เด็กยิงข้อสอบ งานเสี่ยง เงินร้อนของเด็กเก่ง
ข้อมูลจาก สารคดี
ฉบับที่ 250 > ธันวาคม 48 ปีที่ 21 | สารบัญเรื่องพิเศษ ]
-----------------------------------------------

ผลงานคัดสรรโครงการค่ายนักเขียนสารคดีสะท้อนปัญหาสังคม ครั้งที่ ๑ :
เด็กยิงข้อสอบ งานเสี่ยง เงินร้อนของเด็กเก่ง



ผลงานคัดสรร สารคดีสะท้อนปัญหาสังคม โดย เยาวชนนักเขียน โครงการค่ายนักเขียนสารคดีสะท้อนปัญหาสังคม ครั้งที่ ๑
ในปีที่แล้ว (พ.ศ. ๒๕๔๗) นิตยสาร สารคดี และสำนักพิมพ์สารคดี ได้ริเริ่มโครงการค่ายนักเขียนสารคดีสะท้อนปัญหาสังคมขึ้น โดยการสนับสนุนงบประมาณเริ่มต้นจาก สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข (สวรส.) และในเวลาต่อมาโดย แผนงานเยาวชนสร้างสรรค์เพื่อการเรียนรู้สู่สุขภาวะ (ยสส.) สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ซึ่งเล็งเห็นความสำคัญของการแก้ไขปัญหาเยาวชนในเชิงรุก
โครงการนี้เปิดรับนักศึกษาระดับมหาวิทยาลัยจากทั่วประเทศ และได้รับผู้เข้าอบรมประมาณ ๔๐ ชีวิต มีนักเขียนสารคดีหญิง อรสม สุทธิสาคร เป็นวิทยากรคนสำคัญในการถ่ายทอดความรู้ และวิทยากรจากสำนักพิมพ์สารคดีอีกหลายท่าน หลังจากผ่านการอบรมครั้งแรกแล้ว ผู้เข้าอบรมมีโอกาสเลือกเขียนงานสารคดีสะท้อนปัญหาสังคมในประเด็นและมุมมองที่ตนเองสนใจ ซึ่งต้องมีการเก็บข้อมูลจริงจากการสัมภาษณ์ การสำรวจลงพื้นที่ โดยมีวิทยากรเป็นผู้ช่วยชี้แนะ ให้คำแนะนำเป็นระยะๆ จนกระทั่งสำเร็จเป็นผลงานของผู้เขียนเองเมื่อต้นปี พ.ศ. ๒๕๔๘ นี้ โดยมีผลงานที่ผ่านการพิจารณาทั้งสิ้น ๑๐ ผลงาน
นี่คือหนึ่งใน “ผลงานคัดสรร-สารคดีสะท้อนปัญหาสังคม” บทเรียนจากชีวิตจริงที่เยาวชนนักเขียนได้ไปสัมผัสและนำมาถ่ายทอดต่อคุณผู้อ่าน (หนังสือ ๑๐ เรื่องในเมืองใหญ่ รวมผลงานคัดสรรของเยาวชนนักเขียน โครงการค่ายนักเขียนสารคดีสะท้อนปัญหาสังคม ครั้งที่ ๑ โดยสำนักพิมพ์สารคดี มีจำหน่ายแล้วตามร้านหนังสือทั่วไป)

เรื่อง : ภาณินี บุญเลิศ

ภาพเด็กผู้ชายโยกหัวไปมา กระดิกเท้า หมุนปากกา คงพบเห็นได้ทั่วไปในห้องสอบ แต่น้อยคนนักจะสังเกตเห็นว่า สำหรับเด็กบางคน ท่าทีเช่นนั้นคือการส่ง “สัญญาณ” บางอย่างให้แก่เด็กอีกคนที่อยู่ร่วมห้องสอบเดียวกัน
บางที ภาพที่เราเห็นภายนอกไม่อาจบอกอะไรได้มากนัก
เช่นเดียวกับ “เอส” (นามสมมุติ) ที่ดูภายนอกก็ไม่แตกต่างจากวัยรุ่นยุคนี้ คือใช้จ่ายเงินไปกับการเที่ยวเตร่ ซื้อหาสิ่งของ และใช้ชีวิตอยู่ในโลกแห่งความฟุ้งเฟ้อ ทั้งที่จริงๆ แล้ว ครอบครัวของเอสก็ไม่ต่างจากอีกหลายครอบครัวที่ประสบปัญหาด้านการเงิน

เอส ชายหนุ่มวัย ๒๒ ปี เรียนอยู่ชั้นปีที่ ๔ ในมหาวิทยาลัยชื่อดังของรัฐ แม้จะเป็นเด็กเรียนดี แต่งานพิเศษที่เอสเลือกทำเพื่อหารายได้กลับไม่ใช่การสอนหนังสือเด็กนักเรียนเหมือนเพื่อนอีกหลายคน เอสเลือกทำงานสบาย ได้เงินง่าย แม้จะมีความเสี่ยงสูงและงานบางชิ้นก็มีข้อจำกัดเรื่องอายุ ที่สำคัญ เป็นงานที่ต้องใช้ปฏิภาณไหวพริบอย่างมาก
งานของเอสเป็นงานที่เด็กเก่งหลายคนปฏิเสธ
หากอีกหลายคนกลับพร้อมยอมทำ
งานยิงข้อสอบ

ชีวิตใหม่ในรั้วมหาวิทยาลัย งานใหม่ในห้องสอบ
เอสเริ่มรับหน้าที่ยิงข้อสอบตั้งแต่เข้ามหาวิทยาลัยปี ๑ แต่ปัจจุบันห่างหายจากวงการไปพอสมควร เพราะเรียนใกล้จบแล้ว--ไม่คุ้มหากถูกจับได้ นับเวลาที่เขาทำงานนี้ก็ประมาณ ๓ ปี
เขาเริ่มงานเมื่ออายุ ๑๘ ซึ่งถือว่าช้าไปหน่อย เพราะเป็นข้อจำกัดให้สมัครสอบได้น้อยแห่ง ถ้าเขาเริ่มจับงานนี้ตั้งแต่ชั้นมัธยมปลาย อาจหาเงินได้เป็นกอบเป็นกำ ยิ่งถ้าได้ขึ้นเป็นระดับเฮด ก็สามารถตั้งตัวได้เลย
ครั้งแรกเขาได้รับการชักชวนจากเพื่อนในคณะที่เคยทำมาก่อน แต่ยังไม่ตัดสินใจทำเต็มตัว เพียงชวนเพื่อนคนอื่นเข้ามาทำด้วย จนเมื่อลองไปทำและพบว่าไม่ยากอย่างที่คิด แถมผลตอบแทนก็เป็นเงินจำนวนมากที่ได้มาโดยง่าย จึงทำให้เขารับงานเช่นนี้มากขึ้นๆ

คนยิงหลายสาย เฮดหลายคน
การยิงข้อสอบส่วนใหญ่ที่เอสเคยทำ เป็นการสอบคัดเลือกนักเรียนนายสิบ จ่าอากาศ จ่าทหารเรือ นักเรียนพลตำรวจ ซึ่งไม่ค่อยเข้มงวดเหมือนการสอบเตรียมทหาร เด็กส่วนใหญ่ที่เข้ามาสอบเป็นเด็กต่างจังหวัดที่หวังจะเป็นทหารและตำรวจ
เอสพูดถึงสายการทำงานของคนยิงข้อสอบว่ามีหลายสาย เจ้านายใหญ่สูงสุดหรือที่เรียกกันในวงการว่า “บอส” เป็นคนคุมทั้งหมด ตัวเขาเองเคยทำงานกับบอสหลายสายเหมือนกัน แต่สายปัจจุบันที่ติดต่ออยู่นับเป็นสายใหญ่ที่สุดก็ว่าได้ เพราะจะมี “เฮด” หรือหัวหน้าอีกต่อหนึ่ง ประมาณ ๑๐ คน ทำให้มีเครือข่ายกว้างขวางมาก หน้าที่ของเฮดคือการหาเด็กเรียนเก่งจากมหาวิทยาลัยชื่อดังของรัฐ เพื่อมาเป็นคนยิงข้อสอบ

เอสบอกว่า บอสสายเขาเป็นผู้หญิงมีอายุคนหนึ่ง มีเครือข่ายเป็นญาติกับนายทหารชั้นสูง สามารถติดต่อกับทหารและตำรวจที่รู้จักได้หากมีปัญหา
ในส่วนของเด็กที่มาว่าจ้าง ซึ่งส่วนใหญ่มาสอบเข้าเป็นทหารหรือตำรวจ บอสจะติดต่อรับเด็กโดยตรง ให้เข้ามาอยู่กินนอนด้วยเป็นเวลาเกือบ ๑ ปี ฝึกทั้งเรื่องการใช้ชีวิต การรับ-ส่งสัญญาณหรือ “ซิก” ระหว่างคนยิงข้อสอบกับตัวเด็กนักเรียน และฝึกความแข็งแรงของร่างกาย ค่าจ้างทั้งหมดตกประมาณ ๒ แสนกว่าบาทต่อเด็ก ๑ คน ซึ่งเงินค่าจ้างนี้บอสจะนำมาแจกจ่ายไปตามสายอีกทอดหนึ่ง

ค่าแรงที่เอสได้รับจะแตกต่างไปตามความยากง่าย ที่ผ่านมา การสอบเตรียมทหารเพื่อเข้าเป็นนักเรียนนายร้อยตำรวจนั้นถือว่ามีค่าเหนื่อยสูงที่สุด คือ เฮดจะได้ประมาณ ๓ หมื่นบาทต่องาน ต่อเด็ก ๑ คน ถ้าเด็กคนนั้นสอบติดทั้งข้อเขียนและสัมภาษณ์ แต่หากมีการส่งผ่านมาหลายทอด ค่าเหนื่อยที่ได้รับก็จะน้อยลง รองลงมาคือการสอบเข้าเป็นทหารและพยาบาล
สำหรับเอส การสอบเข้าเป็นนักเรียนนายร้อยตำรวจนับว่ายุ่งยากที่สุด เพราะมีอายุเป็นตัวกำหนด เอสซึ่งอายุเกินจึงต้องหาเด็กที่เรียนอยู่ราวชั้น ม. ๔ และสามารถทำงานนี้ได้ เข้าไปปฏิบัติการแทน
............................................

โดยทั่วไป งานของเอสจะเริ่มจากเข้าไปสมัครสอบพร้อมกับคนยิงข้อสอบอีกหลายคนเพื่อดูว่ามีที่นั่งหรือลำดับที่ใกล้กับเด็กที่ว่าจ้างหรือไม่ ถ้าสมัครแล้วได้ที่นั่งใกล้กับเด็กที่ว่าจ้าง จะเรียกว่า “ติดเด็ก” เพียงแค่นั้นเขาจะได้เงินแล้ว ๒,๐๐๐ บาท หลังจากนั้นถึงจะนัดไปซ้อมยิงข้อสอบกัน
ตอนสมัครสอบ หากมีผู้สมัครรายใดต้องสงสัยว่าอาจเป็นมือปืนรับจ้างเข้ามาทำการทุจริตในห้องสอบ ซึ่งอาจสังเกตจากใบเกรด หน้าตาผิวพรรณ โรงเรียนที่จบมา อายุ ฯลฯ ที่ผิดจากผู้สมัครรายอื่น เจ้าหน้าที่รับสมัครก็จะหมายหัวโดยกากบาทสีแดงไว้ หรืออาจจับแยกไปสัมภาษณ์พิเศษ

เอสเองก็เคยถูกหมายหัวเช่นนี้ แต่ก็เอาตัวรอดมาได้ทุกครั้ง โดยใช้ความนิ่งและการปฏิเสธตลอดข้อกล่าวหา เช่นหากถูกถามว่า ทำไมได้เกรดดีจึงมาสมัคร อายุมากแล้วทำไมจึงมาสมัครอีก เอสก็จะตอบว่าอยากเรียน ถามว่าถ้าสอบติดแล้วจะเข้ามาทำงานทหารไหม เอสก็จะตอบว่า มา ไม่อย่างนั้นจะมาสมัครทำไม หรือถามว่ามีคนจ้างมาหรือไม่ เขาก็จะยืนยันว่า ไม่มี
ระยะหลังเมื่อมีรุ่นน้องเข้าไปทำงานแทน เอสก็จะบอกถึงคำถามและการเตรียมตัวนี้ให้รุ่นน้องทราบก่อนรับงานด้วย

เอสบอกว่าถึงอย่างไรเขาก็จะไม่ยอมรับเด็ดขาดว่าตัวเองรับจ้างเข้ามายิงข้อสอบ อย่างมากที่สุดที่เอสเคยเจอคือถูกเตือน แล้วก็ปล่อยตัวไป ไม่มีอะไรเกิดขึ้น เนื่องจากไม่มีหลักฐาน
ช่วงปีหลังๆ คนคุมสอบจึงแก้ปัญหาโดยให้เด็กที่ถูกหมายหัวเหล่านี้แยกไปนั่งที่อื่น หรือไปนั่งไกลๆ ทำให้ส่งซิกยากขึ้น ถึงอย่างนั้นคนยิงข้อสอบก็ยังพยายามส่งซิกให้เด็กที่ว่าจ้างให้ได้มากที่สุด

โทษที่เอสเคยได้ยินมา คือ ถ้าเป็นนิสิตนักศึกษาปี ๔ จะโดนไล่ออกจากมหาวิทยาลัยและเข้าคุก แต่เขาก็ไม่ทราบว่าเอาเข้าจริงแล้วมันจัดอยู่ในความผิดข้อหาไหน หรือบทลงโทษจริงๆ เป็นอย่างไร
เอสยอมรับว่า บางกรณี บางงาน คนคุมสอบเองก็รู้ว่าใครเป็นคนยิงข้อสอบ แต่ก็ปล่อยให้ยิงข้อสอบได้โดยไม่ทำอะไร
..............................................

เอสกับเด็กผู้ว่าจ้างไม่ได้ติดต่อกันโดยตรง จะมีเฮดโทรมาเรียกก่อนจึงนัดเจอกัน เพื่อให้รู้จักว่าคนไหนที่จะยิงข้อสอบให้
เวลานัดเจอกันจะมีการจัดห้องสอบให้เหมือนจริงเพื่อให้ทราบว่าตอนสอบจะนั่งในลักษณะใด รวมทั้งนัดแนะเทคนิคต่างๆ ที่จะใช้ ซึ่งแต่ละสายก็จะแตกต่างกันไปตามความถนัด อย่างเช่น ส่งสัญญาณด้วยขาหรือเท้า การหมุนเท้าไปทางซ้าย-ทางขวา เป็นรหัสให้ตอบข้อ ๑ ข้อ ๒ หมุนปากกาในกรณีนั่งด้านข้าง หรือเอียงศีรษะเมื่อเด็กนั่งอยู่ด้านหลัง บางปีมีข้อสอบหลายชุด ก่อนเริ่มส่งคำตอบจะต้องเช็กดูก่อนว่าข้อสอบเหมือนกันหรือเปล่า เช่นถ้าเป็นข้อสอบชุดที่ ๑ ก็จะเอียงหัว

เงินที่ได้รับในแต่ละงานจะไม่เท่ากัน นอกจากขึ้นอยู่กับความสำคัญและความยากง่ายของงานแล้ว บางทีก็ขึ้นอยู่กับเฮดด้วยว่าจะตัดเงินมากน้อยแค่ไหน

เงินร้อน...ได้มาง่าย ก็หมดง่าย
เงินที่ได้มานี้เอสไม่ค่อยได้นำมาใช้กับการเรียนหรือครอบครัวมากนัก มีเฉพาะช่วงแรกๆ เท่านั้นที่พยายามจะเก็บเงินไว้ใช้ในอนาคต แต่มาช่วงหลังก็มักจะใช้ไปกับการเที่ยวกลางคืนหรืออบายมุขต่างๆ เพราะรู้สึกว่าเป็นเงินที่ได้มาอย่างไม่ถูกต้อง จึงไม่อยากเก็บไว้ ถึงใช้หมดไปก็ไม่เสียดาย
จำนวนเงินที่ได้ในแต่ละครั้งถ้าเทียบกับความหนักเบาของงานที่ทำแล้วถือว่ามากโขทีเดียว อย่างการเดินทางไปพบเด็กแต่ละครั้งเขาก็จะได้เบี้ยเลี้ยงด้วย นี่ก็เป็นสิ่งล่อใจอย่างหนึ่งที่ทำให้คนทำงานประเภทนี้เสียดายถ้าจะเลิกทำ

ขณะที่เราคุยกัน เสียงโทรศัพท์มือถือของเขาดังขึ้น พอได้ยินเสียงปลายสายที่เป็นผู้หญิง บวกกับการที่เอสขอตัวไปคุยโทรศัพท์ก่อนนั้น ทำให้พอจะเดาได้ว่าต้องเป็นคนพิเศษในระดับหนึ่ง
หลังจากคุยกับคู่สนทนาทางโทรศัพท์จบ เอสจึงกลับมาเล่าด้วยสีหน้าเขินอายเล็กน้อยว่า ผู้หญิงคนนี้เป็นแฟนคนแรก จึงไม่อยากให้รู้เรื่องที่เขาเคยทำ เขาเพิ่งคบกับแฟนคนนี้ได้ไม่นาน เลยไม่แน่ใจว่าหากแฟนรู้แล้วจะรับได้หรือเปล่า

ชีวิตบนความเสี่ยง
ช่วงที่ใกล้จะเรียนจบ เอสค่อยๆ ห่างหายจากวงการไปบ้าง เพราะรู้สึกว่าไม่คุ้มถ้าถูกจับ อีกอย่างคือกลัวพ่อแม่จะรู้ เอสรู้ดีว่าทางบ้านคงรับไม่ได้ถ้ารู้ว่าเขาทำงานเช่นนี้ มีครั้งหนึ่งที่เขานั่งดูโทรทัศน์กับแม่ แล้วมีข่าวเด็กยิงข้อสอบถูกจับ แม่ถามว่ารู้จักคนนี้หรือเปล่า และพูดว่าเป็นการกระทำที่ไม่ดี ไม่ควรทำ เขาก็ยิ่งอยากเลิก
ที่ผ่านมา วันไหนที่ต้องไปทำงาน เขาจะบอกทางบ้านว่าที่มหาวิทยาลัยมีงานบ้าง ไปทำโปรเจ็กต์บ้าง โดยออกจากบ้านตั้งแต่ตีสี่ตีห้า พร้อมเอกสารต่างๆ หรือแก้ปัญหาโดยไปนอนค้างบ้านเพื่อน

เอสเล่าว่า เด็กที่ทำงานอย่างนี้ประมาณ ๙๐ เปอร์เซ็นต์ จะเป็นเด็กวิศวะ รองลงมาคือ วิทยาศาสตร์ บัญชี และหมอ
เพื่อนของเอสบางคนก็บอกพ่อแม่ถึงเรื่องนี้ บางครอบครัวก็ปล่อยให้ทำ แต่ก็มีที่ไม่สนับสนุน

นอกจากนั้นเขายังเคยได้ข่าวจากเพื่อนว่ามีการยิงข้อสอบเอนทรานซ์ด้วย แต่เขาไม่ทราบวิธีการ การยิงข้อสอบเอนทรานซ์ดูจะไม่เป็นที่นิยมนัก นอกจากจะยากเพราะแต่ละวิชาจะสับเปลี่ยนที่นั่งตลอดแล้ว ยังมีความเสี่ยงสูง

สังคมของคนยิงข้อสอบ สังคมที่ไม่จริงใจ
สาเหตุอีกอย่างหนึ่งที่ทำให้เอสเริ่มปลีกตัวจากวงการนี้ นอกเหนือจากความกังวลที่ต้องปิดบังครอบครัวแล้ว ยังเป็นเพราะเขาทราบดีว่าวงการนี้ไม่มีใครจริงใจ ส่วนใหญ่จะทำดีต่อหน้า แต่ลับหลังจะใส่ร้ายและคอยขัดไม่ให้ได้งานหรือขึ้นเป็นเฮด อย่างตัวเขาเอง ที่จริงก็ควรจะได้เป็นเฮดนานแล้ว
เอสเคยโดนโกงเงินค่าทำงานมาหลายครั้ง ครั้งหนึ่งเขาและเพื่อนถูกโกงเงินไปประมาณแสนกว่าบาท เพราะไม่ได้ทำงานกับสายที่คุ้นเคย งานนั้นเป็นการสอบเข้าเป็นนักเรียนเตรียมทหาร (ในส่วนของกองทัพอากาศ) เพื่อนในกลุ่มเขาเช็กแล้วว่าเด็กที่มาจ้างสอบติด ขณะที่เฮดบอกเขาว่าเด็กสอบไม่ติด แม้ตอนหลังจะยอมรับว่าเด็กสอบติด แต่ก็บอกว่าหัวหน้าสายโกงไปอีกทีหนึ่ง เมื่อไปถามกับหัวหน้าสายก็ได้คำตอบว่าให้เงินมาแล้ว เอสตามทวงมาประมาณ ๑ ปี ท้ายที่สุดแล้วก็ไม่ได้ หรืออย่างบางงานเขาต้องได้ ๓ หมื่นบาท แต่ได้จริงๆ แค่ ๑๕,๐๐๐ บาทก็มี

ระยะหลังที่เอสรับหน้าที่เป็นสายหาคนไปทำงาน ก็ได้เงินค่านายหน้าบ้าง ถ้าเป็นเพื่อนกันเขาจะไม่หักเงิน ส่วนรุ่นน้องก็จะหักเงิน โดยหากเด็กสอบติดก็จะหักไว้ ๑,๐๐๐-๒,๐๐๐ บาท
กฎข้อสำคัญของการทำงานอีกอย่างที่คนยิงข้อสอบต่างรู้กัน คือ หากเด็กสอบข้อเขียนผ่าน แต่สอบสัมภาษณ์ไม่ผ่าน คนยิงข้อสอบจะไม่ได้รับเงินเต็มจำนวนอย่างที่เคยตกลงกัน

ความฟุ้งเฟ้อ ความต้องการลึกๆ ส่วนตัว
ฐานะทางบ้านของเอสไม่จัดว่าดีนัก อันเป็นผลกระทบจากพิษเศรษฐกิจ ตัวเขาเองเป็นความหวังของครอบครัวว่า เมื่อเรียนจบและทำงานแล้ว จะนำเงินมาจุนเจือแบ่งเบาภาระของครอบครัวบ้าง
เมื่อพูดถึงครอบครัว เขาตอบด้วยน้ำเสียงน้อยเนื้อต่ำใจว่า คนมีเงินคงไม่มาทำอย่างนี้หรอก เพราะเสี่ยงและไม่คุ้มกับการเอาอนาคตมาแลก แรกๆ ที่เข้าเรียนมหาวิทยาลัย เอสอยากใช้ชีวิตฟุ้งเฟ้อเหมือนเพื่อนๆ จึงตัดสินใจทำงานอะไรก็ได้ที่ได้เงินเร็ว แม้ว่าจะไม่ร้อนเงินมาก แต่เมื่อเข้าไปอยู่ในสังคมของคนยิงข้อสอบ มันก็ยิ่งบ่มเพาะนิสัยบริโภคนิยมและการชอบเที่ยวกลางคืนให้เขาอย่างมากตั้งแต่ปี ๑ ปี ๒ ค่าตอบแทนจากงานจึงละลายไปกับสิ่งยั่วยุเหล่านี้ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นเอสก็ยอมรับอย่างลูกผู้ชายว่า ทุกอย่างล้วนขึ้นอยู่กับพื้นฐานนิสัยแต่ละคนเป็นหลัก

ชีวิตที่ผ่านมาของเอสอาจคล้ายคลึงกับหลายคนที่ต้องถูกมรสุมทางเศรษฐกิจ แต่เอสเลือกเดินตามทางของคนยิงข้อสอบในการแลกความเสี่ยงของเขากับเม็ดเงินจำนวนมากที่ได้มาง่ายๆ และรวดเร็ว เพื่อนำมาจับจ่ายซื้อของอื่นๆ ที่นอกเหนือความจำเป็น
มาตอนนี้เอสบอกว่าเขาเที่ยวน้อยลงมาก เนื่องจากไม่ค่อยรับงาน จึงไม่มีเงิน
แต่จะมีสักกี่คนที่โชคดีเอาตัวรอดจากพายุความโลภและกิเลสต่างๆ ที่ยั่วยุในสังคม รวมไปถึงรอดพ้นจากการถูกจับได้อย่างเอส



Create Date : 25 มิถุนายน 2550
Last Update : 25 มิถุนายน 2550 19:51:51 น.
Counter : 2003 Pageviews.

0 comments
หักเหลี่ยมร้ายซ่อนลายรัก (เปิดจองรูปเล่ม) lovereason
(20 ก.พ. 2562 09:02:30 น.)
วิธีรับมือกับ...มรสุมฝุ่น Princezz Matcha Latte
(31 ม.ค. 2562 17:07:35 น.)
บันทึกน้องหนาม ... รีบูเทีย (Rebutia) ดอกขาว ฟ้าใสวันใหม่
(18 มี.ค. 2562 09:43:26 น.)
+ ตุง หรือ ธุงอีสาน + wicsir
(4 มี.ค. 2562 11:02:11 น.)
ชื่อ : * blog นี้ comment ได้เฉพาะสมาชิก
Comment :
 *ส่วน comment ไม่สามารถใช้ javascript และ style sheet
 

Pu121.BlogGang.com

BlogGang Popular Award#16



Pu121
Location :
  

[ดู Profile ทั้งหมด]
 ผู้ติดตามบล็อก : 6 คน [?]

บทความทั้งหมด