✿ Welcome to my blog ^^ ✿ PINKY TOFFIE -- THE MADKITTY ✿

>> Beauty Diary เม้าท์มอย การฉีด Skinbooster ฟื้นฟูเติมความชุ่มชื้นใต้ผิว...หน้าสดก็ฉ่ำได้นะยูว ^^



เฮลโลลล...Smiley



บล็อกนี้มาเม้าท์มอยให้อ่านกับเรื่องความสวยความงามของผิว
ที่ต้องพึ่งวิทยาการแพทย์กันอีกครั้ง
หลังจากหายจากคอลัมภ์นี้ไปนานโข....ลากยาวเป็นปีแหะ

เพราะเราก็ไม่ได้ไปคลีนิคทำอะไรกะผิวหน้ามานานมากแล้วเหอะ
ใช้ดูแลผิวตัวเองไปปป Smiley




แต่..แต่ เมื่อสามเดือนก่อนเกือบจะสี่เดือนละ
เราได้รับเชิญให้ไปลองนวัตกรรมใหม่
Skinbooster (สกินบูสเตอร์)


ซึ่งก็ถือเป็นเทคนิคใหม่ตอนนี้ ที่เป็นการฉีดไฮยาลูโรนิคลงใต้ผิว
เพื่อเติมความชุ่มชื้นให้ผิวโดยตรง
ช่วยเรื่องริ้วรอยได้ ช่วยเรื่องรอยสิวให้จางลงได้
ให้ผิวเปล่งประกายขึ้นแม้หน้าสด....อะไรประมาณนั้น

ตอนนี้ดารานักแสดงเริ่มทำกันเยอะละนะ
ก็เลยเอามาแชร์ไว้เป็นข้อมูลเผื่อใครสนใจเนอะ
Smiley



แต่บอกก่อนว่าเราไม่ถนัดกับภาษาทางการแพทย์เท่าไหร่นะ
ขอเล่าแบบบ้านๆ ละกัน จะได้เข้าใจกันง่ายๆ เนอะ



ก่อนอื่นเลย ไอ้เจ้า “สกินบูสเตอร์” มันคืออะไร Smiley

ก็ตามชื่อเลยจ้ะ คือ การทำการกระตุ้นผิวให้ฟื้นฟู

อย่างที่บอกว่าเค้าเป็นนวัตกรรมใหม่ล่าสุด (ตอนนี้นะ 2015)
เพื่อเพิ่มความชุ่มชื้น ลดเลือนริ้วรอยต่างๆ ทั้งรอยเหี่ยวย่น
หรือ รอยแผลสิวให้กับผิวหน้า



โดยผลิตภัณฑ์ที่ใช้ จะเป็นของแบรนด์ Restylane
(ชื่อเต็ม Restylane Skinboosters)





จะมีอยู่ในทุกคลินิคความงามที่มีบริการฉีด Skinboosters อยู่แล้ว


ตัวนี้เค้าผ่านการรับรองจากองค์การอาหารและยาทั้งสหรัฐอเมริกาและไทย
รวมถึงผ่านการรับรองจากกลุ่มประเทศในเครือสหภาพยุโรปมาเรียบโร้ยยยยฮ่ะ #ไว้ใจได้


และด้วยกระบวนการของนวัตกรรมเทคโนโลยีสมัยใหม่
 Non Animal Stabilize Hyaluronic Acid หรือ NASHA เนี่ย

ทำให้ได้เจลไฮยาลูโรนิคแอซิด
ที่มีคุณสมบัติใกล้เคียงกับธรรมชาติมากที่สุด
แถมมีความคงตัวด้วย 

(Hyaluronic Acid ตัวนี้คงคุ้นๆกันเนอะ
ถูกใช้ผสมในสกินแคร์กลุ่มเพิ่มความชุ่มชื้นผิวเยอะมาก)


พอหมอฉีดลงผิวตรงๆ ไปปุ๊บ...

ก็จะสามารถคงอยู่ในผิวให้ความชุ่มชื่นได้เป็นระยะเวลานาน
โดยโมเลกุลของสกินบูสเตอร์จะถูกเก็บไว้ในผิวชั้นหนังแท้
และปล่อยความชุ่มชื่นอย่างต่อเนื่อง







เปรียบเทียบเหมือนเราสร้างเขื่อนกักเก็บนํ้าไว้ใต้ผิวชั้นหนังแท้นั่นแล
ผิวแห้งปุ๊บ...ก็ปล่อยออกมาให้ชุ่มชื้น






สกินบูสเตอร์เหมาะกับใคร  ??


โดยรวมตามคุณสมบัติเนี่ย
ก็เหมาะกับคนที่อยากเพิ่มความชุ่มชื้นและลดเลือนริ้วรอยต่างๆ
อย่างรอยเหี่ยวย่น หรือ รอยแผลสิว ได้ตามบริเวณดังนี้


1. หน้าผาก ช่วยลดริ้วรอยที่เป็นเส้น ๆ ให้ผิวดูเรียบเนียนขึ้น
2. บริเวณรอบดวงตา  ลดรอยคลํ้าใต้ตาและริ้วรอยรอบดวงตา
3. บริเวณทั่วใบหน้า  ช่วยลดเลือนริ้วรอยเล็ก ๆ ให้ผิวดูเรียบเนียนมากขึ้น
4. รอยหลุมสิว  ให้ดูตื้นขึ้น
5. รอยเล็กๆ บริเวณรอบริมฝีปาก
6. คอและบริเวณเนินอก ให้ผิวหนังมีความเรียบเนียนและกระชับมากขึ้น
7. มือ  ลดเลือนริ้วรอย ให้ชุ่มชื้นและกระชับมากขึ้น




Smiley


ซึ่งเราเองได้ทำการทดลองฉีดไปหนึ่งครั้งถ้วน

กับคุณหมอหนุ่ม น.พ. รัสมิ์ภูมิ สุเมธีวิทย์
ที่คลินิคคุณหมอหนุ่มเลย :: RASSAPOOM Skin Clinic สาขาพระราม2






หลายคนน่าจะคุ้นชื่อ คุ้นหน้าคุณหมอดีเนอะ
เพราะคุณหมอหนุ่มเป็นแพทย์เฉพาะทางผิวหนัง (Dermatologist)
และเป็นวิทยากรสอนแพทย์อันดับต้นๆ ของไทยเลย





เราเชื่อมืออยู่แล้วด้วย
ไม่เคยเจอมาก่อนแต่คุณหมอใจดีและกันเองมากกก ปลื้มมม
แอบดีใจที่ได้ฝากหนังหน้าไว้กับคุณหมอ 555
 คือรับรองว่าไม่เยินแน่นอน
Smiley


ไปถึงก็ต้องให้หมอดูก่อนว่าจะฉีดเท่าไหร่ ตรงบริเวณไหนบ้าง
ซึ่งตรงนี้ต้องอยู่ในดุลพินิจของคุณหมอเนอะ
แต่ละคนปัญหาจะต่างกันไป และปริมาณการใช้ฉีดก็ต่างกันด้วยจ้ะ






ในผลิตภัณฑ์ Restylane จะประกอบไปด้วย
Hyaluronic acid 12 มิลลิกรัมต่อ 1 มิลลิลิตร ใน 1 กล่องมี 1 หลอด
เราก็ฉีดไปหนึ่งหลอดนี่แหละ ฉีดผิวหน้าอย่างเดียว



ตามปัญหาผิวเรา จะไม่ได้ชี้เฉพาะว่าตรงนั้นตรงนี้
แต่จะเน้นไปเรื่องผิวชุ่มชื้นมากกว่าริ้วรอย

โดยเฉพาะตรงช่วงแก้ม มีผิวไม่สม่ำเสมอบ้างเพราะรอยสิว
รูขุมขนกว้างอีก เอาเข้าไป
ตามด้วยมีร่องแก้มเล็กๆ น่ารักกรุบกริบ จากการแสดงอารมณ์
 จัดไปค่ะคุณหมอ
Smiley #ต้องเพิ่มอีกหลอดมั้ยคะ 555






เริ่มจากการคลีนหน้าก่อน แล้วโปะยาชาบริเวณที่จะฉีด
ตรงนี้ต้องรอยาให้ชาก่อนนะฮะ ประมาณ 1 ชั่วโมง







จากนั้นคุณหมอก็จะเริ่มจิ้ม
แต่ไม่ได้จิ้มไปจุดเดียวพรืดดด หมดหลอดนะ
เป็นการไล่ไปตามผิวหน้าที่ละนิดๆ
ค่อยๆ ไล่ไปตามจุดที่มีปัญหา

(ขอเบลอภาพนิด เผื่อใครกลัวเข็ม Smiley )




ถามว่าเจ็บมั้ย ??

ไม่มากนะ .... มันแค่รู้สึกสะกิดๆ ตามรอยจิ้ม
จะว่าด้านชาเลยคงไม่ใช่ เพราะมันลงชั้นหนังแท้
เอาเป็นว่ารู้สึกบ้าง แต่ไม่ได้เจ็บจี๊ด

ก็มียาชานี่แก 555 Smiley




ประมาณ 15 นาทีก็เรียบร้อย
คุณหมอก็ชวนคุยไป เพลินไป แปบๆ อ่าว...ทั้งหน้าละ



Smiley


หลังจากทำเสร็จ ผิวหนังจะมีรอยรูเล็กๆ เป็นรอยเข็มนิดหน่อย
ก็จะมีประคบเย็นเพื่อลดอาการบวม


** ในบางคนบริเวณที่ฉีด อาจมีการบวมแดง ชํ้าเล็กน้อย ประมาณ 2-3 วัน
ซึ่งอาการพวกนี้จะหายได้เอง และไม่มีอันตราย

แต่ของเราไม่มีอาการบวมแดงเลยนะ




ซึ่งผลโดยรวมของ Skinboosters

ทางคุณหมอและผู้นำเข้าผลิตภัณฑ์บอกว่า
ว่ามีการศึกษาและทดลองแล้วว่าวิธีนี้ สามารถช่วยให้ผิวโดยรวมดูดีขึ้น

เช่น

- เพิ่มความหยืดหยุ่นของผิวให้ดีขึ้น
- ลดความแห้งกร้านของผิว
- เพิ่มความกระชับและเรียบเนียนของผิว
- เพิ่มความชุ่มชื้นให้กับผิวเนื่องจาก Stabilized HA มีคุณสมบัติในการอุ้มนํ้าได้ดี
- ลดการสูญเสียนํ้าของชั้นผิว ทำให้คงความชุ่มชื้น
ได้ยาวนานกว่าเมื่อเทียบกับ HA ทั่วไปในท้องตลาด



ผลที่คงอยู่ได้ในการฉีด 1 ครั้ง และ ระยะเวลาที่เห็นผล

ส่วนใหญ่ จะเห็นผลเรื่องผิวชุ่มชื้นขึ้นทันทีนะ
ในกรณีรักษารอยหลุมสิว หรือร่องนํ้าตา

แต่ถ้าผิวหมองคลํ้า แห้งกร้าน หรือแห้งขาดนํ้า
จะค่อย ๆ ดีขึ้นเรื่อย ๆ ภายใน 2-3 วัน


และผลสามารถคงอยู่เป็นเวลาประมาณ 3 - 6 เดือน
แล้วแต่การดูแลตัวเองนะ
สามารถฉีดซ้ำได้ต่อเนื่อง  (ตามดุลยพินิจคุณหมอ)
โดยไม่มีอันตรายสะสมใต้ผิว





มาดูผลต่อเนื่องของเรา

ตอน 1 เดือนแรก

หน้าสดนี่รู้สึกได้นะว่าผิวดูชุ่มชื้น รูขุมขนดูกระชับขึ้น
เวลาแต่งหน้าติดทนขึ้น เราลองไม่ใช้เบสลงก่อนรองพื้นก็ถือว่าโอเคนะ


(ขนตายาวเฟี้ยวนั่นต่อมานะฮะ มิได้ติดขนตาแต่อย่างใด:)




เดือนที่ 2 - 3

เราว่าช่วงนี้เห็นผลดีขึ้นเรื่อยๆนะ รู้สึกรอยสิวจางลงนิดๆ
เวลาทาบำรุงหน้าจะฉ่ำ และผิวตรง U - Zone บริเวณแก้มและกรอบหน้าไม่แห้ง



ส่วนเรื่องริ้วรอย ร่องแก้ม อาจจะเห็นผลนิดหน่อยต้องสังเกตดีๆ
แต่ไม่ถึงแบบ เปลี่ยนแปลงชัด ร่องหาย หน้าตึงเปรี้ยะ
แบบฉีดฟิลเลอร์อะไรแบบนั้น

คือผิวมันดูค่อยๆ ฟื้นฟูขึ้นแบบธรรมชาติมากกว่า







ส่วนต่อเนื่องเข้าเดือนที่ 4 ถือว่าคงตัวแล้ว


ไม่เปลี่ยนอะไรเพิ่ม ก็ต้องบำรุงปกติต่อไป
และดื่มน้ำให้เยอะกว่าเดิม เพื่อให้ไฮยาลูโรนิคใต้ผิวที่ฉีดไปมันสลายช้าลง
หน้าจะได้ฉ่ำนานๆ Smiley







เป็นความรู้อีกนิด เมื่อกี้พูดถึง ฟิลเลอร์ ไป
"สกินบูสเตอร์" กับ "ฟิลเลอร์" ต่างกันนะ



เพราะการใช้ ฟิลเลอร์

จะเป็นการฉีดสารช่วยเติมเต็มเข้าใต้ผิวหนังบริเวณจุดต่างๆ ของใบหน้า
เพื่อเติมเต็มในบริเวณนั้นๆ หรือปรับแต่งรูปทรงสัดส่วนของใบหน้าให้ได้รูปขึ้น
เช่น ปีกจมูก สันจมูก ริ้วรอยใต้ตา ร่องแก้ม โหนกแก้ม ปลายคาง
ริ้วรอยบนหน้าผาก


ส่วนสกินบูสเตอร์

จะเป็นโมเลกุลของฟิลเลอร์อีกที
ที่เป็น Non animal stabilized hyaluronic acid มีขนาดของโมเลกุลที่เล็กมาก
ออกแบบมาเฉพาะตัวให้มีความอุ้มนํ้าในระดับที่พอดีอยู่ที่ผิวชั้นหนังแท้
และคงความชุ่มชื้นต่อเนื่องให้ผิวดูเรียบเนียน ใสขึ้น
โดยไม่ทำให้ผิวบวมหรือเปลี่ยนแปลงรูปหน้าไป



สรุปง่ายๆ คือ ฟิลเลอร์คือฉีดแล้วจะปรับรูปหน้า
แต่สกินบูสเตอร์จะช่วยพื้นผิวหน้าให้ดีขึ้นโดยไม่เป็นอันตราย และไม่เกี่ยวกับการปรับรูปหน้า


ถือเป็นคุณสมบัติคนละส่วนกัน และไม่สามารถเอามาทดแทนกันได้นะจ้ะ



ส่วนราคาค่าฉีด Skinbooster

จะขึ้นอยู่กับการบริการของคลินิคนั้นๆ ด้วยจ้ะ
เริ่มต้นเฉพาะค่าผลิตภัณฑ์ที่ประมาณ  15,000 บาท

ส่วนค่าบริการคุณหมอก็แล้วแต่สถานที่เลย
อาจจะถึง 30,000+ (ต้องลองเช็คแต่ละที่ดูจ้ะ)

ของเราเองได้รับเชิญมาใช้บริการ ไม่แน่ใจราคาเป๊ะๆ เหมือนกัน



ข้อแนะนำอื่นๆ

การฉีด Skinbooster ต้องดูแลตัวเองต่เนื่องด้วยเนอะ
ไม่ใช่ว่าฉีดแล้ว หน้าชั้นต้องฟื้นฟูเองสิ อะไรแบบนี้

 คือถ้าคุณไม่กินน้ำเยอะๆ แถมขาดการบำรุงภายนอกด้วย
สิ่งที่ฉีดไปทดแทนใต้ผิวมันก็สามารถสลายได้เร็วมากนะจ้ะ
เผลอๆ ไม่ถึงสามเดือนก็หายไปหมดแล้ว

เพราะฉะนั้นการดูแลตัวเองต่อเนื่องเป็นสิ่งจำเป็นเนอะ Smiley



โอเค้....โดยรายละเอียดน่าจะครอบคลุมแล้ว

แต่ถ้าจะเอารายละเอียดแบบลึกมากกก
อยากแนะนำให้ปรึกษาคุณหมอหรือคลินิค
ที่ให้บริการ Skinbooster โดยตรงด้วยดีกว่า

หรืออ่านเพิ่ม ข้อมูลเพิ่มเติม เว็บไซด์ผลิตภัณฑ์ >>Restylane <<




ไปจริงๆ ล้าววว Smiley


บล็อกนี้ก็เอามาแชร์ความรู้สึกและผลที่ได้ทดลองส่วนตัวเนอะ
ไม่ว่ายังไงก็ตาม.....ขีดเส้นใต้ย้ำชัด 
ว่า....จะทำอะไรกับผิวตัวเอง ไม่ว่าจะฉีดหรือกินหรือทา

ต้องศึกษาหาข้อมูล รวมถึงเลือกแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ
และมีประสบการณ์ด้วยนะ พลีสสส !!
ข่าวหมอกระเป๋าทำพิษมีให้เห็นกันนับไม่ถ้วนแล้ว

การเลือกผลิตภัณฑ์ก็สำคัญมาก
ต้องได้มาตรฐานที่ออกแบบมาเฉพาะเจาะจง
และต้องได้รับการรับรองจากสถาบันที่เชื่อถือได้ ต้องตรวจเช็คได้ด้วยจ้ะ




หน้าเรา....ผิวเรา พังไปนี่
เงินเยอะแค่ไหนก็ทดแทนไม่ได้นะ Smiley


Smiley


ใครที่อยากปรึกษาสารพัดความงาม คุณหมอหนุ่ม
เค้าแปะลิ้งค์ให้ข้างล่างเนอะ
หมอหนุ่มใจดีมาก ^^


//www.rassapoom.com
https://www.facebook.com/DrRassapoomFanpage
IG: Dr_rassapoom







ขอบคุณข้อมูลจากทีมงาน Restylane
และคุณหมอหนุ่มด้วยค่า



บ้ายบายด้วยภาพแบ๊วๆ  Smiley โฮะๆๆ



Smiley


เจอกันบล็อกหน้าคับบบ


XOXO

ToFFie




กลับไปหน้าแรก





 

Create Date : 21 กรกฎาคม 2558
2 comments
Last Update : 21 กรกฎาคม 2558 22:11:47 น.
Counter : 59403 Pageviews.

 

อยากรู้ว่าต้องดูแลตัวเองยังไงให้มันอยู่จนถึง 6 เดือนอะคะ ขอเตล็ดลับหน่อยค่า

 

โดย: Kayee IP: 171.4.250.250 14 ธันวาคม 2560 22:24:04 น.  

 

อยากรู้ว่าต้องดูแลตัวเองยังไงให้มันอยู่จนถึง 6 เดือนอะคะ ขอเตล็ดลับหน่อยค่า

 

โดย: Kayee IP: 171.4.250.250 14 ธันวาคม 2560 22:53:44 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 


StubborN_Me
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 421 คน [?]






✿ I' m T O F F I E ✿
-- THE MAD KITTY --





Welcome to My Lifestyle Blog :))

บล็อกของผู้หญิงธรรมดาที่รักความสวยความงาม
รักการอ่าน เขียน กิน เที่ยว ช็อปปิ้ง
และการแบ่งปัน


::เค้าไม่ใช่แม่ค้าน้า ที่ชอบรีวิวนู้นนี่
เพราะมีโอกาสได้ทดลองใช้เยอะจ้ะ ::


ทักทายกันได้ทุกวันที่ FB Fanpage เนอะ
เราเข้า Facebook เกือบทุกวันเลย
คำถามที่นี่อาจจะตอบช้า
ขอโทษด้วยจ้า มันรันเร็วมาก
ตอบทีละคนยากจริงๆ แฟนเพจจะเร็วกว่าจ้ะ

♥ ♥ ♥


Facebook FANPAGE




ข้อมูลส่วนตัวนิดนึง

ผิว : ขาว (Fair/ Cool tone)
สภาพผิว : ผิวผสม มีสิวผด รอยสิวบ้าง
ผม : ตัด เซ็ท และทำสีเองค้า ^^
สูง : 157 cm

:: กล้องที่ใช้ ::

Sony A5100
Casio Zr5000
iPhone / iPad

✿ ✿ ✿





พื้นที่ส่วนตัว....
ขอคอมเม้นที่สุภาพด้วยน้า

ท้ อ ฟ ฟี่ จ้ะ

♥ ♥ ♥






MADKITTYBLOG.COM

สงวนลิขสิทธิ์ตามพระราชบัญญัติ ลิขสิทธิ์ พ.ศ.2539
การนำเนื้อหาในบล็อกไปเผยแพร่ หรือนำส่วนหนึ่งส่วนใดไปอ้างอิง ต้องได้รับการอนุญาต เป็นลายลักษณ์อักษรจากเราก่อนนะจ้ะ ..จะได้ไม่ผิดใจกันเนอะ ^^

::MadkittyBlog::
หาบล็อคไหนไม่เจอใส่คำค้น
แล้ว search ได้เลยจ้ะ :)


กลับไปหน้าสารบัญ




♥ ♥ ♥


New Comments
Group Blog
 
 
กรกฏาคม 2558
 
 1234
567891011
12131415161718
19202122232425
262728293031 
 
21 กรกฏาคม 2558
 
All Blogs
 
Friends' blogs
[Add StubborN_Me's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.