เราเพิ่งตระหนักเรื่องแบบนี้อย่างจริงจังก็เมื่อหลังสอบ progress เสร็จนี่เอง
ก่อนหน้านี้เราเคยคุยกับเพื่อนที่จบป.เอกจากอังกฤษ คุยกันสัพเพเหระ
มีอยู่ตอนหนึ่งของบทสนทนาที่เราถามเค้าว่า มันคงน่าภาคภูมิใจมากเลยนะที่เรียนจนจบป.เอกได้
เพื่อนเราตอบอย่างเรียบเฉยว่า... ไม่หรอก ...
--------------
สมัยสอบเอ็นทรานส์ เราทุ่มเทอ่านหนังสืออย่างหนัก
วันประกาศผล พอรู้ว่าติดอันดับหนึ่ง คืนนั้นเราดีใจจนนอนไม่หลับ นั่งเพ้อฝันถึงอนาคตในมหาวิทยาลัย
เราปลื้มกับความสำเร็จนี้อยู่เกือบอาทิตย์
--------------
วันสอบ defend ป.โท เราเหนื่อยมากๆ
เพราะก่อนหน้านี้เราเร่งทั้งงาน ทั้งเล่ม
ทำ power point 1 วันกับอีก 1 คืนก่อนสอบ
วินาทีที่ อ.บอกว่า ขอแสดงความยินดีด้วย เราทั้งดีใจและประทับใจ คิดไว้ว่าคงจดจำภาพนี้ไปนานเท่านาน
หลังสอบ เราขอตัวไปงีบใต้โต๊ะทำงานในห้องป.โท
พอตื่นขึ้นมา...น่าแปลก ที่ความดีใจมันหายไปแล้วอย่างสิ้นเชิง
ส่วนภาพที่อ.มาแสดงความยินดี ผ่านไป 1 ปียังพอจำได้
แต่มาถึงวันนี้...นึกเท่าไหร่ก็นึกไม่ออกเสียแล้ว
---------------
เราเข้าใจสัจธรรมนี้อย่างแจ่มชัดที่สุดเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา
เรากังวลกับการสอบ progress ครั้งนี้มาก เพราะงานไม่เป็นไปตาม work plan
ด้วยธรรมชาติของเราที่เป็นคนไม่ยอมปล่อยวาง
เราแก้ power point ครั้งแล้วครั้งเล่า, แก้บทพูดจนนาทีสุดท้าย
เราผ่านมาได้แบบมึนๆงงๆ เพราะเมื่อคืนแทบไม่ได้นอน
จริงๆแล้ว เราควรดีใจสินะ ที่ committee ประเมินว่าเรายังมีศักยภาพอยู่
แต่เรากลับรู้สึกแค่โล่งใจที่มันผ่านๆเสียได้
จริงๆแล้ว เราควรไปฉลองกับเพื่อนๆ
แต่เรากลับรู้สึกอย่างแรงกล้าว่า ได้เวลาทำงานพิสูจน์ตัวเองต่อแล้ว
คืนนั้นเราไม่ได้ไปไหน แต่นั่งทำงาน ถึง 5 ทุ่มครึ่ง ตามปกติของเรา
---------------
ความสำเร็จทั้งหลายในชีวิตการงาน
คุณค่าของมันไม่ได้อยู่ที่ว่า เฮ้ย....เราทำสิ่งนี้สำเร็จแล้วนะ เย่ เย่ เย่
เราอาจดีใจกับมัน แต่เชื่อเถอะ...หลังจากที่คุณเหนื่อยกับมันมาเหลือเกิน ปลุกปั้นมันมาแทบเป็นแทบตาย
พอวันนึงที่มันสำเร็จลง ถ้าคุณผ่านโลกมามากพอ คุณจะเพียงแค่ยิ้มเบาๆให้กับมัน โบกมือบ๊าย บาย มัน
เพราะแค่เพียงหนึ่งวินาทีหลังจากคุณรู้ว่ามันสำเร็จ ความสำเร็จก็จะกลายเป็นอดีตไปเสียแล้ว
คุณค่าที่แท้จริงของความสำเร็จคือ มันทำให้คุณเลิกวุ่นวายกับเรื่องเก่าๆเสียที
ความสำเร็จทำให้คุณฮึกเหิม ที่จะหาเรื่องใหม่ๆมาใส่ตัว
ความสำเร็จเดิมยิ่งใหญ่เพียงใด เรื่องใหม่ที่จะหามาใส่ตัวก็ต้องยิ่งใหญ่ไม่แพ้กัน
อ่านถึงตรงนี้ อาจมีบางคนถามว่า...อ้าว...แล้วเราจะขวนขวายหาเรื่องยิ่งใหญ่มาใส่ตัวไปทำไม
คำตอบคือ
ไม่รู้ฟร่ะ...point นี้...ข้าพเจ้ายังไม่บรรลุ 