ธรรมะสู่การปฏิบัติ ๑๑ มิถุนายน ๒๕๕๔
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็สัมมาสมาธิของพระอริยะ อันมีเหตุ มีองค์ประกอบ
คือ สัมมาทิฐิ สัมมาสังกัปปะ สัมมาวาจา สัมมากัมมันตะ สัมมาอาชีวะ สัมมาวายามะ สัมมาสติ เป็นไฉน

ดูกรภิกษุทั้งหลาย ความที่จิตมีอารมณ์เป็นหนึ่ง ประกอบแล้วด้วยองค์ ๗ เหล่านี้แล เรียกว่า สัมมาสมาธิของพระอริยะ อันมีเหตุบ้าง มีองค์ประกอบบ้าง ฯ


(มหาจัตตารีสกสูตร)


สัมมาสมาธิของพระอริยะ ย่อมแตกต่างจากสมาธิทั่วๆไป ซึ่งมีมาก่อนหน้าที่พระพุทธองค์จะทรงอุบัติขึ้น สมาธิทั่วไปที่มีอยู่ก่อนหน้านั้น มีทั้งรูปและอรูปเป็นนิมิตหมายในองค์ปฏิบัติภาวนา มักทำให้ผู้ปฏิบัติติดในสุขเวทนาอยู่กับสมาธินั้นได้ง่าย

ส่วนสมาธิที่พระพุทธองค์ได้ทรงค้นพบ และทรงแสดงไว้ในอริยมรรค ๘ นั้น เป็นสัมมาสมาธิที่นำไปเพื่อความหลุดพ้นของจิต ต้องละหรือปล่อยวางปิติและสุขในฌานออกไป จึงจะเข้าถึงฌาน ๔ ได้ ไม่มีทุกข์ไม่มีสุข เพราะละสุขละทุกข์ และดับโสมนัสโทมนัสก่อนๆ ได้ มีอุเบกขาเป็นเหตุให้สติบริสุทธิ์อยู่ ดังมีพระพุทธพจน์รับรองไว้ดังนี้


สัมมาสมาธิ เป็นไฉน?

ภิกษุในธรรมวินัยนี้ สงัดจากกาม สงัดจากอกุศลธรรม บรรลุปฐมฌาน
มีวิตก มีวิจาร มีปีติและสุขเกิดแต่วิเวกอยู่

เธอบรรลุทุติยฌาน มีความผ่องใสแห่งจิตในภายใน เป็นธรรมเอกผุดขึ้น
เพราะวิตกวิจารสงบไป ไม่มีวิตก ไม่มีวิจาร มีปีติและสุขอันเกิดแต่สมาธิอยู่

เธอมีอุเบกขา มีสติ มีสัมปชัญญะ เสวยสุขด้วยนามกาย เพราะปีติสิ้นไป
บรรลุตติยฌานที่พระอริยทั้งหลาย สรรเสริญว่า
ผู้ได้ฌานนี้ เป็นผู้มีอุเบกขา มีสติอยู่เป็นสุข

เธอบรรลุจตุตถฌาน ไม่มีทุกข์ไม่มีสุข เพราะละสุขละทุกข์
และดับโสมนัสโทมนัสก่อนๆ ได้ มีอุเบกขาเป็นเหตุให้สติบริสุทธิ์อยู่


(มหาสติปัฏฐานสูตร)


สัมมาสมาธินั้น ต้องมีกายสังขารเป็นนิมิตหมายแห่งจิต ในการปฏิบัติสมาธิกรรมฐานภาวนา เพื่อใช้สักแต่ว่าเป็นที่รู้ สักแต่ว่าเป็นที่อาศัยระลึกเท่านั้น

จึงต้องเริ่มต้นจากการพิจารณากายในกายเป็นภายใน (ดูจิต) ให้สำเร็จก่อน จนผู้ปฏิบัติเข้าถึงและรู้จักนามกายที่อาศัยทับซ้อนอยู่ภายในกาย ซึ่งเป็นการดูจิตของตนนั่นเอง

ผู้ที่จะเข้าถึงสัมมาสมาธิได้นั้น ล้วนต้องผ่านเวทนาต่างๆ ทั้งหลาย ที่เกิดขึ้นที่นามกาย(จิต) ในระหว่างปฏิบัติสมาธิกรรมฐานภาวนาอยู่

ซึ่งเมื่อผ่านเวทนาได้ หรือรู้จักเวทนาในเวทนาแล้ว จิตในจิต ธรรมในธรรมย่อมปรากฏให้ประจักษ์แก่ผู้ปฏิบัติเป็นลำดับตามกันมา

เพราะกาย เวทนา จิต และธรรมนั้น เป็นเรื่องเดียวกัน เนื้อเดียวกัน ที่ต่อเนื่องวนถึงกันหมด

สัมมาสมาธิของพระอริยะนั้น เกิดจากการปฏิบัติสมาธิกรรมฐานภาวนา ย่อมก่อให้เกิดสัมมาทิฐิ คือ ทิฐิชอบ ทำให้จิตของตน(ผู้ปฏิบัติ) รู้เห็นตามความเป็นจริงในอริยสัจ ๔ ไม่ใช่เป็นเพียงแค่ทิฐิที่ถูก(จากการคิดเอา)


ปุถุชน ผู้มิได้สดับ……
เพราะรูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ แปรปรวนเป็นอย่างอื่นไป
โสกะ ปริเทวะ ทุกข์ โทมนัสและอุปายาส จึงเกิดขึ้น

ดูกรคฤหบดี ด้วยเหตุอย่างนี้แล
บุคคลจึงชื่อว่าเป็นผู้มีกายกระสับกระส่าย และเป็นผู้มีจิตกระสับกระส่าย


พระอริยสาวก ผู้ได้สดับ......
เพราะ รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ แปรปรวนเป็นอย่างอื่นไป
โสกะ ปริเทวะ ทุกข์ โทมนัสและอุปายาส จึงไม่เกิดขึ้น

ดูกรคฤหบดี อย่างนี้แล
บุคคลแม้มีกายกระสับกระส่าย แต่หาเป็นผู้มีจิตกระสับกระส่ายไม่


(นกุลปิตาสูตร)



สรุป

สัมมาสมาธิของพระอริยสาวกนั้น จิตสงบคงที่ตั้งมั่นไม่หวั่นไหว ไปตามรูป-นาม ขันธ์ ๕ ที่แปรปรวนไป ส่วนปุถุชนคนหนาด้วยกิเลส ตามดูจิตโดยไม่มีนิมิตหมายแห่งจิต เพิกเฉยต่อการปฏิบัติสมาธิกรรมฐานภาวนา (สัมมาสมาธิ) เพราะมีความเชื่อว่าต้องวิปัสสนา(นึก)เท่านั้น จิตของตนย่อมไม่คงที่ และยังหวั่นไหวไปกับรูป-นาม ขันธ์ ๕ ที่แปรปรวนไป

เจริญในธรรมทุกๆท่าน
ธรรมภูต





Create Date : 11 มิถุนายน 2554
Last Update : 19 มกราคม 2558 20:24:49 น.
Counter : 377 Pageviews.

ธรรมะสู่การปฏิบัติ ๑๐ มิถุนายน ๒๕๕๔
เมื่อกล่าวถึง อริยมรรคมีองค์ ๘ คือ สัมมาทิฏฐิ สัมมาสังกัปปะ สัมมาวาจา สัมมากัมมันตะ สัมมาอาชีวะ สัมมาวายามะ สัมมาสติ สัมมาสมาธิ นี้เป็นเครื่องรองรับจิตแล้ว ถ้าไม่ทำความเข้าใจให้กระจ่าง มักจะถูกมองข้าม จากพวกนักตำรานิยมที่ติดหนึบอยู่วิปัสสนา(นึก)ของตน

พวกนักวิปัสสนา(นึก) ทั้งหลายส่วนใหญ่แล้ว มักให้ความสำคัญไปที่ มหาสติปัฏฐาน ๔ กาย เวทนา จิต ธรรม โดยเฉพาะในหมวดจิตตานุปัสสนา(ดูจิต)เป็นพิเศษ เพราะเข้าใจไปเองว่าเหมาะกับพวกมีปัญญามาก คือ ทิฐิจริตหรือวิปัสสนา(นึก) นั่นเอง

โดยลืมไปว่ามีพระพุทธพจน์รับรองไว้อย่างชัดเจนว่า การจะทำให้มหาสติปัฏฐาน ๔ บริบูรณ์ขึ้นมาได้นั้น จะต้องเจริญให้มากและประกอบอยู่เนืองๆ ในอานาปานสติบรรพะให้ยิ่งๆ ขึ้น จนชำนิชำนาญอย่างคล่องแคล่ว

เมื่อเป็นเช่นนี้แล้ว เราก็ต้องสืบสวนทวนความลงไปว่า เรื่องอานาปานสตินั้น พระพุทธองค์ได้ทรงมีพระพุทธพจน์กล่าวไว้ที่ไหนบ้าง

ปฐมบทพื้นฐาน (สติปัฏฐาน) ในบรรพะแรกที่มีความสำคัญอย่างยิ่งยวดในมหาสติปัฏฐาน ๔ นั้นคือ เริ่มต้นที่อานาปานสติบรรพะ หรือ พิจารณากายในกายกายอยู่อย่างไรเล่า

ภิกษุในธรรมวินัยนี้ ไปสู่ป่าก็ดี ไปสู่โคนไม้ก็ดี ไปสู่เรือนว่างก็ดี
นั่งคู้บัลลังก์ตั้งกายตรง ดำรงสติไว้เฉพาะหน้า
เธอมีสติหายใจออก มีสติหายใจเข้า

(อานาปานสติปัฏฐานพิจารณากายสังขารคือ ลมหายใจ)

เมื่อหายใจออกยาว ก็รู้ชัดว่า เราหายใจออกยาว
เมื่อหายใจเข้ายาว ก็รู้ชัดว่า เราหายใจเข้ายาว
เมื่อหายใจออกสั้น ก็รู้ชัดว่า เราหายใจออกสั้น
เมื่อหายใจเข้าสั้น ก็รู้ชัดว่า เราหายใจเข้าสั้น

ย่อมสำเหนียกว่า เราจักเป็นผู้กำหนดรู้ตลอดกองลมหายใจทั้งปวงหายใจออก
ย่อมสำเหนียกว่า เราจักเป็นผู้กำหนดรู้ตลอดกองลมหายใจทั้งปวงหายใจเข้า
ย่อมสำเหนียกว่า เราจักระงับกายสังขารหายใจออก
ย่อมสำเหนียกว่า เราจักระงับกายสังขารหายใจเข้า ฯลฯ


(อานาปานบรรพะ มหาสติปัฏฐานสูตร)


จากที่ยกมานี้ พอสรุปได้ว่า การปฏิบัติอานาปานสตินั้น เป็นพื้นฐานสำคัญของ สัมมาสมาธิ ที่มีอยู่ในอริยมรรคมีองค์ ๘ ซึ่งเทียบเคียงได้กับพระพุทธพจน์ที่มีมาใน มหาจัตตารีสักกสูตร ความว่า

ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็สัมมาสมาธิของพระอริยะ อันมีเหตุ มีองค์ประกอบ คือ สัมมาทิฐิ สัมมาสังกัปปะ สัมมาวาจา สัมมากัมมันตะ สัมมาอาชีวะ สัมมาวายามะ สัมมาสติ เป็นไฉน

ดูกรภิกษุทั้งหลาย ความที่จิตมีอารมณ์เป็นหนึ่ง ประกอบแล้วด้วยองค์ ๗ เหล่านี้แล เรียกว่า สัมมาสมาธิของพระอริยะ อันมีเหตุบ้าง มีองค์ประกอบบ้าง ฯ


(มหาจัตตารีสกสูตร)


สรุป

เมื่อกล่าวถึงอริยมรรคมีองค์ ๘ ก็เป็นการกล่าวถึงสติปัฏฐาน ๔ และอริยสัจ ๔ ไปในตัวด้วยเช่นกัน เพราะเป็นเรื่องเดียวกัน เชื่อมโยงถึงกัน คือ เป็นการฝึกฝนอบรมจิตของตน เพื่อให้หลุดพ้นจากอุปธิทั้งหลาย

ขณะที่กำลังเพียรปฏิบัติสมาธิกรรมฐานภาวนาอานาปานสติ (สัมมาสมาธิ) อยู่นั้น องค์ธรรมสำคัญที่มาประกอบด้วยคือ สัมมาวายามะ และสัมมาสติ จิตจึงรวมลงเป็นสมาธิ สงบตั้งมั่น เมื่อจิตเป็นสมาธิแล้ว จิตย่อมรู้เห็นตามความเป็นจริงว่า
เมื่อ รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณปรวนแปรไป จิตของเราหาปรวนแปรกระสับกระส่ายตามไปด้วยไม่


เจริญในธรรมทุกๆท่าน
ธรรมภูต





Create Date : 10 มิถุนายน 2554
Last Update : 19 มกราคม 2558 20:25:08 น.
Counter : 278 Pageviews.

ธรรมะสู่การปฏิบัติ ๙ มิถุนายน ๒๕๕๔
พระพุทธองค์ทรงกล่าวกับภิกษุที่พระองค์ทรงบวชให้เองในครั้งกระนั้น ๖๐ รูป ซึ่งล้วนเป็นเอหิภิกขุอุปสัมปทา รวมพระองค์ด้วยเป็น ๖๑ รูป ให้ออกไปเผยแผ่พระศาสนา ไปทิศละรูป อย่าไปในทิศเดียวกันสองรูป

เรื่องที่พระองค์ทรงให้เผยแผ่ ก็คือ เรื่องของ ศีล สมาธิ ปัญญา หรือ อริยมรรคมีองค์ ๘ ที่เป็นเครื่องรองรับจิต (ทางเดินของจิต) นั่นเอง

โดยพระพุทธองค์ทรงยกให้ สัมมาสมาธิ เป็นใหญ่เป็นประธานที่แวดล้อมไปด้วย อริยมรรคที่เหลืออีกเจ็ดองค์ ในอริยมรรคที่แวดล้อมอยู่เจ็ดองค์นั้น พระพุทธองค์ทรงเชิดให้ สัมมาทิฐิ เป็นใหญ่เป็นประธาน


ซึ่งสอดคล้องพระพุทธพจน์ที่ทรงตรัสไว้ดีแล้วว่า

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย พวกเธอจงยังสมาธิ (สัมมาสมาธิ) ให้เกิดขึ้นเถิด
ผู้ที่มีจิตตั้งมั่น (เป็นสมาธิ) ดีแล้ว ย่อมรู้เห็นตามความเป็นจริง (มีสัมมาทิฐิ) ดังนี้



เจริญในธรรมทุกๆท่าน
ธรรมภูต





Create Date : 09 มิถุนายน 2554
Last Update : 19 มกราคม 2558 20:25:21 น.
Counter : 292 Pageviews.


BlogGang Popular Award#13



ในความฝันของใครสักคน
Location :
กรุงเทพฯ  Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]



สารบัญ Blog ธรรมภูต

หน้าแรก Blog ธรรมภูต

youtube ธรรมภูตสนทนาธรรม





Group Blog