ปล่อยไหลไปตามวิถี ช่วงชีวีนี้แสนสั้น..จะทุกข์กับมันไปไย

บทที่ 5 "ดำนากับปลิง"

วันนี้เป็นวันหยุด เด็กๆไม่ต้องไปโรงเรียน


แต่วันหยุดทางราชการ ไม่ใช่วันหยุดของชาวนา โดยเฉพาะในฤดูไถหว่าน


ทุกเช้าตรู่จะเห็นควันไฟลอยออกมาจากห้องครัวของทุกบ้าน

เป็นสัญญาณว่าแม่บ้านกำลังหุงหาอาหารเพื่อจะนำไปส่งเป็นอาหารกลางวันสำหรับพ่อบ้านและสมาชิกในครอบครัวที่ออกไปนาตั้งแต่ฟ้าสาง


เริ่มตั้งแต่ ไถ คราด หว่านข้าว ถอนกล้า ปักดำ และเก็บเกี่ยว


ฉันชอบตามตายายออกไปท้องนา อากาศยามเช้าตรู่บริสุทธิ์และสดชื่น

หยดน้ำค้างเกาะพราวบนยอดหญ้าบนคันนาและบนใยแมงมุมที่ขึงเป็นรูปแปดเหลี่ยม

แวววาวเหมือนสร้อยไข่มุกหลากสีที่สะท้อนแสงจากดวงอาทิตย์


บรรยากาศสวยงดงามออกอย่างนี้ ฉันยังไม่วายซน

ใช้เท้าเขี่ยหญ้าบนคันนาเล่น

เพื่อจะได้ดูเจ้าตั๊กแตนกระโดดหย็องแหย็งด้วยความตกใจ


ย่างเข้าเดือนหกฝนก็ตกพรำๆ เป็นเวลาเริ่มต้นฤดูกาลทำนาครั้งใหม่

ชาวนาเตรียมแอก คันไถ และวัวของตัวเองออกไปทำงาน

ฉันชอบออกไปยืนดูเวลาเขาไถนา

เห็นก้อนดินที่พลิกฟื้นขึ้นมาเป็นแนวยาวตามรอยไถ

ฟังเสียงฮึ่ยๆไล่หลังวัวเพื่อให้มันเดิน และเสียงร้องยอๆ ให้มันหยุด ตลกจัง

วัวมันฟังรู้เรื่องด้วย ดีกว่าเด็กดื้อๆบางคนเสียอีก


นาบางแปลงเขาก็เตรียมทำเทือก คือทำให้เป็นโคลนเป็นตมเพื่อตกกล้า

โดยนำเมล็ดพันธุ์ข้าวที่แช่น้ำแล้วมาหว่านให้ทั่ว



ฉันจำได้ว่ามีพันธุ์ข้าวพันธุ์หนึ่งที่ยายพูดถึงอยู่บ่อยๆคือข้าวพันธุ์หอมจันทร์ ไม่นานข้าวก็จะงอกและโตเป็นต้นกล้าเล็กๆสีเขียวตองสดใสน่ารัก

ฉันชอบดูเวลาสายลมพัดผ่านระพัดใบจนพลิ้วไหวเหมือนกับว่าต้นกล้ากำลังเต้นระบำอยู่เต็มท้องทุ่ง


พอต้นกล้าโตได้ขนาด เขาก็ถอนรวมกันเป็นมัดๆ ตัดใบทิ้งไปส่วนหนึ่ง

เตรียมนำไปปักดำต่อไป


สมัยนั้นยังมีการขอแรงให้มาช่วยผลัดกันทำนา ที่ทางภาคกลางเรียกว่า “ลงแขก”

ฉันจำไม่ได้ว่าทางภาคใต้เรียกการนั้นว่าอะไร จำได้แต่ว่าเป็นวันที่สนุกอีกวัน

มีอาหารคาวหวานเลี้ยงคนที่มาช่วย

ของอร่อยของฉันคือลอดช่องน้ำกะทิที่มีเนื้อทุเรียนลอยหน้า


คนดำนาจะยืนเรียงแถวกัน รัศมีทำการคือสุดช่วงแขนซ้ายขวา

พวกเขาหอบมัดต้นกล้าไว้ในอ้อมแขน มืออีกข้างก็หยิบต้นกล้า 2-3

ต้นปักดำลงในดินโคลน กดให้แน่นเพื่อไม่ให้ต้นกล้าลอยขึ้นมา

ดำกันเป็นแถวเป็นแนวจนกว่าจะเต็มทั้งผืนนา


ลักษณะท่าทางการทำงานสมกับที่มีการพูดถึงชาวนาว่า “หลังสู้ฟ้า หน้าสู้ดิน”

กว่าจะเสร็จการดำนาแต่ละแปลง ฉันไม่รู้ว่าบรรดาพี่ ป้า น้า อา ตา ยาย

ต้องทนหลังขดหลังแข็งกันสักแค่ไหน ต้องสูญเสียหยาดเหงื่อแรงงานไปเท่าไร


ในขณะที่พวกเขากำลังดำนากัน ฉันเห็นกะลามะพร้าวใส่ยาเส้นที่ใช้สูบกับใบจาก

ชุบน้ำจนเปียกชุ่มวางอยู่บนคันนาเป็นระยะ

สักพักก็มีคนเดินเอาอะไรอย่างหนึ่งมาใส่ในกะลา

พอเข้าไปดูฉันก็เห็นตัวสีดำๆดิ้นยุกยิกๆ แล้วแน่นิ่งไป

ตาบอกว่านั่นคือปลิงเข็มที่ชอบดูดเลือดคนเป็นอาหาร

ถ้าเอามาใส่ในน้ำยาเส้นมันจะตาย


มิน่าล่ะ ตากับยายจึงไม่ยอมให้ฉันลงไปในนา เพราะเจ้าปลิงเข็มตัวดีนี่เอง

แต่ฉันไม่กลัวมันหรอก

ตัวมันเล็กกว่าใส้เดือนดินที่ฉันชอบไปยืนดูเด็กโตๆเขาขุดขึ้นมาจากดินชื้นๆร่วนซุยเพื่อเอามาทำเหยื่อตกปลาตั้งเยอะ

ถ้ามันจะมาเกาะฉันเพื่อดูดเลือด ฉันจะจับมันใส่กะลายาเส้นให้หมดเลย


ว่าแล้วก็นั่งบนคันนา หย่อนเท้าลงแกว่งในน้ำเบาๆ

ล่อให้นักดูดเลือดตัวจิ๋วเข้ามาติดกับ

ไม่นานมันก็ว่ายน้ำมาเห็นเป็นเส้นเล็กๆดำๆคล้ายเส้นเฉาก๊วย

มาเกาะเท้าปุ๊บฉันก็จับปั๊บแล้วเอาใส่กะลายาเส้น มันดิ้นบิดไปบิดมาสักพักก็นิ่งไป

ทำได้ไม่กี่ตัว ตาเดินมาดูและถามว่ามานั่นตากแดดทำอะไร พอรู้ก็บอกให้เลิก

ฉันบอกตาว่า


“หนูอ้นจะช่วยจับมัน ไม่ให้มันไม่กัดคนดำนาไง ไม่ได้เล่นซนเฉยๆสักหน่อย”


“แต่มันยังไม่ได้กัดใครเลยนะ เดี๋ยวมันกัดใครเข้าเขาก็จัดการกันเองแหละ

ปล่อยให้มันอยู่ของมันไป อย่าฆ่ามันโดยไม่มีเหตุสมควร ทำอย่างนี้ไม่ดี”


ตาคงหมายความว่าอย่าทำร้ายใครก่อน ยกเว้นเพื่อเป็นการป้องกันตัว

ฟังดูมีเหตุผล ฉันเลยไม่เถียงและเดินไปเข้าร่มไม้แต่โดยดี


ไม่รู้ว่าการที่ชาวนาฆ่าปลิงที่มากัดเขาเป็นบาปหรือเปล่า

แต่ที่ฉันฆ่าปลิงเล่นอย่างนี้ต้องบาปแน่ๆ พวกมันจะมาเอาคืนฉันหรือเปล่านี่


แล้วก็มีเรื่องที่ทำให้ฉันกลัวและขยะแขยงปลิงอย่างที่สุดขึ้นมา เย็นวันหนึ่ง

ญาติข้างบ้านเขาต้อนวัวกลับมาจากทุ่งนาเพื่อเข้าคอก

ฉันวิ่งเล่นอยู่แถวกองไฟที่เขาจุดสุมไล่แมลง เห็นน้าคนนึงก้มๆเงยๆอยู่แถวขาวัว

สักพักก็โยนอะไรอย่างหนึ่งมาให้


สิ่งที่กลิ้งอยู่แทบเท้าเป็นแท่งกลม ดำๆยาวๆ ใหญ่ประมาณนิ้วโป้งของผู้ใหญ่

ฉันลองเอาไม้เขี่ยดู มันนิ่มๆใหญ่ๆ ถามน้าว่านี่อะไร


น้าตอบปนหัวเราะว่า “ปลิง”


ฉันถอยออกห่างอย่างตกใจ


“อูย... ทำไมตัวมันใหญ่อย่างนี้ล่ะ หนูอ้นไม่เคยเห็นแบบนี้เลยนะนี่”


น้าตอบว่า


“อย่างนี้เขาเรียกว่าปลิงควาย เพราะตัวมันใหญ่ เป็นไงล่ะ

เห็นว่าชอบเล่นกับปลิงไม่ใช่เรอะ เอาไปซิ ยกให้”


ฉันฟังแล้วถึงกับเหวอไปเลย ถอยห่างออกไปยืนขนลุกขนพอง สั่นหัวแล้วบอกว่า


“อึ๋ย... ไม่เอาหรอก น่ากลัวจะตาย”


แต่ก็ยังไม่วายสงสัยว่า


ปลิงควาย แล้วทำไมมากัดวัว??




 

Create Date : 12 มกราคม 2551    
Last Update : 12 มกราคม 2551 20:56:55 น.
Counter : 141 Pageviews.  

บทที่ 4 "บ้าน วัด โรงเรียน"

มาถึงบ้านใหม่และได้ทำความรู้จักกันบ้างแล้ว ได้เวลาไปโรงเรียนเสียที

เปิดเทอมแล้วจ้า



ตื่นเช้าหน่อยนะ โรงเรียนใหม่ค่อนข้างจะไกลบ้านอยู่สักนิด ไม่มากหรอก

ประมาณแค่สามกิโลเมตรเอง ไปกลับรวมเป็นหก


ที่นี่ไม่มีรถสามล้อถีบ ไม่มีรถตุ๊กๆเหมือนในเมือง รถจักรยานก็ไม่มี

ถึงมีก็ถีบไม่เป็น เรือโดยสารนานๆมา เพราะฉะนั้นไม่มีวิธีไหนดีไปกว่าเดิน


จะสงสารหนูอ้นดีไหมนี่


เช้าๆจะเห็นเด็กนักเรียนออกเดินไปบนถนน บ้างเดินดุ่มๆคนเดียว

บ้างก็จับกลุ่มเดินไปคุยเล่นกันไป วันแรกๆยายเดินไปส่ง

แต่รู้สึกจะมีปัญหาเพราะชอบร้องไห้ตามยายกลับบ้าน

หลังๆยายเลยตัดใจฝากให้ไปพร้อมกับเด็กอื่นๆในละแวกนั้น เมื่อไม่มีใครไปส่ง

ฉันก็ไปกับพวกนั้นได้สบายมาก และบางวันฉันก็ไปคนเดียว


เปิดเทอมใหม่ๆยังแต่งชุดนักเรียนถูกต้องตามระเบียบ

ใส่ถุงเท้าขาวสะอาดรองเท้าหนังสีดำขัดมันวับ แหม...ก็เด็กจากในเมือง

แต่พอไม่นานฝนตกแทบทุกวัน ถนนบางช่วงเป็นหลุมเป็นบ่อเป็นเลน

ดินเหนียวติดรองเท้าหนึบหนับเดินลำบาก คุณครูจึงบอกว่าจะใส่หรือไม่ใส่ก็ได้

ประกอบกับรองเท้าเริ่มจะคับเพราะใส่มาตั้งแต่ประถมหนึ่ง

ฉันเลยฉวยโอกาสไม่ใส่รองเท้าไปโรงเรียนเสียเลย


ได้เดินเท้าเปล่าเป็นมนุษย์ตีนไก่สมใจอยาก


ได้เดินไปบนเลนหนาๆนุ่มๆ ปล่อยให้มันเล็ดทะลักขึ้นมาตามง่ามนิ้ว

อู้ฮู...มันเป็นความรู้สึกสุดแสนวิเศษจริงๆ

พอเบื่อก็ลงไปล้างเท้าที่แอ่งน้ำหรือนาข้าวสองข้างทาง

ได้แวะทักทายกับลูกปลาตัวน้อยที่ว่ายอยู่ริมคันนา สนุกดี

ตอนอยู่ในเมืองไม่เคยได้ทำ


คงไม่ต้องสงสารหนูอ้นคนชอบเดิน (เล่น) แล้วละ



ถึงแล้วจ้ะ


โรงเรียนใหม่ของฉันก็ยังเป็นโรงเรียนวัด มีชื่อน่ารักว่าโรงเรียนวัดคูเต่า

แต่ไม่เห็นมีคูสักหน่อย และไม่เห็นมีเต่าสักตัว มีแต่สระบัวขนาดใหญ่

แรกๆฉันตื่นตาตื่นใจกับดอกบัวหลวงสีชมพูหลายสิบดอกที่ชูช่อบานสะพรั่งบนก้านยาวสีเขียวแข็งแรง

คุณครูไม่อนุญาตให้เด็กๆเข้าใกล้สระ เลยได้แต่มองดูอยู่ห่างๆ

ไม่เหมือนดอกพุดซ้อนสีขาวข้างอาคารที่ฉันชอบไปสูดกลิ่นหอมเย็นระรื่นก่อนเข้าชั้นเรียน

โรงเรียนตั้งอยู่ข้างวัดคูเต่าซึ่งเป็นวัดเก่าแก่ เป็นอาคารไม้ชั้นเดียวหนึ่งหลัง

และห้องโล่งๆกว้างๆหลังคามุงจากอีกหนึ่งหลัง

ข้างโรงเรียนคือคลองอู่ตะเภาที่ไหลผ่านตัวอำเภอ บ้านพ่อแม่ และตายายนั่นเอง

หลังจากที่ไหลคดเดี้ยวเป็นสายเดียวมาไกลลิบ ถึงตรงนี้ลำน้ำแยกเป็นสองสาย

แต่ไปสิ้นสุดที่ทะเลสาบเหมือนกัน


ตรงนี้จึงเป็นทางสามแพร่ง

ฝั่งตรงข้ามกับวัดเป็นสถานีตำรวจซึ่งมีอยู่สถานีเดียวบนเส้นทางนี้นับจากตัวอำเภอเป็นต้นมา

มีสะพานให้ชาวบ้านใช้ข้ามสัญจรไปมา ซึ่งน่าหวาดเสียวสำหรับฉันยิ่งนัก

เพราะเป็นสะพานแขวนที่เวลาเดินมันจะโยนตัวแกว่งไปแกว่งมา

ฉันเคยข้ามสะพานนี้ไปเที่ยวบ้านเพื่อนประมาณ 2-3 ครั้ง

ด้วยการเดินที่ช้าพอๆกับเต่าคลาน

ตอนหลังรำคาญตัวเองที่ไม่หายกลัวสักทีก็เลยเลิกไปซะเลย


ทุกวันพฤหัสบดีเป็นวันที่ชาวบ้านละแวกนั้นกำหนดให้เป็นวันนัดสำหรับนำสินค้ามาซื้อขายแลกเปลี่ยนกัน

ตลาดนัดแบบนี้มีอยู่ทั่วไปตามตำบลต่างๆ จะเป็นวันอะไรก็แล้วแต่จะตกลงกัน


สมัยนั้นยังไม่มีรถยนต์โดยสารระหว่างตำบลที่อยู่รอบนอกของอำเภอ

แม้แต่รถมอเตอร์ไซค์และจักรยานก็แทบจะนับคันได้

รถจักรยานเป็นรถคันสูงใหญ่ที่ออกแบบมาสำหรับผู้ชาย

ที่นั่งซ้อนท้ายใหญ่มากเหมาะสำหรับเป็นที่วางของ

คนไม่มีรถก็หาบหรือเทินของไว้บนศีรษะ

คนที่มีสินค้ามากก็ใช้รถเข็นที่ต่อไว้เตี้ยๆเข็นของมาขาย


พาหนะที่ชาวบ้านส่วนใหญ่ใช้กันคือเรือเครื่องหางยาว

ซึ่งมักจะทำหลังคาสังกะสีคลุมช่วงกลางลำเรือ

เพราะภูมิภาคนี้ฝนตกค่อนข้างชุกและนานหลายเดือน


ตลาดนัดวัดคูเต่าเป็นตลาดนัดที่ใหญ่ที่สุดในละแวกนั้น เพราะเป็นชุมทาง

วันนัดจึงกลายเป็นที่ชุมนุมของเรือหางยาวที่มารับส่งคนและสินค้าจากตำบลไกลๆ

ชาวบ้านจากหมู่บ้านริมทะเลสาบนำอาหารทะเลมาขาย

ชาวบ้านแถวบ้านฉันก็นำสินค้าจากเรือกสวนไร่นา ผลไม้ต่างๆ ข้าวสาร

น้ำตาลโตนดที่ทำมาจากต้นตาล รสชาติหวานหอม


มีพ่อค้าล่องเรือมาจากอำเภอนำสินค้าจำพวกผ้า เครื่องใช้ในครัวเรือน

มีคนเล่นกล

นอนหงายเอาก้อนหินทุกอกแล้วลุกขึ้นมาเดินปร๋อไม่เป็นอะไรท่ามกลางความสนใจของคนที่มุงดู

จากนั้นก็โฆษณาขายยาสรรพคุณวิเศษต่างๆนานา ฉันมารู้ทีหลังว่าเขาเรียกว่า

“ปาหี่”


มีอาหารขายหลายอย่าง เช่น ข้าวยำปักษ์ใต้ ขนมจีนน้ำยา

แต่อยากจะขอแนะนำอาหารพื้นเมืองอย่างหนึ่งเรียกว่า เต้าคั่ว

เครื่องปรุงก็มีเส้นหมี่ลวก ถั่วงอกลวก ผักบุ้งลวก แตงกวาซอยบางๆ

กุ้งชุบแป้งทอด เต้าหู้ทอด ไขต้มยางมะตูม ราดด้วยน้ำปรุงรสเปรี้ยวๆหวานๆ

รสชาติดีคล้ายๆสลัดชนิดหนึ่ง เรียกชื่ออาหารชนิดนี้อีกอย่างว่า เปรี้ยวหวาน

ต่อมามีบางคนตั้งชื่อเสียเก๋ไก๋ว่า สลัดทะเลสาบ


ขนมก็มีมากมายหลายชนิด ขนมสุดโปรดของฉันคือ ขนมปั๋มและขนมหัวล้าน

อย่าเพิ่งทำหน้าอย่างนั้น ขนมชื่อนี้มีจริง


ขนมปั๋มคล้ายๆขนมถ้วยฟูทางภาคกลาง

แต่ตัวขนมเป็นสีน้ำตาลอ่อนที่หอมหวานด้วยรส กลิ่น และสีของน้ำตาลโตนด

เวลากินก็คลุกมะพร้าวขูดโรยเกลือเล็กน้อยพอเค็มปะแล่มๆ อร่อยค่ะ


ขนมหัวล้าน ฟังชื่อแล้วจะกินลงไหมนี่ ท่าทางจะเหม็นเขียวมาเชียว

ใครนะช่างตั้งชื่อขนมอร่อยๆให้ขี้เหร่ แต่มันก็สมชื่อ

ขนมหัวล้านทำมาจากแป้งข้าวเหนียวห่อใส้ถั่วเขียวกวน ปั้นขนาดพอคำ

นึ่งสุกแล้วหน้าตาคล้ายๆลูกปิงปอง

ถ้านำไปคลุกมะพร้าวขูดก็จะมีเส้นฝอยๆมาประดับประดามิให้ล้านเลี่ยนเตียนโล่ง

แต่นี่เขาเอาหัวกะทิข้นๆเค็มๆมาราดจนชุ่มฉ่ำ

เพราะฉะนั้นมันก็กลมๆเกลี้ยงๆหัวล้านสมชื่อ แต่ก็หอม หวาน มัน เค็ม

อร่อยยิ่งนักแล


ที่รู้ดีและจำได้ เพราะบ้านที่ทำขนมเป็นน้องสะใภ้ของตา บ้านก็อยู่ใกล้กัน

วันพฤหัสบดีเป็นวันที่ฉันลงทุนตื่นตั้งแต่เช้ามืด

เพื่อจะได้มานั่งขูดถั่วกวนที่ติดก้นกระทะกรอบๆหอมๆกินเล่น


มาถึงโรงเรียนแล้วแต่ยังไม่ได้เข้าชั้นเรียนเลย

มัวแต่สำรวจบริเวณและชวนกินขนมโบราณ แต่ในชั้นเรียนก็งั้นๆแหละ

เรียนวิชาต่างๆ ยกเว้นภาษาอังกฤษ


พักกลางวัน กินข้าวเสร็จก็เอาแต่เล่น วิ่งเปี้ยว ตี่จับ ตั้งเต กระโดดหนังยาง

ซ่อนหา ถ้าฝนตกก็จับกลุ่มกันตรงระเบียง ล้อมวงเล่นอีตัก เป่ากบ หมากเก็บ


ก่อนเลิกเรียน คุณครูให้ท่องอาขยาน


“เด็กเอ๋ยเด็กน้อย ความรู้เรายังด้อยเร่งศึกษา


เมื่อเติบใหญ่เจ้าจะได้มีวิชา เป็นเครื่องหาเลี้ยงชีพสำหรับตน


ได้ประโยชน์หลายสถานนะการเรียน จงพากเพียรไปเถิดจะเกิดผล


ถึงลำบากตรากตรำก็จำทน เกิดเป็นคนควรหมั่นขยันเอย”



แล้วก็ท่องสูตรคูณ


“ซ้อง หนึ่ง ซ้อง


ซ้อง ซ้อง สี่


ซ้อง ซ้าม หก.....” ฯลฯ



ตลาดนัดวายชาวบ้านแยกย้ายกันกลับเมื่อตอนสาย


โรงเรียนเงียบเสียงเล็กๆไปเมื่อตอนเย็น


เหลือเพียงพระภิกษุที่ปฏิบัติกิจของสงฆ์อยู่ในวัด


บ้าน วัด โรงเรียน วิถีชาวบ้าน วิถีชุมชน




 

Create Date : 12 มกราคม 2551    
Last Update : 12 มกราคม 2551 17:43:42 น.
Counter : 147 Pageviews.  

บทที่ 3 "ไหลไปกับสายน้ำ"

ฉันเดินทางไปบ้านของตายายซึ่งอยู่ห่างจากบ้านเดิมประมาณ 15

กิโลเมตรด้วยการโดยสารเรือยนต์ที่แล่นระหว่างอำเภอกับหมู่บ้านต่างๆ

ที่อยู่สองฝั่งคลองระเรื่อยไปจนถึงทะเลสาบ


เรือโดยสารมีทั้งเรือยนต์และเรือเครื่องหางยาว ยายเลือกที่จะพาฉันนั่งเรือยนต์

เพราะลำใหญ่กว่าและดูจะปลอดภัยกว่า


เรือยนต์ต่างจากเรือเครื่องหางยาวตรงที่มีเครื่องยนต์อยู่บริเวณกลางลำเรือ

ส่งเสียงดังทึ่ดๆๆ ไปทั่วคุ้งน้ำ ขนาดลำเรือกว้าง

ด้านหัวเรือและท้ายเรือเป็นที่นั่งของผู้โดยสาร

พื้นเรือเป็นไม้กระดานมันปลาบที่เกิดจากการนั่งๆนอนๆของผู้คนมานานปี


แม้อัตราความเร็วของเรือยนต์จะช้ากว่าเรือหางยาว

แต่การที่มีที่นั่งกว้างขวางให้เหยียดแข้งเหยียดขาไปจนถึงนอนเหยียดยาวได้ในเวลาผู้โดยสารน้อย

ทำให้การเดินทางอันยาวนานนับชั่วโมงๆบนสายน้ำ บางครั้งคือการพักผ่อน


เมื่อลงไปนั่งในเรือ สีชาใส่นมของลำคลองที่มองลงมาจากบนฝั่ง

จริงๆแล้วใสสะอาดจนน่าลงไปแหวกว่าย


ตลิ่งสองฝั่งคลองส่วนใหญ่ค่อนข้างสูงชันและมีต้นไม้น้อยใหญ่ร่มครึ้ม

บางต้นมีรากที่ชอบไชทะลุดินจนโผล่ลงมาเป็นเส้นคดโค้งเรี่ยๆกับระดับน้ำ

บางทีใหญ่เสียจนใช้เป็นบันไดเทียบท่าให้คนขึ้นลงเรือได้เลย


บรรยากาศเงียบสงัด ได้ยินเพียงเสียงเครื่องเรือกำลังทำงาน

นานๆจะมีเรือลำอื่นแล่นสวนมาสักครั้ง

ลำน้ำที่คดเคี้ยวอยู่ตลอดทำให้ระยะทางยาวไกลกว่าเส้นทางจริง

แต่ระยะทางที่ยาวไกลและเวลาที่ยาวนานไม่เป็นปัญหาสำหรับฉันซึ่งชื่นชอบการสำรวจดูสองข้างทางยิ่งนัก


สิ่งที่ฉันคอยเฝ้าดูคือ นก นกหลายชนิดหลากสีสรรพ์

แต่ฉันไม่รู้หรอกว่ามันชื่อเรียงเสียงใดกันบ้าง รู้อย่างเดียวคือมันสวยด


ถ้าหิวก็หาของกินในตะกร้าหวายใบใหญ่ของยายซึ่งเป็นนักตุนเสบียงตัวฉกาจ

ง่วงก็นอนหลับกับตักยาย สุดแสนสบายจริงๆ


นี่ไม่ใช่การเดินทางครั้งแรก

แม่เคยพาฉันและพี่น้ำอ้อยไปบ้านตากับยายหลายครั้งแล้ว

แต่เป็นการไปเยี่ยมและไปเที่ยวธรรมดา

ไม่เหมือนครั้งนี้ซึ่งฉันมารู้ทีหลังว่าเป็นการไปอยู่เลย

แต่ฉันไม่ได้รู้สึกอะไรกับการเปลี่ยนแปลงอาจจะเป็นเพราะฉันสนิทสนมกับตายายมาก

แม่เป็นลูกสาวคนเดียว

ฉันกับพี่น้ำอ้อยผู้เป็นหลานสาวเพียงสองคนเลยกลายเป็นที่รักสุดสวาทขาดใจของตายาย

แม้จะไม่ได้ไปหา ยายก็จะมาเยี่ยมพร้อมกับของฝากจากสวนอยู่เสมอๆ



บ้านตากับยายอยู่ที่ตำบลเล็กๆแห่งหนึ่ง มีชื่อว่า บ้านแม่ทอม

ถ้าเป็นเมืองฝรั่งก็ต้องเรียกว่า Mama Tom Village

ผู้คนที่อาศัยอยู่ที่นี่ส่วนใหญ่เป็นญาติกัน ตั้งบ้านเรือนอยู่กันเป็นกลุ่มๆ

ตามระดับความใกล้ชิดและสนิทสนม


หน้าบ้านเป็นถนนดินลูกรังสีส้มแดงที่ตัดมาจากตัวอำเภอหลายปีดีดักแล้ว

เพื่อให้เป็นทางสัญจรอีกทางหนึ่งของชาวบ้าน

แต่ก็ยังไม่มีรถยนต์มาใช้บริการเลยสักคัน หลังบ้านเป็นสวนครัวและไม้ผลต่างๆ

นอกเขตรั้วเป็นทุ่งนา


บ้านตายายก็เหมือนบ้านในชนบททั่วไป เป็นบ้านไม้ใต้ถุนสูง

หน้าร้อนจะเย็นสบาย เพราะมีการหมุนเวียนของอากาศดี

ไม่ร้อนอบอ้าวเหมือนบ้านติดดินที่สร้างด้วยอิฐฉาบปูนและติดกระจกแบบสมัยใหม


หน้าฝนก็ไม่ต้องกังวลใจ ปีไหนฝนตกจนท่วมท้ม ก็ขนของขึ้นบ้าน

น้ำอยากจะท่วมก็ให้มันท่วมไป


พื้นที่บริเวณใต้ถุนใช้เก็บเครื่องมือทำนาทำสวน จอบ เสียม คราด คันไถ

เป็นที่นั่งทำงานสานเสื่อ กระบุง ตะกร้า เป็นที่ผูกเปลแกว่งไกวไว้นั่งเล่นนอนเล่น


การสร้างบ้านแถบภาคใต้ไม่ได้ฝังเสาลงในพื้นดิน

แต่จะปรับพื้นจนแน่นเพื่อวางแผ่นศิลาหรือแผ่นซีเมนต์เป็นฐาน

ก่อปูนรูปสี่เหลี่ยมขึ้นเป็นเสาสูงสักเมตรเศษๆ แล้วเอาเสาไม้วางบนฐานนั้นอีกท


บ้านของตายายก็เป็นแบบนี้


ตัวบ้านค่อนข้างกว้าง มีห้องหับที่กั้นมิดชิดปิดประตูเรียบร้อยอยู่สามห้อง

แต่ไม่ยักกะให้คนนอน กลับเป็นห้องที่ใช้เก็บข้าวเปลือก

และจำนวนข้าวเปลือกก็เป็นความภูมิอกภูมิใจของยายยิ่งนัก


ห้องเก็บข้าวนี้ชาวบ้านจะเรียกว่า “เรือนข้าว” ชื่อไพเราะเพราะพริ้งน่ารัก

ฟังดูดีเหมือนเป็นการให้เกียรติ “แม่โพสพ” ผู้เป็นเทพีแห่งข้าว

อันเป็นอาหารหลักของคนทั่วไปได้มีที่อยู่ในส่วนที่ดีที่สุดของบ้าน


ด้านหน้าเป็นระเบียงกว้างมีหลังคา ปูไม้กระดานห่างๆ

บางแผ่นออกจะโก่งตัวแถมตายังไม่ยอมตอกตะปูอีกต่างหาก

ทั้งๆที่เป็นช่างไม้เองแท้ๆ

เวลาใครเดินก็จะดังโครมครามส่งเสียงให้รู้ว่ามีคนขึ้นบ้าน นี่คือเหตุผลของตา

ใช้ระเบียงเป็นยาม


ฉันอยู่ในส่วนที่ติดกับระเบียงหน้ากับเรือนข้าว เตียงนอนเป็นเตียงไม้ที่มีเสา 4

มุมสำหรับกางมุ้ง โชคดีที่นี่ไม่มียุงเลยไม่ต้องกาง

แต่ถัดมาอีกสิบกว่าปีพอมีไฟฟ้าใช้ ยุงเดินทางเข้ามาอยู่กันเต็มหมู่บ้าน

ก็แปลกดี


มีผ้าม่านผืนใหญ่กั้นเป็นสัดส่วน เป็นผ้าม่านที่สวยมากในสายตาฉัน

ยายบอกว่าแม่เป็นคนซื้อ แม่ชอบซื้อของสวยๆงามๆมาแต่งบ้านเสมอ

ผ้าม่านสีแดงหม่นมีแถบผ้าสีเขียวเป็นกรอบรอบทั้งผืน

ลวดลายบนผืนผ้าเป็นรูปช้างและคนนั่งที่ประดับประดาเหมือนช้างทรงของราชาที่เห็นในหนังอินเดีย

มีทหารยืนถือหอก มีเสือโคร่งทำท่ากระโจน มีต้นมะพร้าววางสลับกันทั่วทั้งผืน

เคยลองนับดูแต่นับไม่เคยได้ครบสักที ไม่ว่าก่อนนอนหรือตื่นนอน

ฉันชอบมองรูปพวกนั้นนานๆ

แล้วจินตนาการให้เป็นเรื่องผจญภัยต่างๆนานาตามประสาเด็ก


วันเวลาผ่านไป ผ้าม่านผืนนั้นหายไปไหนตั้งแต่เมื่อไร

ฉันก็ไม่ทันได้สังเกตและลืมเลือนมันไปแล้ว จนกระทั่งวันที่เริ่มเขียนเล่าเรื่อง

ความทรงจำส่วนนี้จึงค่อยๆกลับมา และรู้สึกคิดถึงมันเหมือนคิดถึงเพื่อนคนหนึ่ง


บ้านนี้ยังมีอะไรอีกหลายอย่างที่ฉันชอบ

หลังคากระเบื้องดินเผาแผ่นเล็กประมาณฝ่ามือโตๆสีน้ำตาลอ่อนคล้ายสีขนมผิงค่อยๆหย่อนลงมาอย่างอ่อนช้อยนุ่มนวล

ไม่เป็นเส้นตรงแข็งกระด้างแบบรูปทรงเรขาคณิต

ไม่รู้ว่าตาคิดและสร้างออกมาได้อย่างไร ตาเล่าว่าบ้านหลังนี้ตาเป็นคนสร้าง

โดยมีญาติๆมาช่วยกัน ไม้ก็ตัดกันเอง เลื่อยกันเอง

ตาว่าสมัยนั้นใครมีปัญญาถางป่าเพื่อบุกเบิกให้เป็นที่ทำกินได้เท่าไรก็ไม่มีใครว่า

ถางกันทำกันจนเหนื่อยจนเบื่อ จนไม่ไหวไปเสียเอง


เสาบางต้นตาก็ใช้ขวานถากๆเอาพอให้เป็นรูปสี่เหลี่ยม

พื้นผิวจึงไม่เรียบเหมือนใช้เลื่อย แต่ฉันชอบ ฉันว่ามันสวยแบบเถื่อนๆ ดิบๆ เท่ดี

และผลจากเป็นคนเลื่อยไม้ ยายเล่าว่าตอนหนุ่มๆตาของฉันเลยมีหุ่นล่ำบึ้ก

กล้ามแขนขึ้นเป็นมัดๆ โห...แมนสุดๆ


หลังบ้านเป็นครัว และพื้นที่สุดท้ายเป็นนอกชานสำหรับล้างถ้วยล้างชาม

ครัวสมัยนั้นไม่มีเตาแก๊สใช้ ส่วนใหญ่ใช้เตาฟืน

เตาฟืนในครัวของยายเป็นเตาดินเผารูปโค้งเหมือนเกือกม้า

วางบนพื้นดินเหนียวอัดแน่นในกรอบไม้สี่เหลี่ยมซึ่งจะมีขนาดกว้าง ยาว

และสูงตามใจ และตามความถนัดของแม่ครัว

เวลาจะใช้ก็ก่อฟืนในช่องเตาที่เป็นรูปเกือกม้านั้น วางภาชนะไว้ข้างบน จะหุงข้าว

ต้มแกง ผัดหรือก็ทอดก็ได้เลย


ไม้ฟืนหาได้จากกิ่งไม้ที่หักและร่วงหล่นอยู่ทั่วไปในสวน กะลามะพร้าวก็ใช้ได้

ฉันชอบดูเวลายายใส่กะลามะพร้าวในเตา

พอมันติดไฟแล้วจะลุกโพลงส่งเสียงดังฟู่ๆและให้ความร้อนมาก

เพียงแต่มันไม่ติดทนนานเหมือนไม้ฟืนดุ้นใหญ่ๆ

บางบ้านที่เผาถ่านเป็นก็ใช้เตาถ่านและหม้อข้าวหม้อแกงของบ้านนั้นจะขัดจนขึ้นเงาวับด้วยฝอยขัดหม้อกับสบู่ซันไลท์

ฉันเคยรบเร้าให้ยายใช้เตาถ่านเพื่อจะได้ขัดหม้อให้เงาวับเหมือนของเขาบ้าง

แทนที่จะเป็นหม้อที่ด้านนอกดำปี๋และหนาเขรอะไปด้วยคราบเขม่าที่จับติดแน่นมานานหลายป

ี แต่ยายไม่เอาด้วย แถมมีมุขตลกอีกว่า ขัดมากๆเดี๋ยวก็สึกหมด


เช้าๆฉันจะตื่นขึ้นมาพร้อมกับกลิ่นควันไฟในครัวของยาย

ซึ่งจะตลบอบอวลขึ้นไปลอยอ้อยอิ่งอยู่ใต้หลังคา

กลายเป็นเขม่ารมกระเบื้องเสียจนดำ ก่อนจะลอยออกไปทางช่องลม

สักพักจะตามมาด้วยกลิ่นหอมกรุ่นของข้าวใหม่ที่กำลังเดือดอยู่บนเตา


ทุกวันนี้เวลาฉันเห็นใครก่อกองฟืนหรือได้กลิ่นควันไฟ

ฉันจะคิดถึงเช้าอันแสนสุขที่พิรี้พิไรอยู่บนที่นอน

ก่อนจะลุกขึ้นมาอาบน้ำแต่งตัวกินข้าวเช้าก่อนไปโรงเรียนเสียทุกครั้ง


และคนที่คิดถึงมากที่สุดในอารมณ์นั้นก็คือ ยาย



ฉันดูเหมือนจะคิดคำนึงและอาลัยอาวรณ์บ้านหลังนี้มาก

ฉันมีเรื่องราวครั้งเยาว์วัยที่บ้านตายายอีกหลายเรื่องและอยากจะเล่า

เพราะเวลาที่อยู่ที่นี่

สิ่งที่เกิดขึ้นเป็นเรื่องสนุกสนานและเบิกบานสำหรับฉันมากที่สุดในชีวิต

เปรียบเสมือนน้ำหล่อเลี้ยงหัวใจที่แห้งผากให้ชุ่มชื่นทุกครั้งที่นึกถึง


ใครคนหนึ่งเคยบอกว่า อดีตก็คืออดีต

ไม่น่าจะเอามาเกี่ยวข้องกับทุกข์หรือสุขในปัจจุบัน แต่สำหรับฉัน

ฉันว่าบางทีอดีตก็คล้ายๆกับโคเลสเตอรอลหรือไขมันในเลือด ซึ่งมีทั้ง HDL

คือไขมันชนิดดีที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกาย กับ LDL

คือไขมันชนิดเลวที่ทำให้เกิดโทษต่อร่างกาย


ฉันว่าบางครั้งถ้าเราจะเก็บอดีตชนิดดีเอาไว้เพื่อที่จะได้เรียกรอยยิ้มยามนึกถึงไว้บ้างก็คงไม่เลวเท่าไร


ถ้างั้นฉันขออนุญาตเล่าเรื่องราวช่วงนี้นานๆ

นานเท่าที่ความทรงจำจะพาฉันกลับไปได้




 

Create Date : 10 มกราคม 2551    
Last Update : 10 มกราคม 2551 18:30:46 น.
Counter : 151 Pageviews.  

บทที่ 2 "ลูกคนขายเนื้อ"

ฉันเป็นลูกคนขายเนื้อ

ครอบครัวเราอาศัยอยู่ในอำเภอที่ใหญ่ที่สุดของภาคใต้


บ้านเราเป็นห้องแถวไม้ชั้นเดียว 4 ห้องติดกัน เป็นที่พักของครอบครัว 2 ห้อง

แบ่งให้คนเช่า 2 ห้อง ห้องหัวมุมผู้เช่าเปิดเป็นร้านกาแฟ

ทุกวันนี้ก็ยังเป็นร้านกาแฟ


บ้านเราอยู่ติดถนนราดยางสายเล็กๆ ห่างจากที่ว่าการอำเภอประมาณ 500 เมตร

หน้าบ้านเป็นโรงบ่มยางพาราสำหรับส่งออก

หลังโรงบ่มยางเป็นคลองธรรมชาติซึ่งมีต้นน้ำมาจากป่าดิบบนภูเขาใกล้ชายแดน

ชื่อ คลองอู่ตะเภา


น้ำในลำคลองมีสีเหมือนน้ำชาใส่นม ไหลคดเคี้ยวเหมือนงูใหญ่ผ่านบ้านเรา

ผ่านบ้านตายาย และไหลไปอีกไกลจนถึงทะเลสาบ


บ้านหลังนี้เป็นบ้านหลังแรกในชีวิต เป็นบ้านเกิด

ใช่ว่าจะเป็นแต่คำที่หมายถึงบ้านเกิดเมืองนอนเท่านั้น

แต่เป็นบ้านที่ฉันคลอดออกมาจากท้องแม่ด้วยฝีมือหมอตำแย

เหมือนพี่ชายคนโตและพี่สาวคนรอง


ฉันไม่รู้ว่าคนส่วนใหญ่จดจำเรื่องราววัยเด็กย้อนหลังไปได้นานแค่ไหน

ส่วนฉันจำเรื่องของตัวเองที่บ้านหลังนี้ได้ไม่มากนัก เท่าที่พอจะจำได้ก็เช่น

วิ่งไปหาแม่ เวลาแม่ลงจากรถสามล้อถึงกลับจากขายเนื้อที่ตลาดตอนเย็นๆ

กอดคอแม่ลงอาบน้ำในคลองและเมื่อได้กลิ่นสบู่ยี่ห้อเก่าแก่ยี่ห้อหนึ่ง

ก็จะคิดถึงวันเวลานั้นทุกครั้ง



พ่อชอบเรียกฉันว่ามนุษย์ตีนไก่ เพราะฉันไม่ชอบใส่รองเท้าเวลาวิ่งเล่น

ก็ที่ว่างข้างๆสวนยางบ้านอาคนรองมีหญ้าเขียวๆขึ้นเต็ม

ฉันคงสบายเท้าและสนุกดีที่ได้วิ่งบนหญ้านุ่มๆ

และครั้งหนึ่งก็เจ็บตัวเพราะเหยียบเศษแก้วจนเลือดอาบเท้าแล้วไม่กล้าบอกใคร

ยายเล่าว่าเห็นฉันหายไปนานเลยตามหา และพบว่านั่งหน้าซีดแอบอยู่หลังบ้าน

ไม่ร้องสักแอะ


จำได้ว่าฉันมีผมทรงน้ำพุ

ทรงน้ำพุที่ว่าเป็นทรงผมยอดนิยมของเด็กหญิงตัวเล็กๆที่ผมยาวไม่พอจะมัดหรือ

ถักเปียได้

้ วิธีทำก็ง่ายมาก แค่รวบผมตรงกลางศีรษะมารัดไว้ด้วยหนังยาง

แล้วปล่อยให้บานแฉ่งบนกระหม่อม


วันไหนไม่มีใครทำให้ก็หัวฟูฟ่อง เพราะฉันเป็นเด็กผมดก และหยิกหยักศก

จึงมักโดนล้อว่าเป็นเด็กหัวโต แม่เล่าว่าฉันยอมใครเสียที่ไหนเล่า

ล้อมาก็ว่ากลับ


“หัวโตซิดี มันสมองเยอะๆจะได้ฉลาด ไม่โง่เหมือน...”


จุด จุด จุด คือชื่อคนที่พูดล้อ เล่นแรงนะนี่ ใครๆก็ว่าฉันเป็นเด็กปากจัด

เขาว่าฉันขี้หงุดหงิด ขี้โมโห แต่พวกผู้ใหญ่นี่ก็แปลกดี ทั้งๆที่รู้

ก็ยังชอบมายั่วมาล้อให้โกรธ


จำได้ว่าไปโรงเรียนในชุดกระโปรงเอี๊ยมสีน้ำเงินทับเสื้อขาวพร้อมกับพี่น้ำอ้อย

อ้อ... สมมุติให้พี่สาวฉันชื่อพี่น้ำอ้อย แม่เล่าว่าพี่เค้าชอบชื่อนี้มาก

แต่ไม่มีใครเรียก (อิ..อิ ขำ)


คุณเรียกฉันว่า หนูอ้น ก็ได้ ฉันก็ชอบชื่อนี้มาก แต่ไม่มีใครรู้



ความจริงอายุฉันยังไม่ครบเกณฑ์การเข้าเรียนชั้นประถม 1 ที่กำหนดไว้ที่ 7 ขวบ

ชั้นอนุบาลสำหรับเด็กเล็กก็ยังไม่มี ตอนนั้นฉันเพิ่ง 5 ขวบกว่าๆ

พอเห็นพี่ไปโรงเรียนก็ร้องไห้งอแงจะตามไปด้วย

แม่เลยไปฝากไว้กับคุณครูให้ช่วยรับไว้อีกคน เรียนๆเล่นๆ ไม่ได้ขึ้นชั้นก็ไม่

เป็นไร

แต่สุดท้ายฉันก็อ่านออกเขียนได้ สอบไล่ขึ้นชั้นประถม 2 ได้เหมือนคนอื่นๆ


เพียงแต่ว่าชั้นประถม 2 ของพี่น้ำอ้อยและฉัน

เราต้องแยกกันเรียนคนละทิศคนละทาง แม้แต่บ้านก็ต้องแยกกันอยู่คนละหลัง


เกิดอะไรขึ้น?


ตามมาซิคะ แล้วฉันจะพาไป




 

Create Date : 09 มกราคม 2551    
Last Update : 9 มกราคม 2551 20:37:56 น.
Counter : 136 Pageviews.  

บทที่ 1 "หัวลำโพง 2006"

สถานีกรุงเทพฯ

สถานีต้นทางของการเดินทางด้วยรถไฟไปทั่วทุกภูมิภาคของประเทศไทย


ฉันลงจากรถเมล์ประจำทางประมาณเที่ยงวัน

สะพายย่ามผ้าฝ้ายสีดำสลับฟ้าใสปักลายเดินเส้นเป็นรูปนกและดอกไม้

หิ้วกระเป๋าเสื้อผ้าใบเล็กเดินเข้าไปในอาคารรูปโดมกว้างใหญ่อย่างรวดเร็ว

แม้จะไม่ได้มาใช้บริการนานนับสิบปี แต่ยังคุ้นเคย


ผู้คนบางตากว่าที่เคยเห็น

อาจเป็นเพราะไม่ได้ตรงกับวันหยุดยาวหรือหน้าเทศกาล

หรือเพราะผู้โดยสารเลือกการเดินทางรูปแบบอื่นที่สะดวกกว่า รวดเร็วกว่า

แต่ฉันก็ยังพอใจที่จะเลือกเดินทางด้วยรถไฟ

รถที่ใครต่อใครให้สมญาน่ารักแบบหยิกแกมหยอกว่า “รถหวานเย็น”

เพราะความเรื่อยเฉื่อยและไม่ค่อยตรงเวลา

มีคำล้อเลียนที่กลายเสียงมาจากล้อเหล็กกระทบราง ฉึกกะชั่ก..ฉึกกะชั่ก เป็น

ถึงก็ช่าง... ไม่ถึงก็ช่าง


บางคนว่าการโดยสารรถไฟเป็นการเดินทางที่แสนคลาสสิคทุกยุคทุกสมัย

นับตั้งแต่ยุคเครื่องจักรไอน้ำ น้ำมันปิโตรเลียม จนถึงกระแสไฟฟ้า


ฉันพอใจที่จะได้นั่งดูภาพวิวทิวทัศน์สองข้างทางไปเรื่อยๆจนกว่าจะเผลอหลับหรือ

มืดค่ำ

และรู้สึกอบอุ่นปลอดภัยมากกว่าการเดินทางแบบอื่นๆ



แม้จะคุ้นเคยแต่ก็จำไม่ได้แล้วว่า

มีรถขบวนไหนออกเดินทางและถึงสถานีที่ฉันต้องการจะไปเวลาเท่าไหร่

เพื่อความแน่ใจจึงขอแผ่นพับตารางการเดินรถสายใต้จากฝ่ายประชาสัมพันธ์


เลือกรถด่วนพิเศษที่ออกเดินทางสามโมงเย็นและถึงจุดหมายปลายทางเจ็ดโมง

เช้า

ซื้อตั๋วโดยสารชั้นสามซึ่งมีราคาถูกที่สุด

นิสัยประหยัดที่ติดตัวฉันมาตั้งแต่เด็กทำให้ฉันไม่รู้สึกเดือดร้อนกับความไม่ค่อย

สะดวกสบาย

จะนั่งชั้นไหนก็อยู่บนรถขบวนเดียวกัน ถึงไหนก็ถึงด้วยกัน

ทนนั่งหลับนกสัปหงกแค่คืนเดียว พรุ่งนี้เช้าก็ถึงแล้ว

เก็บเงินส่วนต่างที่จะแลกกับความสบายไว้เป็นค่าใช้จ่ายที่จำเป็นดีกว่า



ฉันคิดถึงภาพชีวิตเดิมๆที่เคยเห็น ภาพของผู้คนที่เต็มทุกที่นั่ง

เผลอๆก็มีผู้โดยสารชั้นพิเศษที่ปูกระดาษหนังสือพิมพ์นั่งบนทางเดิน

หน้าห้องน้ำหรือซอกประตู

เพราะรถไฟชั้นสามขายตั๋วได้โดยไม่มีข้อจำกัดเรื่องจำนวน ใครใคร่ไปก็ได้ไป


อยากฟังถ้อยคำสำเนียงที่รัวเร็วห้วนสั้นกระชับอันเป็นเอกลักษณ์เฉพาะถิ่น



เตรียมหนังสือมาอ่านบนรถสองเล่ม “มะเฟืองรอฝาน” ของคุณประภาศ


ชลศรานนท์ กับ “เรื่องรักเบอร์ห้า” ของคุณปราย พันแสง

ซื้อมาตั้งนานแต่ยังอ่านไม่จบเสียที ด้วยมัวแต่ดูละครเกาหลี หยิบขึ้นมาหนึ่งเล่ม

กว่ารถจะออกคงอ่านได้หลายหน้า


สักพักก็ได้ยินเสียงความเคลื่อนไหว

ฉันเหลือบสายตาขึ้นมองก็เห็นผู้หญิงสองคนกำลังยกสัมภาระขึ้นเก็บบนชั้นวาง

ของเหนือศีรษะ

เสียงทักทายทำความรู้จัก แล้วสำเนียงคุ้นหูก็ดังขึ้น




“มาจากไส”


เอ้อ...พวกเขาไม่ได้ ‘แหลงใต้’ กันหรอกค่ะ แต่กำลัง ‘เว้าอีสาน’

สำเนียงนี้คุ้นหูพอๆ กับภาษาถิ่นของฉันเลยแหละ

โดยเฉพาะเวลายืนอยู่ใกล้ๆร้านส้มตำเจ้าอร่อย


ยิ่งได้ยินฉันก็ต้องแอบอมยิ้ม คนหนึ่งตอบว่า “สกล” คนหนึ่งตอบว่า “สระแก้ว”

สองสาวจากสองสระ


คนที่มาจากสกลจะไปหาดใหญ่ ไปทำงานเป็นลูกจ้างร้านอาหาร

คนที่มาจากสระแก้วจะไปถึงเบตงเพื่อรับจ้างกรีดยาง

ฉันเงยหน้าดูสองสาวเต็มตาด้วยความรู้สึกชื่นชม นี่สิ “สตรีเหล็ก” ตัวจริง

พวกเธอมีทั้งความอดทนและกล้าหาญที่เดินทางไกลมามากกว่าพันกิโลเมตร

เพื่อมาทำงานต่างถิ่นที่ได้ชื่อว่ากำลังมีปัญหาเรื่องความไม่สงบ

มีเหตุร้ายและความตายเกิดขึ้นแทบทุกวัน



เราทักทายกัน 2-3 ประโยค แล้วฉันก็อ่านหนังสือต่อ

ความจริงฉันน่าจะชวนพวกเธอคุยบ้างเผื่อจะได้รู้ความรู้สึกของเธอว่าเป็นอย่างไร

กลัวหรือไม่กับสถานการณ์เหล่านั้น แต่ฉันก็ไม่ได้ทำ

ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมหลายปีมานี้ฉันไม่ค่อยอยากจะพูดจะคุยกับใคร

เพราะพอเริ่มจะทำความรู้จักกัน ผู้คนก็มักจะอยากรู้ว่าคู่สนทนาของตนเป็นใคร

มาจากไหน ไปๆมาๆก็ต้องมานั่งเล่าเรื่องราวของตัวเอง


ทำไม...ไม่อยากให้ใครรู้ หรือเป็นพวกชอบซ่อนอดีต?


เปล่า...ไม่ใช่อย่างนั้น ฉันเป็นพวกรักอดีตด้วยซ้ำไป

และไม่ได้อายที่จะเล่าให้ใครฟัง

แต่เหมือนที่บอกนั่นแหละว่าพักนี้ฉันไม่ค่อยอยากคุยกับใคร


ฉันชอบอยู่คนเดียว คิดอะไรเงียบๆตามลำพัง อ่านบ้าง เขียนบ้าง นั่งเหม่อบ้าง

และส่วนใหญ่ก็มักล่องลอยอยู่ในเรื่องราวแต่หนหลังของตัวเองด้วยความรู้สึกที่

เศร้าลึกๆอยู่เสมอ

แล้วไม่ช้าไม่นานก็ค่อยๆรู้สึกสดชื่นรื่นเริงขึ้น ก่อนจะกลับมาหดหู่ซึมเซาอีก

เป็นอย่างนี้มาหลายปีจนชิน


ใครๆก็มีเรื่องราวแต่หนหลังกันทั้งนั้น

ใครต่อใครที่นั่งอยู่บนรถขบวนนี้หรือขบวนไหน ใครต่อใครที่ใช้ชีวิตบนโลกใบนี้

ล้วนแล้วแต่มีอดีต มีความทรงจำ จะดีจะร้าย จะบวกจะลบก็ว่ากันไป



เสียงโทรศัพท์ดังขึ้น กลางถามว่าถึงไหนแล้ว



“ยังไม่ถึงไหนเลย ยังนั่งรอรถออกอยู่ที่หัวลำโพง” ฉันตอบ


“แล้วรถออกกี่โมง ถึงกี่โมง” เขาถาม พอรู้ก็บ่น

“เห็นมั้ยบอกให้ไปรถทัวร์จะได้ถึงเร็วๆก็ไม่ไป ป้าเอ๊ย...บอกอะไรไม่เคยเชื่อ”


เขาชอบเรียกฉันว่าป้า


“เออน่า...บอกแล้วไงว่าชอบนั่งรถไฟ นี่ก็แค่คืนเดยวเอง ไม่เป็นไรหรอกน่า

แค่นี้นะจ๊ะ คุยนานเปลืองตังค์”


กลางชอบบ่นว่าฉันเหมือนฉันเป็นเด็กๆ เราเป็นคู่กัดชอบเถียงกันอยู่เรื่อย

แต่ฉันรู้ดีว่าเขาก็บ่นไปงั้นแหละ

จริงๆแล้วเขาเป็นคนมีน้ำใจและเป็นห่วงเป็นใยฉันเสมอ

เพียงแต่ว่าเป็นพวกปากไม่ค่อยตรงกับใจ

ไม่ค่อยแสดงความรู้สึกข้างในให้ใครเห็น



ได้เวลารถไฟก็เคลื่อนขบวนออกจากสถานี

สิ่งที่เคยเห็นและคุ้นตาคือขยะตามข้างทางริมรางรถไฟ มันเคยมีอยู่

มันยังอยู่และมันคงจะดำรงอยู่สถาวรสืบต่อไป

ตราบเท่าที่ความมักง่ายไร้ระเบียบยังติดตัวผู้คนบางส่วนอยู่

แต่ยังดีที่ไม่มากมายเหมือนสมัยก่อน อาจเพราะหน่วยงานคือการรถไฟดูแลดีขึ้น


ขยะมีอยู่ทั่วไปทุกหัวระแหง ขยะเปียก ขยะแห้ง ขยะเคมี กำจัดได้บ้างไม่ได้บ้าง


ยังมีขยะอีกอย่างที่ถูกแอบไว้ มันไม่ได้ซุกซ่อนอยู่ใต้พรม

แต่มันถูกหมักหมมอยู่ในใจของเราเอง และเรามักไม่ค่อยรู้สึก

ไม่ค่อยรู้สึกว่าใจเราบางครั้งกลายเป็นบ่อหมักขยะ จะหมักมานานแค่ไหน

จำนวนเท่าไร ก็มิรู้สึกรู้สา ด้วยว่าขยะอารมณ์ รัก โลภ โกรธ หลง อิจฉา ริษยา

เกลียด อาฆาต พยาบาท เคียดแค้น ชิงชัง เห็นแก่ตัว เกียจคร้าน ซึมเศร้า เหงา

อ้างว้าง ว้าเหว่ หดหู่ หงุดหงิด เหนื่อยหน่าย เบื่อ เซ็ง วิตกกังวล เคร่งเครียด

อึดอัด สับสน ฟุ้งซ่าน เพ้อเจ้อ ฯลฯ เป็นสิ่งที่มองไม่เห็น ไม่มีตัว ไม่มีตน


แม้บางครั้งเกิดพอจะรู้สึกสำนึกขึ้นมาได้บ้าง อยากจะสลัด อยากจะกำจัด

อยากจะทำความสะอาดปัดกวาดเช็ดถูจิตใจ ก็ยากที่จะทำได้

เพราะไม่มีพลังหรือแรงบันดาลใจเพียงพอ


ตกอยู่ในวังวนของกิเลส คือ เครื่องทำใจให้เศร้าหมองอยู่ร่ำไป



แรกเกิดเป็นเด็กทารกมิรู้ความ จิตใจใสพิศุทธ์ปราศจากอารมณ์ขุ่นมัวใดๆ

ไร้ริ้วรอยบาดแผล

งดงามน่ารักน่าเอ็นดูดุจดังต้นกล้าอ่อนเยาว์ที่เพิ่งงอกออกจากเมล็ด ครั้งผ่านวัน

ผ่านเดือน ผ่านปี ปีแล้วปีเล่า ผ่านลมผ่านฝน ผ่านร้อนผ่านหนาว

เติบโตเป็นต้นไม้ใหญ่ ริ้วรอยก็เริ่มกล้ำกราย

ดอกใบเป็นรูเว้าแหว่งเพราะถูกหนอนและแมลงกัดกิน

กิ่งก้านหักโค่นเพราะแรงพายุ

เปลือกหนามีรอยแผลเป็นเพราะคมมีดของใครบางคน


ยิ่งโตก็ยิ่งเจอ ยิ่งเจอก็ยิ่งเจ็บ


ต้นไม้ไม่มีปากไม่มีเสียงที่จะร้องแรกแหกกระเฌอบอกเล่าเก้าสิบให้ใครฟังว่าเธอ

เจอเรื่องรุนแรงร้ายกาจอะไรมา

ทำได้แต่เพียงท้าแดดท้าฝนยืนต้นต่อไปอย่างทรนง


ไม่เหมือนสิ่งมีชีวิตที่เรียกว่าคน ชอบพร่ำบ่นไปจนถึงก่นด่า

โทษดินโทษฟ้าหาว่าลำเอียง เกิดอะไรที่ไม่ได้ดังใจก็เพ่งโทษโกรธเขาไปทั่ว

ลืมโทษเพียงอย่างเดียวคือ โทษตัวเอง


ตัวเองที่เอาแต่ใจตัวเองเป็นที่ตั้ง เป็นศูนย์กลาง

ตัวเองที่ไม่พอใจชีวิตของตัวเอง

ตัวเองที่ตัดสินใจเลือกทางเดินให้ชีวิตด้วยตัวเอง

ตัวเองที่ไม่ยอมให้อภัยในความผิดพลาดของตัวเอง

ตัวเองที่ชอบเก็บเรื่องราวเศร้าหมองมาสุมหัว

อะไรที่ผ่านมาก็ไม่รู้จักที่จะให้มันผ่านไป สะสมอดีตเอาไว้

ทำเป็นพิพิธภัณฑ์ส่วนตัวของใครของมัน

คนที่ทำใจได้ มองอดีตอย่างเข้าใจ อดีตคือเรื่องราวที่จบไปแล้ว จบแล้วจบเลย
ไม่เก็บมาใส่ใจ ช่างหัวมัน


บ้างมองอดีตเป็นบทเรียนชีวิต เลือกที่จะจดจำในบางเรื่อง

เลือกที่จะลืมเลือนในบางราว แต่ไม่ง่ายนักที่จะทำ

เพราะบางทีเรื่องอยากจำกลับลืม เรื่องอยากลืมกลับจำ


บ้างก็เก็บอดีตไว้กับตัว รักมากไม่อยากให้จากไปไหน

จะผ่านวันผ่านคืนมานานเท่าไร สิบปี ยี่สิบปี สามสิบปี สี่สิบปี

ก็ลากอดีตติดตัวมาด้วย ลากกันโกรกกรากๆ หนักอึ้งจนไหล่ลู่

ด้วยเรื่องราวที่เพิ่มขึ้นตามจำนวนวัน เดือน ปี ที่ผ่านไป



ฉันก็เป็นพวกนี้แหละ รักอดีต รักมาก ทั้งห่วงทั้งหวง คิดถึงจนไมมีวันลืม

จัดเป็นพวก ‘พะวงหลัง’ เก็บทุกเม็ดใส่บ่าแบกหาม ไปไหนเอาไปด้วย

ทั้งๆที่อยากเดินตัวเปล่าให้สบายๆ

เพราะถนนสายชีวิตของฉันมันเป็นเส้นทางทุรกันดารมิใช่น้อย


บางช่วงบางตอนเป็นเส้นทางที่ฉันตัดสินใจเลือกเอง

และได้เรียนรู้ว่าบางครั้งชีวิตก็เหมือนกับการขับรถเสี่ยงไปในเส้นทางลัดที่ไม่เคยไป

เพื่อจะได้เจอกับถนนที่การจราจรติดขัดสาหัสสากรรจ์แทบไม่มีทางออก
จนต้องถามตัวเองว่า

“นี่กูขับเข้ามาทำไมวะ?”

นั่นน่ะสิ... ขับเข้ามาทำไม แต่ก็ขับเข้ามาแล้ว และไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น
ฉันก็รับผิดชอบการตัดสินใจของตัวเองเสมอ


หกโมง...หลังจากจัดการกับอาหารเย็นที่เป็นข้าวซ้อมมือกับไก่ผัดขิงที่เตรียมมาจากบ้าน

เสียงโทรศัพท์ก็ดังขึ้น ต้นถามว่าถึงไหนแล้ว

“น่าจะเป็นแถวเพชรบุรีนะ เห็นมีต้นตาลเต็มทุ่งเลย พระอาทิตย์กำลังจะตกดิน
ฟ้าสวยเชียว น่าเสียดายที่คนอยู่บ้านไม่ได้เห็น” ฉันแกล้งโอ่

“แล้วรู้มั้ยล่ะว่าตอนนี้พวกเรากำลังทำอะไรอยู่” น้ำเสียงต้นแฝงเลศนัย

“ตอนนี้หกโมงกว่าๆ เย็นวันเสาร์ เออใช่.... ‘บางรักซอย 9’ นี่นา
โห...โทรมาเยาะเย้ยกันเลยหรือไงนี่”

ละครซิทคอมเรื่องโปรดของฉันที่ไม่ยอมพลาดถ้าไม่จำเป็น
แต่วันนี้จำเป็นต้องพลาดเสียแล้ว

“แค่นี้นะ เดินทางให้สนุกนะจ๊ะ”

ฉันเก็บโทรศัพท์ไว้ในย่ามตามเดิม นึกถึงกลางกับต้นแล้วก็ยิ้มนิดๆ

อย่างรู้สึกดีที่สองคนนั้นเขาโทรศัพท์มาหา

อย่างน้อยทำให้ฉันรู้สึกว่ายังมีคนคิดถึง


เหลือปลายอีกคน แต่คงไม่โทรมาหรอก เห็นว่าจะไปซ้อมดนตรีกับเพื่อนๆเย็นนี้
ป่านนี้คงหูแทบดับอยู่ในห้องซ้อมแล้วกระมัง


ผู้โดยสาร 4 คนที่นั่งหันหน้าเข้าหากันด้านซ้ายมือของฉัน

กำลังคุยกันมันหยดและออกรสออกชาติกับเรื่องการเมือง

กำลังช่วยกันชำแหละพฤติกรรมของผู้ปกครองประเทศ

ยังดีที่เป็นคอเดียวกันจึงไม่มีใครขัดคอใคร


เขาว่ากันว่า เรื่องการเมือง เรื่องศาสนา เป็นเรื่องละเอียดอ่อน

ถ้าความคิดหรือความเชื่อไม่ตรงกัน ก็ไม่ต้องคุยกันเลย

เดี๋ยวจะเคืองกันหรือถึงกับตัดญาติขาดมิตรกันเสียเปล่าๆ



ฉันเลือกที่จะหัวเราะเมื่อหนึ่งในนั้นหันมาตั้งคำถามที่ตอบยาก

มีเรื่องราวเล็กๆน้อยๆพอเรียกรอยยิ้มหรือเสียงหัวเราะได้บ้างก็ดีเหมือนกัน
จะได้ลดความตึงเครียดให้ชีวิต ชีวิต... จะไปเอาอะไรกับมันนักหนา

แต่ก็นั่นแหละนะ ปากก็ว่าจะไปเอาอะไรกับมันนักหนา
ใจมันก็ยังมิวายครุ่นคิดและตั้งคำถาม เชยๆ

ชีวิต คืออะไร?

เขาถามและพยายามหาคำตอบกันมาเนิ่นนานเต็มทีแล้วละป้า

นานนับย้อนไปได้ตั้งแต่ยุคที่มีมนุษย์เกิดขึ้นมาบนโลกนี้กระมัง รุ่นเก่าจากไป

อาจจะได้คำตอบแล้วแต่ไม่สามารถกลับมาบอกเล่าใครได้

รุ่นใหม่จึงยังต้องสงสัยกันต่อไปอีกนานรุ่นแล้วรุ่นเล่า



ชีวิตเริ่มต้นเมื่อหนไหน?

เมื่อเชื้ออสุจิของเพศพ่อ ผสมกับไข่ของเพศแม่ เกิดการปฏิสนธิ แบ่งเซล

สร้างอวัยวะต่างๆกลายเป็นตัวอ่อน

ครบกำหนดการตั้งครรภ์ชีวิตหนึ่งก็ถือกำเนิดออกมาเป็นทารกน้อย

เป็นสมาชิกใหม่ของครอบครัว

สืบทอดเผ่าพันธุ์ของมนุษยชาติต่อกันมานับพันนับหมื่นปี


วันเวลานำพาให้ทารกไร้เดียงสาน่ารักเติบใหญ่เป็นเด็กน้อย วัยรุ่น วัยหนุ่ม วัยสาว
ก้าวล่วงเข้าวัยชราแล้วก็ตายจากไป

หรือจริงๆ ชีวิตก็มีอยู่แล้ว รอเพียงวันเวลาที่ผู้สร้างจะชี้เป็นชี้ตายเท่านั้น

ไม่รู้ซิ ฉันไม่อาจรู้ได้ รู้แต่ว่าช่วงระยะเวลาหนึ่งชั่วอายุของแต่ละคน
ย่อมจะมีเรื่องราวและประสบการณ์ชีวิตที่ผิดแผกแตกต่างกันไป

บ้างราบเรียบเหมือนเดินบนถนนที่ปูลาดด้วยพรมแดงหนานุ่มเท้าและร่มรื่นด้วยร่มไม้รายทาง

บ้างขรุขระเหมือนเดินบนถนนดินลูกรังที่ฟุ้งด้วยผงฝุ่นสีแดงส้ม
และรุ่มร้อนด้วยแดดจ้ายามหน้าแล้ง


บ้างลุยเลนตกหลุมหล่นบ่อ

ลื่นหกล้มหกลุกเถลือกไถลไปบนถนนโคลนในฤดูมรสุม

เลอะเทอะเปรอะเปื้อนและฟกช้ำดำเขียวไปทั้งเนื้อทั้งตัว


บ้างตะเกียกตะกาย

พยายามปีนป่ายขึ้นสู่ยอดเขาและภูสูงซึ่งสมมุติให้ตรงนั้นคือความสำเร็จของชีวิต

แม้จะรู้ว่ายิ่งสูงยิ่งหนาวก็ยังยินยอมอย่างยินดี


บ้างก็เดินไต่เลียบหน้าผา บนเส้นทางแคบๆริมขอบเหว

พร้อมจะร่วงหล่นลงไปได้ทุกเวลา

เหมือนนักกายกรรมที่ใช้ชีวิตเสี่ยงน่าหวาดเสียว


และบ้างก็ได้ตกลงไปยังก้นเหว จุกแอ้กลุกไม่ขึ้น ไปจนถึงกระดูกออกนอกเนื้อ

หรือไม่ก็เด๊ดสะมอเร่ถึงแก่ชีวิตไปเรียบร้อยแล้ว


ที่สุดคือบางคนเล่นเดินมันบนถนนชีวิตทุกสาย ก็ดี...ได้กำไร
แต่กว่าจะได้ก็แทบกระอักเลือก เผลอๆก็ขาดทุนยับเยิน

แล้วฉันเดินบนถนนสายไหน... ฉันว่าพอจะได้หลายสายอยู่
แต่ต้องตัดสายแรกออกไปก่อน


ตะวันใกล้จะลับฟ้า สาดแสงสีส้มอมชมพูระเรื่อทาทาบบนหมู่เมฆ

ฉันยืนกอดอกริมหน้าต่าง

ปล่อยให้ลมเย็นๆพัดผ่านจนผมเผ้ายุ่งเหยิงอย่างไม่ใยดี

ขบวนรถยังคงห้อตะบึงต่อไป ผ่านทุ่งนาสลับป่าละเมาะและบ้านเรือน


ทิวเขาหลายสิบยอดที่ทอดตัวเป็นฉากหลังเริ่มเห็นเป็นเงาตะคุ่มๆเพราะแสงสีส้มค่อยๆจางหายกลายเป็นเทาหม่น


บรรยากาศเช่นนี้มิใช่หรือที่เคยทำให้ใจฉันหม่นเศร้าจนน้ำตาซึมนับสิบนับร้อยนับ

พันจนนับครั้งไม่ถ้วน

ด้วยความรู้สึกโดดเดี่ยวเหมือนอยู่ตัวคนเดียวในโลกกว้าง

อ้างว้างว้าเหว่จนหัวใจกลวงโบ๋และแห้งผาก ตั้งแต่เล็กจนโต



เพิ่งจะมาเลิกเมื่อไม่กี่ปีมานี้เอง ด้วยว่าเศร้าไปก็เท่านั้น


มืดสนิท ฉันยกหน้าต่างกระจกขึ้นปิดไว้ครึ่งหนึ่งเพื่อกันลม

เดินไปล้างหน้าที่เหนียวเหนอะหนะและแปรงฟันที่อ่างเล็กๆตรงท้ายโบกี้


เด็กสาวที่นั่งติดกับฉันบอกว่าจะไปหาเพื่อนที่นั่งอยู่ถัดไป

ฉันเลยถือโอกาสนั่งเหยียดแข้งเหยียดขาคลายเมื่อย
หลับตาและคิดอะไรเรื่อยเปื่อย


เหลือเวลาอีกสิบกว่าชั่วโมงจึงจะถึงที่หมาย

ที่นั่งก็ไม่สบายพอที่จะหลับสนิทได้ทั้งคืน

ฉันว่าเราน่าจะมาเล่าสู่กันฟังถึงเรื่องราวชีวิตในอดีต


เพื่ออะไรหรือ... เพื่อแก้เบื่อจากการเดินทางอันยาวนาน

เพื่อแลกเปลี่ยนประสบการณ์ชีวิต เพื่อกรณีศึกษา

หรือเพื่อจะได้รู้ว่าบนโลกนี้ใช่จะมีแต่เราคนเดียวที่มีอดีตที่เรามักคิดว่าน่ารันทด



ฉันน่าจะหาเพื่อนร่วมทางสักคน หลังจากทักทายทำความรู้จักกันมา 2-3 ชั่วโมง
ฉันอาจจะถามเขาว่า

“คุณจะว่าอะไรไหม ถ้าฉันจะเล่าอะไรๆให้ฟัง”

ทั้งๆที่อยากมีเพื่อนร่วมทาง แต่ฉันก็ไม่ค่อยอยากจะพูดจะคุยกับใครอยู่ดี
เอาเป็นว่าฉันจะเล่าเรื่องราวให้คุณรู้ผ่านตัวหนังสือก็แล้วกัน


“คุณจะว่าอะไรไหม ถ้าฉันจะเขียนอะไรๆให้คุณอ่าน”




 

Create Date : 09 มกราคม 2551    
Last Update : 9 มกราคม 2551 20:27:32 น.
Counter : 128 Pageviews.  

1  2  

bluearthy
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed

ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




เป็นคนแบบนี้แหละ..
เป็นยังไงก็อยู่ที่ว่าใครจะมองมุมไหน..

ขึ้นอยู่กับว่ามองด้วยตา หรือมองด้วยใจ
Group Blog
 
All Blogs
 
Friends' blogs
[Add bluearthy's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.