Places that Belong to You

<<
มิถุนายน 2552
 
 123456
78910111213
14151617181920
21222324252627
282930 
 
30 มิถุนายน 2552
 

คำว่า "คุณ" ในนวนิยาย

ในรอบหลาย ๆ ปีที่ผ่านมา ได้อ่านหนังสือต่างประเทศดี ๆ เยอะแยะมากมาย จนคิดว่าการที่จะเก่งภาษาอังกฤษอย่างจริง ๆ จัง ๆ นั้นมันยากจังเลย แม้ว่าจะได้อ่านหนังสือทั้งวิชาการ และไม่ใช่วิชาการมาหลายรูปแบบ ทำให้รู้สึกว่าปัญญาของเรานี่ยังต้อง "ด้อยเร่งศึกษา" จริง ๆ แต่อย่างไรก็ดีการได้อ่านหนังสือหลากหลายรูปแบบมันทำให้ทราบถึงความคิดและ วิธีในการนำเสนอเรื่องเล่าที่แต่งในนวนิยายที่แตกต่างไปจากรูปแบบเดิม ๆ เช่น การเล่าเรื่องที่กำลังอ่านผ่านโดยบุคคลที่หนึ่ง (First-person narrative) ที่มักจะใช้คำว่า "ฉันอิจฉาริษยานังอังศุมาลิน" หรือ "ฉันแดกตับเด็ก" หรือการนำเสนอเรื่องแบบยอดนิยมคือ "หล่อนสัมผัสถึงความอบอุ่นของเขา" หรือ "เขาตบพจมาน" ในมุมมองของบุคคลที่สาม ตั้งแต่เล็กจนโต (โอ้แม่ถนอม) ก็รู้สึกคุ้นเคยกับการเล่าเรื่องแบบนี้มาโดยตลอด และคิดว่าการเล่าเรื่องที่ดีนั้น มันจะมีมากไปกว่านี้อีกเหรอวะเนี่ย

ใน นวนิยายไทยที่เคยอ่านมาตั้งแต่เด็ก ส่วนใหญ่ก็นิยมที่จะใช้การเล่าเรื่องแบบนี้มาแต่ไหนแต่ไร (อันนี้ความเห็นส่วนตัว เพราะคิดว่าไม่ค่อยได้อ่านนิยายไทยอย่างจริง ๆ จัง ๆ สักที ประสบการณ์ในการอ่านหนังสือไทยยังน้อยนัก) แต่เรื่องที่สะดุดใจในความแปลกใหม่จริง ๆ ก็คือเรื่อง "สี่แผ่นดิน" ที่เขียนโดยคุณตาคึกฤทธิ์ ซึ่งจริง ๆ แล้วเนื้อเรื่องของสี่แผ่นดินนั้นก็ไม่ค่อยมีอะไรแปลกเท่าไหร่นักหรอก เพราะว่าเป็นเรื่องพระเอกเจอนางเอก นางเอกงอนพระเอก พระเอกตามจีบ จนนางเอกยอมพลีกายถวายพระเอก (อันนี้เวอร์ชั่นเกินเหตุ อยากรู้ว่าเกิดอะไรขึ้น ตามอ่านเอง!) แต่ในท้ายที่สุดก็กินใจกับความงามในจิตใจของแม่พลอยและคำพูดในนิยายที่ใช้คำ ได้สวยเก๋ อย่างที่พูด...เนื้อเรื่องไม่ค่อยมีความแปลกใหม่อะไร แต่ที่ติดใจอยู่ตลอดเวลาที่อ่านเรื่องนี้ก็คือ การเล่าเรื่องที่แหวกแหกกระเฌอเป็นที่สุด นั่นก็คือนอกจากเรื่องนี้จะถูกเล่าจากมุมมองของบุคคลที่สามตามปกติ แต่ที่แปลก...คือการเล่าเรื่องของนิยายที่มักจะมี เสียงของนังคนไหนมาแทรกก็ไม่รู้และเสียงนี้มักจะบรรยายความรู้สึกที่เกิด ขึ้นในใจแม่พลอยขณะนั้น ซึ่งคนที่เล่านี่ดูเหมือนจะรู้จักแม่พลอยเป็นอย่างดี รู้แม้กระทั่งแม่พลอยกำลังคิด กำลังฝัน หรือกำลังจะทำอะไรในขณะที่เกิดเหตุการณ์อย่างใดอย่างนึงกับแม่พลอย...บาง ครั้งในขณะที่อ่านหนังสือเรื่องนี้แต่ละครั้งก็ยังแอบสงสัยว่า นังคนนี้เป็นใครวะ ทำไมต้องมาเล่าเรื่องแบบที่ว่า "ในขณะนั้น แม่พลอยมีความรู้สึกว่า..." คำถามที่เกิดขึ้นในใจก็คือ ทำไมต้องมีเสียงเล่าของนังคนนี้ นังคนนี้เป็นใคร ใช่ตัวแม่พลอยเองมาเล่าเรื่องเรื่องนี้หรือเปล่า แล้วถ้าเป็นตัวแม่พลอยเล่าเอง ทำไมไม่ใช้ว่า "ฉัน" ตามมุมมองบุรุษที่หนึ่ง แต่ถ้าคิดว่าเสียงนี้เล่ามาจากบุรุษที่สามมันก็ไม่น่าจะใช่นะ เพราะเสียงเล่านี้ บรรยายความรู้สึกในใจของแม่พลอยได้ "ชัดเจน" และ "ลึก" กว่ามุมมองบุรุษที่สามทั่วไปอันดาษดื่น...ในขณะนั้นตอนเด็กก็ไม่เข้าใจ หรอกว่ามุมมองในการเล่าเรื่องมันเป็นมุมมองของใครบ้าบออะไร แต่ที่รู้สึกอย่างเดียวก็คือว่า "โคตรรำคาญ" กับเสียงเล่าของยัยเจ๊ไร้ตัวตนคนนี้ ยังไงซะการเล่าเรื่องของ "สี่แผ่นดิน" ก็ทำให้เรื่องนี้ดูมีสีสันขึ้นมากว่าเรื่องอื่น ๆ

แต่นั่นก็เท่านั้น ...พอได้อ่านหนังสือนิยายต่างประเทศเยอะขึ้น ก็เลยรู้สึกว่าเทคนิคการเล่าเรื่องหลาย ๆ แบบได้ถูกนำมาใช้กันในหลาย ๆ เรื่องแบบไม่น่าเชื่อว่าจะทำได้...ยกตัวอย่างเช่น การเล่าเรื่องจากบุรุษที่สอง "You" ในเรื่อง "If On A Winter's Night A Traveller" ก็ถูกนำมาใช้ตลอดทั้งเรื่อง ในขณะที่อ่านนิยายเรื่องนี้นั้นการเล่าเรื่องของ "you" ถูกนำมาใช้ในลักษณะที่แปลกไป นั่นก็คือ "you" ในที่นี้จะเป็น "กู" ในฐานะคนอ่าน หรือว่า "you" ในฐานะ "มึง" ไหนก็ได้ไม่ได้เจาะจง คือขณะที่อ่านนั้นคำถามพวกนี้ก็จะวนเวียนเข้าไปวุ่บวั่บในซีรีบรัมและซีรี เบลลั่มตลอดเวลาว่า คุณ Calvino เนี่ยทำอย่างนี้เพื่ออะไรเหรอ นอกจากจะทำให้ตัวของ "กู" งงแล้วว่า "กู" ไปทำเรื่องที่คุณ Calvino เล่าตั้งแต่เมื่อไหร่ (วะ) แต่เหตุการณ์บางเรื่องกลับถูกเล่าเรื่องให้ดูห่างเหินจากตัว "กู" แบบสุดกู่ เหมือนกับพยายามจะทำให้ตัว "กู" เนี่ยรู้ว่าเหตุการณ์ที่เล่าไม่ได้เกิดกับ "กู" นะแต่เกิดกับ "มึง" คนไหนก็ได้ต่างหาก...เนี่ยดูดู๊้ แค่เล่าเกริ่นมาแค่เนี้ย คงจะทำให้งงกันเป็นไก่ตาแตก...อย่างไรก็ดีการใช้บุรุษที่สองในการเล่าเรื่อง ทำให้เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในเรื่องนั้นดูคล้ายกับว่าเป็นความพยายามที่จะให้ เรื่องหรือเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในเรื่องดูใกล้กับผู้อ่านมากขึ้น ซึ่งการเล่าเทคนิคนี้เป็นที่นิยมมากในหมู่เด็ก ๆ อ๊ะ ๆ ถ้าจำกันได้ในสมัยเด็กนั้น หลาย ๆ คนคงเคยได้ไปที่ีงานสัปดาห์หนังสือที่หนังสือร้อยแปดพันเก้าจะได้ถูกวางขาย กันกลาดเกลื่อน (บางสำนักพิมพ์ที่เห็น วางขายหนังสือบางเล่มแบบคล้าย ๆ จะเลหลังกองขยะชั่งกิโลให้กับผู้ซื้อ ถ้าตัวเองเป็นหนังสือคงจะต้องน้อยใจกับการเป็นเมียน้อยคนที่แปดหรือเก้าของ สำนักพิมพ์อันนั้นแน่ ๆ (ทำชั้นอย่างกับเป็นผักปลา...ชั้นมีค่ากว่านั้นโว้ย) เป็นที่น่าเสียดายที่หนังสือบางเล่มนั่นมีค่ามากเกินกว่าที่จะเข้าใจได้ของ คนขายสมองน้อย ๆ) และแน่นอนต้องเคยซื้อหนังสือชุด "ผจญภัยตามใจเลือก" ซึ่งต้องยอมรับว่าเป็นหนังสือที่สนุกสุดขีด มีหลายครั้งที่ซื้อมาเก็บไว้เป็นสิบ ๆ เล่มเพื่อที่จะอ่านให้ได้ตลอดหนึ่งอาทิตย์ พลิกไปพลิกมาพร้อมกับพยายามที่จะเลือกตอนจบของเรื่องแต่ละเรื่องให้ดีที่สุด (ของแต่ละคน) ชอบจังเลยที่มีหนังสือเหล่านี้เป็นเืพื่อนกันตั้งแต่เด็กจนโต เวลาเบื่อจากการคำนวณตรีโกณและแคลคูลัส ก็จะได้หนังสือพวกนี้แหละมาอ่านแก้เซ็ง พอสังเกตดี ๆ แล้ว เทคนิคการเล่าเรื่องของหนังสือเหล่านี้ไม่ใช่เหรอที่ทำให้คนอื่นติดกันระงม ลองพิจพิจารณาดูดี ๆ ก็จะเห็นว่าเรื่องเหล่านี้ใช้มุมมองจากบุรุษที่สองทั้งสิ้น ดังตัวอย่างจากเรื่องนี้

"คุณรู้สึกว่า หัวของคุณกำลังถูกดึงด้วยเชือกป่านที่ร้อยผ่านรอกตัวใหญ่พาดผ่านจากด้านบน ของบ่อน้ำ คุณรู้สึกว่าถ้าปล่อยให้เวลานานผ่านไปกว่านี้ หัวของคุณจะต้องหลุดออกจากบ่าเป็นแน่แท้ แต่ทันใดนั้น คุณเห็นอิฐก้อนหนึ่งโผล่ออกมาจากผนังด้านที่มือคุณกำลังค้ำต้านแรงกับเชือก และเห็นแมลงสาบตัวหนึ่งกำลังคลานขึ้นมาตามเท้าของคุณที่กำลังจมอยู่ในน้ำ...

ถ้าคุณเลือกที่จะใช้อิฐก้อนนั้นในการช่วยชีวิต พลิกไปหน้า 32
ถ้าคุณเลือกที่จะใช้แมลงสาบในการช่วยชีวิต พลิกไปหน้า 105"

เรื่อง ที่ยกมา (แต่งเองนะ ไม่มีอยู่จริง) เป็นรูปแบบที่ใช้กันในหนังสือผจญภัยตามใจเลือก เป็นเทคนิคที่จริง ๆ แล้วเราคุ้นเคยกันมาเป็นอย่างดีโดยไม่รู้ตัว แต่คิดว่าการใช้เทคนิคแบบนี้นั้นมันมีพลังที่ไร้จำกัด ซ่อนอยู่ในหนังสือเล่มนิดเดียว มันทำให้รู้สึกเหมือนว่าคนอ่านเข้าไปมีส่วนร่วมกับเหตุการณ์เหล่านี้ (ที่เป็นไปได้ และเป็นไปไม่ได้) โดยไม่รู้ตัว คิดไปคิดมาแล้วหนังสือผจญภัยตามใจเลือกเหล่านี้ก็แปล (โดยไร้ลิขสิทธิ์) มาจากหนังสือต่างประเทศทั้งนั้น จริง ๆ ไม่ได้อยากจะยกความดีให้กับหนังสือฝรั่งมากมายนัก แต่เพราะหนังสือพวกนี้ไม่ใช่หรือที่ทำให้เราได้มุมมองและแง่คิดต่าง ๆ มากมายในการที่จะพิเคราะห์ตัวละคร มุมมองที่แหวกแนว และแน่นอนพลังที่ซ่อนเร้นอย่างไม่จำกัดอันถูกบรรจุอยู่ในแค่ตัวหนังสือเล็ก ๆ นิดเดียว "you" Open-mouthed




 

Create Date : 30 มิถุนายน 2552
2 comments
Last Update : 30 มิถุนายน 2552 22:21:22 น.
Counter : 861 Pageviews.

 
 
 
 
พยายามจะอ่านให้จบ แต่ตัวหนังสือติดๆกัน อ่านยากไปนิด(ในการอ่านหน้าคอมฯแบบนี้)
เดี๋ยวหาเวลามาอ่านอีกรอบ
 
 

โดย: สายลมอิสระ IP: 125.26.186.76 วันที่: 1 กรกฎาคม 2552 เวลา:8:12:03 น.  

 
 
 

ตาลาย แต่ก็จะพยายามอ่านนะ
 
 

โดย: แน๊ว IP: 125.24.221.168 วันที่: 1 กรกฎาคม 2552 เวลา:12:02:49 น.  

Name
Opinion
*ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก

Liza Minnelli
 
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




Personally, I like literature and linguistics as my main course. However, songs and musical plays are my thirst of knowledge. I would like to use this blog as an experimental field for expressing my personal ideas and afterthoughts to those mentioned. I would like to welcome all comments related to my blogs as well as to construct new e-friendship from all over the world. :D : Users Online

MyHeritage: Celebrity Morph - Free family tree - Free genealogy

[Add Liza Minnelli's blog to your web]

 
pantip.com pantipmarket.com pantown.com