Free Counters

กรรมวิธีการทำน้ำสกัดชีวภาพและการนำไปใช้

ก่อนอื่นก็มาทำควรรู้จักกับน้ำสกัดชีวภาพกันก่อน ซึ่งก็คือน้ำที่ได้จากการหมักพืชผัก ผลไม้ ประเภทอวบน้ำทั้งหลาย
(เช่นผักตบชวา, ต้นกล้วย, ผักกาด, สับปะรด, มะละกอ ฯลฯ) กับน้ำตาล โดยหมักไว้ในสภาพไร้อากาศ จะได้น้ำหมัก
ที่ประกอบด้วยจุลินทรีย์ และสารอินทรีย์หลายชนิด ส่วนใหญ่เป็นยีสต์, แบคทีเรียที่สร้างกรดเลกติก และรา
แบคทีเรียสังเคราะห์แสงก็เคยพบบ้างในน้ำสกัดชีวภาพนี้

การหมัก ต้องใช้ภาชนะที่มีฝาปิดสนิท เพื่อให้วัสดุหมักอยู่ในสภาพไร้อากาศ อย่างที่บอกตอนแรก เพราะถ้ามีอากาศเข้าไปได้
ก็จะมีจุลินทรีย์ที่ไม่ได้รับเชิญ แอบแฝงเข้ามาในกระบวนการหมักของเรา ก็จะทำให้เกิดหนอน และมีกลิ่นเหม็นได้ แต่ก็ไม่เป็นโทษ

ท่านที่เลี้ยงนก เลี้ยงไก่ หรือเลี้ยงปลา ก็สามารถช้อนหนอน ในน้ำหมักนี้ไปให้นก ให้ไก่ ให้ปลากิน ได้มีวิตามินดีเสียอีก
ส่วนน้ำหมักก็นำมาใช้ได้ตามขั้นตอนปกติ แต่จะไม่หอมน่าใช้ เท่ากับน้ำหมักที่ได้จากการหมักในสภาพไร้อากาศจริง ๆ

วิธีการ ก็เริ่มด้วยการ นำ พืชผัก ผลไม้ ประเภทอวบน้ำ ที่หาได้ (ถ้าบ้านอยู่ใกล้ตลาดอาจไปขอเศษผัก หรือเปลือกสับปะรด,
หรือเศษผลไม้ที่มีน้ำมากจากแม่ค้า เอามาคัดที่เน่า ๆ ออกทิ้งก่อน) ควรใช้ของสด ๆ จึงจะได้น้ำมาก

นำมาใส่ในถัง (หรือถุงพลาสติกแบบไม่รั่ว)ผสมกับน้ำตาล ในอัตราส่วน น้ำตาล 1 ส่วน ต่อ พืช 3 ส่วน โดยน้ำหนัก
คลุกให้เข้ากันดี (ถ้าใช้กากน้ำตาลใหม่ ๆ จะดีมากถ้าหาไม่ได้ ใช้น้ำตาลอะไรก็ได้) เมื่อคลุกจนทั่วแล้ว หาของหนัก ๆ
วางทับข้างบนจะได้ไล่อากาศ (วางทับไว้สัก 1 คืน ก็เอาออกได้) เสร็จแล้วต้องปิดภาชนะหมักให้สนิท ถ้าเป็นถุงพลาสติก
ต้องแน่ใจว่าจะไม่รั่ว มัดปากถุงให้แน่น เพื่อไม่ให้อากาศเข้าได้ เป็นการสร้างสภาพที่เหมาะสมให้จุลินทรีย์ได้ทำงาน
อย่างมีประสิทธิภาพ ควรวางถังหรือภาชนะหมักไว้ในที่ร่ม อย่าให้ถูกแดดถูกฝน หรืออุณหภูมิเปลี่ยนแปลงมากเกินไป
ก็เป็นอันเสร็จกรรมวิธีการหมัก

จากนั้นก็ทิ้งไว้ ให้จุลินทรีย์เขาทำงานแบ่งตัวเอง เพิ่มปริมาณขึ้นอย่างมากมาย ผลิตสารอินทรีย์หลากหลายชนิด
รวมทั้งเอนไซม์ ฮอร์โมนและไวตามินบางชนิด ด้วย

ประมาณ 10-14 วัน ก็เปิดภาชนะ, ถ่ายน้ำสกัดชีวภาพออกใส่ภาชนะพลาสติกไว้ น้ำหมักที่ได้ใหม่ ๆ จะยังเกิด
ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์อยู่ เนื่องจากกระบวนการหมักยังไม่สมบูรณ์ต้องคอยขยับเปิดฝาภาชนะบรรจุ ทุกวัน
จนกว่าจะหมดก๊าซ (ถ้าใส่ขวดพลาสติกไว้ ก็คอยคลายเกลียวฝาขวดจนได้ยินเสียงลมออกมาจึงหมุนเกลียวปิดตามเดิม
ทำทุกวัน จนไม่มีเสียงลม) จากนี้ก็นำไปใช้ได้เลย

น้ำหมักที่มีคุณภาพดี จะมีกลิ่นและรสเปรี้ยวเหมือนน้ำผักดอง มีกลิ่นแอลกอฮอล์บ้าง ถ้าใช้ผลไม้ที่สะอาด
และใช้น้ำตาลทรายแดงหรือน้ำตาลทรายขาว เมื่อหมักได้ที่แล้ว นำมากรอง ดื่มอร่อยเหมือนไวน์ และมีประโยชน์
มากด้วยเพราะประกอบด้วยจุลินทรีย์, เอนไซม์, ฮอร์โมนและวิตามินหลายชนิด ซึ่งล้วนมีประโยชน์ต่อร่างกายมาก
ดีกว่าไปซื้อเหล้านอก, ไวน์นอกราคาแพง มากินให้เสียดุลย์การค้า

ประโยชน์ของน้ำสกัดชีวภาพหรือ EM
1. ล้างฉี่หมา อึหมาหายเหม็นดีมาก โดยเอาน้ำสกัดชีวภาพผสมน้ำสัก 1:50 ถึง1:100 (ใช้น้ำสกัดชีวภาพมากน้อย
ขึ้นอยู่กับความรุนแรงของกลิ่น) ล้างพื้นด้วยน้ำธรรมดาสะอาดแล้ว ก็เทน้ำสกัดชีวภาพที่ผสมไว้ ราดลงไปให้ทั่วบริเวณ
ทิ้งไว้สักพักกลิ่นก็จะหายไป
2. ราดห้องน้ำเเล้วขัดแทนน้ำยาล้างห้องน้ำ
3. เทลงท่อน้ำที่เหม็น ท่อน้ำสาธาราณะ
4. อาบน้ำหมา เเมว ผสมน้ำรดน้ำต้นไม้
5. อาบน้ำหมา นำ EM 1 เเก้วผสมน้ำ 1ถังเพื่อให้เจือจางลง ราดตัวหมาทิ้งไว้ รอจนตัวแห้ง ตรงไหนมีสะเก็ดแผล,
ขี้เรื้อนก็เน้นตรงนั้นให้มากหน่อย ราดให้ถูกผิวหนังให้ทั่วแล้วล้างออก ด้วยน้ำสะอาด
6. สำหรับหมาที่เป็นโรคผิวหนัง เป็นแผลสะเก็ดหนองทั่วตัว ขนร่วง ใช้ EM อาบน้ำให้บ่อย ๆ ก็ได้ผลดีทีเดียวค่ะ
7. คนก็อาบได้นะคะ แผลเล็กแผลน้อย, ผื่นคันต่าง ๆ แห้งสนิทได้เองอย่างรวดเร็ว โดยไม่ต้องทายา
8. ถ้าใช้น้ำสกัดชีวภาพแบบเข้มข้น ไม่ต้องผสมอะไรเลย เอามาราดเป็นแนวรอบตัวบ้านปรากฏว่า แมลงคลานต่าง ๆ
โดยเฉพาะที่น่ารำคาญที่สุดสำหรับคน คือมด กับ แมลงสาปนั้น ไม่มากล้ำกรายอีกเลย
9. ใช้สำหรับแช่เมล็ดพืชก่อนนำไปหว่านเพาะ ช่วยเร่งการงอก
10. ใช้ฉีดพ่นดอกป้องกันการร่วงก่อนตัดผลและฉีดพ่นผลที่สุกได้ที่แล้วเพื่อป้องกันการร่วงเร็ว
11. ใช้ใส่ในบ่อปลา และปรับสภาพน้ำในบ่อพักน้ำต่าง ๆ เพื่อให้น้ำมีสภาพสมดุลย์ จนสามารถนำกลับไปใช้ได้อีก

หมายเหตุ
1. สามารถใช้น้ำตาลทรายแดงแทนกากน้ำตาลได้
2. เนื่องจาก EM มีสภาพเป็นจุลินทรีย์ ซึ่งจะทำงานโดยการย่อยสลายอินทรีย์สาร และสารพิษต่าง ๆ ให้เกิดสารอินทรีย์
และเอนไซม์ที่มีประโยชน์ ดังนั้น ไม่ควรใช้ร่วมกับสารเคมีที่มีฤทธิ์ ในการฆ่าเชื้อจุลินทรีย์ เช่น ผงซักฟอก หรือน้ำยาล้างพื้น
ล้างห้องน้ำที่มีกรดเข้มข้น ซึ่งจะทำลายจุลินทรีย์ธรรมชาติ ในน้ำสกัดชีวภาพ ทำให้ใช้ไม่ได้ผล


**เอกสารอ้างอิง : คู่มือโครงการห้องเรียนเกษตรกรรมธรรมชาติ จัดทำโดย สหกรณ์เลมอนฟาร์มพัฒนา จำกัด
ร่วมกับ ชมรมเกษตรธรรมชาติ แห่งประเทศไทย
** http://home-of-gsdlovers.pantown.com/




 

Create Date : 02 เมษายน 2550    
Last Update : 2 เมษายน 2550 10:24:14 น.
Counter : 1419 Pageviews.  

เชื้อรากับน้องหมา

บทความเรื่อง : เชื้อรากับน้องหมา จากคุณ look-pong


เจ้าลูกโป่ง ที่บ้านเป็นเหมือนกันค่ะ เห็นหลายๆ คนถามเรื่องเชื้อรากันเยอะ ถ้าพาไปหาคุณหมอแล้ว ..งง.. ที่คุณหมออธิบาย จะอธิบายให้เข้าใจง่าย ๆ รักษาแบบไม่แพง เพราะเคยหมดไปเยอะ เดือนนึงเกือบ 5000 บาทแต่ก็ไม่มีอะไรดีขึ้น เพราะไม่เข้าใจโรค ลองดูนะคะ.. เผื่อเป็นประโยชน์ค่ะ เข้าใจว่าเจ้าของเมื่อเห็นน้องหมาป่วย ต้องทุกข์ใจแน่นอน เราเองก็แย่มาก ทายาไปก็ร้องไห้ไป ไม่รู้จะทำไงดี
(เป็นข้อมูลที่ค้นคว้ามาเอง ตามความเข้าใจ จากการสอบถามสัตวแพทย์และหนังสือค่ะ)


1. ต้องดูก่อนว่าอาการเริ่มมาจากอะไร ถ้าไม่แก้ต้นเหตุก็ไม่มีทางดีขึ้นแน่ ๆ เช่น แพ้อาหารพวกโปรตีนจากสัตว์ แพ้ดอกไม้ เป็นต้น ตอนนี้มีอาหาร-ขนมของน้องหมาออกมาขายกันเกลื่อนกลาด ส่วนผสมหรือวัตถุดิบที่บรรจุภัณฑ์บอก เราก็ไม่ค่อยเข้าใจเพราะไม่มีความรู้ ที่บอก ว่า วัตถุดิบแปรรูปจากสัตว์ อะไรประเภทนี้เราก็ไม่รู้จัก ส่วนใหญ่แล้วก็มาจากส่วนต่าง ๆ ของสัตว์ประเภทต่าง ๆ ที่ไม่มีประโยชน์สำหรับคน ซึ่งสุนัขสามารถทานได้มา บด ๆ ปน ๆ กัน เติมกลิ่น สี และปรุงแต่ง น้องหมาปัจจุบันนี้มีการขยายพันธุ์หลากหลาย ผสมสายกันมั่วมั่ง ความอ่อนแอระหว่างสายพันธุ์ก็ติดข้ามรุ่นกันมา เลยเกิดอาการที่เราเรียกว่าภูมิแพ้ กันเยอะ ภูมิแพ้ที่น้องหมาเราเป็น เป็นภูมิแพ้โปรตีนสัตว์ค่ะ คือ ถ้าทานอะไรก็ตามที่เป็นผลิตภัณฑ์จากสัตว์แล้วล่ะก็จะมีอาการทันที

รักมากไป? เจ้าลูกโป่งไม่ค่อยได้เท้าแตะพื้นนอกบ้านเลยค่ะ กลัวสกปรก กลัวเห็บ กลัวเชื้อโรค ก็เรานอนด้วยกัน กินด้วยกัน ไม่เคยรังเกียจเลย แรก ๆ ตอนอยู่ด้วยกันใหม่ ๆ เช็ดตัวก่อนนอนทุกวัน แล้วก็ปล่อยให้วิ่งเล่นในบ้าน ไม่รู้เลยว่า การที่ปล่อยให้ตัวเค้าเปียกนาน ๆ จะเป็นแหล่งเกิดเชื้อรา กระตุ้นให้มันเพาะพันธุ์บนตัวน้องหมา ต้องให้ตัวแห้งโดยไวนะคะ จำไว้

พวกนี้ต้องสังเกตค่ะ สังเกตมากๆ ที่บ้านจะแพ้อาหาร ถ้าให้พวกเนื้อสัตว์เช่นเนื้อไก่ ไข่ นม เนี่ยจะมีอาการ ขึ้นผื่นคัน กลายมาเป็นปื้นหน้า ผิวหนังนูน ๆ เหมือนโดนยุงกัด คันมาก ต่อมาก็จะนูนๆ แห้ง ๆ มีสะเก็ดขาว ๆ ตรงกลางสีแดง ขนร่วงเป็นหย่อม และกระจายไปเรื่อย ๆ ถ้ารู้ว่าแพ้อาหารล่ะก็ หยุดอาหารเดิมทันที หรือจะลองหยุดดูก่อนก็ได้ เวลาหยุดอาการจะไม่หยุดตามเพราะร่างกายเค้าย่อยและดูดซึมไปใช้ ฉะนั้นกว่าอาหารตัวที่แพ้จะหมดไปจากร่างกายก็เป็นอาทิตย์หรือเป็นเดือนทีเดียว ให้อย่างอื่นแทน เช่นผลไม้ ผัก เต้าหู้ พวกนี้ก็ให้ได้ไม่นานเพราะไม่เหมาะกับน้องหมา ต้องใช้อาหารสำหรับ sensitive skin ถ้าเป็นพวกแบรนด์เนม จะแพงสุด ๆ ลองมาหลายยี่ห้อแล้ว(จริง ๆ) ตอนนี้ใช้เป็นของคนไทยผลิตสูตรเจไม่แพงเลย กระสอบ10กก.ประมาณ400บาท บอกไม่ได้ว่าดีเลวต่างกันยังไง แต่Eucanuba (กล่องสีชมพูขาว บรรจุประมาณ 0.5กก. ซื้อในกรุงเทพแต่ไม่รู้ที่ไหนพี่ชายซื้อให้) และ Science Diet (มีขายทั่วไป) ไม่ยอมกินเพราะเม็ดใหญ่เกินไป ไม่ชอบ ทั้งๆที่หอมน่ากิน กลิ่นยังกะหมูหยอง เราลองกินเองยังว่ารสดีเลย ให้กินแบบกระป๋อง หอม น่าตาก็เหมือนเนื้อหมูชิ้น ๆ ก็ยังไม่ยอมกินอีก อาจเพราะมีกลิ่นข้าวโพดแรงไปหน่อย กระป๋องนึงเกือบร้อยนะยะ ..เฮ้อ.. พอมาเจอยี่ห้อนี่ เค้ายอมกิน เลยดีใจมากเรยย ทั้งถูกด้วย จากที่เคยซื้อ ครึ่งกิโล ร้อยกว่าบาท กับที่ 3 กก.450 มาแล้ว สรุปว่า ไม่จำเป็นต้องเป็นแบรนด์เนมค่ะ ไม่จำเป็นเรย

จะลองเปลี่ยนเป็นอาหารสุนัขที่ทำมาจากเนื้อแกะ หรือเนื้อปลา ก็ได้นะคะ จากที่ถามคุณหมอสุพจน์ (ประจำคลินิกสุวรรณชาด แต่เราถามผ่านเวบไซต์นะ) อาจจะไม่แพ้ เนื่องจากธรรมชาติน้องหมาจะรับแต่อาหารที่ทำมาจากเนือ้ไก่ เนื้อหมู พอมาเจอเนื้อแกะ หรือเนื้ออาหารทะเล ร่างกายมันยังตอบไม่ได้ว่าแพ้ เพราะไม่เคยได้รับมาก่อน แต่ก็อาจเป็นได้ที่จะแพ้ในอนาคต ซึ่งที่ดีที่สุดคือให้ อาหารเจ

2. อาบน้ำบ่อย ๆ ด้วยแชมพูยา ที่เคยใช้แล้วได้ผลคือ แชมพู MalAcetic สัญลักษณ์ตัวอักษรสีแดง ขวดเล็กๆประมาณ 100-120บาท ใช้คู่กับสเปรย์ MalAcetic ขวดละประมาณ 500 บาท (บอกแล้วว่าเปลืองมาก สองอย่างนี้ ใช้1-2 อาทิตย์ก็หมดแร่วว) ยี่ห้อนี้ใช้หลัก เมื่อผิวหนังเป็นกรด จะช่วยให้เชื้อราหรือยีสต์เจริญเติบโตได้ลำบากขึ้น เพราะแพงเราจึงเปลี่ยนมาเป็นอีกยี่ห้อที่ใช้อยู่คือ Chitocure ราคาไม่แพงนะ เมื่อเทียบกับปริมาณ เราใช้ ขนาด 1000 cc. อาบทุก 3 วัน ตามด้วยไคโตซานเข้มข้นผสมน้ำ แล้วถูตัวทิ้งไว้ ซับหมาด ๆ ตามด้วยสเปรย์ยี่ห้อเดียวกัน เป่าขนให้แห้ง ห๊อม...หอมม ต้องอาบน้ำถี่ ๆ นะ เพื่อกันไม่ให้เชื้อราสร้างสปอร์ได้อีก ประมาณ 3-4วันครั้ง พวกนี้จะแบ่งตัวเร็ว **ติดคนด้วยนะคะ โดนมาแล้ว เป็นกันทั้งบ้าน รามไปถึงเด็กข้างบ้านเพราะชอบมาเล่นด้วยกัน** รา นี่ตายยากค่ะ สังเกตจากที่ตัวเองเป็น จะเป็น ๆ หาย ๆ น้องหมาก็เหมือนกัน เวลามันกลับมามันก็จะขึ้นที่เดิมซ้ำ ๆ แชมพูยานี่จะไม่ช่วยระงับคัน ไม่เหมือนเวลาคนใช้ยาสระผมแล้วหายคันตั้งแต่ครั้งแรกที่สระ เคยใช้ไนโซรัล (แพงเหมือนกันนะ ขวดจิ๋วเดียว 120 บาท) ไม่ดีขึ้นเลย ไม่รู้ว่าเพราะหนังศรีษะกับผิวหนังมันต่างกันหรือเปล่า ที่ผิวหนังนี่เราต้องใช้ยาทาช่วยด้วย ถ้าไม่มีเวลามาก วันละครั้ง ก็พอตอนไหนก็ได้

3. ยากิน ยากินเนี่ย ตอนเราพาลูกโป่งหาหมอ ครึ่งปีติดต่อกัน ก็ให้ยา “คีโตโคนาโซล” มาตลอด พวกนี้มีผลต่อตับสุนัขระยะยาว เพราะตับจะดูดซับสารเคมีไว้ นานเข้าก็มีอาการเบื่ออาหาร ซึม อาเจียน เพลียหอบแห่ก ๆ ๆ ท้องบวม เบลอ ๆ แล้วก็อาการไวแสง อย่างเช่น ตื่นตระหนก ทำนองนี้ เราก็จะบอกหมอให้หยุดยา สัก 2 อาทิตย์แล้วเริ่มให้ จาก เสี้ยว เป็นครึ่ง เป็น1 เม็ด ต่อวัน อย่างนี้เรื่อย ๆ จนเราพบทางออกว่า ไม่มีทางหายแน่แร้ววววว และ ตังก์หมดแร้วววว นั่นแหละ เราก็อาศัยถามคุณหมอสุพจน์ทางเน็ต คู่กับดูอาการรักษาเอง ใครบอกก็ไม่เชื่อแว้วว เพราะมันใจว่า หาข้อมูลมาดี
มาดูเรื่องยากัน คีโตโคนาโซล รักษาราในคนได้ด้วย ส่งผลต่อคนและเด็กเหมือนกับที่น้องหมาเป็นนั่นแหละ คือร่างกายดูดซับ มีขายทั่วไปตามร้านขายยา ราคาถูก 10 เม็ด 40-50 บาท
กลิสซีโอฟูลวิน รักษาราเหมือนกัน ราคาแพงโ-ตร แคปซูลนึงหลายร้อยบาท ผลรักษาเหมือนกัน มีผลต่อร่างกายเหมือนกัน แต่น้อยกว่า ระยะเวลาการส่งผลกระทบต่อร่างกายนานกว่า ไม่ค่อยมีขาย ไม่นิยมใช้
เราเลือกใช้ คีโตโคนาโซล ให้ลูกโป่งกินเฉพาะตอนอาการมาก ๆ เช่นถ้าหาก คัน แต่มีสะเก็ดรังแค จะไม่ให้ ถือว่ายังไม่เป็นมาก แต่ถ้าเริ่มเการุนแรงจนเป็นหนอง ผิวหนังอักเสบ เอามือลูบผิวหนังแล้ว พบปุ่มนูน ๆ ตามตัวเยอะ ก็จะให้ยาทันที ยาจะช่วยระงับคันได้ด้วยนิดหน่อย เริ่มจากครึ่งเม็ด ถ้า หนักมากก็เป็น 1 เม็ด ให้ไปจนเห็นว่าทุเลา ก็หยุด ต้องทำคู่กับอาบน้ำ และเปลี่ยนอาหารนะ

4. ยาทา ยาทาเนี่ย มีหลายชื่อมาก พัฒนาไปเรื่อย ๆ อย่างที่เราได้ยินบ่อย ๆ โทนาฟ พวกนี้ก็ได้ ชื่อยา จะลงท้ายด้วย ...โคนาโซล หรือ นาโซลเฉย ๆ ตามการพัฒนายา เพราะรามันกันพัฒนาตัวเองไปเรื่อยๆ เหมือนกัน หลอดแรกอาจเห็นผลดี หลอดสองอาจไม่ได้ผลก็เปลี่ยนยี่ห้อซะ สรรพคุณ จะฆ่าเชื้อรา หรือยับยั้งเชื่อรา ได้เหมือนกัน เราใช้ phoenix หลอดสีขาวเหลือง ใช้แล้วดี ทั้งคนทั้งหมา หยุดคันทันทีเรยย
แนะนำ** ถ้าน้องหมาเป็นมาก เกาจนน้ำเหลืองกรัง ขนแข็งไปหมด ให้ใช้มีดโกน โกนขนตรงนั้นให้เตียนไปเลย แล้วล้างด้วยน้ำเกลือ ก่อนทายา ทุกวัน นะ ช่วยให้หายเร็วขึ้น ขนที่ขึ้นใหม่จะเปลี่ยนไป แสดงว่าผิวหนังตรงนั้นอักเสบรุนแรง รูขุมขนถูกทำลาย ผลิตเม็ดสีไม่สมบูรณ์แล้ว ขนใหม่จะแข็ง เปลี่ยนสี (น่าเกลียดมาก ๆ ลูกโป่งกลายเป็น schnauzer สีพริกไทย ที่มีขนสีทองแข็งยังกะแปลงทองเหลืองขัดส้วมโผล่เป็นวง ๆ ตามตัว) ไม่ต้องกลัวนะ หมอเคยบอกว่า ขนจะแก้ไม่หายแล้วครับ แต่ขนลูกโป่งก็เปลี่ยนไปนะ ตอนนี้กลับเป็นแบบเดิมแล้ว เราคิดว่าอยู่ที่อาหาร และกำลังใจมากกว่า อาการจะกลับมาเป็นที่เดิมซ้ำ ๆ ๆ ๆ ๆ เป็นช่วง ๆ ต้องดูให้ดี เหมือนที่เราติดเจ้าโป่ง ที่แก้ม เพราะชอบหอมกัน กอดกัน เอาหน้าไปถู ๆ ๆ กับที่ขา และก็แขน ขนแขนกะขาเราหายไปเป็นวงกลม เลยแหละ...

เอาล่ะ จบแล้ว เอาใจช่วยเจ้าของน้องหมาทุกตัวที่ป่วยเป็นเชื้อราน๊า ทำใจเหอะว่ามันไม่หายขาด เหมือนคนเป็นภูมิแพ้นั่นแหละ พอร่างกายอ่อนแอหน่อย มันก็จะกลับมาทันที รักนี่นา ก็ต้องดูแล โชคดีที่ลูกโป่งร่าเริง ป่วยแค่ไหนก็ยังวิ่งได้ กินได้ ไม่งั้นเราคงแย่แน่

... รักหมาตัวเองแล้ว เผื่อความรักให้หมาตัวอื่นด้วยนะ มีน้องหมาจรจัดข้างทางมากมายเลย ที่กินไม่เคยอิ่ม ...

ถามเพิ่มเติมได้นะ ที่ pintocute@hotmail.com อนุญาตให้เพื่อนจตุจักร add msn ได้ค่ะ

บทความเรื่อง : เชื้อรากับน้องหมา จากคุณ look-pong




 

Create Date : 02 เมษายน 2550    
Last Update : 2 เมษายน 2550 9:56:22 น.
Counter : 473 Pageviews.  

ยุทธวิธีกำจัดเห็บหมัด

ขอบคุณ คุณHyper_club สำหรับบทความที่มีประโยชน์นี้ค่ะ จากกระทู้นี้ค่ะ

****************************************************************************
วันนี้เรามากำจัดเห็บกันดีกว่า
อุปกรณ์ที่ต้องใช้ก็มีดังนี้ค่ะ
- ยาชื่อ ไบติคอล ค่ะ หาซื้อได้ตามร้านpet shop บางแห่งค่ะ เช่นที่มนูญเพ็ทชอป กิตติศักดิ์เพ็ทมาร์ท ซึ่งมีหลายขนาดค่ะ คือ 10 ,30 ,100ซี.ซี แล้วแต่ว่าบริเวณบ้านกว้างขนาดไหน ถ้าบ้านกว้างมากก็ใช้ยาในปริมาณมากค่ะ
- ถังหรือกะละมังเพื่อใช้ผสม ยาค่ะ
- ขวดน้ำที่ไม่ใช้แล้วเอาไว้ตวงน้ำผสมค่ะ
- อย่าลืมถุงมือค่ะ เพื่อความปลอดภัยของตัวคุณนะคะ
- ฟ๊อกกี้ แหะๆ ก็ที่เอาไว้ฉีดน้ำตอนรีดผ้านั่นแหละค่ะ
- ไม้กวาด ไม้ถูพื้น และที่ขาดไม่ได้ก็คือผู้ช่วยค่ะ

เตรียมพร้อมแล้วใช่มั๊ยคะ
งั้นก็เริ่มกันเลยค่ะ
เนื่องทางที่บ้านเรามีสุนัขอยู่หลายตัว
และที่ๆเราพบเห็บบ่อยๆคือห้องนอนเค้าค่ะ
เลยต้องจัดการทำเป็นขั้นตอนค่ะ

ขั้นที่หนึ่ง
- อพยพลูกๆออกไปอยู่นอกบ้าน/ห้องก่อนค่ะเพื่อความสะดวก และปลอดภัย สำหรับเพื่อนๆที่มีสุนัขเพียง1-2ตัว อาจเอาไปฝากไว้ที่ร้านกรูมมิ่ง ก่อนก็ได้ค่ะ

ขั้นที่สอง
- กวาด กวาดแล้วก็กวาดค่ะ ทุกซอก ทุกมุม บนกำแพง ซอกหน้าต่าง ขอบประตู อย่าได้ละเว้นค่ะ

ขั้นที่สาม
- ผสมยากับน้ำในอัตรา ไบติคอล 1ซีซี :น้ำ1.5ลิตรค่ะ ถ้าใช้มากก็ผสมมาก ใช้น้อยก็ผสมน้อยค่ะ
- แบ่งส่วนผสมใส่ใน ฟ๊อกกี้ และกะละมังค่ะ

ขั้นที่สี่
- เอาฟ๊อกกี้มาพ่นยา ตามผนัง ขอบประตู ขอบหน้าต่าง บนกำแพง ขอบห้อง อย่าได้ละเว้นค่ะ
- เมื่อทั่วแล้ว ก็เอาส่วนผสมที่แบ่งใส่กะละมังไว้ เอามาถูพื้นด้วยไม้ถูพื้นค่ะ
+++ อย่าลืมใส่ถุงมือนะคะ ตั้งแต่ตอนผสมเลยค่ะ
+++ ตอนพ่นก็ระวัง อย่าให้ถูกตัวนะคะ

ขั้นตอนที่ห้า
- เอาล่ะค่ะ ทีนี้ก็มาจัดการที่กรงค่ะ (สำหรับคนที่มีนะคะ) ก็เอายาที่ผสมน้ำแล้ว ราดกรงและถาด ให้ทั่วค่ะ
- เอากรงไปตากไว้ตรงบริเวณที่พ่นยาแล้วค่ะ
- รอให้แห้งงงงงงงงงง

ขั้นตอนที่หก
- มาจัดการบนตัวน้องหมากันค่ะ
-จัดการอาบน้ำ พ่อคุณ แม่คุณ ทั้งหลายด้วยแชมพูที่ใช้กันตามปกตินี่แหละค่ะ
- เสร็จแล้วก็เช็ดตัว 1 รอบ จากนั้นผสมน้ำยา แล้วใช้ผ้าขนหนูชุบแล้วมาเช็ดบนตัวน้องหมาทั้งหลาย เช็ดย้อนแนวขนนะคะเพื่อให้เห็บตายยยยยยยย ค่ะ
- จากนั้นก็เก็บน้องหมาเข้ากรงไว้ค่ะ

ขั้นตอนที่เจ็ด
- ต่อมาก็ถึงบริเวณบ้านค่ะ
- ผสมน้ำยาเอาไว้เหมือนเคย ค่ะ ถ้าบริเวณกว้างมากก็ผสมๆเยอะๆ ที่บ้านเราใช้ถัง 200ลิตรเลยค่า
- จากนั้นก็เรียกผู้ช่วยมา ช่วยกันตักราด ราด ราด แล้วก็ราด ให้ทั่วบ้านเลย ทั้งบนพื้น ผนัง กำแพง รั้ว ประตู มุม ซอก ห้ามให้เล็ดลอดแม้แต่น้อย
- จากนั้นก็ทิ้งไว้ให้แห้งค่ะ อย่าเพิ่งปล่อยให้เจ้าตัวยุ่งทั้งหลายออกมาเพ่นพ่าน

ขั้นตอนที่แปด
- พอเสร็จก็เอาอุปกรณ์ต่างๆล้างและเก็บไว้ในที่มิดชิดค่ะ
- ส่วนตัวเรา และผู้ช่วยก็ถอดถุงมือ แล้วก็ไปอาบน้ำค่ะ
- เป็นอันเสร็จพิธี ภายใน3-5วัน เห็บจะน้อยลงอย่างเห็นได้ชัดมากๆ เลยล่ะค่ะ

เอาล่ะค่ะ พิมพ์มาซะยืดยาวเดี๋ยวเพื่อนๆจะรำคาญเอา
ยังไงเจ้าตัวยุ่งทั้งหลายของเพื่อนๆมีเห็บในชุกชุม
ก็ลองเอาวิธีข้างต้นไปใช้ดูค่ะเพราะนี่ใกล้หน้าฝนแล้ว ถ้าไม่รีบ
เดี๋ยวยั้วเยี้ย เต็มบ้านจะมาว่ากันไม่ได้นะคะ
งั้นวันนี้เรา Hyper_club ก็ขอลาไปก่อนนะคะ บ๊าย บายค่ะ

ป.ล. วิธีกำจัดเห็บข้างต้น เป็นโปรแกรมของเรา
ที่ทำทุกๆ 1 เดือนค่ะ เพื่อสุขภาพของน้องหมา
และเรายังฉีดIvermectin เพื่อป้องกันไว้ด้วยค่ะ
เพราะการกำจัดเห็บให้ได้ผลนั้น ต้องกำจัด
ทั้งบนตัวสุนัข และบริเวณที่เค้าอาศัยอยู่ด้วยค่ะ
เพื่อนๆอาจนำสุนัขไปฉีดยาเหมือนเราที่คลินิค
หรือใช้ยาหยดหลังก็ได้ค่ะ

**************************************************************************
ขอบคุณ คุณHyper_club สำหรับบทความที่มีประโยชน์นี้ค่ะ จากกระทู้นี้ค่ะ




 

Create Date : 02 เมษายน 2550    
Last Update : 2 เมษายน 2550 9:39:44 น.
Counter : 216 Pageviews.  

วงจรชีวิตของเห็บและการกำจัด

"เห็บ" เป็นปัญหาคู่กับหมามาตั้งแต่เริ่มมีหมาเกิดขึ้นในโลกนี้ก็คงว่าได้ และเชื่อว่าคงอยู่เป็นคู่กัดกันไปตลอดจนกว่าโลกจะแตกดับจึงจะหมดได้ ฉะนั้นวันนี้จะตอบเรื่องเห็บอีกก็คงไม่แปลกอะไร เพราะยังคงมีผู้ที่ต้องการรู้อยู่อีกมากครับ

1.วงจรชีวิตของเห็บ เริ่มจากการที่เห็บตัวผู้และตัวเมียที่โตเต็มที่แล้ว (เห็นตัวเล็กๆ แบนๆ สีน้ำตาลแดงเป็นเห็บตัวผู้ ส่วนเห็บตัวเมียจะเห็นเป็นเม็ดโตๆ คล้ายเม็ดลูกหยีสีเทาๆ) ผสมพันธุ์กันบนตัวหมา จากนั้นเห็บตัวเมียก็จะทิ้งตัวจากตัวหมาลงสู่พื้นดินตามสนามหญ้าเพื่อวางไข่ เมื่อไข่ฟักออกเป็นตัวอ่อน มันก็จะไต่ขึ้นมาตามต้นหญ้า ครั้นหมามาเดินเล่นในสนามหญ้า ตัวอ่อนของเห็บก็จะกระโดดเกาะไต่กลับขึ้นไปดูดกินเลือดจากตัวหมา และใช้เวลาเจริญเติบโตจนเป็นตัวแก่ ก็ผสมพันธุ์เข้าสู่วงจรชีวิตเช่นนี้เรื่อยๆ ไป

Image Hosted by GoldGame Image Host

2.การจะกำจัดเห็บให้หมดไปนั้นต้องกระทำหลายๆ วิธีควบคู่กันไป โดยใช้หลักการตัดวงจรอุบาทว์ของวัฏจักรชีวิตเห็บ รวมถึงการป้องกันเห็บอันอาจมาจากที่อื่นด้วย เช่น หมาจรจัด หมาข้างบ้าน ฯลฯ ดูไปแล้วกำจัดให้หมดสิ้นนั้นทำได้ แต่ต้องอดทนและอึดสู้กับเห็บอย่างสม่ำเสมอ ไม่ท้อแท้

วิธีกำจัดเห็บที่มีใช้ในปัจจุบัน เช่น

1.ใช้ยาอาบเพื่อกำจัดเห็บ เป็นน้ำยา หรือยาผง ใช้ละลายน้ำอาบโดยตรง

2.ยาผงเป็นเหมือนแป้งใช้โรยบนตัวหมา

3.ปลอกคอฆ่าและป้องกันเห็บ

4.การจับ หรือเก็บเห็บด้วยมือ หรือใช้ปากคีบ หรือแหนบ หรือคีมจับเห็บ (ออกแบบมาเป็นพิเศษ เพื่อการนี้)

5.ใช้ยาหยดบนหลังสำหรับฆ่าเห็บ

6.ยาฉีดเพื่อกำจัดปรสิตภายนอกร่างกาย


3.การป้องกันเห็บ อาจทำได้ดังนี้

1.หมั่นขยันตรวจตราเก็บเห็บออกจากตัวหมาโดยสม่ำเสมอ และทุกครั้งที่พาหมาออกไปนอกบ้าน

2.กำจัดเห็บในสิ่งแวดล้อม เช่น พ่นยาฆ่าเห็บในสนามหญ้า หรือใช้น้ำร้อนล้างกรงหมา

3.ใช้วิธีและน้ำยากำจัดเห็บสลับรูปแบบและชนิดกันไป เป็นการป้องกันการดื้อยาของเห็บ

4.ไม่ปล่อยหมาออกไปเล่นกับหมาจรจัด หรือหมาอื่นที่ไม่รู้จักหัวนอนปลายตีน

5.ใส่ปลอกคอกันเห็บ และเปลี่ยนใหม่ทุกๆ ระยะที่กำหนด (เนื่องจากหมดอายุใช้งาน)

6.หากเลี้ยงหมาหลายตัวในบ้านเดียวกัน ต้องกำจัดเห็บพร้อมๆ กันทุกตัว จะแบ่งแยก หรือเลือกปฏิบัติไม่

เพราะตัวที่มิได้รับการดูแลกำจัดเห็บ ก็จะเป็นแหล่งสะสมเห็บและแพร่เห็บอยู่ต่อไป

7.สร้างสัมพันธ์ที่ดีกับเพื่อนบ้านที่อยู่รอบข้าง และมีการเลี้ยงหมา เพื่อให้ช่วยกันดูแลหมาของตนมิให้เป็นแหล่งสะสมเห็บ ซึ่งจะเป็นตัวการแพร่ในบ้านอื่นๆ

8.ทำแนวป้องกันเห็บตามกำแพง หรือเขตรั้ว โดยการโรยปูนขาวบนพื้นไว้ เห็บจะไม่ข้ามเข้ามา แต่ต้องหมั่นกระทำ ฯลฯ

หวังว่า คุณหนุ่มปากเกร็ดคงทุเลาลงในปัญหานี้ แม้ไม่สามารถแก้ได้อย่างสมบูรณ์เด็ดขาดก็ตาม

โชคดีครับ
หมอปานเทพ

**************************************************************************
จาก: หนังสือพิมพ์คมชัดลึก
วันจันทร์ที่ 31 ตุลาคม พ.ศ. 2548
http://www.komchadluek.net/news/2005/10-31/farm-18994189.html




 

Create Date : 02 เมษายน 2550    
Last Update : 2 เมษายน 2550 9:32:03 น.
Counter : 5367 Pageviews.  

9 กลวิธีตามหาสัตว์เลี้ยงสูญหาย

บทความที่น่าสนใจจากคลังกระทู้เก่าของห้องหมาใน pantip ค่ะ ขอบคุณคุณ DogNetwork สำหรับบทความดี ๆ ค่ะ

******************************************************************

9 กลวิธีตามหาสัตว์เลี้ยงสูญหาย
จากคุณ : DogNetwork

"ของของใคร ของใคร ก็ห่วง
ของใคร ใครก็ต้องหวง
ห่วงใย รักใคร่ ถนอม"

เข้ามาอ่านแล้วเจอ กระทู้ที่น้องหมาหายเยอะมาก เลยนั่งพิมพ์บทความ
มาให้ท่านที่น้องหมาหายได้อ่านกัน อาจจะช่วยได้ไม่มากก็น้อยนะครับ

ก่อนที่จะถึงกลวิธีทั้ง 9 ในการตามหาสัตว์ที่สูญหายนั้น ผมอยากจะเล่าถึงข้อผิดพลาดยอดนิยมต่าง ๆ
ที่เจ้าของสัตว์เลี้ยงได้ทำขึ้นขณะที่กำลังตามหาสัตว์เลี้ยงแสนรักที่สุญหายไป ซึ่งแบ่งเป็นข้อ ๆ ได้ดังนี้

1. ปักใจเชื่อว่าสัตว์เลี้ยงของตนนั้น ยังไง ๆ ก็หาไม่พบ
2. ปักใจเชื่อว่าสัตว์เลี้ยงที่หายไปนั้น เสียชีวิตแล้ว
3. มัวแต่นั่งเสียใจ เศร้าใจที่สัตว์เลี้ยงได้หายไป ปล่อยเวลาผ่านเลยไปเป็นระยะเวลานาน กว่าจะเริ่มออกตามหา
4. ไปหลงเชื่อคนรอบตัว เช่น "ช่างมันเถอะ หายแล้วก็หายไป เด๋วค่อยไปหาใหม่สักตัวแล้วกัน"
5. ค้นหาในระยะทางที่น้อยเกินไป
6. ติดประกาศตามหาน้อยเกินไป ไม่ครอบคลุมพื้นที่เท่าที่ควร
7. คิดว่าโทรศัพท์ไปแจ้ง หรือฝากข่าวตามคลินิกสัตว์ก็เพียงพอแล้ว โดนไม่ส่งรูปสีไปให้
8. คิดว่าตนเองเพียงแต่ติดต่อให้ข้อมูลคลีนิคสัตว์ใกล้ ๆ ก็พอแล้ว
9. ลงข้อความในประกาศตามหาว่า " สัตวเลี้ยงถูกขโมย หรือโดนลักพาตัวไป " คนที่พบจะไม่กล้ามาคืน เพราะกลัวมีเรื่อง
10. เขียนเบอร์โทรในใบประกาศเล็กเกินไป ทำให้คนขับรถผ่านไปผ่านมามองไม่เห็น
11. ปักใจเชื่อว่า สัตว์เลี้ยงคงไปไม่ไกล หรือไม่สามารถหลงไปไกล ๆ ได้
12. มั่นใจว่าเดี๋ยวก็คงได้คืน เพราะได้เขียนข้อมูลใส่ปลอกคอครบเรียบร้อยแล้ว โดยไม่เคยคิดว่า ปลอกคออาจจะหลุดหาย
13. เบอร์โทรศัพท์ที่ให้ไว้ติดต่อลำบาก เช่น ให้เบอร์โทรที่บ้านไปแต่ตอนกลางวันไม่มีคนรับ หรือคนที่รับโทรศัพท์พูดไม่รู้เรื่อง

ถ้ามั่นใจว่าคุณ ไม่ได้ทำทั้ง 13 ข้อที่กล่าวมา แล้ว มาต่อกับ 9 กลวิธีในการตามหาน้องหมากันนะครับ
1. เริ่มปฏิบัติการค้นหาโดยทันทีทันใด ตามสไตล์ AFTA ( Action First Talk After )
เมื่อใดที่รู้ว่าน้องหมาหายตัวไป ขอให้รีบดำเนินการตามหาโดยทันทีนะครับ อย่ามัวแต่รอให้เค้ากลับบ้านเองนะครับ
บางทีมันอาจจะสายเกินไป เพราะเค้าอาจจะเตลิดไปไกลขึ้นเรื่อย ๆ

2. กระจายข่าวครอบคลุมพื้นที่
เพื่อให้การตามหาเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ เราต้องรีบกระจายข่าวให้ผู้คนต่าง ๆ ที่รู้จักและที่ไม่รู้จักกับเรา ให้เค้าช่วยกันบอกปากต่อปาก
โดยอาจจะเริ่มที่เพื่อนบ้าน ไม่ว่าจะเป้นตัวเล็กตัวน้อย หัวหงอกหัวดำ คนส่งของ คนขายของ คลินิคสัตว์ทุกแห่ง ร้านกรูมมิ่ง
หรือแม้กระทั่งร้านเพ็ทช็อป

3. ใช้สื่อสิ่งพิมพ์เข้าช่วย
ผมแนะนำให้ใช้ใบปลิวประกาศสัตว์เลี้ยงหาย เป็นตัวแทนของสื่อสิ่งพิมพ์ในการปฏิบัติการครั้งนี้
ใบปลิวประกาศสัตว์เลี้ยงหายจะต้องประกอบด้วย
- รายละเอียดของสัตว์เลี้ยง
- อายุ
- วัน และเวลาที่คาดว่าพลัดหลง
- สถานที่สุดท้ายที่พบตัว
- รูปถ่ายสัตว์เลี้ยงล่าสุด (แนะนำให้ใช้รูปสี)
- ประกาศให้รางวัลอย่างงาม เพื่อเป็นการจูงใจ
- เบอร์โทรติดต่อกลับ และชื่อ-นามสกุล ของผู้ประกาศ
*หมายเหตุ
ควรถ่ายรูปสัตว์เลี้ยงของท่านไว้เป็นระยะ ๆ เผื่อมีเหตุจำเป็นต้องใช้ครับ

4. ใช้อาสาสมัครเด็กนักเรียน
โรงเรียนในพื้นที่บ้านคุณเป็นแหล่งช่วยเหลือที่สำคัญ ซึ่งเด็กนักเรียนเหล่านี้
จะทำหน้าที่เป็นอาสาสมัครช่วยเราได้เป็นอย่างดี เพราะนักเรียนเหล่ามักจะใช้เวลาหลังเลิกเรียนตามสถานที่สาธารณะต่าง ๆ จึงมีโอกาสที่จะพบน้องหมาได้ง่าย
ดังนั้น ขอให้ท่านทำเรื่องขอติดโปสเตอร์ประกาศหาสัตว์เลี้ยง พร้อมทั้งเงินรางวัลกับทางโรงเรียนให้เรียบร้อย โดยอาจจะแจกใบปลิว
ให้เด็กนักเรียนได้ จะเป็นการดีมาก

5. ไปค้นหาหมาตามสถานกักกัน "ด้วยตนเอง"
ถึงแม้ปัจจุบัน ทาง กทม. จะเลิกออกจับหมาตามสถานที่สาธารณะแล้วก็ตาม แต่อาจจะมีผู้ที่ใจดีนำส่ง กทม. ก็เป็นได้ ...
ดังนั้นเราควรไปตามหาน้องหมาที่ กทม. เผื่อเกิดพลัดหลงมาอยู่ที่ กทม. ได้

ปัจจุบันมีอยู่ 2 ที่นะครับ
- ฝ่ายควบคุมโรคพิษสุนัขบ้า ที่ดินแดง และประเวศ รายละเอียดเพิ่มเติมโทรไปที่ 0-2245-3311 นะครับ

นอกจากที่ กทม. แล้ว เหล่าบรรดาสถานสงเคราะห์สัตว์ต่าง ๆ ของเอกชน เช่น สวนสัตว์เลี้ยงกาญจนบุรี, สถานสงเคราะห์สัตว์พิการปากเกร็ด
หรือแม้แต่ตาม วัดวาอารามต่าง ๆ ด้วยนะครับ ช่วงแรก ๆ ควรไปบ่อย ๆ และเอาใบปลิวไปติดด้วยนะครับ

6. ข้อมูลของสัตว์ที่หาย ต้อง คม-ชัด-ลึก
ควร บรรยายรูปพรรณสัณฐานของน้องหมาให้ละเอียดที่สุดเท่าที่จะละเอียดได้ ดังนั้นขอย้ำว่า
ภาษาที่ใช้ ควรจะต้องบ่งบอกถึงรูปพรรณได้ชัดเจนที่สุด โดยเฉพาะรูปถ่ายควรใกล้เคียงที่สุด
ในกรณีที่ไม่มีรูปจริง ๆ ให้เปิดหนังสือสัตว์เลี้ยง แล้วหารูปน้องหมาที่ใกล้เคียงกับของเราที่สุดแทนนะครับ

7. ติดประกาศหายกระจายให้ทั่วพื้นที่เป้าหมาย
นอกจากเราจะติดประกาศแถวบ้านแล้วนะครับ
สิ่งที่เราต้องทำควบคู่ไปด้วยก็คือ ทุกที่ทุกแห่งที่เราไป ต้องติดกระกาศตามหาน้องหมาของเราด้วยนะครับ
เพราะข้อความที่ออกจากปากของเราเพียงอย่างเดียวนั้น ผู้ฟังอาจจะลืมได้ หรืออาจจะจำรายละเอียดได้ไม่ครบถ้วน

8. แจ้ง จส. 100 ให้ช่วย
ปัจจุบันสื่อวิทยุถือ ได้ว่าเป็นชุมชนทางอากาศ เช่น จส.100 หรือร่วมด้วยช่วยกัน นั้นจัดเป็นเครือข่ายที่ช่วยเหลือผู้ที่มีเรื่องเดือดร้อน
หรือมีปัญหาต่าง ๆ และยังรวดเร็วทันใจไม่ใช่ย่อยเลยทีเดียว
ดังนั้น เราจึงควรใช้สื่อวิทยุเหล่านี้ ตามหาน้องหมาที่หายไปได้อีกทางหนึ่งครับ
ถ้าคุณอยู่ต่างจังหวัดให้ใช้วิทยุชุมชนแทนครับ

9. ลงประกาศหนังสือพิมพ์
สื่อ นสพ. นั้น จัดเป็นสื่อสำคัญและได้ผลดี โดยเฉพาะอย่างยิ่ง นสพ. ท้องถิ่น จะเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้ดีกว่าหนังสือพิมพ์ทั่วไป

ทั้ง 9 วิธีที่ผมกล่าวมาข้างต้น คงจะช่วยตามหาน้องหมาได้ไม่มากก็น้อยนะครับ อย่างน้อยก็ถือได้ว่า เราได้พยายามอย่างสุดความสามารถที่เราจะทำให้เพื่อนที่ดีที่สุดของมนุษย์ได้

ขอให้กำลังใจสำหรับคนที่น้องหมาพลัดหลงทุกท่านนะครับ จงสู้ต่อไป "ความฟลุ๊ค จะเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อเราได้ลงมือทำ ถ้าไม่ทำ รับรองว่าไม่มีฟลุ๊ค !!"

ขอให้ทุกท่านโชคดีครับ ..... ถ้าถูกใจบทความ ก็ขอเสียงหน่อยนะครับ

จากคุณ : DogNetwork




 

Create Date : 02 เมษายน 2550    
Last Update : 5 ธันวาคม 2550 10:20:36 น.
Counter : 266 Pageviews.  

1  2  3  

ลีโอลัคนา
Location :
นราธิวาส Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed

ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]


ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




มาทำความรู้จักกันเล็กๆ น้อยๆ นะคะ เจี๊ยบเองเล่นพันทิปมานานแล้วตั้งแต่
สมัยเพิ่งเปิดบอร์ดใหม่ๆ ก็ว่าได้

ตอนนั้นใช้ล็อกอินว่าเจี๊ยบกับอูฐสนธยา
ที่มี 2 ชื่อ ก็เพราะพันทิปมีการปรับปรุง
ระบบเรื่อยๆ จึงต้องสมัครใหม่หลายรอบ

ได้ประจำอยู่ห้องสมุดและถนนนักเขียน และร่วมสนุกเขียนเรื่องสั้นมาหลายเรื่อง เสียดายที่ผลงาน+กระทู้ที่เซฟเก็บไว้
ได้สูญหายไปหมดเสียแล้ว T__T

ต่อมาเมื่อเรียนจบก็ห่างหายไปเสียนาน จนได้หวนกลับมาอีกครั้งเมื่อไม่นานมานี้
ปัจจุบันจะขลุกอยู่ห้องหมาในจตุจักรค่ะ

Google

Group Blog
 
All Blogs
 
Friends' blogs
[Add ลีโอลัคนา's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.