*~..~**~.. ยินดีต้อนรับสู่บล็อก เอมิ_ยัยร้อยรัก ..~**~..~*
Group Blog
 
 
กรกฏาคม 2550
 
1234567
891011121314
15161718192021
22232425262728
293031 
 
7 กรกฏาคม 2550
 
All Blogs
 

+++ Dentist Me หมอ ฟัน ฉัน..ขอกรี๊ด! +++ (ตอน หมอฟันกลัวเด็ก)

ตอน หมอฟันกลัวเด็ก !!


เช้าวันนี้อากาศดีสำหรับฉัน เมฆหนาดำบดบังพระอาทิตย์จนมิด อากาศชื้นครึ้มฟ้าครึ้มฝน ลมเย็นพัดเอื่อยๆชวนชื่นใจ อากาศบริสุทธิ์ของอำเภอเล็กๆริมตะเข็บชายแดนพม่า .. น่านอนชะมัด .. ฉันปลุกตัวเองให้ลุกจากเตียงอย่างยากเย็น

หวังว่าวันนี้คนไข้จะไม่เยอะนะ


เมื่อไปถึงห้องทำงาน ชาร์ทสีเหลืองที่กองตั้งอยู่บนเคาท์เตอร์ดูไม่หนาเท่าวันอื่น วันนี้เป็นวันดีจริงๆด้วยแฮะ .. แต่อืมม ทุกครั้งที่ฉันคิดแบบนี้ มันต้องมีเรื่องอะไรเกิดขึ้นสักอย่างสิน่า

แล้วเจ้าตัวปัญหาก็มาจริงๆ .. คนไข้เคสที่สามในวันนี้ของฉัน คือเด็กชายตัวน้อยวัยสามขวบ ผู้เป็นแม่อุ้มเข้ามาด้วยสีหน้าเป็นกังวล บอกว่าลูกชายปวดฟัน เจ้าตัวต้นเหตุคือฟันหน้าบนที่ผุหลอเหลือแต่ตอ

อืมม .. ฉันคิดในใจขณะที่มองหน้าเด็กชายตัวน้อย ซึ่งจดจ้องกลับมาด้วยสายตาหวาดระแวง

“ ตอนนี้ปวดมั้ยคะ ”

ทุกที .. ถามเสียงเพราะแค่ไหน ก็ไม่เคยจะมีเด็กน้อยน่ารักอ้าปากตอบโดยดีซักราย หรือว่ารัศมีความโหดของฉันมันแรงไป ฉันอุตส่าห์ยิ้มหวานให้แล้วนะ ยังเห็นอีกเหรอเนี่ย .. เด็กพวกนี้ช่างมีเซ้นท์ดีซะจริงๆ

“ วันนี้ไม่ปวดค่ะ เลยอยากพามาถอน ”

ผู้เป็นแม่ชิงตอบเสียงอ่อน เหมือนกลัวฉันจะไม่ยอมทำให้

“ น้องเคยมาหาหมอมั้ยคะ ”

“ ไม่เคยเลยค่ะ ”

ฉันมองหน้าเด็กน้อยแวบหนึ่งอย่างลังเล .. อุปกรณ์ในโรงพยาบาลชนบทอย่างที่นี่ มีไม่ค่อยพร้อมนักหรอกนะ เอาง่ายๆแค่ mouth gag เครื่องมือที่ใช้ให้คนไข้กัดเพื่อถ่างปากอ้าไว้ขณะทำฟันยังไม่มีเลย .. ไม่เหมือนตอนเรียนอยู่ที่คณะ จะต้องใช้ในคนไข้เด็กทุกเคส แล้วจะเรียกหาเครื่องมือพิสดารอย่างอื่นขนาดไหนก็ได้ เรียนจนจบมาเครื่องมือบางตัวฉันยังไม่เคยลองใช้เลย

อืมม แต่ฟันหน้าบนถอนไม่ยาก ..

“ น้องยังเล็กอยู่นะคะ ที่นี่เครื่องมือก็ไม่ค่อยมีมาก ลองดูละกัน ถอนได้หมอก็อยากจะถอนให้ แต่ถ้าน้องไม่ยอม หมอคงทำไม่ได้นะคะ ”

ฉันอธิบายพร้อมส่งรอยยิ้มใจดีมาก(ไม่ได้ตู่เองนะ)ไปให้ .. แม่เด็กพยักหน้าหงึกหงัก ส่วนผู้ช่วยก็รีบจัดเซทเครื่องมือให้ด้วยความเร็วระดับท้อปสปีด เด็กน้อยยังคงทำหน้านิ่ง .. ฉันแอบนึกในใจ

.. นิ่งให้ได้ไปตลอดนะเฟ้ย ..

ขณะปรับเก้าอี้ทำฟันให้เอนลง เด็กน้อยยังนอนนิ่งตาแป๋ว ฉันตัดสินใจครั้งสุดท้าย บรรจุหลอดยาชากับเข็มเข้า syringe เตรียมพร้อมจะฉีด ผู้ช่วยรู้ใจ รีบให้แม่จับมือเด็กรวบไว้ แล้วประคองหน้าเด็กน้อยให้อยู่นิ่ง

ฉันมองหน้าเด็กตัวเล็กอย่างลุ้นๆ ประมาณว่า .. เอาสิ ถ้าร้องตอนนี้ก็ยังได้สิทธิ์หยุดทำอยู่นะเนี่ย .. แต่เด็กน้อยยังไม่ร้องสักแอะ ฉันจึงต้องทำตามหน้าที่

ฉันพยายามปักปลายเข็มเบาที่สุดเท่าที่จะทำได้ แต่ทันทีที่ค่อยๆดันยาชาเข้าสู่เนื้อเยื่อช้าๆ น้องตัวเล็กที่นอนนิ่งมาตลอด อ้าปากร้องไห้จ้า ฉันดึงปลายเข็มออก ฉีดข้างนอกเสร็จแล้ว ฉันจะต้องฉีดให้เหงือกข้างในชาด้วย .. น้องยังร้องอยู่ แต่บอกแล้ว ว่าทำฟันหน้ามันง่าย มาถึงขั้นนี้แล้วต้องเดินต่อ ฉันจึงค่อยๆดันปลายเข็มลงในเหงือกซอกฟัน แล้วออกแรงดันหลอดยาชา .. วืดด ..

ห๊ะ .. ทำไมดันแล้วมันลื่นๆมือฟะ ไม่มีแรงต้านเลย

ฉันก้มลงดู syringe บรรจุหลอดยาชาในมือ .. อ๊าย .. โคตรซวย อันนี้มันเจ๊งนี่หว่า

อธิบายมากคงจะงง .. สรุปว่าเครื่องมือที่ใช้บรรจุหลอดยาชาเพื่อจะฉีดมันไม่ดี แท่งเหล็กที่ใช้ดันจุกยางก้นหลอดมันเบี้ยว แล้วตอนนี้เมื่อฉันออกแรงดัน จุกยางเลยพลิก น้ำยาชาในหลอด กำลังเอ่อย้อนขึ้นมาทางก้น ไหลลงเปียกเสื้อกาวน์บนหน้าขาฉันจนชุ่ม

.. ไอ้หยา ..

ฉันรีบดึงเข็มออกทันที แล้วดันน้องลุกขึ้นเพื่อบ้วนน้ำให้หายขมจากยาชา เด็กน้อยรีบผวาขึ้นกอดแม่ ร้องสะอึกสะอื้นพอน่าเอ็นดู .. ฉันคงเป็นนางมารร้ายสุดโหดไปเรียบร้อยแล้ว

ผู้ช่วยคนเก่งตามไปปลอบ บอกว่าตอนฉีดยานี่เจ็บที่สุดแล้ว เดี๋ยวตอนถอนก็ไม่เจ็บเท่าไหร่แล้ว .. ฉันรีบสื่อสารด้วยสายตาปริบๆ ว่าอย่าเพิ่งพูด

ก็ไม่แน่แฮะ .. เหงือกด้านในจะชาไหมเนี่ย

.. เจ็บชัวร์ ..

“ ขอ syringe กับยาชาใหม่หน่อยนะคะ อันนี้เขี้ยวมันเบี้ยว ”

ฉันรีบบอกผู้ช่วย พลางชี้ให้ดูรอยเปียกชุ่มเป็นวงกว้างที่หน้าขา .. แล้วขาฉันจะชาด้วยไหมเนี่ย

เอาละ เมื่อทุกอย่างพร้อม เหลือแต่คนไข้ตัวเล็กที่ยังเกาะเอวแม่เป็นปลิง สะอื้นฮักๆ .. ฉันร้องเรียกอย่างใจดี

.. มาลงเขียงซะทีเหอะหนู ..

แม่ค่อยๆอุ้มน้องวางลงบนเก้าอี้ทำฟัน แต่ทันทีที่หลังแตะพนัก เด็กก็น้อยอ้าปากร้องกรี๊ดๆ เสียงดังลั่นห้อง ดิ้นทุรนทุรายเหมือนกำลังถูกคนป่าจับมัดเตรียมบูชายัน จนทั้งหมอทั้งคนไข้และผู้ช่วยทั้งห้องหันมามองเป็นตาเดียว ฟังแล้วน่าจะเหมือนเด็กกำลังถูกฉันทารุณ หรือโยนลงหม้อสุกี้ .. ฉันเปล่านะ .. ผู้ช่วยอีกคนรีบวิ่งมาหาทันที

ตอนนี้เลยมีคนตัวโตช่วยกันจับเด็กน้อยตัวเล็กกะเปี๊ยกเดียวถึงสามคน เสียงร้องกรี๊ดๆยิ่งดังขึ้นทุกทีจนฉันกลัวว่าน้องจะขาดใจคาเตียงเพราะหายใจไม่ทัน แขนขาเล็กๆเตะถีบเป็นพัลวันดิ้นแบบสุดแรงเกิด ฉันว่าแม่คงโดนไปหลายทีเพราะอยู่ทางขา

ระหว่างที่สามคนกำลังจับเด็กน้อยกดกับเก้าอี้ทำฟัน ฉันยังนั่งนิ่ง มองภาพนั้นด้วยความรู้สึกเวียนหัว หูอื้อ .. อ๊ายย อย่านะ .. ความรู้สึกแบบนี้มันกำลังจะกลับมาเล่นงานฉันอีกแล้ว

ผู้ช่วยสองคนออกแรงกดตรึงน้องกับเก้าอี้ทำฟันให้แน่นขึ้น พลางหันมาพยักหน้าให้ฉันอย่างมั่นใจ บอกว่าเอาเลย

.. ไม่เอา ... ไม่อ๊าววว ..

ฉันอยาจะร้องกรี๊ดออกมาดังๆ ใครก็ได้ช่วยด้วย ความรู้สึกนี้มันกลับมาอีกแล้ว พร้อมกับเสียงร้องกรี๊ดๆบาดแก้วหูของเด็กชายตัวเล็ก

ฉันเกลียดเสียงเด็กร้อง เกลียดที่สุดเลย ใครก็ได้ช่วยด้วย .. ฉันรู้สึกหน้ามืดวูบขึ้นมา กำลังจะสติแตกอยู่รอมร่อ ไม่เอาแล้ว

.. อ๊ายยย .. ได้โปรด หยุดร้องซะที .. ทนไม่ไหวแล้ววว ..

“ หยุดค่ะ หยุดก่อน ” ...ฉันรีบตะโกนแข่งกับเสียงแหลมเล็กร้องกรี๊ดๆ ที่คงดังลั่นไปถึงหน้าโรงพยาบาล

แล้วเอามือผลักหลังเด็กชายให้นั่งขึ้นทันที บอกให้แม่รีบอุ้ม .. เสียงกรี๊ดสุดสยองขวัญค่อยเงียบลง เหลือเพียงเสียงสะอื้นไห้โฮ น้ำหูน้ำตาไหลเป็นทาง

โอ้ .. หยุดแล้ว .. ขวัญมานะ ขวัญมา ..

ฉันรีบพึมพำปลอบตัวเองอยู่ในใจ เรียกสติที่กระเจิดกระเจิงไปกลับคืนมา .. ก่อนจะหันไปส่งยิ้มขอโทษให้แม่เด็กชาย พยายามพูดด้วยเสียงหวานสุดในชีวิต

.. เอาออกไปที .. เอ้ย ไม่ใช่

“ วันนี้พากลับก่อนนะคะ .. ถ้าน้องไม่ยอม หมอก็ไม่อยากจะบังคับนะ กลับไปตกลงกันก่อน ถ้ายอมแล้ววันหลังค่อยพามาถอน ระหว่างนี้ถ้าปวด ก็มาขอรับยาก่อนก็ได้นะคะ ”

แม่เด็กน้อยพยักหน้า ทำตาหงอยซะจนน่าสงสาร .. นี่ไม่ใช่ความผิดของฉันนะเนี่ย เฮ้อ ..

หลังจากส่งคนไข้ ฉันรีบตะกายไปคว้านมกล่องในตู้เย็นมาดื่ม ควานหาขนมกิน ความรู้สึกหน้ามืดยังเหลืออยู่จางๆ เลยต้องขอเติมน้ำตาลในเลือดสักหน่อย ก่อนที่จะเป็นลม

.. วันนี้เป็นวันดี ซะจริงๆ ..


อยากรู้จัง ว่าหมอฟันคนอื่น จะเป็นแบบฉันบ้างไหมเนี่ย แล้วทำไงถึงจะหาย


.. ใครมีเคล็ดลับช่วยบอกทีเถอะ ฮืออ ..


..........
..........





 

Create Date : 07 กรกฎาคม 2550
11 comments
Last Update : 7 กรกฎาคม 2550 18:31:32 น.
Counter : 2927 Pageviews.

 

พี่นึกว่าจะมีแต่เด็กที่กลัวหมอฟันอยู่ข้างเดียวนะนี่

เอ...แต่จะว่าไปแล้วผู้ใหญ่อย่างพี่ก็กลัวหมอฟันเหมือนกันนะ

แล้วเข็มฉัดยาชาอันนั้นน่ะ ทิ้งไปเถอะน้อง...ถือว่าขอร้องแทนคนไข้ก็แล้วกัน

อ่านแล้วสยองแทน

 

โดย: ธาร นาวา 8 กรกฎาคม 2550 11:20:08 น.  

 

เหอะๆๆ แอ๋มก็สยองเหมือนกันพี่ธาร

ดั๊นมาเจออันเจ๊งพอดี ไอ้จะทิ้งน่ะมันไม่ได้หรอก syringe อันนึงตั้งแพง เป็นทรัพย์สินรพ. แต่เหล็กแข็งขนาดนั้นไม่รู้เขี้ยวมันเบี้ยวไปได้ไงเนอะ

เอาเป็นว่าต่อไปนี้ จะใส่ยาชาต้องดูก่อนแล้ว ว่า syringe มันเป็นอันเจ๊งหรือเปล่า อิอิ

 

โดย: เอมิ_ยัยร้อยรัก (รวัลย์ ) 8 กรกฎาคม 2550 17:23:11 น.  

 

ต๊ายยยย...พี่แอ๋ม แย่แล้ว สงสัยต้องมาเอาเพลงหลอกเด็กไปช่วย เดี๋ยวส่งให้เอาบ่


แลกกะรีไรท์..เพลิงรัก ส่งมาแนบอีแมว 5555 ไม่งั้นจะโทรไปร้องให้ฟัง

 

โดย: เจี๊ยบๆ IP: 58.8.26.67 7 สิงหาคม 2550 18:12:22 น.  

 

พี่แอ๋มไม่มีพาพูสบอร์ดเหรอคะ
แต่ที่จริงเคยเจอเคสคล้ายๆกันก็คงต้องจิ้มแหละค่ะ แล้วพอเริ่มชาแล้วตอนแยกเหงือก จะถอนค่อยถามน้องว่าเจ็บไหม(มันก็จะไม่เจ็บแล้วแหละ)

 

โดย: น้ำหวาน IP: 125.26.32.131 20 สิงหาคม 2550 20:05:50 น.  

 


Comment Hi5 Glitter


หวัดดีจ้า แวะมาส่งความสุขนอกเทศกาลค่ะ
นานๆ แวะมาทีไม่ว่ากันนะจ๊ะ

 

โดย: หอมกร 14 สิงหาคม 2551 12:55:47 น.  

 

อ่านแล้ว คิดถึง papoose board ปั๊บเลย

 

โดย: Los Merengues 20 กันยายน 2551 20:03:49 น.  

 

อ้อ!ลืมบอกเคล็บลับไป จริงๆก็ไม่ใช่เคล็ดลับอะไรหรอก ก็เคยเรียนกันมาแล้วทั้งนั้นแหละ ถ้าทำฟันเด็ก อยากให้เริ่มจากการรักษาง่ายๆก่อน ถ้า TSD ได้จะดีมาก ถ้าวันนั้นเด็กไม่ปวดฟันหรือไม่ใช่การรักษาเร่งด่วน อาจจะเริ่มจากขัดฟันก่อน ให้เด็กชินกับการทำฟัน เพราะเด็กส่วนมากจะกลัวหมอฟันทั้งนั้น (ซึ่งพี่ก็ไม่รู้ว่าทำไมเหมือนกัน) อาจต้องอธิบายผู้ปกครองว่าการทำฟันเด็กต้องใช้เวลา ค่อยๆเป็นค่อยๆไป ถ้ารักษาขั้น aggressive เลยเช่น ถอนฟันตั้งแต่มาหาหมอครั้งแรก ต่อไปเด็กจะกลัวหมอฟันมาก...

เคยทำคนไข้เด็กคนหนึ่ง อายุ 3 ขวบ แม่เด็กบอกว่าขี้กลัวมาก (ซึ่งดูจากโหงวเฮ้งก็เป็นเด็กขี้อ้อนจริงๆด้วยแหละ เกาะแม่แน่นเลย) ฟันผุทั้งปาก ก็เริ่มจาก TSD ก่อน แล้วนัดมาทำใหม่วันหลัง

คราวต่อมาเด็กเห็นว่าครั้งแรกไม่เจ็บ ก็ยอมขึ้นเตียงทำฟันโดยดี พี่ก็เริ่มจากอุดฟันง่ายๆก่อน ตอนนั้นรู้สึกจะเป็นฟันเขี้ยวบน อุดเสร็จก็ให้เด็กดูกระจก แล้วบอกเด็กว่า "เห็นมั้ย อุดฟันแล้วฟันขาวเลย คราวหน้ามาอีกนะครับ"

visit ต่อมา เด็กยิ้มโชว์เขี้ยวมาแต่ไกล กระโดดขึ้นเตียงทำฟันแล้วอ้าปากกว้างให้ความร่วมมือดีมาก สรุปเคสนั้นรักษาได้ทั้งปาก ทั้งอุด ทั้งpulp ตอน pulp ก่อนฉีดยาก็ทา tropical ก่อน เมื่อเทียบกันแล้วเด็กที่มีประสบการณ์ที่ดีจากการทำฟันครั้งแรกมีแนวโน้มให้ความร่วมมือดีกว่าเด็กที่มาครั้งแรกแล้วต้องถอน/pulp คราวหน้าน้องจะลองใช้วิธีนี้ก็ได้นะ แต่มันอาจไม่เป็นอย่างนี้ทุกเคส เด็กบางคนเห็นหมอก็ร้องแบบไม่สนใจอะไรทั้งนั้น ในกรณีนี้พี่แนะนำให้ทำใจ อาจรักษาตามอาการ บอกแม่ว่าถ้าเด็กมีปัญหาค่อยพามาอีก (ไม่ใช่อะไรหรอก หมอขี้เกียจฟังเสียงเด็กร้องน่ะ)

ยังไงก็ขอให้โชคดีในการทำฟันเด็กนะ อีกหน่อยน้องจะมีภูมิคุ้มกัน ทนต่อเสียงเด็กร้องได้เหมือนพี่

 

โดย: Los Merengues 20 กันยายน 2551 20:39:56 น.  

 

พอดีอิชั้นหลงมา ..ทางอากูเกิ้ล
เชริส์หาอย่างอื่น แต่รูปในบล๊อคของคุณน่ารักจัง

ขอแสดงความคิเห็นในฐานะคุณแม่ที่มีลูกเล็ก และตอนเด็กๆของดิชั้นเอง ก็กลัวหมอฟันอยู่พอสมควรทีเดียวนะคะ

เมื่อใช่สติของผู้ใหญ่ในวัยที่โตแล้วมาไตร่ตรองดูว่า อะไรที่ทำให้เรากลัวหนักหนา ก็พบสาเหตุว่า เกิดจากการที่ เราไปพบหมอฟัน ครั้งแรก แล้วต้องเจอกับการถอน(ซึ่งแน่นอนว่ามันก็เจ็บแค่ตอนแทงเข็มยาชาแค่นั้น) แต่พอเห็นเลือด ความกลัวของเรามันมากเกินเหตุไป

พอมาถึงรุ่นลูกเราเองเนีย ไม่อยากให้ลูกกลัวหมอฟัน เพราะการรักษาสุขภาพของฟันเป็นสิ่งที่สำคัญมากๆ (มาสำนึกได้เมื่อต้องใส่ฟันปลอมแล้วหล่ะ ฮือๆ)

เลยคิดเอาเองว่าการพาลูกไปพบหมอทำฟันในครั้งแระ ควรพาไปแคเหมือนให้ลูกรู้จักและรับรู้ว่าเป็นการดูแลเพื่อให้ฟันของนู๋สวย แข็งแรง ควรจะเกริ่นและพูดคุยกันมาก่อนจากบ้าน และเมื่อมาพบคุณหมอ ในครั้งแรก ก็แค่เคลือบฟลูออไรด์ หรืออย่างอื่นก็ว่าไปที่มันเล็กๆน้อยไมต้องใช้เวลานานมาก พอลูกคุ้นเคยกับการมาพบหมอฟันแล้ว ครั้งต่อๆไป แกจะให้ความร่วมมืออย่างดีเลยค่ะ ขอแค่เห็นแม่อยู่ใกล้ๆแค่นั้นหล่ะ
ลูกสาวดิชั้น พบหมอฟันครั้งแรกตอนประมาณ 4 ขวบ ครั้งหลังนี่ อุดฟัน ครอบฟัน รักษารากฟัน เธอหลับเฉยเลยค่ะ คริ..คริ

เป็นกำลังใจให้คุณหมอนะคะ

 

โดย: ป้าเอียด IP: 65.49.2.21 10 กุมภาพันธ์ 2552 11:24:55 น.  

 

มาขอสารภาพว่ากลัวหมอฟันที่ซู้ดดดด

 

โดย: ป้ามีมี่ IP: 58.136.228.38 19 มีนาคม 2552 19:00:30 น.  

 

มาขอสารภาพว่ากลัวหมอฟันที่ซู้ดดดด

 

โดย: ป้ามีมี่ IP: 58.136.228.38 19 มีนาคม 2552 19:00:34 น.  

 

พอดีอ่านเจอค่ะ มีเคล็ดลับของคุณหมอท่านหนึ่งมาบอกคะ...ก่อนฉีดยาชา ลองใช้ยาชาทาที่เหงือกที่จะฉีดยาก่อน พอซักพักที่คิดว่าเหงือกชาแล้ว จึงค่อยฉีดยาชาค่ะ เคยเป็นคนไข้เองด้วยก็ไม่รู้สึกเจ็บค่ะแป้บเดียวหมอก็บอก"เสร็จแล้วครับ บ้วนปากเลยครับ" หลังจากนั้นก็จะได้ยินเสียงถอดถุงมือ..จบเคสค่ะ และคนไข้ส่วนใหญ่ก็จะบอกว่าทำฟันกับคุณหมอคนนี้แล้วไม่เจ็บเลยคุณหมอมือเบามาก..(อยู่โรงพยาบาลประจำจังหวัด และทำคลินิกส่วนตัว)
และคุณหมอท่านนี้ ก็เป็นรุ่นพี่ของคุณหมอฟัน เจ้าของบล็อกนี้ด้วยค่ะ

 

โดย: เคาน์เตอร์ร้านหมอฟัน (พระจันทร์เดือนหงาย ) 7 เมษายน 2552 20:27:53 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ


รวัลย์
Location :


[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed

ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




.. เป็นคนขี้เกียจ ที่ชอบอ่าน ชอบเขียน ..
เวลาว่างจากการทำงาน ที่ก็ไม่ค่อยจะมีนัก ส่วนใหญ่หมดไปกับการกิน นอน และนิยาย !!

Friends' blogs
[Add รวัลย์'s blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.