Group Blog
 
All Blogs
 

GTO แบบผสมโซดา

คิดว่าหลายๆ คนที่เข้ามาอ่านคงจะรู้จักหรือประทับใจกับการ์ตูน GTO หรือ Great Teacher Onizuka เรื่องราวของครูผู้แหกกฎระเบียบด้วยจิตวิญญาณของความเป็นครู (อืมมม…จริงหรือป่าวก็ไม่แน่ใจเหมือนกันแฮะ)

จะว่าไปแล้ว ผมเองก็ชอบการ์ตูนเรื่องนี้เหมือนกัน เพราะดูๆ แล้ว ตาโอนิซึกะนี่ก็มีอะไรหลายๆ อย่างคล้ายกับผมเหมือนกัน แต่ -/l\\- ผมไม่กล้าทำเหมือนตานั่นทุกอย่างหรอก …. บางอย่างอะบางอย่าง

ตอนเริ่มเป็นครูแรกๆ นอกจากจะสอนที่สถาบันภาษาแล้ว ผมถูกเชิญให้ไปเป็นอาจารย์พิเศษสอนที่วิทยาลัยเทคนิคแห่งนึ่งที่เพิ่งจะเปิดใหม่ นักศึกษารุ่นแรกรวมๆ กันแล้วแค่ 20 คน แม้ว่าค่าตอบแทนจะน้อย แต่วิสัยทัศน์ของท่านผู้อำนวยการที่นั่น จอร์จมากๆ ผมเลยรับงานนี้ไว้

สอนคน 20 คนดูเหมือนจะง่าย แต่จริงๆ แล้ว ชื่อว่าเด็กเทคนิค จะให้เรียบร้อยเป็นผ้าพับไว้ก็คงจะไม่ใช่ วันแรกก็เจอเด็กลองดีเข้าให้ แค่เกริ่นนำหลังจากแนะนำตัว……

“ผมคิดว่าพวกคุณทุกคนก็โตๆ กันแล้ว เอาแบบนี้แล้วกัน ถ้าใครคิดว่าไม่อยากเรียนก็เชิญออกไปข้างนอก ผมไม่เช็คขาดด้วย แต่บอกไว้ก่อนนะครับ………….”

T_T พูดไม่ทันจบ ครึ่งห้องลุกพรึ่บเดินออกไปหน้าตาเฉย โอนิซึกะ ช่วยด้วย มานแรงขนาดนี้เชียวเหรอฟระ

โชคดียังคุมสติอยู่เลยตะโกนไล่หลัง “ถ้าสอบไม่ผ่านไม่ต้องมาขอความปราณีนะครับ ดิ้นให้ตายก็ไม่ช่วย”

ได้ผลหรือปล่าวไม่รุ แต่ทั้งหมดเดินกลับเข้ามาอย่างไม่ค่อยเต็มใจนัก และไอ้หัวโจกก็ถามซื่อๆ

“ถ้าเข้าเรียนทุกครั้งนี่ผ่านปะครับ”

“ผ่านดิ ถือว่ามีความตั้งใจ ผมไม่โหดหรอกน่า มะกี้ที่พูดนะ เผื่อไว้สำหรับคนที่คิดว่ารู้แล้วไม่ต้องเรียนก็ได้”

“ครับ อ้าว สะแตน อัพ พลีส กุด ม้อนิ่ง ฮาว อา ยู”

- -“
อารายกันเนี่ย เจออีกแล้วเหรอกรู

ผมเกลียดจริงๆ กับไอ้การที่ต้องให้นักเรียนมาทักทายครูแบบนี้ มันไม่ได้เป็นการทักทายแบบจริงใจเลยแม้แต่น้อย เด็กบางคนพูดไปยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าไอ้ที่พูดนะแปลว่าอะไร ผมสั่งเด็ดขาด ห้ามมีการทักทายแบบนี้อีก

“ถ้าคิดว่าผมเป็นครูของพวกคุณละก็ วันหลังเจอกันก็แค่ยกมือไหว้ หรือถ้าไม่อยากไหว้ก็เดินผ่านไปละกันนะครับ”

ก็คงงงกันบ้างแหละ แต่หลังจากนั้นเวลาพวกนี้เจอผมนอกห้องเรียน ก็จะยกมือไหว้ทักทาย หรือไม่ก็พูดสวัสดี ส่วนในห้อง พอผมเดินเข้าห้องก็จะชวนคุยทันที (ข้ามะปล่อยให้เองสะแตน อัพ พลีส ทันหรอก เหอๆ)

แต่ที่ไม่งงกลับเป็นพวกอาจารย์คนอื่นแฮะ รับไม่ได้คะรับไม่ได้ อาจารย์ทำแบบนี้จะทำให้เด็กขาดความอ่อนน้อมถ่อมตน มือแข็ง อย่าเอาระบบฝรั่งมาใช้เลยคะ แล้วปล่อยเด็กออกมาแบบนี้มันไม่ดี ยังไงต้องให้เค้าอยู่ในห้องคะ

จะบ้าหรือไง!!!! เด็กมันไม่อยากเรียนขืนปล่อยไว้ในห้องมันก็ชวนคนอื่นคุย ตัดหางไปเลย แล้วค่อยเรียกมาคุยตัวต่อตัวทีหลัง แล้วไอ้ทักทายงี่เง่านั่นนะ ถามจริงๆ ว่าที่เด็กมันทำโดยไม่เต็มใจอะ ชอบกันหรือไง เฮ้อ ประเทศไทย

ในห้องเรียน ผมถือว่าผมกับลูกศิษย์นั้นเท่าเทียมกัน นอกจากสอนแล้ว ผมไม่เคยใช้พวกเขาทำอะไร แม้ว่าบางคนจะเสนอตัวช่วย เช่นไปซื้อน้ำให้ หรือจะช่วยล้างรถ แต่มันไม่ใช่หน้าที่ของพวกเขา นักศึกษาก็ต้องใฝ่หาความรู้ ไม่ใช่เป็นเบ๊อาจารย์ ผมเองก็มีมือมีเท้า ทำเองได้ ซึ่งเรื่องนี้ก็สร้างความขัดเคืองให้อาจารย์ (ที่ไม่มีมือมีเท้า) หลายคน เพราะผมดัน (เสือก) ไปสอนอีกว่า ถ้าอาจารย์คนอื่นใช้แล้วคุณไม่อยากทำก็บอกเค้าไปว่าคุณมาเรียน ไม่ได้มาเป็นมือเป็นตีนให้พวกเขา แต่ถ้าเต็มใจช่วยก็ทำไปละกัน

แต่ไม่ใช่ว่าความสัมพันธ์จะราบรื่นเสมอไป บ่อยครั้งที่เวลาสอนจะมีเสียงคุยดังลั่นมาจากหลังห้อง ตอนแรกๆ ก็ทนได้ แต่พอหนักๆ เข้าก็ต้องมีการตักเตือน

“หมามันเห่าก็ตอนที่อยู่เป็นฝูง พออยู่ตัวเดียวก็หางตก หูตูบ ถ้าพวกเมิงอยากต่างจากหมา เวลาอยู่ตัว เอ๊ย คนเดียวก็ทำซ่าแบบนี้ละกันนะ อย่าเก่งแค่เวลาอยู่ในฝูง”

สอนไปด่าไป 2 ปี จนถึงวันที่พวกนี้จบการศึกษา วันรับประกาศนียบัตร ผมอยู่ตรงนั้นและรู้สึกภูมิใจในตัวพวกเขาไม่น้อยไปกว่าอาจารย์คนอื่น เพราะนี่คือผลผลิตกลุ่มแรกที่วิทยาลัยได้สร้างขึ้นมา และทุกวันนี้ ส่วนใหญ่จะมีงานที่มั่นคง ส่วนที่เหลือนั้นผมไม่ทราบข่าวแต่คิดว่าคงจะประสบความสำเร็จเช่นกัน

ความจริงเรื่องนี้มันน่าจะจบแบบ happy ending ตรงนี้ แต่ขอต่อนิดนึงละกัน เนื่องจากการที่ผมไปแหกกฎหลายครั้ง หลังๆ อาจารย์ท่านอื่น รวมหัวกันช่วยจัดตารางสอนให้ผมด้วยความหวังดี ครับ 7 โมงครึ่งทุกวัน ในขณะที่อาจารย์ผู้หวังดีที่พักในบ้านพักอาจารย์ภายในบริเวณวิทยาลัยจะเริ่มสอนประมาณ 10 โมงเช้า

ใครจะไปอยู่ละครับ บายดีกว่า ยิ่งมีข่าวท่าน ผอ. จะถูกย้ายไปด้วย ผมไม่อยู่ให้รกสายตาพวกท่านหรอกครับ

แต่..เอ…..ค่าสอนเดือนสุดท้ายนี่ผมไม่ได้ไปรับ ไม่ทราบจะมีใครช่วยเบิกไปหรือยังหนอ…………….




 

Create Date : 12 พฤษภาคม 2548    
Last Update : 12 พฤษภาคม 2548 23:43:19 น.
Counter : 208 Pageviews.  

ชีวิตผกผัน......กรูมาเปงครูได้ไงฟระเนี่ย???????(1)

ตอนเป็นเด็ก ผมเคยโดนถามว่าโตขึ้นอยากเป็นอะไร ทหาร ตำรวจ หมอ???????

ไม่รู้ว่าแก่แดดเกินไปหรือป่าว แต่จำได้ว่าตอบไปว่า เป็นอะไรก้อได้คับที่มีตังค์เยอะๆ (แววงกออกตั้งแต่เด็กเลยกรู - -")

อันนี้ชัวร์แน่นอน เป็นครู(ที่ดี) อะไม่รวยแน่นอน ดังนั้นไอ้อาชีพนี้ไม่ใช่อาชีพในฝันของผมนี่หว่า แต่เอ๋...??? แล้วทำไมตอนนี้ถึงมือเปื้อนหมึกไวท์บอร์ดทุกวันละ....................

ผมเป็นคนที่เรียนดีมาตั้งแต่เด็ก นอกจากนี้ยังเป็นเด็กที่รักการอ่าน เรียกว่าอ่านแหลกตั้งแต่หนังสือพิมพ์ การ์ตูน นิยายไทย จีน เรื่องแปล สารคดี ซึ่งนิสัยรักการอ่านนี่เองทำให้ผมรู้อะไรมากกว่าเด็กในรุ่นราวคราวเดียว และกลายเป็นเด็กที่แหกกฎเกณฑ์คำว่า "เด็กดี" ของบรรดาครูอาจารย์ไปโดยอัตโนมัติ

ผมไม่เคยไปซื้อของให้ครู ไม่เคยช่วยครูถือหนังสือ ไม่เคยไปช่วยครูทำความสะอาดบ้าน ไม่เคยเรียนพิเศษ ไม่เคย...ประจบครู

แต่ผมเคยเถียงครูกลางห้องหากครูสอนผิด หรือให้ข้อมูลผิดๆ กับเด็ก เคยต่อว่าครูที่ยืมหนังสือไปแล้วส่งกลับคืนในสภาพที่เหมือนกับเพิ่งถูกหมาฟัดมา เคยปฏิเสธที่จะเป็นตัวแทนไปทำโน่นทำนี่ (ที่ผมเห็นว่าไร้สาระ) ให้กับโรงเรียน และ เคยขู่ครูว่า หากผมไม่ได้เกรด 3 ขึ้นไปใน วิชาของครูละก็ ผมจะทำเรื่องถึงผู้อำนวยการหรือผู้ที่มีอำนาจมากกว่านั้น ขอข้อสอบมาแฉเลยทีเดียว (ทำไม 3 นะเหรอครับ เพราะคะแนนจิตพิสัย 20 คะแนนคงหมดไปตั้งแต่วันแรกของเทอมแล้วละครับ)

ไอ้การเป็นเด็กแบบนี้นี่ ถ้ามองในสายตาผู้ใหญ่ คงพูดได้สั้นๆ ง่ายๆ ว่า ไอ้เด็กเปรต ไม่มีสัมมาคารวะ แต่สำหรับผมแล้ว นึกย้อนกลับไปก็ยังคิดว่าตัวเองทำถูกอยู่เสมอแหละ และในทุกวันนี้ผมก็ยังสอนให้นักเรียนของผมกล้าที่จะทำแบบผม แม้ว่าจะทำกับผมก็ตาม หากคุณ "มีเหตุผลที่จะทำแบบนั้น"

แรงบันดาลใจนะเหรอครับ......อืม อาจจะเป็นคำพูดที่ว่า "หากนักเรียนของเราจบไปเป็นคนกวาดถนน เขาก็จะเป็นคนกวาดถนนที่มีความสุข" อันนี้คนพูดเป็นอาจารย์ใหญ่โรงเรียนซัมเมอร์ ฮิลลส์ ต้นตำรับ child centre ที่บ้านเราเอามายำจนเละไปหมดแล้ว

ไม่ต้องเรียนพิเศษ ผมก็สามารถเอนทรานซ์เข้าคณะที่ผมเลือกเป็นอันดับหนึ่งได้สบายๆ แต่จะว่าไปจริงๆ ผมก็ไม่ได้ชอบคณะที่ผมเลือกนัก (คือตอนนั้นเลือกเพราะคะแนนมันสูง) พอเรียนจบก็ทำงานในสาขาวิชาที่เรียนมา ซึ่งปรากฎว่า.....เละครับ ไม่มีใจรักงานที่ทำ กลายเป็นคนเฉื่อยแฉะ แม้เจ้านายจะใจดีให้ผ่านโปร แต่ตัวผมเองรู้ตัวดีว่า เราไม่เหมาะสมกับงานนั้น บริษัทควรได้คนที่ดีกว่า I QUIT!!!!!

ไปเรียนต่อเมืองนอกดีกว่า อิอิ

ครับ เรียนไม่จบครับ.....T_T

ถามว่าเสียดายไหม ก็เสียดายอะครับ แต่ก็ยังถือว่าได้กำไรเป็นประสบการณ์ชีวิต (ปลอบใจตัวเอง) และที่ได้แบบฟลุ้คๆ ก็คือภาษาครับ จากที่รู้แบบกระจัดกระจายมันเริ่มเป็นหมวดหมู่มากขึ้นและสามารถหยิบมาใช้ได้ดังต้องการ โดยไม่รู้ตัวเลย

กลับมาเมืองไทย หางานทำ ก็หาไม่ยากเพราะเราผ่านเมืองนอกมาแล้ว (แม้จะไม่จบก็ตาม...อูยตอกย้ำตัวเองเข้าไป) ได้งานเกี่ยวกับการวิจัยตลาด เขียนรายงานเป็นภาษาอังกฤษทุกวัน พูดภาษาอังกฤษเกือบทั้งวัน 555 อย่าดูถูกนะครับ บริษัทคนไทยเรานี่แหละ แต่ทุกอย่างมัน inter หมด อยู่ในลิฟต์ก็คุยภาษาอังกฤษกันจนพนักงานบริษัทอื่นที่อยู่ตึกเดียวกันเขม่น ทำปากหมุบหมิบทุกครั้งที่ไอ้อีพนักงานบริษัทนี้มันแสลนหน้ามาอยู่ในลิฟต์เดียวกัน

ทำงานไปด้วย เรียนปริญญาโทไปด้วย อืม ปรากฎว่าจบแฮะ อนาคตดูเหมือนจะสดใส แต่........

นิสัยของผมนี่แหละ ทำให้ต้องลาออกจากบริษัทในขณะที่กำลังรุ่งสุดๆ คือดันไปทำตัวกร่างเกินเหตุ ทุบโต๊ะเถียงเจ้านายเป็นประจำ เบี้ยวงานหากเห็นว่าโดนบริษัทเอาเปรียบ เจ้านายก็แสนจะดี อุตส่าห์ทนนิสัยแย่ๆ ได้ตั้งเป็นปี จนสุดท้ายมาขอให้เราปรับตัวให้ดีขึ้น แต่.........อวดดีครับท่าน ขอลาออก I QUIT!!!!!!

สมน้ำหน้าตัวเอง ไม่น่าเลยกรู มาย้อนนึกถึงอดีตตอนนี้ โอ เรานี่มันแย่สุดๆ เลย สามปีหลังจากลาออก (คือเมื่อเป็นครูแล้วนะแหละ) ถึงจะโทรไปขอโทษเจ้านายเก่าถึงสิ่งที่เราเคยทำกับท่าน รู้สึกตัวช้าไปงะ

เมื่อยื่นไปลาออกแล้ว ผมก็กลับมาอยูบ้านกับพ่อแม่ ถือว่าลาพักร้อนแล้วกัน กลับกรุงเทพฯเมื่อไหร่ก็หางานได้อยู่แล้ว แต่ดวงอะครับ....

ถ้าวันนั้นร้านเน็ตประจำที่ผมใช้ไม่ปิด ผมคงไม่มีโอกาสไปใช้บริการอินเตอร์เน็ตที่สถาบันภาษาที่ผมทำงานอยู่ และคงไม่เจอรุ่นพี่คณะ ที่มาเยี่ยมพี่ชายซึ่งเป็นผู้จัดการสถาบันนั้น และคงไม่ถูกชวนให้มาสอนภาษาอังกฤษที่นั่น

จากวันนั้นถึงวันนี้ ก็ 6 ปีแล้วครับที่ผมทำงานให้กับสถาบันแห่งนี้ อ่า....สถาบันไหนนะเหรอครับ ขอ off the record ไว้แล้วกัน กลัวโดนฟ้องอะ.....กัวๆๆๆๆๆ




 

Create Date : 11 พฤษภาคม 2548    
Last Update : 11 พฤษภาคม 2548 1:55:11 น.
Counter : 118 Pageviews.  


senseibob
Location :


[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed

ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]


ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




Friends' blogs
[Add senseibob's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.