Group Blog
 
All blogs
 

*.* Just Me *.*

อ่านเจอแล้วน่าสนใจดี...

Love is

being happy for the other person

when they are happy

being sad for the person


สำหรับคนมีความรัก
ทุกความรู้สึกล้วนเป็นความรัก
เห็นอะไรก็คิดถึงคนรัก..
หายใจเข้าเป็นความรัก หายใจออกเป็นความคิดถึง
ทุกลมหายใจอุ่นอวลด้วยกลิ่นไอความอาวรณ์ ห่วงหา
สารพันความรู้สึก หลากหลายอารมณ์
แต่ทั้งหมดก็มาจากความรู้สึกเดียว
ที่เรียกว่า ความรัก


ความรักที่ดลบันดาลให้ใครคนหนึ่ง
สามารถทำอะไรได้มากมาย
เขียนหนังสือได้เป็นเล่มๆเพื่อจะบอกใครเพียงคนเดียว
ว่าความรักไม่เคยจางหายไปไหน
ความรักยังอยู่..และความรักที่งดงามนั้นก็ไม่เคยตาย..
ไม่ว่าวันเวลาจะผ่านเนิ่นนานแค่ไหน
ไม่ว่าความรักจะเดินทางถึงจุดหมายปลายทางหรือไม่
ใครคนหนึ่งก็ยังคงมีรักเดียว
และทุกวินาทีก็ยังคิดถึงแต่คนรัก..


เพราะคนเรามีชีวิตอยู่ได้ด้วย
ความรัก ความหวัง และความฝัน
ถ้าเมื่อไหร่ไม่มีสามอย่างนี้ชีวิตนั้นก็เหมือนตายไปแล้ว




when they are sad

being together in good times

and being together in bad times

love is the source of strength

ความรักคือ

การเป็นสุขกับใครสักคน

เมื่อเขามีความสุข

เป็นทุกข์กับเขา

ในยามที่เขาเศร้าสร้อย

การอยู่ร่วมกันในช่วงเวลาที่ดีๆ

และการอยู่ด้วยกันในช่วงเวลาที่เลวร้าย

ความรักบ่อเกิดของความเข้มแข็ง

Love is

Being honest with yourself at all times

Being honest with the other person at all times

Telling listening respecting the truth

And never pretending

Love is the source of reality

ความรักคือ

การอยู่ด้วยความซื่อสัตย์กับตัวเองตลอดเวลา

การอยุ่ด้วยความซื่อสัตย์กับคนอีกคนตลอดเวลา

พูดคุย รับฟัง เชื่อและนับถือในความจริงและไม่เสแสร้ง

ความรักคือบ่อเกิดของความจริง

Love is

An understanding so complete that

You feel as if you are a part

Of the other person

Accepting the other person

Just the way they are

And not trying to change them

To be something else

Love is the source of unity

ความรักคือ

ความเข้าใจอย่างสมบูรณ์ว่า

คุณรู้สึกราวกับวาคุณเป็นส่วนหนึ่ง

ของใครอีกคน

การยอมรับผู้อื่น

ในหนทางที่เขาเป็น

และไม่พยายามเปลี่ยนแปลงเขา

ให้เป็นในสิ่งอื่น

ความรักเป็นบ่อเกิดของความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน

Love is

The freedom to pursue your own desires

While sharing your experiences

With the other person

The growth of one individual alongside of

And together with the growth

Of another individual

Love is the source of success

ความรักคือ

เสรีภาพที่เกิดจากความปรารถนาของคุณเอง

ขณะแบ่งปันประสบการณ์ของคุณ

กับใครอีกคน

เติบโตไปพร้อมๆกันในวิถีที่แต่ละคนเป็น

ความรักเป็นบ่อเกหิดของความสำเร็จ

Love is

The excitement of planning things together

The excitement of doing things together

Love is the source of the future

ความรักคือ

ความตื่นเต้นของการวางแผนด้วยกัน

ความตื่นเต้นของการทำบางสิ่งด้วยกัน

ความรักคือบ่อเกิดของวันข้างหน้า

Love is

The fury of the stom

The calm in the rainbow

Love is the source of passion

ความรักคือ

ความรุนแรงของพายุ

ความสงบนิ่งในสายรุ้ง

ความรักคือบ่อเกิดของลุ่มหลง

Love is

Giving and taking in daily situation

Being patient with each other’s

Needs and desires

Love is the source of sharing

ความรักคือ

การให้และการรับในสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในแต่ละวัน

การอดทนกับความต้องการ

และความปรารถนาของกันและกัน

ความรักคือบ่อเกิดของการแบ่งปัน

Love is

Knowing that the other person

Will always be with you

Regardless of what happens

Missing the other person when they are away

But remaining near in heart at all times

Love is the source of security

Love is the source of life

ความรักคือ

การรู้ว่าใครคนนั้น

จะอยู่กับคุณเสมอ

ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น

การคิดถึงใครคนนั้นอยู่เสมอเมื่อเขาอยู่ห่างไกล

หากยังคงเคียงใกล้อยู่ในหัวใจตลอดเวลา

ความรักคือบ่อเกิดของความปลอดภัย

ความรักคือต้นกำเนิดของชีวิต...




 

Create Date : 13 ธันวาคม 2550    
Last Update : 12 มกราคม 2552 18:39:00 น.
Counter : 112 Pageviews.  

anchors of love

มือใหม่หัดแต่ง อิ อิ


http://'>
















*.*หอมกลิ่นความรัก*.*

+:+:ยามเมื่อ ผีเสื้อกระพือปีก ย่อมเกิดพายุใหญ่ เด็ดดอกไม้ย่อมสะเทือนถึงดวงดาว:+:+:

มนุษย์เป็นสิ่งลี้ลับ มหัศจรรย์อย่างยิ่ง ทำไมเราจึงรัก โกรธ เกลียด อิจฉาริษยา ลุ่มหลง ทำไมจึงมีการฆ่าตัวเอง หรือฆ่าผู้อื่นในนามของความรักให้เห็นกันบ่อยๆ อันที่จริงในนามของความรักเราไม่มีสิทธิ์ฆ่าใคร อะไรอยู่ในหัวเรา ทำไมมนุษย์จึงโหดร้ายได้อย่างไร้ขีดจำกัด ขณะเดียวกันเราก็สามารถรัก เมตตากรุณา ได้กว้างไกลไม่มีที่สิ้นสุดยิ่งกว่ามหาสมุทร
ในแวดวงนักการศาสนา นักปรัชญา ของยุคปัจจุบันคงไม่มีใครไม่รู้จักท่านกฤษณมูรติ ปราชญ์ชาวอินเดีย ผู้เสนอแนวความคิดละเอียดอ่อนลึกซึ้ง ที่ดูเหมือนจะโน้มไปข้างโลกุตรธรรม ซึ่งล้วนแล้วแต่เข้ากับหลักสำคัญของพระพุทธศาสนาทั้งสิ้น แต่ท่านก็ย้ำอยู่เสมอว่า เราไม่อาจเข้าใจชีวิตได้โดยการปลีกตัวออกจากสังคม
ขออนุญาตตัดตอนข้อเขียนของท่านในส่วนที่เกี่ยวโยงกับความรักไว้อย่างน่าสนใจ มาให้ลองขบคิดดู ข้อเขียนชื่อ DIALOUGE WITH DNESELF โดยผู้แปลใช้นามปากกาว่า "มะเขือเทศ" ดังนี้
"...............แล้วผมก็ได้ตระหนักว่า ความรักจะดำรงอยู่ไม่ได้เมื่อมีความหึงหวงเมื่อมีความผูกพัน ผมตระหนักว่า ผมไม่ได้รักหรอก นี่คือความจริง ผมจะไม่เฝ้าหลอกตัวเอง ผมจะไม่เสแสร้งต่อภรรยาว่าผมรักเธอ (คนอื่นๆ อาจมองว่าผมรักเธอ) ผมไม่รู้ความรักคืออะไร แต่ที่ผมรู้ก็คือว่าผมมีความหึงหวง และผมมีความผูกพันกับเธอมากเหลือเกิน ในความผูกพันนั้นมีความกลัว ความกังวลใจนาๆประการ มีความรู้สึกพึ่งพา ผมไม่ชอบที่ จะพึ่งพาเธอหรือใคร แต่ที่ผมต้องพึ่งพาเพราะผมเหงาผมจึงอยู่กับเธอ ผมวุ่นวายอยู่กับงานในสำนักงาน เมื่อผมกลับมาบ้าน ผมต้องการความสบาย และความเป็นเพื่อน เพื่อจะหนีจากตัวเอง ผมจึงมีครอบครัว เพื่อให้คนมองว่าเพียบพร้อมบริบูรณ์ผมจึงมีลูก แต่บัดนี้ผมต้องการอิสระ จากความผูกพันที่กล่าวมาทั้งหมดนี้ แล้วผมจะทำอย่างไร ผมไม่อยากผูกพันใคร..............."
ท่านกฤษณะ มูรติมองว่า ตรงไหนมีความหึงหวง มีความอิจฉาริษยา มีความยึดติดผูกพัน ลักษณะลูกเราเมียเรา ของเรา นั่นมิใช่ความรักที่แท้จริง สืบไปสืบมานั่นคือการรักตัวเองต่างหาก ดังนั้นวิถีชีวิตที่เราๆ ท่านๆ อยู่กันทุกวันนี้จึงอาจไม่ใช่ความรัก ในความหมายของท่าน คงเป็นได้แค่ "ความพึงพอใจ ที่ยังพอทานทนได้"
ปัญหาคือ คนเราเรียกร้องแต่จะเป็นที่รักของคนอื่น ขอให้ตัวเองถูกรัก แต่ไม่ค่อยยอมเสียสละในส่วนของตน และมักตั้งเงื่อนไขให้กับความรักเสมอ ดังนั้น ซากปรักหักพังของความรักจึงกองทั่วทุกมุมโลก และยิ่งในสภาพสังคมวิถีชีวิตที่เปลี่ยนไปจากอดีต จำนวนคู่สมรสที่แตกหักหย่าร้างจึงเพิ่มจำนวนขึ้นทุกวัน
สถาบันครอบครัว องค์กรสำหรับผลิตมนุษย์ซ้ำ เพื่อสืบทอดเผ่าพันธุ์ นั่นคือแบบจำลองของความรักแบบโลกๆ เรามักมองว่านั่นคือศูนย์รวมของความรัก แต่หากเพ่งพินิจดู ดีๆ ที่นี่มีแต่ความโกรธ ขัดอกขัดใจ หึงหวง ระแวงสงสัย บังคับขู่เข็ญ ทรมานกันด้วยกฎกติกาต่างๆ นานาความรักที่ต้องมีการแต่งงาน มีพันธผูกพัน ให้คนเรารับผิดชอบมากมายนั้นให้ความสุขแก่เราหรือไม่ การมีครอบครัวต้องมีภาระรับผิดมากมาย ต้องใช้ความอดทนอย่างมหาศาล วิญญาณการแสวงหาอื่นๆอาจถูกกักขังหน่วงเหนื่ยว ครอบครัว คำสวยหรูนี้ จึงหลายครั้งได้ทำลายความรักเสียยับเยิน ทุกคู่รักที่ยังไม่ได้ร่วมหัวจมท้าย จึงต้องตระหนักให้มากๆ ว่าพร้อมที่จะเสียสละ อิสระภาพ และความสุขส่วนตัวทั้งหมด ให้กับคำว่าครอบครัว หรือยัง
เอาล่ะ เป็นไปได้หรือไม่ที่เราจะเป็นอิสระจากความกลัว อาจจะอุดมคติเกินไปแต่ ในทัศนะของท่านกฤษณมูรติ เป็นไปได้ ท่านว่าการปฏิวัติใดๆ ต้องเริ่มภายใน (INWARD REVOLUTION) ซึ่งต้องเพ่งมองไปที่จิตใจของมนุษย์ และไม่ใช่สิ่งที่ค่อยเป็นค่อยไป หากแต่ต้องกระทำอย่างจริงจังรวดเร็ว แต่เราก็ไม่เคยสนใจว่ามันพอจะเป็นไปได้หรือไม่ เป็นไปได้หรือไม่ที่เราจะไม่กลัว ถ้าเราเลิกกลัวได้เมื่อไร เมื่อนั้น ความรักจะเปิดเผยตัวมันเอง เมื่อเราไม่เรียกร้องหาความรักเป็นหลักประกันความมั่นคงปลอดภัยใดๆ แล้ว เราจะไม่มีความขัดแย้งในใจ ไม่มีการสู้รบ และแน่นอนไม่มีสงครามทุกระดับ แต่นั่นแหละ ความยากยิ่งสิ่งเดียวในโลกนี้สำหรับมนุษย์ คือการชนะใจตนเอง
สุดท้ายขอนำข้อเขียนถึงความรักของท่าน กฤษณะมูรติ ดังนี้

ความรักมีกลิ่นหอมในตัวมันเอง
ที่ใดมีรัก ที่นั่นไม่มีความทะเยอทะยาน
ที่ใดมีความรัก ที่นั่นไม่มีการใช้อำนาจ
ที่ใดมีความรัก ที่นั่นไม่มีการครอบครอง ไม่มีการยึดมั่น
เมื่อเธอเริ่มบรรยายว่า มันคืออะไร มันก็มิใช่ ความรัก อีกต่อไป





อิสระแห่งชีวิตของ "กฤษณะมูรติ"


"พวกเราส่วนมากต้องการความมั่นคงในการที่จะรักและถูกรัก แต่ความรักจะยังคงมีอยู่ละหรือ ถ้าเราแต่ละคนดิ้นรนพยายามเสาะแสวงความมั่นคงให้กับตนเอง เราจะไม่มีวันได้รับความรัก ทั้งนี้เพราะเราเองก็ไม่รู้จักที่จะรัก"

"ถ้าคุณรู้จักความรัก คุณจะไม่ติดตามผู้ใดเลย ความรักไม่เชื่อฟังผู้ใด เมื่อคุณรักจะไม่มีทั้งการนับถือหรือการไม่นับถือ"

"คุณไม่รู้เลยหรือว่ามันมีความหมายว่าอย่างไร ในการรักใครคนหนึ่งอย่างจริงจัง รักโดยปราศจากความเกลียดชัง ปราศจากความริษยาหึงหวง ปราศจากความโกรธ ปราศจากความต้องการที่จะสอดแทรกก้าวก่ายในสิ่งที่เขากำลังทำ หรือกำลังคิด ปราศจากการตำหนิติเตียน ปราศจากการเปรียบเทียบ คุณไม่รู้เลยหรือว่ามันหมายความว่าอย่างไร ที่ใดมีรักที่นั่นไม่มีการเปรียบเทียบ เมื่อคุณรักใครสักคนด้วยหัวใจ ด้วยจิตใจ ด้วยร่างกาย ด้วยทุกส่วนของคุณแล้ว ยังจะมีการเปรียบเทียบอยู่อีกละหรือ เมื่อคุณอุทิศมอบตัวคุณเองให้กับความรักนั้นแล้ว มันก็ไม่มีสิ่งใดหลงเหลืออยู่อีก"

"ความกลัวไม่่ใช่ความรัก การพึ่งพาไม่ใช่ความรัก การเป็นเจ้าของครอบครองไม่ใช่ความรัก ความผิดชอบและหน้าที่ไม่ใช่ความรัก ความสงสารตัวเองไม่ใช่ความรัก ความเจ็บปวดรวดร้าวที่ไม่ถูกรักก็ไม่ใช่ความรัก"





More Graphics Comment click here.





 

Create Date : 14 พฤศจิกายน 2550    
Last Update : 13 กุมภาพันธ์ 2551 12:57:25 น.
Counter : 122 Pageviews.  


Anchors of love
Location :


[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed

ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]


ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




Friends' blogs
[Add Anchors of love's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.