Group Blog
  •  
  •  
  •  
  •  
  •   
  •  
  •  
  •  
  •  
  •  
  •  
  •  
  •  
  •  
  •  
  •  
  •  
  •  
All Blog
โหมดการทำงานบนรีโมทแอร์

วัตถุประสงค์หลักๆของการใช้งานแอร์ในบ้านเรา ก็เพื่อลดอุณหภูมิภายในห้องให้ต่ำลง และให้อุณหภูมิในห้องอยู่ในระดับคงที่ ซึ่งการใช้งานแอร์ก็อาจจะได้ประโยชน์ทางอ้อมในการควบคุมความชื้นเข้ามาร่วมด้วย แต่โดยพื้นฐานแล้วเราก็ต่างต้องการใช้แอร์ในการทำความเย็นเป็นหลัก อันเป็นผลมาจากสภาพอากาศของบ้านเราที่เป็นเมื่องร้อนนั่นเอง แต่แอร์ที่ผลิตและจำหน่ายในทุกวันนี้ รูปแบบการทำงานหลักๆนั้นไม่ได้มีเฉพาะแค่การทำความเย็นแต่อย่างเดียว



ซึ่งรูปแบบการทำงานของแอร์นั้น ในแอร์รุ่นปัจจุบัน เราสามารถปรับเลือกรูปแบบการทำงานได้ง่ายๆ เพียงกดเลือกรูปแบบการทำงาน จากปุ่มปรับเลือกโหมดการทำงานหลัก (MODE) ที่มีอยู่บนรีโมทคอนโทรล

โดยเมื่อได้ทำการกดปุ่มเลือกโหมดการทำงานหลักแล้ว แอร์ก็จะจดจำการเลือกโหมดนั้นไว้ และสั่งการให้เครื่องมีการทำงานตามโหมดการทำงานที่กำหนด ต่อเนื่องกันไปตลอดที่ระยะเวลาที่แอร์ยังคงทำงาน จนกว่าจะมีการกดเปลี่ยนโหมดการทำงานอีกครั้งหนึ่ง



และผู้ใช้งานแอร์บางท่าน โดยเฉพาะในกรณีที่ผู้ใช้งานเป็นผู้สูงอายุ ซึ่งอาจจะไม่ค่อยเข้าใจในรายละเอียดการทำงานมากนัก และอาจจะมีบางกรณีที่เคยเผลอกดเลือกโหมดการทำงานหลักผิดไปจากเดิม แล้วพบว่าแอร์ที่เปิดอยู่นั้นกลับไม่เย็นดังที่ต้องการ จนบางครั้งก็อาจจะคิดไปไกลถึงขั้นที่ว่าแอร์เสียแล้ว แต่อันที่จริงเป็นเพียงการปรับเลือกโหมดการทำงานหลักผิดไปจากเดิมเท่านั้น

ซึ่งผู้เขียนเคยพอเคสดังกล่าวเมื่อนานมาแล้ว เป็นกรณีที่คุณป้าท่านหนึ่งอยู่บ้านกับหลานชายที่ยังเด็ก ซึ่งคุณป้าท่านนั้นได้ตามช่างแอร์ให้มาเช็คแอร์ที่บ้าน เพราะแอร์ที่เปิดไม่มีความเย็นออกมาเลย มีแต่ลมธรรมดาเป่าออกมา เมื่อช่างไปถึงก็ปรากฏว่าแอร์ถูกตั้งให้ทำงานในโหมด Fan ช่างจึงลองปรับกลับมายังโหมด Cool แอร์ก็กลับมาทำความเย็นได้ดีตามปกติ ส่วนสาเหตุก็คาดว่าหลานชายตัวเล็ก เป็นผู้กดรีโมทปรับเล่น และคุณป้าเจ้าของบ้านก็ไม่เข้าใจในเรื่องนี้ ที่ผ่านมาการใช้งานก็กดแค่ปุ่มเปิดปิดเครื่องกับปุ่มเลื่อนระดับอุณหภูมิขึ้นลงเท่านั้น เคสนั้นจึงจบลงแค่เพียงการกดปรับโหมดกลับคืนให้ และได้ให้ช่างสอนการใช้งาน พร้อมทั้งเขียนวิธีปรับโหมดแบบพอเข้าใจและอธิบายว่าแต่ละโหมดคืออะไรใส่กระดาษแป๊ะไว้ให้





ในส่วนของโหมดการทำงานหลัก ที่มีในแอร์ทั่วไปผู้ผลิตแอร์ในปัจจุบัน ได้ใส่โหมดการทำงานพื้นฐานมาให้ โดยโหมดการทำงานที่ว่านี้มีอยู่ด้วยกันราวๆ 4 โหมดการทำงาน ได้แก่ โหมด Auto, Cool, Fan, Dry และในแอร์รุ่นใหม่ๆ โดยเฉพาะแอร์ระบบอินเวอร์เตอร์รุ่นที่มาพร้อมด้วยฟังชั่นเสริมมากมาย ก็อาจจะมีอีกหนึ่งโหมดการทำงานเพิ่มเข้ามานั่นก็คือโหมด Heat

โดยในแต่ละโหมดการทำงานก็ถูกออกแบบให้มีการทำงานที่ต่างกันออกไป เพื่อให้ได้ผลที่ต่างกัน รายละเอียดของแต่ละโหมดก็มีดังต่อไปนี้



โหมด Auto

สำหรับโหมดการทำงานแบบ Auto หรือการทำงานแบบอัตโนมัติ ในแอร์บางยี่ห้ออาจจะเรียกว่าโหมด I FEEL เมื่อกดปุ่ม Mode บนรีโมทคอนโทรล แล้วเลือกการทำงานในโหมดAuto แอร์จะตั้งอุณหภูมิและความเร็วพัดลมโดยอัตโนมัติ ระบบจะเป็นฝ่ายกำหนดอุณหภูมิและความเร็วพัดลมให้เอง ขึ้นอยู่กับอุณหภูมิห้องที่เซ็นเซอร์วัดอุณหภูมิตรวจพบได้ในขณะนั้น

โหมดการทำงานอาจจะสลับกันเองระหว่างโหมด Cool กับ Dry ยกตัวอย่างเช่น หากอุณหภูมิที่ตั้งอยู่ที่ 24 องศาเซลเซียส เมื่อระบบตรวจพบว่าอุณหภูมิห้องสูงเกินกว่า 25 องศาเซลเซียส ก็จะเลือกการทำงานในโหมด Cool เพื่อทำความเย็นให้กับในห้อง และระบบจะสลับไปทำงานในโหมด Dry โดยอัตโนมัติ เมื่ออุณหภูมิห้องลดลงมาต่ำกว่าค่าของอุณหภูมิที่ตั้งไว้

ซึ่งโหมดการทำงานแบบ Auto มีกลไกลการทำงานแบบอัตโนมัติที่ค่อนข้างซับซ้อน แต่ก็ไม่ค่อยจะมีประโยชน์อะไรมากในการใช้งานแอร์แบบที่เราใช้กันทั่วๆไป




โหมด Cool

โหมดการทำงานแบบ Cool หรือโหมดทำความเย็น เป็นโหมดการทำงานที่เรานิยมใช้กันมากที่สุด โดยเมื่อกดปุ่ม Mode บนรีโมทคอนโทรล แล้วเลือกการทำงานให้อยู่ในโหมด Cool แอร์จะเข้าสู่รูปแบบการทำงานสำหรับทำความเย็น และคงระดับอุณหภูมิให้อยู่ในขอบเขตที่เรากำหนด โดยผู้ใช้งานมีอิสระในการปรับตั้งอุณหภูมิได้ตามที่ต้องการ รวมทั้งยังสามารถปรับระดับความเร็วพัดลมได้อีกด้วย

ในกรณีของแอร์แบบที่จำหน่ายกันอยู่ในกลุ่มประเทศเขตหนาวที่มีฤดูหนาวยาวนานกว่าฤดูร้อน โหมด Cool จะเป็นโหมดสำหรับใช้งานเฉพาะในช่วงฤดูร้อนเท่านั้น แต่ในบ้านเราที่อากาศค่อนข้างจะร้อนตลอดทั้งปี โหมด Cool จึงถือเป็นโหมดการทำงานหลักที่เราใช้งานกันมากที่สุด




โหมด Dry

โหมดการทำงานแบบ Dry หรือโหมดลดความชื้น ซึ่งแทนด้วยสัญลักษณ์รูปหยดน้ำ โดยเมื่อกดปุ่ม Mode บนรีโมทคอนโทรล แล้วเลือกการทำงานให้อยู่ในโหมด Dry ผู้ใช้งานจะไม่สามารถปรับตั้งอุณหภูมิได้ เมื่ออยู่ในโหมดลดความชื้น และแอร์ก็จะทำหน้าที่เป็นเหมือนเครื่องลดความชื้นในอากาศ โดยใช้การควบแน่นของความชื้นในอากาศที่เกิดขึ้นบนแผงอีวาปอเรเตอร์หรือแผงทำความเย็น เพราะโดยหลักการพื้นฐานที่แอร์ใช้ทำความเย็น ใช้สารทำความเย็นในระบบที่ถูกทำให้ไหลไปตามท่อเพื่อให้มันเป็นตัวกลางในการถ่ายเทความร้อน ซึ่งนี่จึงทำให้แผงที่บริเวณที่อยู่ในชุดคอยล์เย็นจะมีอุณหภูมิต่ำมาก จนความชื้นในอากาศพากันมาควบแน่นและกลั่นตัวเป็นหยดน้ำ ไหลออกไปตามท่อน้ำทิ้ง 

และเมื่อแอร์ถูกกำหนดให้ทำงานในโหมดลดความชื้น แม้ว่าคอมเพรสเซอร์ที่อยู่ในชุดที่ติดตั้งอยู่นอกอาคารยังคงทำงานอยู่ แต่พัดลมที่อยู่ในชุดคอยล์เย็นอาจจะมีการทำงานสลับกับการหยุดทำงานเป็นช่วงๆ เพื่อเป็นการดึงความชื้นในอากาศให้ถูกกลั่นตัวเป็นหยดน้ำให้ได้มากที่สุด และนำเอานำที่กลั่นตัวจากความชื้นปล่อยทิ้งออกมาทางท่อน้ำทิ้ง

โหมดลดความชื้นนี้หากไม่ได้ใช้งานในห้อง ที่ต้องการควบคุมความชื้นโดยเฉพาะก็ถือว่าไม่จำเป็นสักเท่าไหร่กับการใช้ในบ้านทั่วๆไป




โหมด Fan

ในโหมด Fan หรือโหมดพัดลม เมื่อกดปุ่ม Mode บนรีโมทคอนโทรล แล้วเลือกการทำงานให้อยู่ในโหมด Fan ระบบจะตัดการทำงานในส่วนของชุดคอนเด็นซิ่งยูนิตที่อยู่นอกอาคารออกไป เหลือไว้แต่เพียงชุดแฟนคอยล์หรือคอยล์เย็นในอาคารที่จะยังคงทำงานอยู่ พัดลมคอยล์เย็นจะยังคงทำงานอยู่ ผู้ใช้งานก็สามารถปรับความเร็วพัดลมได้ แต่ไม่สามารถตังอุณหภูมิได้ และลมที่ออกมาจากชุดคอยล์เย็นก็อยู่ในระดับของอุณหภูมิห้อง ไม่ใช่ลมเย็น เพราะการทำความเย็นในชุดคอนเด็นซิ่งยูนิตถูกตัดการทำงานออกไปทันทีที่กดเลือกโหมด Fan จึงทำให้คอมเพรสเซอร์ไม่ทำงาน และไม่มีน้ำยาแอร์ไหลวนเข้ามายังชุดคอยล์เย็น

โหมด Fan แม้จะเป็นอีกหนึ่งโหมดการทำงาน ที่โดยปกติเราไม่ค่อยจะใช้งานกันอยู่แล้ว แต่ก็เป็นอีกหนึ่งโหมดการทำงานที่ค่อนข้างมีประโยชน์ ซึ่งหากท่านใดเจอปัญหากลิ่นเหม็นอับที่ออกมาจากแอร์ ก็ลองใช้งานโหมดนี้ดูได้ โดยการใช้งานนั้นเมื่อเราใช้แอร์เสร็จ หรือเป็นช่วงที่ใกล้จะปิดแอร์ ก่อนจะปิดแอร์หากเราเปลี่ยนให้แอร์ทำงานในโหมด Fan ต่อไปอีกสัก 15-20 นาที แล้วจึงปิดเครื่อง ก็จะช่วยเป่าแผงคอยเย็นด้านใน ลดความชื้นสะสม ซึ่งสามารถช่วยลดกลิ่นอับที่ไม่พึงประสงค์ได้





โหมด Heat

โหมดการทำงานแบบ Heat หรือโหมดทำความร้อน ซึ่งในรีโมทแอร์บางยี่ห้อจะแทนโหมดนี้ด้วยสัญลักษณ์รูปดวงอาทิตย์ เป็นโหมดการทำงานที่เพิ่งมีการนำเข้ามาใส่ในแอร์บางรุ่นที่ขายในบ้านเรา โดยเมื่อกดปุ่ม Mode บนรีโมทคอนโทรล แล้วเลือกการทำงานให้อยู่ในโหมด Heat เมื่อเข้าสู่โหมดนี้ การทำงานของเครื่องจะเป็นการเพิ่มอุณหภูมิเพื่อทำความร้อนให้กับภายในห้อง โดยส่วนใหญ่การทำงานในโหมดนี้ จะใช้เทคโนโลยีการทำความร้อนที่เรียกว่า Heat Pump ซึ่งหากจะเปรียบให้พอเข้าใจได้ง่ายๆ ก็คือเป็นการทำงานแบบกลับทิศทาง สลับหน้าที่กันระหว่างแผงคอยล์ร้อนและแผงคอยล์เย็น เพื่อให้ชุดภายในอาคารเป่าลมร้านออกมา โดยเทคโนโลยีนี้ มีมานานสักระยะหนึ่งแล้ว และมันเป็นที่รู้จักและใช้งานกันแพร่หลายในกลุ่มประเทศที่มีอากาศหนาว ซึ่งนำมาใช้งานเพื่อให้ความอบอุ่นในครัวเรือน และยังสามารถสลับมาทำความเย็นได้ในช่วงที่มีอากาศร้อน

โหมด Heat ที่มีมาให้ ในแอร์ที่จำหน่ายในบ้านเรานั้น ปัจจุบันยังคงจำกัดเฉพาะในแอร์รุ่นท็อประดับบนๆของแต่ละยี่ห้อเท่านั้น ซึ่งมันก็เป็นอีกโหมด ที่ถือว่าไม่จำเป็นในการนำมาใช้งานทั่วๆไป เพราะแม้แต่พื้นที่ ที่มีอากาศหนาวสุดในประเทศไทยก็มีช่วงที่หนาวจัดติดต่อกันไม่นานสักเท่าไหร่ ดูแล้วอาจจะไม่ค่อยคุ้มค่าที่จะต้องจ่ายแพงกว่าเพื่อซื้อแอร์รุ่นท็อป




Create Date : 13 มกราคม 2558
Last Update : 13 มกราคม 2558 20:56:08 น.
0 comment
คาปาซิเตอร์แอร์ระเบิด

          สำหรับบทความชุดนี้ ผู้เขียนขอหยิบยกเอากรณีที่คาปาซิเตอร์ในแอร์ ได้เกิดระเบิดขึ้น ซึ่งที่นำมาเขียนเป็นบทความก็เพราะเป็นเคสที่ผู้เขียนได้พบเจอมากับตนเอง จึงอยากแชร์ประสบการณ์บอกเล่าให้กับผู้ใช้งานทั่วไป




ซึ่งแอร์ยี่ห้อที่เกิดเหตุนี้จะว่าไปแล้ว หลังๆมานี้ ก็มักจะมีผู้ใช้งานหลายท่าน เจอปัญหาขัดข้องแอร์ที่ใช้งานอยู่ไม่เย็น เพราะมีสาเหตุมาจากตัวคาปาซิเตอร์รันของคอมเพรสเซอร์เสีย ทำให้คอมเพรสเซอร์สตาร์ทออกตัวไม่ได้ แอร์จึงไม่เย็น

ผู้เขียนได้ดูผ่านตามาอย่างคร่าวๆ จากรายการแจ้งซ่อมรวมที่ทีมงานได้รับเข้ามาช่วงหลังมานี้ก็มีเคสเข้าไปเปลี่ยนคาปาซิเตอร์ให้แอร์ยี่ห้อนี้อยู่พอสมควร 

ถ้าหากคุณผู้อ่านท่านใดที่ทำงานอยู่เกี่ยวกับแอร์บ้านหรือเป็นช่างแอร์ คงจะมีโอกาสเจอเคสเปลี่ยนคาปาซิเตอร์แอร์ยี่ห้อนี้อยู่บ้างไม่มากก็น้อย ส่วนใครที่ไม่ได้อยู่ในวงการงานซ่อมแอร์บ้าน ก็อาจจะลองค้นหาเพิ่มเติมในกูเกิ้ลหรือไม่ก็ลองย้อนกลับไปดูบทความในพันทิปที่ผ่านๆมา ก็อาจจะมีเรื่องปัญหาของคาปาซิเตอร์ของแอร์ยี่ห้อนี้ก็มีให้เห็นอยู่ในแวดวงสังคมออนไลน์เช่นกัน



สำหรับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น...ในวันที่เกิดเหตุเป็นช่วงเช้าของวันทำงานปกติ ผู้เขียนเองก็นั่งทำงานอยู่ในห้องทำงานชั้นบนของที่ร้าน สักพักก็ได้ยินเสียงระเบิดจากด้านนอกดังเข้ามาดังค่อนข้างชัดเจน ซึ่งตอนแรกที่ได้ยินเสียงดังกล่าว ผู้เขียนเองก็คิดว่าคงจะเป็นฟิวส์แรงสูงที่หม้อแปลงบนเสาหน้าร้าน ปลดวงจรลงอีก แต่ว่าไฟในห้องทำงานไม่ดับ จึงได้ถามลงไปยังข้างล่างให้ช่วยเช็คที่หน้าตู้ควบคุมไฟฟ้า ว่าไฟมาครบทั้งสามเฟสหรือเปล่า ก็ได้คำตอบว่าระบบไฟปกติดี มาครบทั้งสามเฟส แรงดันเฉลี่ยที่วัดได้ ของเฟสเทียบกับนิวทรัล แต่ละเฟสก็มีระดับแรงดันเฉลี่ยที่ราวๆ 225 V

ที่ในตอนแรกคิดว่าเป็นเสียงของฟิวส์แรงสูงเพราะเมื่อช่วงราวๆสองสัปดาห์ก่อนหน้า ในตอนช่วงที่ฝนตกลงมาปรอยๆของช่วงเช้า ก็เกิดเสียงระเบิดดังสนั่นได้ยินเสียงชัดเจน ครั้งนั้นที่มาของเสียงมาจากฟิวส์แรงสูงของหม้อแปลงที่ร้านก็ปลดวงจรลงมาเอง

แต่เคสนี้ เมื่อได้ทราบว่าเสียงดังที่ได้ยินนั้นไม่ได้มาจากฟิวส์แรงสูงที่หม้อแปลงของร้าน ก็ทำงานต่อไม่ได้ใส่ใจอะไร ยังคิดว่าคงเป็นเด็กแว๊นมาปาประทัดยักษ์เล่นประมาณนั้น แต่ผ่านไปสักพักหนึ่งไม่นานก็รู้สึกว่าแอร์ในห้องทำงานมันไม่เย็นเลย ดูที่รีโมทก็ยังคงตั้งไว้ที่ระดับเดิม และเริ่มเหมือนจะได้กลิ่นไหม้นิดๆโชยมาอ่อนๆ แต่หาที่มาในห้องก็ไม่พบ แง้มม่านที่ประตูระเบียงมองออกไปก็พบว่าควันสีขาวกำลังออกมาจากชุดคอยล์ร้อนแอร์ 

จากนั้นจึงรีบเดินออกไปที่แผงควบคุมไฟฟ้า เพื่อปิดเบรกเกอร์ของแอร์ แล้วหยิบถังดับเพิ่งที่วางใกล้ๆติดมือมาด้วย ยืนดูที่คอยล์ร้อนอยู่สักพัก ก็ไม่เห็นการลุกไหม้อะไรเพิ่ม ตอนนั้นยังคาดว่าเสียงระเบิดที่ได้ยินคงไม่ใช่การระเบิดของคอมเพรสเซอร์หรือการระเบิดของแรงดันในระบบแน่ เพราะถ้าระเบิดโดยแรงดันในระบบแอร์สภาพมันจะต้องดูไม่จืด และต้องมีน้ำยาแอร์รั่วออกมาแน่ แต่สภาพภายนอกตอนนั้นไม่ได้ดูเลวร้ายมากขนาดนั้น ก็คาดว่าน่าจะเป็นที่การลัดวงจรของอุปกรณ์ทางไฟฟ้าภายใน ซึ่งเสียงดังระดับนี้ความเป็นไปได้ก็เห็นจะเป็นเสียงจากการระเบิดของคาปาซิเตอร์ 

จากนั้นผู้เขียนจึงเรียกคนในร้านให้เอาเครื่องมือมาลองเกาะดูว่ามันเป็นอะไรกันแน่

และหลังจากนั้นคนที่ผู้เขียนให้ไปตรวจเช็ค ก็มาพร้อมกับคาปาซิเตอร์รัน ที่มีสภาพดังที่เห็นในภาพด่านล่างนี้


คนคนรอบข้างหลายคนที่ได้มาเห็นสภาพ ก็ต่างบอกกับผู้เขียนว่า “เคสนี้โหดจริงๆ” เพราะโดยทั่วไปในแอร์ที่ใช้กัน ไม่ว่าจะเป็นยี่ห้ออะไรก็ตาม การชำรุดของคาปาซิเตอร์รันในแอร์ ตัวคาปาซิเตอร์อาจจะขาดที่ข้างในซึ่งไม่มีความผิดปกติให้เห็นภายนอก แต่ถ้าเป็นการชำรุดแบบที่แสดงอาการให้เห็นได้ภายนอกก็มักจะเป็นอาการบวมเท่านั้น อาจจะเพราะว่าตัวถังที่บรรจุคาปาซิเตอร์ชนิดนี้เป็นโลหะหนา ด้วยรูปทรงและวัสดุรวมถึงการเชื่อมรอยต่อ ส่วนหนึ่งก็จะทำให้มันมีความแข็งแรงในระดับหนึ่งอยู่แล้ว ในเคสที่ใช้กับแอร์บ้านนั้นการระเบิดออกมาแบบในครั้งนี้จึงถือว่าค่อนข้างจะรุนแรงอยู่พอควรสำหรับเคสที่ใช้กับแอร์ ซึ่งเราไม่ค่อยจะพบได้บ่อยนัก 

แต่ถ้าเป็นเคสของคาปาซิเตอร์ที่ใช้ต่อในระบบไฟฟ้าเพื่อปรับปรุงคุณภาพของไฟฟ้า(ปรับปรุงค่าตัวประกอบกำลังไฟฟ้า)การระเบิดขณะใช้งาน เป็นเรื่องที่อาจจะพบได้บ่อยกว่า หากคาปาซิเตอร์ที่ใช้คุณภาพไม่ดี หรือใช้งานในสภาวะไม่เหมาะสม



ภาพแสดงตัวอย่างคาปาซิเตอร์รันของแอร์ที่มีอาการบวม


และถ้าหากเคสนี้ไปเกิดกับผู้ใช้แอร์ ที่ไม่ได้มีความรู้เฉพาะในด้านไฟฟ้า ทางบริษัทผู้ผลิตอาจจะสรุปสาเหตุของกรณีนี้ ว่าเป็นผลมาจากความไม่เสถียรของระบบไฟฟ้าที่ใช้งานแน่ 

แต่กรณีนี้หากจะมาสรุปว่าสาเหตุอยู่ที่ระบบไฟฟ้าของผู้เขียนเองไม่เสถียร ก็คงจะต้องเถียงกลับไปว่าเป็นไปได้ยาก เพราะผู้เขียนค่อนข้างเชื่อมั่นในความเสถียรของระบบไฟฟ้าที่นี่ ที่ค่อนข้างเชื่อมั่นระบบไฟฟ้าของตนเอง ก็เพราะเป็นระบบไฟฟ้าที่ได้ทำการออกแบบด้วยตนเอง มีหม้อแปลงแรงสูงที่ติดตั้งเองเพื่อใช้เฉพาะรายไม่ได้ใช้ร่วมกับบ้านอื่น เพราะด้วยความที่ว่าอาคารนี้ ด้านล่างเปิดเป็นร้านขายของ การไฟฟ้าฯจึงจัดประเภทผู้ใช้ไฟให้อยู่ใน ประเภทที่ 2 คือกิจการขนาดเล็ก ทำให้ต้องติดหม้อแปลงแยกของตนเอง 



มาดูแอร์ตัวที่เกิดเหตุการณ์คาปาซิเตอร์ระเบิดแอร์เครื่องนี้เป็นแอร์ของ Mitsubishi Electric รุ่น Econo Air ขนาดทำความเย็น 13,000 BTU เป็นรุ่นที่จัดอยู่ในระดับพื้นฐาน ซึ่งแน่นอนว่าไม่ใช่ระบบอินเวอร์เตอร์



ในส่วนของคาปาซิเตอร์ (Running Capacitor) ที่แอร์ของ Mitsubishi Electric Mr.Slim นำมาใช้ประกอบในแอร์ ช่วงหลังมานี้ทางผู้ผลิตได้ใช้คาปาซิเตอร์ ยี่ห้อ EPCOS โดยในช่วงหลังมานี้ก็พบว่าแอร์ของ Mitsubishi Electric ที่ใช้คาปาซิเตอร์ยี่ห้องนี้ มักมีปัญหาที่มาจากคาปาซิเตอร์เสียอยู่บ่อยครั้ง และครั้งนี้ของผู้เขียงเอง ก็นับว่าได้แจ๊คพ็อตใหญ่คาปาซิเตอร์จากไปพร้อมด้วยเสียงระเบิดที่มีให้ตกใจเล่น 




และหากแอร์ของท่านผู้อ่านท่านใดที่วันดีคืนดีเกิดเจอปัญหาแอร์ไม่เย็น และเมื่อให้ช่างมาตรวจสอบดูก็สรุปออกมาว่าคาปาซิเตอร์เสีย หากเป็นแอร์ยี่ห้อเดียวกันและใช้คาปาซิเตอร์ยี่ห้อเดียวกับที่ผู้เขียนได้นำเสนอมานั้น

การนำคาปาซิเตอร์ตัวใหม่มาเปลี่ยน อาจจะเลือกใช้คาปาซิเตอร์ยี่ห้ออื่นก็ได้เพราะการสั่งคาปาซิเตอร์ที่เป็นอะไหล่แท้จากศูนย์บริการ Mitsubishi อาจจะเจอราคาของอะไหล่ ที่ค่อนข้างสูงกว่าราคาอะไหลทั่วไปตามท้องตลาด ซึ่งคาปาซิเตอร์ที่สั่งจากศูนย์ ก็คงจะหนีไม่พ้นยี่ห้อเดิมที่เสียไป ซึ่งถ้าเอามาเปลี่ยนก็ไม่รู้ว่าจะเสียง่ายอีกหรือเปล่า

หากจะเปลี่ยนคาปาซิเตอร์ โดยนำของอื่นมาใช้สามารถทำได้ ขอให้เป็น Running Capacitor ที่มีค่าความจุเท่ากับของเดิม มีระดับค่าแรงดันไฟฟ้าที่ใกล้เคียงกับที่ตัวเลขบนคาปาซิเตอร์ตัวเดิม ก็สามารถใช้แทนกันได้ไม่มีปัญหา


หากใครที่สงสัยว่าคาปาซิเตอร์ที่เสีย สามารถเคลมกับทางผู้ผลิตได้หรือเปล่า

ในเคสของผู้เขียนเองที่เกิดขึ้นนั้น แอร์เครื่องดังกล่าวติดตั้งมาพร้อมๆกับตอนสร้างอาคารเสร็จ ซึ่งมันก็ผ่านมาราวๆ 3-4 ปีแล้ว แอร์เครื่องนี้ถ้าพูดเรื่องของเงื่อนไขการรับประกันนั้น ผู้ผลิตรับประกันคอมเพรสเซอร์ 5 ปี แต่อุปกรณ์อื่นๆนั้นจะรับประกันแค่ 1 ปี จึงไม่ต้องคิดถึงเรื่องของการเคลมประกันให้วุ่นวาย 

ท้ายที่สุดแอร์เครื่องนี้ผู้เขียนก็ได้เอาคาปาซิเตอร์ของใหม่ที่ผู้เขียนมีอยู่แล้ว มาเปลี่ยนแทน และใช้งานต่อ



ที่เขียนบทความชุดนี้ขึ้นก็เพื่อแชร์เรื่องราวอย่างเช่นกรณีนี้ ซึ่งมันไม่ได้เกิดขึ้นบ่อยๆและยิ่งมาประสบเจอกับตัวเองแบบนี้ จึงนำมาบอกเล่าสู่กันฟัง เพราะหลังๆมานี้เริ่มรู้สึกผิดหวังในแอร์หลายเจ้า ที่จัดว่าเป็นแอร์แบรนด์ดัง มีชื่อเสียงในบ้านเรามายาวนานหลายสิบปีแต่ช่วงหลังๆมานี้หลายๆยี่ห้อ นับวันก็ยิ่งเหมือนว่าคุณภาพไม่ดีเท่าในอดีต ผู้ผลิตหลายรายในปัจจุบันส่วนใหญ่มักจะเน้นการลดต้นทุน จนส่งผลคุณภาพสินค้า









Create Date : 06 มกราคม 2558
Last Update : 6 มกราคม 2558 2:51:26 น.
2 comment
ข้อควรระวัง! ในการถอดแอร์แบบปล่อยน้ำยาทิ้ง
เมื่อแอร์เครื่องหนึ่งถูกนำมาติดตั้งใช้งาน และหลังจากใช้งานไปสักพัก ก็มีเหตุจำเป็นให้ต้องถอดแอร์เครื่องดังกล่าวออกจากจุดที่ติดตั้ง โดยที่แอร์เครื่องนั้นยังคงสามารถใช้งานได้อย่างปกติ ซึ่งการถอดออกนี้ไม่ว่าจะเป็นการถอดออกเพื่อเก็บไว้ หรือถอดออกนำไปติดตั้งยังสถานที่อีกแห่งนั้น จำเป็นต้องมีการถอดลงมาอย่างถูกต้อง และเก็บอย่างเหมาะสม

ที่ต้องมีขั้นตอนในการถอดอย่างเหมาะสม ก็เพราะเนื่องจากแอร์ไม่ใช่เครื่องใช้ไฟฟ้าแบบทั่วๆไป ที่เพียงจะคลายสกรูที่ยึดติดแล้วแค่ปลดสายไฟก็ถอดออกมาได้ แต่เพราะว่าแอร์แบบที่ใช้กันในปัจจุบันมีระบบท่อน้ำยาหรือท่อทางเดินของสารทำความเย็นเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย ซึ่งการจัดการที่ไม่ถูกต้องนั้น อาจส่งผลเสียต่อแอร์และต่อผู้ปฏิบัติงานได้นั่นเอง




ในบทความชุดนี้ผู้เขียนจะขอกล่าวถึง การถอดย้ายแอร์แบบที่ไม่ถูกต้อง โดยปล่อยแรงดันน้ำยาหรือสารทำความเย็นออกมาทิ้งสู่บรรยากาศภายนอก ซึ่งไม่ได้ทำการไว้ในที่ที่เหมาะสมและส่วนใหญ่การถอดแบบปล่อยน้ำยาทิ้ง ก็มักจะเป็นการถอดลงมาด้วยตนเองโดยผู้ใช้งานหรือผู้ที่ไม่ได้เป็นช่างแอร์ ซึ่งไม่มีความรู้ความเข้าใจในระบบแอร์

ซึ่งถ้าหากเป็นการถอดด้วยตนเองโดยที่ผู้ถอดไม่มีความรู้ความเข้าใจในระบบแอร์ เกือบจะทุกรายก็มักจะถอดและเก็บอย่างผิดวิธี



การถอดแอร์โดยที่ไม่ได้เก็บน้ำยาหรือสารทำความเย็นไว้ในชุดคอยล์ร้อน (Condensing Unit) ทำให้สารทำความเย็นที่มีแรงดันสูงในระบบ ถูกปล่อยออกมาทิ้งสู่บรรยากาศภายนอก

ซึ่งหลายท่านที่เคยทำการถอดแอร์ลงมาด้วยตนเองและปล่อยสารทำความเย็นในระบบทิ้ง ก็มักจะปล่อยสารทำความเย็นออกมาทางวาล์วลูกศรหรือบางรายก็อาจจะใช้การคลายเกลียว(แฟร์) ที่เป็นจุดต่อในระบบท่อแอร์ เพื่อเปิดทางให้สารทำความเย็นแรงดันสูงออกมานั่นเอง แต่บางรายที่เลวร้ายสุดคือการหักหรือบิดท่อทองแดงให้มีรอยแตกเพื่อให้แรงดันในระบบพุ่งทะลักออกมาอย่างรวดเร็ว ซึ่งการทำเช่นนี้อาจก่อให้เกิดอันตรายต่อผู้ที่ปฏิบัติงานได้

แต่ไม่ว่าจะเป็นการระบายแรงดันสารทำความเย็นออกด้วยช่องทางใดก็ตาม ก็ล้วนมีผลเสียตามมาหลายอย่างด้วยกัน



ผลเสียอย่างแรกสุดคงหนีไม่พ้น ผลเสียต่อระบบแอร์ เพราะการปล่อยแรงดันสารทำความเย็นออกสู่บรรยากาศนั้น หากไม่มีการควบคุมการระบายแรงดันอย่างช้าๆทีละน้อย แต่ปล่อยให้แรงดันในระบบพุ่งทะลักออกมาที่ละมากๆ แรงดันสารทำความเย็นที่พุ่งทะลักออกมานั้น ไม่ได้ออกมาเฉพาะแค่สารทำความเย็น แต่มันได้นำพาน้ำมันหล่อลื่นที่รวมอยู่ในระบบ ให้ไหลทะลักออกมาพร้อมกันด้วย และจนกว่าที่แรงดันในระบบจะถูกระบายออกมาจนหมด ระหว่างนั้นก็ทำให้น้ำมันจำนวนไม่น้อยไหลจามออกมา

เมื่อมีการนำแอร์เครื่องนั้นไปติดตั้งในสถานที่ใหม่ หลายท่านก็คงทราบดีว่าการนำมาติดตั้งใหม่ก็ต้องเดิมสารทำความเย็นหรือน้ำยาเข้าไปใหม่ แต่...สำหรับน้ำมันหล่อลื่นในระบบ ที่ออกมาพร้อมกับการปล่อยสารทำความเย็นทิ้งในครั้งก่อน ส่วนใหญ่แล้วในกรณีที่นำแอร์เครื่องนั้นไปใช้ในอีกสถานที่หนึ่ง น้ำมันส่วนที่ขาดหายนี้มักจะไม่ค่อยถูกเติมเพิ่มเข้าไป เพราะในงานติดตั้งของจริงมักจะไม่มีการวัดปริมาณน้ำมันที่เหลืออยู่ในระบบ และเราก็ไม่ทราบว่าในระหว่างที่น้ำมันพุ่งออกมาพร้อมแรงดันสารทำความเย็นนั้น น้ำมันส่วนที่ออกมานั้น หายออกไปจากระบบปริมาณเท่าไหร่


ในส่วนของน้ำมันที่ว่ามานั้นก็คือน้ำมันหล่อลื่น หรือเรียกกันทั่วไปว่า “น้ำมันคอมเพรสเซอร์” เป็นน้ำมันหล่อลื่นสูตรเฉพาะสำหรับการใช้งานในระบบเครื่องทำความเย็น น้ำมันที่ว่านี้จะที่ถูกบรรจุเข้าไปในระบบแอร์ โดยส่วนใหญ่แล้วน้ำมันหล่อลื่นจะถูกตวงและบรรจุมาจากโรงงานที่ผลิตคอมเพรสเซอร์

น้ำมันหล่อลื่นที่ใส่เข้าไปนั้น มีวัตถุประสงค์เพื่อให้มันหมุนเวียนในระบบไปพร้อมๆกับสารทำความเย็นที่ไหลเวียนในขณะที่เครื่องทำงาน ทำหน้าที่หล่อลื่นและระบายความร้อน ให้กับชิ้นส่วนภายในคอมเพรสเซอร์นั่นเอง



หากปริมาณของน้ำมันในระบบมีอยู่ไม่เพียงพอตามที่ผู้ผลิตได้ออกแบบและกำหนดไว้ ก็จะส่งผลให้เกิดการสึกหรอของชิ้นส่วนภายในคอมเพรสเซอร์ก่อนเวลาอันควร และในการใช้งานต่อเนื่อง ปริมาณน้ำมันที่มีน้อยจนเกินไปอาจจะไหลเวียนและระบายความร้อนให้กับคอมเพรสเซอร์ได้ไม่ทันต่อความต้องการ ซึ่งกรณีที่เลวร้ายที่สุดก็อาจจะนำมาสู่ปัญหาที่เรียกว่า “คอมเพรสเซอร์น็อก” และหากเป็นเช่นนี้ จะต้องเปลี่ยนคอมเพรสเซอร์ใหม่ ซึ่งการเปลี่ยนคอมเพรสเซอร์ในรายของแอร์ที่ใช้กันอยู่ตามบ้านนั้น ค่าใช้จ่ายทั้งหมดในการเปลี่ยนคอมเพรสเซอร์หนึ่งครั้ง อาจจะคิดออกมาได้ที่ราวๆ 30-40 ของราคาแอร์ทั้งชุดเลยก็เป็นได้


และการปล่อยสารทำความเย็นออกมาทิ้งนั้น นอกจากจะมีความเสียงที่แอร์เครื่องนั้นจะนำไปใช้งานต่อได้ในเวลาไม่นานก็ชำรุจ ยังมีข้อเสียที่เป็นผลกระทบที่หลายคนอาจจะคาดไม่ถึง ในกรณีที่เป็น R-22 ซึ่งมีส่วนผสมของสาร CFCs หรือสารคลอโรฟลูออโรคาร์บอน การปล่อยสารทำความเย็นออกมาสู่บรรยากาศ เป็นส่วนหนึ่งของการก่อให้เกิดสภาวะเรือนกระจก ซึ่งบางท่านอาจจะเถียงโดยมีความคิดว่า “ก็แค่แอร์เครื่องเดียวจะไปมีผลอะไร” ซึ่งหากใครคิดเช่นนี้อยู่ ผู้เขียนเองก็ขอถามกลับไปว่า... “แอร์ที่ใช้ R-22ทั้งโลกนี้มันมีแต่ของคุณอยู่เพียงเครื่องเดียวหรือเปล่า” ? อย่าลืมว่ามันไม่ได้มีใช้กันอยู่เครื่องเดียวและหากทุกคนต่างคิดแบบนี้ ก็ไม่ได้มีคนๆเดียวที่ปล่อยมันทิ้งสู่บรรยากาศ


มาถึงการถอดย้ายแอร์อย่างถูกวิธี ก่อนที่จะถอดระบบไฟฟ้า และระบบท่อสารทำความเย็นออก จะต้องมีการเก็บสารทำความเย็นหรือน้ำยา ให้อยู่ในชุดคอยล์ร้อน (Condensing Unit) เป็นวิธีที่เรียกกันในภาษาช่างว่า “ปั๊มดาวน์”

ขั้นตอนคร่าวๆของการปั๊มดาวน์ผู้เขียนจะขออธิบายให้พอเข้าใจเบื้องตน คือก่อนการปั๊มดาวน์จะต้องมีการเดินเครื่องก่อนเพื่อให้สารทำความเย็นไหลวนในระบบสักพัก ซึ่งขั้นตอนนี้จำเป็นต้องมีเกจแมนิโฟลด์ต่อวัดแรงดันในระบบด้วย เมื่อเดินเครื่องจนระดับแรงดันในระบบคงที่แล้ว จากนั้นจึงทำการหมุนปิดวาล์วของท่อด้านที่อัดสารทำความเย็นออกมา แล้วสังเกตที่หน้าปัดของเกจแมนิโฟลด์ค่าแรงดันจะค่อยๆลดลงเรื่อยๆ และเมื่อค่าที่แสดงเข้าใกล้ 0 ให้รีบทำการหมุนปิดวาล์วของท่อด้านดูดทันที และจากนั้นต้องตัดการจ่ายไฟหรือปิดสวิทช์เพื่อให้เครื่องหยุดทำงานอย่ารวดเร็ว เพราะการปล่อยให้เครื่องเดินต่อไปโดยที่วาล์วถูกปิดส่งผลให้แรงดันไม่มีการไหลเวียนตามวัฎจักร ซึ่งถ้ายังปล่อยให้เครื่องทำงานต่อไปอีกจะส่งผลทำให้แรงดันในระบบสูงมากขึ้นเรื่อยๆจนอาจจะระเบิดได้



ดังนั้นขั้นตอนการถอดแอร์ที่ถูกต้องจะต้องทำการปั๊มดาวน์ เพื่อเก็บสารทำความเย็นเข้าไว้ในชุดคอยล์ร้อน แต่การปั๊มดาวน์นั้นจำเป็นจะต้องทำโดยผู้ชำนาญ หรือผู้ที่มีทักษะเบื้องต้นในงานระบบแอร์ เพราะหากไม่มีทักษะทางด้านนี้ ไม่ไม่ความรู้ความเข้าใจเฉพาะทาง ไม่เคยทำมาก่อนก็ควรปล่อยให้เป็นการถอดย้ายโดยช่างผู้ชำนาญจะดีที่สุด เพื่อที่เป็นการป้องกันอันตรายและจะไม่เกิดเหตุการณ์ตามภาษิตที่ว่า “เสียน้อยเสียยาก เสียมากเสียง่าย”





Create Date : 21 ธันวาคม 2557
Last Update : 21 ธันวาคม 2557 22:15:04 น.

2 comment
สายดินสำหรับแอร์

        ในส่วนของเครื่องปรับอากาศ หรือแอร์ ที่ใช้กันอยู่ในอาคารบ้านเรือน เป็นเครื่องใช้ไฟฟ้าที่ต้องนำมาติดตั้งใช้งานอยู่กับที่ และในกรณีของแอร์รุ่นปัจจุบันที่ผลิตออกมาจำหน่ายในท้องตลาดบ้านเรา บริเวณจุดต่อสายไฟเข้าเครื่องนั้น ทางผู้ผลิตก็ได้กำหนดจุดสำหรับต่อสายดินเอาไว้อย่างชัดเจน ซึ่งมีผู้ใช้งานหลายท่านที่เกิดข้อสงสัย ว่า...แอร์ที่ติดตั้งนั้นควรจะต้องต่อสายดินหรือไม่ ?





ซึ่งในเรื่องของสายดินนี้ ถ้าพูดถึงระบบไฟฟ้าของบ้านพักอาศัยในปัจจุบัน หากเป็นบ้านที่สร้างขึ้นในช่วงไม่เกินสิบปีที่ผ่านมานี้ แทบทุกบ้านที่ก่อสร้างหรือทำการปรับปรุงระบบไฟฟ้าทั้งระบบ จะต้องดำเนินการติดตั้งระบบสายดินควบคู่กับระบบไฟฟ้าที่ติดตั้งใช้งาน ตามข้อบังคับของการไฟฟ้าฯ และเป็นไปตามมาตรฐานการติดตั้งระบบไฟฟ้าของประเทศไทยที่มีใช้กันอยู่ในปัจจุบัน




และเป็นที่ทราบกันดีว่า เครื่องใช้ไฟฟ้าที่มีใช้งานกันอยู่ภายในบ้าน หากเป็นเครื่องใช้ไฟฟ้าชนิดที่ติดตั้งอยู่กับที่หรือกึ่งอยู่กับที่ ซึ่งเครื่องใช้ไฟฟ้านั้นมีโครงภายนอกเป็นโลหะ มีส่วนที่ผู้ใช้งานสามารถเข้าถึงได้หรือมีส่วนสัมผัสที่เป็นสื่อนำไฟฟ้าที่เชื่อมถึงกับผู้ใช้งานโดยตรง จะต้องมีการติดตั้งสายดินเพื่อป้องกันอันตรายจากไฟฟ้า


ซึ่งหาจะพิจารณาจากข้อมูลที่มาจากโรงงานผู้ผลิต กรณีของแอร์นั้น เรื่องการต่อสายดินให้กับแอร์ดูจะเหมือนจะยังไม่ค่อยมีใครเห็นความสำคัญมากนัก และก็ไม่ได้มีการกำหนดเป็นคำเตือนข้อบังคับให้ต้องต่อสายดินแสดงให้เห็นชัดเจนเหมือนที่เห็นกันบนฉลากของเครื่องทำน้ำอุ่น แต่ผู้ผลิตหลายรายได้เขียนคำแนะนำเรื่องการต่อสายดินรวมไว้ในเอกสารประกอบการติดตั้งที่มีมาให้

 



สำหรับในการติดตั้งแอร์แบบที่พบเห็นได้ทั่วๆไป ซึ่งอาจจะไม่ค่อยเน้นในเรื่องของมาตรฐานสักเท่าไหร่ส่วนใหญ่ก็มักจะไม่นิยมติดตั้งระบบสายดินให้กับแอร์ 

โดยอาจจะใช้เหตุผลเพื่อหลีกเลี่ยงเช่น...ส่วนคอยล์เย็นของแอร์ที่ติดตั้งในปัจจุบัน มีฝาครอบเป็นพลาสติกไม่นำไฟฟ้าและมักจะติดตั้งในระดับที่สูงจนการใช้งานปกติแทบจะไมมีการสัมผัสหรือเข้าถึงและแม้แต่ส่วนคอยล์ร้อนเองถึงแม้จะเป็นโลหะหุ้มแต่การติดตั้งใช้งานปกตินั้นตำแหน่งที่วางคอยล์ร้อนก็เป็นตำแหน่งที่ผู้ใช้ทั่วไปมักจะไม่ค่อยมีโอกาสได้เข้าถึงอยู่แล้วความเสี่ยงเรื่องที่ผู้ใช้งานจะโดนไฟดูดจึงเหมือนจะมีน้อย 

และยิ่งการใช้งานปกติก็มักจะควบคุมผ่านรีโมทคอนโทรลเป็นส่วนใหญ่ ส่วนที่สัมผัสกับผู้ใช้งานในกรณีแบบที่ใช้งานกันปกติทั่วๆไปจึงแทบจะไม่มีโอกาสก่อให้เกิดอันตรายจากไฟดูด สายดินของแอร์จึงยังไม่ค่อยได้รับการนึกถึงความสำคัญเท่าที่ควร หรือจะต้องรอให้เกิดเหตุขึ้นก่อนจึงจะมีใครเห็นความสำคัญของมัน





และบ่อยครั้งที่ผู้เขียนมีโอกาสได้พบมาก็คือกรณีที่ระบบไฟฟ้าของบ้านหลังนั้นมีระบบสายดินพร้อมตรงตามข้อบังคับของการไฟฟ้าและทางช่างที่มาดำเนินการติดตั้งระบบไฟฟ้าก็ได้มีการติดตั้งเป็นเบรกเกอร์วงจรย่อยแยกออกมาให้ในตู้ควบคุมไฟฟ้าสำหรับจ่ายไฟให้กับแอร์โดยเฉพาะและได้มีการเดินสายเมนไฟพร้อมกับสายดินมารอไว้ยังจุดที่เผื่อไว้ให้สำหรับการติดแอร์ภายหลังแต่เมื่อช่างแอร์ได้มาติดตั้งแต่ในภายหลัง กลับต่อเฉพาะสายเมนสำหรับจ่ายไฟให้แอร์แต่สายดินที่ถูกเดินมารอไว้ร่วมด้วยแต่แรกกลับถูกปล่อยทิ้งไว้ไม่ต่อเข้ากับจุดต่อสายดินของแอร์ ซึ่งถือเป็นเรื่องน่าเสียดายและสายดินของวงจรย่อยที่ใช้กับแอร์นั้นก็ถูกปล่อยไว้เปล่าประโยชน์




ทางที่ดีที่สุดนั้น หากว่าบ้านหลังไหนที่มีระบบสายอยู่พร้อมแล้ว และยิ่งถ้ามีการต่อสายดินมารองรับถึงที่จุดติดตั้งช่างแอร์ที่มาติดตั้งต่อในภายหลัง ก็ควรที่จะต่อระบบสายดินนั้นให้กับแอร์ที่ติดตั้งด้วยเพื่อเสริมความปลอดภัยให้มีมากยิ่งขึ้นไปอีก และเพื่อความถูกต้องเป็นไปตามมาตรฐาน 

อย่าคิดแต่เพียงว่าสายดินที่ต่อนั้นคือต้นทุนที่เพิ่มขึ้นและทำให้กำไรลด เพราะต้นทุนที่เพิ่มเข้ามามันก็ไม่กี่บาท ช่างแอร์บางราย ประเภทที่ว่าต้นทุนอะไรลดได้ก็ลดๆให้หมดลดไว้ก่อน แต่ก็ไม่เห็นว่าใครจะได้เป็นเศรษฐีขึ้นมา




ต่อสายดินให้แอร์แล้วเครื่องตัดไฟจะทริปหรือเปล่า?

คำถามแบบนี้เมื่อก่อนผู้เขียนมักพบเจออยู่บ่อยๆ ซึ่งมันมีที่มาที่ไปจากการที่ช่างแอร์บางรายก็อาจจะยังมีความเชื่อที่ผิดๆ อาจจะเริ่มมาจากที่ได้ยินต่อๆกันมาหรือจากไหนก็ตามแต่ ว่าการต่อสายดินให้กับแอร์ในกรณีที่ระบบไฟฟ้าของบ้านหลังนั้นมีการติดตั้งเครื่องตัดไฟหรือเบรกเกอร์แบบป้องกันไฟดูดควบคุมอยู่เมื่อต่อสายดินให้กับแอร์แล้วจะทำให้เบรกเกอร์แบบที่ป้องกันไฟดูดปลดวงจรออกเองเพราะมีไฟรั่วลงดิน 

ซึ่งนั่นถือเป็นความเชื่อที่ผิดเพราะในกรณีของแอร์ปกติแบบที่ใช้กันอยู่ มีมาตรฐานเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมได้กำหนดไว้แล้วโดยขณะทำงานในสภาวะปกติจะต้องไม่มีกระแสไฟฟ้ารั่วออกมาสู่โครงโลหะหรือถ้ามีก็ต้องน้อยมากๆจนไม่สามารถรู้สึกได้เมื่อสัมผัสโครงโลหะและก็ต้องน้อยจนไม่มีผลให้อุปกรณ์ป้องกันแบบที่ใช้กันปกติตรวจจับเจอและสั่งให้ทริปวงจรได้

ดังนั้นการไม่ต่อสายดินให้แอร์โดยอ้างเหตุผลเรื่องเครื่องตัดไฟทำงานถือเป็นเหตุผลที่ไม่ถูกต้อง ถ้าเป็นแอร์ที่ติดตั้งใหม่และสภาพสมบูรณ์ปกติการใช้งานปกติจะต้องไม่มีกระแสไฟรั่วขณะทำงาน หรือมีก็ต้องมีน้อยมากๆ



ต่อสายดินให้แอร์จะเสียค่าไฟเพิ่มขึ้นหรือเปล่า?

นี่ก็เป็นอีกหนึ่งคำถามที่มีหลายท่านสงสัยอยู่ซึ่งก็อ้างอิงตามที่ได้อธิบายไปแล้วในเรื่องที่ว่าเครื่องตัดไฟจะทริปหรือเปล่า เพราะแอร์สภาพปกติจะไม่มีกระแสไฟฟ้ารั้วลงดิน หรือรั่วก็อยู่ในระดับที่น้อยมากซึ่งนั่นไม่ใช่สาเหตุสำคัญที่จะส่งผลให้ค่าไฟเพิ่มจนเห็นได้



สายดินของแอร์ระบบ Inverter

หากเป็นแอร์ระบบ Inverterผู้เขียนอยากจะเน้นให้ต้องต่อสายดินไว้ด้วยจะเป็นการดี โดยเฉพาะบ้านที่มีระบบสายดินอยู่แล้วจะต้องต่อสายดินให้แอร์ด้วยในกรณีที่ติดตั้งแอร์ระบบ Inverter

เพราะแอร์ระบบ Inverter เป็นแอร์ที่มีภาคควบคุมทางไฟฟ้าที่ซับซ้อนขึ้นมาจากแอร์แบบธรรมดาหลายเท่า ซึ่งภาคควบคุมที่ว่านี้จะเป็นวงจรอิเล็กทรอนิกส์ โดยมีทั้งวงจรอิเล็กทรอนิกส์ภาคกำลังและภาคควบคุมที่ต้องทำงานร่วมกัน ในระหว่างที่แอร์ทำงานนั้นจะเกิดคลื่นสัญญาณรบกวนทางไฟฟ้าร่วมด้วย การต่อสายดินในแอร์ระบบ Inverter จะช่วยกำจัดปัญหาคลื่นสัญญาณรบกวนทางไฟฟ้าได้มาก ตลอดจนเป็นการป้องกันชิ้นส่วนในวงจรอิเล็กทรอนิกส์อันแสนบอบบาง ไม่ให้ได้รับความเสียหายจากสนามแม่เหล็กไฟฟ้าที่เกิดขึ้นแบบฉับพลัน ในกรณีที่มีฟ้าผ่าลงพื้นที่บริเวณใกล้เคียง






สรุปคือหากบ้านหลังไหนที่มีการติดตั้งระบบสายดินอยู่ในระบบไฟฟ้าแล้ว การติดแอร์เพิ่มในภายหลังก็ควรจะต่อสายจากจุดต่อสายดินของเครื่องปรับอากาศเข้ากับระบบสายดินของบ้าน เพื่อเป็นการเสริมการป้องกันให้ดียิ่งขึ้น และยังป้องกันอันตรายที่อาจจะเกิดขึ้นในอนาคตได้อีกด้วย 

ส่วนบ้านหลังไหนที่ไม่มีระบบสายดินอยู่หากจะติดตั้งสายดินเพิ่มเฉพาะของแอร์ ก็สามารถทำได้แต่ในกรณีที่จะไม่ติดตั้งสายดินให้กับแอร์ หากท่านได้พิจารณาแล้วว่าชิ้นส่วนตัวโครงโลหะของเครื่อง ในจุดที่ติดตั้งนั้นอยู่ในระดับที่ผู้ใช้งานทั่วไปในสภาวะปกติไม่มีโอกาสเข้าไปสัมผัสหรือเข้าถึงโดยตรง การติดตั้งโดยไม่มีระบบสายดินก็ถือว่าสามารถยอมรับได้ในระดับหนึ่ง




Create Date : 21 ตุลาคม 2557
Last Update : 4 ธันวาคม 2557 0:37:50 น.

2 comment
แผงคอยล์ร้อนแอร์แบบอลูมิเนียม
แผงควบแน่น หรือแผงระบายความร้อน (Condenser) ถือเป็นส่วนสำคัญอีกส่วนหนึ่ง ในระบบเครื่องทำความเย็นที่ใช้สารทำความเย็นเป็นตัวกลางในการและเปลี่ยนความร้อนซึ่งโดยหลักการแล้วแผงควบแน่นจะเป็นส่วนที่ใช้ระบายความร้อนให้กับสารทำความเย็นทำให้สารทำความเย็นที่ถูกอัดออกมาในรูปของแก๊สที่มีแรงดันและอุณหภูมิสูงควบแน่นและเปลี่ยนสถานะเป็นของเหลว ก่อนที่จะเดินทางสู้กระบวนการทำความเย็นในขั้นต่อไป



ในกรณีของเครื่องปรับอากาศแบบแยกส่วนหรือแอร์บ้าน ที่เรามีใช้กันอยู่นั้น แผงควบแน่นจะถูกที่ติดตั้งอยู่ภายในชุดคอยล์ร้อน(Condensing Unit) ซึ่งโดยปกตินั้นเรามักจะติดตั้งชุดคอยล์ร้อนไว้ที่ภายนอกอาคารเพื่อให้การทำงานสอดคล้องกับวัตถุประสงค์ ที่ต้องการจะดึงความร้อนภายในออกมาทิ้งภายนอกอาคารนั้นเอง

การระบายความร้อนของแผงควบแน่นสำหรับกรณีที่เป็นแอร์บ้านนั้นจะใช้การระบายความร้อนด้วยวิธีการให้อากาศที่ไหลผ่านแผงควบแน่นซึ่งจำเป็นต้องอาศัยพัดลมเข้ามาเป็นตัวช่วยให้เกิดการไหลหรือให้เกิดการเคลื่อนที่ของอากาศต่างจากเครื่องปรับอากาศเพื่อการพาณิชย์ที่มีขนาดใหญ่ๆ ซึ่งจะใช้ระบบน้ำหล่อเย็นในการระบายความร้อนของแผงควบแน่นเนื่องจากขนาดทำความเย็นที่สูงทำให้การระบายความร้อนโดยการใช้เพียงอากาศเป็นสื่อนำไม่สามารถทำได้ตามที่ต้องการ




สำหรับลักษณะของแผงควบแน่นที่ใช้กับชุดเครื่องปรับอากาศ หรือแอร์แบบแยกส่วน ที่เรามีใช้งานกันอยู่ตามอาคารบ้านเรือนทั่วๆไปจะมีลักษณะเป็นท่อโลหะที่ขดตัวไปมาเพื่อใช้เป็นทางเดินของสารทำความเย็นโดยท่อจะถูกสอดผ่านแผ่นโลหะบางๆซึ่งวางซ้อนกันอยู่หลายๆแผ่น ที่เรียกว่าแผ่นครีบฟิลซึ่งเป็นส่วนช่วยเพิ่มพื้นผิวสัมผัสในการนำพาความร้อนให้กับโลหะ

แรกเริ่มเดิมทีเครื่องปรับอากาศหรือแอร์ที่มีขายกันในบ้านเรา ย้อนกลับไปเมื่อหลายสิบปีก่อนในยุคที่แอร์แบบแยกส่วนยังไม่ค่อยเป็นที่แพร่หลาย และแอร์แบบหน้าต่างยังครองตลาดผู้ใช้ภาคครัวเรือนเป็นหลักแอร์ในยุคแรกเริ่ม แผงควบแน่นแบบดั้งเดิมนั้นใช้ท่อทองแดงสอดผ่านส่วนกลางของแผ่นครีบฟิลที่ทำมาจากอลูมิเนียมเรียกว่าแผงควบแน่นหรือแผงระบายความร้อนแบบท่อและครีบ ซึ่งแผงควบแน่นลักษณะนี้ก็ถูกใช้งานในแอร์เครื่องต่อๆมาจนถึงปัจจุบันซึ่งผ่านมาหลายสิบปีแต่เทคโนโลยีและกระบวนการผลิตก็ยังไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงไปมากนักอาจจะมีการเสริมคุณภาพขึ้นมาเล็กน้อยโดยการฉาบสารเคมีที่มีคุณสมบัติป้องการการกัดกร่อนเพิ่มเข้าไป


โดยแผงควบแน่น (Condenser) แบบใหม่นั้น มีชื่อว่า Parallel Flow Condenser ซึ่งถูกผลิตขึ้นมาจากอลูมิเนียมทั้งชุด แต่ก็ยังมีการอิงหลักการพื้นฐานส่วนหนึ่งจากแผงแบบดั้งเดิมที่เป็นท่อและครีบ ซึ่งแผงควบแน่นแบบใหม่ยังคงออกแบบให้มีท่อที่ใช้เป็นทางเดินของสารทำความเย็น ทำจากอลูมิเนียมวางซ้อนขดกันไปมาและมีแผ่นอลูมิเนียมที่บางกว่าเข้ามาแทรกไว้ระหว่างท่อที่ซ้อนกันเพื่อใช้เพิ่มพื้นที่ผิวหน้าในการถ่ายเทความร้อน ลักษณะของแผงควบแน่นแบบนี้หากมองภายนอกแล้วจะเห็นได้ว่า ค่อนข้างจะมีความคล้ายคลึงกับแผงระบายความร้อนในระบบหล่อเย็นของรถยนต์




หลายท่านที่เห็นความเปลี่ยนแปลงในแอร์รุ่นที่เปลี่ยนมาใช้แผงควบแน่นแบบใหม่นี้ก็มีข้อสงสัยเกิดขึ้นมามากมายซึ่งผู้เขียนก็ได้หาข้อมูลเพิ่มเติมและเนื้อหาในส่วนของข้อมูลทางเทคนิคมาพอสมควรโดยก่อนอื่นนั้นเรามาดูกันที่โครสร้างภานในของแผงควบแน่นแบบนี้ก่อน



แผงควบแน่นแบบใหม่ที่ทำมาจากอลูมิเนียมล้วนนั้นได้มีการออกแบบโดยใช้หลักการพื้นฐานในกระบวนการแลกเปลี่ยนความร้อน(Heat Exchangers) ซึ่งเป็นหลักการที่ใช้ในการถ่ายเทหรือแลกเปลี่ยนความร้อนจากของไหลชนิดหนึ่งไปยังของไหลอีกชนิดหนึ่ง โดยที่การแลกเปลี่ยนความร้อนนั้นของไหลทั้งสองชนิดไม่จำเป็นต้องผสมหรือสัมผัสกันโดยตรงและในที่นี้เรากำลังพูดถึงกระบวนการแลกเปลี่ยนความร้อนที่เกิดขึ้นระหว่างสารทำความเย็นหรือน้ำยาที่ไหลในระบบ กับการไหลของอากาศที่ถูกดูดด้วยพัดลมในชุดคอยล์ร้อนนั่นเอง




การออกแบบท่อทางเดินสารทำความเย็นในแผงควบแน่นแบบใหม่นั้นต่างไปจากท่อทองแดงที่ใช้ในแผงควบแน่นแบบเก่าโดยสิ้นเชิง เนื่องจากท่ออลูมิเนียม (Micro Channel Flat Aluminum) ที่ถูกนำมาใช้ประกอบเป็นแผงควบแน่นนั้นไม่ใช่แค่ท่อแบบธรรมดาแต่ภายยังในมีการออกแบบให้ถูกแบ่งเป็นช่องเล็กๆหลายช่องต่างจากแผงแบบเดิมที่เป็นท่อกลมธรรมดาซึ่งการออกแบบของแผงแบบใหม่นั้นยิ่งช่วยเพิ่มพื้นที่ผิวสัมผัสระหว่างโลหะกับตัวกลางในการถ่ายเทความร้อน




ถ้าเทียบในด้านประสิทธิภาพซึ่งพูดถึงประสิทธิภาพในการนำมาใช้งานกับแผงควบแน่นของแอร์ที่ระบายความร้อนด้วยอากาศหากจะเทียบกับแผงควบแน่นแบบดั้งเดิมนั้น ด้วยหลักการออกแบบที่ว่ามานั้นจึงจัดว่าแผงควบแน่นแบบใหม่นี้มีความสามารถในการถ่ายเทความร้อนให้กับสารทำความเย็นได้ดีกว่า และยังมีผลให้แอร์ทำงานได้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น






Create Date : 24 กันยายน 2557
Last Update : 24 กันยายน 2557 20:57:24 น.

0 comment
1  2  3  4  5  6  
KanichiKoong
Location :
สงขลา  Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 105 คน [?]



ช่องทางการติดต่อผู้จัดทำ

- หลังไมค์
- E-mail : aum_tawatchai@hotmail.com
-------------------------------------
-------------------------------------
New Comments