เฟิงจื่อเฉียง มังกรตัวสุดท้าย (ตอนที่2)



ตั้งแต่หนุ่มเฟิงเริ่มฝึกฝนกับอจ.หู เหยาจิน
อจ.หู.ก็คิดวางแผนอนาคต ไว้ให้แล้วศิษย์คนโปรดของท่านแล้ว

อจหู.ท่านเป็นผู้รอบรู้เรื่องเต๋า มีสายตากว้างใกล้
ท่านเห็นว่าเมืองจีนนั้นเป็นแหล่งความรู้ด้านศิลปะการต่อสู้
เต็มไปด้วยวิชาอันลึกล้ำดุจมหาสมุทรมากมาย
การจำกัดมุมมองของตนเอง ให้คับแคบอยู่เพียงวิชาเดียว
โดยไม่สนใจวิชาอื่นๆนั้น เป็นเรื่องไม่เหมาะสมในการพัฒนา
ไปสู่การเป็นผู้เชี่ยวชาญศิลปะการต่อสู้ที่แท้จริง

ดังนั้นผู้ฉลาดจึงไม่ควรจำกัดตัวเองอยู่แค่เพียงวิชาเดียว
แต่ควรทำตัวเป็นหม้อใบใหญ่ บรรจุมรดก
สรรพวิชาอันทรงคุณค่าเอาไว้ด้วยกัน

ในเวลานั้นอจ.หูคิดว่า มวยไทจี๋ตระกูลเฉิน
ซึ่งมีพื้นฐานมาจากการรวม หลักหยินหยาง ชี่กง
ศิลปะการต่อสู้ไว้ด้วยกันนั้น มีรากฐานเดียวกัน
และสอดคล้องไปด้วยกันได้กับสิงอี้
ดังนั้นท่านจึงแนะนำให้ อจ.เฟิงไปเรียนกับ เพื่อนที่ดีของท่าน
ซึ่งเป็นผู้เยี่ยมยุทธของเฉินไทจี๋ คือ ท่านเฉินฟาเคอ




ภาพท่านเฉินฟาเคอที่ ซานสี่ ปี 1920


เมื่ออจ.หูบอกเรื่องนี้กับศิษย์เฟิง เขาดีใจมาก
ที่จะได้เป็นศิษย์ของยอดอาจารย์ถึงสองคน
แต่เขาก็ยังไม่เข้าใจอยู่ดี ว่าทำไมอจ.หู
ถึงได้แนะนำให้ตัวเขาไปเป็นศิษย์อจ.มวยคนอื่น
ทั้งที่ตัวเขาก็ยังเรียนกับท่านไม่สำเร็จ
ซึ่งผิดปกติธรรมเนียมของอจ.มวยสมัยนั้น

อจ.หูมองมาที่หนุ่มเฟิงอย่างเมตตา และกล่าวกับเขาว่า
"ไทจี๋ หรือ สิงอี้ ล้วนเฉกเช่นเดียวกัน
เจ้าไปเรียนไทจี๋ตระกูลเฉิน กับท่านเฉินฟาเคอ
ในขณะเดียวกันฉันก็จะถ่ายทอด
สิงอี้เน่ยกงให้เจ้าด้วย นี่เรียกว่าเส้นทางคู่
การทำเช่นนี้ จะยังประโยชน์แก่เจ้าอย่างมหาศาล
หากเจ้าสามารถเก็บเกี่ยวสมบัติอันล้ำค่านี้ไปได้
อนาคตของเจ้า จะก้าวไกลไปอย่างไม่มีที่สิ้นสุด"


อจ.หูอธิบายก่อนจะกล่าวอีกว่า
"มวยจีนนั้น เป็นมรดกอันล้ำค่าของวัฒนธรรมจีน
ไม่ใช่สมบัติของตระกูลใด
คนที่จิตใจคับแคบเท่านั้น จึงจะจำกัดตัวเอง
อยู่เพียงวิชาแบบใดแบบหนึ่ง หรือมวยตระกูลใดตระกูลหนึ่ง
มีแต่การเรียนรู้จนถึงแก่นแท้เท่านั้น จึงจะขับเคลื่อน
ตำนานของศิลปะการต่อสู้จีนต่อไปได้"


คำพูดของอจ.หูในครั้งนั้น มีอิทธิพลอย่างลึกซึ้ง
ต่ออจ.เฟิง ตลอดชีวิตของท่าน
ท่านได้นำคำสอนของอจ.หู เป็นแบบอย่าง
ในการสอนมวยให้คนรุ่นหลังตลอดมา




อจ.เฉินฟาเคอนั้น นับถืออจ.หู เหยาเจิ้นสหายรักของท่านมาก
เมื่อท่านหู นำศิษย์คนโปรดของท่าน มาเรียนกับท่าน
ท่านรู้ในทันทีว่า เด็กหนุ่มคนนี้ ต้องไม่ธรรมดาแน่ๆ
ท่านเฉินจึงยอมรับหนุ่มเฟิงเป็นศิษย์ด้วยความยินดี

ท่านเฉินฟาเคอ จึงกลายมาเป็น อจ.ท่านที่สี่ของท่านเฟิงจื่อเฉียง
หลังจากนั้นก็คือคือตำนาน อย่างที่ทราบกันว่า
ท่านเฟิง ได้กลายมาเป็นหนึ่งใน ผู้สืบทอด
และ นำพามวยไทจี๋ตระกูลเฉิน ให้เป็นที่รู้จักไปทั่วโลก

หลังจากที่หนุ่มเฟิงเริ่มเรียนกับอจ.ทั้งสองท่านไปพร้อมกัน
เขาจึงต้องฝึกฝนอย่างหนักกว่าแต่ก่อน
ในเวลานั้นหนุ่มเฟิงเรียนจบแล้ว และกำลัง
ฝึกงานในร้านซ่อมเครื่องใช้ไฟฟ้า
เขากำลังไฟแรง และอยู่ในช่วงค้นหาเส้นทางชีวิตของตนเอง




หลังจากที่หนุ่มเฟิงจัดการแบ่งเวลาในเรื่องงานได้แล้ว
เขาจะเริ่มฝึกตั้งแต่ตีสี่ ไปจนถึงสิบเอ็ดโมงทุกวัน
รวมแล้ววันละเจ็ดชั่วโมง จากสิงอี้ ไปไทจี๋
จากหกประสาน ไปพลังรังไหม จากภายในไปภายนอก
จาก กงนิ่ง ไปสู่กงเคลื่อนไหว จากท่านิ่ง ไปสู่ท่าเคลื่อนไหว
จากท่าเดี่ยวและการฝึกมือเปล่า ไปสู่การเข้าคู่
และจากท่ารำ ไปสู่การผลักมือ

ในช่วงระยะเวลา 8ปี ตั้งแต่ปี 1950-1957
อจ.เฉินฟาเคอ ได้กรุณา แก้ท่ามวยให้อจ.เฟิง8ครั้ง
ทำให้อจ.เฟิง เข้าใจความหมายของหลักภายใน
และการบวนการฝึกที่ถูกต้องอย่างแท้จริง

ผู้แปล - เรื่องนี้ คนฝึกไทจี๋คงทราบดี
การแก้ท่าแต่ละครั้งนั้น ไม่ใช่เพียง
การแก้ให้ถูกต้องตามต้นฉบับในเบื้องต้นเท่านั้น

แต่อจ.จะปรับแก้ท่าให้ ตามพัฒนาการ
ของร่ายกายศิษย์แต่ละคนด้วย ไปทีละระดับขั้น
แม้จะรำมวยชุดเดิม แต่ก็ต่างกัน
ดังนั้นที่ท่านเฉินฟาเคอแก้ท่ารำให้บ่อยๆ
คงไม่ได้หมายความว่า ท่านเฟิงรำผิดประจำ
แต่เป็นเพราะท่านพัฒนาได้เร็วนั่นเอง


นอกจากนั้น หนุ่มเฟิงยังได้รับการสอนปากเปล่า
จากทั้งท่านหู และท่านเฉินฟาเคอ
ท่านจะอธิบาย ทฤษฎีหยินหยาง หลักการแพทย์
และ ทฤษฏีศิลปะกาต่อสู้ให้หนุ่มเฟิง
ทำให้เขาได้เห็นความแตกต่าง
ในการสอนสิ่งเดียวกันของอจ.ทั้งสอง
พวกท่านได้วางรากฐาน และปรุงหม้อสรรพวิชา
ของหนุ่มเฟิงจนรสเลิศ



ในปี 1953 สมาคมค้นคว้าศิลปะการต่อสู้แห่งเมืองหลวง
ก็ได้ถูกก่อตั้งขึ้น โดยมีอจ.เฉินฟาเคอเป็นประธาน
และอจ.หู เป็นรองประธาน

ศิษย์พี่น้องของท่านเฟิง จะแวะไปที่สมาคมบ้าง
ไม่ไปบ้าง แต่ท่านเฟิงไปที่สมาคมแทบทุกวัน
ท่านจะคอยไปช่วยงานเล็กๆน้อย เวลาที่
อจ.ทั้งสองสอนมวย ทำให้อจ.เห็นความตั้งใจ
ของหนุ่มเฟิง ดังนั้นพอมีเวลา ท่านก็จะคอยสอน
คอยแนะนำหนุ่มเฟิง ทำให้หนุ่มเฟิงมีโอกาส
ได้เรียนรู้เคล็ดวิชาต่างๆอยู่ตลอดเวลา

ในเวลาต่อมา หนุ่มเฟิงก็ได้รับคำสั่งให้ไปเป็น
คู่ฝึกให้ ท่านเฉินเจ้าขุย บุตรชายคนเล็กของท่านเฉินฟาเคอ
ซึ่งจะมาฝึกที่สมาคมทุกคืน ทำให้หนุ่มเฟิง
ได้ฟังท่านเฉินฟาเคอสอนเคล็ดความสำคัญ
ต่างๆ ที่ท่านเฉินฟาเคอสอนเฉพาะแก่บุตรชายท่าน
อย่างเป็นส่วนตัวเท่านั้น




ภาพท่านเฉินเจ้าขุยที่เซี่ยงไฮ้ปี 1962


ไม่ว่าเวลาที่ท่านเฉินฟาเคอ แลกเปลี่ยนวิชากับคนภายนอก
หรือผลักมือกับศิษย์ของท่านเอง ท่านจะลงมืออย่างจริงจังเสมอ
ทำให้ศิษย์ของท่านเฉินฟาเคอส่วนใหญ่ มักจะขยาด
การผลักมือกับท่านเฉินฟาเคอเพราะกลัวเจ็บตัว
ดังนั้นจึงมักแกล้งทำเป็น มุ่งมั่นกับการฝึกท่ารำ

แต่หนุ่มเฟิงไม่คิดเช่นนั้น เขาคิดว่า
การโดนตีเป็นโอกาสดีที่สุดในการในการเรียนรู้
แม้ว่าเขาจะไม่สามารถต้านทาน
พลังของท่านเฉินฟาเคอได้ แต่เขาก็ไม่เคยยอมแพ้

ดังนั้นเหล่าศิษย์พี่น้องจึงยินดีอย่างยิ่ง
ที่จะช่วยให้อจ.เฟิง มีความสุขตามปรารถนา
เมื่อเวลาผ่านไป จึงเหมือนเป็นกฏที่ไม่ได้เขียนไว้เป็นลายลักษณ์อักษร
ที่หนุ่มเฟิงจะได้ผูกปีผลักมือกับ ท่านเฉินฟาเคอ

ต่อมาในช่วงบั้นปลายของท่านเฉินฟาเคอ
เมื่อท่านอายุมากขึ้น เวลามีคนนอก มาขอแลกเปลี่ยนความรู้
อจ.เฉินฟาเคอก็จะส่งหนุ่มเฟิงไปแทนในนามของท่าน


ด้วยเหตุที่หนุ่มเฟิง ขยันหมั่นเพียร
หาโอกาสให้ตนเองได้ฝึกฝนมากกว่าคนอื่นนี่เอง
พลังฝีมือของท่านจึงก้าวหน้าอย่างรวดเร็ว
คนทั่วไปเริ่มรู้จักท่าน ในฐานะ ศิษย์รุ่นใหญ่
ของท่านเฉินฟาเคอ

ในจดหมายฉบับหนึ่ง ที่ท่านเฉินเจ้าขุย
ส้งไปยัง ว่านเหวินเต๋อ แห่งเซี่ยงไฮ้เขียนว่า

"ฉันมีศิษย์พี่คนหนึ่ง ชื่อเฟิงจื่อเฉียง
เขาฉลาด ยอดเยี่ยมมาก ฝีมือของเขา
เหนือกว่าพวกเราศิษย์พี่น้องทุกคน"

พออายุ 30 อจ.เฟิงก็เชี่ยวชาญทั้งไทจี๋และสิงอี้
เริ่มมีชื่อเสียงในแวดวงยุทธจักรในเป่ยจิง





ในช่วงปี 1960 นั้น อจ.เฟิงเริ่มทำงานที่
"Beijing Electrical Motor Company"
ในโรงงานนั้น มีมอรเตอร์ใหญ่หนัก 1000 จิน
(ประมาน 1100 ปอร์น) ซึ่งต้องใช้รอก
ชักขึ้นเหนือหัว เพื่อขนส่งไปอีกด้านของโรงงาน

วันหนึ่งขณะที่กำลังชักลากมอร์เตอร์อยู่นั้น
โซ่สายโยงกับรอกเกิดหลวม
ทันใดนั้น มอร์เตอร์ยักษ์ก็ร่วงลงมา
ท่ามกลางเสียงกรีดร้องของเหล่าคนงาน

อจ.เฟิงทำงานอยู่ใกล้ๆ เห็นดังนั้น
ท่านจึงปราดเข้าไป รับมอร์เตอร์นั้นไว้
ด้วยสองแขน ก่อนจะวางลงบนพื้นอย่างปลอดภัย

ทุกคนในที่นั้น ต่างงุนงงไปตามๆกัน
ไม่อยากเชื่อในภาพที่เห็น
มอร์เตอร์ใหญ่ขนาดนี้ปกติต้องใช้เจ็ดแปดคน
จึงจะยกไหว แต่นี่ไม่ใช่แค่ยก
แต่ต้องรับแรง ที่ร่วงลงมาด้วย นี่มันพลังอะไรกัน..??

บรรดาคนงานต่างมารุมล้อมอจ.เฟิงถามว่า
"คุณรู้หรือเปล่าว่ามอร์เตอร์นี่หนักเท่าไหร่
ทำไมกล้าเข้าไปรับมันอีก คิดบ้างหรือเปล่า
ว่าการกระทำของคุณมันอันตรายแค่ไหน.
ถ้าพลาดไปแล้วผลจะเป็นยังไง..?"

อจ.เฟิงตอบว่า
"ไม่ ผมไม่ได้คิดอะไรทั้งนั้นแหละ
ตอนนั้นผมเองก็ไม่รู้ว่ามันเกิดขึ้นได้ยังไงเหมือนกัน
ไม่รู้ว่าทำไมผมไปอยู่ใต้นั้น ทำไมมือผมถึงจับมันเอาไว้
รู้สึกแต่ว่า ตันเถียนของผม เหมือนมีแก๊ซร้อนๆ
พุ่งพล่านขึ้นมา ผ่านกระดูกสันหลัง
แล้วผมก็หยุด และแบกมอร์เตอร์เอาไว้ได้"

เหล่าคนงานรู้ว่าอจ.เฟิงนั้นมีฝีมือด้านหมัดมวย
แต่นี่เป็นครั้งแรกที่พวกเขาเห็นด้วยตาตนเอง
ไม่เช่นนั้น ก็คงไม่มีใครเชื่อว่าเรื่องแบบนี้จะเป็นไปได้

ข่าวเรื่องนี้แพร่กระจายออกไปอย่างรวดเร็ว
จนคนทั่วไปรู้ว่า ที่โรงงานเครื่องไฟฟ้า
มีคนที่มีฝีมือกังฟูอันน่าทึ่งอยู่
ทำให้มีพวกคนหนุ่มเลือดร้อนมากมาย
ต่างต้องการมาทดสอบฝีมือของอจ.เฟิง..!

**************



Create Date : 10 มกราคม 2550
Last Update : 10 มกราคม 2550 20:00:32 น.
Counter : 1022 Pageviews.

2 comments
วิ่งเพื่อน้อง รักผืนป่าห้วยขาแข้ง อ.บ้านไร่ จ.อุทัยธานี สองแผ่นดิน
(11 ม.ค. 2564 23:39:08 น.)
พิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นวัดหนองขุนชาติ อ.หนองฉาง จ.อุทัยธานี สองแผ่นดิน
(2 ม.ค. 2564 21:16:12 น.)
ท่ายืดเหยียดกล้ามเนื้อหลังวิ่ง The Kop Civil
(4 ม.ค. 2564 21:15:48 น.)
ถ่อมตนให้คนชม ภาวิดา คนบ้านป่า
(7 ม.ค. 2564 10:59:35 น.)
  

Myspace Layouts

สวัสดีค่ะ

มาเยี่ยมเยียน ค่ะ ได้เวลา

เดินชมบ้านเพื่อน แล้วค่ะ หลับฝันดีนะค่ะ



โดย: STAR ALONE (STAR ALONE ) วันที่: 10 มกราคม 2550 เวลา:22:41:10 น.
  
ไทเก็กดีมาก
โดย: เด็กไทเก็ก IP: 202.133.139.5 วันที่: 1 มีนาคม 2551 เวลา:19:18:51 น.
ชื่อ :
Comment :
 *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 

Bbking.BlogGang.com

Ramin&Indra
Location :
  

[ดู Profile ทั้งหมด]
 ผู้ติดตามบล็อก : 5 คน [?]