คนที่รัก รักเรา เราก็รัก คนไม่รัก มิรักเรา เราไม่สน ขอเพียงคน ทีรักรักเรา เพียงหนึงคน ใยต้อง สนคนที่ ไม่รักเรา

คนเมืองตำน้ำกิน

Group Blog
 
All blogs
 

วิธีการ การปลูกแก้วมังกร







การปลูกแก้วมังกร ให้ได้ผลดี



การปลูกแก้วมังกร ให้ได้ผลดี

สภาพดินและภูมิอากาศที่เหมาะสมแก่การปลูกต้นแก้วมังกร

ต้นแก้วมังกรสามารถปลูกได้ในทุกสภาพดินเช่น ดินปนทราย,ดินเหนียว,ดินลูกรังเป็นต้น สำหรับดินเหนียวและ
ดินลูกรังจำเป็นจะต้องมีการปรับหน้าดินด้วยการใส่ปุ๋ยคอกและแกลบดำ อีกประการหนึ่งต้นแก้วมังกรเป็นต้นไม้
ที่ชอบอาศัยอยู่ในดินโปร่ง ร่วนซุย ไม่แน่นจนเกินไป และสามารถระบายน้ำได้ดี

ด้วยความที่แก้วมังกรเป็นพืชตระกูลตะบองเพชรจึงเป็นพืชที่ชอบอากาศร้อนและแดดจัดในการปลูกแก้วมังกรนั้น
จึงควรเตรียมพื้นที่ให้อยู่ที่โล่งแจ้งไม่มีร่มเงาของต้นไม้อื่นมาบังแก้วมังกรจะสามารถเจริญเติบโตได้ดีและออกดอก
ออกผลได้อย่างน่าพอใจ



การให้ผลผลิต

เมื่อปลูกแก้วมังกรได้ 8 เดือน – 1 ปี ก็จะเริ่มให้ผลผลิตประมาณ 30ผลต่อหนึ่งค้าง ปีที่ 2 ประมาณ 50ผลต่อหนึ่งค้าง ปีที่ 3ประมาณ 100 ถึง 200 ผลต่อหนึ่งค้าง ปีที่4- 15 ประมาณ 300 ผลต่อหนึ่งค้างขึ้นไป ขนาดของผลโดยเฉลี่ย3-4 ผลต่อหนึ่งกิโลกรัม หากต้องการให้ผลผลิตออกทั้งปีก็สามารถทำได้โดยใช้หลอดไฟขนาด 200 วัตต์หนึ่งดวงต่อเสาสี่เสา เปิดไฟตั้งแต่เวลา 19.00 ถึง 5.00 น. ติดต่อกันทุกคืนเป็นเวลา 15 คืน ตาดอกก็จะเริ่มสร้างขึ้นมา คลำดูที่ตาใต้หนามจะรู้สึกได้หลังจากนั้นอีกประมาณ 5 วัน ดอกก็จะพัฒนาเติบโตขึ้นเรื่อยๆ จนอายุ ได้ 15 วัน ก็จะบานและผสมติดอีก 30 วัน ก็จะเริ่มสุกและเก็บผลได้



โรคและแมลงที่พบ

โรคโคนเน่า ส่วนสาเหตุที่ทำให้เกิดโรคโคนเน่า เนื่องจากการให้น้ำมากจนเกินไปดังนั้นผู้ปลูกควรระวังการให้น้ำ และควรให้น้ำในอัตราที่เหมาะสม หากเกิดโรคแล้วให้ปาดเนื้อที่เน่าออกแล้วนำปูนแดง(ปูนทาหมาก)ทาที่แผลหรือใช้ยาป้องกันเชื้อราทาก็ได้

ศัตรูตัวฉกาจของแกว้มังกรก็คือ เจ้ามดคันไฟกัดยอดอ่อน หากมีมดมาก่อกวนให้ใช้ยาฆ่ามดกำจัด ตัวอย่างยี่ห้อยาเช่น ซันเจี่ย ,เซฟวิน85, คลุก40 ,หรือฟูราดาน
วิธีการปลูก สามารถปลูกได้สองรูปแบบได้แก่

1. ปลูกในกระถาง (ใช้ต้นมังกร 1-2 ต้นต่อหนึ่งหลัก)

2. ปลูกบนดินหรือพื้นที่บริเวณกว้าง(ใช้ต้นมังกร 4 ต้นต่อหนึ่งหลัก)

**การปลูกในกระถางเป็นการปลูกเพื่อไว้ประดับหรือเป็นไม้มงคลเท่านั้น


การปลูกในกระถาง




อุปกรณ์ที่ต้องใช้ในการปลูก
1.ท่อน้ำทิ้งข้างในกลวงหน้ากว้าง4 นิ้ว ยาว 1.3 เมตร(หรือเสาไม้ก็ได้)
2.กระถางหน้ากว้าง 50 ซ.ม.
3.ค้างด้านบนอาจทำจากไม้หรือปูนเป็นรูป 4 เหลี่ยมจัตุรัส กว้าง x ยาว 30 ซ.ม
4.ขุยมะพร้าว
5.ดิน
6.เชือกฟาง

วิธีการปลูก
1.ใช้เสาตั้งเป็นหลักในกระถาง
2. ใส่ขุยมะพร้าวรองก้นกระถาง เพื่อให้น้ำถ่ายเทได้ดีในอัตราส่วน1ใน3ของปริมาตรกระถาง จากนั้น
นำดินสำเร็จรูปผสมกับขุยมะพร้าวหรือแกลบดำ ใส่ลงไปในกระถางจนถึงขอบกระถาง
3.นำต้นแก้วมังกรมาปลูกให้ชิดกับเสาแล้วใช้เชือกฟางมัดต้นแก้วมังกรให้ติดกับเสาไม่ต้อง(มัดให้แน่นมาก
ควรผูกไว้จนกว่าต้นแก้วมังกรจะเจริญเติบโตจนพ้นหัวเสา
4.จากนั้นนำดินมากลบด้านบนของกระถางเป็นอันเสร็จ

**ต้นแก้วมังกร เป็นสามเหลี่ยมแต่จะมีอยู่ด้านหนึ่งที่เป็นด้านแบน ดังนั้นเวลาผูกต้นแก้วมังกร ให้จับด้านแบนของต้นเข้ากับหลักเพราะว่าด้านแบนเป็นด้านที่จะออกราก



การปลูกในพื้นที่บริเวณกว้าง




อุปกรณ์ที่ต้องใช้ในการปลูก
1.ท่อน้ำทิ้งข้างในกลวงหน้ากว้าง 6 นิ้ว ยาว 2 เมตร(หรือเสาไม้เนื้อแข็งก็ได้)
2.ไม้สนหรือไม้ไผ่ลำปล้องใหญ่(ใช้เป็นเสาเข็ม)
3.ค้างด้านบนอาจทำจากไม้หรือปูนเป็นรูป 4 เหลี่ยมจัตุรัส กว้าง x ยาว 30 ซ.ม
4.ปูน
5.ดิน
6.เชือกฟาง

วิธีการปลูก
1.ใช้เสาท่อน้ำทิ้งข้างในกลวง ตั้งเป็นหลัก
2.ขุดดินลึกลงไป 30 ซ.ม.ใช้ไม้สนหรือไม้ไผ่ลำปล้องใหญ่ เป็นเสาเข็มยาว 60 ซ.ม. ตอกลึก ลงไปในดิน 30 ซ.ม.
โผล่จากดิน 30 ซ.ม. จากนั้นนำหลักมาตั้งบนเสาเข็มที่โผล่แล้วเทปูนลงในเสาประมาณ 1 กระป๋องปูน เพื่อให้ปูนยึดหลักและเสาเข็มเข้าด้วยกัน
3.ฟันให้เป็นโขดรอบหลักลักษณะคล้ายฝาชี จากนั้นก็นำต้นแก้วมังกร 4ต้น มาปลูกลง 4 ด้านของหลัก โดยใช้เชือกฟางมัดแบบหลวมๆต้องมัดจนกว่าจะพ้นหัวหลัก
4.จากนั้นนำดินข้างๆโขดมากลบบนต้นที่ปลูก แต่ลักษณะยังคงคล้ายฝาชี การทำโขดแบบฝาชี เผื่อให้น้ำสามารถไหลผ่านโดยไม่ขังอยู่ที่โคนต้น ซึ่งอาจเป็นสาเหตุ ทำให้เกิดโรคโคนเน่า
5.ใช้ฟางปิดรอบโขดเป็นอันเสร็จ

**ต้นแก้วมังกร เป็นสามเหลี่ยมแต่จะมีอยู่ด้านหนึ่งที่เป็นด้านแบน ดังนั้นเวลาผูกต้นแก้วมังกร ให้จับด้านแบนของต้นเข้ากับหลักเพราะว่าด้านแบนเป็นด้านที่จะออกราก



การให้ปุ๋ย

1.ใส่ปุ๋ยทุก 15 วัน ใส่ครั้งละ 2 – 4 ช้อนโต๊ะ สูตรที่ใช้ 15-15-15 หรือ 16-16-16 หลังจากใส่ปุ๋ยแล้วต้องรดน้ำติดต่อกันเป็นเวลา 3วัน (วันละครั้งเช้าหรือเย็นก็ได้) ถ้ามีปุ๋ยคอกเช่นมูลไก่ หรือ มูลวัวก็ใช้ได้ และให้ใส่เดือนละ 1 ครั้ง

2. เมื่อปลูกได้เป็นระยะเวลา 6 เดือน ให้ใส่ปุ๋ยสูตร 8-24-24 ผสมกับ 15-15-15 ในอัตราส่วนครึ่งต่อครึ่ง

3. บางครั้งให้ใช้สาหร่ายสกัดผสมน้ำรดเพื่อช่วยเร่งในการเจริญเติบโต และอาหารเสริมต่างๆด้วย

4.ต้องฉีดยาเชื้อราคลุมเวลาฝนตกหลายวันติดกัน หรือช่วงที่ต้นมังกรติดลูก แล้วฝนตกชุก เพราะถ้าไม่ฉีดอาจจะทำให้ดอกร่วง ติดผลน้อย หรืออาจเป็นโรคแอนเทคโนได้

5.ควรใช้ปุ๋ยทางใบ(ปุ๋ยเกล็ด)เพื่อช่วยเร่งการเจริญเติบโตของต้นแก้วมังกร ให้มีประสิทธิภาพดีขึ้น สูตรที่ใช้คือ (18-18-18),(21-21-21)

6.ควรใช้ยาสารเร่งประสิทธิภาพ (ยาจับใบ ) ทุกครั้งที่ฉีดพ่นปุ๋ยหรือยาฆ่าแมลง เพราะผิวของต้นแก้วมังกร มีลักษณะมันและลื่นทำให้ยาและปุ๋ยไม่สามารถจับติดกับต้นได้ดี

การรดน้ำ

ให้รดน้ำเพียง 1 ครั้ง ภายใน 2 - 3 วัน และไม่ควรรดมากเกินไปเพราะอาจทำให้เป็นโรคโคนเน่าได้





ที่นี่



ที่มา http://www.kennydragonfruit.com




 

Create Date : 26 กันยายน 2553    
Last Update : 27 กันยายน 2553 0:30:41 น.
Counter : 3225 Pageviews.  

วิธี การปลูกแตงกวา







การปลูกแตงกวา

จำนวนเมล็ดแตงกวา 1 กรัมมีประมาณ 30-40เมล็ด การเตรียมปลูกโดยการไถ 2 ครั้ง ครั้งแรกใช้ผาน 3 ตากดินไว้ 7-10 วัน ไถครั้งที่ 2 ใช้ผาน 7 ใส่ปุ๋ยคอก 1 ตันต่อไร่ ปุ๋ยเคมีรองพื้นสูตร 15-15-15 อัตรา 50 กก./ไร่

วิธีการปลูกแตงกวา

แบ่งออกเป็น 2 แบบคือ

1. การปลูกแบบเลื้อยดิน ใช้วิธีการแบบยกแปลงมีความกว้าง 3x4 เมตร ร่องน้ำกว้าง 50 ซม. ส่วนความยาวขึ้นอยู่กับพื้นที่และเตรียมหลุมปลูกระหว่างต้น 50x100 ซม.

2. การปลูกแบบใช้ค้าง ระยะปลูก 50x70 ซม. ขุดหลุมลึก 15-20 ซม. หยอดเมล็ด 2 เมล็ดต่อหลุมหลังจากงอกแล้ว 14-15 วัน ถอนแยกให้เหลือหลุมละต้นปักไม้ค้างสูงประมาณ 1.50 ซม. เป็นรูปกระโจมใช้เชือกฟางผูกต้นกับไม้ค้างทุก ๆ 3 ข้อของต้นหรือปลูกกระถาง 10-12 นิ้ว 1 ต้นต่อกระถาง



การปลูกโดยไม่ใช้ค้าง การปลูกโดยใช้ค้าง

วิธีการเตรียมกล้า

การปลูกแตงกวาไม่จำเป็นต้องเพาะกล้า ก่อนปลูกเพราะจะทำให้แตงกวา ชะงักการเจริญเติบโตเสียเวลาสิ้นเปลืองแรงงานสามารถหยอดเมล็ดลงไปในหลุมได้เลย โดยขุดหลุมลึก 15-20 ซม. กว้าง 20-25 ซม. โดยรองก้นหลุมด้วยปุ๋ยคอก ปุ๋ยเคมีสูตร 15-15-15 ในอัตราส่วน 2:1 คลุกเคล้าให้เข้ากันแล้วกลบด้วยดินแล้วจึงหยอดเมล็ดลงไป 2-3 เมล็ดต่อหลุมแล้วกลบด้วยหน้าดินบางๆ หนาประมาณ 2-3 ซม. อีกครั้งหนึ่ง

การใส่ปุ๋ย

ครั้งที่ 1 อายุ 20 วันหลังหยอดเมล็ดใส่ปุ๋ยสูตร 15-15-15 หรือ 16-0-0 อัตรา 50 กก./ไร่หรือโรย รอบ ๆ หลุมปลูก 1 ช้อนโต๊ะต่อปุ๋ยเคมีรองพื้นสูตร 15-15-15 อัตรา 50 กก./ไร่

ครั้งที่ 2 อายุ 30 วันหลังหยอดเมล็ดด้วยอัตราเดิมตามวิธีการดังกล่าวในครั้งที่ 1 ครั้งที่ 3 เมื่ออายุ 40 วันหลังหยอดเมล็ดด้วยอัตราเดิม

การป้องกันโรคและแมลง

อย่าใช้สารเคมีที่มีฤทธิ์ตกค้างนานให้ใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีอันตรายน้อยแทน เช่น พวกเพลี้ยอ่อน หนอนชอนใบให้ใช้กาวเหนียวดักแมลง สารน้ำมัน ดี ซี ตรอน พลัสหรือน้ำสบู่เจือจาง ไรแดงใช้ ซุปเปอร์ ซิกส์ 52% หรือกำมะถันผง 80 % WP การให้น้ำเป็นฝอยตอนเช้าและตอนเย็นจะช่วยลดจำนวนเพลี้ยไฟและไรแดงได้โรคอายุการเก็บเกี่ยว 30-40 วัน แตงกวาเป็นพืชที่มีการเจริญเติบโตได้ดีในที่มีแสงแดดตลอดวัน ไม่ต้องการน้ำมากในช่วงแรกหลังจากหยอดเมล็ดแล้วต้องรดน้ำตามด้วยแต่ต้องไม่ให้น้ำขังแฉะ เพราะจะทำให้เมล็ดเน่าและเป็นสาเหตุของการเกิดโรคจำพวกเชื้อรา ต่าง ๆ การรดน้ำจะต้องรดน้ำทุกๆ วันละ 2 ครั้ง หลังจากแตงกวาเริ่มออกดอกแล้วควรลดการให้น้ำลงเหลือวันละ 1 ครั้ง การให้น้ำที่สม่ำเสมอและเหมาะสมจะช่วยให้ผลผลิตสูงและผลของแตงกวาสมบูรณ์ ถ้าแตงกวาขาดน้ำจะทำให้แตงกวามีผลไม่สมบูรณ์และ มีรสชาติขม

การเก็บเกี่ยว

เก็บได้หลังจากปลูก 30-40 วันควรเก็บขณะผลอ่อนเนื้อจะแน่กรอบสามารเก็บได้วันเว้นวันนาน 1 เดือน






 

Create Date : 17 กันยายน 2553    
Last Update : 17 กันยายน 2553 13:20:46 น.
Counter : 15448 Pageviews.  

วิธีการปลูก มะเขือเทศ : การปลูกมะเขือเทศ






แบ่งได้เป็น 2 ชนิดคือ

1. พันธุ์สำหรับปลูกขายตลาดสด ซึ่งแบ่งออกได้ตามขนาดผลและการใช้ควรมีลักษณะดังนี้

1.1 พันธุ์ผลโต นิยมใช้ทำสลัดและประดับจานอาหาร เช่น พันธุ์ฟลอราเดล และมาสเตอร์เบอร์ 3 เป็นต้น  



มีลักษณะดังนี้คือ

มีผลทรงกลมแบบแอปเปิล

สีผลเขียว มีไหล่เขียว สุกแดงจัด

มีจำนวนช่องในผลมาก ไม่กลวง

รสดี เนื้อหนาแข็ง เปลือกไม่เหนียว 





1.2 พันธุ์ลูกเล็ก นิยมใช้ประกอบอาหารพื้นบ้าน ได้แก่ พันธุ์สีดา, ห้างฉัตร มีลักษณะดังนี้



ผลเล็ก

สีชมพู นิยมมากกว่าแดง

รสเปรี้ยว ไม่ขื่น 







2. พันธุ์สำหรับส่งโรงงานอุตสาหกรรม ได้แก่พันธุ์ วี เอฟ 134-1-2, พี 502, พี 600 เป็นต้น ควรมีลักษณะดังนี้ 

2.1 เป็นพันธุ์ที่สุกพร้อมกันเป็นส่วนใหญ่

2.2 ขั้วผลควรหลุดจากผลได้ง่ายเมื่อปลิดผล

2.3 ผลสุกมีสีแดงจัดตลอดผล

2.4 ไส้กลางของผลสั้น เล็กและไม่แข็งแรง

2.5 เนื้อมาก น้ำน้อย มีปริมาณกรดสูง

2.6 ผลแน่น แข็ง เปลอกหนาและเหนียว สามารถขนส่งได้ในระยะทางไกล ๆ และเก็บไว้ได้นานโดยไม่เน่าเสีย 







ฤดูหนาว เป็นฤดูที่เหมาะสมที่สุดในการเจริญเติบโตของมะเขือเทศ อุณหภูมิที่เหมาะสมที่สุดในการเจริญเติบโตอยู่ระหว่าง 18-28 องศาเซลเซียสซึ่งต้นจะแข็งแรงและติดผลมาก ถ้าความชื้นของอากาศและอุณหภูมิสูงจะทำให้ผลผลิตและคุณภาพลดลง และทำให้เกิดโรคต่าง ๆ ง่าย

ปัญหาการปลูกมะเขือเทศในฤดูฝนคือ ในฤดูฝนมีความชื้นและอุณหภูมิเหมาะแก่การเจริญเติบโตของโรคหลายชนิด และมะเขือเทศบางพันธุ์ผลจะแตกง่ายเมื่อฝนตกแต่ถ้าต้องการจะปลูกมะเขือเทศในฤดูฝนสิ่งที่จะต้องปฏิบัติคือ

1. เลือกพื้นที่ปลูกที่สูงมีการระบายน้ำดีเป็นพิเศษ

2. ดินมีสภาพเป็นกลาง คือมีค่าความเป็นกรดเป็นด่าง (pH) ประมาณ 6.5-6.8

3. ใช้พันธุ์ที่เหมาะสมคือให้ผลดกในฤดูฝนและฤดูร้อน

4. มีการปฏิบัติรักษาอย่างถูกต้องดีคือ เตรียมดินใส่ปุ๋ยถูกต้อง ฉีดพ่นสารป้องกันกำจัดศัตรูพืชอย่างถูกต้องและบ่อยครั้งเป็นพิเศษ อย่าปล่อยให้โรคทำลายก่อนแล้วจึงคิดป้องกันกำจัด ปกติผู้ปลูกที่ประสบความสำเร็จมักใช้สารป้องกันกำจัดแมลงและเชื้อราสูงกว่าในฤดูปกติ 




ดินที่เหมาะสมในการปลูกมะเขือเทศมากที่สุดควรเป็นดินร่วนมีอินทรียวัตถุสูงและมีการระบายน้ำดี ความเป็นกรดเป็นด่างของดิน (pH) ประมาณ 6.5-6.8 ถ้าดินเป็นกรดหรือด่างมากเกินไปจะทำให้ดินขาดธาตุอาหารบางอย่างได้ หรือธาตุอาหารบางชนิดสามารถละลายออกมาได้มากเกินไปจนเป็นเหตุให้เป็นพิษต่อต้นพืช การจะทราบว่าดินบริเวณที่จะปลูกเป็นกรดหรือด่างเท่าใดก็โดยส่งตัวอย่างดินไปวิเคราะห์ที่กองเกษตรเคมี กรมวิชาการเกษตร บางเขน กรุงเทพมหานคร ซึ่งทางกองเกษตรเคมีจะได้แนะนำการปรับดินให้เหมาะสมกับการปลูกพืชต่อไป

การปลูกมะเขือเทศโดยทั่วไปไม่ควรปลูกซ้ำที่เดิมหรือในพื้นที่ปลูกพืชในตระกูลเดียวกันกับมะเขือเทศมาก่อน เช่น พริก มะเขือและยาสูบ เป็นต้น เพราะอาจมีเชื้อโรคต่าง ๆ สะสมอยู่ในดิน ซึ่งเป็นโอกาสให้มะเขือเทศเป็นโรคได้ง่าย

การเตรียมดินสำหรับปลูกมะเขือเทศต้องพิถีพิถันเป็นอย่างมาก ดินต้องมีการระบายน้ำดี กำจัดวัชพืชให้หมด เพราะวัชพืชนอกจากจะแย่งน้ำ อาหารและแสงแดดแล้วยังเป็นที่อยู่อาศัยของโรคและแมลงได้อย่างดีอีกด้วย ดังนั้น ถ้าหากมีการเตรียมดินให้ดีตั้งแต่เริ่มแรกจะป้องกันการงอกของวัชพืชไปได้นาน ควรเตรียมดินให้ลึก 30-40 เซนติเมตร ถ้าใช้เครื่องทุ่นแรงหรือรถไถ 2-3 ครั้ง โดยไถกลบดินไปมาและตากดินให้แห้ง 3-4 อาทิตย์ แล้วย่อยดินให้ละเอียดพอควร อย่าให้ละเอียดมากเกินไป เพราะมะเขือเทศต้องการสภาพดินที่มีการระบายน้ำและถ่ายเทอากาศได้ ถ้าหากดินเป็นกรดให้ใช้ปูนขาวหว่านในอัตราตามที่ได้รับคำแนะนำจากการวิเคราะห์ดินหรือหากไม่ได้ส่งดินไปวิเคราะห์จะหว่านปูนประมาณ 100-300 กิโลกรัมต่อไร่ โดยใช้ปูนขาวหว่านและคลุกเคล้ากับดินหรืออาจจะหว่านก่อนการเตรียมดินครั้งสุดท้าย แต่อย่างไรก็ตามควรใส่ปูนขาวก่อนปลูก 2-3 อาทิตย์ 



ทำได้ 2 วิธี คือ

1. กระบะเพาะ นิยมใช้ในกรณีที่ต้องการต้นกล้าจำนวนไม่มากนัก การเพาะกล้าโดยวิธีนี้จะสามารถเพาะได้ดีเนื่องจากใช้ดินจำนวนน้อยสามารถนำดินมาอบฆ่าเชื้อโรคก่อนทำการเพาะได้ สารเคมีที่ใช้ในการอบดินได้แก่ เมทิลโบรโมด์ คลอโรพิคริน หรือจะใช้เมอร์คิวริคคลอไรด์ ในอัตรา 1 ส่วน ต่อน้ำ 2,000 ส่วน นำไปรดดินที่จะเพาะ แล้วทิ้งไว้ 2 อาทิตย์ก่อนเพาะ แต่ถ้าหากไม่สามารถจะทำได้ก็ใช้วิธีนำดินไปอบด้วยไอน้ำร้อน หรือตากดินที่จะใช้เพาะให้ดีก่อนประมาณ 3-4 อาทิตย์ หรือเลือกดินที่ปราศจากโรคมาเป็นส่วนผสม โดยสังเกตว่าดินนั้นปลูกพืชแล้วพืชไม่เคยเป็นเคยเป็นโรคมาก่อน หรือเป็นดินที่ไม่เคยปลูกพืชมาก่อนก็ใช้ได้ 

กระบะที่ใช้เพาะเมล็ดควรมีขนาดประมาณ 45 x 60 เซนติเมตร (หรือภาชนะที่พอจะหาได้) ลึกไม่เกิน 10 เซนติเมตร มีรูระบายน้ำได้ใส่ดินที่ร่อนแล้ว 3 ส่วน ปุ๋ยคอก 1 ส่วน ทรายหรือแกลบ 1 ส่วนคลุกเคล้าให้เข้ากันปรับผิวหน้าดินให้เรียบ แล้วโรยเมล็ดเป็นแถวโดยการใช้ไม้ทาบเป็นร่องเล็ก ๆ ระยะห่างกันระหว่างแถวประมาณ 5-7 เซนติเมตร แล้วกลบเมล็ดด้วยแกลบหรือทรายบาง ๆ แล้วรดน้ำให้ชุ่มใช้สารเคมีฆ่าแมลงผสมน้ำรดอีกทีหนึ่ง เพื่อกันมดคาบเมล็ดไปกิน เมื่อเมล็ดเริ่มงอกให้ใช้สารเคมีกันรา เช่น แคปแทนหรือแมนเซทดี อัตรา 4 ช้อนแกงต่อน้ำ 1 ปี๊บรด 1 ครั้ง เมื่อกล้าอายุได้ 15 วัน หรือมีใบจริง 2 ใบ ให้ย้ายกล้าลงใส่ถุงพลาสติกขนาด 4 x 6 นิ้ว ซึ่งบรรจุดินผสมอยู่

เมื่อกล้าสูงประมาณ 1 คืบหรือมีอายุ 30-40 วันจึงทำการย้ายกล้าลงแปลงปลูก โดยใช้มีดกรีดถุงพลาสติกให้ขาดเพื่อไม่ให้รากกระทบกระเทือนก่อนที่จะย้าย 2-3 วัน อาจใช้โปแตสเซี่ยมคลอไรด์อัตรา 2 ช้อนแกงต่อน้ำ 1 ปี๊บ รดเพื่อให้ต้นกล้าแข็งแรงแต่ก่อนย้ายกล้าควรงดให้น้ำ 1 วัน เพื่อให้ดินในถุงจับตัวแน่น จะสะดวกต่อการย้ายกล้ามาก อย่างไรก็ตามเมื่อกล้ามีใบจริง 2-3 ใบ หากไม่ย้ายกล้าลงถุงพลาสติกก็ควรชำต้นกล้าให้เป็นแถวในแปลงชำซึ่งเตรียมดินให้ร่วนซุยโดยการใส่ปุ๋ยคอกอัตรา 5-7 กิโลกรัมต่อ 1 ตารางเมตร ขนาดแปลงชำกว้าง 1 เมตร ความยาวแล้วแต่พื้นที่และปริมาณของต้นกล้า ระยะปลูกระหว่างแถว 10 เซนติเมตร ระหว่างต้น 10 เซนติเมตร และเมื่อกล้าสูงประมาณ 1 คืบ หรือมีอายุ 30-35 วัน ก็ย้ายลงแปลงปลูกจริง โดยก่อนย้ายจะต้องรดน้ำในแปลงชำให้ชุ่มเสียก่อน เพื่อความสะดวกในการถอนต้นกล้า และรากต้นกล้าจะไม่ขาดและกระทบกระเทือนมาก 



2. แปลงเพาะ นิยมใช้ในกรณีที่ต้องการต้นกล้าเป็นจำนวนมาก สำหรับขนาดแปลงเพาะก็เช่นเดียวกับแปลงชำ คือขนาดกว้าง 1 เมตร ความยาวแล้วแต่พื้นที่หรือปริมาณกล้าที่ต้องการ ทางเดินระหว่างแปลง 50 เซนติเมตร ผสมดินด้วยปุ๋ยคอกและทรายตามอัตราส่วน 3: 1 เช่นกัน ทำการเพาะเมล็ดโดยโรยเมล็ดเป็นแถวห่างกัน 10 เซนติเมตร เมื่อกล้ามีอายุ 20-25 วัน หรือมีใบจริง 2-3 ใบ ก็สามารถย้ายลงแปลงปลูกได้ แปลงเพาะควรมีตาข่าย หรือผ้าดิบคลุมแปลงเพื่อป้องกันแดด ลม และฝน ซึ่งจะก่อให้เกิดอันตรายแก่ต้นอ่อนให้ถึงตายหรือเกิดโรคได้ ถ้าจะให้ได้ผลดีควรเปิดให้รับแสงแดดถึง 3 โมงเช้าและเปิดอีกครั้งเมื่อ 4 โมงเย็น ในกรณีที่หาวัสดุหรือผ้าคลุมแปลงไม่ได้และไม่ใช่ฤดูฝน อาจจะใช้ฟางข้าวใหม่มาคลุมบาง ๆ หลังจากโรยเมล็ดและกลบดินเรียบร้อยแล้ว เมื่อเมล็ดงอกแล้วค่อย ๆ ดึงเอาฟางออกบ้างเพื่อให้ต้นกล้าโผล่พ้นฟางได้ง่ายและต้นกล้าจะได้แข็งแรง เนื่องจากเมล็ดพันธุ์มะเขือเทศนั้นมีราคาแพง ดังนั้น ก่อนจะเพาะกล้า ควรจะได้ทดลองหาความงอกของเมล็ดเสียก่อนว่ามีความงอกเท่าไร (กี่เปอร์เซ็นต์) โดยใช้วิธีเพาะเมล็ดในกระดาษเพาะเมล็ดโดยตรงหรือถ้าไม่มีก็ใช้กระดาษฟางชื้น หรือในกระบะทรายก็ได้โดยใช้เมล็ด 100 เมล็ด หลังจากเพาะได้ 10-15 วัน นับจำนวนต้นที่งอกเป็นเปอร์เซ็นต์ความงอกของเมล็ด 




แปลงปลูกควรไถพรวนและปรับระดับดินให้เรียบสม่ำเสมอกันแล้วยกแปลงให้สูงประมาณ 30 เซนติเมตร กว้าง 100 เซนติเมตร ปลูกเป็นแถวคู่ระยะระหว่างแถว 70 เซนติเมตร ระหว่างต้น 50 เซนติเมตร รองก้นหลุมปลูกด้วยปุ๋ยคอกหนึ่งกระป๋องนมต่อหลุม ปุ๋ยสูตร 15-15-15 อัตรา 1 กรัมต่อต้น คลุกเคล้าให้เข้ากันแล้วจึงย้ายกล้าลงหลุมปลูกหลุมละ 1-2 ต้น กลบดินให้เสมอระดับผิวดินอย่าให้เป็นแอ่งหรือเป็นหลุม เพราะจะทำให้น้ำขังและต้นกล้าเน่าตายได้ ถ้าปลูกขณะที่ฤดูฝนยังไม่สิ้นสุด แต่ถ้าปลูกในฤดูหนาวหรือฤดูแล้งควรจะกลบดินให้ต่ำกว่าระดับหลุมเล็กน้อย

สำหรับการย้ายกล้าลงแปลงปลูกนี้ต้องเลือกต้นกล้าที่มีลักษณะดี มียอดและปราศจากโรคและแมลงรบกวน ถ้าเป็นการย้ายกล้าจากแปลงเพาะหรือแปลงชำมาลงปลูกโดยตรง ควรย้ายปลูกในเวลาที่อากาศไม่ร้อนคือในตอนบ่ายหรือตอนเย็น เมื่อย้ายเสร็จให้รีบรดน้ำตามทันทีจะทำให้กล้าตั้งตัวได้เร็วขึ้น และเปอร์เซ็นต์การตายน้อยลง แต่ถ้าเป็นการย้ายกล้าที่ชำในถุงพลาสติก สามารถย้ายลงแปลงได้ทุกเวลา กล้าจะตั้งตัวได้เร็วและรอดตายเกือบ 100 เปอร์เซ็นต์

หลังจากย้ายกล้าแล้วรดน้ำกล้าให้ชุ่มทุกเช้า-เย็น เมื่อกล้าตั้งตัวดีแล้ว จึงควรรดน้ำเพียงวันละครั้งในบางแห่งอาจจะให้น้ำแบบเข้าตามร่องแปลงจนชุ่มแล้ว ปล่อยน้ำออก วิธีนี้สามารถจะทำให้มะเขือเทศได้รับน้ำอย่างเต็มที่และอยู่ได้ถึง 7-10 วัน 


เมื่อต้นกล้าตั้งตัวได้แล้วควรพรวนดินกลบโคนต้น โดยเปิดเป็นร่องระหว่างแถว เพื่อให้การให้น้ำทำได้สะดวก น้ำไม่ขัง และทำให้รากมะเขือเทศเกิดมากขึ้น ซึ่งจะทำให้ต้นแข็งแรงมากขึ้น และการพรวนดินกลบโคนก็เป็นการกำจัดวัชพืชไปในตัวด้วย หลังจากพรวนดินกลบโคนครั้งแรกแล้ว หลังจากนั้นอีก 1 เดือนให้ทำการกลบโคนอีกครั้งหนึ่ง 



มะเขือเทศต้องการน้ำสม่ำเสมอ ตั้งแต่เริ่มปลูกไปจนถึงผลเริ่มแก่ (ผลมีการเปลี่ยนสี) หลังจากนั้นควรลดการให้น้ำลง มิฉะนั้นอาจทำให้ผลแตกได้ การรดน้ำมากเกินไปจะทำให้ดินชื้น ซึ่งทำให้เชื้อราที่ทำให้เกิดโรคเน่าเจริญได้ดี แต่หากมะเขือเทศขาดน้ำ และให้น้ำอย่างกะทันหันก็จะทำให้ผลแตกได้เช่นกัน 







นอกจากจะใช้ปุ๋ยคอกและปุ๋ยเคมี สูตร 15-15-15 รองก้นหลุมก่อนปลูกแล้ว จำเป็นจะต้องมีการใส่ปุ๋ยเคมีเสริมด้วย เพื่อให้คุณภาพและผลผลิตของมะเขือเทศสูงขึ้น สำหรับปุ๋ยเคมีที่จะใช้ก็ขึ้นอยู่กับสภาพของดินแต่ละแห่ง เช่น ถ้าดินเป็นดินเหนียว ปุ๋ยเคมีที่ใช้ควรมีไนโตรเจนและโปแตสเซี่ยมเท่ากัน ส่วนฟอสฟอรัสให้มีอัตราสูง เช่น สูตร 12-24-12 หรือ 15-30-15 ถ้าเป็นดินร่วนควรให้ปุ๋ยที่มีโปแตสเซี่ยมสูงขึ้น แต่ไม่สูงกว่าฟอสฟอรัส เช่นสูตร 10-20-15 ส่วนดินทรายเป็นดินที่ไม่ค่อยจะมีโปแตสเซี่ยม จึงควรให้ปุ๋ยที่มีธาตุโปแตสเซี่ยมสูงกว่าตัวอื่น เช่นสูตร 15-20-20, 13-13-21 และ 12-12-17 เป็นต้น แต่ถ้าเป็นการปลูกมะเขือเทศนอกฤดูจะต้องใช้ปุ๋ยที่มีธาตุไนโตรเจนสูง เนื่องจากมะเขือเทศจะใช้ปุ๋ยไนโตรเจนมากถ้าหากอุณหภูมิของอากาศสูง แต่อย่างไรก็ตาม ถ้าไม่สามารถหาปุ๋ยสูตรดังกล่าวข้างต้นได้ก็สามารถใช้ปุ๋ยสูตร 15-15-15 ในอัตรา 100 กิโลกรัมต่อไร่ โดยการแบ่งใส่ 3 ครั้ง ดังนี้

ครั้งที่ 1 หลังจากย้ายปลูก 7 วัน

ครั้งที่ 2 หลังจากครั้งที่หนึ่ง 15 วัน

ครั้งที่ 3 หลังจากครั้งที่สอง 20 วัน 


พันธุ์ที่ทอดยอดหรือพันธุ์เลื้อยจำเป็นต้องมีการปักค้างโดยใช้ไม้หลักปักค้างต้นก่อนระยะออกดอก โดยใช้เชือกผูกกับลำต้นให้ไขว้กันเป็นเลข 8 และผูกเงื่อนกระตุกกับค้างเพื่อให้ต้นเจริญเติบโตได้ดี สะดวกต่อการดูแลรักษา ฉีดสารป้องกันแมลงได้ทั่วถึง ผลไม่สัมผัสดิน ทำให้ผลสะอาดและสะดวกต่อ 


การเก็บเกี่ยว


ข้อมูลจาก http://www.doae.go.th/IndexHome.asp









 

Create Date : 14 กันยายน 2553    
Last Update : 14 กันยายน 2553 10:21:00 น.
Counter : 11116 Pageviews.  

u การปลูกดอกทานตะวัน


เงินลงทุน
ครั้งแรกประมาณ 1,000 - 1,200 บาท / ไร่ / รุ่น (ไม่รวมค่าที่ดิน) (ค่าเมล็ดพันธุ์ประมาณ 150 บาท / กิโลกรัม ค่าปุ๋ย 400 บาท / ไร่)

รายได้
ประมาณ 4,000 - 5,000 บาท / ไร่ / รุ่น
(อาจน้อยกว่านี้ ถ้าได้ผลผลิตต่ำกว่า 400 - 500 กิโลกรัม / ไร่)

วัสดุ/อุปกรณ์
เครื่องฉีดพ่นยาฆ่าแมลง จอบ เสียม

แหล่งจำหน่ายเมล็ดพันธุ์
สำนักงานเกษตรจังหวัดหรืออำเภอ ร้านขายวัสดุอุปกรณ์การเกษตรทั่วไป

วิธีดำเนินการ
ทานตะวันเป็นพืชหมุนเวียนที่ทนทานต่อความแห้งแล้วได้ดี ไม่ต้องการ การดูแลเอาใจใส่มากนัก โดยเฉพาะถ้าปลูกปลายฤดูฝน

ควรปลูกในช่วงเดือนดังนี้
1. ในพื้นที่ที่เป็นดินร่วนเหนียวสีดำ ควรปลูกเดือน กันยายน-พฤศจิกายน
2. ในพื้นที่ที่เป็นดินร่วนหรือดินร่วนปนทรายควรปลูกระหว่างเดือนสิงหาคม-ตุลาคม
3. ในกรณีพื้นที่สามารถให้น้ำได้ สามารถปลูกในฤดูแล้งได้อีกครั้งหนึ่งโดยปลูกระหว่างเดือน พฤศจิกายน - กุมภาพันธ์

ขั้นตอนการปลูก
1. เตรียมดิน โดยดายหญ้าให้เตียน หว่านปุ๋ยคอกอัตรา 1.5 ตัน/ไร แล้วไถปรับสภาพพื้นดิน
2. ยกร่องให้กว้าง 150 เซนติเมตร ระยะระหว่างร่อง 75 เซนติเมตร ขุดหลุมบนสันร่อง ระยะระหว่างหลุม 45 เซนติเมตร 3. ใส่ปุ๋ยรองพื้น สูตร 16-20-0 หรือ 25-7-7 อัตรา 20-25 กิโลกรัม/ไร่
4. ใช้เมล็ดพันธุ์ประมาณ 0.8 กิโลกรัม / ไร่ หยอดหลุมละ 2-3 เมล็ด กลบดินหนาประมาณ 3-5 เซนติเมตร ให้แน่นพอสมควร
5. ใช้ยาคุมหญ้าประเภทอลาคอร์เมตลาคอร์ อัตรา 300-400 ซีซี/ไร่ หรือ 7-8 ช้อนโต๊ะ ต่อน้ำ 18-20 ลิตร ฉีดพ่นหลังหยอดเมล็ด
6. หลังจากปลูกไปแล้ว 5-10 วัน ให้ตรวจดูการงอก และการปลูกซ่อม หลังจากนั้นอีก 5 - 8 วัน ถอนแยกให้เหลือ 1 ต้น/หลุม โดยเลือก ถอนต้นที่มีขนาดเล็กหรือผิดปกติก่อน
7. เมื่ออายุได้ 25 - 30 วัน ให้พูนดินโคนต้นและกำจัดวัชพืช พร้อมทั้ง ใส่ปุ๋ยยูเรีย 46-0-0 อัตรา 15-20 กิโลกรัม /ไร่ ห่างจากโคนต้น 20 เซนติเมตร (ระวังอย่าให้ถูกใบ) แล้วกลบปุ๋ย
8. ประมาณ 100 - 110 กลีบประดับรอบดอกะเริ่มเปลี่ยนจากสี เหลืองเป็นสีน้ำตาลให้เก็บเกี่ยวโดยการตัดทั้งดอกนำมาตากแดด ให้แห้ง 1 - 2 แดดก่อน แล้วกระเทาะเมล็ดโดยการนวดด้วยเครื่อง นวดถั่วเหลืองหรือถั่วลิสง หรือใช้เครื่องสีข้าวฟ่างก็ได้แล้วแต่ความ สะดวก (กรณีไม่มีอุปกรณ์และไม่ต้องการลงทุนเอง ก็สามารถจ้าง เขาทำได้)ทำความสะอาดเมล็ดให้ดี เก็บไว้ในยุ้งฉางที่ป้องกันแดด กันฝน และแมลงศัตรูได้ ความชื้นที่จะเก็บเมล็ดไว้ควรมีไม่เกิน 10 %

การให้น้ำ
1. ทานตะวันต้องการน้ำพอสมควรในช่วงระยะแรกของการเจริญ เติบโต ถ้าปลูกปลายฤดูฝนอาจไม่จำเป็นต้องให้น้ำ แต่ถ้าปลูกในฤดู แล้งควรรดน้ำช่วงระยะ 1 เดือนแรก และระยะ 50 วัน (ช่วงมีดอก)


ปัญหาในการแลูกทานตะวัน
1.ปัญหาเรื่องเมล็ดเน่าเสียหาย เนื่องจากทานตะวันมีดอกใหญ่ เมื่อเมล็ดแก่ ดอกจะห้อยลง และด้านหลังของดอกจะเป็นแอ่ง เมื่อ ฝนตก น้ำฝนจะขังอยู่ ทำให้เกิดการเน่าและเมล็ดเสียหาย ป้องกันได้ โดยปลูกในช่วงปลายฤดูฝน ตั้งแต่เดือน สิงหาคม-มกราคม
2.ปัญหาเรื่องแมลง ได้แก่ - ผีเสื้อกลางคืน ป้องกันโดยใช้ยาฟูราดาน F3, ไพดริน - เพลี้ยจักจั่น แมลงหวี่ขาว ป้องกันโดยใช้ยาอะโซดริน อัตรา 15 ซีซี/น้ำ 20 ลิตร/ไร่ หรือใช้เซพวิน 3 ช้อนโต๊ะ/น้ำ 20 ลิตร/ไร่


ตลาด/แหล่งจำหน่าย
ขายส่งให้กับบริษัทผลิตน้ำมันพืช หรือขายส่งให้พ่อค้าแม่ค้าคนกลาง

สถานที่ให้คำปรึกษา
กองส่งเสริมพืชไร่นา กรมส่งเสริมการเกษตร โทร. 940-6128

สถานที่ฝึกอบรม
สำนักงานเกษตรจังหวัดหรืออำเภอ

ข้อแนะนำ
1.เมล็ดพันธ์ที่ใช้ปลูก ควรเป็นพันธ์ลูกผสม (แปซิฟิค 33) เพราะเป็น พันธ์ที่ติดเมล็ดได้ดี มีอัตราการงอกสูงเกินกว่า 80% ให้ผลผลิต ประมาณ 400-500 กิโลกรัม/ไร่ สามารถทนต่อความแห้งแล้วได้ดี
2.ทานตะวันสามารถปลูกเป็นพืชหมุนเวียนสลับกับพืชอื่นได้ เช่น ข้าวนาปี ถั่ว ข้าวโพด






 

Create Date : 01 กันยายน 2553    
Last Update : 1 กันยายน 2553 20:22:40 น.
Counter : 859 Pageviews.  

วิธี การปลูก ลำไย การจัดการ และจำหน่าย




การปลูกลำไย

ลำไย เป็นไม้ผลกึ่งเมืองร้อย เจริญเติบโตได้ดีในเมืองร้อน ปัจจุบันนี้ลำไยเป็นผลไม้ที่นิยมบริโภคกันมาก ทั้งในประเทศและต่างประเทศ นับเป็นพืชที่น่าสนใจยิ่งของชาวสวน เพราะเป็นผลไม้ที่มีราคาดีและมีคู่แข่งน้อยมากในตลาดต่างประเทศ นอกจากนี้ลำไยยังเป็นที่ต้องการของโรงงานอุตสาหกรรมอีกด้วย

สภาพดินฟ้าอากาศที่เหมาะสม
1. ดินและสภาพพื้นที่ ลำไยต้องการดินที่มีความอุดมสมบูรณ์สูงถึงปานกลางดินมีการระบายน้ำดี เช่น ดินร่วน ดินร่วนปนทราย หรือดินร่วนปนเหนียว พื้นที่ดินควรมีความสูงพอสมควร
2. น้ำและความชื้น ในเขตที่ไม่มีการชลประทานต้องการปริมาณน้ำฝนที่เหมาะสมประมาณ 1,200-1,400 มิลลิเมตรต่อปี ในช่วงเดือนมีนาคม-เมษายน ถ้าลดลงต่ำมากาจะทำให้ดอกผลแห้งร่วงไป อุณหภูมิต่ำประมาณ 10-12 องศาเซลเซียส เมื่อติดผลแล้วอุณหภูมิจะสูงขึ้นก็ไม่เป็นไร แต่ถ้าสูงเกิน 40 องศาเซลเซียส จะทำให้ผลแห้งและแตก

พื้นที่ปลูกลำไยในประเทศไทย
การปลูกลำไยส่วนใหญ่ปลูกในภาคเหนือ เนื่องจากมีสภาพแวดล้อมที่เหมาะสม 80% ของลำไยปลูกอยู่ที่จังหวัดเชียงใหม่ ลำพูน เชียงราย ลำปาง นอกจากนี้ก็มีปลูกกันบ้างในภาคกลางและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ แต่คุณภาพของลำไยต่ำกว่าในภาคเหนือ

พันธุ์ลำไย
ลำไยแบ่งออกเป็น 2 ประเภทคือ
1. ลำไยเครือ เป็นลำไยที่มีผลเล็ก เมล็ดโต มีกลิ่นคาวคล้ายกลิ่นกำมะถัน มีปลูกทั่วไป นิยมปลูกเป็นไม้ประดับ
2. ลำไยต้น เป็นลำไยที่รู้จักกันทั่วไป แบ่งออกเป็น 2 ชนิด คือ

- ลำไยพื้นเมือง (ลำไยกระดูกหรือลำไยผลเล็ก) มีผลเล็กเมล็ดโต เนื้อบาง ให้ผลดก เปลือกลำต้นขรุขระมาก ต้นตรงปัจจุบันนิยมใช้ทำต้นตอ
- ลำไยกระโหลก เป็นลำไยที่นิยมบริโภคกันมาก ปัจจุบันมีพันธ์ใหม่ ๆ มาก พันธุ์ที่สำคัญในปัจจุบันได้แก่พันธ์ อีดอ แห้ว สีชมพู และเบี้ยวเขียว

พันธุ์ลำไยกระโหลก
1. พันธุ์แดงกลม (อีแดง) ให้ผลดกที่สุด ความสม่ำเสมอในการออกผลดี แต่มีราคาต่ำ เพราะผลเล็ก เมล็ดโต เนื้อบาง แฉะ แตกง่าย เก็บไม่ได้นาน และไม่ต้านทานต่อสภาพน้ำขัง

2. พันธุ์อีดอ เป็นพันธุ์เบา แก่ก่อนพันธุ์อื่น ขายได้ราคาดี เจริญเติบโตเร็ว ให้ผลสม่ำเสมอ ไม่เว้นปี ผลผลิตดีพอควร คุณภาพปานกลาง เนื้อไม่ค่อยกรอบ มีกลิ่นคาวเล็กน้อย

3. พันธุ์แห้ว เป็นพันธุ์ที่มีคุณภาพการบริโภคดีมาก เนื้อแห้ง สีขาวขุ่นและกรอบที่สุด เปลือกหนา ทนทานต่อการขนส่งและเก็บไว้ได้นาน แต่มีข้อเสียคือ ออกผลไม่สม่ำเสมอมักเว้นปี มีช่วงการเก็บผลสั้น ก้านแข็งทำให้บรรจุภาชนะยาก ผลเบี้ยวเล็กน้อย จึงปลอมขายเป็นพันธุ์เบี้ยวเขียว ซึ่งราคาดีกว่า แต่ก็เป็นพันธุ์เดียวที่โรงงานต้องการมากเพราะกรอบทน

4. พันธุ์สีชมพู มีคุณภาพการบริโภคดีมาก รสหวานจัดที่สุด เนื้อสีชมพู หนา กรอบ มีกลิ่นหอม ช่อยาว ปีที่มีสภาพแวดล้อมเหมาะสมดีจะให้ผลผลิตสูงมาก มีข้อเสียคือ ค้นไม่ค่อยแข็งแรง ต้องการดินอุดมสมบูรณ์ และการดูแลรักษาดี มีน้ำสม่ำเสมอและความชื้นในอากาศสูงพันธุ์นี้เป็นที่นิยมมากทั้งในประเทศและต่างประเทศ

5. พันธุ์เบี้ยว (อีเบี้ยว) เป็นพันธุ์ที่รู้จักกันแพร่หลาน แบ่งเป็น 2 ชนิดคือ

- เบี้ยวเขียวก้านแข็ง มีเมล็ดและผลโต เนื้อกรอบ เปลือกหนา คล้ายกับพันธุ์แห้ว ผลไม่ดก ออกผลไม่สม่ำเสมอ ก้านช่อสั้น จึงไม่ค่อยนิยมนัก

- เบี้ยวเขียวก้านอ่อน มีคุณภาพในการบริโภคดี กรอบมาก รสหวานจัด ผลโตสม่ำเสมอกัน เปลือกหนา เก็บไว้ได้นาน ช่อยาวให้ผลดกมาก ออกผลล่ากว่าพันธุ์อื่นทำให้มีราคาดี ก้านช่อยาว บรรจุภาชนะได้สะดวก
พันธุ์เบี้ยวเขียวมักถูกปลอมขายโดยใช้พันธุ์แห้วทั้งกิ่งตอนและผล แต่อาจสังเกตความแตกต่างได้บ้างจาก
ก. ช่อผล พันธุ์เบี้ยวเขียวก้านอ่อน มีช่อผลยาว และมีความโน้ม แต่พันธุ์แห้วมีช่อผลสั้นแข็งทื่อและผลไม่สม่ำเสมอ
ข. ผล พันธุ์เบี้ยวเขียวก้านอ่อนจะมีผลเบี้ยวเห็นได้ชัดเปลือกสีน้ำตาลอมเขียว แต่พันธุ์แห้วมีเปลือกสีน้ำตาลคล้ำปนดำ
ค. ใบ พันธุ์เบี้ยวเขียวก้านอ่อน มีใบบางสีเขียวคล้ำเป็นมันและพลิ้วเล็กน้อย แต่พันธุ์แห้ว แผ่นใบค่อนข้างเรียบ ยาวทื่อ หนา

6. พันธุ์กระโหลกใบดำ (ใบดำ อีดำ) เป็นพันธุ์ที่ให้ผลดกออกผลล่า ช่วงเวลาการเก็บยืดไปได้นาน ช่อผลยาว ขนาดผลสม่ำเสมอบรรจุภาชนะได้สะดวก ทนต่อความแห้งแล้งและน้ำขัง แฉะ มีข้อเสีย คือ เนื้อค่อนข้างเหนียว ผลไม่โต ผิวไม่สวย

7. พันธุ์ปู่มาตีนโค้ง มีผลสวยมากขนาดใหญ่ที่สุด สีเขียวสวยให้ผลดก แต่คุณภาพเลวมาก รสไมดี และมีกลิ่นคาวจัด (กลิ่นกำมะถัน)

แหล่งพันธุ์ลำไย
ปัจจุบันไม่มีการปลูกลำไยเพื่อขยายพันธุ์โดยเฉพาะ ดังนั้นจึงต้องติดต่อชื้อกับชาวสวนลำไยทั่วไปโดยอาจติดต่อกับชาวสวนโดยตรง หรือเพื่อความแน่นอนอาจติดต่อเจ้าหน้าที่สำนักงานเกษตรจังหวัดหรือเกษตรอำเภอในแหล่งปลูกลำไยนั้น การสั่งกิ่งตอนนั้นในช่วงติดผล ผู้ซื้อควรไปสังเกตดูว่าต้นไหนดก มีคุณภาพดี แล้วกำหนดกิ่งตอนเป็นต้น ๆ ไป ควรสั่งซื้อก่อนฤดูการทำกิ่งตอน และมาดูแลการตัดกิ่งตอนด้วยตนเองก่อน ควรจะซื้อให้มากกว่า ปริมาณที่ต้องการใช้ประมาณ 50 เปอร์เซ็นต์

การขยายพันธุ์
การขยายพันธุ์ลำไยทำได้หลายวิธี
1. การตอน ลำไยที่ปลูกปัจจุบันนี้เกือบทั้งหมดปลูกโดยใช้กิ่งตอน การตอนกิ่งจะทำในฤดูฝน โดยแช่กาบมะพร้าวทิ้งไว้ล่วงหน้า 3-4 เดือน ทำการตอนเช่นเดียวกับต้นไม้อื่น ๆ ประมาณเดือนกรกฎาคมก็จะออกราก เมื่อรากเปลี่ยนจากสีขาวเป็นสีน้ำตาลแล้วจึงตัดกิ่งตอนแล้วนำกิ่งตอนมาชำในเป๊าะ (ก๋วย) หรือถุงพลาสติกระยะหนึ่ง แล้วจึงขายแก่ผู้ปลูก ข้อเสียของกิ่งตอนคือมักมีรากด้านเดียวและไม่มีรากแก้ว
การปลูกด้วยกิ่งตอนควรทำการเสริมรากด้วย เพื่อช่วยให้ลำไยแข็งแรง ล้มยาก หาอาหารได้มาก ซึ่งมีวิธีการคือ เพาะต้นตอลำไยจากเมล็ด เมื่อจะปลูกก็นำกิ่งตอนลงหลุมปลูกชิดกันกับต้นไม้ที่ได้จากการเพาะเมล็ด โดยให้ติดกันกับกิ่งตอนทำเครื่องหมายไว้ แล้วใช้มีดคม ๆ เฉือนเปลือกกิ่งตอนที่จุดนั้นให้เปิดออก 2-3 นิ้ว หรือกรีดเป็น 2 แนว แล้วตัดออกก็ได้ ส่วนต้นตอนั้นเฉือนลึกเข้าไปในเนื้อไม้ประมาณ 1/3 ของความหนาของกิ่ง ความยาวเท่ากับแผลที่กิ่งตอน นำแผลทั้งสองประกบกับแล้วใช้เชือกแบน ๆ พันรัดให้แน่น ถ้ากิ่งตอนมีขนาดใหญ่ให้ใช้หัวตะปูเล็ก ๆ ตอกยึดไว้ด้วยประมาณ 2 ½ - 3 เดือน แผลก็จะเชื่อมติดกันสนิทตัดยอดต้นตอออกได้
การเสริมรากอาจทำได้อีกวิธีโดยการโน้มยอดต้นตอไปสัมผัสกับกิ่งตอนทำเครื่องหมายไว้ แล้วตัดยอดต้นตอออกทำเป็นรูปลิ่ม สอดเข้าไปในแผลที่ทำไว้ที่กิ่งตอน โดยการกรีดเปลือกเป็น 2 แนว แล้วตัดออก จากนั้นใช้เชือกแบน ๆ รัดให้แน่น การเสริมรากควรทำในขณะที่ต้นลำไยอายุไม่เกิน 3 ปี จึงจะได้ผลเต็มที่
2. การทาบกิ่ง เป็นวิธีที่ง่ายแต่ได้ผลดี วิธีการคือ ทำการเฉือนกิ่งต้นตอและต้นพันธุ์ให้ยาวเท่า ๆ กัน แล้วนำแผลประกบกันเอาเชือกรัดให้แน่นจนแน่ใจว่าติดกันแล้ว จึงตัดยอดต้นตอ และโคนกิ่งพันธุ์ออก หลักสำคัญคือ ต้นตอที่ปลูกด้วยเมล็ดต้องอายุ 8-18 เดือนจึงใช้ได้ และกิ่งพันธุ์ที่ใช้ควรเป็นกิ่งอ้วนและอ่อนคือ ใบเปลี่ยนจากใบอ่อนเป็นใบแก่แล้ว ลำกิ่งเป็นสีน้ำตาลอมเขียว เปลือกเรียบไม่ขรุขระถ้ามีวัสดุควบคุมความชื้นได้จะทำได้ ในช่วงฤดูร้อน

3. การต่อกิ่ง (การเสียบกิ่ง) วิธีการ คือ ทำการเพาะเมล็ดลำไยในภาชนะที่ใหญ่และสมควร เพื่อใช้เป็นต้นตอ เมื่อต้นมีขนาดโตประมาณ 1 เซนติเมตร หรือขนาดแท่งดินสอดำ ก็ตัดยอดต้นตอออกแบบแฉลบแบ่งรอยแฉลบออกเป็น 3 ส่วน ที่จุดแบ่ง 1 ส่วนจากด้านสูงใช้มีดผ่าลึกลงไป 1 ½ นิ้ว แล้วตัดส่วนนี้ให้ขาดไปเป็นรอยหยัก การตัดส่วน 1 ใน 3 ก็ตัดเฉียง ๆ เช่นกัน กิ่งพันธุ์ที่ใช้ให้ใช้กิ่งที่มีความแก่อ่อนพอเหมาะ ตัดให้กิ่งพันธุ์ยาวประมาณ 4-6 นิ้ว ริดใบออกให้หมด เฉือนโคนกิ่งให้เป็นรูปลิ่มเป็นรอยหยักเท่ากับของต้นตอ เอารอยแผลประกบกันแล้วใช้เชือกรัดให้แน่น จากโคนขึ้นบนแล้วใช้ผ้าพลาสติกบาง ๆ ความกว้าง 1 เซนติเมตร พันท่อนพันธุ์ที่โผล่จากต้นตอเหลือส่วนยอดใช้ถุงพลาสติกสวมทับมัดปากให้แน่น รดน้ำโคนต้นตอ เมื่อยอดกิ่งพันธุ์เจริญขึ้นจนเกือบถึงก้นถุงออกปล่อยให้ยอดเจริญต่อไป
ระหว่างทำการเสียบกิ่งให้เอาฟักไว้ในเรือนเพาะชำหรือที่ร่ม หมั่นรดน้ำจนกว่ายอดจะมีใบแก่หมด ใช้เวลาประมาณ 60 วัน ก็นำไปปลูกได้ ต้นเสียบกิ่งนี้จะโตเร็วกว่ากิ่งตอนมาก ปกติมักทำในฤดูหนาวจะนำไปปลูกเมื่อไรก็ได้
การเสียบยอดนี้อาจทำโดยปลูกต้นตอลงในสวนเลยก็ได้เมื่อต้นสูงประมาณ 80-100 เซนติเมตร ก็ทำการเสียบยอดได้

ฤดูปลูกลำไย
แบ่งออกเป็น 2 ช่วง คือ
1. ต้นฤดูฝน ลำไยสามารถปลูกได้ตลอดปี แต่เพื่อประหยัดน้ำจึงนิยมปลูกในช่วงนี้ ซึ่งมีข้อเสีย คือช่วงนี้อากาศร้อน ความชื้นสูงทำให้มีแมลงรบกวนมากและปัจจุบันนิยมปลูกโดยใช้กิ่งตอนซึ่งจะตอนในระยะต้นฤดูฝน ดังนั้นกิ่งตอนที่ปลูกจึงไม่ค่อยสมบูรณ์ เนื่องจากเป็นกิ่งตอนข้ามปี
2. ปลายฤดูฝน (ระยะปลายกันยายน-ต้นตุลาคม) ช่วงนี้ความชื้นในดินอากาศมีพอเหมาะ ลำไยจะผลิใบได้ดีมาก แต่จะต้องให้น้ำบ้างในระยะหลัง ช่วงนี้นับว่าเหมาะสมกว่าต้นฤดูฝน เพราะไม่มีโรคและแมลงระบาดและกิ่งตอนที่ใช้ก็เป็นกิ่งตอนที่ใหม่ซึ่งจะสมบูรณ์ดี


การปลูกและการเตรียมพื้นที่
การเตรียมพื้นที่ปลูกแบ่งเป็น 2 ลักษณะคือ
1. การเตรียมรั้ว ใช้เสาไม้ เนื้อแกร่ง ปักลงทุก ๆ 2.5 เมตร และใช้ไม้รวกเป็นคร่าวหรืออาจปลูกต้นไม้โตเร็ว เช่น กระถิน มะขามเทศ ตามขอบรั้วเป็นระยะ ๆ และใช้ไม้รวกหรือลาดหนามทำเป็นคร่าวจะได้เสาที่มั่นคง ไม่ผุและกันลมด้วย
2. การเตรียมพื้นที่ ถ้าพื้นที่เป็นที่ลุ่มต่ำควรขุดร่องให้กว้างและลึกและเอาดินในร่องมาถมแปลงให้สูง ปกติจะขุดร่องกว้าง 1-3 เมตร ลึก 0.5-1.5 เมตร ขึ้นกับความต้องการดิน ความกว้าวของแปลงจากร่องหนึ่งไปอีกร่องหนึ่งประมาณ 5-8 เมตร ในที่ดินที่เป็นป่าเปิดใหม่ ให้เอาตอออก ปรับพื้นที่และไถพรวนดิน แล้วปลูกหญ้าให้เต็มพื้นที่เพื่อป้องกันวัชพืช เช่น หญ้าคา แห้วหมู่ ขึ้นและเป็นการสร้างอินทรียวัตถุในสวนด้วย
การเตรียมพื้นที่นี้อาจทำล่วงหน้าก่อนปลูก 1 ปี ขณะเดียวกันควรจำได้ทำการชำกิ่งตอนลำไยในปี๊บ ซึ่งจะมีค่าเท่ากับว่าได้ปลูกลำไยไปแล้ว 1 ปี วิธีการทำคือ ใช้ดินผสมอย่างดี เช่น ดินขุยไผ่ ดินจอมปลวกหรือผิวดินที่มีการทับถมของใบไม้ขุดให้ลึก 2-3 นิ้ว ตากให้แห้งแล้วย่อยให้ละเอียด ผสมกับขี้เถ้าแกลบและปุ๋ยคอก ในอัตรา 2:1:1 ใส่ลงในปี๊บที่เจาะรูก้นแล้วเอากิ่งตอนปักลงไปที่ขอบด้านใดด้านหนึ่งของปี๊บแล้วยึดกับหลักให้แน่น และทำเครื่องหมายด้านที่มีรากมากไว้ เพื่อสะดวกในการปฏิบัติดูแล

ระยะปลูก
การเลือกระยะปลูกขึ้นอยู่กับพันธุ์ สภาพของดิน น้ำ และปริมาณต้นที่ต้องการ ซึ่งจะปลูกได้หลายระยะ เช่น 12x12 เมตร, 12x16 เมตร ปลูกเป็นรูปสามเหลี่ยมด้านเท่ากันด้านละ 12 เมตร หรือปลูกระยะ 6x6 เมตร แล้วตัดลำไยออกต้นเว้นต้นเมื่อพุ่มชนกันแล้ว
การเตรียมหลุ่ม เมื่อได้ระยะปลูกแล้ว ก่อนถึงฤดูปลูกก็เตรียมหลุมปลูกได้ถ้าดินร่วนโปร่งให้ขุดหลุมลึก 1 ฟุต กว้าง 1 ฟุต แต่ถ้าดินแน่นก็ขุดหลุมลึกให้ใหญ่ขึ้น อาจใช้สว่านเจาะดินให้ลึก 70-80 เซนติเมตร กว้าง 30 เซนติเมตร ก็ได้ ควรแยกดินบนและล่างออกจากกัน นำดินบนมาผสมกับหญ้าแห้งหรือปุ๋ยคอก อัตรา 1:1 และใส่กระดูกในหรือหิน ฟอสเฟตอีก 1 กิโลกรัมต่อหลุม ที่ก้านหลุมใส่ขึ้นแกลบหรือทรายหยาบให้สูง 1 คืบ แล้วใช้ท่อไม้ไผ่หรือท่อพลาสติกขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 1 นิ้ว 1 อัน ปักลงไปที่ทรายก้นหลุมให้ปลายมาโผล่ที่ปากหลุมแล้วจึงเอาดินผสมลงกลบใส่ในหลุม ดินชั้นล่างนำมาทำคันโอบรอบปากหลุม ถ้าพื้นที่เอียงให้ทำคันโอบด้านต่ำเพียงด้านเดียว แต่ถ้าเป็นที่ราบให้ทำคันโอบรอบหลุมเพื่อช่วยกักเก็บน้ำฝน แล้วใช้ไม้หลักที่ทายากันปลวกและแมลงแล้วตอกลงไปให้ถึงก้นหลุมและมีความยาวโผล่พ้นหลุม 1 เมตร เมื่อปล่อยไว้ดินจะยุบตัวให้เอาดินผสมเพิ่มลงให้เต็มหลุม

การปลูก
เมื่อจะนำต้นลำไยในปี๊บลงหลุมต้องเอาปี๊บออกก่อน น้ำปี๊บต้นพันธุ์วางที่ปากหลุม ใช้มีดและค้อนตอกตามขอบล่างเลาะตามตะเข็บลงล่าง แล้วนำปี๊บลงกะดูว่าเมื่อวางแล้วโคนต้นลำไยจะอยู่ที่ปากหลุมพอดี แล้วจัดขอบล่างของปี๊บให้ขาดออกจากกันพับก้นปี๊บขึ้นไปทางด้านหลังวางให้ต้นพันธุ์ชิดกับหลักมากที่สุดแล้วผูกให้แน่น กลบดินและคลุมโคนต้นแล้วใช้ฝักบัวรดน้ำที่ปากหลุมให้ชุ่มถึงดินล่าง

การกลบดิน
ถ้าเป็นที่ดอน โคนต้นอาจจมลึกลงไปจากปากหลุมได้บ้าง ค่อย ๆ กลบดินทีละน้อย เมื่อรากฟูขึ้นจึงค่อยกลบดินอีกทีหนึ่ง ในที่ราบควรปลุกให้ลอยไว้เล็กน้อย และกลบดินให้เสมอกับระดับต้นเมื่ออยู่ในปี๊บหรือกลบเสมอขอบกาบมะพร้าวด้านบน

การคลุมโคน
คลุมโคนต้นด้วยหญ้าแห้ง ฟางแห้ง ตลอดเวลาให้หนาประมาณ 2-2 ½ นิ้ว รัศมีรอบโคนต้น 1 เมตร

การให้น้ำ
หลังจากปลูกแล้วให้น้ำทางท่อไม้ไผ่หรือท่อพลาสติกที่ปักไว้ที่หลุมโดยมใช้กรวยสวมที่ปากท่อ ระวังอย่าให้ดินตอนบนเปียก ควรให้น้ำเป็นระยะ ๆ ครั้งละมาก ๆ ถ้าให้น้ำครั้งละ 1 ปี๊บ ดินจะเก็บความชื้นได้ถึง 25-30 องศาต่อวัน ควรทำการให้น้ำในตอนเช้า

การควบคุมกำจัดวัชพืช
การควบคุมอาจทำได้โดยใช้วัสดุคลุมบริเวณโคนต้น ส่วนวัชพืชที่อยู่นอกทรงพุ่มควรตัดไม่ให้รก อาจทำได้โดยการพ่นยาปราบศัตรูพืชหรือตัดเป็นระยะ ๆ แล้วนำเศษหญ้ามาคลุมโคน

การปลูกพืชคลุมดินในสวน
ไม่มีความจำเป็นต้องปลูกพืชอื่น ถ้ามีการปลูกหญ้า และควบคุมอย่างดีแล้ว หญ้าที่ควรใช้ปลูก เช่น หญ้าส้ม

การพรวนดิน
ถ้ามีการคลุมโคนเป็นประจำ และรดน้ำ โดยไม่ผ่านหน้าดินแล้วก็ไม่ต้องพรวนดิน เว้นแต่บางต้นที่มีผิวหน้าดินแน่นมาก ก็อาจพรวนบ้างเป็นครั้งคราว

การปลูกพืชแซม
ถ้าจะปลุกควรปลูกพืชล้มลุกหรือพืชกิ่งถาวรและเป็นพืชเตี้ย

การใส่ปุ๋ย
ในระยะแรก ถ้าใส่ปุ๋ยอินทรีย์มากเพียงพอแล้วก็ไม่ต้องใส่ปุ๋ยเคมี ถ้าจะใส่ปุ๋ยเคมีควรใส่ปุ๋ย N-P-K ในอัตราส่วน 1:1:1 หรือ สูตร 15:15:15, 13:13:13 หรือ 10:10:10 โดยใช้ควบคู่กับปุ๋ยอินทรีย์ที่ใช้รองพื้น ปุ๋ยอินทรีย์ควรใส่ทุกปี อัตรา 5 ปี๊บต่อต้นต่อปีก็เพียงพอและอาจใส่ปุ๋ยเคมีเกรด 1:1:1 ร่วมด้วย อัตรา 100 กรัม ถึง 1 กิโลกรัม/ต้น/ปี ในระยะที่ยังไม่ให้ผลนั้นจะให้ปุ๋ยเมื่อไรก็ได้อาจให้ปุ๋ยพร้อมกับการให้น้ำทางท่อก็ได้

การสร้างทรงต้น
ลำไยที่ปลูกด้วยกิ่งตอนจำเป็นต้องสร้างทรงต้นตั้งแต่นำกิ่งตอนไปชำ โดยตัดให้เหลือกิ่งที่ตรงที่สุด สมบูรณ์ที่สุด และยาวที่สุดเพียงกิ่งเดียว การสร้างทรงต้นถือหลักว่า ทรงต้นจะต้องโปร่งมีกิ่งแยกจากต้นไม่มาก กิ่งทำมุมกว้างกับลำต้นโดยกระจายอยู่รอบลำต้น และต้องไม่มียอดเมื่อต้นสูง 1.20 เมตร ให้เด็ดยอดลำไยออก จะเกิดกิ่งแตกออกมาโดยรอบ เลือกกิ่งที่อวบ สมบูรณ์ไว้ 3-4 กิ่ง แต่ละกิ่งห่างกัน 4-6 นิ้ว และคอยเด็ดส่วนที่แตกเป็นกระจุกออกเรื่อย ๆ เพื่อให้กิ่งถ่างออก และใช้ไม้เล็ก ๆ ผูกยึดกิ่งหนึ่งและผูกรั้งไว้ เมื่อกิ่งที่เลือกไว้ยาวออกก็ตัดให้เหลือ 6 นิ้ว ทั้ง 3-4 กิ่งนี้ก็จะแตกแขนงออกให้เลือกไว้กิ่งละ 2 แขนงเมื่อกิ่งแขนงนี้ยาวออกไปก็ตัดให้ยาวเพียง 6 นิ้ว ซึ่งจะแตกแขนงอีกแล้วคัดเลือกไว้แขนงละ 2 กิ่งย่อย เมื่อกิ่งย่อยนี้ยาวออกไปก็คัดเลือกไว้กิ่งละ 2 แขนง จะได้เป็น 24 หรือ 32 กิ่งย่อย จากนั้นก็ปล่อยให้แตกตามธรรมชาติ เมื่อเห็นว่ากิ่งหลัก 3-4 กิ่งนั้นถ่างออกคงที่แล้ว ก็ตัดยอดที่เป็นกระจุกนั้นให้ชิดกับโคนกิ่งหลักที่อยู่บนสุด จะได้ 1 ลำต้น มีกิ่งหลัก 3 หรือ 4 กิ่ง กิ่งย่อย 24 หรือ 32 กิ่ง ทรงต้นที่สมบูรณ์แบบจะมีทรงพุ่มต่ำ โปร่งแสงส่องลอดได้ ลมโกรก ทำให้ออกผลสม่ำเสมอ งานนี้จะเริ่มทำตั้งแต่ปีที่ 1 อาจเสร็จในปีที่ 3-4 ลำไยที่สร้างทรงพุ่มจะมีขนาดเล็กตั้งแต่แข็งแรงกว่าที่ไม่ได้สร้าง
จากนั้นสร้างทรงพุ่มให้เป็นทรงกลมค่อนข้างแบน สม่ำเสมอทุกด้าน โดยบังคับให้ทุกด้านเจริญพร้อม ๆ กัน ถ้าด้านไหนเจริญเร็วไปให้ตัดยอด เพื่อให้ชะงักการเจริญชั่วคราวจนกว่ากิ่งอื่นจะเจริญทัน




การปฏิบัติดูแลต้นลำไยที่ให้ผลแล้ว

การให้น้ำ
เมื่อหมดฤดูฝนถึงระยะเริ่มออกดอกควรงดการให้น้ำเด็ดขาด ในช่วงเดือนธันวาคม ให้กวาดใบที่ร่วงรอบโคนต้นออกเพื่อให้หน้าดินแห้ง หลังจากดอกบานจึงให้น้ำและใช้ฟางหรือหญ้าแห้งคลุมโคนต้นส่วนในระยะที่ติดผลแล้วควรให้น้ำอาทิตย์ละครั้ง

การใส่ปุ๋ย
แบ่งใส่ 2 ระยะคือ
1. เมื่อเริ่มออกดอก ให้ปุ๋ยคอก 4-10 ปี๊บต่อต้น โดยหว่านรอบ ๆ ต้น
2. ติดผลแล้ว ใส่ปุ๋ยเคมีสูตร 13-13-21 ใส่ทุก 15 วัน อัตรา 300 กรัมต่อต้น ใส่ให้จนถึง 1 เดือนก่อนเก็บผลถ้ามีใบซีดและใบน้อยให้เพิ่มปุ๋ยยูเรียด้วยครั้งละ 2 กำมือ จากนั้นใส่อีกครั้งเมื่อเก็บผลแล้วอัตรา 2 กก./ต้น ควรใส่ปุ๋ยก่อนให้น้ำ 1 วัน ก่อนใส่ปุ๋ยให้เก็บใบรวมกันไว้ เมื่อหว่านปุ๋ยแล้วจึงเกลี่ยใบกลบ

การตัดแต่งกิ่ง
ช่วยให้ทรงพุ่มโปร่ง ดูแลได้สะดวก ป้องกันการโค่นล้มและช่วยให้ผลดก ให้ผลสม่ำเสมอทุกปี แบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ
1. การตัดแต่งกิ่งประจำปี ต้องทำทุกปีหลังเก็บผลแล้วมีหลักคือ ให้ตัดกิ่งที่ฉีดหักก่อน ถ้ากิ่งใดคาดว่าไม่ออกดอกผลอีกแล้วก็ให้ตัดชิดโคนกิ่งเลย ส่วนกิ่งที่ต้องการให้แตกยอดใหม่ เมื่อออกผลให้ตัดเหลือไว้ให้ยาว กิ่งต่อไปที่ติดคือ กิ่งที่ไม่แข็งแรงและกิ่งกระโดง โดยตัดให้ชิดโคนกิ่ง แล้วทาแผลด้วยสีน้ำมัน หรือปูนขาวหรือยากันรา
2. การตัดแต่งกิ่งย่อยหรือตัดแต่งกิ่งตามความจำเป็น เมื่อเข้าสวนชาวสวนควรนำกรรไกรติดตัวไปด้วยทุกครั้ง เพื่อตัดกิ่งที่เป็นโรคหรือมีแมลงออก มีหลักดังนี้
- ถ้าต้นสมบูรณ์ให้ตัดได้เต็มที่ แต่ถ้าต้นโทรมมากให้ตัดออกเพียงเล็กน้อย
- ตัดแต่งด้วยความระมัดระวังอย่าให้กิ่งช้ำหรือกระทบกระเทือนกิ่งใหญ่ ควรใช้มีดตัดก่อนแล้วใช้เลื่อยตามอีกครั้ง

เครื่องมือที่ใช้ในการตัดแต่งกิ่ง
1. กรรไกรขนาดเล็กและใหญ่
2. เลื่อยแต่งกิ่งมีลักษณะคล้ายคันธนูใช้สำหรับเลื่อยไม้สดโดยเฉพาะ
3. สิ่ว ใช้ทำให้แผลเรียบ

การค้ำต้น
เมื่อลำไยอายุได้ 4-5 ปี ควรทำการค้ำยันต้นเพื่อป้องกันการโค่นต้น มีวิธีการคือ ใช้เสา 4 เสา ปีก 4 มุม และมีคานรับไปที่กิ่งใหญ่เมื่อต้นโตก็ใช้ไผ่สีสุกหรือไม่ซางถ่างเป็นง่ามที่ตอนปลายหรือทำเป็นรูเอาสลักสอดไว้ ไปค้ำยันไว้ที่ง่ามของกิ่งลำไย โดยโคนไม้ยันไว้ที่พื้น แต่วิธีน้ำไม่ค่อยมั่นคง และเปลืองไม้ค้ำมาก อาจทำให้มั่นคงได้โดยใช้ไม้รวกสอดเข้าไปในพุ่มโดยเลือกแนวให้สัมผัสกิ่งมาก ๆ ประมาณ 4-5 กิ่ง ปลายไม้ห่างจากริมนอกประมาณ 1 เมตร โคนไม้ทำมุม 60-70 องศา กับพื้นดินหลีกความยาว 1 ½ เมตร ตอกลงดินประมาณ 70 เซนติเมตร ใช้ตะปูและลวดยึดหลักกับไม้รวกไว้ และใช้ยางในรถยนต์ตัดเป็นแถบกว้าง ½ นิ้ว ยาว 50 ซม. รัดไม้รวกกิ่งที่สัมผัสนั้นให้แน่น ที่โคนไม้ก็ใช้ไม้รวกคุมยึดระหว่างหลักต่อหลัก

แมลงศัตรูลำไย

ก. แมลงศัตรูลำไยที่พบทั่ว ๆ ไป
1. ไรแดง ระบาดในฤดูแล้ง แต่เมื่อฝนตกก็จะหายไปเองจะมีผลต่อต้นลำไยที่ยังเล็กเท่านั้น
2. ไรลำไย เป็นแมลงตัวเล็ก ๆ สีเหลืองอ่อน เกาะกินอยู่ใต้ใบ ทำให้ผิวใบด่างที่หลังใบจะรวมตัวกันเป็นจุด ๆ ถ้ามรเล็กน้อยจะไม่เป็นอันตราย แต่ถ้าระบาดมากให้ใช้ยาดูดซึม เช่น ไดเมทโธเอท, ไซดริน. อโรเกอร์, เพอเฟคไธออน ฉีดพ่น
3. เพลี้ย มักเกิดคู่กับมด อาจมีความสำคัญในอนาคตมี 2 ชนิด คือ
- เพลี้ยหอย
- เพลี้ยแป้ง มีสีขาวปกคลุม คล้ายแป้ง และมีเส้นใยยื่นออกจากตัว ตัวอ่อนจะดูดน้ำเลี้ยงที่ยอด ทำให้ยอดหด หยิก ไม่ออกดอกผล กำจัดโดยใช้ยาประเภทดูดซึม
4. หนอนเจาะกิ่ง ระบาดเป็นประจำทำให้สวนทรุดโทรมแต่เป็นไปอย่างช้าๆ มี 2 ชนิด คือ
- หนอนแมลงปีกแข็ง
- หนอนของผีเสื้อ ทำให้ใบเหลือง ร่วงและกิ่งแห้งตายอย่างรวดเร็ว
5. หนอนชอนกิ่ง มีขนาดเล็กกว่าหนอนเจาะกิ่ง จะวางไข่ตามเปลือก ลำต้น กิ่ง ชอนเข้าไปอยู่ระหว่างเปลือกกับเนื้อไม้ ถ้ามีมากต้นจะโทรมลงอย่างเร็ว
การทำลายหนอนทั้ง 2 ชนิดนี้ ทำโดยสังเกตขุยที่เกิดขึ้นจาการถ่ายมูลของหนอน ถ้าพบก็ให้ทำความสะอาดบริเวณโคนต้นรัศมี 2 เมตร เพื่อดูว่ามีขี้หนอนหรือไม้ ถ้ามีตรวจดูตราต้น กิ่ง ว่ามีขุยติดอยู่ที่ส่วนใดบ้าง ใช้ไม้แหลมเขี่ยหารูให้เจอแล้วใช้ยาฆ่าแมลงผสมน้ำ อัตราส่วน 1:1 ใส่เข็มฉีดยาอัดเข้าไปในรูแล้วใช้ดินเหนียวอุดปิดรู
สำหรับหนอนชอนเปลือกนั้น ถ้ามีมากให้ถากเปลือกออกแล้วใช้ยาประเภทดูดซึม เช่นดีดริน คลอเดน ผสมกับน้ำ ในอัตราเข็มข้นกว่าที่กำหนดเล็กน้อย ฉีดพ่นตามต้นและกิ่งเป็นระยะ ๆ ทุก 2 เดือน
6. แมลงปีกแข็ง ที่ระบาดในขณะที่ต้นยังเล็กมี 2 ชนิด คือ
- แมลงนูน มีลำตัวสีน้ำตาล (คล้ายด้วงกุหลาบ) จะกัดทำลายใบเป็นต้น ๆ ไป ต้องรับกำจัดโดยการพ่นยา เช่น เซฟวิน 85 ดีดริน คลอเดน ที่บริเวณโคนต้นและที่ใบอ่อน (ห้ามจับแมลงมากิน)
- แมลงค่อมทอง (แมงกอม) ตัวสีเขียวอมเหลือง จะเกาะกัดกินใบอยู่เป็นกลุ่ม ๆ ถ้าไปกระทบต้นจะทิ้งตัวลงพื้น การกำจัด เช่นเดียวกับแมงนูน แต่วิธีที่ดีที่สุดคือ จับทำลาย
7. หนอนคืบกินใบอ่อน จะระบาดเป็นช่วง ๆ ปีหนึ่งอาจระบาด 2-3 ครั้ง ถ้าระบาดมากภายใน 7 วัน ใบจะโกร๋นหมด กำจัดโดยกวาดพื้นสวนให้สะอาดใช้ตะขอเขย่ากิ่งให้หนอนทิ้งตัวลงมาแล้วรวบรวมทำลายเสีย ไม่ควรฉีดพ่นยาที่ต้น

ข. แมลงศัตรูลำไยในระยะออกดอก
1. หนอนกินดอกลำไย เป็นหนอนผีเสื้อ เข้าทำลายในระยะดอกยังไม่บาน
2. หนอนเจาะก้านดอก ตัวเล็กมาก ขนาดเท่าเส้นด้ายทำให้ลำไยไม่ติดผล การป้องกันกำจัด ควรฉีดพ่นยาเมื่อเริ่มมีช่อดอก

ค. แมลงศัตรูลำไยในระยะดอกบาน
แมลงแกงหรือมวนลำไยตัวขนาด 1 เซนติเมตร รูปร่างคล้ายแมงดาจะผสมพันธุ์ในเดือนธันยาคม และวางไข่ทั่วไป ตัวอ่อนจะดูดกินน้ำเลี้ยงดอก ทำให้ดอกแห้งตาย ถ้าระบาดหนักจะไม่ติดผลเลย การป้องกันกำจัด ควรทำในเดือนธันยาคมถึงกุมภาพันธุ อาจทำลายตัวแมลงหรือทำลายไข่ที่อยู่ตามเปลือกต้น ไม้ค้ำโคนต้น

ง. แมลงศัตรูในระยะลำไยเริ่มหวาน
1. แมลงวันทอง (แมลงวันผลไม้) รูปร่างคล้ายต่อแตน สีเหลือง ปีกใส เจาะวางไข่ในผลทำให้ผลเน่า การป้องกันกำจัด ทำได้โดยใช้ยาเคมี เช่น ดิพเทอเรท แลนเนท และเซฟวิน เอฟ 3 ผสมกับน้ำตาลโมลาส พ่นเคลือบตามใบและพุ่มต้นในระยะที่ลำไยเริ่มติดผล
- ใช้กับดัก (Trap) เป็นเครื่องมือล่อให้แมลงเข้าไปโดยใส่สำลีจุ่มน้ำยาที่มีกลิ่นล่อแมลงเข้าไปผสมพันธุ์
- ใช้ดอกเดหลีใบกล้วย โดยการปลูกต้นเดหลีใบกล้วยไว้มาก ๆ เมื่อดอกบานก็นำมารวมกันแล้วพ่นยาฆ่าแมลงเคลือบเกสรดอกจะบานและส่งกลิ่นตั้งแต่เข้ามือถึง 10 โมงเช้า แต่ละดอกจะล่อทำลายแมลงได้ 10-50 ตัวและบานอยู่ 5-7
2. ผีเสื้อมวนหวาน ทำความเสียหายมากจะเจาะเข้าไปดูดกินน้ำหวานทำให้ผลเน่า ตัวหนึ่ง ๆ จะทำลายผลได้ 20-50 ผล/วัน การกำจัดต้องทำในช่วง 1-4 พุ่ม ( 19.00-22.00 น. ) ซึ่งเป็นช่วงที่ระบาดมากโดยใช้วิธีกลควบกับการใช้สารเคมี เช่น ใช้กล้วย สับปะรด ขนุน ใส่สารเคมีล่อให้แมลงมากินหรืออาจใช้สวิงโฉบจับ ใช้ไฟนีออนล่อหรือรมควันโดนใช้กำมะถันผสมขี้เลื่อยจุดไฟไปแขวนไว้ตามกิ่ง

การเก็บลำไย
ลำไยนับแต่ออกดอกประมาณ 5 เดือน ผลก็จะเริ่มแก่พอจะเก็บได้ ซึ่งสังเกตได้จากขนาดของผลโตเต็มที่ สีผิวของผล (เปลือก) จะมีสีคล้ำขึ้น ผิวที่เปลือกจะเรียบขึ้น ที่ผิวเปลือกด้านใบมีร่องคล้ายร่างแห รสหวาน
การเก็บลำไยแต่ละต้นควรทยอยเก็บเป็น 2 ครั้ง ห่างกันครั้งละ 7-10 ในตาละปีควรจดบันทึกออกดอก วันเก็บ ปริมาณผลผลิตไว้ด้วย

ข้อควรระวังในการเก็บลำไย
1. ไม่เก็บลำไยในวันที่ฝนตก
2. ไม่ควรปล่อยลำไยทิ้งไว้ให้สุกนานเกินไปจนเกิดการ “ขึ้นหัว” เพราะจะทำให้ได้ลำไยมีรสจืด
3. ไม่หักก้านช่อลำไยลึกเกินไป จะทำให้ต้นโทรม
4. ควรเก็บลำไยในตอนเช้ามืดหรือตอนบ่าย
5. เมื่อเก็บลำไยแล้วต้องนำส่งตลาดทันที
6. การเก็บลำไยควรใช้กรรไกรตัดเพื่อให้แตกช่อใหม่ได้เร็ว

วิธีการเก็บลำไย
ใช้พะวงพาดในพุ่มหรือที่พุ่มแล้วปีนขึ้นไปหักหรือตัดกิ่งลำไยใส่เข่ง เมื่อเต็มเข่งก็ จะโรยเชือกลงมาให้คนข้างล่างขนลำไยออกและหักช่อลำไยจากกิ่ง แล้วคัดขนาดผลที่เล็กและลีบออก แล้วนำมาบรรจุเข่งที่เอาใบลำไยวางรองก้นเข่งไว้แล้ววางช่อลำไยลงโดยวางเรียงเอาปลายช่อลงและวางซ้อนเรียงกันขึ้นมา เมื่อจะเต็มเข่งจึงใช้ใบลำไยปิดหนห้า เอาฝาปิดแล้วไม้ 2 อัน อัดไม้ เข่งที่ใช้มีขนาดกว้าง 35 เซนติเมตร บรรจุได้ประมาณ 21-22 กิโลกรัม ถ้าหากเปลี่ยนมาใช้กล่องกระดาษอาจทำให้ขนได้สะดวกขึ้น
ผลผลิตของลำไยแต่ละต้นประมาณ 30-100 กิโลกรัมต่อต้นขึ้นอยู่กับพันธุ์ อายุ ความสมบูรณ์ของต้นและดิน ลำไยจะออกสู่ตลาดประมาณกลางกรกฎาคม-สิงหาคม

การซื้อขายลำไย แบ่งออกได้เป็น 2 ชนิด
1. การซื้อขายในสวน
2. ขายหลังจากผลออกสู่ตลาดแล้ว
ชาวสวนมีการขายลำไย 2 วิธี คือ
1. ชาวสวนเก็บขายเอง ในสมัยก่อนไม่มีเลย แต่ในปัจจุบันมีบ้างแต่ยังน้อย
2. ขายเหมาสวนลำไยให้แก่พ่อค้า มี 2 รูปแบบคือ

ก. เหมายาว (ขายยาวหรือขายเหมาลำไยทั้งสวน) เป็นระยะเวลาหลายปี เช่น 3,4 หรือ 5 ปี มีการทำสัญญาซื้อขายกันโดยกำหนดเวลาที่เหมาจำนวนลำไยที่จะได้รับในแต่ละปี วิธีนี้ชาวสวนเสียเปรียบมาก แต่บางครั้งชอบเพราได้เงินมาก่อนบ้าง
ข. การขายเหมาประจำปี ขายเหมาแค่ปีเดียวแบ่งเป็น 3 ลักษณะ คือ
1. ขายเหมาดอก พ่อค้าจะมาดูดอกลำไย แล้วตั้งราคาเอง วิธีนี้มักถูกกดราคา
2. ขายเหมาผล ตกลงสัญญากันเมื่อเห็นผลโตติดแน่นอนแล้ว
3. ขายเหมาเป็นเข่ง วิธีนี้ยุติธรรมกว่าวิธีอื่น แต่ชาวสวนต้องศึกษาราคาลำไยในตลาดอยู่เสมอ

ชาวสวนควรบันทึกจำนวนผลผลิตลำไยไว้ทุกปี เพื่อจะได้ใช้ประเมินราคาและผลผลิตในปีต่อไป.




ฝ่ายส่งเสริมการเกษตร
สำนักวิจัยและส่งเสริมวิชาการการเกษตรมหาวิทยาลัยแม่โจ้ จ. เชียงใหม่ 50290
โทร. 0-53873938 , 0-53873939





ข้ อมูลเพิ่มเติม


แมลงศัตรูสำคัญช่วงลำไยออกดอกถึงติดผลขนาดเล็ก
1.  หนอนกินดอกลำไย
หนอนกินดอกมีพืชอาหารหลายชนิดนอกจากดอกลำไยแล้วยังกัดกินดอกลิ้นจี่ เงาะ และมะม่วง  หนอนมีสีน้ำตาลอ่อน หัวสีดำ เมื่อโตเต็มที่มีขนาดตัวยาวประมาณ 2  เซนติเมตร หนอนสร้างเส้นใยดึงช่อดอกมาติดกัน แล้วกัดกินอยู่ภายในก่อนเข้าดักแด้หนอนถักเส้นใยยึดดอกแห้งปนกับขี้หนอนเป็นก้อนกลมห่อหุ้มดักแด้อยู่ภายใน
15

รูป หนอนกินดอกลำไย

รูป ดักแด้หนอนกินดอก ห่อหุ้มด้วยดอกและขี้หนอน (ซ้ายมือ) และ คราบดักแด้ (ขวามือ)

16ผีเสื้อของหนอนกินดอกลำไย  ขณะเกาะอยู่กับที่ปีกหลุบลง ปีกมีสีน้ำตาลอ่อนปนม่วงอ่อน มีเส้นสีน้ำตาลพาดจากกลางปีกไปถึงปลายปีก  ผีเสื้อเพศเมียวางไข่ตามช่อดอก เมื่อหนอนฟักจากไข่เริ่มกัดกินช่อดอกโดยใช้เศษชิ้นส่วนของกลีบดอกถักเป็นรังอยู่ตามช่อดอก เพื่อเป็นที่อาศัยหลบซ่อนอยู่ภายใน

ศัตรูธรรมชาติ ในสภาพธรรมชาติมีแมลงศัตรูคอยทำลายหนอนกินดอกหลายชนิด
- มดแดง
- แตนเบียน
- แมลงวันก้นขน


การป้องกันกำจัด
ถ้าพบหนอนเข้าทำลายดอกลำไยหนาแน่น พ่นสารเคมี เมทามิโดฟอส (ทามารอน 60% sc) อัตรา 30  มิลลิลิตรต่อน้ำ 20  ลิตร ควรหลีกเลี่ยงการพ่นตอนดอกบาน

2.  ด้วงกินดอกลำไย
ด้วงหรือแมลงปีกแข็งกินดอกลำไยช่วงลำไยออกดอก พบด้วงปีกแข็งหลายชนิดกัดกินดอก และผลอ่อนทำให้ผลผลิตเสียหาย
9

การป้องกันกำจัด
ถ้ามีการระบาดฉีดพ่นด้วยคาร์บาริล (เซฟวิน 85% wp) อัตรา 45-60 กรัมต่อน้ำ 20  ลิตร เฉพาะจุดที่พบแมลงเข้าทำลายหนาแน่น

10

8

14

3. เพลี้ยหอยหลังเต่า
ทั้งตัวอ่อนและตัวเต็มวัยอาศัยดูดกินน้ำเลี้ยงบริเวณช่อใบอ่อน ช่อดอก และผลลำไย โดยพบ อยู่รวมกันเป็นกลุ่มใหญ่ ตามบริเวณส่วนต่าง ๆ  ขณะดูดกินจะขับถ่ายของเหลวคล้ายน้ำเชื่อม ทำให้เป็นแหล่งอาหารของราดำ และมด
13

การป้องกันกำจัด
1.  ตัดแต่งกิ่งหรือส่วนที่ถูกเพลี้ยหอยทำลายไปเผาหรือฝัง
2.  ใช้สารเคมี ควรใช้ตั้งแต่ระยะที่ตัวอ่อนเริ่มฟักออกมาจากไข่ใหม่ๆ จนถึงระยะตัวอ่อนที่ 2 และ 3 เนื่องจากระยะเหล่านี้เป็นระยะที่อ่อนแอต่อสารเคมีมากที่สุด
3.  ในกรณีที่พบเพลี้ยหอยเข้าทำลายในระดับไม่รุนแรงก็ควรที่จะเลือกใช้ปิโตรเลียมออยล์ ไวท์ออยล์ และสารสกัดจากพืช เช่น สมุนไพรลูกซัก และสะเดาบด ตามอัตราที่แนะนำ ก็สามารถควบคุมประชากรของเพลี้ยหอยได้ในระดับหนึ่ง
4.  สารเคมีที่มีประสิทธิภาพดีในการป้องกันกำจัดเพลี้ยหอยชนิดนี้ได้แก่ คาร์โบซัลแฟน อัตรา 80 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร คาร์บาริล อัตรา 60 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร และไดเมทโธเอท อัตรา 40 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร การพ่นสารเคมี ควรพ่นซ้ำอีก 1-2 ครั้ง เมื่อยังตรวจพบระยะตัวอ่อนของเพลี้ยหอย

4. มวนลำไย
มวนลำไยหรือแมงแกง ทำลายโดยดูดกินน้ำเลี้ยงบริเวณยอดอ่อน ก้านช่อดอกทำให้เหี่ยวแห้งและดูดกินน้ำเลี้ยงจากผลอ่อนทำให้ผลอ่อนแห้งและร่วง
6

การป้องกันกำจัด
ช่วงที่เป็นตัวอ่อนป้องกันกำจัดได้ผลดีกว่าตัวเต็มวัย ใช้สารเคมีแลมป์ดาไซฮาโลทริน (คาราเต้ 2.5% EC) อัตรา 10 มิลลิลิตร ต่อน้ำ 20 ลิตร หรือเฟนวาลีเลต (ซูมิไซดิน 20% EC) อัตรา 10 มิลลิลิตร

ต่อน้ำ 20 ลิตร หรือคาร์บาริล     (เซฟวิน 85% WP) อัตรา 60 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร



7


ท่านผู้อ่านท่านใดสนใจสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่       
อาจารย์จิรนันท์  เสนานาญ   นักวิชาการเกษตร      ฝ่ายส่งเสริมการเกษตร  สำนักวิจัยและส่งเสริมวิชาการการเกษตร  มหาวิทยาลัยแม่โจ้ โทร. 053-873938-9  ในวันและเวลาราชการ

รายงานโดย 
ฝ่ายส่งเสริมการเกษตร  สำนักวิจัยและส่งเสริมวิชาการการเกษตร
มหาวิทยาลัยแม่โจ้  โทร. 053-873938-9





 

Create Date : 28 สิงหาคม 2553    
Last Update : 29 มิถุนายน 2555 19:15:57 น.
Counter : 18707 Pageviews.  

1  2  

คนเมืองตำน้ำกิน
Location :
บุรีรัมย์ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 5 คน [?]




รักป่ารักเขา รักธรรมชาติ รักเสียงเพลง
รักความสงบสุข รักประเทศไทย รักพ่อหลวง
ความหล่อไม่คอยมี แต่ความดีเต็มถังครับ
Custom Search
รักกันชอบกัน กดคนละคลิกสองคลิก ยังไงก้ขอให้มีความสุข ได้สาระกันทุกคนครับPravit M Kongsawut | 
online



ยินดีตอนรับสู่บ้านคนตำน้ำกินนะครับ ขอให้มีความสุขกับข้อมูล ขอให้มีความรู้กับการอ่านทุกๆคนครับ

Online Now
New Comments
Friends' blogs
[Add คนเมืองตำน้ำกิน's blog to your web]
Links
 

MY VIP Friend

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.