ที่ใดมีธรรมะ...ที่นั่นจะพบกับทางออกของชีวิต ^_^
Group Blog
 
 
กุมภาพันธ์ 2560
 
 1234
567891011
12131415161718
19202122232425
262728 
 
3 กุมภาพันธ์ 2560
 
All Blogs
 

7. จะพลิกความโกรธให้เป็นเมตตาได้อย่างไร (จบ)



 

การที่จะพลิกความโกรธให้เป็นความเมตตานั้น  เป็นเรื่องที่ค่อนข้าง

 

ทำได้ยาก  แต่ขอแนะนำว่าให้ทำตามขั้นตอนที่อาตมภาพแนะนำมาก่อนหน้านั้นก่อน

 

จากนั้นเมื่อเราสามารถตั้งเนื้อตั้งตัวได้แล้ว  จึงหันกลับมาทบทวน

 

ตัวเอง  แล้วหันกลับไปทบทวนคนที่ทำให้เราโกรธ  ว่าทั้งเราทั้งเขาต่างก็เป็น

 

เพื่อนร่วมเกิดแก่เจ็บตายในสังสารวัฏมาด้วยกันแท้ๆ  แต่ละคนมีกรรมเป็น

 

ของตัว  ซึ่งเรียกว่าทุกข์หนักหนาสาหัสอยู่แล้ว  ทำไมจะต้องมาสร้างกรรมใหม่

 

ต่อกันและกันอีก  เราแต่ละคนแบกกรรมของตัวเองก็เรียกว่าหนักอึ้ง

 

พอแล้วนะ  ถ้าเรายังมาโกรธกันและกัน  มาสร้างกรรมสร้างเวรใหม่  ก็เท่ากับ

 

ว่าเรากำลังเพิ่มภาระแห่งความทุกข์ลงไปบนเป้หลังของเราให้หนักอึ้งยิ่งขึ้น

 

                เมื่อคิดได้อย่างนี้ว่าเราต่างก็มีภาระมากพอแล้ว  ก็จะเห็นทั้งเรา

 

เห็นทั้งเขากลายเป็นเสมือนสัตว์ผู้ลอยคออยู่ในทะเลทุกข์เสมอกัน  แท้ที่จริง

 

ทั้งเราทั้งเขาเป็นบุคคลที่ควรแก่การสังเวช  ควรแก่ความสงสาร  ควรแก่

 

ความเมตตาทั้งคู่เลย

 

                ฉะนั้นอย่ามาเสียเวลาโกรธกันอยู่อีกเลย  เมตตากันไว้ดีกว่า  แล้วก็

 

แผ่เมตตาให้เขา  ภาวนาให้เขามีความร่มเย็นเป็นสุข  มีอายุยืนยาว  มีสุขภาพกาย

 

สุขภาพจิตแข็งแรงสมบูรณ์  มีครอบครัวที่มั่นคง  มีหน้าที่การงานที่สูงส่ง

 

แล้วนึกถึงเขาแต่ในทางที่ดีงาม

 

                ถ้าทำได้อย่างนี้  ปลูกจิตที่ประกอบด้วยไมตรีเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ  ในที่สุด

 

กระแสแห่งเมตตาจิตจากเราก็จะส่งไปถึงเขา  พอเขารับรู้ได้  เขาก็จะมีความ

 

ร่มเย็นเป็นสุข  แล้วก็จะสามารถหันมาปฏิสัมพันธ์ต่อเราด้วยความเมตตาอารี

 

เหมือนที่เรามีต่อเขา

 

                เช่นเดียวกันเมื่อเราตักน้ำไปรดต้นไม้  ถ้าต้นไม้ชุ่มเย็น  เชื่อไหม

 

น้ำที่เปื้อนเราก็ทำให้ร่างกายเราชุ่มเย็นเหมือนกัน  นั่นแหละ  คนที่รดน้ำคือ

 

เมตตาให้คนอื่น  ความชุ่มเย็นนอกจากเกิดขึ้นกับเป้าหมายแห่งความเมตตา

 

ของเราแล้ว  ก็ยังเกิดขึ้นกับจิตใจของเราเองด้วย  ต้นไม้ที่ได้รับการรดน้ำ

 

งอกงามฉันใด  คนที่คอยรดน้ำให้ต้นไม้  ก็มีความงอกงามเพิ่มขึ้นในจิตในใจ

 

ฉันนั้น

 

                ฉะนั้นผู้รู้หรือนักปราชญ์จำนวนมากจึงมักจะตรัสรู้  บรรลุธรรม

 

ท่ามกลางแมกไม้ที่ร่มรื่น  เพราะแมกไม้ที่ร่มรื่นเป็นที่มาของจิตใจที่รื่นรมย์

 

ในชีวิตของเรา

 

                เมตตาเปรียบเสมือนสายน้ำ  และเปรียบเสมือนผืนป่าอันร่มรื่น

 

ถ้าเราปลูกฝังบ่มเพาะเมตตาจิตลงในใจของเรามากขึ้นๆ  ตัวเราเองก็จะ

 

รื่นรมย์  เหมือนกับว่าเรามีธารน้ำหลั่งไหลอยู่ภายในตัว  เหมือนกับตัวเราเองนั้น

 

เป็นต้นไม้ใหญ่  ที่ตัวเราเองก็มีความชุ่มเย็นอยู่ภายใน  ใครมาใกล้ก็พลอย

 

ชุ่มเย็นตามไปด้วย

 

                ฉะนั้นการแผ่เมตตาให้คนที่เราโกรธนั้น  อย่าไปแผ่ตอนที่เราโกรธ

 

แต่ควรฝึกให้มันเป็นวิถีชีวิตของเราทุกวันๆ  จนกระทั่งเมตตากับวิถีชีวิตของเรา

 

กลายเป็นเนื้อเดียวกัน

 

                ในสมัยพุทธกาลเวลาที่พระอริยสาวกเจอกัน  ท่านมักจะถามว่า

 

ท่านสารีบุตร  ท่านอยู่ด้วยวิหารธรรมอะไร  ท่านสารีบุตรก็จะตอบว่า  ช่วงนี้ผมอยู่ด้วย

 

เมตตาพรหมวิหาร  ช่วงนี้ผมอยู่ด้วยสุญญตาพรหมวิหาร  ช่วงนี้ผมอยู่ด้วย

 

กรุณาพรหมวิหาร

 

                คำว่าวิหาร  แปลว่าคุณธรรมประจำจิตประจำใจ  เราทุกคนควรฝึกจิต

 

ฝึกใจของเราให้มีเมตตาเป็นเรือนใจ  เอาไว้เป็นพื้นฐาน  ถ้าเรามีเมตตาเป็น

 

เรือนใจเป็นพื้นฐานอยู่ตลอดเวลา  ถึงเวลาโกรธขึ้นมา  เราไม่ต้องภาวนา

 

มากมาย  แค่กลับมาแผ่เมตตาในจิตในใจให้ตัวเอง  แล้วก็ให้คนที่เขาทำให้

 

เราโกรธ  แค่นั้นเองแม่น้ำแห่งเมตตาก็จะแสดงปาฏิหาริย์แห่งความชุ่มเย็น

 

ให้ปรากฏ

 

                อาตมภาพลองสังเกตดูว่า  ถ้าเราเป็นคนที่มีเมตตา  แม้แต่เดินผ่านสัตว์

 

ซึ่งดุร้ายเกรี้ยวกราด  มันก็กระดิกหางให้เรา  ที่วัดนี้ตรงปากซอยมีสุนัข

 

ดุมาก  แขกไปใครมา  แม้แต่เด็กวัดซึ่งเจออยู่ทุกวันมันก็เห่า  ก็กระโดดงับ

 

พออาตมภาพเดินผ่าน  ทั้งๆ  ที่มันวิ่งมาจะงับลูกศิษย์ของอาตมาแท้ๆ  มาถึง

 

อาตมามันก็หยุด  เพราะในใจอาตมภาพจะนึกภาวนาอยู่เสมือว่า  อย่าใช้

 

อารมณ์นะเจ้าหมาน้อย  อาตมานึกแผ่เมตตาและเขาจะรับสัมผัสได้เสมอไป

 

เป็นอย่างนี้  แม้แต่ต้นไม้ทั้งหลายที่เราปลูกไว้ที่หน้ากุฏินี้  เวลาเราแผ่เมตตา

 

ให้เขา  เราก็จะสัมผัสได้ถึงความชุ่มเย็นที่เขาแสดงออกให้เห็น  ถ้าเรามีจิตที่

 

ละเมียดละไม

 

                การที่คนจำนวนมากแผ่เมตตาแล้วไม่ได้ผล  เพราะเขามัวแต่จะแผ่

 

เมตตา  แต่ไม่มีเมตตาที่จะนำไปแผ่  เห็นไหม  ก่อนแผ่เมตตาต้องสร้าง

 

เมตตาจิตขึ้นในจิตในใจของตัวเอง  จนกระทั่งว่าให้ผลเป็นความชุ่มเย็นในจิต

 

ในใจของตัวเองก่อน  แล้วจากนั้นจึงค่อยแผ่ออกไป  กระแสแห่งเมตตาก็จะ

 

ค่อยๆ  เลื่อนไหลไปถึงคนที่เป็นเป้าหมายที่เราแผ่เมตตาให้เขา  คนจำนวนมาก

 

ที่แผ่เมตตาแล้วไม่ได้ผลเพราะเขาแผ่เมตตาแต่ปาก  แต่ใจของเขานั้นยัง

 

เต็มไปด้วยความโกรธอยู่เหมือนกัน  ฉะนั้นรากฐานของการแผ่เมตตาที่แท้จริง

 

อยู่ที่  “ใจ”  ไม่ใช่ที่  “ปาก”

 

                “ในทัศนะทางพุทธศาสนา  ความรักเป็นต้นธารของความทุกข์  ขณะเดียวกัน

 

เมื่อมองอีกมุมหนึ่งก็เป็นประตูของความสุขด้วยเช่นเดียวกัน  ความรักก่อเกิด

 

ชีวิต  พร้อมๆ  กันนั้น  ก็ทำให้หลายคนจบชีวิตอย่างไม่น่าเชื่อ  ความรักเป็น

 

เส้นทางสู่สงครามทำลายล้าง  แต่คล้อยหลังสงครามมหากาฬสันติภาพก็เรืองแสง

 

ทาบทอมมนุษยชาติ  ความรักทำให้คนเวียนว่ายตายเกิด  แต่เมื่อใจผลิบานด้วย

 

แสงแห่งธรรมแล้ว  วัฏจักรของการเวียนเกิดเวียนตายก็เป็นอันสลายลง

 

                ความรัก  เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นกับเราทุกคนอยู่แล้วทั้งโดยรู้ตัวและไม่รู้ตัว

 

สำหรับผู้ที่รักอย่างรู้ตัว  ที่ใดมีรักที่นั่นก็มีความสุข  แต่สำหรับผู้ที่รักอย่างลืมตัว

 

ที่ใดมีรักที่นั่นก็มีทุกข์  วิทยาการที่ว่าด้วยความรัก  จึงเป็นวิทยาการที่จำเป็น

 

สำหรับเราทุกคนที่ในหัวใจยังคงมีเมล็ดพันธุ์แห่งความรักและมีโอกาสที่จะมีทุกข์

 

เพราะความรัก”

 

จากหนังสือรักแท้  คือ  กรุณา

 

ผู้แต่ง   ว.วชิรเมธี

 

ดำเนินการพิมพ์โดย บริษัท สำนักพิมพ์สุภา จำกัด  (กลุ่มลูกพุทธะ)

 

 




 

Create Date : 03 กุมภาพันธ์ 2560
0 comments
Last Update : 3 กุมภาพันธ์ 2560 17:39:59 น.
Counter : 383 Pageviews.
(โหวต blog นี้) 

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ


BlogGang Popular Award#13


 
นาคสีส้ม
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




วัตถุประสงค์ของ blog นี้ :

เนื่องจากส่วนตัวเป็นคนชอบได้หนังสือธรรมะมาจาก
ที่ต่างๆ และมักชอบซื้อมาอ่านเป็นประจำเสมอ
เลยทำให้หนังสือกองเต็มบ้านมากมาย
เวลาจะนำไปบริจาค ก็มักจะเสียดาย เพราะ
บางครั้ง บางที ก็หยิบเล่มเก่าๆมาอ่านอีกรอบ
เวลาใครมาขอรับบริจาคอะไรต่างๆ
มักจะหวงไว้ ไม่ค่อยส่งต่อหนังสือให้ใคร

จนมาคิดว่า ไม่ควรจะหวงไว้
เพราะเนื้อหาค่อนข้างมีประโยชน์
นำมาปรับใช้ในชีวิตได้เป็นอย่างดี
เลยอยากจะแบ่งปันความสุขให้คนอื่นๆ

เลยจัดทำ blog นี้ขึ้นมาค่ะ
ไว้เก็บรวบรวมเนื้อหาที่ได้อ่านแล้ว
มาเก็บไว้ที่นี่ ส่วนหนังสือก็จะนำไปบริจาค
ให้คนอื่น ได้ใช้ประโยชน์ต่อไปค่ะ

สำหรับเล่มไหนที่เพื่อนๆคิดว่าสนุก
ก็สามารถแนะนำได้นะคะ ^__^
Friends' blogs
[Add นาคสีส้ม's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.