียตั้งแต่แรก



ตัวอย่างการติดตั้งแอร์ประเภทนี้


การติดแอร์ประเภทนี้ สำหรับอาคารขนาดกลางถึงอาคารขนาดใหญ่นั้นไม่ค่อยมีปัญหาอะไรในระหว่างติดตั้ง เพราะการติดตั้งในอาคารเหล่านี้ โดยทั่วไปเป็นการดำเนินการภายใต้ความดูแลของบริษัทรับเหมาก่อสร้างอาคารมีการออกแบบวางแผน และกำหนดรายละเอียดขั้นตอนของงานไว้ตั้งแต่แรกแล้ว ระหว่างดำเนินการก็มีการควบคุมและตรวจสอบจากผู้ตรวจสอบโดยตรง งานแอร์และงานตกแต่งภายในของอาคารเหล่านี้จึงมักดำเนินการเสร็จ ปิดงานได้ตามแผนที่วางไว้

แต่สำหรับบ้านพักอาศัยที่ต้องการติดตั้งแอร์แบบฝังซ่อนไว้ในฝ้าเพดาน ทางที่ดีที่สุดควรเริ่มวางแผนเสียตั้งแต่ตอนเริ่มขั้นตอนออกแบบตกแต่งภายใน บอกความต้องการของท่านให้กับสถาปนิกส์หรืออินทีเรียที่ทำหน้าที่ออกแบบตกแต่งภายใน แล้วจึงทำการติดต่อร้านแอร์

ที่ต้องเริ่มงานตั้งแต่แรกๆ เพราะงานติดตั้งแอร์แบบซ่อนในฝ้า จะต้องดำเนินการไปพร้อมๆกับขั้นตอนการติดตั้งฝ้าเพดาน เพราะคอยล์เย็นของแอร์จะถูกยกขึ้นไปแขวนไว้ในระหว่างการติดตั้งโครงคร่าวของฝ้า นอกจากนี้ยังมีเรื่องของระบบท่อแอร์และระบบท่อน้ำทิ้งของแอร์ร่วมด้วย เพื่อให้สามารถซ่อนส่วนต่างๆได้อย่างเรียบร้อยสวยงาม จึงต้องดำเนินการส่วนเหล่านี้ไปพร้อมๆกับงานฝ้าเพดาน ซึ่งทีมช่างแอร์ กับทีมของช่างฝ้า ควรมีการประสารงานกันอย่างถูกต้อง เพื่อไม่ให้งานต้องติดขัดหรือสะดุดเพราะต่างฝ่ายต่างรอกันอยู่



การบำรุงรักษาเบื้องต้น

แอร์ทุกประเภททุกแบบที่ถูกติดตั้งและใช้งาน ล้วนต้องมีการบำรุงรักษาเหมือนกันหมด และกรณีที่เป็นแอร์แบบฝังซ่อนในฝ้าก็เช่นกัน ย่อมต้องมีการบำรุงรักษาเกิดขึ้นตามมาแน่นอน

ประเด็นเรื่องการบำรุงรักษานี้หลายๆท่านคงมักจะเคยได้ยินกันต่อๆมา ว่าแอร์แบบฝังซ่อนนั้นมีความยุ่งยากและลำบากในขั้นตอนการบำรุงรักษา

ซึ่งอันที่จริงแล้วการบำรุงรักษาแอร์ประเภทนี้ ก็มีขั้นตอนที่ยุ่งยากกว่าแอร์แบบทั่วๆไปอยู่บ้าง เพราะตัวเครื่องมันถูกซ่อนในฝ้าเพดาน การเข้าถึงตัวเครื่องเพื่อทำการซ่อมบำรุงก็ย่อมมีข้อจำกัดอยู่บ้าง เพราะช่องทางที่จะเข้าถึงได้โดยที่ไม่ทำความเสียหากับฝ้าเพดาน หลักๆก็มีเพียงช่องทางที่เป็นส่วนของช่องลมกลับนั่นเอง ดังนั้นในการติดตั้งแอร์ประเภทนี้ ควรออกแบบให้ขนาดของช่องลมกลับมีความกว้างเพียงพอที่จะทำการบำรุงรักษาขั้นต้นได้ และควรมีขนาดพอให้สามารถถอดเอาถาดรองน้ำทิ้งลงมาได้ โดยที่ไม่ต้องเปิดแผ่นฝ้าเพดาน

การติดแอร์แบบฝังซ่อนในฝ้าเพดาน กุญแจสำคัญที่จะช่วยให้ใช้งานระยะยาวได้อย่างราบรื่น ส่วนใหญ่จะอยู่ที่การเลือกช่างแอร์ซึ่งควรเลือกช่างจากร้านตัวแทนจำหน่ายที่น่าเชื่อถือ และเป็นช่างที่มากประสบการณ์มาติดตั้งจะช่วยให้แอร์ที่ติดตั้งออกมาเรียบร้อยสวยงาม ใช้งานต่อเนื่องได้ย่างราบรื่นและถึงคราวต้องบำรุงรักษาก็สามารถทำได้ง่าย งานไม่บานปลาย


การล้างแอร์ประเภทนี้

ในส่วนของการล้างแอร์หากเป็นการถอดล้างครั้งใหญ่ โดยการฉีดน้ำล้างแผงคอยล์ที่ชุดคอยล์ร้อนและคอยล์เย็นในกรณีของแอร์แบบทั่วไปที่ถูกใช้เป็นประจำควรมีการล้างใหญ่ทุกๆ 1 ปี

แต่สำหรับแอร์แบบฝังซ่อนนั้นโดยส่วนใหญ่แล้ว ชุดคอยล์เย็นแบบเปลือยของแอร์แบบฝังซ่อน มักจะไม่ต้องการการดูแลบำรุงรักษาบ่อยมากเท่าแอร์แบบธรรมดาทั่วไปส่วนหนึ่งก็เพราะว่าระยะห่างของร่องครีบฟิลที่ชุดคอยล์เย็นของแอร์ประเภทนี้ไม่ได้เรียงถี่ชิดกันมากเท่ากับร่องครีบฟิลของแอร์แบบติดผนัง และการออกแบบของแอร์ประเภทนี้จะออกแบบให้พัดลมเป่าไปกระทบกับแผงคอยล์โดยตรง เพื่อให้ได้ลมเย็นออกมา ทำให้แผงคอยล์เย็นของแอร์ประเภทนี้มีโอกาสน้อย ที่จะมีสิ่งสกปรกไปสะสมจนอุดตัน จนทำให้ลมไม่ผ่าน 

ต่างกับแอร์แบบติดผนัง ที่ออกแบบให้ดูดอากาศที่ไหลเข้ามาผ่านทางร่องครีบของแผงคอยล์ และเมื่อใช้ไปสักพักร่องครีบที่เรียงถี่กว่าก็จะมีสิ่งสกปรกไปเกาะอยู่ และสะสมจนอุดตันทำให้อากาศไม่สามารถถูกดูดผ่านเข้ามาได้

แอร์ที่ติดฝังซ่อนในฝ้าเพดานกรณีที่เปิดใช้เป็นประจำ ควรจะมีการล้างใหญ่ที่ชุดคอยล์ร้อน ทุกๆ 1 ปี เพื่อให้คอยล์ร้อนสามารถระบายความร้อนได้สะดวก แต่ในส่วนของชุดคอยล์เย็นการล้างใหญ่อาจจะไม่จำเป็นต้องทำทุกๆ 1 ปี เพราะแผงคอยล์เย็นตันได้ยากกว่า และการล้างใหญ่ที่ชุดคอยล์เย็นนั้นค่อนข้างจะยุ่งยากกว่า เพราะในขั้นตอนการล้างคอยล์เย็นนั้นจะต้องมีการป้องกันพื้นที่ให้ดี โดยการใช้ผ้าใบหรือแผ่นพลาสติกมาป้องกันพื้นที่โดยรอบ เพื่อไม่ให้ฝ้าเพดานเปียกและบวมในระหว่างที่ฉีดน้ำล้างชุดคอยล์เย็น

คอยล์เย็นจึงเป็นส่วนที่ทุกๆ 2-3 ปี ค่อยมาล้างใหญ่ก็ยังได้ แต่เน้นล้างแผ่นกรองอากาศหรือฟิลเตอร์ที่ติดทางด้านลมกลับเป็นประจำทุกๆ 2-4 สัปดาห์ ก็เพียงพอ



สรุป

สำหรับท่านใดที่ต้องการจะติดตั้งแอร์แบบฝังซ่อนในฝ้าเพดานที่บ้านของท่านเอง ควรเตรียมงบประมาณให้พร้อม และควรจะตัดสินใจตั้งแต่แรกเริ่มสร้างบ้าน และควรจะเลือกใช้บริการจากร้านตัวแทนจำหน่ายแอร์หรือศูนย์บริการที่ดูมีมาตรฐานน่าเชื่อถือ 

และถ้าหากมีใครมาโต้แย้งหรือวิพากษ์วิจารณ์ ว่าการเลือกติดแอร์แบบฝังซ่อนในฝ้าเพดาน ไม่ดี มีปัญหาอย่างนั้นอย่างนี้

ถ้าเป็นความต้องการของเจ้าของบ้านเองโดยที่เจ้าของบ้านก็มีงบประมาณพร้อม ก็ติดตั้งไปเลย ไม่ต้องไปสนใจเสียงโต้แย้งหรือเสียงวิจารณ์จากคนอื่น เพราะนี่คือบ้านของท่านเอง เงินของท่านเอง ถ้าอยากทำก็ทำไปเลยตามใจปรารถนา




 

Create Date : 06 เมษายน 2558    
Last Update : 7 เมษายน 2558 0:58:01 น.  

การเดินท่อแอร์โดยใช้ท่อสั้นกว่าที่ให้มา



ในกรณีที่เราซื้อแอร์ใหม่ ชุดแอร์ที่ซื้อมาใหม่นั้น มักจะมีการแถมท่อทองแดงหุ้มฉนวนมาให้จำนวนสองเส้น โดยท่อแต่ละเส้นก็มีความยาวที่ประมาณ 4 เมตร ท่อที่ให้มาด้วยพร้อมกับแอร์ก็เพื่อนำมาใช้เป็นท่อทางเดินสารทำความเย็น(ท่อน้ำยา) เชื่อมต่อระหว่าง ชุดคอยล์เย็น (
Fan coil Unit) และ ชุดคอยล์ร้อน (Condensing Unit) แต่ในการติดตั้งจริง บางครั้งท่อที่ต้องใช้จริงก็ไม่ถึง 4 เมตร เพราะระยะทางห่างกันไม่มาก 



ในกรณีที่ชุดคอยล์เย็น (Fan coil Unit) และชุดคอยล์ร้อน (Condensing Unit) ถูกติดตั้งในระยะที่ใกล้กันมากๆ หรือแบบประมาณว่า ท่อที่ออกจากคอยล์เย็น พอทะลุกำแพงออกมากก็เจอชุดคอยล์ร้อนเลย ซึ่งกรณีลักษณะนี้ท่อทองแดงยาวประมาณ 4 เมตร ที่มาพร้อมเครื่องจะต้องเหลืออยู่มากกว่าครึ่งแน่นอน

ช่างที่ติดตั้งแอร์โดยทั่วไปหากเจอกรณีดังกล่าวก็จะมีวิธีจัดการอยู่สองวิธีด้วยกัน คือ ตัดท่อส่วนที่เกินออกไป หรือไม่ก็ขดม้วนท่อส่วนที่เกินมาเก็บหลบเอาไว้ด้านข้างหรือด้านหลังคอยล์ร้อน ซึ่งจะใช้วิธีไหน ก็ขึ้นกับประสบการและดุลยพินิจของช่างแต่ละราย


แต่ส่วนใหญ่ถ้าเป็นกรณีที่เดินท่อสั้นมากๆ มีท่อส่วนเกินเยอะช่างทั่วไปก็มักจะใช้การตัดส่วนเกินออกเสียมากกว่า เพราะท่อส่วนเกินที่ตัดออกมานั้น ช่างสามารถเก็บกลับไปใช้ประโยชน์ในงานอื่นๆได้อีก หรือไม่ก็เอาไปรวมๆกันขายเป็นทองแดงก็ได้ราคาดีไม่น้อย และอีกเหตุผลหนึ่งที่เจ้าของแอร์ฟังแล้วรู้สึกโอเคกว่า ก็คือเหตุผลเรื่องความสวยงามนั่นเอง เพราะมุมมองเจ้าของบ้านส่วนใหญ่ก็มักจะเห็นว่า การติดตั้งแบบที่ท่อเดินเข้าเครื่องพอดี ย่อมดูดีกว่าการขดม้วนท่อที่เหลือไว้

แต่หากท่านใดที่ว่าจ้างช่างมาติดแอร์ให้ แล้วหลังจากที่ติดตั้งเสร็จกลับพบว่าช่างเดินท่อแอร์โดยขดม้วนท่อที่เหลือเอาไว้ใกล้ๆกับคอยล์ร้อน ก็อาจจะตกใจหรือรู้สึกรับไม่ได้ จนอยากจะโวยวายว่าช่างรายนี้ขี้เกียจหรือทำงานชุ่ย 

ซึ่งถ้าเจอเช่นนี้ อย่าเพิ่งตกใจหรือโวยวายใส่ช่าง และไม่ต้องกังวลจนต้องเรียกช่างมาแก้งานทันที เพราะการติดตั้งโดยขดม้วนท่อที่เหลือเอาไว้ ทั้งๆที่ถ้าหากช่างจะตัดท่อส่วนเกินออกไปเก็บไว้ใช้เองก็สามารถทำได้ แต่ก็กลับเลือกขดท่อเก็บไว้ให้แทน ก็แสดงว่าช่างได้พิจารณาแล้วว่าระยะมันสั้นเกินหากจะตัดท่อออกเลย และอีกเหตุผลหนึ่งที่ช่างที่ม้วนท่อไว้ ก็อาจจะเป็นไปได้ว่าช่างที่มาติดตั้งให้นั้น เป็นผู้ที่เคยผ่านการอบรมจากผู้ผลิตแอร์มาแล้วก็เป็นได้ เพราะการอบรมทางด้านเทคนิคที่ผู้ผลิตแอร์แต่ละรายได้จัดขึ้น ก็พบว่าบ่อยครั้งที่วิทยากรผู้บรรยายมักจะแนะนำให้ใช้วิธีการม้วนท่อส่วนเกินเอาไว้แทนการตัดทิ้ง

ผู้ผลิตแอร์บางยี่ห้อ ก็ได้แนะนำให้ใช้วิธีการม้วนท่อเป็นขด แทนการติดท่อที่เกินมาออกไป เพราะการม้วนท่อขดเก็บไว้จะทำให้ระยะทางที่น้ำยาแอร์ไหลผ่าน มีอยู่พอดีตรงตามที่ผู้ผลิตได้กำหนดและออกแบบมา ทั้งนี้ผู้ผลิตแอร์บางรายก็อาจจะไม่ได้แนะนำในส่วนนี้เอาไว้ ซึ่งจะทำแบบไหนก็ขึ้นกับความเห็นสมควรของช่างผู้มีประสบการณ์


หากจะพูดกันตามตรง ในเรื่องประสิทธิภาพการทำงานของแอร์ ตามหลักการแล้วการที่แอร์แต่ละเครื่องจะถูกผลิตออกมาเพื่อวางจำหน่ายและใช้งานจริง ผู้ผลิตแอร์แต่ละรายได้ออกแบบและคำนวณรายละเอียดส่วนต่างๆไว้หมดแล้วไม่เว้นแม้แต่เรื่องการใช้ท่อ ซึ่งท่อที่ผู้ผลิตได้ให้มาพร้อมกับตัวเครื่องนั้นย่อมมีขนาดและความยาวที่เหมาะสม ตรงตามการออกแบบที่สุดแล้ว

โดยความยาวท่อประมาณ 4 เมตร ที่ผู้ผลิตแอร์แต่ละยี่ห้อได้ให้มาพร้อมกับตัวเครื่อง ก็เป็นระยะความยาวท่อโดยประมาณ ที่ผู้ผลิตคิดคำนวณออกมาแล้วเห็นว่าว่าเหมาะสมที่สุด และในกรณีที่ซื้อแอร์มาใหม่ส่วนใหญ่ทุกยี่ห้อจะบรรจุสารทำความเย็น(น้ำยาแอร์) มาให้พร้อมที่ในชุดคอยล์ร้อนเพียงพอต่อการนำไปติดตั้งใช้งานได้ทันที

ปริมาณน้ำยาแอร์ที่ใส่มาให้ในแอร์แต่ละเครื่องจะเป็นปริมาณที่เพียงพอสำหรับการใช้งาน อิงตามความยาวท่อที่ประมาณ 4 - 5 เมตร และส่วนใหญ่ก็มักจะเผื่อสำหรับการติดตั้งที่ต้องต่อท่อเพิ่มได้อีกประมาณไม่เกิน 10 - 15 เมตร ซึ่งหากเพิ่มท่อมากกว่าที่ระบุมาในคู่มือ ก็จะต้องเพิ่มน้ำยาตามสัดส่วนที่กำหนดในคู่มือ เพราะระยะความยาวของท่อที่ใช้นั้นมีผลโดยตรงกับปริมาณน้ำยาและประสิทธิภาพที่ได้

แต่ถ้าเป็นกรณีที่ระยะการเดินท่อที่สั้นมากๆระยะของท่อที่ใช้มีไม่ถึง 2 เมตร การตัดท่อส่วนเกินออก จะทำให้ระยะของท่อสั้นเกินไปเยอะ อาจจะมีผลต่อประสิทธิภาพการทำงานของแอร์ เพราะต้องไม่ลืมว่าปริมาณน้ำยาที่ใส่มาให้จากโรงงานนั้นอ้างอิงตามความยาวท่อที่ประมาณ 4 - 5 เมตร แต่เมื่อท่อที่ใช้จริงถูกตัดออกไปมากเกินกว่าครึ่ง แต่ปริมาณน้ำยายังคงเท่าเดิมตามที่ให้มา ย่อมมีผลต่อกระบวนการเปลี่ยนสถานะของน้ำยาแอร์อย่างแน่นอน

เนื่องจากในกระบวนการทำความเย็นของแอร์ขั้นตอนท้ายสุด คือน้ำยาในระบบจะถูกฉีดลดแรงดันและมีการระเหยเปลี่ยนสถานะจากของเหลวระเหยเป็นไอ แล้วจากนั้นไอที่ได้จะถูกดูดเข้าด้วยคอมเพรสเซอร์เพื่ออัดออกไปเริ่มวัฏจักรใหม่อีกครั้ง

และการที่ท่อแอร์ถูกตัดออกไปเกินกว่าครึ่ง แต่ปริมาณน้ำยายังคงเท่าเดิม เมื่อน้ำยาแอร์มีระยะทางให้ไหลไปสั้นลงกว่าเดิมมากๆ ก็จะมีผลทำให้น้ำยาบางส่วนระเหยไม่ทันหมด ก็ต้องเข้าสู่คอมเพรสเซอร์แล้ว แต่เนื่องจากลิ้นของคอมเพรสเซอร์แอร์ ถูกออกแบบมาเพื่อใช้ดูดน้ำยาในสถานะแก๊สหรือไอเข้ามาเท่านั้น การที่น้ำยาระเหยไม่ทันหมด ทำให้มีน้ำยาบางส่วนที่มีสถานะเป็นของเหลวอยู่ ถูกดูดเข้าไปในคอมเพรสเซอร์ด้วย และนี่จะส่งผลเสียทำให้คอมเพรสเซอร์แอร์มีอายุการใช้งานที่สั้นลง อีกทั้งค่าแรงดันที่วัดได้จากท่อทางดูดจะมีค่าสูงกว่าค่ามาตรฐานไปเยอะ และกระแสไฟฟ้าที่แอร์ใช้งานก็ย่อมมีค่าสูงตามไปด้วย

การเดินท่อแอร์ในกรณีที่ท่อมีระยะสั้นมากๆ หากใช้ท่อตามระยะจริง (ไม่ถึง 2 เมตร) ควรพิจารณาดูค่าแรงดันน้ำยาที่วัดได้ควบคู่กับค่ากระแส ซึ่งถ้าค่าแรงดันที่วัดได้มาคงที่อยู่ที่ระดับเกินกว่า 85 PSIG ขณะที่เดินเครื่องก็ควรปล่อยน้ำยาส่วนเกินออกจากระบบบ้าง เพราะน้ำยาที่มีมากเกินความต้องการ มันก็ย่อมเป็นโหลดหรือเป็นภาระให้คอมเพรสเซอร์มายิ่งขึ้น ส่งผลให้คอมเพรสเซอร์ต้องทำงานหนัก กินไฟมากขึ้น และในระยะยาวก็มีอายุการใช้งานที่สั้นลงกว่าเดิมด้วย

แต่หากเป็นไปได้ถ้าไม่ติดขัดเน้นความสวยงามมากเป็นพิเศษในบริเวณที่วางชุดคอยล์ร้อน การติดแอร์ที่มีระยะของท่อสั้นมาก ท่อส่วนที่เหลือนั้นจะใช้วิธีการขดม้วนเก็บไว้ในบริเวณใกล้ๆชุดคอยล์ร้อน ก็เป็นอีกทางเลือกที่ดีกว่าในด้านประสิทธิภาพ เพราะเราได้ใช้ความยาวท่อที่เหมาะสมที่สุดตามที่ผู้ผลิตกำหนดมา ไม่ต้องมีการปล่อยน้ำยาทิ้งแต่ประการใด ส่วนจะขดท่อได้สวยไม่สวยขึ้นอยู่กับฝีมือช่าง ซึ่งช่างบางรายก็ทำงานออกมาได้เนี๊ยบเก็บงานได้มิดชิด และนอกจากนี้การม้วนท่อส่วนที่เกินไว้ ก็มีข้อดีอีกอย่างคือ ถ้าหากแอร์เครื่องนี้มีการย้ายไปติดที่อื่นในอนาคต การขดท่อม้วนเก็บไว้ก็ช่วยให้ท่อของเดิมสามารถนำไปใช้ร่วมกันได้อีก 





 

Create Date : 13 มีนาคม 2558    
Last Update : 14 มีนาคม 2558 20:29:34 น.  

การซื้อแอร์ที่ใช้ R22 ในตอนนี้


ตามที่หลายๆท่านทราบกันดี ว่าสารทำความเย็นหรือน้ำยาแอร์ ชนิด R-22 จะถูกเลิกผลิตและเลิกใช้งานจนหมดแน่นอนในอนาคต และเมื่อได้ทราบเช่นนี้ ก็ทำให้บางท่านที่กำลังจะเลือกซื้อแอร์เครื่องใหม่ในตอนนี้เกิดความลังเล ว่าจะเลือกแอร์ที่ใช้น้ำยาตัวไหนดี ระหว่าง R-22, R410a และ R-32



ในฐานะที่ผู้เขียนอยู่ในแวดวงด้านแอร์และอะไหล่เครื่องทำความเย็น ก็พอจะทราบเกี่ยวกับรายละเอียดของการเลิกใช้สารทำความเย็นเหล่านี้อยู่บ้าง จากการอบรมหรือการเข้าร่วมฟังการประชุม และจากการค้นคว้าข้อมูลเพิ่มเติม 

ซึ่งตามข้อมูลที่ผู้เขียนทราบมานั้น ก็ถือเป็นเรื่องจริงที่ในอนาคตข้างหน้าสารทำความเย็น R-22 จะไม่มีขายอีกในท้องตลาดบ้านเรา รวมถึงในวันที่ในบ้านเราจะไม่มีการผลิตแอร์ที่ใช้ R-22 และไม่มี R-22 แบบบรรจุถังขายกันในร้านอะไหล่ ซึ่งทั้งหมดนี้ต้องมาถึงสักวันหนึ่งแน่นอนในอนาคต แต่อย่าเพิ่งตกใจไป เพราะถึงมันจะต้องเกิดขึ้นจริง แต่ในบ้านเรานั้นก็ไม่เกิดขึ้นในเร็วๆนี้แน่นอน 

แต่ในตอนนี้ถ้าเป็นประเทศที่พัฒนาแล้วบางประเทศการเลิกใช้ R-22 อย่างเด็ดขาดก็มีผล และเกิดขึ้นจริงแล้ว



ที่มาของแผนการเลิกใช้ R-22 ในประเทศไทย

ที่มาที่ไปของแผนการยกเลิก R-22 ที่ใช้ในประเทศไทย ก็เนื่องมาจากการที่ไทยได้ลงนามในสนธิสัญญาพิธีสารมอนทรีอออล (Montreal Protocol) ซึ่งกำหนดให้ประเทศสมาชิกต้องยกเลิกใช้สารดังกล่าว และในปัจจุบันก็ได้มีการลงนามการเป็นสมาชิกในสนธิสัญญาดังกล่าวแล้ว จำนวนทั้งหมด 178 ประเทศ



ช่วงเวลาที่คาดว่าจะเลิกใช้ R-22 ในประเทศไทย

ในขณะนี้ แอร์ที่ใช้สารทำความเย็น R-22 ยังคงถูกผลิต และจำหน่ายในประเทศไทยอยู่ แต่ตอนนี้ผู้ผลิตแอร์บางยี่ห้อ ก็ได้เริ่มทยอยลดและเลิกการผลิตแอร์ที่ใช้ R-22 ไปบ้างแล้วบางส่วน

ซึ่งแผนการตามนโยบายของกรมโรงงานอุตสาหกรรม มีแผนที่จะต้องการให้ยกเลิกการใช้สารทำความเย็น R-22 ในอนาคต แต่จะลดการใช้แบบค่อยเป็นค่อยไป ตามลำดับขั้น ซึ่งคาดว่าจะใช้วิธีลดการผลิตลดการใช้งานแบบเป็นขั้นบันได ไปจนกระทั่งการผลิตและการใช้งานเป็นศูนย์ในปี 2573

อีกแผนการหนึ่งของสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ก็ได้มีแนวคิดที่จะปรับเปลี่ยน โดยให้เลิกการใช้สารทำความเย็น R-22 ในแอร์ในขนาดต่ำกว่า 24,000 BTU ด้วยเช่นกัน




คำแนะนำเกี่ยวกับการซื้อแอร์ที่ใช้ R-22 ในตอนนี้

สำหรับท่านที่กำลังจะซื้อแอร์ใหม่ในตอนนี้ (พ.ศ. 2558) รวมถึงช่วงอนาคตอันใกล้นี้ หากท่านใดเกิดความลังเลไม่แน่ใจว่าจะซื้อแอร์ที่ใช้สารทำความเย็นตัวไหนดี เพราะส่วนหนึ่งมีเหตุผลจากไม่แน่ใจว่า แอร์เครื่องที่ซื้อตอนนี้ ถ้ายังเป็น R-22 อยู่อีก จะมีผลกระทบหรือไม่ในอนาคต เมื่อถึงวันที่สารทำความเย็น R-22 ถูกยกเลิกการผลิตและการใช้งานแล้ว

ซึ่งผู้เขียนอยากจะบอกว่าไม่ต้องเป็นกังวลจนเกินไป เนื่องด้วย R-22 จะค่อยๆลดการผลิตลงเรื่อยๆ จนเลิกผลิตต้องใช้เวลาหลายปีกว่าจะเลิกผลิตได้จริง และกว่าที่สินค้าที่มีในท้องตลาดจะค่อยๆหมดลงไปก็ต้องใช้เวลาอีกระยะ 

หากพูดถึงแอร์บ้านที่ใช้ R-22 ในตอนนี้ จะเป็นแอร์แยกส่วนขนาดเล็กถึงกลางที่ใช้ในบ้านพักอาศัย (โดยส่วนใหญ่จะมีขนาดไม่เกิน 24,000 BTU) ซึ่งที่ใช้ R-22 ก็มักจะเป็นแอร์รุ่นมาตรฐานของหลายๆแบรนด์ราคาจึงอยู่ในระดับไม่สูงมากนัก แต่พวกรุ่นท็อปที่ราคาแพงสุดของแต่ละแบรนด์ ส่วนใหญ่ก็คือรุ่นอินเวอร์เตอร์ ซึ่งนั่นจะใช้ R-410a เป็นปกติแทบทุกรายแล้ว

แอร์รุ่นมาตรฐานที่ใช้ R-22 ในตอนนี้ หากประเมินกันโดยภาพรวม อายุการใช้งานถึงจุดที่เรียกว่าคุ้มทุนคือเปิดใช้งานเป็นประจำ ต่อเนื่องตลอดระยะเวลาราวๆ 10-12 ปี ก็ถึงจุดคุมทุนแล้ว

ดังนั้นถ้าหากจะซื้อแอร์ใหม่ในตอนนี้ หากแอร์เครื่องนั้นเป็นแอร์ที่ยังคงใช้ R-22 ซึ่งเป็นแอร์แบบที่ต้องการมากสุดและอาจจะมีราคาตามงบที่ตั้งไว้ ในตอนนี้ยังคงสามารถซื้อมาใช้งานได้ไม่ต้องเป็นกังวล ยังไงสารทำความเย็น R-22 ก็ยังจะมีอยู่ในท้องตลาดไม่หายวับหมดตลาดไปในทันทีทันใด  แม้ว่าการผลิตแอร์ขนาดเล็กที่ใช้ R-22 กำลังจะถูกยกเลิกในอีกไม่กี่ปี แต่แนวโน้มในอนาคตยังมีแอร์ที่ใช้ R-22 อยู่อีกมาก ไม่ใช้เท่าแต่แอร์ที่ใช้ในบ้านเท่านั้น ยังไงท้องตลาดก็จะยังคงมีสารทำความเย็น R-22 วางจำหน่ายอยู่ เพื่อรองรับกรณีที่ต้องนำเอา R-22 นำมาเติมในภายหลัง โดยจะมีในท้องตลาดไปอีกเป็นระยะเวลาหลายปีแต่ก็ใช่ว่าแอร์ที่ติดตั้งจะต้องเดิมสารทำความเย็นกันบ่อยๆ เพราะหากติดตั้งมาดีไม่มีการรั่วซึมก็ไม่ต้องเติมเพิ่มในตลอดอายุการใช้งาน

และถึงอย่างไร เมื่อถึงวันที่น้ำยา R-22 จะหมดลงจนไม่เหลืออยู่อีกเลยในท้องตลาดบ้านเรา ดีไม่ดีแอร์เครื่องที่ติดตั้งในวันนี้อาจจะพังหรือหมดอายุการใช้งานก่อนเสียด้วยซ้ำ เพราะแอร์ที่ผลิตออกมาวางจำหน่ายในปัจจุบันโดยรวมแล้ว ไม่ได้ทนทานใช้นานร่วมยี่สิบสามสิบปีเหมือนที่เจอในแอร์ยุคก่อนๆ เพราะส่วนหนึ่งเนื่องมาจากมีการปรับลดประเภทของวัสดุรวมทั้งใช้กระบวนการผลิตที่ง่ายขึ้น มีต้นทุนที่ต่ำลงมาจากเดิม จนสามารถทำราคาขายที่ใครๆก็เป็นเจ้าของกันได้ไม่ยากเหมือนในอดีต


แต่หากท่านใดต้องการมีส่วนร่วมในการช่วยลดการทำลายชั้นบรรยากาศ ตามกระแสรักโลก และเรื่องราคาของแอร์ก็ไม่ใช่ปัญหา ก็สามารถเลือกใช้แอร์ที่เป็นสารทำความเย็น R-410a หรือตัวใหม่ล่าสุดที่เพิ่งเข้ามาอย่าง R-32 ก็ถือเป็นคำตอบที่ดีหากอยากมีส่วนร่วมด้านสิ่งแวดล้อม เรียกว่าผู้ใช้ท่านใดที่มีความพร้อมมากกว่าก็สามารถเปลี่ยนก่อนได้ แต่ผู้ใช้ท่านใดที่อาจจะยังมีความพร้อมไม่มากนัก ก็ยังคงเลือกใช้ R-22 ได้อยู่ในตอนนี้


แม้ว่าจะมีข่าวประกาศออกมาว่าจะระงับหรือจะเลิกในปีนั้นปีนี้ แต่นั่นก็คือแผนดำเนินการในอนาคตที่ได้ตกลงกันในขั้นต้น ในความเป็นจริงของการลดใช้สารทำความเย็น R-22 ในบ้านเรา การเลิกใช้นั้นจะต้องทำแบบค่อยเป็นค่อยไป รอจนหมดยุคแอร์ที่ใช้ R-22 ซึ่งต้องใช้เวลาอีกหลายปี ความเป็นไปได้ที่จะมีการประกาศให้เลิกใช้แบบเด็ดขาดในทันทีทันใดหรือในช่วงแค่ไม่กี่ปียังเป็นไปได้ยากในบ้านเรา เพราะสภาพเศรษฐกิจของบ้านเรายังไม่เหมือนกับประเทศที่พัฒนาแล้วบางประเทศ ซึ่งประเทศพวกนั้นสามารถประการเลิกใช้ R-22 ได้สำเร็จทั้งประเทศโดยใช้ระยะเวลาเพียงไม่นานนัก หรือแทบจะทันทีทันใด เพราะประเทศเหล่านั้น ภาครัฐเขาช่วยอุดหนุนงบประมาณที่เกี่ยวกับพลังงานสะอาดหรือด้านสิ่งแวดล้อมอย่างเต็มที่ (อาจจะเพราะเขามีเงินเหลือ) และมาตรฐานด้านการให้บริการของทีมช่างในประเทศเหล่านั้นก็มีความพร้อมกว่า มีมาตรฐานในการปฏิบัติงานที่ดีกว่า จึงทำให้การยกเลิกการใช้งานสามารถทำให้สำเร็จได้โดยใช้ระยะเวลาไม่นาน

ต่างจากช่างแอร์ในบ้านเรา โดยเฉพาะรายย่อยที่อยู่ตามท้องถิ่นต่างๆ ซึ่งการเข้าถึงข้อมูลที่ถูกต้องเกี่ยวกับสารทำความเย็นตัวใหม่ๆ ยังมีอยู่ในวงจำกัดเฉพาะร้านผู้แทนจำหน่ายและศูนย์บริการของยี่ห้อนั้นๆ



และนี่ก็เป็นความเห็น ในฐานะที่ผู้เขียนเองก็เป็นบุคคลหนึ่งซึ่งอยู่ในกลุ่มของผู้ประกอบการที่เกียวข้องโดยตรง กับแอร์ที่ใช้กันในอาคารบ้านเรือนทั่วๆไป ซึ่งพอจะทราบข้อมูลอยู่บ้างจากการเข้าร่วมพูดคุยกับกลุ่มผู้ที่อยู่ในแวดวงเดี๋ยวกัน และผู้ที่อยู่ในแวดวงที่เกี่ยวข้อง รวมถึงการเข้าร่วมการอบรมสัมมนาในฐานะที่เป็นหนึ่งในผู้แทนจำหน่าย 




 

Create Date : 23 กุมภาพันธ์ 2558    
Last Update : 23 กุมภาพันธ์ 2558 11:03:21 น.  

การหุ้มฉนวนให้กับท่อแอร์


วัตถุประสงค์หลักของการหุ้มฉนวนให้กับท่อแอร์ ในกรณีของแอร์แบบแยกส่วนที่ใช้กันทั่วไปนั้น ก็เพื่อป้องการการสูญเสียความเย็นโดยเปล่าประโยชน์ ในระหว่างทาง ซึ่งยังทำให้แอร์ทำงานหนักขึ้นโดยไม่จำเป็นอีกด้วย และยังป้องกันการเกอดหยดน้ำที่ผิวท่อ




โดยจากที่ได้เคยพูดถึงคุณสมบัติของฉนวนที่ใช้หุ้มท่อแอร์ไปแล้ว ในบทความชุดก่อน ตามลิงค์นี้ >>> ฉนวนหุ้มท่อน้ำยาแอร์ <<< 

และในบทความชุดนี้ก็จะขอพูดต่อ เกี่ยวกับการนำฉนวนมาหุ้มมาใช้กับท่อน้ำยาแอร์ที่ติดตั้ง โดยแอร์แยกส่วนในปัจจุบัน ก็มีให้เลือกใช้กันหลายรูปแบบแบ่งตามรูปแบบของชุดคอยล์เย็น ไม่ว่าจะเป็น แอร์แบบติดผนัง, แอร์แบบตั้ง/แขวน, แอร์แบบตู้ตั้งพื้น, แอร์แบบฝังฝ้าเพดาน และ แอร์แบบซ่อนในฝ้า โดยการหุ้มฉนวนของท่อน้ำยาแอร์แยกส่วนแต่ละแบบ ก็มีข้อแตกต่างกันอยู่บ้าง ตามระบบการทำงานของแอร์แต่ละแบบที่มีข้อแตกต่างกันอยู่นั่นเอง

ในการติดตั้งแอร์แยกส่วนนั้นรูปแบบการติดตั้งท่อน้ำยา โดยหลักๆแล้ว สามารถแบ่งออกได้สองรูปแบบ คือแบบที่ต้องหุ้มฉนวนไว้ทั้งสองท่อ กับ แบบที่หุ้มฉนวนเพียงท่อเดียว


ท่อน้ำยาแบบที่ต้องหุ้มฉนวนไว้ทั้งสองท่อ

กรณีของการเดินท่อน้ำยาแอร์ที่ต้องหุ้มฉนวนไว้ทั้งสองท่อ จะเป็นกรณีที่ใช้กับแอร์แบบที่ติดตั้งอุปกรณ์ลดแรงดันน้ำยาไว้ที่ส่วนของชุดตอยล์ร้อน ซึ่งก็ได้แก่แอร์แบบติดผนัง (Wall Type)

เพราะว่าแอร์แบบติดผนัง มีการออกแบบให้อุปกรณ์ลดแรงดันน้ำยา ซึ่งส่วนใหญ่นั้นจะใช้เป็นท่อรูเข็ม (Cap Tube) ติดตั้งอยู่ด้านในของชุดคอยล์ร้อน (Condensing Unit) นี่จึงทำให้น้ำยาที่ไหลออกจากแผงควบแน่น จะมาเข้าสู่กระบวนการลดแรงดันทันที และเกิดการระเหยขึ้นหลังจากทีออกมาจากอุปกรณ์ลดแรงดันที่ว่านี้


ซึ่งตามหลักการทำความเย็นโดยใช้สารทำความเย็นนั้น กระบวนการระเหยของน้ำยาแอร์ที่ถูกลดแรงดันแล้ว จะต้องอาศัยพลังงานในการเปลี่ยนสถานะ พลังงานในส่วนนี้ก็คือความร้อนที่อยู่โดยรอบนั่นเอง ซึ่งความร้อนจะถูกนำมาใช้เปลี่ยนสถานะของน้ำยา ทำให้บริเวณโดยรอบมีอุณหภูมิที่ต่ำลง เกิดการทำความเย็นขึ้นในส่วนนั้น

และนี่จึงทำให้ท่อแอร์ที่ส่งน้ำยาเข้าสู่คอยล์เย็น ซึ่งก็คือท่อทางอัด (Discharge Line) หรือท่อเล็ก มีความเย็นเกิดขึ้นที่ผิวภายนอกของท่อ ซึ่งจำเป็นจะต้องหุ้มฉนวนไว้ เพื่อไม่ให้เกิดการสูญเสียความเย็นระหว่างทางที่น้ำยาถูกส่งเข้าสู่คอยล์เย็น และป้องกันการเกิดหยดน้ำเกาะตามท่อ

และในส่วนของท่ออีกท่อ ซึ่งก็คือท่อทางดูด (Suction Line) หรือท่อใหญ่ ที่เป็นท่อสำหรับดูดสารทำความเย็นที่ออกจากคอยล์เย็น เพื่อนำกลับเข้ามาอัดใหม่ด้วยคอมเพรสเซอร์ แม้ว่าน้ำยาที่ไหลในท่อนี้ จะผ่านการและเปลี่ยนความร้อนที่คอยล์เย็นเป็นที่เรียบร้อยแล้ว แต่มันก็ยังมีอุณหภูมิที่ต่ำอยู่ ซึ่งท่อด้านนี้ก็ยังจำเป็นต้องหุ้มด้วยฉนวนเช่นกัน เพื่อป้องกันไม่ให้แอร์ทำงานหนักเกินไปโดยไม่จำเป็น และป้องกันการเกิดหยดน้ำเกาะตามท่อ


ท่อน้ำยาของแอร์แบบที่หุ้มฉนวนเพียงท่อเดียว

สำหรับแอร์ แบบตั้ง/แขวน (Floor/Ceiling Type), แบบตู้ตั้งพื้น(Floor Standing Type) รวมทั้งแอร์แบบติดเพดาน (Cassette Type)



โดยส่วนใหญ่แล้วแอร์เหล่านี้มักจะติดตั้งอุปกรณ์ลดแรงดันน้ำยาไว้ภายในชุดคอยล์เย็น ที่ติดตั้งภายในอาคาร โดยอุปกรณ์ลดแรงดันน้ำยาที่ใช้ก็มักจะเป็นท่อรูเข็ม (Cap Tube) แบบเดียวกับที่ใช้ในแอร์ติดผนัง แต่ในบางครั้งก็อาจจะใช้อุปกรณ์ลดแรงดันน้ำยาแบบ เอ็กซ์แพนชั่นวาล์ว (Expansion Valve) ซึ่งก็ขึ้นอยู่กับการออกแบบของผู้ผลิต



ไม่ว่าจะใช้อุปกรณ์ชนิดไหนก็ตาม แต่เมื่ออุปกรณ์ลดแรงดันน้ำยาแอร์มาติดตั้งในชุดคอยล์เย็นแล้ว นั่นก็หมายถึง กระบวนการเกิดความเย็นก็จะเริ่มที่ชุดคอยล์เย็น และถ้าหากท่านใดเคยสังเกตในช่วงที่เปิดแอร์ใหม่ๆหลังจากที่คอยล์ร้อนภายนอกอาคารเริ่มทำงานแล้ว ก็มักจะได้ยินเสียงฉีดซึ่งเป็นเสียงจากกระบวนการลดแรงดันน้ำยาที่เกิดขึ้นในส่วนของชุดคอยล์เย็นนั่นเอง

เมื่อกระบวนการในขั้นตอนการลดแรงดันของน้ำยาแอร์ มาเกิดที่ส่วนของชุดคอยล์เย็น ท่อทางอัด (Discharge Line) หรือท่อเล็ก ที่ส่งน้ำยาออกมาจากชุดคอยล์ร้อน ก็จะส่งน้ำยาที่มีสถานะเป็นของเหลวแรงดันสูงและอุณหภูมิสูง เข้าสู่คอยล์เย็น

ทำให้ท่อเล็กของแอร์ประเภทที่มีอุปกรณ์ลดแรงดันอยู่ในชุดคอยล์เย็น เป็นท่อที่มีอุณหภูมิสูง ท่อนี้จึงไม่จำเป็นที่จะต้องหุ้มฉนวนให้สิ้นเปลือง และไม่ต้องกลัวว่ามันจะสูญเสียความร้อนในท่อด้านนี้ เพราะความร้อนของน้ำยานั้นเกิดจากการที่น้ำยาถูกอัดออกมาจากคอมเพรสเซอร์นั้น ยังไงเราก็ต้องการดึงความร้อนออกจากน้ำยาที่ไหลในด้านนี้อยู่แล้ว

แต่สำหรับท่อทางดูด (Suction Line) หรือท่อใหญ่ ที่มีน้ำยาไหลจากคอยล์เย็นกลับเข้าสู้คอมเพรสเซอร์ ท่อด้านนี้ยังคงมีอุณหภูมิต่ำอยู่ จึงเป็นท่อเดียวที่ต้องหุ้มด้วยฉนวน ซึ่งถ้าไม่หุ้มด้วยฉนวนจะทำให้แอร์ต้องทำงานหนักขึ้น และมีหยดน้ำเกาะที่ผิวของท่อ



รายละเอียดเพิ่มเติมในการติดตั้งฉนวนหุ้มท่อ

การติดตั้งฉนวนหุ้มท่อแอร์นั้น หากเป็นท่อแอร์ที่ไม่ได้หุ้มฉนวนมาพร้อมตั้งแต่แรก จะต้องสวมฉนวนเข้ากับท่อทองแดงก่อนที่ท่อจะถูกต่อเข้ากับตัวเครื่อง หลีกเลี่ยงการหุ้มฉนวนให้กับท่อ โดยใช้วิธีการกรีดเพื่อผ่าฉนวนออกตามยาวเพราะคุณสมบัติของฉนวนจะเสียไป


หากต้องการต่อฉนวนหุ้มท่อในกรณีที่มีความยาวไม่เพียงพอนั้น ส่วนที่ต่อจะต้องทำกาวสำหรับฉนวน เพื่อให้ความเป็นฉนวนมีอย่างต่อเนื่องและกันน้ำหยดในส่วนรอยต่อ



การซ่อมแซมฉนวนที่ฉีกขาดหรือการปะฉนวนที่ถูกกรีดตามแนวยาว ควรใช้ฉนวนชนิดเทปที่มาพร้อมกับกาวในตัวติดเข้าไปในจุดที่ฉีกขาด หรือใช้ติดในบริเวณที่ฉนวนต่างชนิดมาเจอกัน



การพันเก็บงานท่อแอร์ด้วยเทปไวนิล ควรพันให้แน่นแบบพอประมาณ ไม่ควรพันรัดแน่นจนเกินไป เพราะหากพันแน่นเกิน จะทำให้ช่องว่างที่เป็นช่องอากาศภายในเนื้อฉนวนถูกบีบอัดจนบี้แบน และมีผลให้คุณสมบัติของการเป็นฉนวนเสียไปจากเดิม ความสามรถในการป้องกันการสูญเสียความเย็นอาจจะไม่ดีเท่าที่ควร

สังเกตุได้ง่ายๆ หากท่อแอร์ถูกพันรวบจนแน่นเกินไป ในขณะที่แอร์ทำงาน จะเห็นได้ชัดว่ามีหยดน้ำจำนวนมากเกาะรอบๆผิวนอกของท่อแอร์ ซึ่งก็เป็นผลมาจากความเย็นจากท่อได้ผ่านฉนวนออกมา เพราะว่าฉนวนถูกรัดจนคุณสมบัติความเป็นฉนวนส่วนหนึ่งเสียไป





 

Create Date : 07 กุมภาพันธ์ 2558    
Last Update : 7 กุมภาพันธ์ 2558 10:32:32 น.  

1  2  3  4  5  6  7  
KanichiKoong
Location :
สงขลา Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 126 คน [?]




ช่องทางการติดต่อผู้จัดทำ

- หลังไมค์
- E-mail : aum_tawatchai@hotmail.com
-------------------------------------
-------------------------------------
New Comments
Friends' blogs
[Add KanichiKoong's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.