Free Counters

มนุษย์ผู้มาจากอนาคต

จากคุณ : เจี๊ยบ (ลีโอลัคนา)

"ตั้งแต่อดีตกาลมาแล้ว ที่มีเรื่องเล่าลือกันว่า มีมนุษย์ต่างดาวมาเยือนโลกบ่อยๆ จนตกเป็นข่าวตามหน้าหนังสือพิมพ์และนิตยสารลึกลับกันครึกโครม แต่จนกระทั่งปัจจุบัน เราก็ยังไม่สามารถค้นพบตัวมนุษย์ต่างดาวเหล่านี้เลย แน่นอน มันไม่ใช่เรื่องโกหกหรือยกเมฆขึ้นมาหลอกลวงแต่อย่างใด เพราะมีหลักฐานชัดเจนในการค้นพบแต่ละครั้ง และ ผู้ที่รอดชีวิตกลับมา ต่างก็ยืนยันกันเป็นเสียงเดียวว่า มันมีรูปร่างหน้าตาที่ผิดกับมนุษย์ทั่วไป และยานพาหนะที่ใช้ก็ทันสมัยมาก ที่สำคัญ เป็นสิ่งที่ไม่มีอยู่บนโลกใบนี้ เพราะแม้แต่ประเทศยักษ์ใหญ่อย่าง สหรัฐอเมริกา ก็ยังยอมรับว่า เทคโนโลยีของ เขาเหล่านั้นสูงกว่าตนอย่างเทียบไม่ติดเลย แน่นอนข้าพเจ้าเห็นด้วย เพราะ ...... ข้าพเจ้าเป็นหนึ่งในผู้รอดชีวิตจากการถูกจับกุมตัวไปทำการทดลองของมนุษย์ต่างดาวเหล่านั้น !

ข้าพเจ้าได้สเก็ตซ์รูปภาพของมนุษย์ต่างดาวที่เจอมากับตัวเอง ดังนี้ มันมีลักษณะ ..................... "

กวีปิดหนังสือในมือลงอย่างไม่ค่อยพอใจนัก เมื่อข้อความสำคัญที่เขาอยากรู้มาขาดหายไปอย่างน่าเสียดาย เขาลุกขึ้นอย่างเชื่องช้า มองไปที่งานประดิษฐ์ของเขาที่ยังคั่งค้างอยู่ พลางรำพึงกับตัวเองว่า ฉันจะต้องรู้ให้ได้ว่าข้อความที่ขาดหายไปเป็นยังไง และมนุษย์ต่างดาวหน้าตาเป็นยังไง !

*******************************************************************************************************

" แม่ครับ บันทึกของคุณตา เรื่องมนุษย์ต่างดาวนี่เป็นจริงแค่ไหนครับ ? " กวีถามมารดาในขณะที่นางกำลังนั่งช็อบปิ้งทางเครื่องสั่งสินค้าจอใหญ่อยู่

" 100 % เลยจ้ะลูกรัก เพราะคุณตาของลูกท่านเจอด้วยตัวเองเลยทีเดียว บุรุษลึกลับผู้มากับจานบิน UFO ! "

" ในบันทึก คุณตาบรรยายลักษณะกับสเก็ตซ์รูปของมันไว้ด้วยครับ แต่ขาดหายไปน่าเสียดายจังครับ "

ผู้เป็นมารดา มองหน้าลูกชายอย่างพิจารณา ก่อนจะพูดอย่างเหนื่อยหน่ายว่า

" มันคงขาดหายไปตอนน้ำท่วมโลกเมื่อปี 2000 กระมังจ้ะ "

กวีตาลุกขึ้นมาทันทีด้วยความตื่นเต้น " น้ำท่วมโลกหรือฮะ ! "

ผู้เป็นมารดาทำตาลอยเมื่อคิดถึงเหตุการณ์ในครั้งนั้น " ใช่จ้ะ เพราะน้ำท่วมโลกนี่แหละที่ทำให้เราต้องอพยพมาอยู่ที่นี่ "

เสียงของเธอฟังดูเศร้าสร้อยลงเมื่อพูดว่า

"และลูกก็เสียคุณตาไปพร้อมกับความหายนะของโลกและมนุษย์ ถ้าไม่ได้พ่อของลูกช่วยไว้แม่ก็คง ......... "

" โอแม่ครับ ผมไม่ได้ตั้งใจจะทำให้แม่รู้สึกเศร้าเลยนะครับ ผมขอโทษครับแม่ "

กวีพยายามปลอบมารดา และ โอบเธอไว้ในอ้อมแขน " แม่ช่างตัวเล็กและอ่อนแอเหลือเกิน เราจะต้องดูแลแม่ให้ดี "

กวีให้สัญญากับตัวเอง ในขณะที่มารดาของเขาปล่อยอารมณ์ไปไกลเมื่อคิดไปถึงอดีตที่ผ่านมา

" มันก็ไม่เลวนักหรอกในการที่เรายังมีชีวิตอยู่ ถึงอะไรๆจะเปลี่ยนแปลงไปจนน่าใจหายก็เถอะ ! " แล้วเธอก็กอดลูกชายไว้แน่นด้วยความหวงแหน

******************************************************************************************************

วันนี้ทั้งวัน กวีง่วนอยู่กับงานชิ้นโบว์แดงที่เขาทำค้างไว้

" เราต้องทำให้สำเร็จให้ได้ และประวัติศาสตร์จะต้องจารึกชื่อของเราในฐานะผู้ค้นพบ ยานพาหนะข้ามกาลเวลา ! " กวียิ้มกว้างเมื่อคิดว่าตัวเขานี่แหละจะเป็นผู้ไขความลับของจักรวาล ! และฝันหวานไปถึงว่าเขาอาจจะมีโอกาสได้พบมนุษย์ต่างดาวอีกด้วย

" ช่างเป็นความรู้สึกที่ดีอะไรอย่างนี้นะ " กวีคิด " จะมีใครสักกี่คนที่มีโอกาสเหมือนเรา ! "

2 ปีต่อมาไทม์แมชชีนก็เสร็จสมบูรณ์ และกวีก็พร้อมที่จะเดินทางกลับไปสู่อดีตที่เขากระหายอยากรู้จัก กวีกับทีมงานวิจัยของเขาตั้งเวลาย้อนกลับไปยังโลกในอดีตเมื่อปี 1960 ซึ่งเป็นปีที่มีมนุษย์ต่างดาวปรากฏบ่อยที่สุด เผื่อจะมีโอกาสได้พบมนุษย์ต่างดาวเป็นของแถมด้วย

" จุดประสงค์ของการเดินทางข้ามกาลเวลาในครั้งนี้ คือการสำรวจดินแดนของบรรพบุรุษของพวกเรา เพื่อเอามาเปิดเผยให้แก่คนในยุคปัจจุบันได้รับรู้ถึงอารยธรรมที่รุ่งเรืองในอดีต ที่เราไม่เคยได้สัมผัส ดังนั้น เราจึงต้องเตรียมพร้อมให้มากที่สุด เพื่องานวิจัยของพวกเรา " กวีกล่าวกับลูกทีมของเขาก่อนที่จะเดินทาง

*******************************************************************************************************

โลกในปี 1960

ดึกมากแล้วแต่ชายคนหนึ่งยังนอนไม่หลับ เขารู้สึกว่าจะต้องเกิดเรื่องอะไรที่พิเศษขึ้นแน่ๆในคืนนี้ " จรัส " เป็นนักหนังสือพิมพ์ เขาเขียนบทความเกี่ยวกับเรื่องลึกลับมานานพอสมควร ตั้งแต่มีมนุษย์ต่างดาวมาเยือนโลกครั้งแรกเมื่อ 3 ปีก่อน ดังนั้นเขาจึงต้องพกกล้องติดตัวอยู่ตลอดเวลาเผื่อจะถ่ายรูปมนุษย์ต่างดาวได้บ้าง คงจะดีไม่น้อยถ้าเราสามารถไขปริศนาลึกลับนี้ได้

เป็นไปได้ไหมนะที่ สหรัฐอเมริกา กำลังทำการทดลองอะไรที่เป็นความลับอยู่ แล้วปกปิดชาวโลก? ช่างน่าละอายจริงๆถ้าเป็นอย่างนั้น ในขณะที่จรัสกำลังคิดอะไรเพลินๆนั้น เขาก็สังเกตเห็นแสงสว่างวาบขึ้นเหนือขอบฟ้า

" ฝนจะตกแล้วหรือนี่ น่าเบื่อจริงๆ คืนนี้ก็ไม่ได้อะไรอีกตามเคย " จรัสคิด แต่แล้วเขาก็เหลือบไปเห็นวัตถุอย่างหนึ่งล่องลอยอยู่บนฟ้าและกำลังร่อนลงมา ลักษณะของมันประหลาดมาก เขาแน่ใจได้เลยว่าเขากำลังได้ข่าวที่น่าตื่นเต้นแล้ว ! ยานประหลาดลำนั้นร่อนลงที่ลานกว้างแห่งหนึ่ง จรัสตามไปสังเกตุการณ์อย่างใกล้ชิด วิญญาณนักข่าวทำให้เขาไม่ใส่ใจกับอะไรทั้งสิ้น นอกจากสิ่งที่เขาเห็นอยู่ตรงหน้าและที่สำคัญมันจะทำเงินให้เขาอย่างมหาศาลทีเดียว ถ้าเขาสามารถถ่ายรูปมันได้ล่ะก็ !

ยานลำนั้น ทำด้วยโลหะทั้งลำ รูปร่างเหมือนไข่ดาว จรัสรับรู้ได้ถึงรังสีความร้อนที่แผ่กระจายออกมาจากยานลำนั้น ทันใดประตูยานก็เปิดออก มีควันสีขาวพวยพุ่งออกมาจากตัวยาน เมื่อควันนั้นจางลง เขาก็เห็นเงาลางๆของคน 2 - 3 คน เดินลงมา

*******************************************************************************************************

" คราวนี้คงจะมาถูกที่ซะทีนะ " กวีบ่น ดันตั้งเวลาคลาดเคลื่อนไปซะได้ ถ้าเขาอดเจอมนุษย์ต่างดาว ใครจะรับผิดชอบนะ เขาคิดอย่างขุ่นเคือง เจ้าคนหนึ่งในทีมดันซุ่มซ่ามไปปรับเวลาย้อนหลังจากที่เขาตั้งไว้ตั้ง 3 ปี! แต่ช่างเถอะ ในที่สุดเขาก็มาถึงจนได้นี่นะ โลกมนุษย์ที่แม่ของเขาเคยอาศัยอยู่ น่าเสียดายที่อีก 140 ปีนับจากนี้มันจะถูกลบออกไปจากประวัติศาสตร์ เขาสั่งให้ทีมงานของเขาเก็บตัวอย่างที่น่าสนใจบนโลกไปอย่างละนิดละหน่อยเพื่อประกอบงานวิจัยของเขา ลูกทีมของเขาคนหนึ่งพบตัวชายคนหนึ่ง ซุ่มอยู่ในบริเวณที่เขาจอดยาน กวีมองชายคนนั้นอย่างดูถูก ดูเขาซิ กลัวลนลานยังกับเห็นอะไรนะ อ้อ ยังกับเห็นมนุษย์ต่างดาวแน่ะ กวีนึกภูมิใจในผลงานของตนมากที่สามารถทำให้มนุษย์ตื่นตะลึงได้ถึงขนาดนี้

" ทำไมโลกถึงได้มีอารยธรรมล้าหลังอย่างนี้นะ " กวีคิด

" แถมมนุษย์โลกยังมีร่างกายที่อ่อนแอเสียนี่กระไร ดีนะที่เกิดน้ำท่วมโลกในปี 2000 ไม่งั้นเขาก็คงมีร่างกายเหมือนมนุษย์พวกนี้เป็นแน่ " กวีส่ายหน้าอย่างผิดหวัง งั้น มนุษย์ต่างดาวคงเป็นความหวังเดียวของเราที่จะเรียนรู้อารยธรรมจากพวกเขาได้! กวีคิด เขาสั่งให้ลูกทีมนำจรัสไปปล่อยในระหว่างเดินทางกลับสู่อนาคตที่เขาจากมา

" แล้วเราจะกลับมาอีก " กวีพูดกับลูกทีมของเขา

" แต่เราจะต้องกลับไปสรุปงานวิจัยของเราก่อน และปรับปรุงยานของเราอีกหน่อย เราจะกลับมาอีกครั้งในปี 2000 เพื่อทำวิจัยเกี่ยวกับวันสิ้นโลก! "

********************************************************************************************************

จรัสหมดสติไปนานทีเดียว สิ่งสุดท้ายที่เขาจำได้ก่อนสติจะดับวูบลงไปด้วยความกลัวสุดขีด ก็ตอกย้ำความเข้าใจของจรัสได้ดี ว่า เขาได้เผชิญหน้ากับมนุษย์ต่างดาวที่เขาค้นหา จรัสรีบกลับบ้านเพื่อสเก็ตซ์รูปมนุษย์ต่างดาวที่เขาพบ และเขียนบันทึกเกี่ยวกับประสบการณ์ที่เขาได้พบมาอย่างละเอียด แต่เขาไม่ได้ส่งไปตีพิมพ์ในหนังสือพิมพ์ เพราะเขาตระหนักดีว่า สิ่งที่เขาเขียนมันบ้าสิ้นดี ในสายตาของคนอื่นๆ และเขาจะถูกประนามว่าบ้า และถูกส่งตัวเข้าโรงพยาบาลในที่สุด ดังนั้นเขาจึงเก็บบันทึกที่เขาเขียนเอาไว้ในกล่องเหล็กใบหนึ่ง เพื่อเป็นสมบัติแก่ลูกหลานของเขาต่อไปในอนาคต

ดาริน บรรจงหยิบรูปที่บิดาของเธอมอบให้ขึ้นมาดูด้วยความรัก มันเป็นรูปของสิ่งมีชีวิตชนิดหนึ่งที่มีลักษณะแปลกกว่ามนุษย์โดยทั่วไป ตัวสูงใหญ่ ตาโตแดงน่ากลัว แขนขาค่อนข้างเล็ก หัวโต สวมชุดสีเงินยวง ซึ่งพ่อของเธอบอกว่ามันเป็นมนุษย์ต่างดาวที่เขาได้พบมากับตัวเอง และกำชับให้เธอเก็บสิ่งนี้เอาไว้ให้ดี ซึ่งเธอเองก็ทำตามคำสั่งสอนของบิดาเป็นอย่างดี เธอเก็บรูปลงกล่องเหล็กใบเดิม เมื่อได้ยินเสียงเคาะประตู

" ผมกลับมาแล้วครับแม่ " กวีทักทายมารดาพลางสวมกอดอย่างคิดถึง

The end




 

Create Date : 21 มีนาคม 2550    
Last Update : 23 มีนาคม 2550 11:23:22 น.
Counter : 115 Pageviews.  

ผู้บุกเบิก

โดย :เจี๊ยบ (ลีโอลัคนา) [24 ส.ค. 2541 20:52:19]

อารัมภบท :

" ในห้วงอวกาศอันเวิ้งว้างว่างเปล่า ในขณะที่ทั่วทั้งจักรวาลเงียบสงบ
แต่ยังมีดาวดวงหนึ่ง ที่ใกล้ถึงกาลแตกดับ การต่อสู้ดิ้นรน เพื่อการอยู่รอด
จะมีวิธีใด ที่จะช่วยให้มนุษย์ชาติรอดพ้นจากหายนะในครั้งนี้ ... "

=============================================================

ชายคนหนึ่งวิ่งอย่างไม่รู้สึกเหน็ดเหนื่อย พลางตะโกนด้วยความดีใจว่า

"ดร.ครับ พบแล้วครับ พบแล้ว"

ชายชราผมขาวโพลน หันมามองชายหนุ่มด้วยความตื่นเต้นไม่แพ้กัน

"คุณพบอะไรหรือ โกรนิเก้น"

ชายชราสาวเท้าเข้าไปหาเจ้าของเสียงอย่างรวดเร็ว ชายหนุ่มซึ่งมีชื่อว่า โกรนิเก้น หยุดหอบหายใจพลางยิ้มกว้าง

"เราค้นพบดาวที่เหมาะกับการดำรงชีวิตแล้วครับ"

"ไหนให้ฉันดูซิ" ดร.ลัมสเกล ขยับแว่นพลางพิจารณาแผนที่ดาวที่ผู้ช่วยหนุ่มส่งให้อย่างละเอียด แววตาแสดงความสนใจเป็นอย่างมาก

"รายงานสภาพทั่วไปของดาวเป้าหมายซิ"

"สภาพบรรยากาศดีมากครับ เป็นดาวเคราะห์ที่เพิ่งเกิดใหม่ อยู่ในระบบสุริยจักรวาล สภาพดินฟ้าอากาศเหมาะกับการดำรงชีวิตมากครับ"

ดร. ลัมสเกล ลูบคางอย่างใช้ความคิด

"แล้วสิ่งมีชีวิตบนนั้นล่ะ"

"เป็นพวกสัตว์เลื้อยคลานเกือบทั้งหมดครับ" โกรนิเก้นรายงานอย่างคล่องแคล่ว

"ดีล่ะ เราจะอพยพไปที่นั่นทันทีที่เตรียมการเสร็จ ที่นี่แย่เต็มทีแล้ว"

ดร.ชรา มองออกไปข้างนอกอย่างเศร้าใจ

"สงครามล้างเผ่าพันธุ์ชัดๆ พวกมนุษย์หน้าโง่! ไอ้พวกกระหายสงคราม" ดร. ลัมสเกลสบถออกมา

"แต่เราจะต้องอยู่รอด"

"ดร. ครับ ทุกอย่างเรียบร้อยแล้วครับ" โกรนิเก้นเข้ามารายงาน

"ดีมาก สิ่งของที่จำเป็นเตรียมพร้อมหมดแล้วนะ" ดร. ย้ำเพื่อความแน่ใจ

"ครับดร."

"งั้นเราก็อย่ารอช้าเลย รีบออกเดินทางกันเถอะ ก่อนที่จะสายเกินไป"

"ครับ!"

ยานอวกาศขนาดใหญ่ พุ่งออกจากดาวเคราะห์ X99 ทันเวลาที่ดาวถึงจุดวิกฤติ และออกพ้นรัศมีระเบิด
อย่างเส้นยาแดงผ่าแปด

ดร. ลัมสเกล และ โกรนิเก้น ยืนมองการแตกดับของดาวอันเป็นที่รักอย่างรู้สึกเศร้าใจไม่แพ้กัน

"เริ่มการวาร์ปเข้าสู่วงโคจรของสุริยจักรวาลได้!"

================================================================

ดาวเคราะห์สีฟ้า ปรากฏแก่สายตาของดร.ลัมสเกลและโกรนิเก้น

"เป็นดาวที่งดงามจริงๆ" ชายชรามองอย่างชื่นชม "เตรียมร่อนลงได้"

"ครับ!"

ยานอวกาศลำใหญ่เข้าสู่แรงดึงดูดของดวงดาวและจอดนิ่งสนิทอยู่บนเกาะแห่งหนึ่ง

"เอาล่ะ งานของเรายังไม่จบเท่านี้หรอกนะ เตรียมตัวออกไปสำรวจรอบๆนี้กัน"

ชายชรากล่าว เขาจะต้องหาทางสร้างชาติใหม่ขึ้นมาให้ได้อย่างเร็วที่สุด ดาวดวงนี้จะต้องไม่พบจุดจบเหมือนดาวที่พวกเขาเพิ่งจะจากมา!
หลังจากการสำรวจบริเวณโดยรอบแล้ว พวกเขาค้นพบสิ่งมีชีวิตต่างๆมากมาย จนมาถึงสัตว์ชนิดหนึ่ง ที่มีขนรุงรัง ยืนสองขา ท่าทางคล่องแคล่ว

"เจ้าตัวนี้ท่าทางดีทีเดียว มันฉลาดที่สุดในหมู่สิ่งมีชีวิตรุ่นเดียวกัน" ดร. ลัมสเกลพูดขึ้นอย่างพอใจ

"ท่านคิดจะเลือกเจ้าพวกนี้หรือครับ มันดูน่าเกลียดเป็นบ้าเลย" โกรนิเก้นพูดขึ้นอย่างไม่ค่อยพอใจนัก

"แต่เราไม่มีทางเลือกนะโกรนิเก้น" ดร. ขัดขึ้น

"กว่าพวกมันจะเป็นอย่างเราตอนนี้ได้ ต้องใช้เวลาวิวัฒนาการ ไม่ต่ำกว่าสิบล้านปีทีเดียว"

"งั้นทำไมเราไม่เร่งระยะเวลาในการวิวัฒนาการล่ะครับ" โกรนิเก้น เสนออย่างมีความหวัง

"ทำอย่างนั้นมันจะเสี่ยงไปหน่อยนะ ผลลัพธ์ที่ออกมา เราไม่อาจจะคาดเดาได้"

"แต่เราไม่มีเวลาแล้วนะครับดร. ท่านก็รู้ว่าเวลาของพวกเรา..." โกรนิเก้นพูดแล้วก็ชะงัก

ดร.ทำหน้าสลดวูบหนึ่ง จริงสินะ เวลาของพวกเขากำลังจะหมด เพราะฉะนั้น พวกเขาไม่มีทางเลือกแล้ว

"ตกลง เตรียมการผ่าตัดได้!"

เวลาผ่านไปอย่างเชื่องช้า ทั้งดร. ลัมสเกลและโกรนิเก้น ต่างจิตใจจดจ่ออยู่กับร่างที่ทอดยาวอยู่บนเตียงผ่าตัด
ในที่สุด ดร. ลัมสเกล ก็เงยหน้าขึ้น ปาดเหงื่อและสั่งงาน

"ขั้นตอนสุดท้ายแล้ว ขอเซลล์กับยีนหน่อยซิโกรนิเก้น!"

โกรนิเก้นกับดร. ลัมสเกลยิ้มให้กันอย่างโล่งอก เมื่อสัตว์ทดลองที่ผ่านการดัดแปลงยอมรับเซลล์ที่ใส่เข้าไปด้วยดี

"ทีนี้ก็เหลือแค่การสอนวิทยาการเท่านั้นเอง" โกรนิเก้นพูดอย่างโล่งอก แต่สีหน้ายังฉายแววกังวล

"คิดอะไรอยู่รึ โกรนิเก้น" ดร. ลัมสเกล สังเกตอาการของผู้ร่วมงานออก

"ผมเกรงว่า เราจะมีเวลาไม่พอในการถ่ายทอดวิทยาการทั้งหมดให้กับเจ้าพวกนี้น่ะครับดร."

"งั้นเราจะบันทึกมันเอาไว้" ดร. กล่าว หลังจากครุ่นคิดอยู่พักใหญ่ ซึ่งโกรนิเก้นเห็นด้วย ทั้งสองสบตากันอย่างมีความหวัง

"เมื่อถึงเวลานั้น พวกเขาจะรู้เองว่าจะต้องทำยังไง!"

=============================================================

เศกนั่งอยู่หน้าจอคอมพิวเตอร์ สีหน้าแสดงความวิตกอย่างเห็นได้ชัด
เขาเพิ่งจะอ่านคำทำนายเกี่ยวกับชะตาของโลกจบไปเมื่อครู่นี้เอง
นี่โลกเราจะพบกับเหตุการณ์ที่น่าสะพรึงกลัวขนาดนี้เชียวหรือ

เศก เอื้อมมือไปกดรีโมต เปิดระบบอินเตอร์เน็ตเพื่อติดต่อกับเพื่อนๆใน ไซเบอร์ คาเฟ่ ตามปกติ

"ทำไมเพิ่งมาน่ะเศก รู้มั้ยเพื่อนๆคิดถึงมากเลย"

ข้อความนี้ ปรากฏขึ้นที่หน้าจอทันทีที่เศกเข้าสู่ระบบ แสดงว่าเจ้าของข้อความหมายความตามที่บอกจริงๆ
ถ้าเป็นทุกครั้ง เศกจะต้องรีบเข้าร่วมวงสนทนาด้วยอย่างสนุกสนาน แต่วันนี้เศกไม่มีอารมณ์คุยจริงๆ

"เป็นอะไรไปน่ะ เงียบเชียว" เพื่อนอีกคนหนึ่งทัก เมื่อไม่เห็นข้อความของเขาส่งเข้าระบบซักที

เศกไม่ตอบ เขานั่งอ่านหัวข้อที่คุยกันในวันนี้ "ช่างไร้สาระเสียจริงๆ" เศกคิด ก่อนที่จะออกจากห้องคุย
และตรงไปท่องโลกไซเบอร์อย่างเซ็งๆ แต่ก็ไปสะดุดกับข้อความที่เว็บไซด์หนึ่ง

"คำทำนายโลก กับการวิเคราะห์ของ ..."

ซึ่งเป็นชื่อของนักวิเคราะห์มือหนึ่งของโลก ซึ่งกำลังได้รับความนิยมอยู่ในขณะนี้
ถ้าเป็นเมื่อก่อน เขาจะไม่มาหยุดสนใจกับสิ่งที่เขาคิดว่า "น่าเบื่อ" อย่างนี้เป็นอันขาด
แต่ตอนนี้ เขากำลังต้องการรู้ชะตากรรมที่เขาจะต้องเจอในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า
เศกตัดสินใจก้าวเข้าไปในโดมสูงตระหง่านของสถานที่นั้นทันที

"ยินดีต้อนรับค่ะ" หุ่นยนต์ตอบรับอัตโนมัติ ออกมาต้อนรับ

"เชิญตามสบายนะคะ" หุ่นตัวนั้นยังคงพูดต่อไปตามที่ได้รับการโปรแกรมอย่างซื่อสัตย์

เศกยืนเลือกหนังสือต่างๆที่วางเรียงรายอยู่เต็มไปหมด
ในที่สุดเขาก็เลือกได้เล่มหนึ่ง เป็นการวิเคราะห์การทำนายที่เขาเพิ่งอ่านมาเมื่อเช้าอย่างเจาะลึก
เศกตัดสินใจซื้อทันที เขาวางมือลงบนแผ่นสแกนนิ่งที่เคาน์เตอร์ชำระเงิน แล้วออกจากอินเตอร์เน็ต

เขาลืมตาขึ้นมา มีใบเสร็จรับเงินแสดงว่า เงินในบัญชีของเขาถูกหักออกไปแล้ว
พร้อมกับหนังสือที่เขาเลือกซื้ออยู่ในซองอย่างดีวางอยู่หน้าโต๊ะคอม

เศกเปิดหนังสืออ่านอย่างกระหาย จอสี่เหลี่ยมโปร่งแสงผุดขึ้นมาเมื่อเศกกดปุ่ม open ที่ปกหนังสือ
หน้าเขาซีดลงทุกทีเมื่อเรื่องราวในหนังสือที่แสดงออกมาเป็นภาพยนตร์กล่าวถึง
สงคราม ภัยธรรมชาติ อุกกาบาต และการแตกดับของโลก! เขาไม่อาจทนดูเหตุการณ์เหล่านี้ได้
เขาจึงกดปุ่ม skip ไปดูหนทางรอด บนจอแสดงถึงบันทึกเก่าแก่ที่เพิ่งค้นพบเมื่อไม่นานมานี้
กล่าวถึงยานอวกาศลำใหญ่ กับ การเดินทางข้ามดวงดาว
และสุดท้าย กล่าวถึงความคืบหน้าในการค้นหายานในตำนานลำนี้

"เราจะต้องหาดวงดาวที่มีบรรยากาศเหมาะสมในการดำรงชีวิต เพื่อการดำรงอยู่ของเผ่าพันธุ์มนุษย์
ซึ่งขณะนี้อยู่ในความรับผิดชอบองค์การสำรวจจักรวาล
ในการค้นหาดาวที่เป็นความหวังเดียวของมนุษยชาติ
ดำเนินงานโดย ผู้การแม๊กซตัน ผู้บังคับบัญชาการใหญ่ขององค์การ"

เศกอ่านที่อยู่ในการติดต่อกับผู้การโดยตรง ก่อนที่จะสมัครเข้าเป็นอาสาสมัครของโครงการทันที

================================================================

3 เดือนต่อมา ณ. เกาะแอตแลนติส


"เหลือเชื่อจริงๆที่อยู่ๆเกาะนี้ก็ผุดขึ้นมาจากใต้มหาสมุทร"

เศกยืนมองยานลำใหญ่ที่จอดนิ่งอยู่บนเกาะอย่างทึ่ง และตื่นเต้น

"บางที นี่อาจเป็นยานในตำนานก็ได้ และมันคือทางรอดทางเดียวที่มนุษย์ทุกคนรอคอย!"

เศกมาทำงานกับองค์การสำรวจจักรวาลในทันทีที่ได้รับหมายเรียก และได้ทำงานในตำแหน่งช่างเทคนิคที่เขาถนัด
แม๊กซตันส่งเขามาทำงานนี้โดยเฉพาะ เพื่อตรวจเช็คสภาพของยานลำนี้ ถึงมันจะจมอยู่ใต้น้ำมานาน จนตะไคร่น้ำจับเขียว
แต่ภายในยานกลับเรียบร้อย สะอาดสะอ้านเหมือนได้รับการดูแลอย่างดีอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน
แม๊กซตันเดินตรงมาทางเศกอย่างรวดเร็ว ท่าทางร้อนรน

"เป็นยังไงบ้างคุณเศก มันยังใช้การได้หรือเปล่า"

"สภาพของยานใหม่แกะกล่องเลยครับ ไม่น่าเชื่อว่าจะมีอายุมานาน กว่าสิบล้านปี ..." เศกกล่าว

"คุณแน่ใจได้ยังไงฮึ" แม๊กซตันมองหน้าเขาอย่างสงสัย

"ก็ดูจากตะไคร่น้ำพวกนี้ซิครับ ถึงเป็นพวกที่อยู่ในน้ำลึกก็จริง แต่ก็เก่าแก่กว่าทุกพันธุ์ที่เราค้นพบเลย แล้วก็..."

"เอาล่ะๆ ช่างมันเถอะ มันไม่สำคัญมากนักหรอก" แม๊กซตันตัดบท เมื่อเศกทำท่าจะบรรยายต่อ

"สิ่งที่เราต้องการในตอนนี้ ก็คือข้อมูลของยานลำนี้ เพื่อการเดินทางไปยังกลุ่มดาวเป้าหมาย"

แม๊กซตันพูดอย่างเอาการเอางาน เขาเป็นคนหนุ่มที่กระฉับกระเฉงและเคร่งครัดต่อหน้าที่มาก
ถึงจะเพิ่งเข้ามารับตำแหน่งที่สำคัญอย่างยิ่งยวดนี้ เขาก็ทุ่มเทให้กับงานอย่างสุดใจทีเดียว
มีการคัดเลือกมนุษย์ที่มีคุณสมบัติดีเยี่ยมมากมาย ให้ร่วมเดินทางไปกับยานลำนี้
โดยมีจุดประสงค์เพื่อสร้างอาณานิคมใหม่ของมนุษย์ บนดวงดาวที่เพิ่งจะค้นพบเมื่อสองเดือนก่อน
โดยเศกเองก็ได้รับการคัดเลือกด้วย ทำให้เขาทุ่มเทให้กับงานนี้มาก ไม่ใช่เพราะการรักษาชาติพันธุ์ของมนุษย์เท่านั้น
แต่เพื่อทางรอดของตัวเองด้วย

"คุณคิดว่าจะตรวจเช็คสภาพยานทั้งหมดอย่างละเอียดให้เสร็จภายในสองเดือนหรือเปล่า"

"ผมจะพยายามครับ ผู้การ"

"ดีมาก ผมเชื่อมือคุณนะ เวลาของเราเหลือน้อยเต็มทีแล้ว ต้องเร่งมือกันหน่อย"

แม๊กซตันพูดและหันหลังทำท่าจะเดินจากไปแต่เศกเรียกไว้ก่อน

"เดี๋ยวครับผู้การ เหตุการณ์ข้างนอกเป็นยังไงบ้างครับ" เขาไม่ได้ติดต่อกับโลกภายนอกเลยมาเป็นเวลานานแล้ว

"เจ้าพวกบ้านั่น ยิงนิวเคลียร์กันเป็นว่าเล่นเลย ทำให้โลกร้อนแทบบ้า คิดว่าคงจะถึงจุดอิ่มตัวในเร็วๆนี้ล่ะ"

แม๊กซตันพูดอย่างเคียดแค้น

"เฮอะ! หลงระเริงอยู่กับอำนาจบ้าๆบอๆนั่นให้พอเถอะ
ช่างไม่รู้ตัวเอาซะเลย ว่าโลกกำลังเข้าสู่ช่วงวิกฤติแล้ว!" แล้วแม๊กซตันก็เดินส่ายหัวออกไปอย่างหัวเสีย

เศกมองขึ้นไปบนฟ้าอย่างหมดแรง นี่พวกเพื่อนๆของเขาจะเป็นอย่างไรกันบ้างนะ
รู้ถึงชะตากรรมของตนแล้วหรือยัง หรือยังมัวหลงระเริงอยู่กับวิทยาการสมัยใหม่กันอยู่
เศกพยายามไล่สิ่งต่างๆที่เข้ามากวนใจออกไป ก่อนที่จะหันมาใส่ใจกับยานตรงหน้า
ยานลำนี้ เป็นความหวังสุดท้ายที่ทุกคนรอคอย เขาจะต้องทำให้สำเร็จ...

ตอนที่ห้า

"ทุกอย่างเตรียมพร้อมหรือยัง คุณเศก" แม๊กซตันถามขึ้น หลังจากทดสอบระบบต่างๆของยานเรียบร้อยแล้ว

"ครับ ยานลำนี้วิเศษมากเลยครับผู้การ ใช้พลังงานจากแสงอาทิตย์ด้วย
นั่นหมายถึงว่า ยานจะมีเชื้อเพลิงเต็มอยู่ตลอดเวลาที่ท่องไปในอวกาศ" เศกรายงาน

"แล้วกลุ่มดาวเป้าหมายล่ะ"

"อยู่พ้นทางช้างเผือกออกไป 10 ล้านปีแสงครับ ถ้าใช้ยานลำนี้เดินทางก็จะกินเวลาประมาณ 5 ชั่วโมงครับ"

"ดีมาก คุณทำหน้าที่ได้ยอดไปเลย" แม๊กซตันชม

ทันไดนั้นเอง ก็มีทหารนายหนึ่งเข้ามารายงานว่า

"ผู้การครับ เราพบชายแก่คนหนึ่งซ่อนตัวอยู่ในยานครับ"

แม๊กซตันสีหน้าเปลี่ยนไปทันที ถามนายทหารผู้นั้นเสียงเข้ม

"พบที่ไหน รายงานมาซิ"

"อยู่ใต้ท้องยานครับ มีทางลับอยู่ในนั้นด้วย"

"ทางลับหรือ" เศกทวนคำ

"ตอนตรวจยานลำนี้ ผมไม่ยักรู้ว่ามีทางลับด้วยนะครับผู้การ"

แม๊กซตันเหลือบมองเศก ด้วยสายตาประหลาด

"คุณรออยู่ที่นี่แหละ เดี๋ยวผมจะออกไปตรวจดูสักหน่อย" แม๊กซตันสั่งแล้วออกเดิน ก่อนที่จะหันมากำชับอีกว่า

"อย่าไปไหนล่ะ เดี๋ยวผมกลับมา"

"ครับผู้การ"

==============================================

เศกเหลือบมองนาฬิกาอย่างกระวนกระวาย แม๊กซตันหายไปสองชั่วโมงกว่าแล้ว เกิดอะไรขึ้นหรือเปล่านะ
ในที่สุด เขาก็ตัดสินใจออกเดินสำรวจไปทั่วยานอีกครั้ง แต่สิ่งที่เขาพบทำให้เลือดในกายเย็นเฉียบ
เพราะเขาเห็นรอยเลือดเป็นทางเปรอะเต็มยานไปหมด เขากลั้นใจเดินตามรอยเลือดไปจนถึงช่วงล่างของยาน
"นี่คงเป็นห้องลับที่นายทหารคนเมื่อกี้รายงาน" เศกคิด เมื่อเขาตามรอยมาจนถึงหน้าประตูบานหนึ่งที่เปิดค้างอยู่
เศกกระชับปืนในมือที่มีเหงื่อออกชุ่มไปหมด ก่อนที่จะค่อยๆย่องเข้าไปและพบว่า มันเป็นห้องทดลองที่ดูทันสมัยมากแห่งหนึ่ง
มีร่างไร้วิญญาณของบรรดาอาสาสมัครที่ได้รับการคัดเลือกนอนกองอยู่มุมหนึ่งของห้องอย่างเป็นระเบียบ
อวัยวะบางส่วนหายไป ทำให้ดูสยดสยองจนเศกอยากจะอาเจียน
เขาเบือนหน้าหนีจากภาพเหล่านั้นและเดินลึกเข้าไปอีกก็พบแม๊กซตันยืนคุยกับชายชราในชุดเสื้อคลุมสีขาวคนหนึ่ง
ท่าทางเหมือนคนที่รู้จักกันมานาน และดูแม๊กซตันนอบน้อมกับชายคนนั้นมาก
เศกค่อยๆถอยออกไปอย่างช้าๆเพื่อหาทางหลบหนี เขาไม่กล้าเสี่ยง ความกลัวเข้ามาเกาะกุมจิตใจของเขา
จนเกือบถึงประตู เขาก็เห็นบางสิ่งดองอยู่ในขวดแก้ว อีกมุมหนึ่งของห้อง

"คุณพระช่วย!" เศกอุทานออกมา

มันเป็นอวัยวะส่วนต่างๆของมนุษย์ ถูกแยกเก็บอย่างดีเป็นสัดส่วน เศกหน้ามืด และหมดสติอยู่ตรงนั้นเอง

================================================================

เมื่อเขาฟื้นขึ้นมาอีกครั้ง ก็พบว่าตัวเองนอนอยู่บนเตียงผ่าตัด โดยมีชายชราคนนั้น กับแม๊กซตันยืนมองเขาอยู่

"ผู้การ นี่มันอะไรกัน" เศกผุดขึ้นนั่งอย่างรวดเร็ว พลางมองไปรอบๆ

แม๊กซตันมองเขาอย่างเศร้าๆ "ผมบอกคุณแล้วให้รออยู่ข้างนอก แต่คุณไม่เชื่อฟังผมเอง"

"นี่แหละมนุษย์" ชายชราพูดขึ้นลอยๆ "ทุกอย่างเตรียมพร้อมหรือยัง"

"ครับดร. ลัมสเกล" แม๊กซตันตอบ "แล้วเราจะทำยังไงกับเขาดีครับ" แม๊กซตันบุ้ยใบ้ไปทางเศก

"เขาเป็นตัวอย่างที่ดีของเรานะ โกรนิเก้น" ดร. ลัมสเกลกล่าว

"เราต้องการเซลล์และยีนของเขา เพื่อความอยู่รอดของเผ่าพันธุ์!"

แม๊กซตันหรือโกรนิเก้นยิ้มกว้าง "ผมก็คิดอย่างนั้นเหมือนกัน เขามีมันสมองที่ชาญฉลาดทีเดียวละ"

"พวกคุณเป็นใครกันแน่!" เศกโวยวาย

แม๊กซตันมองหน้าเศกด้วยดวงตาที่แสดงความสมเพช

"เราเป็นเจ้าของยานลำนี้ และการรักษาเผ่าพันธุ์ของมนุษยชาติคือหน้าที่ของเรา"

"เจ้าของอะไรกัน แล้วการรักษาเผ่าพันธุ์อะไรผมไม่สนใจทั้งนั้น พวกคุณมันฆาตกร ผมจะแจ้งตำรวจ!" เศกลุกวิ่งไปที่ประตูอย่างรวดเร็ว

"เปล่าประโยชน์น่า ไม่มีใครเชื่อคุณหรอก" แม๊กซตันเดินตรงเข้าไปหาเศกที่พยายามเปิดประตู

"ไม่มีใครเหลืออีกแล้วในยานลำนี้นอกจากคุณ กับเจ้าพวกไร้ประโยชน์ข้างนอกนั่น"

"อย่าเข้ามานะ ไม่งั้นผมยิงคุณแน่" เศกเล็งปืนเข้าใส่แม๊กซตัน แต่ก็ไม่อาจหยุดแม๊กซตันได้ เศกจึงตัดสินใจลั่นไกทันที

"เปรี้ยง!!!" "เปรี้ยง!!!" "เปรี้ยง!!!"

เศกยิงใส่ไม่นับแต่แม๊กซตันไม่เป็นอะไรแม้แต่น้อย แม๊กซตันคว้าคอเสื้อของเศกแล้วเหวี่ยงเขากระเด็นไปกระแทกข้างฝาอย่างแรง

"เบาหน่อย โกรนิเก้น วัตถุดิบของเราจะเสียหายหมด" ดร. ลัมสเกลปรามผู้ช่วยหนุ่ม

โกรนิเก้นชะงัก หยุดอยู่กับที่ก่อนจะจับตัวเศกขึ้นไปมัดบนโต๊ะผ่าตัด

"ดร. ครับ ได้เวลาเดินทางแล้วครับ" โกรนิเก้นรายงาน

ดร. ลัมสเกลพยักหน้า

"กลุ่มดาวเป้าหมายล่ะ"

"ดาวW44 ครับ ผ่านการตรวจสอบสภาพเรียบร้อยแล้วครับ เป็นดาวที่มีบรรยากาศคล้ายคลึงกับโลกมากครับ"

"ดีมาก เตรียมออกเดินทางได้"

"ครับดร."

ยานอวกาศลำใหญ่ ทะยานออกจากโลก และวาร์ปเข้าสู่ชั้นบรรยากาศ
ก่อนที่โลกจะระเบิดเพราะลาวาไต้ผิวโลกประทุขึ้นมา และอุกกาบาตลูกมหึมาพุ่งเข้าซ้ำอีกระลอก
โกรนิเก้นและดร. ลัมสเกล ยืนมองกาลอวสานของโลก

"เมื่อไหร่เราจะได้หยุดพักซะทีครับดร." โกรนิเก้นถาม ด้วยสีหน้าเหนื่อยหน่าย

"มันเป็นหน้าที่นะ โกรนิเก้น" ดร. ลัมสเกลกล่าวพลางมองดูโกรนิเก้นกำลังฉีกเนื้อตรงแผ่นอกที่เศกระดมยิงใส่เขาออก เผยให้เห็น
โลหะสะท้อนแสงแวววาว และลงมือซ่อมแซมผิวหนังส่วนนอกที่ปกปิดร่างกายที่แท้จริงของเขาไว้

"เราถูกโปรแกรมให้รักษาเผ่าพันธุ์นี้ไว้ จนกว่าเราจะใช้การไม่ได้" ชายชรากล่าวต่อ

ยานลำใหญ่แล่นผ่านดวงอาทิตย์และหยุดเติมพลังงานชั่วขณะ ดร. ลัมสเกลและโกรนิเก้นยืนนิ่ง
พวกเขาก็ต้องเติมพลังงานเช่นกัน แสงอาทิตย์ทำให้พวกเขาสามารถยืนหยัดอยู่ได้ เพื่อทำหน้าที่ของพวกเขาให้เสร็จสิ้น!

================================================================


บทส่งท้าย

พวกเขาต่างรู้ดีว่า ภารกิจที่ไม่มีที่สิ้นสุดของพวกเขากำลังเริ่มต้นขึ้นอีกครั้ง
ตราบใดที่มนุษย์ยังไม่เลิกทำลายล้างกันจนเกิดความหายนะอย่างใหญ่หลวงต่อดวงดาวที่พวกเขาอาศัยอยู่
เจ้านายของนักบุกเบิกทั้งสองตระหนักดีถึงจุดนี้ แต่เขาก็ไม่ต้องการให้มนุษย์ต้องสูญสิ้นเผ่าพันธุ์
ได้แต่หวังไว้ลึกๆว่า วันหนึ่ง มนุษย์คงจะได้คิด และหยุดการทำลายล้างอย่างบ้าคลั่งนี้
และเมื่อนั้น หน้าที่ของดร. ลัมสเกล กับ โกรนิเก้น ก็จะสิ้นสุดลง
แต่เมื่อไหร่ วันนั้นจะมาถึง ผู้บุกเบิกทั้งสองจะได้พักผ่อนอย่างที่หวังไว้หรือไม่
คำตอบคงอยู่ในใจของเราทุกคนแล้ว!




 

Create Date : 21 มีนาคม 2550    
Last Update : 23 มีนาคม 2550 8:56:28 น.
Counter : 109 Pageviews.  

ปริศนามายามนต์ (จบ)

โดย :เจี๊ยบ (ลีโอลัคนา) [23 ก.ย. 2541 22:08:01]

@=== กลับไปอ่านความเดิมตอนที่แล้ว ===@


@=== บทที่สิบ ===@

มายาคำรามลึกลงไปในลำคอ รู้สึกถึงพลังที่วิ่งพล่านในร่างกาย
จนไม่อยากจะอยู่นิ่งเฉย เธอจะต้องตามไปจัดการกับไซด้าให้มอดไหม้ไป
เพื่อเป็นการขจัดเสี้ยนหนามในระยะยาว เลือดของเฟร็ดนั้น
แม้มีไม่มากเท่าไหร่ แต่ก็เพียงพอที่จะทำให้เธอออกไปข้างนอกในเวลากลางวันได้

มายาเปลี่ยนเครื่องแต่งกายอย่างไม่รอช้า
เธอจะต้องหาเหยื่อให้มากๆ เพื่อฟื้นฟูกำลังโดยเร็ว
และเมื่อเธอไม่มีผู้ช่วยแล้ว เธอก็ต้องออกล่าเหยื่อเอง!

=======================================

วิชิตวิ่งออกกำลังกายตอนเช้าอยู่ตามปกติ
ในซอยบ้านของตน เขาชอบออกมาวิ่งตอนเช้ามืด
เพราะยังไม่มีรถวิ่งมากนัก และอากาศปลอดโปร่งดี

เขาวิ่งห่างจากบ้านมาประมาณ สามร้อยเมตร
ก็พบหญิงสาวคนหนึ่ง แต่งตัวมิดชิด สวมแว่นตาดำ
กำลังเดินเข้าซอยมาอย่างช้าๆ วิชิตวิ่งผ่านไปพลางคิดในใจว่า
คงเป็นคนแปลกหน้า เพราะเขาไม่เคยเห็นหน้าเธอในซอยนี้มาก่อน

พอเขาวิ่งกลับเข้ามาในซอยในอีกพักใหญ่ต่อมา
ก็พบสาวน้อยคนนี้เป็นลมอยู่ข้างทาง ขวางทางเข้าบ้านเขาพอดี
ด้วยความที่เป็นคนชอบช่วยเหลือผู้อื่นอยู่เสมอ
วิชิตจึงไม่รอช้าที่จะเข้าไปประคองร่างของเธอขึ้นด้วยความเป็นห่วง

"คุณ คุณ เป็นอะไรหรือเปล่าครับ"

แต่ไม่มีเสียงตอบ เขาจึงช้อนร่างเธอขึ้นแล้วพาเข้าบ้านไป
เพื่อหายามาปฐมพยาบาล วิชิตเปิดประตูบ้านออก
พลางตะโกนเรียกภรรยาที่อยู่ในบ้านให้ออกมาช่วยดูแล
ส่วนตัวเองเข้าไปรื้อหายาดมที่ตู้ยาหลังบ้าน

"กรี๊ด...ดด..."

วิชิตได้ยินเสียงกรีดร้องของภรรยาดังโหยหวนแล้วก็เงียบเสียงไป
เขาจึงรีบคว้าปืนบนหัวเตียงใกล้ๆออกมา แล้ววิ่งเข้าไปดูเหตุการณ์
แล้วเขาก็พบสิ่งที่ต้องจดจำไปจนวันตาย
เมื่อเห็นผู้หญิงที่เขาช่วยเข้ามานั้น
กำลังดูดเลือดจากร่างที่ไร้สติของภรรยาเขาอย่างหิวโหย!

"ปล่อยเธอนะ อ้ายผีร้าย" วิชิตตวาดก้อง เล็งปืนไปยังมายาทันที

มายาเงยหน้าขึ้นมามองวิชิต เลือดสีแดงฉานเปรอะปากของเธอเต็มไปหมด
น่าสยดสยองยิ่งนัก วิชิตถึงกับมือสั่นเทาด้วยความกลัว
มายาทิ้งร่างของเหยื่อแล้วกระโจนเข้าใส่วิชิตอย่างรวดเร็ว
เสียงปืนดังกึกก้องปลุกให้ชาวบ้านละแวกนั้นตกใจตื่น
และกรูกันเข้ามาดู แต่ก็พบแค่ร่างไร้วิญญาณของสองสามีภรรยา
ที่โดนสูบเลือดออกจากตัวโดยไม่เหลือแม้แต่หยดเดียว!

========================================

"มันฆ่าคนอีกแล้วไซด้า ผมเพิ่งไปชันสูตรศพมาเมื่อกี้นี้เอง
รายนี้เป็นรายที่สิบของเช้าวันนี้แล้วนะครับเนี่ย"

ทศการโทรศัพท์มาแจ้งข่าวให้ไซด้าที่อาศัยอยู่บ้านนนทรีรับทราบ
ทุกคนที่เหลือต่างก็มารวมตัวกันที่นี่เหมือนกันหมด
ไม่มีใครอยากอยู่ตามลำพัง นนทรีขดตัวเข้าหาอัยอย่างหวาดผวา
เมื่อไซด้าแจ้งข่าวร้ายที่ทศการโทรมาบอกให้ฟัง

"มันคงกำลังสะสมพลังอยู่แน่นอนค่ะ และเป้าหมายของมันก็คือ
พวกเราทุกคนที่นี่"

ไซด้ากวาดสายตามองทุกคน แต่ละคนมีสีหน้าเหมือนๆกัน
คือใบหน้าแทบไม่มีสีเลือดเลย

"ไม่ว่าจะไปไหน กรุณาไปเป็นกลุ่มใหญ่นะคะ เพราะเท่าที่รู้
อิทซาได้เลือดมากพอที่จะออกอาละวาดในตอนกลางวันได้แล้ว
หล่อนอาจจะมาที่นี่เมื่อไหร่ก็ได้ คืนนี้เป็นคืนจันทร์เต็มดวง
ซึ่งหล่อนจะมีอำนาจสูงสุด"

"งั้นเราจะปราบมันได้หรือครับ" มาโค่ถามด้วยความมกังวล

ไซด้ายิ้มในหน้า

"ไม่ต้องเป็นห่วงไปหรอกค่ะ คืนจันทร์เต็มดวง
ใช่ว่าหล่อนจะมีอำนาจเต็มคนเดียวเมื่อไหร่
อำนาจของเราชาวเวทย์ก็จะออกฤทธิ์เต็มที่ในคืนวันนี้เช่นกัน"

มาโค่ระบายลมหายใจออกอย่างโล่งอก
ไซด้าหยิบแผ่นโลหะทองคำออกมาจากหีบใบเล็กแล้วกล่าวว่า

"เราจะแบ่งออกเป็นสองกลุ่มด้วยกัน เพื่อหลอกล่ออิทซา
กลุ่มแรกจะต้องเอาแผ่นทองคำสะกดวิญญาณนี้ไปติดหน้าผากอิทซา
ส่วนอีกกลุ่มหนึ่งจะต้องเตรียมอำพันและโลงโลหะให้พร้อม
เพื่อผนึกร่างของหล่อนอีกครั้ง"

"แต่ทั้งสองอย่างยังอยู่ในห้องแล็บนี่ครับ" อัยแย้ง

"ผมกับลูกน้องจะไปย้ายออกมา
ตอนนี้มายาคงไม่อยู่ในห้องหรอก
เพราะจากหลักฐานที่พบ
มายาออกล่าเหยื่อไกลจากที่กบดานของเธอมาก"

ทศการซึ่งเพิ่งกลับเข้ามารับอาสา
ไซด้ามองเขาอย่างพอใจ

"ขนของทั้งหมดมาไว้ที่นี่" เธอสั่ง

"งั้นผมกับนนทรีรับอาสาเตรียมโลงโลหะกับอำพันเอง" อัยพูดขึ้นบ้าง

"งั้นคุณมาโค่ไปกับดิฉัน เพื่อหลอกล่ออิทซาให้มาติดกับ" ไซด้าสรุป

มาโค่พยักหน้ารับและกล่าวอย่างสำนึกผิดว่า

"ผมก็คิดอย่างนั้นอยู่เหมือนกัน ถ้าไม่เป็นเพราะผมเก็บแผ่นทองคำนี่ไป
ปิศาจก็คงไม่ออกมาอาละวาดหรอก แล้วก็คงไม่มีคนตายมากมายอย่างนี้"

"ไม่หรอกค่ะมาโค่ ต้องขอบคุณคุณต่างหาก ที่เอามันมาด้วย
เพราะไม่อย่างนั้น เราคงต้องไปขุดหาอีกถึงเม็กซิโก
จริงมั้ยคะอัย" ประโยคหลังนนทรีหันไปถามอัย

"ใช่แล้วมาโค่ เพราะกันเองก็ไม่ได้สังเกตเห็นแผ่นทองคำนี่เลย
และถึงจะมีมัน กันก็คงเอาออกอยู่ดี เพราะต้องการทำวิจัยร่างของมายา"

อัยสารภาพ แล้วคนทั้งสองก็จับมือกัน อย่างเข้าใจกันและกัน
ทำให้บรรยากาศอันตึงเครียดเริ่มคลี่คลาย

=====================================

ทศการนำกำลังตำรวจไปตรวจค้นที่ห้องแล็บของอัยกับเฟร็ด
ก็พบร่างที่แห้งเหี่ยวของเฟร็ดนอนอยู่เดียวดายกลางพื้นห้อง
หลาวแหลมคมกลายสภาพเป็นไม้หอมท่อนเล็กเหมือนเดิม
ทศการก้มลงเก็บไม้ท่อนนั้นเข้าอกเสื้อ แล้วชันสูตรศพของเฟร็ดทั้งที่รู้สาเหตุการตายของเขา

"ค้นทั่วแล้วไม่พบร่องรอยของใครเลยครับผู้หมวด
นอกจากเครื่องประดับมีค่าพวกนี้ ท่าทางเป็นของโบราณน่ะครับ"

เจ้าหน้าที่นายหนึ่งเข้ามารายงานและถือเครื่องทรงของมายาติดมือออกมาด้วย
ทศการรับมาใส่ถุง แล้วสั่งให้ลูกน้องขนโลงโลหะออกไปข้างนอก
รวมทั้งอำพันในถังใบใหญ่ที่ซุกอยู่ข้างห้องด้วย
เมื่อทั้งหมดจากไปแล้วครู่ใหญ่ มายาจึงกลับเข้ามาในสภาพที่สดชื่น
แต่เมื่อสังเกตเห็นสิ่งผิดปกติในห้องแล็บ จึงชะงักนิดหนึ่ง
ก่อนจะยักไหล่อย่างไม่สนใจว่า

"ช่างมัน ตอนนี้ไม่ว่าอะไรก็มายับยั้งข้าไม่ได้แล้ว ฮ่าๆๆ"

แล้วเธอก็ผลุบหายเข้าไปในห้องเย็นเพื่อพักผ่อน
ก่อนที่จะออกตามล่าไซด้าและพวกในอีกไม่กี่ชั่วโมงข้างหน้า...

================================================

ที่บ้านของนนทรี อัยขะมักเขม้นอยู่กับการละลายอำพันให้อยู่ในสภาพเหลว
พอที่จะผนึกร่างของมายาให้มิดได้ โดยมีนนทรีคอยช่วยอยู่ไม่ห่าง
ไซด้ากับมาโค่และทศการกำลังนั่งพิจารณาเครื่องประดับของมายาอยู่

"คืนนี้เธอจะต้องมาเอาเครื่องประดับคืนไปแน่ๆ"

"งั้นผมก็ทำพลาดสิครับที่เอาของพวกนี้มา"

"ไม่หรอกค่ะ" ไซด้าเอ่ย

"ดีเสียอีก เธอจะได้มาหาเราถึงที่โดยไม่ต้องไปตามหาให้เหนื่อยเปล่า"

"ทำไมเธอถึงต้องการเครื่องประดับพวกนี้ล่ะครับไซด้า
ในเมื่อเธอไม่จำเป็นต้องใช้มันเลย" มาโค่ถามอย่างสงสัย

"ถึงอิทซาจะเป็นปิศาจ แต่ก็ยังเป็นผู้หญิง
และรักสวยรักงามเหมือนกันนะคะ
เครื่องประดับพวกนี้ เธอเป็นคนร้องขอก่อนที่จะโดนผนึกเอาไว้
เพราะมันจะทำให้เธอดูงดงามตลอดเวลาที่สวมใส่มัน
เป็นเครื่องทรงที่เจ้าหญิงของเผ่าเท่านั้น
ที่จะมีสิทธิ์สวมใส่ได้"

"น่าแปลกนะครับ ทำไมมายาถึงไม่แก่เลยล่ะครับ
ทั้งที่เวลาผ่านมาตั้งสองพันปีแล้ว" ทศการเอ่ยขึ้นมาอีก

"เพราะเธอดื่มเลือดมนุษย์มาตลอดน่ะสิคะ
อิทซาค้นพบข้อนี้จากคำแนะนำของปิศาจ
ทำให้เธอสวยเสมอ ความจริงที่ดิฉันยังไม่ได้บอกพวกคุณก็คือ
เมื่อก่อน เธอเป็นคนที่หน้าตาอัปลักษณ์มาก
คงเป็นเพราะปมด้อยข้อนี้ ทำให้เธอกลายเป็นคนโหดร้าย
และหลังจากเธอเรียนรู้มนต์ดำ เธอก็ทำทุกวิถีทางที่จะให้ตัวเองเป็นคนสวย
โดยขายวิญญาณให้กับปืศาจ ซึ่งก็ทำให้เธอสวยสมใจ
แต่เธอก็ต้องสูญเสียความเป็นมนุษย์ไปตลอดกาล"

ทศการนิ่งอึ้งไป ความสงสารแว่บเข้ามา แต่ดูเหมือนไซด้าจะดูออก
เธอจึงกล่าวต่อว่า

"คุณคงสงสารและเห็นใจเธอ แต่อย่าลืมนะคะว่า
ก่อนที่เธอจะสูญเสียความเป็นมนุษย์ไปนั้น
เธอก็โหดร้ายจนถูกขนานนามว่าปิศาจอยู่แล้ว
และเป็นสิ่งที่คุ้มค่ามากสำหรับเธอ
ที่จะแลกความเป็นมนุษย์ที่เธอแทบไม่มี
กับความสาวความสวยนิรันดรที่เป็นยอดปราถนาของเธอ"

"นั่นสิครับ ผมเองก็ลืมนึกถึงข้อนี้ไป"

"นี่ก็ใกล้ค่ำแล้ว อิทซาคงจะมุ่งมาทางนี้แล้วล่ะค่ะ
ไปเตรียมพร้อมให้ดีเถอะค่ะ จำไว้นะคะว่า
ถ้าคุณพลาด หมายถึงชีวิตของพวกเราทั้งหมด!"

========================================

ในห้องเย็น มายาลืมตาตื่นขึ้นมาอย่างสดชื่น เหมือนที่เธอเคยเป็นในอดีต
และบัดนี้ การต่อสู้ระหว่างมนต์ดำกับมนต์ขาวกำลังจะเริ่มขึ้นอีกครั้ง!


@=== บทที่สิบเอ็ด ===@

แสงจันทร์นวลกระจ่าง คืนนี้เป็นคืนวันเพ็ญ
ท้องฟ้าปรอดโปร่ง ดูมีมนต์ขลังยิ่งนัก
อัยเคลิ้มหลับไปด้วยความเหนื่อยอ่อนอยู่บนโซฟาในห้องรับแขก
ตั้งแต่ตอนเย็นแล้ว ในห้องมืดสลัวเพราะไม่ได้เปิดไฟ
เสียงฝีเท้าแผ่วเบาที่เดินมาหยุดใกล้ๆ ปลุกให้อัยสะดุ้งตื่นทันที

"นนเองค่ะอัย นอนต่อเถอะค่ะ"

นนทรีเอ่ยเสียงหวาน อัยส่งยิ้มให้อย่างโล่งอกเมื่อเห็นเป็นนนทรีจริงๆ
เขาเอื้อมมือไปจะเปิดไฟ แต่นนทรีห้ามไว้โดยให้เหตุผลว่า

"นนอยากนั่งชมจันทร์กับอัยค่ะ คืนนี้พระจันทร์สวยจริงๆ"

แล้วเธอก็ทรุดตัวลงนั่งบนโซฟาข้างๆอัย
ซึ่งลุกขึ้นแล้วขยับไปนั่งข้างๆ นนทรีนั่งซบไหล่ของอัยอย่างมีความสุข
กลิ่นหอมเย็นรวยรินมาจากร่างของนนทรีทำให้เขารู้สึกสบายใจอย่างประหลาด

"นานแล้วนะคะที่เราไม่ได้อยู่ด้วยกันในบรรยากาศอย่างนี้"

นนทรีเอ่ยขึ้นมาแผ่วเบา ดวงตาจับจ้องอยู่ที่ดวงจันทร์กลมโต
ซึ่งแขวนอยู่บนท้องฟ้า คอยให้ความสว่างในเวลาค่ำคืน
รายล้อมด้วยดวงดาวระยิบระยับ พร่างพราวเต็มท้องฟ้า
อัยกอดกระชับร่างของสาวคนรักเข้าไว้ในอ้อมแขน
สองหนุ่มสาวนั่งชมจันทร์ที่ดูสวยงามเย็นตา
ด้วยความรู้สึกที่คล้ายคลึงกัน

"ผมไม่เคยคิดแม้แต่จะมองดูพระจันทร์เลย
แต่คงต้องเปลี่ยนความรู้สึกเสียแล้วสิ"

อัยสารภาพ นนทรีอมยิ้มในหน้าแต่ไม่ได้พูดอะไร
อัยจึงกล่าวต่อไปว่า

"คงเป็นเพราะผมได้มานั่งชมจันทร์กับนนสองคนกระมัง
ที่ให้ความรู้สึกที่ดีมากมายเหมือนอย่างตอนนี้
น่าแปลกนะ ในคืนที่เราน่าจะระวังตัวที่สุด
กลับทำให้เรามีความสุขที่สุด"

นนทรีผงกศรีษะขึ้นมา เอียงคอถามคนรักเสียงออดอ้อนว่า

"อัยรักนนมั้ยคะ"

"รักสิจ้ะ ผมรักคุณที่สุดในโลกเลย"

"แล้วมายาล่ะคะ คุณรู้สึกยังไงกับเธอ"

อัยหน้าเปลี่ยนไปทันทีเมื่อนนทรีพูดถึงมายา
เขาลุกขึ้นไปหยุดที่หน้าต่างแล้วพูดเสียงเข้มว่า

"อย่าพูดถึงเขาเลย เขาไม่ใช่คนอย่างเรา
แต่เป็นปิศาจที่โหดร้าย"

นนทรีหน้าเปลี่ยนไปนิดหนึ่ง ก่อนจะแย้มยิ้ม
แล้วเดินไปสวมกอดอัยจากด้านหลัง

"แล้วถ้าหากเขาเป็นคนอย่างเราล่ะคะ คุณจะรักเขาไหม"

อัยหันมาเผชิญหน้ากับนนทรี จับไหล่เธอไว้
แล้วพูดอย่างจริงจังว่า

"นนอย่าพูดในสิ่งที่เป็นไปไม่ได้เลย
เขากับเราเดินกันคนละเส้นทาง
ไม่มีทางมาบรรจบกันได้หรอก"

อัยเชยคางนนทรีขึ้นมาแล้วจ้องลึกลงไปในดวงตาของเธอ
บางสิ่งบางอย่างในแววตาของเธอทำให้เขาคิดไปถึงใครอีกคน
กลิ่นหอมรวยรินออกมาจากร่างของเธอทำให้เขาฉุกคิดขึ้นมาได้
นนทรีไม่เคยใส่น้ำหอมกลิ่นนี้มาก่อนเลย กลิ่นมันช่างเหมือนกับ...

"อัยคะ นนรักคุณ"

นนทรีเอ่ยขึ้นมาอีกครั้งทำให้เขาตื่นจากภวังค์
เธอโอบมือรอบคอของเขา แล้วรั้งต่ำลงมา
ประทับรอยจูบนิ่ง..นาน.. ก่อนที่จะเลื่อนต่ำลงมาที่ซอกคอของเขา
แสงจันทร์นวลส่องให้เห็นใบหน้าของนนทรีที่กำลังแยกเขี้ยว
ดวงตาสีแดงก่ำจับจ้องอยู่ที่ลำคอของเขาอย่างกระหาย
อัยสวมกอดนนทรีไว้หลวมๆ กลิ่นหอมประหลาดโชยมาอีกครั้ง
ทำให้อัยนึกขึ้นมาได้ว่ามันเป็นกลิ่นของ...

"มายา!" อัยสลัดร่างของหญิงสาวในอ้อมกอดทันที
ที่นึกได้ถึงอันตรายที่คืบคลานเข้ามา แล้วถลาไปเปิดไฟ
ห้องรับแขกสว่างจ้า เผยให้เห็นร่างที่กองอยู่บนพื้นห้องกำลังแปรสภาพ
นนทรีจ้องมองเขาอย่างดุร้าย ก่อนที่จะคืนร่างเป็นมายา

"รู้ตัวจนได้นะ ฮิๆๆ แต่ถึงยังไง เจ้าก็ไม่พ้นมือข้าหรอก!"

มายาคำราม แล้วพุ่งเข้าใส่อัยอย่างรวดเร็ว
อัยเบี่ยงตัวหลบแต่ก็ถูกมายาคว้าตัวไว้ได้
เรี่ยวแรงมหาศาลของเธอกดตัวอัยไว้กับผนังห้อง
ปากก็พร่ำรำพันว่า

"ทั้งๆที่ข้ารักเจ้ามากมายอย่างนี้ ถึงขนาดจะให้เจ้าอยู่เคียงข้างข้า
แต่เจ้ากลับไม่สนใจใยดี กลับไปรักปักใจนางมนุษย์อ่อนแอคนนั้น
อย่าหวังเลย ว่าข้าจะยอมให้พวกเจ้าสมปราถนา ข้าจะทำให้เจ้าเป็นอย่างข้า
และจะต้องอยู่กับข้าตลอดไป!"

มายาแยกเขี้ยว คำรามอย่างผู้มีชัย
ขณะที่เธอก้มหัวลงจะดูดเลือดของอัยอยู่นั่นเอง
ไซด้าก็ถลันเข้ามา กระชากร่างของมายาออกมาทันท่วงที
มายาไม่ทันตั้งตัวจึงถูกเหวี่ยงไปปะทะกระจกหน้าต่างอย่างแรง
จนกระจกแตกละเอียด กระเด็นออกไปนอกบ้าน

มายาคำรามอย่างโกรธเกรี้ยวที่ถูกขัดจังหวะ
เธอกระโจนกลับเข้ามาอย่างรวดเร็ว มองไซด้าด้วยดวงตาอาฆาตแค้น
ไซด้ากันตัวอัยออกไปสมทบกับพวกที่อยู่ข้างนอก แล้วปิดประตูห้องรับแขกไว้
จึงเหลือแต่เธอกับมายาตามลำพังเท่านั้น

"หยุดทำร้ายคนเสียทีเถิดอิทซา ข้าขอร้อง"

"เจ้ามีสิทธิ์อะไรมาขอร้องข้า" มายาคำรามอย่างเยาะเย้ย
"สิ่งใดที่ข้าต้องการ ข้าจะต้องเอามันมาให้ได้
ไม่ว่าจะด้วยวิธีไหน!"

"งั้นเจ้าก็จะต้องถูกกักขังตลอดกาล
ไม่มีวันได้ออกมาสู่โลกภายนอกอีก"

ไซด้าขู่ แต่มายาหัวเราะก้อง อานุภาพของเสียงแหลมปรี๊ดนั้น
ทำให้กระจกทั่วทั้งห้องแหลกละเอียด แต่ไซด้าก็ไม่หวั่นไหว
มายาหยุดหัวเราะมองไซด้าเหมือนสิงโตจ้องตะครุบเหยื่อ
ผมสีทองของเธอสยายเต็มแผ่นหลัง พริ้วไปมาเหมือนขู่เข็ญ
ไซด้าสบตาวาวโรจน์ของมายาอย่างไม่นึกหวั่น
ในมือกำไม้หอมท่อนเล็กแบบเดียวกับที่พิชิตเฟร็ดมาแล้วแน่น

"เข้ามาเลยอิทซา เจ้าควรจะได้เรียนรู้ความเจ็บปวดเสียบ้าง"

เธอท้าทาย ซึ่งมายาก็ไม่รอช้า กระโจนเข้าใส่ไซด้าอย่างรวดเร็ว
ไซด้าว่าคาถาแล้วขว้างหลาวแหลมคมใส่มายาทันที
แต่เธอหลบพ้น และพุ่งตัวมาหาไซด้า
ไซด้าเอี้ยวตัวหลบ แต่ก็โดนมายาข่วนด้วยเล็บคมกริบเหมือนใบมีด
ทำให้เลือดซึมออกมาทันที มายาจ้องดูเลือดสดๆที่ไหลรินออกมาอย่างกระหาย
แล้วพุ่งตัวเข้าใส่อีกครั้ง คราวนี้ไซด้าหลบทันและใช้มีดอาคมสวนกลับไปอย่างว่องไว
มายาชะงักเมื่อมีดอาคมปาดโดนใบหน้าสวยของเธอ

"แก! บังอาจมาทำลายโฉมหน้าของข้า ตายซะเถอะ"

มายากรีดร้องอย่างบ้าคลั่ง เมื่อพบว่าตัวเองมีบาดแผลบนใบหน้าเสียแล้ว
ความอัปลักษณ์ในอดีตวูบขึ้นมาในจิตใต้สำนึก
ยิ่งทำให้เธอแค้นใจ กางกรงเล็บเข้าใส่ไซด้าอย่างไม่ยั้งมือ
ไซด้าพยายามหลบอย่างพัลวัน แต่ก็ได้แผลมาหลายแห่ง
ทำให้เลือดเปรอะตามตัวไปหมด เสื้อผ้าขาดวิ่น
เช่นเดียวกับมายา ที่ตกอยู่ในสภาพโทรมไม่แพ้กัน
รอยขีดข่วนเป็นแผลยาวบนใบหน้า ทำให้มายาร้อนรุ่มด้วยเพลิงแค้น

ไซด้าคว้าแผ่นทองคำขึ้นมาชูขึ้นเหนือหัว
แล้วว่าคาถา แสงจันทร์สาดกระทบแผ่นทองคำ
ทำให้เกิดอำนาจกำราบปิศาจอย่างเต็มที่
มายาเห็นท่าไม่ดี คิดจะกระโจนหน้าต่างออกไปเพื่อหลบหนี
แต่พลันนั้นเอง ก็มีเมฆมาบดบังดวงจันทร์
ทำให้อำนาจของแผ่นทองคำอ่อนลงชั่วขณะ
มายาจึงฉวยโอกาสพุ่งตัวเข้าใส่ไซด้าทันที
ไซด้าไม่ทันระวังตัวจึงถูกมายาคล่อมร่างไว้
หล่อนแยกเขี้ยวอย่างดุร้าย และคำรามลึกในลำคอ

แต่ก่อนที่มายาจะขย้ำเขี้ยวลงบนคอหอยของไซด้านั่นเอง
มาโค่ซึ่งซ่อนตัวอยู่อย่างอดทนตามแผนของไซด้า ก็ถลันออกมาจากใต้โซฟา
แล้วพุ่งหลาวอาคมเข้าใส่กลางหลังของมายาทันทีด้วยความแม่นยำ

"กรี๊ด...ด...ดด"

มายาร้องลั่นด้วยความเจ็บปวด
ผละออกจากร่างของไซด้าทันที
ด้วยคิดไม่ถึงว่าจะยังมีคนซ่อนตัวอยู่ในนี้อีก
เธอจ้องมองมาโค่อย่างเคียดแค้น
ในขณะที่เมฆดำเคลื่อนตัวออกจากพระจันทร์
ไซด้ารีบถลาไปคว้าแผ่นทองคำมาไว้ในมือทันที
ร่ายคาถา แล้วสะท้อนแสงจันทร์จากแผ่นทองคำไปยังร่างของมายาทันที

"โอ๊ย... ทรมาณเหลือเกิน...ปล่อยข้าไปเถิด...โอ๊ย..."

มายาดิ้นทุรนทุรายด้วยความเจ็บปวด
ไหนจะหลาวอาคมที่เสียบทะลุกลางหลัง
ไหนจะแสงจันทร์จากแผ่นอาคม ก่อนที่จะสิ้นฤทธิ์ไปในเวลาต่อมา...

==========================================

แสงอาทิตย์ในยามเช้าวันนี้ช่างสดชื่นเสียนี่กระไร
ทุกคนมองตากันแล้วยิ้มด้วยความโล่งใจ

"คุณจะกลับเลยหรือคะไซด้า"

นนทรีถามหญิงสาวในชุดเดินทางทะมัดทะแมงตรงหน้า

"ใช่ค่ะ ดิฉันกับมาโค่จะต้องนำเจ้าหญิงอิทซากลับไปฝังไว้ที่เก่าของเธอ"

"ขอบคุณสำหรับทุกสิ่งทุกอย่างนะครับ"

อัยจับมือไซด้าแสดงความขอบคุณ ทำให้ทศการแซวขึ้นมาว่า

"น้อยๆหน่อยเพื่อน เดี๋ยวยัยนนเป็นได้กรี๊ดสลบหรอก ฮ่าๆๆ"

"บ้า อีตาเนี่ย แซวกันอยู่ได้ ว่าแต่เธอเถอะจะปิดคดียังไงยะ"

"โอ๊ย ขืนรายงานไปตามตรง เจ้านายต้องหาว่าผมบ้าหรือไม่ก็เพี้ยนแน่ๆ
คดีนี้น่ะ คงจะต้องเป็นคดีที่ปิดสำนวนไม่ได้อีกคดีนึงซะแล้วล่ะ"

"หวังว่าเราคงได้ร่วมงานกันอีกนะมาโค่"

อัยกล่าวลาเพื่อนร่วมทีม มาโค่ยิ้มรับ

"แน่นอนเพื่อน"

เสียงโอปะเรเตอร์ประกาศเตือนผู้โดยสารให้ขึ้นเครื่องอยู่เจื้อยแจ้ว
ทำให้คนทั้งสามต้องอำลาไซด้ากับมาโค่ด้วยความอาวรณ์

"ลาก่อนค่ะ หวังว่าคงไม่มีการขุดมายาขึ้นมาจากหลุมอีกนะคะ
คราวหน้า อาจจะไม่โชคดีเหมือนคราวนี้"

ไซด้าเย้าอัย ทำให้เขาหัวเราะแห้งๆด้วยความเข็ดหลาบ

"คงไม่แล้วล่ะครับ เข็ดจนวันตาย
เนี่ยผมจะลาออกจากการเป็นนักวิจัยแล้วล่ะครับ
ไปทำไร่ไถนาตามประสาดีกว่า สบายใจดีครับ"

"ระวังนาเพื่อน" ทศการเริ่มแหย่เพื่อนซี้อีก

"ระวังอะไรวะทศ" อัยถามงงๆ

"ก็เดี๋ยวขุดไปขุดมาจะไปเจอโลงอะไรแปลกๆเข้าอีกน่าซี ฮ่าๆๆ"

แล้วทั้งหมดก็หัวเราะขึ้นพร้อมกัน
.
..
...
เครื่องบินทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้า มุ่งหน้าสู่เม็กซิโกซิตี้
คนสามคน ชายสอง หญิงหนึ่ง ยืนโบกมือจนเครื่องบินลับสายตา
แล้วหันมายิ้มให้กัน ก่อนที่จะแยกย้ายกันไป...

@@=========...อวสาน...==========@@




 

Create Date : 21 มีนาคม 2550    
Last Update : 22 มีนาคม 2550 23:09:26 น.
Counter : 107 Pageviews.  

ปริศนามายามนต์ (ตอนที่ 6 - 9)

โดย :เจี๊ยบ (ลีโอลัคนา) [23 ก.ย. 2541 22:08:01]

@=== กลับไปอ่านความเดิมตอนที่แล้ว ===@


@=== บทที่หก ===@

"ไงเพื่อน นึกแล้วว่าคืนนี้นายจะต้องมา"

เฟร็ดทักทายเพื่อนร่วมงานอย่างร่าเริง
ดูเหมือนเขาดีใจมากที่เจออัย
ผิดกับอัย ที่หน้าถอดสี ตกใจจนต้องยืนพิงโต๊ะเพื่อไม่ให้ล้มลงไป

"เฟร็ด!"

หนุ่มผมแดงยังคงยืนอยู่ที่เดิม ยิ้มกริ่มอย่างพอใจที่เห็นเพื่อนตกใจ

"ตกใจอะไรกันพ่อหนุ่ม ไปเยี่ยมมายาแล้วล่ะสิ
เธอสวยมากนะจริงไหม เห็นปากของเธอหรือเปล่า
ช่างดูเย้ายวนจริงๆ"

เฟร็ดทำตาลอยเมื่อพูดถึงมายา เมื่ออัยตั้งสติได้ก็เริ่มซักถามเพื่อนทันที

"นี่นายบ้าไปแล้วเรอะเฟร็ด นายฆ่าคนเพื่อเอาเลือดมาให้มายาล่ะสิ
นายทำยังงี้ได้ยังไง กันนึกไม่ถึงเลยว่า
เพื่อการทดลองบ้าๆนี่แล้ว นายถึงกับต้องฆ่าคน!"

เฟร็ดยักไหล่อย่างไม่รู้สึกรู้สมอะไร กับคำกล่าวหาของอัย

"นายพูดอะไร กันยังไม่ได้ทำอะไรเลย ก็อยู่ในห้องแล็บนี่ตลอด"

"ถ้านายไม่ได้ทำแล้วใครทำล่ะ
นายจะอธิบายว่าเลือดที่ปากมายาน่ะเป็นของใคร
ของนายงั้นสิ เฮอะ"

เฟร็ดพยักหน้ารับ

"ใช่ เลือดของกันเอง นายไม่เห็นว่าสวยดีหรอกหรือ" เฟร็ดย้อนถาม

"นายเป็นบ้าไปแล้วเฟร็ด"

อัยส่ายหัวอย่างระอา แต่อย่างน้อยเขาก็เบาใจที่รู้ว่าเลือดที่เขาเห็นนั้น
เป็นของเฟร็ด แสดงว่าเฟร็ดไม่ใช่ฆาตกร และมายาก็ไม่ใช่ผีดูดเลือด
เขาเกือบจะสรุปว่าเขาคิดไปเองแล้วเชียว
ถ้าเฟร็ดไม่บังเอิญเดินเข้ามาหาเขา
จนอัยสามารถสังเกตเห็นรอยแผลบนลำคอของเฟร็ด

ถึงแม้ปากแผลเกือบจะปิดสนิทแล้วก็ตาม
แต่รูเล็กๆสองรูยังคงปรากฏให้เห็นเด่นชัด
ยิ่งตอกย้ำความเชื่อของอัยเข้าไปอีก
ทำให้อัยผงะถอยหลังไปอีกจนชิดขอบโต๊ะ
เขาชี้ไปยังแผลของเฟร็ดแล้วถามว่า

"นั่นนายไปโดนอะไรมาเฟร็ด"

"นิดหน่อยน่ะ"

เฟร็ดเอามือลูบปากแผล
สีหน้าอ่อนโยนลงเมื่อนึกถึงผู้ฝากรอยนี้ไว้
ก่อนที่จะเปลี่ยนเรื่องคุยว่า

"กันมีคนอยากแนะนำให้นายรู้จักนะอัย เข้ามาสิ"

เฟร็ดเดินไปที่ห้องเย็น
แล้วเปิดประตูค้างเอาไว้ในลักษณะเชื้อเชิญ
อัยจำใจเดินเข้าไปอย่างหวาดระแวง
เฟร็ดเดินนำไปถึงเตียงที่มายานอนอยู่
แล้วหันมาหาอัย

"นายคงไม่รู้ว่า งานของฉันประสบความสำเร็จแค่ไหน
ลองพิสูจน์ด้วยตาของนายเองเถอะ"

แล้วเฟร็ดก็ผายมือไปยังมายา เหมือนกำลังแนะนำแขกผู้สูงศักดิ์

"ขอแนะนำให้รู้จัก 'อิทซา'
เจ้าหญิงแห่งชนเผ่ามายา
ชนเผ่าที่เคยรุ่งเรืองในอดีต
เมื่อสองพันปีที่แล้ว"

อัยตกตะลึงตาค้าง เมื่อเห็นกับตาว่ามายาลุกขึ้นจากเตียง
มายืนเป็นสง่าเคียงข้างเฟร็ดซึ่งมีท่าทีภูมิใจมาก
ทั้งๆที่เมื่อกี๊นี้ เขากล้ายืนยันได้ว่า มายาไม่หายใจด้วยซ้ำไป!
แต่ตอนนี้เธอกลับมายืนอยู่ตรงหน้าเขา
เหมือนคนที่ไม่เคยเป็นอะไรมาก่อนเลย

อัยยืนตัวแข็งด้วยความตกใจ
มายาหรือเจ้าหญิงอิทซา ส่งยิ้มให้เขาอย่างมีไมตรีจิต
ดวงตาที่หลับพริ้มตลอดนั้น บัดนี้ มองตรงมายังเขา
ทำให้อัยลืมความสงสัยเมื่อครู่นี้จนหมดสิ้น
เพราะความสวยอย่างไม่มีใครเทียบเทียมนั้นเอง

เฟร็ดพูดทำลายความเงียบขึ้นมาว่า

"เราออกไปคุยกันข้างนอกดีกว่ามั้ยเพื่อน"

อัยพยักหน้ารับ
เฟร็ดจึงประคองมายาออกไปข้างนอก
เมื่อเดินผ่านอัย เธอหันมามองและยิ้มให้เขา
อัยสูดกลิ่นหอมชื่นใจที่ติดตัวเธอเข้าไปเต็มปอด
ก่อนจะเดินตามออกมาจากห้องเย็น
สู่ความสว่างของแสงไฟภายในห้องแล็บ

เมื่อออกมาข้างนอกแล้ว อัยจึงมีโอกาสสำรวจเธอได้อย่างถนัดตา
ดวงหน้าอ่อนเยาว์ของเธอที่เรียบเฉยมาตลอดที่เขาเคยเห็นจนชินตานั้น
บัดนี้กลับแย้มยิ้มอย่างมีชีวิตชีวา เผยให้เห็นความจริงใจและไว้วางใจ
ผมสีทองเปล่งประกายสุกใส ทิ้งตัวลงบนแผ่นหลังของเธอจนถึงบั้นเอว

มายาหรือที่ถูกต้องเรียก 'เจ้าหญิงอิทซา' เป็นคนที่ค่อนข้างสูงทีเดียว
เมื่อยืนเคียงข้างเฟร็ด ซึ่งค่อนข้างสูงโย่ง ก็ดูกลมกลืนกันดี
ผิวกายขาวผุดผาดนั้น แม้จะดูซีดไปบ้างก็หาได้ทำให้เธองามน้อยลงไม่
เป็นธรรมดาของคนที่ไม่โดนแสงแดดมานาน

อัยสบตาเจ้าหญิงแห่งชนเผ่ามายา
ก็พบว่าเธอกำลังจ้องมองเขาอยู่เช่นกัน
ดวงตาสีน้ำทะเลนั้นมีประกายลึกซึ้ง ชวนมองยิ่งนัก

"เอ้อ... ยินดีที่ได้รู้จักครับเจ้าหญิงอิทซา"

ในที่สุดอัยก็รวบรวมความกล้าทักทายเธอไป
แม้จะไม่แน่ใจนักว่า เธอจะฟังรู้เรื่องหรือเปล่า
แต่เธอกลับหัวเราะเสียงใสและตอบมาได้อย่างชัดถ้อยชัดคำ

"ไม่ต้องมีพิธีรีตรองมากมายก็ได้ค่ะ
เรียกดิฉันว่ามายาเหมือนเดิมก็ได้"

"เอ๊ะ คุณพูดภาษาไทยได้ด้วยหรือนี่"

"เฟร็ดช่วยสอนดิฉันค่ะ"

มายาพยักเพยิดไปทางเฟร็ดซึ่งยิ้มแป้นด้วยความภูมิใจจนปิดไม่มิด
ก่อนจะพูดต่อว่า

"ก่อนอื่น ดิฉันต้องขอขอบคุณ คุณอัยมากนะคะที่ช่วยพาดิฉันออกมา"

"เอ้อ ไม่เป็นไรครับ ว่าแต่ทำไมคุณถึงเข้าไปอยู่ในนั้นได้ล่ะครับ"

อัยถามเข้าประเด็นทันที เมื่อเธอพูดถึงโลงโลหะใบนั้น
มายานิ่งไปพักใหญ่ เธอถอนใจเหมือนกำลังคิดว่าจะตอบดีหรือเปล่า

"เรื่องมันยาวค่ะ ถ้าให้ดิฉันเล่าจริงๆ ก็คงเริ่มต้นที่...เมื่อสองพันปีที่แล้ว
ตอนที่พวกเรายังมีอารยธรรมที่รุ่งเรืองอยู่...."

เธอหยุด แล้วเหม่อมองออกไปยังหน้าต่าง
ผ่านความมืดภายนอกอย่างใช้ความคิด

"ตอนนั้น ดิฉันยังจำได้ดี ราวกับว่าเรื่องทั้งหมดเพิ่งเกิดเมื่อไม่นานมานี้เอง
วันนั้น ดิฉันกับเพื่อนเข้าไปในปิรามิดที่ท่านพ่อสั่งให้สร้าง
ด้วยความที่ยังเด็กและซุกซน เพื่อนของดิฉันได้ไปล่วงเกินสิ่งศักดิ์สิทธิ์
ที่ท่านพ่ออัญเชิญไปสถิตย์ข้างในเข้า ตกดึกคืนนั้น เพื่อนของดิฉันก็ตาย
โดยที่มีรอยเขี้ยวฝังลึกอยู่ที่ลำคอ ใครๆก็สันนิษฐานว่าเป็นเพราะสัตว์ร้าย
แต่ดิฉันรู้อยู่แก่ใจว่าเพราะอะไร เวลาล่วงเลยไปจนดิฉันโตเป็นสาว
ในวันเฉลิมฉลองปิรามิดนั้น ดิฉันก็รู้สึกเบื่ออาหาร และกระหายน้ำเป็นกำลัง"

มายาหันกลับมามองอัย แล้วยิ้มเศร้าๆ

"ดิฉันดื่มน้ำเท่าไหร่ก็ไม่อาจดับกระหายได้
จนท่านพ่อเข้ามาเห็นอาการของดิฉันเข้า
จึงเค้นเอาความจริงจากดิฉัน จนได้ความ...
ท่านกรีดข้อมือแล้วส่งไห้ดิฉันดื่มดับกระหาย
ตอนแรกดิฉันไม่กล้าดื่มแต่พอได้กลิ่นคาวเลือดแล้ว
ดิฉันกลับรู้สึกหิวยิ่งขึ้น ตั้งแต่วันนั้นมา
ดิฉันก็อยู่ได้ด้วยเลือดสดๆ และไม่อาจออกไปสู่ภายนอกได้อีก"

มายาลุกขึ้นเดินไปหยุดอยู่ที่หน้าต่างที่เธอมองแต่แรก
เอาแก้มแนบกระจกเย็นเยียบ แล้วมองออกไปภายนอก

"ท่านพ่อส่งคนมาเป็นอาหารดิฉันทุกวันๆ จนชาวเมืองเริ่มเอะใจ
เพราะมีคนหายอยู่เนืองๆจึงระมัดระวังตัวแจ
เมื่อไม่มีเลือดกิน ดิฉันก็เริ่มออกไปหาเอง
จนถูกจับตัวได้ในคืนวันหนึ่ง
ชาวบ้านโกรธแค้นดิฉันมาก ท่านพ่อก็ช่วยอะไรไม่ได้
เพราะไม่มีวิธีแก้ มันเป็นคำสาป ที่ดิฉันต้องแบกรับเอาไว้
พวกเขาไม่สามารถฆ่าดิฉันได้ เพราะคำสาปต้องมีที่สิงสู่
โลงโลหะจึงถูกสร้างขึ้น และเริ่มมีการเสาะหายางไม้อำพัน
เพื่อกักร่างของดิฉันและคำสาปนั้น ให้สงบลง"

มายาไล่สายตาตามร่างของชายคนหนึ่งที่เดินอยู่ข้างล่าง

"แล้ววันพิพากษาก็มาถึง คืนวันพระจันทร์เต็มดวงอันศักดิ์สิทธิ์
ดิฉันถูกผนึกไว้ในอำพัน แล้วบรรจุลงโลงโลหะ
โดยมีแผ่นทองคำคอยสะกดอาถรรพ์จากคำสาปไว้
เพื่อไม่ให้ดิฉันออกอาละวาดอีก หลังจากนั้นดิฉันก็ไม่รู้อะไรอีกเลย
จนกระทั่งฟื้นขึ้นมาอีกที ก็ได้พบพวกคุณนี่แหละค่ะ"

มายาหันกลับมามองไปยังเฟร็ดซึ่งยืนทำหน้าเศร้าอยู่ไม่ไกลนัก

"ดิฉันโชคดี ที่ได้เฟร็ดช่วยสละเลือดให้ดิฉัน
ทำให้ดิฉันสามารถลุกมามีชีวิตได้อีกครั้ง"

อัยยืนตะลึง เมื่อได้ฟังเรื่องราวของมายา
แสดงว่าเธอก็คือผีดูดเลือดดีๆนี่เอง
แต่เขากลับไม่รู้สึกกลัวเธออย่างที่คิดแต่แรก
หากกลับรู้สึกสงสารและอยากปกป้องด้วยซ้ำไป

"งั้นตอนนี้ คุณก็ยังต้องการเลือดอยู่อีกใช่ไหม มายา"

"ใช่ค่ะ ดิฉันขาดมันไม่ได้"

"ผมขอถามคุณหน่อยเถอะว่า คุณหรือเปล่า
ที่เที่ยวออกดูดเลือดคนในช่วงสองอาทิตย์มานี้" อัยถามอย่างเอาจริงเอาจัง

มายาทำหน้าพิศวง

"เปล่านี่คะ ดิฉันอยู่กับเฟร็ดตลอดเวลา
และก็อย่างที่บอก ดิฉันอาศัยเลือดของเขานี่แหละค่ะ
ไม่ได้ออกไปไหนเลย"

อัยมองหน้าเธอ ก็เห็นความบริสุทธิ์ใจฉาบอยู่บนใบหน้างามนั้น
ทำให้เขาไม่ติดใจอะไรอีก เฟร็ดเดินเข้ามาตบไหล่เขาเบาๆ

"วันนี้พอแค่นี้ก่อนเถอะอัย มายายังไม่ฟื้นตัวดีนัก
ไว้พรุ่งนี้นายค่อยมาใหม่ดีกว่า"

อัยหันไปมองมายาอย่างอาลัยอาวรณ์

"งั้น พรุ่งนี้ผมจะมาแต่เช้า"

"ราตรีสวัสดิ์ค่ะ"

อัยหันหลังกลับ เดินออกไปนอกห้อง
มายาหันกลับไปที่หน้าต่างอีกครั้ง
ชายคนนั้นยังเดินเตร็ดเตร่อยู่แถวนั้นเหมือนรอใครอยู่
เธอยิ้มอย่างพึงพอใจ เผยให้เห็นเขี้ยวขาววับที่มุมปากอย่างชัดเจน
เฟร็ดเดินมาแล้วโอบเธอไว้จากด้านหลัง กระซิบถามสาวสวยว่า

"ทำไมคุณไม่จัดการเขาซะล่ะ"

"ยังไม่ถึงเวลา เฟร็ด"

"แล้วเมื่อไหร่... นี่คุณชอบมันเข้าแล้วล่ะสิ
แน่ล่ะ มันออกจะหล่อปานนั้น แล้ว..."

มายาหันกลับมาจ้องหน้าเฟร็ดอย่างไม่พอใจ
ที่เฟร็ดแสดงความหึงหวงออกมาจนน่าเกลียด
เธอผลักเขาออกห่างพลางเบี่ยงตัวออกมา
แล้วพูดด้วยเสียงเกรี้ยวกราดว่า

"อย่ามายุ่งเรื่องของข้าให้มันมากนัก เอ็งรออยู่ที่นี่ ข้าจะออกไปข้างนอก!"

@=== บทที่เจ็ด ===@

เที่ยงคืนแล้ว แต่อัยยังนอนไม่หลับ
เขาพลิกตัวไปมาอย่างกระสับกระส่าย
ดวงหน้าหวานอมเศร้าของมายาปรากฏขึ้นชัดเจน

"ทำยังไงจึงจะช่วยเธอได้นะ"

อัยรู้สึกเห็นใจเธอมากที่ต้องเผชิญกับเคราะห์กรรมถึงขนาดนี้
เขาจะต้องหาทางช่วยเหลือเธอให้พ้นจากคำสาป แต่จะต้องทำยังไง?

อัยมารู้สึกเคลิ้มเอาตอนใกล้รุ่ง ก่อนที่หนังตาจะปิดสนิท
เขาเห็นเงารางๆของผู้หญิงคนหนึ่งเดินใกล้เข้ามา ใกล้เข้ามา
และทรุดตัวนั่งข้างเตียง กลิ่นหอมรวยรินออกมากระทบจมูกของเขา
ก่อนที่สติจะดับวูบไป

=======================================

ขณะเดียวกัน ในห้องพักแห่งหนึ่งย่านสุขุมวิท หนุ่มต่างชาติคนหนึ่ง
กำลังจัดของในกระเป๋าให้เข้าที่เข้าทาง เขามาถึงเมืองไทยได้สองสามวันแล้ว
เพื่อสืบเรื่องราวบางอย่าง...

มาโค่หยิบแผ่นโลหะสีทองสุกปรั่งในมือขึ้นมองอย่างพินิจพิเคราะห์
พลางนึกถึงเรื่องที่เกิดขึ้น หลังจากที่เขาได้ยักยอกสิ่งนี้มาเป็นของตน

คืนนั้น ในขณะที่เขากำลังวาดฝันอย่างสวยหรูว่า
เมื่อขายแผ่นทองนี้ได้แล้ว เขาจะมีเงินใช้มากมาย
เขาฝันถึงบ้านและที่ดินราคาแพงที่สุด และรถคันงาม
กับสาวสวยเคียงข้าง แต่แล้วก็มีสิ่งหนึ่งมาขัดจังหวะเขา

ควันสีขาว พวยพุ่งเข้ามาทางหน้าต่าง และรวมกลุ่มกันเป็นรูปร่าง
มาโค่ขยี้ตาและหยิกตัวเองแรงๆ เพื่อให้แน่ใจว่าไม่ใช่ความฝัน
ร่างนั้น เป็นร่างของผู้หญิงคนหนึ่ง เธอได้บอกบางสิ่งบางอย่างที่สำคัญมากแก่เขา
และก่อนจะจากไป เธอยังได้กำชับนักหนา ให้เขาทำตามที่เธอบอกทุกอย่าง
เพื่อความปลอดภัยของเขาเอง และผู้ที่ได้โลงโลหะนั่นไปครอบครอง
มาโค่ไม่ค่อยเชื่อในสิ่งที่หญิงคนนั้นบอกนัก
แต่เขาก็ตัดสินใจเดินทางมาเมืองไทย
เพื่อสืบเรื่องต่างๆที่ผิดปกติที่นี่ ว่าเป็นจริงดังที่เธอผู้นั้นกล่าวหรือไม่

และเมื่อปรากฏว่า มีการตายอย่างลึกลับเกิดขึ้นที่นี่จริงๆ
ลักษณะตรงกับที่เธอบรรยายให้เขาฟัง
แสดงว่า เรื่องนี้ต้องไม่ใช่เรื่องล้อเล่นแน่ๆ
และถ้าเป็นเช่นนั้น เพื่อนของเขาก็กำลังตกอยู่ในอันตราย!

มาโค่ตัดสินใจเดินทางไปบอกเล่าเรื่องราวให้อัยรับรู้
ถึงอันตรายอันน่าสะพรึงกลัวที่กำลังจะเกิดขึ้น
เขาเก็บแผ่นทองคำลงหีบใบเล็กอย่างดีและถนุถนอม
เอนตัวลงนอน พลางคิดถึงคำพูดของเธอผู้นั้น

"มีคนคนเดียวเท่านั้นที่จะช่วยได้ เราจะส่งเขาตามไปโดยเร็ว
วันที่ X เดือน X ให้ไปรับเขาที่สนามบินดอนเมือง
ไม่จำเป็นต้องรู้ว่า ลักษณะของเขาเป็นอย่างไร
เมื่อไปถึงที่นั่น คุณจะรู้เอง..."

========================================

......
...
..

"เรื่องมันก็เป็นอย่างนี้แหละ กันว่านายอยู่ห่างๆหล่อนเอาไว้ก่อนดีกว่า"

อัยมองหน้ามาโค่ กับแผ่นทองคำตรงหน้าสลับไปมา แล้วหรี่ตามองอย่างไม่เชื่อถือ

"นี่นายมาถึงเมืองไทยเพื่อจะบอกว่า มายาเป็นปีศาจที่ดุร้าย
ทั้งที่มีหลักฐานแค่แผ่นทองคำแผ่นเดียวกับวิญญาณลึกลับตนนึงน่ะหรือ
ฟังนะมาโค่ กันไม่รู้ว่านายไปเอาแผ่นบ้าๆนี่มาจากไหน
และไม่สนใจว่า ผีตัวนั้นพูดอะไรกับนาย
แต่กันได้พบและพูดคุยกับมายาแล้ว เธอไม่ได้เป็นอย่างที่นายคิดหรอกนะ
เธอทั้งสุภาพ อ่อนโยน และถึงเธอจะดื่มเลือดเป็นอาหาร
แต่เธอก็ไม่ได้ฆ่าใครนี่นา เราเอาเลือดที่มีคนบริจาค จากโรงพยาบาลให้เธอ
ซึ่งเท่านั้นก็เพียงพอแล้วสำหรับเธอ"

อัยยกมือขึ้นเป็นเชิงห้าม เมื่อมาโค่ตั้งท่าจะเถียง

"พอแล้ว กันไม่อยากจะฟังเรื่องนี้อีก
ยังไงนายก็ออกจากทีมของเราไปแล้ว
และกันไม่ต้องการให้นายมายุ่งเกี่ยวกับเรื่องนี้อีกต่อไป
กลับไปเสียเถิด กันมีงานอีกมากมายที่ต้องทำ"

มาโค่มองอัยแล้วส่ายหน้า เขามาช้าเกินไป
อัยโดนสเน่ห์ของอิทซาเข้าให้แล้ว
เพราะฉะนั้น ทางเดียวที่เหลืออยู่คือ
ต้องกำจัดอิทซาและขังหล่อนเอาไว้อย่างเดิม
ก่อนที่เรื่องจะบานปลายมากไปกว่านี้

มาโค่เรียกแท็กซี่ไปดอนเมือง ทันทีที่ออกจากบ้านของอัย
โดยมีสายตาสองคู่จับตาดูอยู่ ...

===========================================

"คุณมาโค่ใช่มั้ยครับ"

มาโค่หันไปมองก็พบชายผมแดง ร่างสูง ผอม
สวมแว่นกันแดดสีดำ ยืนยิ้มอยู่ข้างๆ

"มีคนบอกให้ผมมาหาคุณ คือผมมาจากเม็กซิโกนะครับ
ผู้หญิงคนนึง... ไม่ใช่สิ ต้องเรียกว่าวิญญาณตนหนึ่งมาหาผม
แล้วบอกว่ามีคนกำลังต้องการความช่วยเหลือ"

ชายคนนั้นแนะนำตัวเองต่อ เมื่อเห็นมาโค่ทำท่าแปลกใจ

"ผม 'เฟร็ด' ครับ ยินดีที่ได้รู้จัก"

"เอ่อ... เช่นกันครับ ผมมาโค่ครับ อ่า...คุณรู้ได้ยังไงว่าเป็นผม"

เฟร็ดยิ้ม ก่อนจะตอบว่า

" 'เธอ' บอกผมว่า คุณจะมารอรับผม ในวันนี้ ที่ตรงนี้"

มาโค่มีท่าทีโล่งใจอย่างเห็นได้ชัด รีบละล่ำละลักบอกเฟร็ดว่า

"ผมสงสัยว่า เพื่อนของผมจะถูกเวทย์มนต์หรือคุณไสยบางอย่างจากเจ้าหญิงอิทซาครับ
ได้โปรด รีบช่วยเหลือเขาโดยด่วนเลยนะครับ"

"ตอนนี้ เขาอยู่ไหนล่ะครับ"

"ผมคิดว่า เขาคงอยู่ที่ห้องแล็บแถวรังสิตแน่นอนครับ
เพราะผมได้ข่าวมาว่า พวกเขาทำการวิจัยกันที่นั่น"

"งั้นเราไปกันเลยดีกว่าครับ ชักช้าเดี๋ยวจะไม่ทันการณ์"

มาโค่เดินนำเฟร็ดไปอย่างรีบร้อน
ในขณะที่ดวงตาของเฟร็ดที่จับจ้องไปยังร่างของชายตรงหน้านั้น แข็งกร้าวและดุดัน

======================================

มาโค่เดินนำเฟร็ดไปยังห้องแล็บที่เขาเคยมาสองสามครั้ง
ประตูไม่ได้ล็อก ทำให้ทั้งสองเข้าไปได้อย่างง่ายดาย
เฟร็ดปิดประตูตามหลัง แล้วเดินตามมาโค่ไปอย่างสบายๆ
มาโค่มองไปรอบๆ แต่ก็ไม่พบใครในห้องเลย

"แปลกจริง ทำไมไม่มีใครอยู่ แล้วห้องก็ไม่ได้ล็อกด้วย หรือคุณว่าไงเฟร็ด"

มาโค่บ่นและหันไปมองเฟร็ดเชิงถาม จึงทันเห็นเฟร็ดกำลังถอดแว่นกันแดดออก
แล้วเก็บลงกระเป๋าเสื้อ มาโค่อ้าปากค้าง ในขณะที่เฟร็ดเงยหน้าขึ้น ดวงตาที่แดงก่ำนั้น
บ่งบอกถึงสถานะของเขาอย่างชัดแจ้ง

"นั่นสิมาโค่ นายว่าไงล่ะ?"

"แก...แก...แกมันพวกปีศาจนี่"

เฟร็ดแสยะยิ้มอย่างผู้ถือไพ่เหนือกว่า มาโค่ถอยกรูด
จนไปชนกับผู้หญิงคนหนึ่งที่เข้ามาตั้งแต่ตอนไหนก็ไม่รู้

"เจ้าหญิงอิทซา!"

มาโค่ตาเหลือก เมื่อเห็นเธอผู้นั้นถนัด อิทซาหรืออีกนัยหนึ่งคือมายาส่งยิ้มให้มาโค่
อันเป็นผลให้เขาเห็นเขี้ยวขาววาววับตรงมุมปากของเธอ แล้วกล่าวทักทาย

"อื้ม... รู้จักชื่อข้าซะด้วย นังนั่นบอกแกแค่ไหนล่ะ รูปหล่อ ฮิฮิฮิ"

"กะ..แกมันนังปีศาจ ไปให้พ้นนะ ช่วยด้วย!! ใครก็ได้ช่วยที!!"

มาโค่ส่งเสียงร้องลั่น ทำให้คนสองคนที่กำลังเดินขึ้นมาสบตากัน
ก่อนที่จะวิ่งแข่งกันขึ้นมาข้างบน ฝ่ายชายพังประตูผางเข้ามา
ตามติดด้วยฝ่ายหญิงที่วิ่งพรวดพราดเข้ามาด้วยติดๆ
มาโค่รีบผวาเข้าไปหาทั้งสองคนที่เพิ่งเข้ามาใหม่ทันที

"ช่วยด้วยครับ สองคนนี้มันเป็นปีศาจ และพวกมันกำลังจะฆ่าผม"

"เฟร็ดคะ นี่เกิดอะไรขึ้น ทำไมคุณถึง แล้วนั่น...มายา! ฟื้นขึ้นมาตั้งแต่เมื่อไหร่"

นนทรีงงจัด รัวคำถามเป็นชุด และทำท่าจะเดินเข้าไปหาเฟร็ด แต่ทศการฉุดมือไว้
เขาชักปืนออกมาถือไว้ในมือ

"อย่าเข้าไปนน ดูพวกเขาให้ดีๆสิ เขาไม่ใช่คนอย่างเราๆนะ"

นนทรีชะงัก มองหน้าเฟร็ดแล้วก็เสียววูบ เมื่อสบตาแข็งกร้าวนั้น
และเมื่อหันไปมองมายา ก็พบเธอแสยะยิ้มท้าทาย

"ปีศาจ!"

เธอหวีดร้องขึ้นสุดเสียง ผงะไปข้างหลัง ก็พอดีปะทะกับอัยที่เพิ่งเดินเข้ามา
นนทรีโผเข้ากอดอัย พลางสะอึกสะอื้นด้วยความกลัว

"อัยคะ ระวังค่ะ พวกเขาไม่ใช่คน!"

"มานี่สิคะที่รัก มาหามายา"

มายาส่งเสียงหวานเจื้อยแจ้วเรียกอัยให้เข้าไปหา
อัยเดินเข้าไปเหมือนถูกสะกด มิไยที่นนทรีจะฉุดตัวไว้
แต่ก็สู้แรงไม่ไหว ทศการกับมาโค่เข้าขวางก็โดนผลักกระเด็น
นนทรีตาพร่าพรางด้วยน้ำตา เมื่อเห็นอัยเดินเข้าสู่อ้อมกอดของมายา
และหมดสติลงท่ามกลางเสียงหัวเราะบาดหูเหมือนเยาะเย้ยของหล่อน

"ฆ่าพวกมันให้หมดเฟร็ด อย่างปล่อยให้รอดไปได้แม้แต่คนเดียว!"

มายาสั่งเฟร็ด ซึ่งเปรียบเหมือนทาสผู้ซื่อสัตย์ของเธอ
เฟร็ดย่างสามขุมเข้าหาคนทั้งสาม

ทศการลุกขึ้นได้ก็รีบเข้ามาอุ้มนนทรีที่หมดสติอยู่เพื่อพาหนี
แต่เฟร็ดเข้าขัดขวาง มาโค่จึงรับช่วงต่อ
พานนทรีออกไปข้างนอก ส่วนทศการยิงสกัดเอาไว้
กระสุนยิงไปถูกเฟร็ดทุกนัด เลือดสดๆไหลทะลักออกมา
แต่เฟร็ดก็ไม่สะดุ้งสะเทือนเลย จนกระสุนหมดทศการเลยขว้างปืนใส่เฟร็ด
แล้ววิ่งหนีไม่คิดชีวิต มาโค่พานนทรีหนีออกไปจนเกือบถึงประตูตึกที่เปิดอ้าอยู่
แต่ก็พบมายายืนขวางอยู่ก่อนแล้ว จึงต้องหยุดดูเชิง
ในขณะที่ทศการวิ่งมาสมทบ โดยมีเฟร็ดตามมาติดๆ!

มายาเดินเข้าหาคนทั้งสามช้าๆ พลางแสยะยิ้ม แลบลิ้นเลยฝีปากอย่างหิวโหย

"จะหนีไปไหนพ้น ฮิฮิฮิ มาให้ข้าดูดเลือดเสียดีๆเถอะ"

มาโค่และทศการเหลียวหน้าเหลียวหลัง เพื่อหาทางหนี
แต่มายาและเฟร็ดไม่เปิดโอกาสให้นานนัก
ทั้งคู่กระโจนเข้าใส่คนทั้งสามด้วยความหิวโหย...

@=== บทที่แปด ===@

"หยุดนะอิทซา!"

เสียงอันทรงอำนาจเสียงหนึ่ง ดังมาจากประตูด้านหน้า
ส่งผลให้มายาชะงักการเคลื่อนไหว มาโค่ตะโกนลั่นด้วยความดีใจ

"คุณ! คุณนั่นเอง"

ร่างบอบบางของหญิงสาวคนนั้น เดินเข้ามาใกล้
สายตาของเธอ จับจ้องไปที่ร่างของมายา

"ในที่สุด ท่านก็ฟื้นขึ้นมาจนได้นะ อิทซา
แต่ก็ยังไม่รู้สำนึก ยังก่อกรรมทำชั่วเหมือนเดิม"

มายา หรือเจ้าหญิงอิทซายิ้มเยาะ

"แล้วแกจะทำอะไรได้ ข้าในตอนนี้ ไม่เหมือนเมื่อก่อนอีกแล้วนะ
ถ้าคิดจะจับข้าขังอีกเหมือนที่บรรพบุรุษของแกเคยทำล่ะก็
อย่าหวังเลย ฮ่าๆๆ"

"แล้วเราจะได้เห็นกัน อิทซา"

หญิงแปลกหน้ากล่าว พลางโบกมือไล่

"ไปนะ อย่าก่อกรรมให้มากกว่านี้อีกเลย"

อิทซาทำท่าขุ่นเคือง แกมลังเล เพราะยังเกรงๆอยู่
ถึงแม้ว่าเธอจะยังไม่เคยประมือกับคนผู้นี้มาก่อน
แต่ความเจ็บปวดครั้งเก่าที่เคยได้รับ
ทำให้เธอไม่อยากเผชิญหน้า ถ้าไม่จำเป็น
และตอนนี้เธอยังไม่ได้ดูดเลือดใครเลย
กำลังของเธอจึงยังไม่มากพอที่จะต่อสู้กับจอมเวทย์ได้
อิทซาสะบัดหน้าพรืด เรียกเฟร็ดให้ตามกลับไปอย่างไม่ค่อยเต็มใจนัก
แต่ก็ไม่ลืมกล่าวคำอาฆาตแค้นไว้ เพื่อไม่ให้เสียฟอร์ม

"ฮึ ครั้งนี้ ถือว่าข้ายกให้ก็แล้วกัน"

เธอมองไปที่คนทั้งสามที่เกือบเป็นเหยื่อของเธออย่างเสียดาย

"แต่คราวหน้า.... อย่าหวังว่าจะรอด"

แล้วอิทซากับเฟร็ดก็เดินลับหายเข้ากำแพงตึกไปอย่างรวดเร็ว
หญิงแปลกหน้าหันกลับมาหาคนทั้งสามที่ทรุดลงไปกองบนพื้นอย่างหมดแรง
เธอเหลือบมองนนทรี ซึ่งยังไม่ได้สติ แล้วพูดกับมาโค่ว่า

"ออกไปจากที่นี่ก่อนเถอะ เดี๋ยวอิทซาย้อนกลับมาจะแย่"

=======================================

"คุณเป็นใครกันแน่"

ทศการถามหญิงสาวที่ยืนอยู่ตรงหน้าด้วยความฉงน

"เรียกดิฉันว่าไซด้าก็ได้ค่ะ"

เธอเดินไปนั่งข้างเตียงที่นนทรีนอนหมดสติอยู่ เอามือแตะหน้าผาก
แล้วเอาผ้าขนหนูชุบน้ำที่อ่างบนโต๊ะเล็กข้างเตียง แล้ววางบนหน้าผากของนนทรี

"ดิฉันเป็นผู้สืบทอดเวทย์มนต์ของชาวมายา"

มาโค่ ถามขึ้นมาด้วยความแปลกใจ

"คุณดูเหมือนกับวิญญาณตนนั้นที่มาเตือนผมเรื่องเจ้าหญิงอิทซา"

หญิงสาวยิ้ม ก่อนจะกล่าวสืบต่อไปว่า

"ท่านเป็นบรรพบุรุษของดิฉันค่ะ ผู้สืบทอดทุกรุ่น
หน้าตาจะคล้ายคลึงกันเป็นเรื่องปกติค่ะ ท่านส่งดิฉันมา"

"ทำไมผมไม่เห็นคุณที่สนามบินล่ะครับ"

"ความจริงดิฉันกำลังจะเข้าไปหาคุณแล้วล่ะค่ะ
แต่บังเอิญเห็นสมุนของอิทซาเข้าไปหาคุณเสียก่อน
จึงตามมาห่างๆเพราะเป็นทางเดียวที่ดิฉันจะรู้ที่กบดานของหล่อน
แต่ก็ไม่ได้ตั้งใจปล่อยให้คุณมาเสี่ยงตายนะคะ"

ไซด้าเปลี่ยนผ้าชุบน้ำใหม่อีกรอบ แล้วกล่าวต่อ

"เมื่ออิทซาดูดเลือดได้มาก พลังของเธอก็จะมากขึ้นเรื่อยๆ
ดังนั้น ทางเดียวที่จะตัดกำลังของหล่อนได้ คือเราต้องหาทางกักหล่อนไว้
ไม่ให้ออกไปดูดเลือดคนได้"

"แต่ในนั้นมีคนอยู่กับมันสองคนนะครับ" ทศการแย้ง

"เกิดมันหิวจัดๆขึ้นมา เป็นได้ดูดเลือดอัยเพื่อนผมหมดตัว
เจ้าเฟร็ดน่ะช่างเหอะ มันไม่ใช่คนไปแล้ว ขนาดโดนลูกปืนผมไปหมดกระบอก
มันยังเฉยๆเลย"

"คุณต้องช่วยอัยให้ได้นะคะ"

นนทรีซึ่งเพิ่งได้สติ และนอนฟังการสนทนาอยู่พักหนึ่งแล้วขอร้องไซด้า

"อัยคงจะโดนเวทย์มนต์ของมันเข้าแล้ว
ใครฉุดใครรั้งก็เอาไม่อยู่"

ไซด้ามองนนทรีอย่างเห็นใจ

"โอกาสรอดคงน้อยแล้วล่ะค่ะ ลงตกอยู่ในมือของหล่อนแล้วอย่างนี้
ถ้ายังไม่โดนดูดเลือดก็ยังพอมีทาง แต่ถ้า.... ก็สายเกินไป"

"งั้นเราไปช่วยเดี๋ยวนี้เลย" ทศการรีบลุกขึ้นอย่างกระตือรือร้น

"อย่าเพิ่งเลยค่ะ ตอนนี้อิทซาคงระวังตัวแจ
เอาไว้รอโอกาสเหมาะๆดีกว่า อีกไม่นานหรอกค่ะ"

ไซด้ากล่าวอย่างมั่นใจ

=========================================

เฟร็ดหงุดหงิดมากที่ยังไม่มีอาหารตกถึงท้อง
มายามองเฟร็ดอย่างรำคาญ ในขณะที่อัยนั่งเหม่อลอยอยู่ที่มุมหนึ่งของห้อง

"หยุดเดินซะทีน่าเฟร็ด ข้ารำคาญเต็มทนแล้ว"

"เมื่อกี้ทำไมไม่จัดการทั้งสี่คนเลยล่ะ น่าเสียดายจริงๆ
จะได้ไม่ต้องมานั่งหิวอยู่อย่างนี้"

"ข้ายังไม่อยากเสี่ยง"

เฟร็ดหรี่ตามองมายาอย่างดูถูก

"กลัวอะไรกับผู้หญิงแค่คนเดียว นังนั่นไม่มีอาวุธด้วยซ้ำไป"

มายาตวาดเสียงกึกก้องจนห้องสะเทือน พลางถลึงตาใส่เฟร็ดอย่างไม่พอใจ

"แกมันโง่ เฟร็ด ข้าไม่เคยกลัวใคร แต่ก็ประมาทไม่ได้"

เฟร็ดถอนหายใจเฮือกใหญ่ มองไปยังอัยอย่างกระหาย

"งั้น ข้าจะกินมันแทน!"

"ถ้าเอ็งเข้ามา ตาย! ของๆข้า ใครก็แตะไม่ได้
ถ้าเอ็งหิวนักล่ะก็ ออกไปหากินเอาเองซี่"

"ถ้าออกได้ข้าออกไปนานแล้ว ไม่รอให้เจ้าสั่งหรอก
คนแถวนี้มันย้ายหนีไปหมดแล้ว ไม่เหลือเลย
แล้วถ้าต้องออกไปไกลๆ ข้าก็กลับมาที่นี่ไม่ทันน่ะสิ
ฟ้าใกล้สางอยู่แล้วนะ ข้าสู้แสงแห่งรุ่งอรุณไม่ได้เจ้าก็รู้"

"งั้นก็หุบปาก! แล้วกลับไปที่ของเจ้า
ข้าต้องการอยู่คนเดียว"

เฟร็ดยิ้มเยาะ ถากถางมายาด้วยความโมโหว่า

"อ้อ อยากจะอยู่กับอ้ายหนุ่มหน้ามนสองต่อสองล่ะสิ
อย่าลืมนะว่า มันเป็นมนุษย์ แล้วเจ้า...หึหึหึ"

"ไสหัวไปนะ ถ้าเจ้ายังยั่วโมโหข้าอีกล่ะก็
ข้าไม่ละเว้นเจ้าแน่ เฟร็ด"

เฟร็ดหน้าแดงด้วยความโกรธจัด แต่ก็ไม่กล้าหือกับมายาอีก
ได้แต่เดินกระแทกเท้าปึงๆออกไปนอกห้อง แล้วปิดประตูตามหลังดังโครม!
มายามองตามหลังเฟร็ดอย่างโกรธแค้น พึมพัมเบาๆว่า

"อย่าลืมซี่ว่าเจ้ามันก็มนุษย์เหมือนกัน
ไว้ข้าเสร็จงานเมื่อไหร่ ก็อย่าหวังว่าข้าจะเอาเจ้าไว้!"

===================================

"อิทซาเป็นเจ้าหญิงแห่งเผ่ามายา" ไซด้าเริ่มเล่าประวัติของมายา

"เธอเป็นคนที่มีจิตใจดุร้ายและโหดเหี้ยมมาตั้งแต่เด็ก
ตอนเล็กๆ เธอฆ่าเพื่อนเล่นของเธอด้วยวิธีทารุณบ่อยครั้งจนไม่มีใครกล้าเล่นด้วย
พอโตพอจะรู้หนังสือ เธอก็เริ่มหมกมุ่นอยู่กับมนต์ดำของปิศาจ
ด้วยอำนาจของยศศักดิ์ที่มีอยู่ในมือ
เธอสั่งให้ข้าทาสในปกครองหาเลือดสดๆมาเข้าพิธีทุกคืนเดือนเพ็ญ
ไม่มีใครรู้ว่า เธอเอาเลือดพวกนั้นไปเข้าพิธีอะไร
ต่อมา ทาสของเธอก็ค่อยๆหายหน้าไปทีละคน ทีละคน"

ไซด้ายกกาแฟขึ้นจิบ ก่อนที่จะเล่าต่อ

"ทีแรก พวกเรานึกว่าเป็นเพราะทนความโหดร้ายของอิทซาไม่ไหว จึงหนีไป
จนวันหนึ่ง ราชา ซึ่งก็คือพ่อของอิทซานั่นแหละไปพบลูกสาวเอามืดเชือดคอทาส
แล้วดูดเลือดทั้งเป็นๆอย่างนั้นจนหมดตัว
ท่านจึงสั่งกักตัวอิทซาไว้ไม่ให้ออกมาข้างนอก
และไม่ให้ใครเข้าใกล้ ด้วยเกรงว่าจะถูกเธอจับกินเหมือนคนอื่นๆ"

นนทรี กับทศการ มองตากันพลางกลืนน้ำลายลงคออย่างยากเย็น
ส่วนมาโค่ เอามือลูบคอโดยไม่รู้ตัว

"คืนหนึ่ง อิทซาหนีออกจากวัง
พอรุ่งเช้าก็มีเด็กชาวบ้านหายตัวไปหลายคน
พ่อแม่ของเด็กออกติดตาม
ก็พบร่างไร้วิญญาณที่ถูกสูบเลือดจนหมดตัว
ของเด็กเหล่านั้นอยู่ในถ้ำแห่งหนึ่ง"

"ราชาสั่งคนออกตามล่าอิทซาด้วยหัวใจที่ร้าวราน
แต่ท่านจะปล่อยให้เธอเที่ยวฆ่าคนอย่างนี้ไม่ได้
อิทซาถูกจับในอีกสามอาทิตย์ถัดมา
ในขณะเข้าไปขโมยเด็กจากเปลกลางดึก
ตอนนั้น เธอกลายเป็นปิศาจเต็มตัวไปแล้ว
เขี้ยวที่ยาวผิดปกตินั้น บอกว่าปิศาจได้ยอมรับเธอแล้ว
ในที่สุด หล่อนถูกตัดสินให้ฆ่าทิ้งเสีย แต่ราชาทำใจไม่ได้
และบรรพบุรุษของดิฉันก็ได้คัดค้านด้วย
โดยให้เหตุผลว่า ปิศาจ... ฆ่ายังไงก็ไม่ตาย
วิธีเดียวที่จะควบคุมมันได้ คือการกักขังด้วยมนต์อันศักดิ์สิทธิ์เท่านั้น"

"เพราะเหตุนี้ถึงได้มีการสร้างโลงโลหะ และแผ่นกำกับทองคำนี้ไว้ใช่มั้ยครับ"

มาโค่เสริม อย่างพอจะเห็นภาพเลาๆ ไซด้าพยักหน้ารับ

"ใช่ค่ะ ส่วนอำพันที่ห่อหุ้มร่างของหล่อนนั้น
ก็เพื่อไม่ให้เธอดิ้นรนจากพันธนาการนี้ง่ายนัก แต่..."

"แต่เรากลับไปละลายมันออกเสีย"

นนทรีพูดขึ้น พลางถอนหายใจเฮือกใหญ่
และคิดว่า เธอน่าจะยับยั้งพวกเขาตั้งแต่แรก
เพราะเธอเองก็รู้สึกแปลกๆกับโลงที่อัยนำกลับมาอยู่แล้ว
แต่มารู้สึกเสียใจตอนนี้ มันก็สายเกินไป

"ความจริง มนต์ที่สะกดอิทซาอยู่นั้น
ได้เสื่อมตั้งแต่แผ่นโลหะหลุดออกจากโลงแล้ว
ลำพังเพียงอำพัน มันจะออกมาเมื่อไหร่ก็ได้
แต่ที่มันยังไมสำแดงฤทธิ์ในตอนนั้น
เพราะมันไม่มีแรง มันไม่ได้กินอาหารมานานถึงสองพันปี
และถ้ามันออกอาละวาดในเวลานั้น
ดิฉันก็จะปราบมันได้โดยเร็ว และง่ายดาย
เพราะมันยังมีพลังไม่เต็มที่" ไซด้าอธิบายต่อ

"แล้วตอนนี้ล่ะครับ" ทศการถามขึ้นอย่างเอาจริงเอาจัง

ไซด้า มองหน้าคนทั้งสาม ก่อนจะเอ่ยขึ้นมาอย่างหนักแน่นว่า

"ถึงยังไง ดิฉันก็จะต้องจัดการปราบอิทซาให้อยู่ค่ะ
ไม่อย่างนั้น... เมืองนี้คงลุกเป็นไฟแน่
ดิฉันไม่อยากให้เป็นเหมือนเผ่ามายาของเราในอดีต
ชาวบ้านบางส่วน อพยพหนีตายกันจนเมืองร้าง
แม้ว่าเราสามารถควบคุมอิทซาได้แล้วในภายหลัง
พวกเขาก็ไม่หวนกลับมาอีกเลย
ไม่มีใคร อยากจะอยู่ร่วมกับปิศาจ โดยเอาชีวิตเข้าไปเสี่ยงหรอกค่ะ!"

@=== บทที่เก้า ===@

มายามองอัยอย่างพึงพอใจ คิดว่าจะให้เขาอยู่เคียงข้างตนตลอดไป
เธอพยายามสะกดความหิวโหยเอาไว้ เพื่อจะได้ไม่ไปทำร้ายเขาเข้า

มายาสอดส่ายสายตาหาเหยื่อที่อาจหลงเข้ามาจากหน้าต่างชั้นบน
แต่ก็ต้องผิดหวังเมื่อพบแต่ความว่างเปล่า
เธอไม่ได้ดูดเลือดมนุษย์มาเป็นเวลาสามวันแล้ว
พรุ่งนี้ เธออาจจะต้องออกไปหากินไกลหน่อย
แต่ถ้าทิ้งอัยไว้คนเดียว เฟร็ดอาจจะลอบเข้ามาทำร้ายเขาก็ได้
มายารู้สึกแค้นใจตัวเอง ที่ดันไปเลือกเฟร็ดในตอนแรก
คงเป็นเพราะในตอนนั้น เธอไม่ทันคิดถึงผลกระทบที่จะตามมาเลย
บางที ... มายามองอัยอย่างมีความหวัง
อัยอาจจะช่วยหาอาหารให้แก่เธอได้ ถึงแม้ว่าจะเป็นแค่เลือดจากโรงพยาบาล
แต่ก็ดีกว่าไม่มีเหมือนในตอนนี้

มายาตัดสินใจคลายมนต์สะกดชั่วคราว เพราะถ้าเธอใช้อัยไปทำงานในลักษณะนี้
คนอื่นๆจะต้องสงสัย และเขาอาจถูกเฟร็ดทำร้ายโดยไม่รู้ตัว
มายาขบริมฝีปากอย่างใช้ความคิด
เป็นการเสี่ยงมากทีเดียวที่จะคลายมนต์จากอัย
แต่ถ้าเขายอมช่วยเธอมันก็คุ้มค่าเสี่ยง

"อัยคะ มาหามายาหน่อย"

อัยเดินตัวทื่อเข้าไปหาด้วยสีหน้าเฉยชา ไร้ความรู้สึก
มายาเอาดีดนิ้วดังเปาะหนึ่งครั้ง เวทย์มนต์ก็คลาย
อัยสะดุ้ง มองไปรอบๆห้องแล็บอย่างฉงน
ก่อนหันกลับมามองมายา แล้วตั้งคำถามทันที

"มายา! แล้วนี่ผมมาอยู่ที่นี่ได้ยังไงเนี่ย"

"อัยคะ มายามีเรื่องอยากขอร้อง เลยเรียกอัยมาที่นี่
มายาขอโทษค่ะ ถ้าทำให้คุณไม่พอใจ"

"คุณเรียกผมมาเหรอ ทำได้ยังไง??"

อัยเริ่มงง ความรู้สึกบางอย่างเริ่มเข้าเกาะกุมจิตใจ
เรื่องราวที่มาโค่บอกเล่า ดังก้องในสมอง
นี่เธอสามารถควบคุมเขาได้โดยที่เขาไม่รู้ตัวอย่างนั้นหรือ
แล้วเขาทำอะไรไปบ้างนี่ เขา... ฆ่า...ฆ่าคนหรือเปล่า
มายาเห็นความระแวงสงสัยระคนหวาดกลัวฉาบอยู่บนใบหน้าของชายหนุ่มแล้ว
ทำให้เธอคิดว่า รู้งี้ไม่คลายมนต์ก็ดีหรอก
แต่เธอยังต้องพึ่งพาเขาเรื่องอาหาร จึงตีหน้าเศร้า

"มายาไม่ได้ให้คุณทำอะไรที่ผิดศีลธรรมหรอกค่ะอัย
เพียงแค่เรียกคุณมาเพื่อจะขอร้องอะไรเท่านั้น"

"คุณต้องการอะไร มายา"

อัยมองใบหน้าที่แสดงความเสียใจผิดหวังนั้นแล้ว จิตใจก็เริ่มไหวยวบ
เขาโทษตัวเองที่ไม่น่าระแวงสงสัยมายาเลย เธอออกจะน่าสงสารอย่างนี้
มายาทำหน้าเศร้าหนักเข้าไปอีก พูดเสียงสั่นเครือว่า

"มายาต้องการเลือดค่ะอัย เฟร็ดเขาไม่อยู่ ไม่มีใครหาอาหารมาให้มายา
มายาไม่ต้องการออกไปหาเอง เพราะอาจยั้งไม่อยู่ จะทำให้มีการตายได้
มายาไม่อยากทำบาปค่ะอัย"

หล่อนปดอย่างหน้าตาเฉย มองอัยด้วยสายตาวิงวอน จนอัยใจอ่อน

"คุณต้องการเลือดของผมหรือ มายา"

"ไม่ค่ะ มายาไม่อยากดื่มเลือดของคุณ แค่อยากขอให้คุณช่วยหาเลือดมาให้มายาเท่านั้น"

"แล้วผมจะไปหามาจากไหนล่ะ"

"เฟร็ดเคยเอาเลือดจากโรงพยาบาลมาให้มายา"

"อ้อ จริงสิ ผมไม่ทันคิด แต่ผมจะเอามาได้ยังไงนะ
พวกหมอจะได้ไม่สงสัย"

อัยเอามือลูบคางอย่างใช้ความคิด นี่เขาจะใช้วิธีไหนดีนะ
มายาแอบซ่อนยิ้มในหน้า เมื่ออัยทำท่าว่าเชื่อคำพูดของเธอ

"ผมจะลองดูก็แล้วกันมายา เดี๋ยวผมกลับมา"

"เร็วนะคะ ใกล้เช้าแล้ว มายาใกล้หมดแรงเต็มที"

เธอทำท่าอ่อนระโหยโรยแรงได้อย่างแนบเนียน
แต่ความจริงเธอก็เกือบหมดแรงแล้วจริงๆ

"ผมว่า คุณเข้าไปนอนพักในห้องเย็นก่อนดีกว่า
เพราะแสงแดดส่องเข้าไปไม่ถึง คุณจะได้ไม่เพลียมาก"

"ก็ดีค่ะ"

มายาเดินไปหยุดอยู่ตรงประตูทางเข้าห้องเย็น
อัยทำท่าจะเข้าไปด้วย เธอรีบห้ามไว้โดยบอกว่า
เธอยังไปเองไหว แต่ความจริงเธอกลัวเฟร็ดที่อยู่ข้างใน
จะทำให้แผนแตกมากกว่า จะอดกินกันพอดี
เมื่ออัยเดินออกไปจากห้องแล็บได้พักใหญ่แล้ว
มายาก็ออกไปยืนแนบกระจกมองหาเหยื่ออีกครั้ง...

====================================

"ทำไมเราต้องมาดักที่ธนาคารเลือดด้วยคะ ไซด้า"

นนทรีกระซิบถามหญิงสาวที่นั่งอยู่ข้างๆเบาๆ
พวกเธอหลบอยู่ในรถเพื่อรอคอยบางสิ่งบางอย่างที่อาจจะเกิดขึ้น
อยู่หน้าธนาคารเลือด ซึ่งเป็นศูนย์รวมเลือดจากทั่วประเทศ

"แฟนของคุณอาจมาที่นี่ก็ได้" ไซด้าเอ่ย

เธอกะว่า เมื่ออิทซาไม่ได้ดูดเลือดในคืนนี้
หล่อนจะต้องงุ่นง่านพอดู และถ้าจะดูดเลือดจากอัย
ก็จะพอประทังได้ชั่วคราวเท่านั้น ดังนั้น
เธอคิดว่าอิทซาผู้ฉลาดเฉลียว จะไม่แก้ปัญหาเฉพาะหน้าอย่างนั้นแน่
และการที่จะใช้อัยให้ทำงานให้ ก็จะต้องคลายมนต์ให้เขาด้วย
เพราะขณะที่ถูกมนต์สะกดอยู่ อัยจะมีลักษณะที่เป็นจุดสนใจของคนรอบข้างแน่นอน
จะทำให้เรื่องยุ่งยาก ดังนั้น เธอจึงมาดักรออัยอยู่ที่นี่
ถ้าเป็นไปตามที่คาดหมาย แสดงว่าอิทซาจะต้องอ่อนกำลังลงบ้างแล้ว
และแผนการณ์กำจัดหล่อนก็เป็นไปตามที่วางเอาไว้
คือให้หล่อนอดอาหารจนหมดแรงไปเอง
และจะต้องออกมาติดกับของเธออย่างง่ายดาย

"เอ๊ะ นั่นรถของอัยนี่คะไซด้า"

นนทรีร้องอย่างตื่นเต้น เมื่อเห็นรถของแฟนหนุ่มเลี้ยวเข้ามาในเขตของธนาคารเลือด
เขาจอดรถแล้วก้าวออกมาจากลานจอดรถเพื่อตรงเข้าไปข้างใน

"ตอนนี้แหละ"

ไซด้ากับนนทรีวิ่งออกมาจากรถตรงเข้าไปหาอัยทันทีแล้วลากตัวเขามาขึ้นรถ

"เอ๊ะ อะไรกัน คุณเป็นใครมาจับตัวผมทำไม
อ้าวนน คุณทำอะไรของคุณน่ะ"

อัยโวยวายเมื่อถูกจู่โจมโดยไม่ทันตั้งตัว

"อัยคะ อย่าเพิ่งพูดอะไรตอนนี้เลยค่ะ
ตามพวกเรามาเถอะค่ะ"

นนทรีวิงวอนคนรัก พลางดุนหลังเขาให้ก้าวขึ้นรถ

"แต่ผมมีงานต้องทำนะ เร่งด่วนด้วย ไม่งั้นมายาจะ..."

"มายา มายา! คุณคิดถึงแต่หล่อนเท่านั้นหรือ
ไม่ห่วงชีวิตตัวเองบ้างหรือยังไง"

นนทรีตัดพ้อ ในขณะที่รถเคลื่อนตัวเข้าสู่ถนนใหญ่

"คุณพูดเรื่องอะไรกันน่ะ"

"เดี๋ยวดิฉันจะเล่าเรื่องทั้งหมดให้คุณฟังเองค่ะ"

ไซด้าตัดบท แล้วเริ่มต้นเล่าเรื่องราวของมายาหรือเจ้าหญิงอิทซา
และการกระทำของเธอต่อคนอื่นๆ เหมือนที่เล่าให้นนทรีและพวกฟัง
อัยถึงกับหน้าถอดสี เมื่อฟังจนจบ ครางอ๋อย

"นี่เธอหลอกผมมาตลอดหรือนี่ แย่ชะมัด ผมมันโง่เง่าสิ้นดี"

"ไม่ใช่ความผิดของคุณหรอกค่ะ ใครที่ได้พบกับเธอ
ล้วนแล้วแต่โดนเสน่ห์ของเธอกันทุกคน นั่นเป็นเพราะความงาม
และกลิ่นกำยานกล่อมจิตของเธอไงล่ะคะ"

"กลิ่นแปลกๆนั่นน่ะหรือครับ"

"ใช่ค่ะ มายาใส่กลิ่นนี้เพื่อหลอกล่อผู้คนให้หลงไหล
และจะเชื่อทุกอย่างที่เธอพูด ทำทุกอย่างที่เธอต้องการ
โดยไม่ลังเลใจเลย"

"น่ากลัวจริงๆ"

อัยพึมพัม หน้าซีดเผือด นี่เขาเกือบตกเป็นเหยื่อของมายาเสียแล้ว
เขามองนนทรีและไซด้าอย่างขอบคุณ แต่เมื่อกลับมาถึงบ้าน
ทั้งทศการและมาโค่กลับหายตัวไป
มีร่องรอยของการต่อสู้อย่างรุนแรงปรากฏชัด
ในขณะที่ทุกคนยืนตะลึงกันอยู่นั่นเอง
เฟร็ดก็เดินออกมาจากมุมมืดใต้บันได
โดยลากร่างที่ไร้สติของมาโค่และทศการออกมาด้วย!

"เฟร็ด นายทำอะไรพวกเขาสองคนน่ะ"

อัยร้องลั่น เมื่อเห็นทั้งสองคนอยู่ในลักษณะที่สะบักสะบอมเต็มทน
เฟร็ดแสยะยิ้ม จนเห็นเขี้ยวขาววับที่มุมปาก

"อ้อ แกหลุดจากมนต์ของมายาแล้วรึ ดี งั้นข้าจะกินแกก่อน
โทษฐานที่ทำให้ข้ากับมายาผิดใจกัน"

เฟร็ดย่างสามขุมเข้ามาหาอัยอย่างมุ่งร้าย
อัยกับนนทรีถอยกรูด แต่ไซด้ากลับยืนประจันหน้าอย่างไม่เกรงกลัว

"แกอีกแล้วรึนังตัวดี เพราะแกทำให้ชั้นอดกินเลือดของเจ้าพวกนี้
ข้าเปลี่ยนใจแล้ว ข้าจะกินแกก่อน แล้วก็ตามด้วยแก แก และพวกแก"

เฟร็ดชี้หน้าไซด้า อัย นนทรี และมาโค่กับทศการ ตามลำดับ
นึกถึงความโอชะของเลือดที่เขากำลังจะได้ลิ้มลองอย่างคาดหวัง
จนน้ำลายสอ ไซด้าเอามือล้วงลงไปในกระเป๋ากางเกง แล้วหยิบไม้หอมขึ้นมาชิ้นหนึ่ง

"เฮอะ ไม้เล็กแค่นั้นจะทำอะไรข้าได้" เฟร็ดหัวเราะอย่างย่ามใจ

ไซด้าร่ายเวทย์ลงบนไม้ท่อนนั้น แล้วขว้างไปยังร่างของเฟร็ดทันที
จากไม้ธรรมดา กลายเป็นหลาวยาวสามฟุต ปลายแหลมเปี๊ยบ
เฟร็ดตาเหลือกด้วยความคาดไม่ถึง จึงรีบเบี่ยงตัวหลบทันที
แต่ช้าเกินไป เขาถูกหลาวแทงทะลุอกออกไปถึงกลางหลัง ร้องโอดโอยอย่างเจ็บปวด
แล้วรีบหนีหายไปทันที ไซด้าสั่งให้อัยกับนนทรีประคองทศการกับมาโค่เข้าบ้าน
ส่วนเธอ ร่ายอาคมล้อรอบตัวบ้านเพื่อความมั่นใจ ว่าปิศาจทั้งหลายจะไม่มากล้ำกราย

========================================

เฟร็ดครวญครางมาหามายาด้วยหวังจะให้เธอช่วย
เธอมองเฟร็ดอย่างสมเพชแกมสมน้ำหน้า
แต่เมื่อรับรู้ว่าอัยไปเข้าพวกกับไซด้าแล้ว
จึงบันดาลโทสะอย่างมาก เฟร็ดถอนหลาวออกจากตัวอย่างยากเย็น
ร้องด้วยความเจ็บปวด พลางขอความช่วยเหลือจากมายา
แต่เธอยังจำความยะโสของเฟร็ดที่ชอบแสดงอำนาจบาตรใหญ่ได้ดี
จึงไม่ยอมช่วย

"อย่าลืมสิว่า เจ้าอาศัยเลือดของข้าในการฟื้นพลังน่ะ
ถ้าไม่ได้ข้า เจ้าก็คงไม่มาผยองอยู่อย่างนี้ได้หรอกน่า"

เฟร็ดทวงบุญคุณที่เคยได้สละเลือดให้เธอด้วยความโมโห
มายาตาลุกวาวด้วยความไม่พอใจ ตอนนี้เธอหิวมาก
และจากคำพูดลำเลิกบุญคุณของเฟร็ด ทำให้เธอฉุกคิดได้ว่า
เฟร็ดก็เป็นมนุษย์ ซึ่งเป็นอาหารที่เธอโปรดปราน และตอนนี้เธอกำลังหิว
มายาเดินเข้าไปหาเฟร็ด พูดอย่างอ่อนโยนเหมือนตอนที่เจอกันครั้งแรกว่า

"มาเถอะ มาให้ข้ากอดหน่อย ทาสของข้า"

เฟร็ดกระเสือกกระสนมาหาเธอโดยไม่เฉลียวใจเลย
ว่ามายาคิดจะทำอะไร เขารู้แต่ว่า เขาเจ็บปวดมาก
และมายาเป็นคนเดียวที่จะช่วยเขาได้

มายาโอบเขาไว้ในอ้อมแขนอย่างรักใคร่
แล้วกระซิบบอกเขาเบาๆว่า

"ข้าหิวเหลือเกิน ไหนๆเจ้าก็จะตายแล้ว
ก็จงมาเป็นอาหารให้ข้าฟื้นกำลังเถอะ!"

แล้วมายาก็ฝังเขี้ยวแหลมคม ลงบนคอหอยของเฟร็ดอย่างรุนแรง
ด้วยอำนาจความหิวโหย เลือดสดที่ดูดโดยตรงจากร่างของมนุษย์
เป็นสิ่งที่เธอโปรดปรานยิ่งกว่าสิ่งใดๆในโลก จนกระทั่งกำลังเริ่มคืนมาเป็นลำดับ
ในขณะที่เฟร็ดค่อยทรุดตัวลงนอนราบกับพื้น
ด้วยร่างที่ซูบซีด จนเหลือแต่หนังหุ้มกระดูก!

To be continue....




 

Create Date : 21 มีนาคม 2550    
Last Update : 22 มีนาคม 2550 23:07:40 น.
Counter : 126 Pageviews.  

ปริศนามายามนต์ (ตอนที่ 1 - 5)

โดย :เจี๊ยบ (ลีโอลัคนา) [23 ก.ย. 2541 22:08:01]

@=== เกร็ดเล็กน้อยเกี่ยวกับที่มาของเรื่อง ===@

ชนเผ่ามายา ที่อาศัยอยู่ในทวีปอเมริกากลาง เมื่อกว่า 2000 ปีล่วงมาแล้ว
เป็นชนเผ่าที่มีอารยะธรรมรุ่งเรืองที่สุดในบรรดาเผ่าต่างๆร่วมสมัย
วิทยาการต่างๆรุดหน้าไปอย่างรวดเร็ว
และเป็นที่น่าแปลกที่อยู่ๆชนเผ่านี้ก็หายไปจากดินแดนของตน โดยปราศจากร่องรอย!
คงไว้เพียงซากอารยะธรรมที่เป็นหลักฐานในการยึนยันว่ามีชนเผ่านี้อยู่บนโลก

[23 ก.ย. 2541 22:10:43]


@=== บทที่หนึ่ง ===@

เสียงเครื่องจักรดังกระหึ่มมาจากหุบเขาที่อยู่ห่างไกลชุมชนแห่งหนึ่งของประเทศเม็กซิโก

ชายหนุ่มรูปร่างสูงใหญ่ ยืนกอดอกดูการขุดเจาะบริเวณที่เชื่อว่าเป็นที่ตั้งเก่าแก่ของชนเผ่ามายา
หลุมขนาดใหญ่ปรากฏอยู่เบื้องหน้า
ภายในหลุมเต็มไปด้วยข้าวของเครื่องใช้โบราณระเกะระกะเต็มไปหมด

"อัย" เป็นนักโบราณคดีและนักวิทยาศาสตร์ที่ยังหนุ่มแน่น และหน้าตาดี
เขาเป็นคนที่เอาจริงเอาจังต่องาน แต่ไม่ใช่คนอารมณ์ร้าย
เพื่อให้งานของเขาบรรลุถึงเป้าหมายแล้ว
เขาทุ่มเทแรงกายแรงใจให้อย่างไม่รู้สึกเหน็ดเหนื่อย

เมื่อสองเดือนที่แล้วเขาและลูกทีมสำรวจ
ได้รับรายงานถึงการค้นพบเมืองโบราณแห่งหนึ่งในเม็กซิโก
และเมื่อพบว่า เป็นร่องรอยของชนเผ่ามายาที่อยู่ๆก็สาบสูญไปจากหน้าประวัติศาสตร์
พวกเขาจึงรีบรุดมาสำรวจอย่างรวดเร็ว

"เอ้า เร่งมือเข้า ใกล้มืดเข้าไปทุกทีแล้ว"

ผู้นำโครงการหนุ่มตะโกนสั่งงานลูกน้อง
ก่อนเดินไปยังเต็นท์ใกล้ๆ เพื่อดื่มน้ำ

อัยทรุดตัวลงนั่งบนเก้าอี้ตัวเล็กหน้าเต็นท์
แล้วหยิบรูปของสาวคนรักขึ้นมาเพ่งพิศดูอย่างคิดถึง
สาวสวยผมดำเป็นเงา ดวงตาโตเป็นประกาย
รอยยิ้มที่ดูเหมือนจงใจยิ้มให้แก่เขาคนเดียว
จ้องตอบมาเช่นกัน...

น้ำเสียงหวานระรื่นหูของนนทรีปรากฏขึ้นในห้วงคำนึงของเขา

"นนไม่อยากให้คุณไปเลย ไกลจะตาย" คนรักสาวบ่นกระเง้ากระงอดใส่ชายหนุ่ม

"ไม่เอาน่า มันเป็นงานนะจ้ะที่รัก แล้วผมก็รักงานนี้มากเลย"

แววตาของอัยเป็นประกายเมื่อพูดถึงงานที่เขารัก นนทรีค้อนใส่ชายคนรัก

"บางครั้งนนก็อดคิดไม่ได้นะคะ ว่าอัยรักงานมากกว่ารักนนซะอีก"

"โธ่ นนจ๋า คุณก็รู้นี่ว่าผมรักคุณมากแค่ไหน
แต่ผมก็ขาดงานที่ผมรักไม่ได้เหมือนกัน"

อัยพยายามอธิบายให้คนรักเข้าใจ

"เอาเถอะค่ะ" นนทรีตัดบท

"อยากไปก็ไป แต่อย่าให้นนจับได้ก็แล้วกัน
ว่าคุณแอบไปติดใจสาวที่ไหน นนเอาตายเชียว"

อัยหัวเราะ เชยคางของหญิงสาวขึ้นจ้องตาอย่างหลงไหล

"แฟนผมออกสวยอย่างนี้ ผมจะไปมองใครได้อีกล่ะจ้ะ"

สาวสวยเบือนหน้าหลบตาคนรักอย่างเอียงอาย หน้าร้อนผ่าว

"ไม่เอาแล้ว คุยกะอัยทีไรออกนอกเรื่องทุกที นนกลับดีกว่า"

เธอหมุนตัวกลับจะเดินออกไป แต่อัยรีบรวบร่างของเธอไว้ในอ้อมกอด
สูดกลิ่นหอมรวยรินอย่างชื่นใจ แล้วกระซิบข้างหูว่า

"ใจคอนนจะไม่อวยพรให้ผมบ้างหรือจ้ะ
อีกไม่กี่ชั่วโมงผมก็ต้องออกเดินทางแล้วนะ"

"ปล่อยก่อนสิคะ เดี๋ยวใครมาเห็น นนอายค่ะ"

"ไม่เห็นต้องอายเลย ใครๆก็รู้กันทั้งนั้นแหละว่าเราเป็นอะไรกัน" ชายหนุ่มพูดเป็นนัยๆ

"บ้า พูดดีๆนะ ไม่งั้น..."

อัยพลิกตัวหญิงสาวให้หันกลับมาเผชิญหน้า

"ไม่งั้นจะทำไมจ้ะ"

นนทรีทุบอกคนรักแก้ขวย

"ตาบ้านี่ ปล่อยนะ อุ๊ย..."

เสียงนนทรีเงียบหายไปเพราะถูกอัยปิดปากด้วยจุมพิตแสนหวาน
สาวสวยอ่อนระทวยอยู่ในอ้อมแขนแข็งแรงของแฟนหนุ่ม
หนุ่มสาวทั้งสองส่งผ่านความรักแก่กันและกันจนลืมเวลา
กระทั่งได้ยินเสียงกระแอมกระไอดังขึ้นข้างตัว
ทั้งคู่รีบผละออกจากกันทันที
นนทรีหน้าแดงซ่านในขณะที่อัยทักทายคนที่เข้ามาขัดจังหวะ

"มีอะไรรึ ทศการ เลือกเวลาเข้ามาดีนักนะ ฮึ่ม!"

ทศการหัวเราะร่า

"ขอขัดจังหวะนิดนึงเพื่อน
เราได้รับคำสั่งให้เลื่อนการเดินทางเร็วขึ้นนะ
อีกสิบนาทีเครื่องจะออก"

"เร็วงี้เชียว" นนทรีบ่น เงยหน้ามองคนรักและกล่าวว่า

"รีบกลับนะอัย นนเป็นห่วง รักษาตัวให้ดีล่ะ"

"จ้ะ ผมจะรีบกลับ"

ทศการแซวขึ้นทันทีว่า

"นนทรีไม่ต้องห่วงหรอกน่า เจ้าอัยไม่ยอมเป็นอะไรแน่ๆ
มันหวงเธอยังกะอะไร แต่ไม่เป็นไรนะจ้ะ ผมยังอยู่ทั้งคน"

ว่าแล้วทศการก็ทำตาหวานใส่แฟนสาวของเพื่อน

"เฮ้ยเจ้าทศการมากไปๆ ระหว่างที่ข้าไม่อยู่ห้ามจีบแฟนข้านะเฟ้ย ไม่งั้นเจ็บ"

"ฮ่าๆๆ เห็นมั้ย พูดไม่ทันขาดคำเลย เริ่มแล้ว"

"บ้าพอกันทั้งคู่เลย" นนทรีบ่นไปยิ้มไป

"โชคดีนะจ้ะอัย"

"นนทรีจะนับวันรอ" ทศการดัดเสียงล้อเลียนก่อนจะรีบหลบฉากไปอย่างว่องไว

อัยลูบไล้รูปของสาวคนรักอย่างรักใคร่และคิดถึง
หลังจากเสร็จงานนี้แล้ว เขาจะได้กลับไปหาคนรักเสียที

ทันใดนั้นเอง เสียงเอะอะโวยวายของคนงานทำให้อัยตื่นจากภวังค์
มาโค่วิ่งมาบอกอัยว่า คนงานขุดเข้าไปในเขตหวงห้าม
แล้วพบโลงโลหะขนาดใหญ่ใบหนึ่ง ตอนนี้กำลังยกขึ้นมา
อัยรีบเก็บรูปของคนรักเข้ากระเป๋าเสื้อแล้วรีบวิ่งเข้าไปดูทันที

หีบโลหะขนาดใหญ่ ถูกยกขึ้นมาตั้งไว้ที่ปากหลุมแล้ว
อัยรีบเข้าไปสำรวจอย่างใกล้ชิดทันที

"ยอดมากเลยมาโค่ มันทำมาจากโลหะชั้นดีเลยนะนี่
ไม่เป็นสนิม แถมมีลวดลายสวยงามอะไรยังงี้"

อัยปัดฝุ่นออกจากบางส่วนของโลงอย่างระมัดระวังและถนุถนอม
ไม่นานนัก เมื่อโลงถูกทำความสะอาดเรียบร้อยแล้ว
ทุกคนต่างก็ตกตะลึงในความวิจิตรพิศดารของโลงใบนี้

"กันจะเอาหีบใบนี้กลับไปเมืองไทย ให้เฟร็ดเป็นคนช่วยเปิด
เขาชำนาญทางด้านนี้"

อัยหันไปพูดกับมาโค่ ซึ่งแสดงสีหน้ากังวลอย่างเห็นได้ชัด

"จะดีหรือ นายก็รู้อยู่แล้วนี่ว่า ตรงที่เราขุดเจอน่ะ
ไม่ใช่เขตที่เราได้รับอนุญาตให้ขุด ทางรัฐบาลจะได้เอาเราตายปะไร"

"ไม่บอกก็ไม่มีใครรู้หรอกน่า เดี๋ยวก็ให้คนงานจัดการกลบหลุมนั่นให้เรียบร้อย
แล้วเราก็ขุดหลุมใหม่อีกหลุมหนึ่ง ทำเป็นว่าเราเจอใขเขตที่เราขออนุมัติ
เท่านี้ก็เรียบร้อย ง่ายนิดเดียว"

"ก็ตามใจนาย"

มาโค่พยักหน้าตามเพื่อน เพราะรู้ว่าลงอัยต้องการให้เป็นอย่างใดแล้ว
ไม่มีใครจะขัดใจเขาได้

ท้องฟ้ามืดลงแล้ว และทำท่าว่าจะมีพายุ ทั้งหมดจึงต้องรีบเร่งทำงาน
ในขณะที่มาโค่ ควบคุมให้คนงานกลบหลุมที่พบโลงใบนั้น
เขาก็สะดุดตากับแผ่นโลหะทองคำที่ส่งประกายวับวาวหล่นอยู่ใกล้ปากหลุม
เขาเหลือบไปทางอัย แต่อัยก็มัวแต่สนใจกับโลงใบสวยอยู่
มาโค่จึงฉวยแผ่นทองคำนั้นเก็บไว้กับตัว

"มันอาจทำเงินให้กับเราได้"


@=== บทที่สอง ===@

อัยนั่งขมวดคิ้วอย่างหงุดหงิด ในมือถือจดหมายลาออกของมาโค่ซึ่งจากไป
หลังจากวันที่เขาตัดสินใจขุดโลงโลหะขึ้นมา โดยที่ไม่ได้บอกเหตุผลอะไรเลย
ซึ่งแน่นอนว่า ไม่มีใครระแคะระคายถึงเรื่องที่มาโค่ขโมยแผ่นทองคำมีค่าไปเลย

"มาถอนตัวอะไรกันตอนนี้นะ"

อัยบ่นขึ้นมาอย่างหัวเสีย ที่จู่ๆเพื่อนร่วมทีมก็ถอนตัวไปดื้อๆ
แต่อัยก็ไม่สนใจอะไรนัก เพราะตอนนี้ความสนใจของเขา
มุ่งไปยังโลงใบนั้นต่างหาก

นอกจากโลงใบนี้แล้ว เขาก็ไม่พบอะไรอีกเลย
ดังนั้นเขาจึงตัดสินใจยุติการค้นหา
และเตรียมเดินทางกลับเพื่อทำการวิจัยต่อไป

เครื่องบินบรรทุกขนาดใหญ่จอดนิ่งอยู่ที่สนามบินเตรียมบินกลับเมืองไทย
คนงานลำเลียงกล่องขนาดใหญ่ขึ้นไปอย่างทุลักทุเล
เพราะน้ำหนักของมันค่อนข้างมาก
อัยควบคุมการจัดเก็บหีบด้วยตัวเองอย่างพิถีพิถัน เพราะ

"นี่คือหลักฐานที่มีค่าทางประวัติศาสตร์ที่จะสร้างชื่อเสียงให้กับเรา"

============================================

ณ. ห้องแล็บแห่งหนึ่งในกรุงเทพฯ อัย นนทรี และเฟร็ด ยืนล้อมโต๊ะตัวหนึ่ง
สายตาทุกคู่มองไปยังโลงโลหะที่ทำความสะอาดเรียบร้อยแล้วอย่างสนใจ

ลวดลายที่วิจิตรงดงามของโลง ทำให้มันมีค่ามากมายมหาศาล
แล้วของที่อยู่ภายในนั้นล่ะ จะค่ามากมายเพียงใด

"คุณพบมันที่ไหนคะอัย"

"ในป่าแห่งหนึ่งของเม็กซิโกจ้ะ ตามหลักฐานที่เราค้นพบ
บริเวณนั้นเคยเป็นที่ตั้งของชนเผ่ามายา
ก่อนที่พวกนี้จะสาบสูญไปจากหน้าประวัติศาสตร์
และตรงจุดที่เราค้นพบก็เจอร่องรอยที่บ่งบอกว่า
ในอดีต จุดนี้อาจเคยเป็นหลุมทรายดูดขนาดใหญ่มาก่อน"

"ทรายดูดหรือคะ"

"เป็นเรื่องธรรมดามากนะจ้ะ เรามีสิทธิ์พบเจ้าทรายดูดนี่ได้ทุกที่อยู่แล้ว
คุณก็รู้นี่ ว่าหลุมทรายดูดน่ะปุบปับก็มา แล้วก็หายไป"

นนทรีพยักหน้ารับ เธอเองก็พอจะรู้เหมือนกันว่า
ปรากฏการณ์บางอย่าง สามารถก่อให้เกิดทรายดูดได้
และเราไม่สามารถระบุได้แน่ชัดว่า ตรงไหนเป็นหลุมทรายดูด
เพราะมันอาจปรากฏได้ทุกเมื่อ โดยเราไม่รู้ตัว
และมันอาจหายไปโดยไม่มีร่องรอยว่าเคยเป็นทรายดูดมาก่อนได้ทุกเมื่อเช่นกัน
เท่าที่เคยมีคนวิจัย ก็บอกได้เพียงว่า ทรายบริเวณนั้นจะมีลักษณะกลมมนกว่าที่อื่น
ทำให้สิ่งที่มีน้ำหนักจมลงไปภายใต้ได้

"คุณเปิดมันได้หรือเปล่า เฟร็ด"

อัยหันไปถามที่ปรึกษาด้านเทคโนโลยีของทีมวิจัย
ที่กำลังตรวจดูโลงอย่างตั้งอกตั้งใจ
เฟร็ดยกมือขึ้นปาดเหงื่อ ก่อนจะพูดขึ้นช้าๆว่า

"ถ้าไม่สังเกตก็ดูเหมือนมันเป็นแค่โลงธรรมดา
แต่เมื่อตรวจดูแล้วกลับไม่ใช่อย่างที่คิด
เพราะกลไกซับซ้อนมาก"

หนุ่มผมแดงลูบคางอย่างใช้ความคิด ก่อนที่จะกล่าวต่อว่า

"คุณลองดูรอยแยกนี่สิ"

เฟร็ดชี้ให้ดูรอยสลับเป็นฟันปลาที่อยู่รอบๆแท่งโลหะนั้น

"ดูเหมือนเปิดง่าย แต่ถ้าดูให้ดีอีกที"

เฟร็ดชี้อีกรอยหนึ่งให้ทั้งสองดู พร้อมกับอธิบาย

"ตรงนี้เป็นแผงควบคุมวงจรการเปิดของโลงนี่
มีไว้ให้เราป้อนรหัสผ่านของมัน
ถ้าเรากดรหัสผิด วงจรข้างในก็จะสลับที่กันทันที
ซึ่งจะทำให้รหัสของมันเปลี่ยนไปด้วย"

"หมายความว่า โลงใบนี้มีปุ่มล็อคอัตโนมัติหรือครับ"

อัยถามอย่างไม่เชื่อหูตัวเอง

เขาพยักหน้ารับ

"ใครก็ตามที่ผลิตของสิ่งนี้ขึ้นมาจะต้องเป็นอัจฉริยะแน่ๆ"

นนทรีกล่าวอย่างทึ่งจัด

"เหลือเชื่อนะครับที่เมื่อสองพันที่แล้วจะมีคนอย่างนี้"

"มีอีกหลายอย่างที่เรายังไม่รู้
วิทยาการของพวกเขาก้าวหน้ามากทีเดียว
อะไรก็ตามที่อยู่ในนี้จะต้องสำคัญมาก
จึงต้องมีการผนึกไว้อย่างแน่นหนาอย่างนี้" เฟร็ดเสริม

"อาจจะเป็นของมีค่าก็ได้"

อัยตาลุกวาว เมื่อคิดถึงสมบัติมหาศาลที่จะส่งผลให้เขาร่ำรวยขึ้นมาทันที
เขาไม่ใช่คนโลภก็จริง แต่ถ้าหากมีสมบัติล่ะก็
มันก็เป็นของเขาที่ควรจะได้มิใช่หรือ

"หรือไม่ก็อาจจะเป็นแค่โลงศพธรรมดาๆ"

นนทรีแย้งขึ้นมา เพราะเธอขนลุกทุกครั้งที่เข้าใกล้มัน

"ไม่เอาน่าที่รัก คุณก็รู้ว่ามันต้องไม่ใช่แน่ ไม่งั้นใครเขาจะปิดผนึกเอาไว้อย่างดียังงี้"

"นนก็แค่พูดเล่นๆเท่านั้นเองค่ะอัย"

นนทรีหัวเราะเสียงใส กลบเกลื่อนความรู้สึกในใจ
สาวสวยมองโลงโลหะด้วยความรู้สึกแปลกๆ
เธอมีความรู้สึกหวาดๆยังไงพิกล
กับความเร้นลับที่คนรักของเธอกระหายจะเข้าไปสัมผัส
พร้อมกันนั้นเธอก็เกิดความรู้สึกหนาวยะเยือกขึ้นมาทันที

"อัยคะ ถ้าคุณไม่ว่าอะไร
นนอยากจะออกไปสูดอากาศบริสุทธิ์ข้างนอก
ข้างในมันอับๆยังไงก็ไม่รู้"

นนทรีเอ่ยปากบอกคนรัก

"เอาสิจ้ะถ้าคุณต้องการอย่างนั้น
เฟร็ด คุณจะไปพักบ้างก็ได้นะ
ผมจะอยู่ดูโลงนี่อีกสักหน่อย"

ประโยคหลัง อัยหันไปกล่าวกับหนุ่มผมแดงที่มีท่าทีเหน็ดเหนื่อย

"ก็ดีเหมือนกัน ผมล่ะปวดหัวกับเจ้าโลงนี่เต็มทีแล้ว"

เมื่อนนทรีกับเฟร็ดเดินลับสายตาไป
อัยก็หันกลับมาพินิจพิจารณาโลงโลหะอย่างหลงไหล
ถ้าเพียงเขาเปิดโลงนี้ได้ล่ะก็
มือของอัยลูบไล้โลงตรงหน้าอย่างพิศวงในความงดงามของมัน
โลหะมันวาวระยับสีประหลาดอย่างนี้
จะยังมีในโลกนี้อีกมั้ยนะ อัยคิดด้วยความทึ่ง

"กริ๊ก!"

มือของอัยลูบไปถูกปุ่มๆหนึ่งที่พวกเขามองไม่เห็นในตอนแรก
ทำให้เกิดปฏิกิริยาบางอย่างกับโลงโลหะทันที!
ที่แท้ กลไกของโลงไม่ได้อยู่ตรงแผงควบคุมวงจร
หากแต่ถูกซ่อนอยู่ภายใต้ ซึ่งพวกเขาไม่ได้สำรวจในตอนแรก

รอยฟันปลาแยกออกจากกันอย่างแช่มช้า
เมื่อกลไกต่างๆของโลงถูกปลดออก
โลหะหดตัวเข้าไปกลายเป็นแท่นรูปทรงประหลาด
เผยให้เห็นสิ่งที่อยู่ภายในซึ่งทำให้อัยตกตะลึงยิ่งกว่า
แสงสีทองเรืองรองทอประกายวูบวาบ เข้าตาเขาอย่างจัง
จนต้องเอามือป้องหน้า ให้พ้นความสว่างจ้านั้น
พอหายตะลึง อัยก็เขยิบเข้าไปใกล้เพื่อดูสิ่งที่ปรากฏอยู่ตรงหน้า

"อำพัน!"

อัยอุทานขึ้นมาด้วยความตกตะลึง
แต่เมื่อเขาเพ่งพินิจเข้าไปภายในอำพัน
ก็ทำให้เขาแทบไม่อยากละสายตาไปไกล

เรือนร่างของสาวงามนางหนึ่ง ทอดร่างยาวอยู่ในแท่นอำพัน
ซึ่งเปรียบเสมือนโลงแก้วที่กักขังเธอไว้ภายใน
แต่งตัวงดงามด้วยผ้าไหมแพรพรรณมันระยับ
สวมเครื่องประดับทองคำและมณีล้ำค่า
ใบหน้าที่ชวนฝันนั้นหลับตาพริ้ม
ผมสีทองดกหนาปรกใบหน้า ทำให้ดูอ่อนเยาว์
ริมฝีปากแดงราวกลีบกุหลาบ
อิ่มเอิบไปด้วยวัยสาว ทำให้อัยแทบลืมหายใจ!

@=== บทที่สาม ===@

หลังจากที่อัยเปิดโลงได้โดยบังเอิญแล้ว
ทุกคนในทีมวิจัยตื่นเต้นกันมาก เพราะสิ่งที่พวกเขานำกลับมานั้น
เป็นสิ่งที่มหัศจรรย์ที่สุดที่ยังไม่เคยมีใครค้นพบ
ทุกคนจึงพยายามจะไขปริศนาว่าเธอเป็นใคร
ทำไมจึงถูกผนึกไว้ในอำพันขนาดมหึมาอย่างนี้

เป็นที่รู้กันมานานแล้วว่า
อำพันซึ่งเป็นยางไม้ชนิดหนึ่งนั้น มีคุณสมบัติในการเก็บรักษาสิ่งมีชีวิต
หรืออะไรก็ตามที่อยู่ภายในได้เป็นพันๆปี
และทุกครั้งที่มีการค้นซากดึกดำบรรพ์ในอำพัน
มักจะเป็นแค่เพียงแมลง หรือเซลล์เล็กๆเท่านั้น
ดังนั้น เมื่อพวกเขาค้นพบร่างคนทั้งร่าง ที่ยังสมบูรณ์อยู่
ถูกผนึกไว้ในอำพันอย่างนี้แล้ว ย่อมหมายถึง
ชื่อเสียง และเงินทุนสนับสนุนการวิจัยอย่างท่วมท้นเลยทีเดียว

วันต่อมา เฟร็ดกับอัยจึงทำงานในห้องแล็บด้วยความตั้งใจจนดึกดื่น
เพื่อละลายอำพันออกจากร่างหญิงสาวที่ถูกผนึกอยู่ภายใน
แล้วเก็บเธอไว้ในห้องเย็น เพื่อรักษาสภาพร่างกายให้คงเดิม
จะได้สะดวกในการตรวจสภาพร่างกายในวันรุ่งขึ้น
และพวกเขายังตั้งความหวังไว้ลึกๆว่า
บางที พวกเขาอาจจะสามารถ "ชุบชีวิต" ให้แก่หญิงสาวผู้นี้ได้!

อัยหมุนพวงมาลัยปิดล็อกห้องเย็นอย่างแน่นหนา
ในขณะที่เฟร็ด ตรวจดูความเรียบร้อยภายในห้องแล็บ
ก่อนที่จะแยกย้ายกันกลับไปพักผ่อน

====================================

"อัยคะ ตื่นรึยังเอ่ย"

เสียงของนนทรีปลุกให้ชายหนุ่มตื่นขึ้นมาอย่างไม่ค่อยเต็มใจนัก
แสงแดดสาดส่องเข้ามาทางหน้าต่าง
เป็นสัญญาณบอกให้เขารู้ว่า สายมากแล้ว

"มีอะไรหรือนน" อัยเปิดประตูให้แฟนสาวอย่างเนือยๆ

"แหม เดี๋ยวนี้ นนมาหาต้องมีธุระด้วยหรือคะ"

หญิงสาวกระแทกเสียงใส่คนรัก เมื่ออัยทำท่าไม่สนใจเธออย่างที่เคย

"ผมเหนื่อยน่ะเมื่อคืนอยู่ทำงานจนดึก คุณอย่าคิดมากสิจ้ะ"

อัยพูดเสียงอ่อนๆเมื่อรู้สึกว่าทำให้แฟนสาวเสียความรู้สึก
พลางล้มตัวลงนอนบนฟูกหนาอีกครั้ง
นนทรีตามมานั่งข้างตัว เอามือแตะหน้าผากชายหนุ่มอย่างห่วงใย

"ไม่สบายรึเปล่าคะ อัยไม่เคยเป็นอย่างนี้มาก่อนนี่นา"

"ผมไม่ได้เป็นอะไรมากหรอก แค่อยากพักผ่อนน่ะ"

"งั้นนนอยู่เป็นเพื่อนนะ"

"จ้ะ" แล้วอัยนอนหลับต่อไปอีกด้วยความเพลีย

นนทรีนั่งมองคู่รักอย่างน้อยใจ
เพราะปกติเขาจะต้องกุลีกุจอเอาใจเธอ
และไม่ยอมปล่อยให้เธอนั่งเหงาอยู่คนเดียวเป็นอันขาด
แต่หลังจากเปิดโลงโลหะนั่นได้แล้ว
ทุกอย่างก็เปลี่ยนไป
อัย หันไปหลงไหลกับเจ้าหญิงนิทราในโลงอำพันนั่น
เฝ้าหาทางชุบชีวิตเธอขึ้นมาใหม่อีกครั้ง
ทุกลมหายเข้าออกของเขา มีแต่ผู้หญิงนางนั้น!
ใครๆต่างก็ตื่นเต้น ที่ได้ร่างที่สมบูรณ์นั้นมาอย่างไม่คาดฝัน
เป็นเพราะอำพันที่ห่อหุ้มตัวหล่อน
ทำให้ร่างกายของเธอไม่เน่าเปื่อย
และตอนนี้ ทุกคนต่างก็พยายามที่จะปลุกให้เธอตื่น
นนทรีไม่อยากจะคิดเลยว่า
ถ้าสาวน้อยคนนั้นเกิดลุกขึ้นมามีชีวิตใหม่อีกครั้งจริงๆ
อัย ของเธอจะพร่ำเพ้อถึงขนาดไหน!
นนทรีเคยปรับทุกข์กับทศการเพื่อนสนิทของอัย
เขาก็ยืนยันกับเธอว่า

"เจ้าอัยก็ยังงี้แหละนนเอ๊ย บ้าเห่อน่ะ
เห็นอะไรแปลกใหม่เป็นไม่ได้
เป็นต้องหาข้อมูลดูให้รู้แน่ ไม่ต้องคิดมากหรอก
อีกไม่นาน มันก็กลับมาเหมือนเดิมแหละ"

นนทรีมองคนรักที่นอนหลับสนิทตรงหน้า
บางทีเธออาจจะคิดมากไปเองอย่างที่ทศการว่า
นนทรียิ้มอย่างปลอบใจให้กับความกังวลของตัวเอง
เป็นเพราะผู้หญิงในโลงปริศนานั้นแท้ๆเทียว
ที่ทำให้เธอกังวลมากอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน
ซึ่งเธอเองก็ไม่รู้สาเหตุ ว่าทำไม
แต่ไม่ใช่เพราะความสวยงามของหล่อนเป็นอันขาด
เพราะเธอเชื่อมั่นในความสวยของตัวเองมากพอ
ที่จะไม่วิตกไปกับเรื่องอย่างนี้
แต่เป็นเพราะความลึกลับของหล่อนต่างหาก
ที่ทำให้นนทรีไม่สามารถวางใจได้
นนทรีมองไปยังคนรักด้วยความเป็นห่วง
คงอีกนานกว่าเขาจะตื่น
นนทรีจึงปลีกตัวกลับออกมา
แล้วตรงไปห้องที่เก็บอำพันที่ห้องแล็บ
เพื่อดูความคืบหน้าในการทดลองต่อไป

===============================

เฟร็ดไม่อยู่ในห้องแล็บ
นนทรีจึงมีโอกาสสำรวจร่างนั้นอย่างใกล้ชิด
"มายา" เป็นชื่อที่ทีมงานตั้งให้กับสาวสวยผู้นี้
นนทรีมองร่างของมายาอย่างพิจารณา
เมื่อร่างนี้ถูกนำออกมาจากอำพันแล้ว ยิ่งดูเปล่งปลั่ง
เหมือนคนนอนหลับ นนทรีแทบจะเห็นหล่อนหายใจด้วยซ้ำไป

"ไม่เหมือนศพเลย ถ้าไม่รู้ที่มาเราต้องคิดว่าเธอยังมีชีวิตแน่ๆ"

นนทรีรำพึงอย่างงุนงง

"อ้าว มิสนนทรี มานานแล้วหรือยังครับ"

เฟร็ดกลับเข้ามาพอดีและเห็นนนทรีกำลังยืนสำรวจร่างของมายาอยู่

"มาได้สักครู่แล้วค่ะ เฟร็ด
เป็นไงคะ หาทางชุบชีวิตมายาได้หรือยัง"

"ก็คงต้องอีกระยะหนึ่งน่ะครับ
ตอนนี้เรากำลังตรวจดูระบบต่างๆของร่างกายของเธอ
ว่ายังเป็นปกติอยู่หรือเปล่า ถ้ายังปกติก็โอเคครับ"

"ไม่น่าเชื่อเลยนะคะว่าอำพันจะเก็บรักษาร่างกายเอาไว้ได้สมบูรณ์อย่างนี้"

"ทุกอย่างเป็นไปได้เสมอล่ะครับมิส" เฟร็ดอมยิ้ม

"ไม่รู้ว่าฟื้นขึ้นมาเธอจะเป็นยังไงนะคะ
อยู่ดีๆก็ฟื้นขึ้นมาในโลกที่เธอไม่รู้จัก"

"นั่นสิครับ"

"แล้วคุณหาสาเหตุการตายของเธอได้หรือเปล่าคะ
ดูเธอเหมือนคนนอนหลับมากกว่า
นี่ถ้าไม่เห็นกับตาตัวเอง
ดิฉันต้องคิดว่าเธอเพิ่งจะนอนหลับไปเมื่อครู่นี้เอง"

นนทรีเดินสำรวจรอบๆโลงอำพันสีทองอย่างสังเกต

"นี่สิครับที่เรากำลังพยายามหาสาเหตุอยู่
ว่าทำไม อยู่ดีๆก็เอาเธอมาผนึกไว้กับอำพันขนาดยักษ์นี่
เพราะเท่าที่ผลการตรวจชั้นต้นออกมา
สุขภาพร่างกายของเธอก็อยู่ในเกณฑ์ปกติ
ออกจะเยี่ยมด้วยซ้ำไป"

"หรือว่าเป็นการลงโทษคนที่ทำผิดในยุคนั้นคะ"

"ไม่น่าจะใช่นะครับมิส
เพราะถ้าใช่ เราก็ต้องพบร่างอื่นๆ
ในลักษณะเดียวกันนี่อีกแน่ๆ
แต่ไม่ปรากฏว่ามีเลย"

นนทรีมองมายาอย่างใช้ความคิด
หรือว่าหล่อนปีศาจ?
และอำพันนี่เท่านั้นที่จะกักร่างของหล่อนไว้ได้!
แต่นนทรีก็ไม่ได้พูดออกมา
เพราะเกรงจะถูกหัวเราะเยาะ

"ดิฉันไม่อยากให้เธอฟื้นขึ้นมาเลย จริงๆนะคะเฟร็ด"

เฟร็ดหัวเราะ "แต่คุณต้องได้เห็นเธอลุกขึ้นมาเดินได้แน่ครับมิส"

นนทรียิ้มตอบ แล้วก็ไม่ได้พูดอะไรอีก
เธออยู่คุยกับเฟร็ดอยู่อีกไม่นาน ก็ขอตัวกลับ
เฟร็ดอยู่ตรวจร่างกายของมายาอีกพักใหญ่
ก่อนที่จะเก็บร่างของเธอไว้ในห้องเย็นอีกครั้ง
และกลับออกไปเมื่อตอนดึก

========================================

ภายในห้องเย็นที่มืดสนิท
มีเพียงร่างของมายาเท่านั้น ที่ทอดร่างอยู่อย่างสงบนิ่ง
ไอเย็นล้อมรอบตัวเธอเป็นหมอกหนา
ทุกอย่างเงียบสงัด แต่แล้วควันหนารอบตัวเธอกลับเริ่มแยกตัวออก
เหมือนมีบางสิ่งบางอย่างกำลังเคลื่อนไหว!

========================================

@=== บทที่สี่ ===@

มายา ลืมตาขึ้นมาในความมืดแล้วค่อยๆยันตัวขึ้นมานั่งตัวตรง
ค่อยๆจรดปลายเท้าลงบนพื้นห้องที่เย็นยะเยียบ
เธอมองไปรอบๆอย่างตรวจตรา
แต่ไม่ได้สะทกสะท้านกับความหนาวเย็นในห้องเลย
ก่อนที่จะนิ่วหน้าเพราะอาการปั่นป่วนในช่องท้อง
ทำให้เธอครางออกมาแผ่วเบา

เสียงดังกริ๊กที่ประตู และแสงสว่างที่เล็ดรอดเข้ามาในห้องเย็น
ทำให้มายาสะดุ้ง ปรากฏว่าผู้ที่เปิดประตูเข้ามา คือเฟร็ดนั่นเอง
เขากลับเข้ามาอีกครั้ง เพราะลืมของ
และบังเอิญได้ยินเสียงดังออกมาจากห้องเย็นจึงไขกุญแจเข้ามาดู

"เสียงอะไรกันนะ ยังกับเสียงแมวร้อง
ในนี้หนาวชะมัดเลยแฮะ บรื๋อ..." เฟร็ดบ่นกับตัวเอง

หรือว่ามีขโมย? เฟร็ดเกิดเอะใจขึ้นมา
เขาจึงสาวเท้าตรงไปยังเตียงที่มายานอนอยู่ทันที
เพื่อตรวจดูความเรียบร้อย แต่กลับไม่ปรากฏร่างของเธออยู่ที่นั่น!

ขณะที่เฟร็ดยืนเกาหัวด้วยความงงอยู่นั่นเอง
พลัน เขาก็ได้ยินเสียงฝีเท้าเดินใกล้เข้ามา ใกล้เข้ามาทางด้านหลัง
พร้อมกับเสียงโลหะกระทบกัน เหมือนผู้หญิงที่ใส่เครื่องแต่งตัวเต็มกาย
เฟร็ดค่อยๆหันไปเผชิญหน้า ก็พบร่างที่เขากำลังตามหา
ยืนประจันหน้ากับเขาอยู่ เฟร็ดยืนตะลึงอยู่กับที่เหมือนถูกมนต์สะกด

หญิงสาวสวยในชุดทรงของเจ้าหญิงโบราณยืนอยู่ไม่ไกลจากเขานัก
ปอยผมสีทองเปล่งประกายสุกใส
ดวงตากลมโตที่ประสานสายตากับเขานั้น เปล่งแววประหลาด
ก่อนที่จะยิ้มเยื้อนอย่างพึงพอใจ

เธอเดินเข้ามาใกล้เฟร็ดอีกจนประชิดตัว
กลิ่นหอมประหลาดรวยรินออกมาจากตัวเธอทำให้เฟร็ดไม่อาจผละหนีได้
ในขณะที่มายายื่นมือมาโอบรอบคอของเขา
และดึงให้เข้ามาแนบชิด
ก่อนที่จะซุกหน้าลงกับซอกคอของเฟร็ด นิ่ง...นาน...

========================================

"เฮ้อัย ทำอะไรอยู่เพื่อน"

ทศการเดินยิ้มร่ามาหาอัย เมื่อพบกันโดยบังเอิญที่ศูนย์การค้าแห่งหนึ่ง
อัยยิ้มรับ เมื่อมองเห็นชัดว่าใครเข้ามาทักทาย

"มาทานข้าวกับนนทรีน่ะสิ
เนี่ยเขาไปเข้าห้องน้ำ อ้อ นั่นไง เดินมาพอดี"

"หวัดดีจ้า ทศการ ไปไงมาไงเนี่ย"

นนทรีทักทายเพื่อนหนุ่มอย่างร่าเริง
พลางนั่งลงข้างกายอัย
ทั้งสามคนนั่งคุยกันอย่างออกรส
เพราะตั้งแต่อัยกลับมาจากเม็กซิโก
พวกเขาก็ไม่ได้มานั่งคุยกันอย่างนี้เลย
แถมกว่าจะลากอัยให้ปลีกตัวจากงานมาที่นี่ก็แสนจะยากเย็น

"ได้ข่าวว่า ขุดเจออะไรกลับมาด้วยไม่ใช่เรอะ เจ้าอัย"

"ใช่ คุ้มค่าคุ้มเวลาจริงๆว่ะ กินอะไรมารึยัง เดี๋ยวมื้อนี้กันเลี้ยงเอง"

"มันต้องยังงั้นอยู่แล้วเพื่อน ฮ่าๆๆ"

"อย่ากินจนกันล่มจมก็แล้วกันนะเฟ้ย อิๆๆ"

====================================

วันรุ่งขึ้น อัยและนนทรีก็มาทำงานในห้องแล็บตามปกติ
แต่เฟร็ดยังไม่ได้มาทำงาน ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าแปลก
เพราะเฟร็ดไม่เคยมาทำงานสายเลย
แถมยังไม่ได้ล็อคห้องเย็นด้วย

อัยเปิดห้องเย็นเพื่อเข้าไปตรวจความเรียบร้อย
นนทรีก็ตามเข้าไปด้วยเช่นกัน
ทั้งคู่อยู่ในชุดที่ผ่านการฆ่าเชื้อโรคแล้ว
เสื้อผ้าที่หนาเตอะทำให้ทั้งคู่ดูตลกมาก
คู่รักทั้งสองคนมองดูกันแล้วหัวเราะ

ภายในห้องมีแสงเพียงริบหรี่เท่านั้น
เพราะแสงจ้ามากๆอาจทำลายร่างของมายาได้
ทั้งคู่เดินไปยืนอยู่ข้างเตียง
นนทรีมองร่างของมายาด้วยความพิศวง
เพราะร่างนั้น ดูสดชื่นกว่าตอนเอาออกมาจากอำพันใหม่ๆเสียอีก

"ดูสิคะอัย มายาดูแปลกไปนะคะ หน้าตางี้สดชื่นเชียว"

"นนก็ คิดมากไปได้ คนตายนะจ้ะ ไม่ใช่คนเป็น จะได้ยิ้มได้"

"บ้า อัยเนี่ย นนไม่ได้บอกว่ามายายิ้มสักหน่อย เอ๊ะอะไรเนี่ย"

นนทรีก้มลงดูหยดน้ำสีคล้ำหย่อมหนึ่ง ที่กองอยู่บนพื้น
เธอเอามือแตะอย่างสงสัย และเอาไปส่องดูในที่สว่าง

"ว้าย! อัยคะ เลือดค่ะ เลือด"

"ไหน เลือดอะไร เลือดใคร"

อัยกรากเข้าหาคนรักด้วยความเป็นห่วง

"ดูนี่สิคะ นนเจอมันที่พื้นห้องตรงนั้นค่ะ"

อัยเดินไปดูตรงจุดที่นนทรีชี้ ก็พบรอยเลือดหยดเรี่ยราดอยู่

"เอ๊ะ เลือดใคร"

"เลิอดผมเองครับ" เสียงดังขึ้นจากมุมหนึ่งของห้องทำให้ทั้งคู่สะดุ้ง

"เฟร็ด! คุณเข้ามาตั้งแต่เมื่อไหร่ อยู่ในนี้ตลอดคืนเลยหรือไง"

"ใช่"

เฟร็ดตอบรับ แต่ก็ยังยืนอยู่ที่เดิม โดยไม่ขยับเขยื้อน

อัยเดินเข้าไปหา พลางถามด้วยความสงสัยว่า

"แล้วคุณไปทำท่าไหนเข้าล่ะ เลือดถึงได้ออก"

"ผมเข้ามาที่นี่เมื่อคืนนี้ เพราะได้ยินเสียงประหลาด
คิดว่ามีขโมยก็เลยเข้ามาดู ก็เลยเกิดการต่อสู้นิดหน่อยน่ะ
พอเจ้าหัวขโมยหนีไป ผมเลยเฝ้าอยู่ในนี้ทั้งคืน
เผื่อมันจะย้อนกลับมาอีก"

"เข้ามาได้ยังไง ก็ห้องล็อคไว้อย่างดีแล้วนี่" อัยบ่นพึมพัม

"สงสัยต้องจ้างยามมาเฝ้าแล้วมังคะ อัย" นนทรีออกความเห็น

"ไม่ต้อง!" เฟร็ดพูดเสียงกร้าว ก่อนที่จะลดเสียงลงเมื่อรู้สึกตัว

"มันคงไม่กล้าเข้ามาแล้วล่ะ ผมเล่นงานมันไปซะอ่วมเหมือนกัน"

นนทรีสบตากับอัย อย่างสงสัยในท่าทีที่เปลี่ยนไปของเพื่อนร่วมงาน
แถมยังสามารถอยู่ในห้องเย็นทั้งคืน โดยไม่สวมชุดกันหนาวเสียด้วย
แต่ก็ไม่ได้พูดอะไรมาก ครู่ต่อมา เฟร็ดก็เอ่ยปากไล่ทั้งคู่ออกมา
โดยอ้างว่า กำลังค้นคว้าวิธีชุบชีวิตของมายาอยู่ ไม่ต้องการให้ใครรบกวน

พบประตูห้องเย็นปิดลง เฟร็ดจึงเดินออกมาจากเงามืดนั้น
บนลำคอมีรอยเขี้ยวฝังลึกลงไป และรอยเลือดเกรอะกรังติดอยู่ที่ปากแผล
เฟร็ดเอามือลูบคอ พลางทำตาลอยเหมือนคนไร้สติ

@=== บทที่ห้า ===@

เสียงฝีเท้าคนวิ่งเหมือนหนีอะไรสักอย่าง ดังมาจากซอยเปลี่ยวข้างทาง
แล้วหยุดหอบหายใจด้วยความเหนื่อย ผสมกลัว
ผมเผ้ายุ่งเหยิง เหงื่อไหลโซมกาย
เงาคนๆหนึ่งทอดร่างมาตรงหน้าเขา
ชายหนุ่มเงยหน้าขึ้นมอง ก่อนจะต้องเอามือป้องหน้า
เพราะแสงไฟจากรถยนต์ที่แล่นผ่านไปมา

"มีอะไรให้ชั้นช่วยมั้ยคะคุณ"

เจ้าของเสียงนุ่มนวลนั้นเดินเข้ามาใกล้
จนได้กลิ่นหอมประหลาด กรุ่นออกมาจากร่างของเธอ

"คงเป็นกลิ่นน้ำหอมของพวกผู้ดี"

ชายหนุ่มคิด ก่อนจะเพ่งมองไปยังเงามืดด้านหลัง

"ผมหนีพวกอันธพาลมาครับ คุณเองก็เหมือนกัน
ค่ำมืดดึกดื่น อย่าออกมาเดินแถวนี้ มันอันตราย"

สาวสวยยิ้มพราย เผยให้เห็นฟันเรียงกันเป็นระเบียบ
พลางสาวเท้าเข้ามาใกล้ยิ่งขึ้น

"ชั้นไม่กลัวหรอกค่ะ"

"อย่าทำเก่งไปนักเลยคุณ ผมขอตัวก่อนล่ะ
คุณก็รีบไปเถอะ เดี๋ยวพวกมันตามมาเจอเข้า
คุณจะแย่ ยิ่งสวยๆอย่างคุณแล้วเนี่ย
ยิ่งไม่ปลอดภัยนะ"

ชายหนุ่มพูดจบก็มีเสียงฝีเท้าวิ่งตามมาจากด้านหลัง
พร้อมทั้งเสียงตะโกนโหวกเหวก

"แย่ล่ะ พวกมันตามมาแล้ว เร็วทางนี้"

ชายหนุ่มฉุดมือหญิงสาวให้หลบเข้ามุมมืด ข้างกองขยะ

"ทนเหม็นหน่อยนะคุณ ดีกว่าโดนเจ้าพวกนั้นจับไปปู้ยี่ปู้ยำ"

======================================

กลุ่มอันธพาลวิ่งผ่านไปนานแล้ว
แต่หนุ่มสาวทั้งสองยังคงหลบอยู่ในมุมมืด
สาวสวยสบตาชายหนุ่ม และยกมือขึ้นโอบรอบคอ
รั้งร่างของเขาเข้ามาใกล้ตัว

ครู่ใหญ่ต่อมา สาวสวยก็เดินออกมาอย่างกระฉับกระเฉง
ปัดฝุ่นออกจากตัว ฉีดน้ำหอมกลบกลิ่นขยะ
ยกมือขึ้นเสยผมนุ่มสลวย แล้วเดินลับกายไปทางหลังซอย

=======================================

"หมู่นี้มีคนตายบ่อยนะผู้กอง ผมมอบงานนี้ให้คุณไปจัดการ"

"ครับสารวัตร" ทศการทำความเคารพผู้บังคับบัญชา

"นี่เป็นแฟ้มเอกสารทั้งหมด ผู้ตายมีลักษณะเหมือนกันหมดเลย
คือถูกดูดเลือดจนตาย แถมยังยิ้มได้อีกนะ พิลึกจริงเชียว
อ้อ หมอตรวจพบว่า ที่ตัวของผู้ตายทุกคน
ยังมีกลิ่นหอมประหลาดติดอยู่ด้วย
แต่ไม่มีประเทศไหนยอมรับว่าเป็นผู้ผลิต แม้แต่รายเดียว
ยังไงก็พยายามหน่อยนะหมวด"

"ผมจะพยายามให้ถึงที่สุดเลยครับสารวัตร"

"ดีมาก แค่นี้แหละ ไปได้"

"ครับผม!"

=======================================

"ก็อย่างที่เล่านี่แหละเพื่อน กันว่าผู้ร้ายรายนี้ต้องเป็นพวกโรคจิตแน่ๆเลย
คิดดูสิ ทุกคนโดนดูดเลือด! สงสัยคิดว่าตัวเองเป็นเคาน์แดร็กคูร่าล่ะมั้ง"

ทศการบ่นให้อัยฟัง ด้วยความกลัดกลุ้ม
เพราะคดีนี้เป็นที่ฮือฮามาก ใครๆก็อยากเห็นฆาตกรถูกจับมาลงโทษ
จะได้ไม่ต้องอยู่อย่างหวาดผวา
แต่ตัวเขาเองกลับไม่ได้ร่องรอยอะไรมากกว่าที่มีอยู่ในมือเลย
หัวหน้าของเขาก็เร่งอยู่ยิกๆ
ยิ่งทำให้เขารู้สึกถูกกดดันยิ่งขึ้น
อัยมองเพื่อนรักอย่างเห็นใจ
จึงปล่อยให้เพื่อนระบายออกมาให้เต็มที่โดยไม่ขัดคอ
ได้แต่เออออไปตามเรื่อง
ในหัวสมองของเขาก็คิดไปถึงงานในห้องแล็บ
ที่เฟร็ดยึดไว้คนเดียว ไม่ยอมให้ใครเข้าไปยุ่งด้วยเลย
นี่ก็สองอาทิตย์มาแล้วสินะ...

"อ้ายฆาตกรตัวแสบนี่ อาละวาดมาได้สองอาทิตย์แล้วนะ" ทศการพูดต่อ

"ทำเอาชาวบ้านไม่เป็นอันทำมาหากินไปด้วย
มัวแต่ระแวงคนนู้นคนนี้ นี่ถ้ากันปิดคดีนี้ไม่ได้
คงถูกระเห็ดออกจากงานแน่ๆเลย
เฮ้อ... สมัยนี้ งานยิ่งหายากๆอยู่"

ทศการกระดกวิสกี้เข้าปากไปอีก เป็นแก้วที่เท่าไหร่แล้วก็ไม่รู้แต่เขาก็ไม่ใส่ใจ
ในขณะที่อัยสะดุดตรงที่ว่า ฆาตกรออกเข่นฆ่าชาวบ้านมาสองอาทิตย์แล้ว

"สองอาทิตย์..."

มันพ้องกับอาการแปลกประหลาดของเฟร็ดอย่างไม่น่าเชื่อ
อัยส่ายหัว พลางรินวิสกี้ลงแก้วแล้วยกขึ้นจิบ
นี่เขาท่าจะเพี้ยนไปแล้วละมัง ที่เอาเฟร็ดกับฆาตกรโรคจิตมารวมกันได้
แต่เขาก็รู้สึกสังหรณ์ยังไงชอบกลเหมือนกัน
นี่เฟร็ดกำลังทดลองอะไรอยู่งั้นหรือ
หรือว่าเขาแค่คิดไปเอง แต่เขาก็ตกลงใจที่จะไปพูดกับเฟร็ดให้รู้เรื่อง
อัยยกนาฬิกาข้อมือขึ้นดู ยังไม่ดึกนัก บางที่เฟร็ดอาจยังอยู่ที่ห้องทดลอง
เขารีบขอตัวกลับก่อนโดยอ้างว่าเพิ่งนึกขึ้นได้ว่ายังมีงานค้างอยู่
แต่ทศการก็เมาพับไปแล้ว จนอัยต้องหิ้วปีกพาไปด้วย
โดยปล่อยให้หลับอยู่ในรถไปพลางๆ ในขณะที่เขาขึ้นไปห้องแล็บ

อัยไขกุญแจเข้าไปในห้อง ภายในห้องมีเพียงแสงสลัวๆเท่านั้น
ข้าวของทุกอย่างในห้องยังคงจัดวางอย่างเป็นระเบียบ
อัยเดินดูไปรอบๆ แล้วไปหยุดอยู่หน้าห้องเย็นซึ่งประตูเปิดแง้มไว้เล็กน้อย
เขาเปิดไฟในห้องแล็บ ก่อนที่จะก้าวเข้าไปในห้องเย็น
แล้วส่งเสียงเรียกเฟร็ด แต่ก็ไม่ได้ยินเสียงตอบ
อัยหลับตาครู่หนึ่ง ให้ชินกับความมืดในห้อง
ก่อนที่จะลืมตาขึ้นมาอีกครั้ง เขามองไปรอบๆห้อง
ทุกอย่างยังคงเดิม ไม่มีอะไรถูกเคลื่อนย้าย หรือมีสิ่งแปลกปลอม
อัยเดินไปหยุดที่เตียงของมายา ก็พบร่างของเธอนอนสงบนิ่งอยู่เหมือนเดิม
ชุดทรงของเธอถูกเปลี่ยนออกไปแล้ว
มีชุดลำลองยาวกรอมเท้าสวมใส่เข้าแทนที่ ซึ่งดูเหมาะกันดี
เครื่องประดับต่างๆที่ติดตัวเธอมา วางอยู่บนโต๊ะเล็กๆตัวหนึ่งข้างเตียง
อัยเพิ่งจะสังเกตเห็นว่า มายาดูสดชื่นขึ้นกว่าเมื่อตอนพบเธอใหม่ๆเสียอีก
เขาก้มลงพิศใบหน้าอ่อนเยาว์ของเธออย่างสังเกตสังกา
ริมฝีปากของมายาดูจะแดงผิดปกติไปสักหน่อย
อัยตั้งข้อสังเกตให้กับตัวเอง
นี่เฟร็ดคงจะไม่เล่นตลกโดยการทาลิปสติกให้หล่อนหรอกนะ
หรือว่าจะเป็น .... อัยรู้สึกว่าเหงื่อชุ่มมือ เมื่อคิดไปถึงเรื่องที่ทศการเล่า
เขากลั้นใจ เอื้อมมือไปแตะที่ริมฝีปากของมายาเบาๆ แล้วรีบชักมือกลับแทบไม่ทัน
"เลือด!" อัยเอามืออุดปากไม่ให้ร้องออกมา
แล้วก้มลงมองนิ้วเปื้อนเลือดของตัวเองอย่างคาดไม่ถึง
ดูท่าทางเลือดนี้ยังใหม่ๆอยู่เลย นี่เฟร็ดกำลังทำอะไร
ปลุกมายาให้ฟื้นขึ้นมาเป็นผีดูดเลือดงั้นหรือ อัยถอยหลังกรูดเมื่อคิดไปถึงคำว่า

"ผีดูดเลือด!"

เขารีบออกจากห้องไปอย่างรวดเร็วโดยไม่สนใจที่จะปิดล็อกห้องเย็นด้วยซ้ำ
แต่เมื่อเขาก้าวพ้นห้องเย็นออกมา ก็พบว่า เฟร็ดยืนยิ้มรอเขาอยู่แล้ว!

To be continue...




 

Create Date : 21 มีนาคม 2550    
Last Update : 23 มีนาคม 2550 11:25:45 น.
Counter : 145 Pageviews.  


ลีโอลัคนา
Location :
นราธิวาส Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed

ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




มาทำความรู้จักกันเล็กๆ น้อยๆ นะคะ เจี๊ยบเองเล่นพันทิปมานานแล้วตั้งแต่
สมัยเพิ่งเปิดบอร์ดใหม่ๆ ก็ว่าได้

ตอนนั้นใช้ล็อกอินว่าเจี๊ยบกับอูฐสนธยา
ที่มี 2 ชื่อ ก็เพราะพันทิปมีการปรับปรุง
ระบบเรื่อยๆ จึงต้องสมัครใหม่หลายรอบ

ได้ประจำอยู่ห้องสมุดและถนนนักเขียน และร่วมสนุกเขียนเรื่องสั้นมาหลายเรื่อง เสียดายที่ผลงาน+กระทู้ที่เซฟเก็บไว้
ได้สูญหายไปหมดเสียแล้ว T__T

ต่อมาเมื่อเรียนจบก็ห่างหายไปเสียนาน จนได้หวนกลับมาอีกครั้งเมื่อไม่นานมานี้
ปัจจุบันจะขลุกอยู่ห้องหมาในจตุจักรค่ะ

Google

Group Blog
 
All Blogs
 
Friends' blogs
[Add ลีโอลัคนา's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.