ปล่อยไหลไปตามวิถี ช่วงชีวีนี้แสนสั้น..จะทุกข์กับมันไปไย
บทที่ 10 "เมืองคนดี"

ฉันเดินทางไปบ้านของพ่อด้วยรถไฟ ไปยังจังหวัดที่แปลว่า เมืองคนดี


รถไฟที่ใครๆชอบล้อกันว่า “ถึงก็ช่าง ไม่ถึงก็ช่าง” แต่ถึงกระนั้น

ความเร็วของรถไฟก็เหนือกว่าเรือยนต์อย่างเทียบกันไม่ติด


รถออกจากสถานีไปไม่นาน

ก็แล่นผ่านสะพานโค้งสีดำที่ทอดต้วข้ามคลองอู่ตะเภา

คลองที่ฉันนั่งเรือยนต์ลอดใต้สะพานนี้มาหลายปี

และอีกไม่กี่วันพอฉันกลับมาก็จะได้นั่งเรือกลับไปหาตายายอีกครั้ง


รถไฟแล่นขึ้นไปทางเหนือเรื่อยๆ

ทิวทัศน์สองข้างทางเป็นทุ่งนาที่มีต้นตาลขึ้นอยู่ทั่วไป

ฝูงวัวหากินอยู่ในท้องทุ่งที่เพิ่งผ่านการเก็บเกี่ยว

ไกลออกไปเป็นภูเขาสูงต่ำสลับกัน ที่อยู่ใกล้เห็นเป็นสีเขียวของต้นไม้

แต่ทิวเขาที่ไกลๆออกไปจะเห็นเป็นสีน้ำเงิน


ฉันนั่งมองสองข้างทางด้วยความเพลิดเพลิน

อิ่มอร่อยกับอาหารคาวหวานที่ยายเตรียมมาให้

และที่พ่อซื้อจากแม่ค้าที่แบกถาดร้องขายอยู่ริมหน้าต่างรถไฟเวลารถจอดรับส่งผู้โดยสารตามสถานีต่างๆ


เราออกเดินทางตั้งแต่ตอนบ่าย

เวลาผ่านไปจนเย็นและค่ำแล้วฉันก็ง่วงจนหลับไป

ตื่นอีกทีเมื่อพ่อปลุกให้ลงจากรถ ไม่รู้ว่าเวลาเท่าไร รู้แต่ว่ายังมืดอยู่เลย

เดินตามพ่อแบบง่วงๆไปจนถึงบ้าน และรู้สึกตัวอีกทีเมื่อตื่นนอนตอนสายๆ

พบตัวเองนอนอยู่กับพี่น้ำอ้อยบนเตียงภายใต้มุ้งสีขาวหลังใหญ่


บ้านพ่อเป็นบ้านเช่าอยู่ตรงหัวมุมของถนนสายใหญ่สายเดียวของอำเภอ

ซึ่งเป็นอำเภอเล็กๆของจังหวัดนี้ เลี้ยวซ้ายไปเป็นตลาดสดที่พ่อขายเนื้ออยู่

พ่อยังทำอาชีพเดิม บ้านเป็นบ้านไม้ชั้นเดียว ประตูบานเฟี๊ยม มีห้องรับแขก

ห้องนอน หลังบ้านเป็นห้องครัวค่อนข้างกว้าง

มีลานคอนกรีตสำหรับเป็นที่ซักล้างและข้างบ้านเป็นสนามหญ้าเล็กๆ


ที่ห้องรับแขกฉันได้เห็นของบางอย่างที่ไม่ได้เห็นมานานจนเกือบลืม

มันคือรูปภาพของผู้หญิงอ้วน ผิวขาว จมูกโด่ง ตาสีฟ้า ผมสีทอง

แต่งตัวงดงามด้วยเสื้อผ้าแพรพรรณพลิ้วไหวดูนุ่มนวล

มีเด็กๆหน้าตาน่ารักคลอเคลียอยู่ใกล้ๆ พวกเขานั่งๆนอนๆกันริมสระน้ำ

บางรูปมีน้ำพุ

มีรูปปั้นเด็กผู้ชายแก้มยุ้ยยืนปัสสาวะพ่นฟองละอองฝอยหน้าตาเฉยน่ารักน่าหยิก

บางรูปมีลำธาร มีสวนผลไม้ มีเถาองุ่นเลื้อยพันระดะอยู่บนเสาคู่ต้นใหญ่

อวดองุ่นผลอวบอ้วนห้อยย้อยเป็นพวงระย้าดูน่ากิน


รูปภาพพวกนี้เคยเห็นใส่กรอบแขวนไว้ในห้องรับแขกที่บ้านเก่า

ที่พอจะจำได้เพราะฉันชอบนอนมองอยู่เสมอๆ เพราะสวยดี


นอกจากรูปภาพแล้ว อีกอย่างที่คุ้นๆ คือ เก้าอี้ไม้ที่มีเท้าแขนเป็นรูปโค้งอีก 4

ตัว เป็นเก้าอี้ไม้สัก พ่อเอามาจากบ้านเก่าเหมือนกัน


อย่างนี้เขาเรียกว่าแบ่งสมบัติกันนั่นเอง เพราะที่บ้านยายฉันก็เห็นตู้ไม้สักใบใหญ่

ข้างในมีเสื้อผ้าของแม่ทั้งพับทั้งแขวนอยู่เต็มตู้ อ้อ..เตียงนอนของฉันด้วย

ไม่รู้ว่าเขาขนย้ายข้ามเมืองข้ามจังหวัดกันอย่างไร

แรงโกรธแรงประชดนี่มีพลังมหาศาลจริงๆนะ


เขาคงไม่อยากเห็นหน้ากัน แม่คิดว่าพ่อจะอยู่ที่เดิมเลยย้ายไปอยู่ต่างจังหวัด

พ่อก็คิดว่าแม่จะอยู่ที่เดิมก็เลยไปอีกจังหวัด


ตอนอยู่ด้วยกัน ยังรักกัน ก็ช่วยกันหาช่วยกันซื้อช่วยกันสร้าง พอไม่รักกัน

ไม่อยู่ด้วยกัน ก็แบ่งกันคนละอย่างสองอย่าง ไม่ว่าของหรือคน คนในที่นี้คือลูก

ลูกคือฉันกับพี่น้ำอ้อย จับแยกซะงั้น


ช่างเหอะ เด็กๆอย่างฉันจะไปทำอะไรได้ ผู้ใหญ่ก็คงมีเหตุผลของผู้ใหญ่

ดีเท่าไรแล้วที่ยังจากกันด้วยดี

ไม่ถึงกับเลือดตกยางออกให้เป็นเรื่องน่าเศร้าใจเหมือนที่เป็นข่าวในหน้าหนังสือพิมพ์อยู่บ่อยๆ


เอ้า... อยู่ไม่ได้ก็เลิกกันไป ไม่เห็นจะแปลก


มาชมบ้านกันต่อดีกว่า ที่หลังบ้านฉันพบสิ่งหนึ่งที่ทำให้ดีใจมาก เจ้าแก้วนั่นเอง

เจ้าแก้วมาอยู่ที่นี่เอง มิน่า... จึงไม่เห็นเสียตั้งนานจนฉันลืมมันไปเลย

เจ้าแก้วยังส่งเสียงแจ้วๆ แก้วขา... แก้วขา อยู่เหมือนเดิม


เจ้าแก้วเป็นนกแก้วที่พ่อซื้อมาให้พี่น้ำอ้อยกับฉันตอนพวกเรายังอยู่ด้วยกันที่บ้านเก่า

มันเป็นนกที่น่ารักมาก มีขนสีเขียว ปากงุ้มเป็นขอสีแดง

ชอบกินเมล็ดพืชและผลไม้ต่างๆ เช่น ฝรั่ง แตงโม แม้แต่เมล็ดพริกขี้หนูมันก็กิน

ฉันชอบดูเวลามันกินฝรั่ง เพราะท่าทางมันตลกดี มันยืนบนคอนด้วยขาข้างเดียว

อุ้งเท้าอีกข้างถือฝรั่งผลเล็กๆ ใช้จงอยปากแข็งๆจิกเมล็ด ใช้ลิ้นดุนไปมา


ฉันเคยแอบทำท่าเลียนแบบเจ้าแก้ว โดยยืนด้วยขาข้างเดียวแทะฝรั่งบ้าง

แต่ยืนได้แป๊บเดียวก็โงนเงน แทะยังไม่ทันหมดลูกก็ต้องยอมแพ้

คุณสมบัติพิเศษของนกแก้วคือสามารถสอนให้พูดตามได้ คำยอดนิยมคือ แก้ว,

แก้วขา มันเคยทำให้เพื่อนฉันขำเพราะเรียกชื่อฉันแล้วมันขานรับว่า “ขา” เสียเอง


พ่อเล่าว่าตอนยังอยู่ที่บ้านเก่า วันหนึ่งเพื่อนพ่อค้าของพ่อแวะมาเยี่ยม

เห็นนกแก้วของเราเข้าก็ชอบใจและเจรจาขอซื้อต่อจากพ่อ

เขาบอกว่าจะซื้อไปให้ลูกดูเล่น


ฉันซึ่งป้วนเปี้ยนอยู่แถวกรงนก ก็สวนกลับไปทันทีว่า


“แล้วที่ยืนอยู่นี่ ไม่ใช่ลูกเขาหรือไง”


เฮ้อ... ไม่มีความเกรงอกเกรงใจผู้ใหญ่หรือไว้หน้าพ่อเสียบ้างเลย

นึกอยากจะพูดอะไรก็พูด ปากไม่ดีตั้งแต่เด็ก นี่ถ้าเป็นลูกเป็นหลาน

จะตีให้ดิ้นเชียว เอ....

หรือว่าที่เป็นอย่างนี้เป็นเพราะพ่อนั่นแหละที่ไม่ตีฉันเสียบ้าง

พ่อว่าพอฉันพูดเสร็จทุกคนก็พากันหัวเราะ


เวลาฉันโกรธใครจนหน้าบึ้งหน้างอ จะถูกล้อว่าปากขวิดไปติดกับจมูกบ้างละ

หน้างอเหมือนจวักตักแกงบ้างละ ฉันก็จะโต้กลับไปว่า


“หน้าเหมือนจวักก็ไม่หนักหัวใคร”


จะว่าเป็นเด็กก้าวร้าวเพราะเลียนแบบสื่อเหมือนที่สมัยนี้เขาว่ากันก็ไม่น่าจะใช่

เพราะสมัยนั้นบ้านฉันยังไม่มีโทรทัศน์ดูเลย หนังสือก็ยังอ่านไม่ออก

แม่ก็เป็นคนพูดหวานขานเพราะ พ่อแม่สอนให้เรียกตัวเองว่าลูกหรือแทนด้วยชื่อ

เรียกพี่ว่าพี่ เรียกน้องว่าน้อง


หรือเอาเชื้อดื้อติดตัวมาตั้งแต่เกิด เป็นพวกเกิดมาดื้อ แล้วทำไมไม่เกิดมาเก่ง

เกิดมาสวย เกิดมารวย เกิดมาดี เกิดมาเป็นอัจฉริยะเสียบ้างเลยล่ะ เฮ้อ...

วัยรุ่นเซ็ง


ตั้งแต่จำความได้ ฉันไม่เคยโดนพ่อตีเลย ไม่เคยโดนเลยสักแปะเดียว

อย่างเก่งก็แค่จุ๊ปาก จุ๊.. จุ๊.. จุ๊

ส่งสัญญาณเตือนหรือไม่ก็หักไม้เรียวหวดลมควั่บๆ แล้วไล่ให้ไปเล่นที่อื่น

ทั้งๆที่คนในบ้านโดนกันเป็นประจำเวลาพ่อเมา โดยเฉพาะแม่


อยู่ที่นี่พ่อเป็นคนทำกับข้าวเอง

กับข้าวของพ่อรสต่างไปจากของยายซึ่งไม่ว่าแกงส้ม ต้มปลา

หรือน้ำพริกจะไม่มีรสเผ็ดเลย เพราะยายกลัวว่าฉันจะกินไม่ได้

ตาต้องมีถ้วยใส่พริกขี้หนูสดไว้ข้างสำรับทุกมื้อ


กับข้าวของพ่อมีรสจัดจ้าน แบบว่าอร่อยแต่เผ็ด

ซดเข้าไปสักช้อนก็ซี๊ดซ๊าดสูดปากลิ้นร้อนฉ่า

แต่พ่อก็ทำกับข้าวอื่นๆที่เด็กชอบกินด้วยเช่น ข้าวมันไก่ ปลานึ่ง เนื้อทอด

ตับทอด บางครั้งฉันแยกไม่ออกว่าชิ้นไหนเนื้อชิ้นไหนตับ บางทีอยากกินตับ

พอถามพ่อก็บอกว่าไหนเอามาดูซิ พอส่งให้พ่อก็เอาเข้าปาก เคี้ยวแหง็บๆ

แล้วก็บอกว่า


“เออ... ชิ้นนี้เป็นตับ”


อ้าว..... เสร็จกัน


ครั้งหนึ่งพ่อต้มไข่ให้ พอพ่อปอกเปลือกเสร็จก็ถามฉันว่า


“น้องอ้น กินไข่แดงมั้ย”


ฉันสั่นศีรษะเป็นทำนองว่าไม่กิน พ่อบิไข่แดงแล้วแกล้งเอามาจ่อที่ปาก

ฉันอ้าปากงับทีเดียวหมดชิ้นเลย พ่อได้แต่ร้อง อ้าว...บ๊ะแล้วกัน


ทีใครทีมันพ่อ


วันหนึ่งพ่อพาไปเที่ยวงานวัดแห่งหนึ่งซึ่งอยู่ตรงเชิงเขานอกเมืองไม่ใช่งานวัดกลางคืนที่มีชิงช้าสวรค์

สาวน้อยตกน้ำ ยิงปืนอัดลม หรือสายไหมจากน้ำตาลปั่นหลากสีในถุงพลาสติก


งานวัดที่ว่าจัดตอนกลางวัน ฉันจำไม่ได้ว่าเป็นงานอะไร


เห็นมีธงทิวปลิวไสวและผู้คนแต่งตัวสวยสะประแป้งกันหน้าลายพร้อย

จุดมุ่งหมายของพ่อไม่ใช่ที่วัด แต่เป็นที่ถ้ำซึ่งอยู่สูงจากเชิงเขาพอสมควร

ทางขึ้นค่อนข้างชัน แต่ก็พอเดินได้สบายๆ มีคนเดินขึ้นลงกันเยอะแยะ

พอขึ้นไปถึงปากถ้ำแล้วมองลงมาจึงรู้ว่าสูงลิบเลย

เห็นคนข้างล่างตัวเล็กจิ๋วเหมือนมดหลากสีเดินกันขวักไขว่

ต้นไม้บ้านเรือนก็เหมือนของเล่น เป็นครั้งแรกที่ได้มาอยู่บนที่สูงๆแบบนี้

สูงกว่าจอมปลวกกับต้นหมากอย่างเทียบกันไม่ติด


ฉันไม่ได้สนใจและไม่ได้จดจำว่ามีอะไรอยู่ในถ้ำบ้าง

เพราะไม่ชอบบรรยากาศมืดๆอับๆในนั้นที่ทำให้รู้สึกอึดอัดไม่สบาย

ฉันชอบที่โล่งๆกว้างๆ ได้เห็นท้องฟ้าไกลๆสุดสายตา มีสายลมแสงแดด

รู้สึกอิสระเสรีเหมือนได้เป็นนกที่ได้โบยบินร่วมทางไปกับเมฆขาวก้อนอ้วนฟู


บางวันพ่อก็พาเราซ้อนท้ายรถมอเตอร์ไซค์ไปถึงชายทะเล

ฉันมารู้เอาตอนโตว่านั่นคือชายทะเลฝั่งอ่าวไทย

ชายหาดที่พ่อพาไปมีหมู่บ้านชาวประมงเล็กๆตั้งอยู่ บรรยากาศเงียบสงบ

มีเพียงเสียงคลื่นที่สาดซัดกระทบฝั่งและเสียงลมทะเลพัดยอดมะพร้าว

หาดทรายสีขาวสะอ้านทอดยาวไกลสุดสายตา

พ่อปล่อยให้เรากระโดดโลดเต้นกับฟองคลื่นและเก็บเปลือกหอยหลากชนิดอยู่พักใหญ่ๆก็พากลับ

ฉันไม่รู้ว่าเดี๋ยวนี้ที่ตรงนั้นจะกลายเป็นสถานที่ท่องเที่ยวริมทะเลตามสมัยนิยมไปแล้วหรือยัง


อำเภอนี้เป็นอำเภอที่เล็กมาก มีตึกแถวสองฝั่งถนนที่เป็นร้านค้าไม่มากนัก

ไม่เหมือนอำเภอเดิมที่เราอยู่ รอบนอกออกไปชาวบ้านก็ยังทำนาทำสวน

แต่เพราะฉันแค่มาเที่ยวและยังไม่ได้รู้จักใคร

จึงไม่กล้าจะออกไปตะลอนๆหาเรื่องเล่นซนได้เหมือนที่บ้านตา


ช่วงที่รอให้พ่อพากลับไปส่ง ฉันจึงใช้เวลาส่วนใหญ่เล่นกับพี่น้ำอ้อยอยู่ในบ้าน

ฉันตื่นเต้นกับสายสร้อยที่ร้อยมาจากลูกเดือยแข็งๆสีเทาเงินของพี่น้ำอ้อยมาก

เมื่อขอลองใส่ดูพี่น้ำอ้อยก็ยกให้

พร้อมบอกว่าวันหลังเราค่อยออกไปเก็บมาร้อยกันอีก จะเอาสักเท่าไรก็ได้

ฟังดูน่าสนุก


นานเป็นเดือนพ่อก็ไม่พากลับไปส่งเสียที

จนวันหนึ่งพ่อก็บอกว่าให้ฉันเรียนต่อชั้นประถม 5 ที่โรงเรียนประจำอำเภอที่นี่เลย

ฉันไม่ได้ว่าอะไรเพราะไม่มีปัญญาจะว่า

จะให้นั่งรถไฟกลับไปหาตายายเองก็เห็นจะเป็นไปไม่ได้ เอ้า...เรียนก็เรียนกันซิ


โรงเรียนใหม่อยู่ใกล้บ้านมากกว่าโรงเรียนเก่า

เช้าวันไหนถ้าพ่อไม่ยุ่งกับการขายเนื้อมากนักก็จะขับรถมอเตอร์ไซค์ไปส่ง

แต่ส่วนใหญ่เราเดินไปกลับกันเอง ซึ่งเรื่องเดินนี่ฉันไม่เกี่ยงอยู่แล้ว

ทุกวันนี้ฉันก็ยังชอบเดินอยู่ ถ้าต้องไปทำธุระยังที่ที่มีระยะทางประมาณ 3

ป้ายรถเมล์ ฉันเลือกที่จะเดินไปเอง

การเดินทำให้รู้สึกว่าร่างกายกระฉับกระเฉงและคล่องตัวดี


เด็กนักเรียนเดินไปบนถนนคอนกรีตสายสั้นๆ

ผ่านร้านค้าและบ้านเรือนแล้วก็เลี้ยวขวาเข้าสู่ถนนที่จะนำออกนอกเมือง

เป็นถนนดินเหนียวสีขาวนวลไม่เหมือนถนนดินลูกรังสีแดงส้มเหมือนแถวบ้านตา


สองข้างทางไม่ค่อยมีอะไรน่าสนใจนัก

แต่พอเข้าเขตโรงเรียนฉันก็ตื่นเต้นกับต้นหางนกยูงไทยต้นเตี้ยที่ออกดอกแดง

ส้ม และเหลืองสดใส


ใกล้ๆห้องพักครูมีเรือนต้นไม้ที่ใช้ไม้ระแนงตีเป็นตารางแขวนกระถางต้นไม้แปลกๆชนิดหนึ่ง

ออกดอกสีแดงหม่นลายๆกลีบแข็งและยาวคล้ายปีกของแมลงปอรู้ทีหลังว่านั่นคือกล้วยไม้พันธุ์หนึ่ง


ถัดจากสนามหญ้าหน้าอาคารเรียนไปจนเกือบถึงริมรั้วมีสระบัวขนาดใหญ

่ ไม่ใช่บัวหลวงเหมือนโรงเรียนเก่า ฉันก็ไม่รู้ว่าบัวอะไร จำได้แต่ว่าดอกสีแดงๆ

อาจจะเป็นบัวสายก็ได้


แล้ววันหนึ่งดอกบัวจากสระนี้ก็ทำให้ฉันได้ฝึกความรับผิดชอบ

“กล้าทำต้องกล้ารับ”


วันนั้นเราไปโรงเรียนกันตามปกติ อากาศยามเช้าบริสุทธิ์สดชื่นเหมือนทุกวัน

แต่ที่สดใสเป็นพิเศษคือ มีเด็กผู้ชายกลุ่มหนึ่งกำลังเก็บดอกบัวขึ้นมาจากสระ

และบอกว่าใครอยากดอกบัวก็มาเอา


คนชอบดอกบัวอย่างฉันมีหรือจะรอช้า รีบจรลีไปหยิบเอามาทันที

กะว่าจะเอามาทำสายสร้อยเล่น

ยังไม่ทันจะทำอะไรก็ต้องเข้าแถวเคารพธงชาติโดยถือดอกบัวติดมือไปด้วย


และแล้วก็มีเสียงประกาศดังสนั่นลั่นโรงเรียน ประมาณว่า


“วันนี้มีเรื่องน่าเสียใจเกิดขึ้นในโรงเรียนของเรา

มีนักเรียนที่ไม่เชื่อฟังคำสั่งของครูที่ไม่ให้เด็ดดอกไม้ในโรงเรียน

แต่เนื่องจากคราวนี้เป็นความผิดครั้งแรกครูจึงยังไม่ตี

นักเรียนคนไหนรู้ตัวว่าไปเก็บดอกบัวในสระขึ้นมา

ให้ออกมายืนหน้าแถวตัวเองแล้ววิ่งเอาดอกบัวไปวางคืนที่ริมสระเดี๋ยวน

ี้
อ้าว..ซวยละซิฉัน ก็ใครมันจะไปรู้ล่ะ

เห็นเด็กๆวิ่งไปเอาดอกบัวกันตั้งหลายคนก็นึกว่าไม่เป็นไรนะซิ

อูย....ทำไงดีล่ะหนูอ้น


เริ่มมีเด็กๆทยอยวิ่งเอาดอกบัวไปคืนกันแล้ว

ดูเด่นเป็นสง่าท่ามกลางสายตาของคนทั้งโรงเรียน

ถ้าเป็นการวิ่งออกไปรับรางวัลอะไรสักอย่างก็ดีนะซิ

แต่นี่เป็นการลงโทษกันด้วยการประจานกันชัดๆ

มันทั้งอายทั้งเจ็บยิ่งกว่าถูกไม้เรียวหวดก้นเสียอีก


ไม่มีทางเลี่ยง ของกลางก็คามืออยู่เห็นๆ ก็ต้องวิ่งหน้าม้านตามเพื่อนๆออกไป

กว่าจะวิ่งไปถึงสระ กว่าจะวิ่งกลับมาเข้าแถวอย่างเดิม เฮ่อ..ไม่น่าเลยเรา


งานนี้พี่น้ำอ้อยรอดตัวไป ไม่เสียชื่ออดีตสารวัตรนักเรียนสมัยประถม 1

พี่สาวฉันเขาเป็นเด็กเรียบร้อย คุณครูจึงคัดเลือกเป็นสารวัตรนักเรียนประจำห้อง

ทำหน้าที่ดูแลและบอกคุณครูเรื่องเด็กที่คุยกัน เล่นกันเวลาเรียนหรือทะเลาะกัน

ได้ติดปลอกแขนสีแดงโก้มาก คนเรียบร้อยอยู่ในระเบียบวินัยอันดีงาม

ก็ไม่ต้องหน้าแตกเหมือนเจ้าลิงกะโปโลอย่างฉัน


นึกย้อนกลับไปทีไร ฉันก็ขำแกมสมน้ำหน้าตัวเองทุกครั้ง


แต่มีอีกเรื่องหนึ่ง ที่คราวนี้พี่น้ำอ้อยก็ไม่รอด


คืนหนึ่งมีหนังกลางแปลงมาฉายที่หน้าที่ว่าการอำเภอ

ทั้งเด็กทั้งผู้ใหญ่หอบเสื่อไปจับจองพื้นที่กันอย่างรื่นเริงบันเทิงใจ

ฉันกับพี่น้ำอ้อยและเพื่อนๆแถวบ้านก็ไปกันตั้งแต่แดดร่มลมตก


ถนนที่ผ่านบ้านเราไปยังที่ว่าการอำเภอเป็นถนนสายเดียวกันและตัดเป็นเส้นตรงชนิดที่หลับตาเดินก็ยังได้

รถราก็แทบไม่มีเอาเสียเลย

พอพ้นย่านร้านค้าก็เป็นถนนดินเหนียวเหมือนถนนที่ไปโรงเรียน

บนเส้นทางผ่านทั้งบ้านเรือนและทุ่งนา

จึงมีทั้งคนทั้งควายใช้เป็นทางสัญจรร่วมกัน


กว่าหนังจะจบก็ดึกแล้ว พวกเราเดินกลับบ้านท่ามกลางลมดึกหนาวเย็นจับใจ

ฉันกับพี่น้ำอ้อยที่เดินกอดอกกันมาด้วยความหนาวก็เกิดความคิด

จำไม่ได้แล้วว่าเป็นความคิดของใคร

เอาม้วนเสื่อที่กอดอยู่มาห่อตัวจนมิดตั้งแต่หัวจรดเท้าทั้งสองคน

หลับหูหลับตาเดินตามกลุ่มเพื่อนๆไปอย่างอบอุ่นสบายตัว

ก็บอกแล้วว่าถนนสายนี้หลับตาเดินก็ยังได้ ด้วยความที่ตรงยังกะไม้บรรทัด


แต่เดินไปไม่นานก็เจอกับดัก มิใช่กับระเบิดหรือกับดักหนู

แต่เป็นกองอุจจาระกระบือ แปลเป็นไทยว่ากองขี้ควาย

เหยียบลงไปเต็มๆทั้งสองคนพี่น้อง

หลังจากนั้นก็ฮาแตกขำกลิ้งกันจนหายง่วงทั้งกลุ่ม


บางครั้งเราไปดูหนังโรงกัน โรงหนังที่นี่ก็คล้ายกับโรงหนังแถวบ้านตา

คือที่นั่งเป็นเก้าอี้ไม้แถวยาวเหมือนกัน แต่สภาพโรงค่อนข้างดีกว่าและกว้างกว่า


ครั้งหนี่งไปดูหนังผีเรื่องแม่นาก รอบไหนก็ไม่ดูดันไปดูรอบค่ำ

ลืมนึกไปว่ากว่าจะเลิกก็ดึก อำเภอบ้านนอกแค่ 2-3 ทุ่ม

ร้านค้าในตลาดก็ปิดกันหมดแล้ว บ้นเราเป็นบ้านหลังสุดท้ายของถนนสายนี้

เลี้ยวซ้ายเป็นตลาดซึ่งไม่มีคน ละแวกนั้นมีสวนน้อยหน่า สวนฝรั่ง สวนส้ม

และทุ่งนา


ใครๆก็รู้ว่าผีแม่นากน่ากลัวแค่ไหน

โดยเฉพาะฉากที่ยื่นมือยาวเหยียดลงมาจากในครัวเพื่อเก็บมะนาวที่ทำหล่นตอนตำน้ำพริกให้สามี

แค่นึกก็ขนลุกขนพองสยองเกล้า ตอนมีเพื่อนเดินกันหลายๆคนก็ไม่เท่าไร

แต่พอถึงบ้านตัวเองต่างคนก็ต่างเข้าบ้านกันไป

เหลือเพียงฉันกับพี่น้ำอ้อยที่ต้องไปต่อ

หมาเจ้ากรรมทำไมมาส่งเสียงหอนโหยหวนเอาตอนนี้


ไม่มีใครพูดกับใคร ต่างคนต่างก้มหน้าก้มตาเดิน

ไม่เหลียวซ้ายแลขวาหันหน้าหันหลัง เพราะกลัวจะเจอ...

ว่าจะถึงบ้านขนลุกเกรียวไปตั้งหลายรอบ


เส้นทางดูหนังของฉันนี่ช่างวิบากเสียจริงๆ แม้กระทั่งทุกวันนี้

ถ้าคราวไหนเพื่อนชวนไปก็ค่อยสบายหน่อยเพราะเพื่อนจัดการให้หมด

ถ้าไปคนเดียวก็ต้องเล็งแล้วเล็งอีกว่าซื้อตั๋วมาแล้วจะเข้าโรงถูกหรือเปล่า

เพราะโรงหนังในศูนย์การค้าอยู่ติดๆกันตั้งหลายโรง ฉันเป็นคนประเภท Behind

The Mountain พอเจอสถานที่หรูหราโอ่อ่าทันสมัยก็เกิดอาการเปิ่นเทิ่น เด๋อด๋า

ทำอะไรไม่ค่อยถูก


ฉันจึงพิสมัยการอ่านหนังสือมากกว่า

เพราะไม่ต้องเตรียมตัวอะไรมากมายและใช้พลังงานน้อยกว่าการดูหนังตั้งหลายเท่า

ทั้งพลังงานไฟฟ้าและพลังงานส่วนตัว

แต่ไม่ได้หมายความว่าฉันไม่ดูหนังเอาเลียเลยนะ

หนังดีๆมีคุณภาพฉันก็ชอบดูอยู่ เพราะบางครั้งภาพเดียวแทนคำได้ตั้งพันคำ


พี่น้ำอ้อยมีเพื่อนสนิทชื่อพี่คนึงนิจ

พี่คนนี้เป็นลูกสาวของคุณครูที่สอนอยู่ในโรงเรียน มีบ้านพักอยู่ในโรงเรียนด้วย

เวลาพักเที่ยงถ้าไม่เข้าห้องสมุด ฉันก็จะไปขลุกอยุ่ที่บ้านพี่คนนี้

เพราะมีหนังสือให้อ่านหลายอย่าง


บางเล่มเป็นวารสารเกี่ยวกับแวดวงการศึกษา การเรียนการสอนของครู

มีเรื่องเกี่ยวกับภาษาไทย บทกลอน เรื่องสั้น

แต่ที่สะดุดตาสะดุดใจและชอบที่คือเรื่องราวเกี่ยวกับวรรณคดีไทย

และเรื่องเกี่ยวกับผีๆ มีรูปประกอบเป็นภาพวาดของครูเหม เวชกร

รูปนางในวรรณคดีและป่าหิมพานต์ สวยงามมาก รูปผีต่างๆก็น่ากลัว

แม้จะกลัวแต่ชอบดู ชอบอ่าน



ห้องเรียนของฉันมีอะไรอย่างหนึ่งที่พิเศษ

เมื่อมองออกไปนอกหน้าต่างด้านข้างโรงเรียน

จะเห็นภูเขาสีเขียวชอุ่มอยู่ไม่ไกลนัก

ฉันชอบทำตาหรี่ๆดูเพื่อจะให้มันเหมือนภาพวาดที่อยู่ในกรอบ


วิชาเกษตรทำให้ฉันได้รู้จักดอกไม้อีกชนิดคือ ดอกเยอบีรา

ที่เก๋และเท่ด้วยก้านตรงดอกเดียวเดี่ยวๆ

วิชาศิลปะทำให้ฉันได้ใช้กาวธรรมชาติชนิดหนึ่งที่เพื่อนเอามาแบ่งกันใช้

มันเป็นผลกลมรีสีเขียวเข้มขนาดไข่นกกระทาของต้นอะไรก็ไม่รู้ จำชื่อไม่ได้

เวลาจะใช้ก็เอาปลายเล็บจิกจะมีน้ำใสๆเหนียวๆซึมออกมา

พวกเราเอามาใช้แทนกาวติดกระดาษได้เป็นอย่างดี

ไม่ต้องเสียเวลาเสียเงินไปกวนแป้งเปียกหรือซื้อกาวมาใช้

พยายามนึกเท่าไรก็นึกไม่ออกว่าต้นอะไร

โทรศัพท์ไปถามพี่น้ำอ้อยเธอก็จำไม่ได้เหมือนกัน ใครรู้ช่วยบอกที


ที่นี่ฉันได้เรียนภาษาอังกฤษเป็นครั้งแรกในชีวิต

และได้เรียนโดยวิธีพิเศษผ่านทางวิทยุโรงเรียน

คุณครูที่ส่งเสียงมาจากวิทยุสอนให้อ่าน เอ้ บี้ ซี่ ดี้ ให้พวกเราอ่านตาม สนุกดี

แต่คุณครูในชั้นสอนให้อ่าน เอ บี ซี ดี คุณครูในวิทยุสอนให้นับ วั่น ทู่ ทรี่ โฟ่

ไฟฟ คุณครูในชั้นสอนให้นับ วัน ทู ทรี โฟ ฟาย สำเนียงไม่ยักกะเหมือนกัน

แต่ตอนนั้นพวกเด็กๆคงแยกไม่ออกหรอก

ใครสอนให้อ่านอย่างไรก็อ่านตามไปเรื่อย มารู้ทีหลังว่าเสียงจากวิทยุเป็นครูฝรั่ง




ที่จริงเรื่องนี้ฉันก็ลืมไปแล้ว มานึกได้ตอนดูรายการสอนภาษาอังกฤษโดยครูฝรั่งในรายการโทรทัศน์ซึ่งมีอยู่หลายรายการ

ครูฝรั่งบอกว่าไม่ต้องกังวลกับเรื่องสำเนียงให้มากนัก ขอเพียงให้กล้าๆหน่อย

พูดๆเข้าไปเถอะ ถ้าผิดเดี๋ยวเจ้าของภาษาเขาก็บอกเราเอง

คุณว่าถ้าให้ครูฝรั่งมาสอนนักเรียนมันแกวอย่างเราๆ

จะทำให้เด็กไทยพูดภาษาอังกฤษกันได้คล่องกว่านี้ไหม ?


เคยให้พ่อสอนการบ้านภาษาอังกฤษให้ พ่อหัวร่อฮ่าๆ แล้วบอกว่า


“พ่อจะเอาอะไรไปสอนให้เล่า ป.4 ยังไม่จบเลยน้องอ้นเอ๊ย”


“อ้าว.. ทำไมล่ะพ่อ?” ฉันถามอย่างอยากรู้


“ก็พอขึ้นป. 2 พ่อก็ไม่เคยไปถึงโรงเรียนเลยสักวัน”


“แล้วพ่อไปไหน” ฉันคาดคั้น


“เอ้อ...ไปอยู่บนต้นกระท้อน” พ่อตอบเขินๆ


“อ้าว... ก็หนีโรงเรียนละซี” ฉันได้ที และซ้ำเติม


“เออ” พ่อยอมรับแต่โดยดี ต้องอย่างนี้ ลูกผู้ชายกล้าทำต้องกล้ารับ



แต่ก็แปลกดีนะ คนสมัยก่อนเรียนแค่ชั้นประถม 1 ก็อ่านออกเขียนได้

ฉันเห็นพ่ออ่านหนังสือพิมพ์รายวันเป็นประจำ

ส่วนลายมือออกจะโย้เย้อยู่สักหน่อย แบบฝรั่งเขียนไทย แต่เอาเหอะ

ยังไงก็ยังดีกว่าพิมพ์หัวแม่โป้งแทนการเซ็นชื่อ


แล้วทั่นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการจะว่าอย่างไรล่ะเจ้าคะ

ที่มีข่าวว่าเด็กสมัยนี้บางคนจบประถม 6

แล้วก็ยังอ่านหนังสือไทยกันไม่ค่อยจะออกเลย

ไม่ลองเอาแบบเรียนหัดอ่านสมัยก่อนมาศึกษาทำวิจัยกันดูบ้างหรือว่าเขาสอนกันอย่างไร

เด็กเรียนหนังสือได้ไม่นานก็อ่านออก


แล้วพอถึงวันหยุดคราวหนึ่ง

พี่น้ำอ้อยในฐานะเจ้าถิ่นก็พาฉันไปเก็บลูกเดือยที่ขึ้นอยู่ริมหนองน้ำมาร้อยสายสร้อยตามที่เคยสัญญาไว้

ลูกเดือยเป็นธัญพืชชนิดหนึ่ง ลำต้นและใบคล้ายต้นข้าวโพดแต่ใบสั้นกว่า

ผลกลมหรือยาวรี สีขาวอมเหลือง น้ำตาล หรือเทา

พันธุ์ที่มีเปลือกหุ้มแข็งเรียกเดือยหิน ใช้ทำเครื่องประดับ

เวลาจะทำสายสร้อยเราก็ดึงเส้นเล็กๆที่อยู่ตรงกลางออก

จะมีรูเล็กๆให้สอดเข็มเข้าไปได้


ส่วนพันธุ์ที่เปลือกหุ้มอ่อนใช้ทำอาหารได้ เช่น ลูกเดือยต้มใส่ในน้ำเต้าหู้

ลูกเดือยต้มน้ำตาลราดน้ำกะทิ ฉันชอบกินมาก

เขาว่าลูกเดือยมีแคลเซียมสูงช่วยบำรุงกระดูก เดี๋ยวนี้มีคนทำน้ำลูกเดือยขาย

รสหวานมันอร่อยคล้ายๆน้ำข้าว อันนี้ฉันก็ชอบอีก


ที่นี่ก็มีต้นตาลขึ้นตามคันนา ดูเหมือนว่าจะมากกว่าแถวบ้านยายเสียด้วยซ้ำ

ฉันได้กินขนมตาลที่ทำมาจากเนื้อลูกตาลสุกสีเหลืองกลิ่นหอม

เขาเอามาผสมแป้งกับน้ำตาล หมักจนขึ้นแล้วตักใส่ถ้วยตะไลหรือห่อด้วยใบตอง

นำไปนึ่งจนสุกขึ้นฟู โรยหน้าด้วยมะพร้าวขูด คล้ายๆขนมปั๋มแต่หอมคนละแบบ


ความที่ต้นตาลมีเยอะ

ลูกตาลสุกที่ร่วงเกลื่อนอยู่โคนต้นจึงเป็นของเล่นของพวกเด็กๆ

พวกเราขยำเนื้อลูกตาลเอามาผสมกับเนื้อของผักเหรียง ใส่น้ำปูนใสทิ้งไว้

จะได้วุ้นแข็งๆสีเหลืองและหอม เอามาเล่นขายของกัน

เพื่อนบางคนก็เอาผลลูกตาลที่ยีเนื้อออกไปแล้วมาสาวให้เส้นที่พันกันยุ่งๆให้แยกเป็นเส้นสลวยคล้ายเส้นผม

แล้วเอามาทำเป็นตุ๊กตา


อ้อ... ฝักเหรียงที่ว่าเป็นฝักของไม้ยืนต้นชนิดหนึ่ง

มีฝักแบนยาวกว้างคล้ายฝักของต้นจามจุรี ข้างในมีเมล็ดแข็งๆสีดำ

เขาตัดตรงปลายแหลมแล้วแช่น้ำ

เมล็ดสีเขียวข้างในคล้ายเมล็ดสะตอจะงอกรากขาวๆอวบๆโผล่ออกมา

เปลือกสีดำจะหลุดล่อนออกไป ฉันแอบเรียกว่าสะตอมีหาง

ชาวบ้านเอามาดองไว้สำหรับกินกับขนมจีนน้ำยา หรื อเอามาผัดหรือแกงก็ได้


ถ้าไม่ออกไปนอกบ้าน เราก็เล่นกับสัตว์เลี้ยงในบ้าน พ่อเป็นคนชอบเลี้ยงสัตว์

นอกจากเจ้าแก้วแล้วก็มีแมว มีหนูตะเภาขนนุ่มน่ารักอีก 2

ตัวที่พ่อต้องทำกรงตาข่ายให้มันอยู่

พวกเรามีหน้าที่ตัดหญ้าอ่อนๆในสนามหญ้าข้างบ้านให้มันกิน


จนกระทั่งวันหนึ่งในฤดูฝน ด้วยความขี้เกียจจึงปล่อยให้เจ้าหนู 2

ตัวออกไปหาหญ้าที่งอกงามกินกันเอง ปรากฎว่ามันหายไปเลย

พี่น้ำอ้อยว่าสงสัยจะโดนหมามุดรั้วเข้ามาคาบไป

ก็เราไม่อยากโทษเจ้าเหมียวของเรา เฮ้อ... ขี้เกียจจนได้เรื่อง


มีสัตว์ที่ไม่น่าเลี้ยงคือ งูเห่าอีก 2 ตัว

พ่อว่าชาวบ้านเขาจะเอาไปผัดเผ็ดพ่อเลยขอซื้อ

ฉันคลับคล้ายคลับคลาว่าพ่อโดนเพื่อนบ่น(ด่า) ว่าเอาสัตว์อันตรายมาไว้ในบ้าน

ถ้ามันกัดลูกๆเข้าจะทำอย่างไร สุดท้ายพ่อเลยเอาไปปล่อยในป่า


ข้างบ้านเป็นบ้านของตาชวนก็มีสัตว์เลี้ยงที่ตลกดี มันคือเจ้านาก

ตัวสีน้ำตาลปนเทา หัวแบนและกว้างทำให้หน้าตามันดูบ้องแบ๊วตลกดี

นากชอบกินปลากินปู วิธีหากินของมันก็เก่ง

มันจะออกมาจับปลาและปูนากินเองโดยไม่ง้อใครในคูน้ำข้างถนนซึ่งมีคูเล็กๆเชื่อมต่อกับหลังบ้าน

กินอิ่มมันก็กลับบ้าน ฉลาดจริงๆเลย


การที่ยังมีปลามีปูในคูข้างถนนให้นากจับกินแสดงให้เห็นถึงสภาพแวดล้อมที่ยังสะอาดและอุดมสมบูรณ์ของบ้านเมืองในสมัยโน้นได้ดีทีเดียว


บ้านตาชวนยังมีสัตว์เลี้ยงพิเศษที่มีอยู่เพียงหนึ่งเดียวในละแวกนั้นคือเจ้าช้างพลายตัวเบ้อเริ่มเทิ่มชื่อ

เจ้าเพียร ตอนนั้นฉันไม่รู้ว่าตาชวนเลี้ยงช้างไว้ทำอะไร

เห็นมีเลื่อนซึ่งทำมาจากไม้คล้ายๆรถเข็นเตี้ยๆ แต่ไม่มีล้อผูกโยงกับหลังเจ้าเพียร

ตาชวนจะเดินนำเจ้าเพียรไปบนถนนดินที่ทอดยาวไปยังเชิงเขา

พวกเด็กๆจะนั่งบนเลื่อนให้เจ้าเพียรลากไปอย่างสนุกสนาน

สักพักหนึ่งก็ลงแล้ววิ่งหรือเดินกลับบ้านกันเอง ถ้าขืนไม่ลง

เจ้าเพียรจะได้ลากเข้าป่าไปด้วยปะไร


พี่น้ำอ้อยเล่าให้ฟังว่า หลังจากนั้นไม่นาน

เจ้าเพียรเกิดอาการตกมันและคลุ้มคลั่งจนจำเจ้าของไม่ได้

มันเหยียบตาชวนเสียจนน่วมไปทั้งตัวและไปเสียชีวิตที่โรงพยาบาล

ส่วนตัวมันเองถูกจับมัดล่ามโซ่ไว้ พอหายจากอาการตกมันได้ไม่นาน

เจ้าเพียรก็เศร้าซึมไม่ยอมกินอาหารอะไรเลยด้วยความตรอมใจคิดถึงเจ้าของ

ไม่นานมันก็ตายตามควาญช้างคู่ใจไป น่าสงสารทั้งช้างทั้งคน

ช้างฆ่าคนโดยไม่เจตนา สุดท้ายก็ตายตาม


พ่อซื้อควายมาหลายตัว หนึ่งในนั้นเป็นควายตัวเมียที่กำลังตั้งท้อง

พ่อเลยต้องปล่อยให้มันออกลูกก่อนและเลี้ยงลูกอ่อนสักระยะหนึ่งก่อนส่งเข้าโรงฆ่าสัตว์

น่าสงสารอีกแล้ว

มันเป็นชะตากรรมร่วมกันของสัตว์และคนที่ต้องมามีวิถีชีวิตร่วมกัน

ฝ่ายหนึ่งต้องสละชีวิตเป็นอาหารให้อีกฝ่ายได้กินเพื่อมีชีวิตที่ต้องเผชิญกรรมต่อไป

น่าเศร้าใจ พ่อเลิกอาชีพนี้เมื่ออีกประมาณสิบกว่าปีถัดมา

แต่คนกินเนื้อวัวเนื้อควายก็ยังมีอยู่ทั่วไปในโลก

ฉันก็ยังกินเนื้ออยู่บ้างนานมากๆสักครั้ง ครั้ละ 2-3 ชิ้นเล็กๆ


พ่อยกหน้าที่เลี้ยงลูกควายให้เราสองคน เวลาปกติมันก็น่ารักดี

ฉันชอบดูตาโตๆของมัน ดูสวยๆเศร้าๆเหมือนหนึ่งจะสื่อสารออกมาว่า

อย่าฆ่าหนูเลย

เราเอามันไปกินหญ้าที่ทุ่งนาหรือริมหนองน้ำที่อยู่ไม่ไกลจากบ้านนัก

ใช้เหล็กแหลมตอกลงในพื้นดินเพื่อไม่ให้มันเตร็ดเตร่ไปไกล

พอเย็นๆก็ไปจูงมันมากินน้ำแล้วเอาเข้าคอกที่อยู่ใกล้สวนน้อยหน่า


แต่บางวันฉันก็ห่วงเล่นจนมืดค่ำ พอมืดลงฉันก็อิดออดออกอาการไม่อยากไป

แต่ก็ต้องไป หน้าที่ต้องเป็นหน้าที่


ไม่อยากไปเพราะเสียงร้องของเจ้าลูกควาย มันไม่ร้องมอๆ

ด้วยน้ำเสียงธรรมดาๆเหมือนเสียงของลูกวัว แต่มันร้องแหงะ...แง, แหงะ....แง

ด้วยน้ำเสียงประหลาดเหมือนเค้นมาจากลำคอ ฟังแล้วขนลุกขนพอง

มิหนำซ้ำดวงตาที่เคยน่ารักของมันก็กลับเป็นประกายวับวาวในความมืดดูน่ากลัว


ลำพังเจ้าลูกควายตัวดีตัวเดียวก็แย่แล้ว

พี่น้ำอ้อยผู้แสนจะเรียบร้อยของฉันก็มาออกลายแกล้งเอาตอนนี้แหละ

รู้ทั้งรู้ว่าเรากลัว ลูกควายเดินเฉยๆไม่ร้อง เธอก็ร้อง แหงะ..แง แหงะ..แง

แทนเสียเอง


นอกจากสัตว์ตัวใหญ่ที่ต้องเลี้ยงโดยไม่เจตนาแล้ว

เรายังมีสัตว์ตัวจิ๋วที่ต้องเลี้ยงโดยไม่ตั้งใจอีกอย่าง

เป็นสัตว์เลี้ยงยอดนิยมในหมู่นักเรียนหญิงตามโรงเรียนต่างๆทั่วไป เรา...

โดยเฉพาะฉันเลี้ยงอย่างเป็นล่ำเป็นสันถึงขนาดทำกันเป็นฟาร์มเลยแหละ

ฟาร์มที่ว่านี้ใช้พื้นที่ไม่มาก อาหารก็ไม่ต้องลงทุนซื้อหา เอ้า...

อยากเลี้ยงกันบ้างละซิ


ใครอยากเลี้ยงก็เตรียมสถานที่ เลี้ยงผมให้ยาวสักหน่อยก็จะดี เอ๊ะ... ยังไง

เกี่ยวอะไรด้วย อ้าว.... ก็สัตว์ที่จะเลี้ยงนี่คือเหา


เหา..... ฟาร์มเหา!


หลายคนเริ่มเบ้หน้าร้องยี้กันแล้วละซิ บ้าจังเลยหนูอ้น

มีใครเค้าอยากจะทำฟาร์มเหากันเล่า สกปรกจะตาย


อ๋อ..ไม่มีหรอก หนูอ้นก็ไม่ได้อยากจะเลี้ยง แต่มันมาเอง มาตั้งแต่เมื่อไรก็ไม่รู้

คงตั้งแต่ยังอยู่โรงเรียนเก่าแล้วแหละ พวกผู้ใหญ่เอาหวีเสนียด

ว้า...ชื่ออัปมงคลจัง


ไม่ใช่อย่างนั้น หวีเสนียดหมายถึงหวีที่มีซี่ละเอียดเรียงติดกัน

เอามาหวีผมทำให้ตัวเหาที่เกาะอยู่หลุดร่วงลงมา แค่นั้นยังไม่พอ

พวกเขาพยายามจับเด็กๆมานั่งหาเหากันตามขั้นบันได

แต่ใครล่ะจะชอบมานั่งนิ่งๆให้เสียเวลาวิ่งเล่น

แถมยังเจ็บหนังหัวอีกเวลาโดนรูดไข่เหาที่เกาะติดแน่นบนเส้นผม


บางคนก็เอาใบน้อยหน่ามาตำให้แหลก คั้นเอาน้ำมาหมักเส้นผม

เขาว่าสารบางอย่างในใบน้อยหน้ามีฤทธิ์ฆ่าเหาได้

คุณครูก็สั่งให้นักเรียนตัดผมสั้นและสระผมบ่อยๆ


แต่จนแล้วจนรอด เหาก็ไม่สูญพันธ์ไปจากหัวเด็กๆเสียที

โดยเฉพาะฉันที่ไม่ค่อยสนใจใยดีกับกรรมวิธีในการกำจัดเหาระยะสั้น

ฉันชอบเก็บไว้สักพักให้มันออกลูกออกหลานกันเยอะๆก่อนแล้วค่อยจัดการ

ระหว่างนั้นทนคันและเกาไปพลางๆ

วันไหนเหมาะๆก็เตรียมกระดาษวาดเขียนแผ่นใหญ่ปูรองบนพื้น

ใช้หวีธรรมดาหวีผมสักรอบหนึ่งก่อนก้มหัวลง ใช้หวีเสนียดหวีให้ทั่ว

เจ้าเหาที่กำลังดูดเลือดอย่างเมามัน

หรือที่กำลังพักผ่อนนอนหลับบนหัวอย่างสบายใจก็ร่วงแปะ แปะ แปะ

ลงมาเดินกันยั้วเยี้ยบนกระดาษ มันก็จะโดนเล็บหัวแม่โป้งบี้ตัวดังเป๊ะ เป๊ะ เป๊ะ

จนแบนติดกระดาษอย่างมันเขี้ยว


เวรกรรม ถัดจากปลิงก็มาเป็นเหา ทำไปได้อย่างไรหนูอ้นเอ๊ย..

ตอนนี้นึกกลับไปก็ให้ขยะแขยง


แล้วฟาร์มเหาก็สูญพันธุ์ไปจากหัวฉันตั้งแต่เมื่อไรก็ไม่รู้

ซึ่งก็ดีแล้วจะได้ไม่ต้องสร้างเวรสร้างกรรมต่อกันอีก



โรงเรียนจะมีงานรื่นเริงตอนปีใหม่

คุณครูให้นักเรียนฝึกซ้อมการแสดงต่างๆเพื่อให้ผู้มาร่วมงานได้ชม

เกิดปรากฏการณ์เหลือเชื่อ คือฉันได้รับเลือก

ให้รำพลายชุมพลร่วมกับพี่น้ำอ้อยและเพื่อนๆ

นี่เป็นครั้งแรกในชีวิตที่ได้ทำอะไรแบบนี้ ตื่นเต้นดีเหมือนกัน


บนเวทีทุกคนหน้าตาแฉล้มแช่มช้อย

ฉันก็พลอยดูดีไปด้วยกับเครื่องสำอางที่คุณครูบรรจงแต้มแต่งให้

พวกเราแสดงตามที่ฝึกซ้อมมาอย่างเต็มที่ ทุกอย่างผ่านไปได้ด้วยดี

แล้วเหล่าพลายชุมพลก็มายืนเข้าแถวหน้าเวทีถ่ายรูปรวมกัน

พอล้างรูปออกมาปรากฏว่าฉันใส่ถุงเท้าสั้นข้างยาวข้าง

ไม่รู้ว่าถุงเท้าข้างที่สั้นมันย้วยและรูดลงมาตอนไหน

ไม่ได้เต้นท่าม้ากระทืบโรงเลยสักนิด เปิ่นสิ้นดีเลย อุตส่าห์จะสวยกับเขาทั้งที

จะสวยตั้งแต่หัวจรดเท้าหน่อยก็ไม่ได้



ถึงเวลาสอบไล่และปิดเทอมแล้ว พ่อพากลับมาเยี่ยมญาติ พอถึงกำหนดกลับ

ฉันก็ออกอาการอิดออดโยเยไม่อยากไป

ยายต้องรีบเอาตัวมาส่งที่บ้านย่าซึ่งพ่อรออยู่

พยายามเกลี้ยกล่อมให้ฉันกลับไปกับพ่อเพราะกลัวว่าถ้าขัดใจพ่อแล้วจะเกิดเรื่องใหญ่


เกิดก็เกิดซิ ไม่เห็นจะกลัวเลย ก็คนไม่อยากไปจะมาบังคับให้ไปได้ยังไง

แล้วมันก็เกิดเรื่องจริงๆด้วย


ฉันจำไม่ได้แล้วว่าวันนั้นมันเริ่มต้นขึ้นอย่างไร

รู้สึกแต่ว่าบรรยากาศในบ้านมันดูไม่ดีเลย

ฉันต้องตอบคำถามซ้ำๆด้วยน้ำเสียงอ้อแอ้แบบคนเมาของพ่อว่า จะไปหรือไม่ไป

ตอบแล้วก็ตอบอีก แล้วใครคนหนึ่ง อาจจะเป็นป้า

เข้ามากอดและปลอบฉันด้วยถ้อยคำประเล้าประโลมให้ฉันยอมทำตามใจพ่อ

แต่ฉันไม่ยอม


ไม่รู้ซิว่าฉันทำถูกหรือผิด ถ้าฉันไม่อยากทำอะไร ฉันก็หมายความตามนั้น

จะให้ฝืนใจทำฉันก็ทำไม่ได้ รู้สึกท้องไส้มันปั่นป่วนรู้สึกอึดอัดและขัดใจยังไงไม่รู้

บอกไม่ถูก สักพักพ่อก็ถามว่า


“เอางี้หนูอ้น พ่อถามอีกคำเดียว จะไปกับพ่อหรือไม่ไป”


ฉันตอบโดยไม่ต้องคิดเลยว่า “ไม่”


“ถ้างั้นไม่ต้องมาเรียกพ่อว่าพ่อ”


“ได้”


“ไม่ต้องมาใช้นามสกุลพ่อ”


“ได้”


“ไม่ต้องมาเหยียบบ้านพ่อ”


“ได้”


“ไป” ตะโกนสุดเสียงเลยละมัง


ไปก็ไปซิ ถูกเขาไล่แล้วนี่ จะอยู่ต่อทำไม ว่าแล้วก็เดินออกจากบ้าน

เดินตัวตรงแน่วไปตามถนนโดยไม่เหลียวหลัง มียายวิ่งตามมาติดๆ

ปล่อยทุกสิ่งทุกอย่างไว้ข้างหลังอย่างไม่รู้เหมือนกันว่าจะเกิดอะไรขึ้นต่อไป


ความจริงฉันอยู่กับพ่อก็สนุกดี พ่อมีเวลาให้ พ่อพาไปเที่ยว พ่อทำกับข้าวอร่อย

กับข้าวบางอย่างของพ่อมีชื่อกำกับด้วย เช่น ผัดทวิสต์ ต้มสโลว์ ต้มวาตูซี่


ผัดทวิสต์ คือเนื้อผัดพริกสดรสเผ็ดจัดจ้าน


ต้มสโลว์ คือเนื้อหรือเครื่องในต้มเปื่อยรสเผ็ดพอละมุนลิ้น


ต้มวาตูซี่ คือเนื้อหรือเครื่องในต้มเปื่อยที่รสชาติบาดลิ้น เผ็ดร้อนสุดๆ


ฉันถามพี่น้ำอ้อยว่าทำไมชื่อประหลาดๆ พี่น้ำอ้อยบอกว่าเป็นชื่อจังหวะเต้นรำ

ตอนแรกฉันยังงง แต่ตอนหลังก็เข้าใจ ก็พ่อฉันน่ะเป็นนักท่องราตรีตัวยง

ในอำเภอเก่ามีสถานที่เริงรมย์ที่เรียกว่า บาร์ เต็มเมือง ในนั้นมีผู้หญิงเรียกว่า

พาร์ตเนอร์ ให้บริการเป็นเพื่อนนั่งพูดนั่งคุยนั่งดื่ม

และเป็นคู่เต้นรำของผู้ชายที่เข้าไปเที่ยว


ทวิสต์คงเป็นจังหวะเต้นรำเร็วๆ บิดไปบิดมา


สโลว์ก็คงเต้นช้าๆ สบายๆ อาจโอบกอดหรือซบกันบ้างตามอารมณ์


แต่เจ้าวาตูซี่นี่นะซิ เดาไม่ถูกว่ามันเป็นท่าเต้นแบบไหน ถ้าจะให้เดา

ฉันว่าน่าจะเป็นการเต้นรำแบบเร่าร้อนของคนป่าเผ่าใดเผ่าหนึ่ง ตลกดี


ฉันน่าจะอยู่กับพ่อได้ ถ้าไม่ใช่เพราะเหตุผล 2 ประการ


อย่างแรกเกี่ยวกับยายวารุณี

ซึ่งฉันไม่ชอบเอาเสียเลยและไม่เข้าใจว่าทำไมพ่อถึงได้ชอบเสียนักหนา

ไปหาอยู่ได้ทุกวี่ทุกวัน ไปไม่ไปเปล่ายังชอบทำกับข้าว 3

อย่างข้างต้นนั่นติดไม้ติดมือไปให้ด้วย รึเห็นว่าเขาเป็นเทพี

พอกลับมาบ้านทีไรก็เดินเซไปเซมา ตาแดงก่ำ พูดไม่ชัด

เนื้อตัวเสื้อผ้าก็เหม็นหึ่งเหมือนไปตกถังหมักอะไรมาก็ไม่รู้


แล้ววันหนึ่งฉันก็ได้เห็นยายวารุณีนี่ชัดๆ ไม่เห็นจะสวยเลย

เทพงเทพีอะไรตัวเหลืองอ๋อย อยู่ใกล้ๆงี้เหม็นกลิ่นตัวชะมัด แต่พ่อ เพื่อนๆ

กลับชอบและได้ลองลิ้มชิมรสแม่นี่กันจนเมาแอ๋โงหัวไม่ขึ้น


อ้อ.... ลืมบอกไป วารุณี แปลว่าเหล้า หรือเทพีแห่งเหล้า


พ่อจะรู้หรือเปล่านะว่า ฉันไม่ชอบเลยเวลาพ่อไปกินเหล้า

และตอนหลังๆนอกจากไม่ชอบแล้ว ฉันยังกลัวอีกด้วย

กลัวทั้งกิริยาท่าทางที่เปลี่ยนไปของพ่อ

และกลัวทั้งขวดใส่เหล้าใบเล็กๆแบนๆที่พ่อชอบพกใส่กระเป๋ากางเกงด้านหลัง

และที่กลัวที่สุดคือ ปืนกระบอกดำมะเมื่อมที่โผล่ด้ามพ้นขอบเอวกางเกงพ่อ

แล้วพอพ่อเมาได้ที่เมื่อไรก็ชอบชักปืนขึ้นมายิงขึ้นฟ้าเปรี้ยง...เปรี้ยง


ทุกวันนี้ฉันก็ยังกลัวคนกินเหล้า เมื่อเห็นใครตั้งวงเหล้า

ถ้าเลี่ยงได้ฉันจะเลี่ยงให้พ้น

เพราะกลัวน้ำเสียงอ้อแอ้ของคนเมาที่ดูเหมือนพร้อมจะขาดสติและมีเรื่องทะเลาะกันได้ทุกเวลา

ยิ่งเขาพูดกันเสียงดัง หัวอกหัวใจฉันยิ่งเต้นตึกตักๆด้วยความกลัว


ฉันไม่ชอบกลิ่นเหม็นของเหล้าที่ออกมากับลมหายใจ

เนื้อตัวและเสื้อผ้าแม้แต่กลิ่นที่ติดคาขวดคาแก้วฉันก็รังเกียจ


อย่างหลังคือพ่อผิดสัญญา พ่อบอกว่าชวนฉันมาเที่ยวเดี๋ยวเดียวก็กลับ

แต่พ่อให้ฉันอยู่กับพ่อเลย พ่อเคยบอกว่าพ่อแบ่งลูกกับแม่คนละคน

แล้วพ่อก็ไม่ทำตามกติกาที่ตกลงกันไว้


ตอนนั้นฉันยังเด็กเกินกว่าจะมีปัญญาอธิบายให้พ่อเข้าใจ

เรื่องมันก็เลยต้องจบลงตรงที่ฉันกลายเป็นเด็กดื้อในสายตาของใครต่อใคร

และโดยเฉพาะ.... พ่อ



Create Date : 15 มกราคม 2551
Last Update : 15 มกราคม 2551 19:31:20 น. 2 comments
Counter : 188 Pageviews.

 
อ่านแล้วคับ


โดย: เฒ่าเจ้าอุบาย วันที่: 22 มกราคม 2551 เวลา:13:20:48 น.  

 
ง่า เพราะเราไม่เข้าใจกัน .....


โดย: แมงปอ (tonbo2k ) วันที่: 4 มีนาคม 2551 เวลา:16:06:57 น.  

ชื่อ : * blog นี้ comment ได้เฉพาะสมาชิก
Comment :
  *ส่วน comment ไม่สามารถใช้ javascript และ style sheet
 

bluearthy
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed

ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




เป็นคนแบบนี้แหละ..
เป็นยังไงก็อยู่ที่ว่าใครจะมองมุมไหน..

ขึ้นอยู่กับว่ามองด้วยตา หรือมองด้วยใจ
Group Blog
 
All Blogs
 
Friends' blogs
[Add bluearthy's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.