สาระน่ารู้เกี่ยวกับ แอร์บ้าน และระบบไฟฟ้าในบ้าน
Group Blog
 
All blogs
 

การซื้อแอร์ที่ใช้ R22 ในตอนนี้


ตามที่หลายๆท่านทราบกันดี ว่าสารทำความเย็นหรือน้ำยาแอร์ ชนิด R-22 จะถูกเลิกผลิตและเลิกใช้งานจนหมดแน่นอนในอนาคต และเมื่อได้ทราบเช่นนี้ ก็ทำให้บางท่านที่กำลังจะเลือกซื้อแอร์เครื่องใหม่ในตอนนี้เกิดความลังเล ว่าจะเลือกแอร์ที่ใช้น้ำยาตัวไหนดี ระหว่าง R-22, R410a และ R-32



ในฐานะที่ผู้เขียนอยู่ในแวดวงด้านแอร์และอะไหล่เครื่องทำความเย็น ก็พอจะทราบเกี่ยวกับรายละเอียดของการเลิกใช้สารทำความเย็นเหล่านี้อยู่บ้าง จากการอบรมหรือการเข้าร่วมฟังการประชุม และจากการค้นคว้าข้อมูลเพิ่มเติม 

ซึ่งตามข้อมูลที่ผู้เขียนทราบมานั้น ก็ถือเป็นเรื่องจริงที่ในอนาคตข้างหน้าสารทำความเย็น R-22 จะไม่มีขายอีกในท้องตลาดบ้านเรา รวมถึงในวันที่ในบ้านเราจะไม่มีการผลิตแอร์ที่ใช้ R-22 และไม่มี R-22 แบบบรรจุถังขายกันในร้านอะไหล่ ซึ่งทั้งหมดนี้ต้องมาถึงสักวันหนึ่งแน่นอนในอนาคต แต่อย่าเพิ่งตกใจไป เพราะถึงมันจะต้องเกิดขึ้นจริง แต่ในบ้านเรานั้นก็ไม่เกิดขึ้นในเร็วๆนี้แน่นอน 

แต่ในตอนนี้ถ้าเป็นประเทศที่พัฒนาแล้วบางประเทศการเลิกใช้ R-22 อย่างเด็ดขาดก็มีผล และเกิดขึ้นจริงแล้ว



ที่มาของแผนการเลิกใช้ R-22 ในประเทศไทย

ที่มาที่ไปของแผนการยกเลิก R-22 ที่ใช้ในประเทศไทย ก็เนื่องมาจากการที่ไทยได้ลงนามในสนธิสัญญาพิธีสารมอนทรีอออล (Montreal Protocol) ซึ่งกำหนดให้ประเทศสมาชิกต้องยกเลิกใช้สารดังกล่าว และในปัจจุบันก็ได้มีการลงนามการเป็นสมาชิกในสนธิสัญญาดังกล่าวแล้ว จำนวนทั้งหมด 178 ประเทศ



ช่วงเวลาที่คาดว่าจะเลิกใช้ R-22 ในประเทศไทย

ในขณะนี้ แอร์ที่ใช้สารทำความเย็น R-22 ยังคงถูกผลิต และจำหน่ายในประเทศไทยอยู่ แต่ตอนนี้ผู้ผลิตแอร์บางยี่ห้อ ก็ได้เริ่มทยอยลดและเลิกการผลิตแอร์ที่ใช้ R-22 ไปบ้างแล้วบางส่วน

ซึ่งแผนการตามนโยบายของกรมโรงงานอุตสาหกรรม มีแผนที่จะต้องการให้ยกเลิกการใช้สารทำความเย็น R-22 ในอนาคต แต่จะลดการใช้แบบค่อยเป็นค่อยไป ตามลำดับขั้น ซึ่งคาดว่าจะใช้วิธีลดการผลิตลดการใช้งานแบบเป็นขั้นบันได ไปจนกระทั่งการผลิตและการใช้งานเป็นศูนย์ในปี 2573

อีกแผนการหนึ่งของสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ก็ได้มีแนวคิดที่จะปรับเปลี่ยน โดยให้เลิกการใช้สารทำความเย็น R-22 ในแอร์ในขนาดต่ำกว่า 24,000 BTU ด้วยเช่นกัน




คำแนะนำเกี่ยวกับการซื้อแอร์ที่ใช้ R-22 ในตอนนี้

สำหรับท่านที่กำลังจะซื้อแอร์ใหม่ในตอนนี้ (พ.ศ. 2558) รวมถึงช่วงอนาคตอันใกล้นี้ หากท่านใดเกิดความลังเลไม่แน่ใจว่าจะซื้อแอร์ที่ใช้สารทำความเย็นตัวไหนดี เพราะส่วนหนึ่งมีเหตุผลจากไม่แน่ใจว่า แอร์เครื่องที่ซื้อตอนนี้ ถ้ายังเป็น R-22 อยู่อีก จะมีผลกระทบหรือไม่ในอนาคต เมื่อถึงวันที่สารทำความเย็น R-22 ถูกยกเลิกการผลิตและการใช้งานแล้ว

ซึ่งผู้เขียนอยากจะบอกว่าไม่ต้องเป็นกังวลจนเกินไป เนื่องด้วย R-22 จะค่อยๆลดการผลิตลงเรื่อยๆ จนเลิกผลิตต้องใช้เวลาหลายปีกว่าจะเลิกผลิตได้จริง และกว่าที่สินค้าที่มีในท้องตลาดจะค่อยๆหมดลงไปก็ต้องใช้เวลาอีกระยะ 

หากพูดถึงแอร์บ้านที่ใช้ R-22 ในตอนนี้ จะเป็นแอร์แยกส่วนขนาดเล็กถึงกลางที่ใช้ในบ้านพักอาศัย (โดยส่วนใหญ่จะมีขนาดไม่เกิน 24,000 BTU) ซึ่งที่ใช้ R-22 ก็มักจะเป็นแอร์รุ่นมาตรฐานของหลายๆแบรนด์ราคาจึงอยู่ในระดับไม่สูงมากนัก แต่พวกรุ่นท็อปที่ราคาแพงสุดของแต่ละแบรนด์ ส่วนใหญ่ก็คือรุ่นอินเวอร์เตอร์ ซึ่งนั่นจะใช้ R-410a เป็นปกติแทบทุกรายแล้ว

แอร์รุ่นมาตรฐานที่ใช้ R-22 ในตอนนี้ หากประเมินกันโดยภาพรวม อายุการใช้งานถึงจุดที่เรียกว่าคุ้มทุนคือเปิดใช้งานเป็นประจำ ต่อเนื่องตลอดระยะเวลาราวๆ 10-12 ปี ก็ถึงจุดคุมทุนแล้ว

ดังนั้นถ้าหากจะซื้อแอร์ใหม่ในตอนนี้ หากแอร์เครื่องนั้นเป็นแอร์ที่ยังคงใช้ R-22 ซึ่งเป็นแอร์แบบที่ต้องการมากสุดและอาจจะมีราคาตามงบที่ตั้งไว้ ในตอนนี้ยังคงสามารถซื้อมาใช้งานได้ไม่ต้องเป็นกังวล ยังไงสารทำความเย็น R-22 ก็ยังจะมีอยู่ในท้องตลาดไม่หายวับหมดตลาดไปในทันทีทันใด  แม้ว่าการผลิตแอร์ขนาดเล็กที่ใช้ R-22 กำลังจะถูกยกเลิกในอีกไม่กี่ปี แต่แนวโน้มในอนาคตยังมีแอร์ที่ใช้ R-22 อยู่อีกมาก ไม่ใช้เท่าแต่แอร์ที่ใช้ในบ้านเท่านั้น ยังไงท้องตลาดก็จะยังคงมีสารทำความเย็น R-22 วางจำหน่ายอยู่ เพื่อรองรับกรณีที่ต้องนำเอา R-22 นำมาเติมในภายหลัง โดยจะมีในท้องตลาดไปอีกเป็นระยะเวลาหลายปีแต่ก็ใช่ว่าแอร์ที่ติดตั้งจะต้องเดิมสารทำความเย็นกันบ่อยๆ เพราะหากติดตั้งมาดีไม่มีการรั่วซึมก็ไม่ต้องเติมเพิ่มในตลอดอายุการใช้งาน

และถึงอย่างไร เมื่อถึงวันที่น้ำยา R-22 จะหมดลงจนไม่เหลืออยู่อีกเลยในท้องตลาดบ้านเรา ดีไม่ดีแอร์เครื่องที่ติดตั้งในวันนี้อาจจะพังหรือหมดอายุการใช้งานก่อนเสียด้วยซ้ำ เพราะแอร์ที่ผลิตออกมาวางจำหน่ายในปัจจุบันโดยรวมแล้ว ไม่ได้ทนทานใช้นานร่วมยี่สิบสามสิบปีเหมือนที่เจอในแอร์ยุคก่อนๆ เพราะส่วนหนึ่งเนื่องมาจากมีการปรับลดประเภทของวัสดุรวมทั้งใช้กระบวนการผลิตที่ง่ายขึ้น มีต้นทุนที่ต่ำลงมาจากเดิม จนสามารถทำราคาขายที่ใครๆก็เป็นเจ้าของกันได้ไม่ยากเหมือนในอดีต


แต่หากท่านใดต้องการมีส่วนร่วมในการช่วยลดการทำลายชั้นบรรยากาศ ตามกระแสรักโลก และเรื่องราคาของแอร์ก็ไม่ใช่ปัญหา ก็สามารถเลือกใช้แอร์ที่เป็นสารทำความเย็น R-410a หรือตัวใหม่ล่าสุดที่เพิ่งเข้ามาอย่าง R-32 ก็ถือเป็นคำตอบที่ดีหากอยากมีส่วนร่วมด้านสิ่งแวดล้อม เรียกว่าผู้ใช้ท่านใดที่มีความพร้อมมากกว่าก็สามารถเปลี่ยนก่อนได้ แต่ผู้ใช้ท่านใดที่อาจจะยังมีความพร้อมไม่มากนัก ก็ยังคงเลือกใช้ R-22 ได้อยู่ในตอนนี้


แม้ว่าจะมีข่าวประกาศออกมาว่าจะระงับหรือจะเลิกในปีนั้นปีนี้ แต่นั่นก็คือแผนดำเนินการในอนาคตที่ได้ตกลงกันในขั้นต้น ในความเป็นจริงของการลดใช้สารทำความเย็น R-22 ในบ้านเรา การเลิกใช้นั้นจะต้องทำแบบค่อยเป็นค่อยไป รอจนหมดยุคแอร์ที่ใช้ R-22 ซึ่งต้องใช้เวลาอีกหลายปี ความเป็นไปได้ที่จะมีการประกาศให้เลิกใช้แบบเด็ดขาดในทันทีทันใดหรือในช่วงแค่ไม่กี่ปียังเป็นไปได้ยากในบ้านเรา เพราะสภาพเศรษฐกิจของบ้านเรายังไม่เหมือนกับประเทศที่พัฒนาแล้วบางประเทศ ซึ่งประเทศพวกนั้นสามารถประการเลิกใช้ R-22 ได้สำเร็จทั้งประเทศโดยใช้ระยะเวลาเพียงไม่นานนัก หรือแทบจะทันทีทันใด เพราะประเทศเหล่านั้น ภาครัฐเขาช่วยอุดหนุนงบประมาณที่เกี่ยวกับพลังงานสะอาดหรือด้านสิ่งแวดล้อมอย่างเต็มที่ (อาจจะเพราะเขามีเงินเหลือ) และมาตรฐานด้านการให้บริการของทีมช่างในประเทศเหล่านั้นก็มีความพร้อมกว่า มีมาตรฐานในการปฏิบัติงานที่ดีกว่า จึงทำให้การยกเลิกการใช้งานสามารถทำให้สำเร็จได้โดยใช้ระยะเวลาไม่นาน

ต่างจากช่างแอร์ในบ้านเรา โดยเฉพาะรายย่อยที่อยู่ตามท้องถิ่นต่างๆ ซึ่งการเข้าถึงข้อมูลที่ถูกต้องเกี่ยวกับสารทำความเย็นตัวใหม่ๆ ยังมีอยู่ในวงจำกัดเฉพาะร้านผู้แทนจำหน่ายและศูนย์บริการของยี่ห้อนั้นๆ



และนี่ก็เป็นความเห็น ในฐานะที่ผู้เขียนเองก็เป็นบุคคลหนึ่งซึ่งอยู่ในกลุ่มของผู้ประกอบการที่เกียวข้องโดยตรง กับแอร์ที่ใช้กันในอาคารบ้านเรือนทั่วๆไป ซึ่งพอจะทราบข้อมูลอยู่บ้างจากการเข้าร่วมพูดคุยกับกลุ่มผู้ที่อยู่ในแวดวงเดี๋ยวกัน และผู้ที่อยู่ในแวดวงที่เกี่ยวข้อง รวมถึงการเข้าร่วมการอบรมสัมมนาในฐานะที่เป็นหนึ่งในผู้แทนจำหน่าย 




 

Create Date : 23 กุมภาพันธ์ 2558    
Last Update : 23 กุมภาพันธ์ 2558 11:03:21 น.  

การหุ้มฉนวนให้กับท่อแอร์


วัตถุประสงค์หลักของการหุ้มฉนวนให้กับท่อแอร์ ในกรณีของแอร์แบบแยกส่วนที่ใช้กันทั่วไปนั้น ก็เพื่อป้องการการสูญเสียความเย็นโดยเปล่าประโยชน์ ในระหว่างทาง ซึ่งยังทำให้แอร์ทำงานหนักขึ้นโดยไม่จำเป็นอีกด้วย และยังป้องกันการเกอดหยดน้ำที่ผิวท่อ




โดยจากที่ได้เคยพูดถึงคุณสมบัติของฉนวนที่ใช้หุ้มท่อแอร์ไปแล้ว ในบทความชุดก่อน ตามลิงค์นี้ >>> ฉนวนหุ้มท่อน้ำยาแอร์ <<< 

และในบทความชุดนี้ก็จะขอพูดต่อ เกี่ยวกับการนำฉนวนมาหุ้มมาใช้กับท่อน้ำยาแอร์ที่ติดตั้ง โดยแอร์แยกส่วนในปัจจุบัน ก็มีให้เลือกใช้กันหลายรูปแบบแบ่งตามรูปแบบของชุดคอยล์เย็น ไม่ว่าจะเป็น แอร์แบบติดผนัง, แอร์แบบตั้ง/แขวน, แอร์แบบตู้ตั้งพื้น, แอร์แบบฝังฝ้าเพดาน และ แอร์แบบซ่อนในฝ้า โดยการหุ้มฉนวนของท่อน้ำยาแอร์แยกส่วนแต่ละแบบ ก็มีข้อแตกต่างกันอยู่บ้าง ตามระบบการทำงานของแอร์แต่ละแบบที่มีข้อแตกต่างกันอยู่นั่นเอง

ในการติดตั้งแอร์แยกส่วนนั้นรูปแบบการติดตั้งท่อน้ำยา โดยหลักๆแล้ว สามารถแบ่งออกได้สองรูปแบบ คือแบบที่ต้องหุ้มฉนวนไว้ทั้งสองท่อ กับ แบบที่หุ้มฉนวนเพียงท่อเดียว


ท่อน้ำยาแบบที่ต้องหุ้มฉนวนไว้ทั้งสองท่อ

กรณีของการเดินท่อน้ำยาแอร์ที่ต้องหุ้มฉนวนไว้ทั้งสองท่อ จะเป็นกรณีที่ใช้กับแอร์แบบที่ติดตั้งอุปกรณ์ลดแรงดันน้ำยาไว้ที่ส่วนของชุดตอยล์ร้อน ซึ่งก็ได้แก่แอร์แบบติดผนัง (Wall Type)

เพราะว่าแอร์แบบติดผนัง มีการออกแบบให้อุปกรณ์ลดแรงดันน้ำยา ซึ่งส่วนใหญ่นั้นจะใช้เป็นท่อรูเข็ม (Cap Tube) ติดตั้งอยู่ด้านในของชุดคอยล์ร้อน (Condensing Unit) นี่จึงทำให้น้ำยาที่ไหลออกจากแผงควบแน่น จะมาเข้าสู่กระบวนการลดแรงดันทันที และเกิดการระเหยขึ้นหลังจากทีออกมาจากอุปกรณ์ลดแรงดันที่ว่านี้


ซึ่งตามหลักการทำความเย็นโดยใช้สารทำความเย็นนั้น กระบวนการระเหยของน้ำยาแอร์ที่ถูกลดแรงดันแล้ว จะต้องอาศัยพลังงานในการเปลี่ยนสถานะ พลังงานในส่วนนี้ก็คือความร้อนที่อยู่โดยรอบนั่นเอง ซึ่งความร้อนจะถูกนำมาใช้เปลี่ยนสถานะของน้ำยา ทำให้บริเวณโดยรอบมีอุณหภูมิที่ต่ำลง เกิดการทำความเย็นขึ้นในส่วนนั้น

และนี่จึงทำให้ท่อแอร์ที่ส่งน้ำยาเข้าสู่คอยล์เย็น ซึ่งก็คือท่อทางอัด (Discharge Line) หรือท่อเล็ก มีความเย็นเกิดขึ้นที่ผิวภายนอกของท่อ ซึ่งจำเป็นจะต้องหุ้มฉนวนไว้ เพื่อไม่ให้เกิดการสูญเสียความเย็นระหว่างทางที่น้ำยาถูกส่งเข้าสู่คอยล์เย็น และป้องกันการเกิดหยดน้ำเกาะตามท่อ

และในส่วนของท่ออีกท่อ ซึ่งก็คือท่อทางดูด (Suction Line) หรือท่อใหญ่ ที่เป็นท่อสำหรับดูดสารทำความเย็นที่ออกจากคอยล์เย็น เพื่อนำกลับเข้ามาอัดใหม่ด้วยคอมเพรสเซอร์ แม้ว่าน้ำยาที่ไหลในท่อนี้ จะผ่านการและเปลี่ยนความร้อนที่คอยล์เย็นเป็นที่เรียบร้อยแล้ว แต่มันก็ยังมีอุณหภูมิที่ต่ำอยู่ ซึ่งท่อด้านนี้ก็ยังจำเป็นต้องหุ้มด้วยฉนวนเช่นกัน เพื่อป้องกันไม่ให้แอร์ทำงานหนักเกินไปโดยไม่จำเป็น และป้องกันการเกิดหยดน้ำเกาะตามท่อ


ท่อน้ำยาของแอร์แบบที่หุ้มฉนวนเพียงท่อเดียว

สำหรับแอร์ แบบตั้ง/แขวน (Floor/Ceiling Type), แบบตู้ตั้งพื้น(Floor Standing Type) รวมทั้งแอร์แบบติดเพดาน (Cassette Type)



โดยส่วนใหญ่แล้วแอร์เหล่านี้มักจะติดตั้งอุปกรณ์ลดแรงดันน้ำยาไว้ภายในชุดคอยล์เย็น ที่ติดตั้งภายในอาคาร โดยอุปกรณ์ลดแรงดันน้ำยาที่ใช้ก็มักจะเป็นท่อรูเข็ม (Cap Tube) แบบเดียวกับที่ใช้ในแอร์ติดผนัง แต่ในบางครั้งก็อาจจะใช้อุปกรณ์ลดแรงดันน้ำยาแบบ เอ็กซ์แพนชั่นวาล์ว (Expansion Valve) ซึ่งก็ขึ้นอยู่กับการออกแบบของผู้ผลิต



ไม่ว่าจะใช้อุปกรณ์ชนิดไหนก็ตาม แต่เมื่ออุปกรณ์ลดแรงดันน้ำยาแอร์มาติดตั้งในชุดคอยล์เย็นแล้ว นั่นก็หมายถึง กระบวนการเกิดความเย็นก็จะเริ่มที่ชุดคอยล์เย็น และถ้าหากท่านใดเคยสังเกตในช่วงที่เปิดแอร์ใหม่ๆหลังจากที่คอยล์ร้อนภายนอกอาคารเริ่มทำงานแล้ว ก็มักจะได้ยินเสียงฉีดซึ่งเป็นเสียงจากกระบวนการลดแรงดันน้ำยาที่เกิดขึ้นในส่วนของชุดคอยล์เย็นนั่นเอง

เมื่อกระบวนการในขั้นตอนการลดแรงดันของน้ำยาแอร์ มาเกิดที่ส่วนของชุดคอยล์เย็น ท่อทางอัด (Discharge Line) หรือท่อเล็ก ที่ส่งน้ำยาออกมาจากชุดคอยล์ร้อน ก็จะส่งน้ำยาที่มีสถานะเป็นของเหลวแรงดันสูงและอุณหภูมิสูง เข้าสู่คอยล์เย็น

ทำให้ท่อเล็กของแอร์ประเภทที่มีอุปกรณ์ลดแรงดันอยู่ในชุดคอยล์เย็น เป็นท่อที่มีอุณหภูมิสูง ท่อนี้จึงไม่จำเป็นที่จะต้องหุ้มฉนวนให้สิ้นเปลือง และไม่ต้องกลัวว่ามันจะสูญเสียความร้อนในท่อด้านนี้ เพราะความร้อนของน้ำยานั้นเกิดจากการที่น้ำยาถูกอัดออกมาจากคอมเพรสเซอร์นั้น ยังไงเราก็ต้องการดึงความร้อนออกจากน้ำยาที่ไหลในด้านนี้อยู่แล้ว

แต่สำหรับท่อทางดูด (Suction Line) หรือท่อใหญ่ ที่มีน้ำยาไหลจากคอยล์เย็นกลับเข้าสู้คอมเพรสเซอร์ ท่อด้านนี้ยังคงมีอุณหภูมิต่ำอยู่ จึงเป็นท่อเดียวที่ต้องหุ้มด้วยฉนวน ซึ่งถ้าไม่หุ้มด้วยฉนวนจะทำให้แอร์ต้องทำงานหนักขึ้น และมีหยดน้ำเกาะที่ผิวของท่อ



รายละเอียดเพิ่มเติมในการติดตั้งฉนวนหุ้มท่อ

การติดตั้งฉนวนหุ้มท่อแอร์นั้น หากเป็นท่อแอร์ที่ไม่ได้หุ้มฉนวนมาพร้อมตั้งแต่แรก จะต้องสวมฉนวนเข้ากับท่อทองแดงก่อนที่ท่อจะถูกต่อเข้ากับตัวเครื่อง หลีกเลี่ยงการหุ้มฉนวนให้กับท่อ โดยใช้วิธีการกรีดเพื่อผ่าฉนวนออกตามยาวเพราะคุณสมบัติของฉนวนจะเสียไป


หากต้องการต่อฉนวนหุ้มท่อในกรณีที่มีความยาวไม่เพียงพอนั้น ส่วนที่ต่อจะต้องทำกาวสำหรับฉนวน เพื่อให้ความเป็นฉนวนมีอย่างต่อเนื่องและกันน้ำหยดในส่วนรอยต่อ



การซ่อมแซมฉนวนที่ฉีกขาดหรือการปะฉนวนที่ถูกกรีดตามแนวยาว ควรใช้ฉนวนชนิดเทปที่มาพร้อมกับกาวในตัวติดเข้าไปในจุดที่ฉีกขาด หรือใช้ติดในบริเวณที่ฉนวนต่างชนิดมาเจอกัน



การพันเก็บงานท่อแอร์ด้วยเทปไวนิล ควรพันให้แน่นแบบพอประมาณ ไม่ควรพันรัดแน่นจนเกินไป เพราะหากพันแน่นเกิน จะทำให้ช่องว่างที่เป็นช่องอากาศภายในเนื้อฉนวนถูกบีบอัดจนบี้แบน และมีผลให้คุณสมบัติของการเป็นฉนวนเสียไปจากเดิม ความสามรถในการป้องกันการสูญเสียความเย็นอาจจะไม่ดีเท่าที่ควร

สังเกตุได้ง่ายๆ หากท่อแอร์ถูกพันรวบจนแน่นเกินไป ในขณะที่แอร์ทำงาน จะเห็นได้ชัดว่ามีหยดน้ำจำนวนมากเกาะรอบๆผิวนอกของท่อแอร์ ซึ่งก็เป็นผลมาจากความเย็นจากท่อได้ผ่านฉนวนออกมา เพราะว่าฉนวนถูกรัดจนคุณสมบัติความเป็นฉนวนส่วนหนึ่งเสียไป





 

Create Date : 07 กุมภาพันธ์ 2558    
Last Update : 7 กุมภาพันธ์ 2558 10:32:32 น.  

ฉนวนหุ้มท่อน้ำยาแอร์


ในการติดตั้งเครื่องปรับอากาศหรือแอร์แบบแยกส่วน ท่อทองแดงที่ใช้สำหรับเป็นท่อทางเดินของสารทำความเย็นหรือท่อน้ำยา ส่วนที่เชื่อมต่ออยู่ระหว่างชุดคอยล์ร้อนและชุดคอยล์เย็น จะต้องมีการหุ้มฉนวนให้กับท่อในส่วนนี้ โดยการหุ้มฉนวนนั้น ถือได้ว่าเป็นอีกสิ่งหนึ่งที่มีความสำคัญและจะขาดไม่ได้ ในการติดตั้งท่อแอร์

และบทความชุดนี้ ก็จะขอนำเสนอเนื้อหาที่เกี่ยวข้องกับ คุณสมบัติของฉนวนที่นำมาใช้ในงานท่อแอร์

เดิมทีนั้นการติดตั้งแอร์แบบแยกส่วนโดยทั่วไป มักจะใช้ ฉนวนยางดำชนิดท่อ แอร์โรเฟลกซ์ (Aeroflex) เพื่อหุ้มท่อทองแดงที่เชื่อมต่ออยู่ระหว่างชุดคอยล์ร้อนและชุดคอยล์เย็น




โดยฉนวนยางดำที่ใช้งานกันนี้ เป็นฉนวนชนิดท่อที่ผลิตจากยางอีลาสโตเมอร์ ชนิดพิเศษ (EPDM) โดยโครงสร้างภายในของฉนวน จะประกอบไปด้วยเซลล์อิสระซึ่งมีผนังกั้นรวมอยู่เป็นจำนวนมาก และภายในเซลล์แต่ละเซลล์นี้ก็จะบรรจุด้วยอากาศแห้ง คล้ายกับฟองอากาศนับล้านที่อัดแน่นกันอยู่ ด้วยคุณลักษณะที่ว่ามานี้ มันจึงมีคุณสมบัติพื้นฐานในการเป็นฉนวนกันความร้อนที่ดีนั่นเอง



คุณสมบัติขั้นต้นของฉนวนที่ดีเหมาะสำหรับใช้ในงานเดินท่อแอร์

- -  - มีค่าการดูดซึมน้ำและการซึมผ่านของไอน้ำ ซึ่งมาจากความชื้นในบรรยากาศ ที่ต่ำมาก

- มีค่าสัมประสิทธิ์ ของการนำความร้อนที่ต่ำมากเพียง 0.038W/mk

- มีความคงทนต่อ รังสีอัลตราไวโอเลต UV ที่มาจากแสงอาทิตย์ได้ดี

- มีความยืดหยุ่นสูง สามารถโค้งงอไปตามลักษณะท่อได้ง่าย


จากคุณสมบัติขั้นต้นที่กล่าวมา ฉนวนยางดำจึงเป็นฉนวนที่เหมาะสมอย่างยิ่ง สำหรับหุ้มท่อน้ำเย็นของเครื่องปรับอากาศระบบชิลเลอร์ (Chilled water cooling system) ซึ่งเป็นระบบทำความเย็นขนาดใหญ่ และยังเหมาะที่จะนำมาหุ้มท่อน้ำยาของเครื่องปรับอากาศแบบแยกส่วน (Split Type) เพื่อลดการสูญเสียความเย็นโดยเปล่าประโยชน์ ทำให้เครื่องทำงานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ และยังช่วยป้องกันการเกิดหยดเหงื่อ (Condensation) ซึ่งก็คือหยดน้ำที่กลั่นตัวจากความชื้นในอากาศ ได้อีกด้วย




แต่ในปัจจุบันเรามักจะพบเห็นการนำเอาฉนวนสีขาว มาใช้ในการหุ้มท่อแอร์มากยิ่งขึ้น ซึ่งฉนวนสีขาวนี้มักจะถูกหุ้มมาพร้อมกับชุดท่อแบบสำเร็จ(ท่อแบบพร้อมใช้งาน) เป็นชุดท่อที่ผู้ผลิตได้ให้มาพร้อมกับชุดแอร์ และมักจะได้แถมมาพร้อมกับชุดแอร์ที่ซื้อมาใหม่

โดยที่เรียกว่าชุดท่อแบบสำเร็จ เพราะในแต่ละชุดที่บรรจุมาในกล่อง จะประกอบด้วยท่อทองแดงจำนวนสองท่อ ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางท่อก็พอดีตามที่แอร์เครื่องนั้นใช้ แต่ละท่อก็มีความยาวท่อละ 4-5 เมตร ซึ่งทั้งสองท่อก็จะถูกหุ้มด้วนฉนวนยางสีขาวเกือบเต็มความยาวท่อ พร้อมนำมาติดตั้งใช้งานกับแอร์ได้ทันที


ในด้านคุณสมบัติของฉนวนสีขาวและสีดำ โดยภาพรวมแล้วก็มีคุณสมบัติในการเป็นฉนวนได้ดีพอๆกัน แต่ในบางครั้งฉนวนสีขาวก็อาจจะมีข้อด้อยกว่าฉนวนสีดำอยู่เล็กน้อย เพราะมีความหนาของส่วนที่เป็นฉนวนที่น้อยกว่ารวมไปถึงการคงรูปของฉนวนยังทำได้ไม่ดีเท่ากับฉนวนสีดำ และในระยะยาวฉนวนสีขาวก็มีความสามารถในการต้านทานต่อรังสียูวีของแสงแดดได้ไม่ดีเท่าฉนวนสีดำ การติดตั้งจึงต้องหุ้มฉนวนสีขาวด้วยเทปไวนิล เพื่อป้องกันการเสื่อมสภาพที่เกิดจากรังสียูวี แต่ฉนวนสีขาวก็ช่วยให้ขนาดของท่อแอร์ที่ติดตั้ง มีขนาดที่เล็กลง 


สำหรับรายละเอียดเพิ่มเติมในส่วนของการนำฉนวนยางมาหุ้มท่อแอร์แบบแยกส่วน สามารติดตามต่อได้ในบทความชุดต่อไปหรือคลิ๊กตามลิงค์นี้ >>> การหุ้มฉนวนให้กับท่อแอร์ <<<








 

Create Date : 07 กุมภาพันธ์ 2558    
Last Update : 7 กุมภาพันธ์ 2558 21:46:13 น.  

โหมดการทำงานบนรีโมทแอร์


วัตถุประสงค์หลักๆของการใช้งานแอร์ในบ้านเรา ก็เพื่อลดอุณหภูมิภายในห้องให้ต่ำลง และให้อุณหภูมิในห้องอยู่ในระดับคงที่ ซึ่งการใช้งานแอร์ก็อาจจะได้ประโยชน์ทางอ้อมในการควบคุมความชื้นเข้ามาร่วมด้วย แต่โดยพื้นฐานแล้วเราก็ต่างต้องการใช้แอร์ในการทำความเย็นเป็นหลัก อันเป็นผลมาจากสภาพอากาศของบ้านเราที่เป็นเมื่องร้อนนั่นเอง แต่แอร์ที่ผลิตและจำหน่ายในทุกวันนี้ รูปแบบการทำงานหลักๆนั้นไม่ได้มีเฉพาะแค่การทำความเย็นแต่อย่างเดียว



ซึ่งรูปแบบการทำงานของแอร์นั้น ในแอร์รุ่นปัจจุบัน เราสามารถปรับเลือกรูปแบบการทำงานได้ง่ายๆ เพียงกดเลือกรูปแบบการทำงาน จากปุ่มปรับเลือกโหมดการทำงานหลัก (MODE) ที่มีอยู่บนรีโมทคอนโทรล

โดยเมื่อได้ทำการกดปุ่มเลือกโหมดการทำงานหลักแล้ว แอร์ก็จะจดจำการเลือกโหมดนั้นไว้ และสั่งการให้เครื่องมีการทำงานตามโหมดการทำงานที่กำหนด ต่อเนื่องกันไปตลอดที่ระยะเวลาที่แอร์ยังคงทำงาน จนกว่าจะมีการกดเปลี่ยนโหมดการทำงานอีกครั้งหนึ่ง



และผู้ใช้งานแอร์บางท่าน โดยเฉพาะในกรณีที่ผู้ใช้งานเป็นผู้สูงอายุ ซึ่งอาจจะไม่ค่อยเข้าใจในรายละเอียดการทำงานมากนัก และอาจจะมีบางกรณีที่เคยเผลอกดเลือกโหมดการทำงานหลักผิดไปจากเดิม แล้วพบว่าแอร์ที่เปิดอยู่นั้นกลับไม่เย็นดังที่ต้องการ จนบางครั้งก็อาจจะคิดไปไกลถึงขั้นที่ว่าแอร์เสียแล้ว แต่อันที่จริงเป็นเพียงการปรับเลือกโหมดการทำงานหลักผิดไปจากเดิมเท่านั้น

ซึ่งผู้เขียนเคยพอเคสดังกล่าวเมื่อนานมาแล้ว เป็นกรณีที่คุณป้าท่านหนึ่งอยู่บ้านกับหลานชายที่ยังเด็ก ซึ่งคุณป้าท่านนั้นได้ตามช่างแอร์ให้มาเช็คแอร์ที่บ้าน เพราะแอร์ที่เปิดไม่มีความเย็นออกมาเลย มีแต่ลมธรรมดาเป่าออกมา เมื่อช่างไปถึงก็ปรากฏว่าแอร์ถูกตั้งให้ทำงานในโหมด Fan ช่างจึงลองปรับกลับมายังโหมด Cool แอร์ก็กลับมาทำความเย็นได้ดีตามปกติ ส่วนสาเหตุก็คาดว่าหลานชายตัวเล็ก เป็นผู้กดรีโมทปรับเล่น และคุณป้าเจ้าของบ้านก็ไม่เข้าใจในเรื่องนี้ ที่ผ่านมาการใช้งานก็กดแค่ปุ่มเปิดปิดเครื่องกับปุ่มเลื่อนระดับอุณหภูมิขึ้นลงเท่านั้น เคสนั้นจึงจบลงแค่เพียงการกดปรับโหมดกลับคืนให้ และได้ให้ช่างสอนการใช้งาน พร้อมทั้งเขียนวิธีปรับโหมดแบบพอเข้าใจและอธิบายว่าแต่ละโหมดคืออะไรใส่กระดาษแป๊ะไว้ให้





ในส่วนของโหมดการทำงานหลัก ที่มีในแอร์ทั่วไปผู้ผลิตแอร์ในปัจจุบัน ได้ใส่โหมดการทำงานพื้นฐานมาให้ โดยโหมดการทำงานที่ว่านี้มีอยู่ด้วยกันราวๆ 4 โหมดการทำงาน ได้แก่ โหมด Auto, Cool, Fan, Dry และในแอร์รุ่นใหม่ๆ โดยเฉพาะแอร์ระบบอินเวอร์เตอร์รุ่นที่มาพร้อมด้วยฟังชั่นเสริมมากมาย ก็อาจจะมีอีกหนึ่งโหมดการทำงานเพิ่มเข้ามานั่นก็คือโหมด Heat

โดยในแต่ละโหมดการทำงานก็ถูกออกแบบให้มีการทำงานที่ต่างกันออกไป เพื่อให้ได้ผลที่ต่างกัน รายละเอียดของแต่ละโหมดก็มีดังต่อไปนี้



โหมด Auto

สำหรับโหมดการทำงานแบบ Auto หรือการทำงานแบบอัตโนมัติ ในแอร์บางยี่ห้ออาจจะเรียกว่าโหมด I FEEL เมื่อกดปุ่ม Mode บนรีโมทคอนโทรล แล้วเลือกการทำงานในโหมดAuto แอร์จะตั้งอุณหภูมิและความเร็วพัดลมโดยอัตโนมัติ ระบบจะเป็นฝ่ายกำหนดอุณหภูมิและความเร็วพัดลมให้เอง ขึ้นอยู่กับอุณหภูมิห้องที่เซ็นเซอร์วัดอุณหภูมิตรวจพบได้ในขณะนั้น

โหมดการทำงานอาจจะสลับกันเองระหว่างโหมด Cool กับ Dry ยกตัวอย่างเช่น หากอุณหภูมิที่ตั้งอยู่ที่ 24 องศาเซลเซียส เมื่อระบบตรวจพบว่าอุณหภูมิห้องสูงเกินกว่า 25 องศาเซลเซียส ก็จะเลือกการทำงานในโหมด Cool เพื่อทำความเย็นให้กับในห้อง และระบบจะสลับไปทำงานในโหมด Dry โดยอัตโนมัติ เมื่ออุณหภูมิห้องลดลงมาต่ำกว่าค่าของอุณหภูมิที่ตั้งไว้

ซึ่งโหมดการทำงานแบบ Auto มีกลไกลการทำงานแบบอัตโนมัติที่ค่อนข้างซับซ้อน แต่ก็ไม่ค่อยจะมีประโยชน์อะไรมากในการใช้งานแอร์แบบที่เราใช้กันทั่วๆไป




โหมด Cool

โหมดการทำงานแบบ Cool หรือโหมดทำความเย็น เป็นโหมดการทำงานที่เรานิยมใช้กันมากที่สุด โดยเมื่อกดปุ่ม Mode บนรีโมทคอนโทรล แล้วเลือกการทำงานให้อยู่ในโหมด Cool แอร์จะเข้าสู่รูปแบบการทำงานสำหรับทำความเย็น และคงระดับอุณหภูมิให้อยู่ในขอบเขตที่เรากำหนด โดยผู้ใช้งานมีอิสระในการปรับตั้งอุณหภูมิได้ตามที่ต้องการ รวมทั้งยังสามารถปรับระดับความเร็วพัดลมได้อีกด้วย

ในกรณีของแอร์แบบที่จำหน่ายกันอยู่ในกลุ่มประเทศเขตหนาวที่มีฤดูหนาวยาวนานกว่าฤดูร้อน โหมด Cool จะเป็นโหมดสำหรับใช้งานเฉพาะในช่วงฤดูร้อนเท่านั้น แต่ในบ้านเราที่อากาศค่อนข้างจะร้อนตลอดทั้งปี โหมด Cool จึงถือเป็นโหมดการทำงานหลักที่เราใช้งานกันมากที่สุด




โหมด Dry

โหมดการทำงานแบบ Dry หรือโหมดลดความชื้น ซึ่งแทนด้วยสัญลักษณ์รูปหยดน้ำ โดยเมื่อกดปุ่ม Mode บนรีโมทคอนโทรล แล้วเลือกการทำงานให้อยู่ในโหมด Dry ผู้ใช้งานจะไม่สามารถปรับตั้งอุณหภูมิได้ เมื่ออยู่ในโหมดลดความชื้น และแอร์ก็จะทำหน้าที่เป็นเหมือนเครื่องลดความชื้นในอากาศ โดยใช้การควบแน่นของความชื้นในอากาศที่เกิดขึ้นบนแผงอีวาปอเรเตอร์หรือแผงทำความเย็น เพราะโดยหลักการพื้นฐานที่แอร์ใช้ทำความเย็น ใช้สารทำความเย็นในระบบที่ถูกทำให้ไหลไปตามท่อเพื่อให้มันเป็นตัวกลางในการถ่ายเทความร้อน ซึ่งนี่จึงทำให้แผงที่บริเวณที่อยู่ในชุดคอยล์เย็นจะมีอุณหภูมิต่ำมาก จนความชื้นในอากาศพากันมาควบแน่นและกลั่นตัวเป็นหยดน้ำ ไหลออกไปตามท่อน้ำทิ้ง 

และเมื่อแอร์ถูกกำหนดให้ทำงานในโหมดลดความชื้น แม้ว่าคอมเพรสเซอร์ที่อยู่ในชุดที่ติดตั้งอยู่นอกอาคารยังคงทำงานอยู่ แต่พัดลมที่อยู่ในชุดคอยล์เย็นอาจจะมีการทำงานสลับกับการหยุดทำงานเป็นช่วงๆ เพื่อเป็นการดึงความชื้นในอากาศให้ถูกกลั่นตัวเป็นหยดน้ำให้ได้มากที่สุด และนำเอานำที่กลั่นตัวจากความชื้นปล่อยทิ้งออกมาทางท่อน้ำทิ้ง

โหมดลดความชื้นนี้หากไม่ได้ใช้งานในห้อง ที่ต้องการควบคุมความชื้นโดยเฉพาะก็ถือว่าไม่จำเป็นสักเท่าไหร่กับการใช้ในบ้านทั่วๆไป




โหมด Fan

ในโหมด Fan หรือโหมดพัดลม เมื่อกดปุ่ม Mode บนรีโมทคอนโทรล แล้วเลือกการทำงานให้อยู่ในโหมด Fan ระบบจะตัดการทำงานในส่วนของชุดคอนเด็นซิ่งยูนิตที่อยู่นอกอาคารออกไป เหลือไว้แต่เพียงชุดแฟนคอยล์หรือคอยล์เย็นในอาคารที่จะยังคงทำงานอยู่ พัดลมคอยล์เย็นจะยังคงทำงานอยู่ ผู้ใช้งานก็สามารถปรับความเร็วพัดลมได้ แต่ไม่สามารถตังอุณหภูมิได้ และลมที่ออกมาจากชุดคอยล์เย็นก็อยู่ในระดับของอุณหภูมิห้อง ไม่ใช่ลมเย็น เพราะการทำความเย็นในชุดคอนเด็นซิ่งยูนิตถูกตัดการทำงานออกไปทันทีที่กดเลือกโหมด Fan จึงทำให้คอมเพรสเซอร์ไม่ทำงาน และไม่มีน้ำยาแอร์ไหลวนเข้ามายังชุดคอยล์เย็น

โหมด Fan แม้จะเป็นอีกหนึ่งโหมดการทำงาน ที่โดยปกติเราไม่ค่อยจะใช้งานกันอยู่แล้ว แต่ก็เป็นอีกหนึ่งโหมดการทำงานที่ค่อนข้างมีประโยชน์ ซึ่งหากท่านใดเจอปัญหากลิ่นเหม็นอับที่ออกมาจากแอร์ ก็ลองใช้งานโหมดนี้ดูได้ โดยการใช้งานนั้นเมื่อเราใช้แอร์เสร็จ หรือเป็นช่วงที่ใกล้จะปิดแอร์ ก่อนจะปิดแอร์หากเราเปลี่ยนให้แอร์ทำงานในโหมด Fan ต่อไปอีกสัก 15-20 นาที แล้วจึงปิดเครื่อง ก็จะช่วยเป่าแผงคอยเย็นด้านใน ลดความชื้นสะสม ซึ่งสามารถช่วยลดกลิ่นอับที่ไม่พึงประสงค์ได้





โหมด Heat

โหมดการทำงานแบบ Heat หรือโหมดทำความร้อน ซึ่งในรีโมทแอร์บางยี่ห้อจะแทนโหมดนี้ด้วยสัญลักษณ์รูปดวงอาทิตย์ เป็นโหมดการทำงานที่เพิ่งมีการนำเข้ามาใส่ในแอร์บางรุ่นที่ขายในบ้านเรา โดยเมื่อกดปุ่ม Mode บนรีโมทคอนโทรล แล้วเลือกการทำงานให้อยู่ในโหมด Heat เมื่อเข้าสู่โหมดนี้ การทำงานของเครื่องจะเป็นการเพิ่มอุณหภูมิเพื่อทำความร้อนให้กับภายในห้อง โดยส่วนใหญ่การทำงานในโหมดนี้ จะใช้เทคโนโลยีการทำความร้อนที่เรียกว่า Heat Pump ซึ่งหากจะเปรียบให้พอเข้าใจได้ง่ายๆ ก็คือเป็นการทำงานแบบกลับทิศทาง สลับหน้าที่กันระหว่างแผงคอยล์ร้อนและแผงคอยล์เย็น เพื่อให้ชุดภายในอาคารเป่าลมร้านออกมา โดยเทคโนโลยีนี้ มีมานานสักระยะหนึ่งแล้ว และมันเป็นที่รู้จักและใช้งานกันแพร่หลายในกลุ่มประเทศที่มีอากาศหนาว ซึ่งนำมาใช้งานเพื่อให้ความอบอุ่นในครัวเรือน และยังสามารถสลับมาทำความเย็นได้ในช่วงที่มีอากาศร้อน

โหมด Heat ที่มีมาให้ ในแอร์ที่จำหน่ายในบ้านเรานั้น ปัจจุบันยังคงจำกัดเฉพาะในแอร์รุ่นท็อประดับบนๆของแต่ละยี่ห้อเท่านั้น ซึ่งมันก็เป็นอีกโหมด ที่ถือว่าไม่จำเป็นในการนำมาใช้งานทั่วๆไป เพราะแม้แต่พื้นที่ ที่มีอากาศหนาวสุดในประเทศไทยก็มีช่วงที่หนาวจัดติดต่อกันไม่นานสักเท่าไหร่ ดูแล้วอาจจะไม่ค่อยคุ้มค่าที่จะต้องจ่ายแพงกว่าเพื่อซื้อแอร์รุ่นท็อป




 

Create Date : 13 มกราคม 2558    
Last Update : 13 มกราคม 2558 20:56:08 น.  

คาปาซิเตอร์แอร์ระเบิด

          สำหรับบทความชุดนี้ ผู้เขียนขอหยิบยกเอากรณีที่คาปาซิเตอร์ในแอร์ ได้เกิดระเบิดขึ้น ซึ่งที่นำมาเขียนเป็นบทความก็เพราะเป็นเคสที่ผู้เขียนได้พบเจอมากับตนเอง จึงอยากแชร์ประสบการณ์บอกเล่าให้กับผู้ใช้งานทั่วไป




ซึ่งแอร์ยี่ห้อที่เกิดเหตุนี้จะว่าไปแล้ว หลังๆมานี้ ก็มักจะมีผู้ใช้งานหลายท่าน เจอปัญหาขัดข้องแอร์ที่ใช้งานอยู่ไม่เย็น เพราะมีสาเหตุมาจากตัวคาปาซิเตอร์รันของคอมเพรสเซอร์เสีย ทำให้คอมเพรสเซอร์สตาร์ทออกตัวไม่ได้ แอร์จึงไม่เย็น

ผู้เขียนได้ดูผ่านตามาอย่างคร่าวๆ จากรายการแจ้งซ่อมรวมที่ทีมงานได้รับเข้ามาช่วงหลังมานี้ก็มีเคสเข้าไปเปลี่ยนคาปาซิเตอร์ให้แอร์ยี่ห้อนี้อยู่พอสมควร 

ถ้าหากคุณผู้อ่านท่านใดที่ทำงานอยู่เกี่ยวกับแอร์บ้านหรือเป็นช่างแอร์ คงจะมีโอกาสเจอเคสเปลี่ยนคาปาซิเตอร์แอร์ยี่ห้อนี้อยู่บ้างไม่มากก็น้อย ส่วนใครที่ไม่ได้อยู่ในวงการงานซ่อมแอร์บ้าน ก็อาจจะลองค้นหาเพิ่มเติมในกูเกิ้ลหรือไม่ก็ลองย้อนกลับไปดูบทความในพันทิปที่ผ่านๆมา ก็อาจจะมีเรื่องปัญหาของคาปาซิเตอร์ของแอร์ยี่ห้อนี้ก็มีให้เห็นอยู่ในแวดวงสังคมออนไลน์เช่นกัน



สำหรับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น...ในวันที่เกิดเหตุเป็นช่วงเช้าของวันทำงานปกติ ผู้เขียนเองก็นั่งทำงานอยู่ในห้องทำงานชั้นบนของที่ร้าน สักพักก็ได้ยินเสียงระเบิดจากด้านนอกดังเข้ามาดังค่อนข้างชัดเจน ซึ่งตอนแรกที่ได้ยินเสียงดังกล่าว ผู้เขียนเองก็คิดว่าคงจะเป็นฟิวส์แรงสูงที่หม้อแปลงบนเสาหน้าร้าน ปลดวงจรลงอีก แต่ว่าไฟในห้องทำงานไม่ดับ จึงได้ถามลงไปยังข้างล่างให้ช่วยเช็คที่หน้าตู้ควบคุมไฟฟ้า ว่าไฟมาครบทั้งสามเฟสหรือเปล่า ก็ได้คำตอบว่าระบบไฟปกติดี มาครบทั้งสามเฟส แรงดันเฉลี่ยที่วัดได้ ของเฟสเทียบกับนิวทรัล แต่ละเฟสก็มีระดับแรงดันเฉลี่ยที่ราวๆ 225 V

ที่ในตอนแรกคิดว่าเป็นเสียงของฟิวส์แรงสูงเพราะเมื่อช่วงราวๆสองสัปดาห์ก่อนหน้า ในตอนช่วงที่ฝนตกลงมาปรอยๆของช่วงเช้า ก็เกิดเสียงระเบิดดังสนั่นได้ยินเสียงชัดเจน ครั้งนั้นที่มาของเสียงมาจากฟิวส์แรงสูงของหม้อแปลงที่ร้านก็ปลดวงจรลงมาเอง

แต่เคสนี้ เมื่อได้ทราบว่าเสียงดังที่ได้ยินนั้นไม่ได้มาจากฟิวส์แรงสูงที่หม้อแปลงของร้าน ก็ทำงานต่อไม่ได้ใส่ใจอะไร ยังคิดว่าคงเป็นเด็กแว๊นมาปาประทัดยักษ์เล่นประมาณนั้น แต่ผ่านไปสักพักหนึ่งไม่นานก็รู้สึกว่าแอร์ในห้องทำงานมันไม่เย็นเลย ดูที่รีโมทก็ยังคงตั้งไว้ที่ระดับเดิม และเริ่มเหมือนจะได้กลิ่นไหม้นิดๆโชยมาอ่อนๆ แต่หาที่มาในห้องก็ไม่พบ แง้มม่านที่ประตูระเบียงมองออกไปก็พบว่าควันสีขาวกำลังออกมาจากชุดคอยล์ร้อนแอร์ 

จากนั้นจึงรีบเดินออกไปที่แผงควบคุมไฟฟ้า เพื่อปิดเบรกเกอร์ของแอร์ แล้วหยิบถังดับเพิ่งที่วางใกล้ๆติดมือมาด้วย ยืนดูที่คอยล์ร้อนอยู่สักพัก ก็ไม่เห็นการลุกไหม้อะไรเพิ่ม ตอนนั้นยังคาดว่าเสียงระเบิดที่ได้ยินคงไม่ใช่การระเบิดของคอมเพรสเซอร์หรือการระเบิดของแรงดันในระบบแน่ เพราะถ้าระเบิดโดยแรงดันในระบบแอร์สภาพมันจะต้องดูไม่จืด และต้องมีน้ำยาแอร์รั่วออกมาแน่ แต่สภาพภายนอกตอนนั้นไม่ได้ดูเลวร้ายมากขนาดนั้น ก็คาดว่าน่าจะเป็นที่การลัดวงจรของอุปกรณ์ทางไฟฟ้าภายใน ซึ่งเสียงดังระดับนี้ความเป็นไปได้ก็เห็นจะเป็นเสียงจากการระเบิดของคาปาซิเตอร์ 

จากนั้นผู้เขียนจึงเรียกคนในร้านให้เอาเครื่องมือมาลองเกาะดูว่ามันเป็นอะไรกันแน่

และหลังจากนั้นคนที่ผู้เขียนให้ไปตรวจเช็ค ก็มาพร้อมกับคาปาซิเตอร์รัน ที่มีสภาพดังที่เห็นในภาพด่านล่างนี้


คนคนรอบข้างหลายคนที่ได้มาเห็นสภาพ ก็ต่างบอกกับผู้เขียนว่า “เคสนี้โหดจริงๆ” เพราะโดยทั่วไปในแอร์ที่ใช้กัน ไม่ว่าจะเป็นยี่ห้ออะไรก็ตาม การชำรุดของคาปาซิเตอร์รันในแอร์ ตัวคาปาซิเตอร์อาจจะขาดที่ข้างในซึ่งไม่มีความผิดปกติให้เห็นภายนอก แต่ถ้าเป็นการชำรุดแบบที่แสดงอาการให้เห็นได้ภายนอกก็มักจะเป็นอาการบวมเท่านั้น อาจจะเพราะว่าตัวถังที่บรรจุคาปาซิเตอร์ชนิดนี้เป็นโลหะหนา ด้วยรูปทรงและวัสดุรวมถึงการเชื่อมรอยต่อ ส่วนหนึ่งก็จะทำให้มันมีความแข็งแรงในระดับหนึ่งอยู่แล้ว ในเคสที่ใช้กับแอร์บ้านนั้นการระเบิดออกมาแบบในครั้งนี้จึงถือว่าค่อนข้างจะรุนแรงอยู่พอควรสำหรับเคสที่ใช้กับแอร์ ซึ่งเราไม่ค่อยจะพบได้บ่อยนัก 

แต่ถ้าเป็นเคสของคาปาซิเตอร์ที่ใช้ต่อในระบบไฟฟ้าเพื่อปรับปรุงคุณภาพของไฟฟ้า(ปรับปรุงค่าตัวประกอบกำลังไฟฟ้า)การระเบิดขณะใช้งาน เป็นเรื่องที่อาจจะพบได้บ่อยกว่า หากคาปาซิเตอร์ที่ใช้คุณภาพไม่ดี หรือใช้งานในสภาวะไม่เหมาะสม



ภาพแสดงตัวอย่างคาปาซิเตอร์รันของแอร์ที่มีอาการบวม


และถ้าหากเคสนี้ไปเกิดกับผู้ใช้แอร์ ที่ไม่ได้มีความรู้เฉพาะในด้านไฟฟ้า ทางบริษัทผู้ผลิตอาจจะสรุปสาเหตุของกรณีนี้ ว่าเป็นผลมาจากความไม่เสถียรของระบบไฟฟ้าที่ใช้งานแน่ 

แต่กรณีนี้หากจะมาสรุปว่าสาเหตุอยู่ที่ระบบไฟฟ้าของผู้เขียนเองไม่เสถียร ก็คงจะต้องเถียงกลับไปว่าเป็นไปได้ยาก เพราะผู้เขียนค่อนข้างเชื่อมั่นในความเสถียรของระบบไฟฟ้าที่นี่ ที่ค่อนข้างเชื่อมั่นระบบไฟฟ้าของตนเอง ก็เพราะเป็นระบบไฟฟ้าที่ได้ทำการออกแบบด้วยตนเอง มีหม้อแปลงแรงสูงที่ติดตั้งเองเพื่อใช้เฉพาะรายไม่ได้ใช้ร่วมกับบ้านอื่น เพราะด้วยความที่ว่าอาคารนี้ ด้านล่างเปิดเป็นร้านขายของ การไฟฟ้าฯจึงจัดประเภทผู้ใช้ไฟให้อยู่ใน ประเภทที่ 2 คือกิจการขนาดเล็ก ทำให้ต้องติดหม้อแปลงแยกของตนเอง 



มาดูแอร์ตัวที่เกิดเหตุการณ์คาปาซิเตอร์ระเบิดแอร์เครื่องนี้เป็นแอร์ของ Mitsubishi Electric รุ่น Econo Air ขนาดทำความเย็น 13,000 BTU เป็นรุ่นที่จัดอยู่ในระดับพื้นฐาน ซึ่งแน่นอนว่าไม่ใช่ระบบอินเวอร์เตอร์



ในส่วนของคาปาซิเตอร์ (Running Capacitor) ที่แอร์ของ Mitsubishi Electric Mr.Slim นำมาใช้ประกอบในแอร์ ช่วงหลังมานี้ทางผู้ผลิตได้ใช้คาปาซิเตอร์ ยี่ห้อ EPCOS โดยในช่วงหลังมานี้ก็พบว่าแอร์ของ Mitsubishi Electric ที่ใช้คาปาซิเตอร์ยี่ห้องนี้ มักมีปัญหาที่มาจากคาปาซิเตอร์เสียอยู่บ่อยครั้ง และครั้งนี้ของผู้เขียงเอง ก็นับว่าได้แจ๊คพ็อตใหญ่คาปาซิเตอร์จากไปพร้อมด้วยเสียงระเบิดที่มีให้ตกใจเล่น 




และหากแอร์ของท่านผู้อ่านท่านใดที่วันดีคืนดีเกิดเจอปัญหาแอร์ไม่เย็น และเมื่อให้ช่างมาตรวจสอบดูก็สรุปออกมาว่าคาปาซิเตอร์เสีย หากเป็นแอร์ยี่ห้อเดียวกันและใช้คาปาซิเตอร์ยี่ห้อเดียวกับที่ผู้เขียนได้นำเสนอมานั้น

การนำคาปาซิเตอร์ตัวใหม่มาเปลี่ยน อาจจะเลือกใช้คาปาซิเตอร์ยี่ห้ออื่นก็ได้เพราะการสั่งคาปาซิเตอร์ที่เป็นอะไหล่แท้จากศูนย์บริการ Mitsubishi อาจจะเจอราคาของอะไหล่ ที่ค่อนข้างสูงกว่าราคาอะไหลทั่วไปตามท้องตลาด ซึ่งคาปาซิเตอร์ที่สั่งจากศูนย์ ก็คงจะหนีไม่พ้นยี่ห้อเดิมที่เสียไป ซึ่งถ้าเอามาเปลี่ยนก็ไม่รู้ว่าจะเสียง่ายอีกหรือเปล่า

หากจะเปลี่ยนคาปาซิเตอร์ โดยนำของอื่นมาใช้สามารถทำได้ ขอให้เป็น Running Capacitor ที่มีค่าความจุเท่ากับของเดิม มีระดับค่าแรงดันไฟฟ้าที่ใกล้เคียงกับที่ตัวเลขบนคาปาซิเตอร์ตัวเดิม ก็สามารถใช้แทนกันได้ไม่มีปัญหา


หากใครที่สงสัยว่าคาปาซิเตอร์ที่เสีย สามารถเคลมกับทางผู้ผลิตได้หรือเปล่า

ในเคสของผู้เขียนเองที่เกิดขึ้นนั้น แอร์เครื่องดังกล่าวติดตั้งมาพร้อมๆกับตอนสร้างอาคารเสร็จ ซึ่งมันก็ผ่านมาราวๆ 3-4 ปีแล้ว แอร์เครื่องนี้ถ้าพูดเรื่องของเงื่อนไขการรับประกันนั้น ผู้ผลิตรับประกันคอมเพรสเซอร์ 5 ปี แต่อุปกรณ์อื่นๆนั้นจะรับประกันแค่ 1 ปี จึงไม่ต้องคิดถึงเรื่องของการเคลมประกันให้วุ่นวาย 

ท้ายที่สุดแอร์เครื่องนี้ผู้เขียนก็ได้เอาคาปาซิเตอร์ของใหม่ที่ผู้เขียนมีอยู่แล้ว มาเปลี่ยนแทน และใช้งานต่อ



ที่เขียนบทความชุดนี้ขึ้นก็เพื่อแชร์เรื่องราวอย่างเช่นกรณีนี้ ซึ่งมันไม่ได้เกิดขึ้นบ่อยๆและยิ่งมาประสบเจอกับตัวเองแบบนี้ จึงนำมาบอกเล่าสู่กันฟัง เพราะหลังๆมานี้เริ่มรู้สึกผิดหวังในแอร์หลายเจ้า ที่จัดว่าเป็นแอร์แบรนด์ดัง มีชื่อเสียงในบ้านเรามายาวนานหลายสิบปีแต่ช่วงหลังๆมานี้หลายๆยี่ห้อ นับวันก็ยิ่งเหมือนว่าคุณภาพไม่ดีเท่าในอดีต ผู้ผลิตหลายรายในปัจจุบันส่วนใหญ่มักจะเน้นการลดต้นทุน จนส่งผลคุณภาพสินค้า









 

Create Date : 06 มกราคม 2558    
Last Update : 6 มกราคม 2558 2:51:26 น.  

1  2  3  4  5  6  7  
KanichiKoong
Location :
สงขลา Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 113 คน [?]




ช่องทางการติดต่อผู้จัดทำ

- หลังไมค์
- E-mail : aum_tawatchai@hotmail.com
-------------------------------------
-------------------------------------
New Comments
Friends' blogs
[Add KanichiKoong's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.