เดิน...จนขาลาก กับทริปฮ่องกง-มาเก๊า ตอนที่ 4 .. จบเสียที
วันที่ 4 วันสุดท้ายของการเดินทางแล้ว วันนี้พวกเราตื่นสายกว่าทุกวัน (รึป่าว) จริง ๆ ก็ตื่น 7 โมงครึ่งเหมือนทุกวันนั่นล่ะ เรานอนอยู่ห้องแคทกะพัช เลยบอกแคทให้ไปปลุกนัทและให้รีบอาบน้ำ เพราะเราจะไปอาบห้องนั้น จะได้ไม่ต้องแย่งกันอาบ เมื่อคืนนอนหลับสบายจังเล้ยยยยยย .... และเช้าวันนี้เราก็จะได้กินอาหารเช้าอย่างอิ่มหนำสำราญ เพราะที่ Casa Real เค้ามีอาหารเช้าให้ด้วยนั่นเอง

อาบน้ำแต่งตัวกันเสร็จ ก็เรียกสมาชิกให้รีบลงไปทานข้าวที่ชั้น 2 เดินหน้าตั้งเข้าสู่ห้องอาหาร พร้อมจัดการจองโต๊ะเสร็จสรรพ เดินไปสำรวจไลน์อาหารกัน มีอาหารหลายอย่าง ทั้งฝรั่ง และจีน เดินไปเดินมาก็ไม่รู้จะกินอะไรดี เลยจัดการตักของสิ้นคิดมาก่อนละกัน อันได้แก่ แฮม ไส้กรอก นักเก็ตและเบคอน หลังจากนั้นเดินไปสั่งไข่ดาว แล้วกลับมาที่โต๊ะ ส่วนอาหารจีนก็มีพวกผัดหมี่ โจ๊ก และอะไรอีก 2-3 อย่างจำไม่ได้ละ เพราะว่าไม่ได้แตะเลย พอจัดการกะอาหารคาวเสร็จก็ได้เวลากินขนมปังกะกาแฟ จำได้ว่าตอนที่มากับแม่ แม่ชอบแยมที่นี่ม๊าก มาก เลยเอากลับมาฝากแม่ซะหน่อย อิอิ



หลังจากจัดการกะอาหารเช้ากันเสร็จแล้ว พวกเรารีบขึ้นห้องทำธุระส่วนตัวพร้อมลากกระเป๋าออกมาเช็คเอ้าท์ ฝากกระเป๋าไว้ที่ล็อบบี้เสร็จ ก็จะออกเดินทางไปเที่ยวฟิชเชอร์แมนวาร์ฟกัน อยู่ไม่ห่างจากโรงแรมเลย เดินไปด้านหลังโรงแรมนิดเดียวก็ถึงซะแล้ว ที่นี่มีบริเวณกว้างขวางใหญ่โตทีเดียว บางคนก็ชอบมาเที่ยวตอนกลางคืน บางคนก็ชอบมากลางวัน แต่เราว่ามากลางวันน่าจะถ่ายรูปได้สวยกว่านะ

พวกเราเลยเดินถ่ายรูปกันอย่างเต็มที่ อากาศก็ดีเย็น ๆ มองไปก็เห็นท่าเรือ Ocean Terminal ด้วย ภายในก็แบ่งออกเป็นโซน ๆ โซนจี โรมัน ยุโปรอะไรทำนองนี้ มีตึกต่าง ๆ ที่เป็น Shop ให้เราได้ช้อปปิ้งทานอาหาร มีร้านอาหารไทยด้วย แต่ไม่ได้ทานเพราะเพิ่งอิ่มมาหมาด ๆ แถมร้านก็เปิดเที่ยงเลยไม่ได้ลองเรานั่งเล่นเดินเล่นกันอยู่นาน จน 11 โมงกว่า ๆ เลยเดินกลับโรงแรม รับกระเป๋าและขึ้น Shuttle bus ของโรงแรม ไปที่ Ocean Terminal และต่อ Shuttle bus ของเวเนเชี่ยนกัน





รถ Shuttle Bus จากท่าเรือจะมาจอดที่โรงแรมเวเนเชี่ยนฝั่ง West เราเลยจัดการฝากกระเป๋าที่นี่ แล้วแจ้งกับพนักงานว่า จะเอาจไปรับกระเป๋าที่ Main Lobby เนื่องจากรถ shuttle bus ที่ไปสนามบิน จะมารับที่ฝั่ง Main Lobby เท่านั้น หลังจากฝากกระเป๋าเสร็จสรรพ ก็เดินทางสู่เป้าหมายต่อไป นั่นก็คือ Taipa Village



ที่ Taipa Village ก็จะมีพิพิธภัณฑ์หมู่บ้านไทปา แต่เราก็ไม่ได้เข้าไปดูอะนะ ได้แต่ถ่ายรูปเล่นอยู่ข้างนอก ก็สวยและโรแมนติคดี แต่ไม่มีแฟนไปด้วยนี่สิ มันน่าเศร้า ฮ่า ๆๆ แล้วก็เดินต่อไปหาถนนสายอาหาร เดินไปตามทางเรื่อย ๆ แบบเดินลงเขา ไม่กี่อึดใจก็ถึง




ในวันที่ไป วันจันทร์ ร้านรวงปิดซะส่วนใหญ่ แต่บางร้านก็เปิด เดินทะลุซอยไปออกถนนใหญ่ ที่ถนนนั้นร้านเปิดเกืบทุกร้าน เป็นถนนที่สวยอีกถนนนึงเลยทีเดียว เดินไปเรื่อย ๆ ด้านซ้ายจะเจอร้านเบอร์เกอร์หมูยอดฮิตด้วย แต่ด้วยความที่คนเยอะมาก ไม่อยากเสียเวลารอเลยเดินไปเรื่อย ๆ หาซื้อของฝากกลับบ้านดีกว่า




ซักพักก็ได้เวลาทานข้าวละ ร้านไหนดีกว่า หาที่นั่งกินชิล ๆ ดีกว่า สรุปว่าได้กินร้าน PANDA เป็นร้านอาหารโปรตุกีส อืม ได้กินซักทีเรา อิอิ ...ไม่พูดพล่ามทำเพลงได้มามาเก๊าแล้วต้องลองอาหารโปรตุกีสซะหน่อย เราเลยได้ข้าวผัดโปรตุกีสมาเชยชม รสชาติก็อร่อยดี ส่วนคนอื่น ๆ ก็ได้อาหารตามรูปเลย อร่อยทุกอย่าง แต่สนนราคาก็แพงนิดนึง



หลังจากกินเสร็จแล้ว เราเดินย้อนกลับไปซอยที่ขายอาหาร เพื่อขึ้น taxi ไปเวเนเชี่ยน เพราะไม่อยากเสียเวลาเดิน แค่ 5-10 นาทีเราก็มาถึง Main Lobby กันและแยกย้ายกันไปตามทางของตัวเอง เนื่องจากเวลาเหลือน้อยแล้ว พี่อุ๊ ไปกะพี่ตั้ม เรา นัท แคท พัช ก็ไปด้วยกัน มุ่งไปเล่นสล๊อตกันก่อนเลย เล่นไปตอนแรกก็ได้ตังแล้วเชียว ด้วยความโลภเลยเสียเลย ฮ่า ๆ แต่เสียแค่ 100 บาทอะนะ ตั้งเป้าไว้แค่นั้น แต่นัทได้มาตั้ง 100KHD แน่ะ




หลังจากนั้นก็ไปเดินดูภายในอาคาร ดูเค้าล่องเรือกอนโดล่าซะหน่อย แต่เดินได้แป๊บเดียวก็ถึงเวลานัดกะพี่อุ๊แล้ว ต้องรีบไปเจอและรับกระเป๋าจาก Main Lobby เพื่อขึ้นรถ Shuttle bus ต่อไปยังสนามบิน ขึ้นรถไปซักแป๊บ รถก็ออก เพียงแค่ 5 นาที ก็ถึงสนามบินแล้ว เร็วมาก และหลังจากนั้นเราก็ขึ้นเครื่องบินของแอร์เอเซียกลับบ้านกันโดยสวัสดิภาพ ... จบซะที


Day 4
9.00 ทานอาหารเช้าที่โรงแรม
10.00 ออกเดินทางไป ฟิชเชอร์แมนวาร์ฟ เปิด 10 โมง – 4 ทุ่ม สาย1A,3,3A,10,10B,12,2A,28B และ 32
12.00 กลับมา check out ที่โรงแรม นั่ง shuttle bus ไป ท่าเรือ และนั่ง shuttle bus ของ venetion ไปโรงแรม
12.30 ออกเดินทางไปเวเนเชี่ยน เอากระเป๋าไปฝากที่ lobby
13.00 เดินทางไปถนนสายอาหาร ที่หมู่บ้านไทปา ทานข้าวเที่ยง + ขนมปังสเต็คหมู (รถเมล์สาย 33)
14.00 เดินเที่ยวหมู่บ้าน ไทปา โบสถ์แม่พระคาเมล , Tipa house museum
16.00 เดินทางกลับเวเนเชี่ยน
19.15 เดินทางไปสนามบิน



Create Date : 22 เมษายน 2553
Last Update : 27 เมษายน 2553 15:48:07 น.
Counter : 360 Pageviews.

5 comment
เดิน...จนขาลาก กับทริปฮ่องกง-มาเก๊า ตอนที่ 3

7.30 น. เสียงนาฬิกาปลุกดัง ..... ไม่ต้องปลุกก็ได้ยังมะได้นอนเลย T_T ลุกขึ้นมาสระผม ไดร์ผม
แต่งหน้า พร้อมกับไปเคาะเรียกห้องสองสาวให้รีบตื่นมาทำธุระกันแต่เนิ่น ๆ ไม่งั้นเดี๋ยวจะเลทกันซะอีก
เวลาราว ๆ 9 โมง เราทำการ Check out ออกจากโรงแรมที่พัก พร้อมปรึกษาหารือว่าเราจะรับข้าวเช้า
กันที่ไหนดี ระหว่าง Eat together หรือไปหาเอาดาบหน้า ก็เลยแนะนำไปว่าเรากำลังจะไปข้ามเรือที่
ตึกชุนตั๊ก อยู่แล้วที่นั่นก็มีร้านอาหารมากมาย ไปทานที่นั่นเลยจะดีกว่าจะได้ไม่เสียเวลาด้วย


พวกเราจับ MTR ไปที่ตึกชุนตั๊ก โดยนั่งรถไปลงที่ Central ก่อน และแล้วเรื่องไม่คาดฝันของคน
ในกลุ่มก็เกิดขึ้นจนได้ เมื่อที่ลากกระเป๋าเดินของแคท เกิดหักลง ทำให้เราต้องซ่อมแซมกระเป๋าให้
สามารถประคับประคองกันไปได้ ซึ่งก็ใช้เวลาอยู่พักนึง สรุปว่าแคทต้องลากที่หูจับของกระเป๋าแทน
แล้วก็ค่อยไปหาข้าวทานกัน เราเดินผ่าน Yoshinoya กันอีกแล้ว และด้วยความที่เราจะรีบข้ามเรือ
เลยขี้เกียจเดินหาร้านอาหาร พลพรรคบางส่วนจึงตัดสินใจทานที่ Yoshinoya แต่เราไม่อยากทานไร
หนัก ๆ เนื่องจากยังเช้าอยู่ ปกติก็ไม่ค่อยได้ทานข้าวเช้าอยู่แล้ว แต่ถ้าไม่ทานไรเดี๋ยวนั่งเรือก็จะพาล
เมาเรือซะก่อน เลยบ่ายหน้าเข้าหา KFC ดูเหมือนสิ้นคิดเนอะ แต่....มาแล้วก็ต้องลองซะหน่อย KFC
ของเค้าก็ใช่ว่าจะเหมือนบ้านเรานี่เนอะ ... ที่นี่เค้าไม่มีซอสให้ล่ะ แต่เค้าจะราดน้ำที่ใส่กะมันบด
มาบนเนื้อไก่เลย อร่อยไปอีกแบบ แล้วก็มีขนมปังหวาน ๆ ให้ด้วย 1 ชิ้น สนนราคาเซ็ตนี้ประมาณ
23 HKD


ต่อจากนั้น เราก็รีบดิ่งไปซื้อตัวเรือ Turbo Jet ได้รอบ 10.45 น. ค่าตั๋ว 146 HKD พอซื้อเสร็จ
เหลือบดูเวลามันจะ 10.45 อยู่แล้วนี่ วิ่งกันหน้าตั้ง เกือบตกเรือกันเลยทีเดียว คราวนี้ไม่ได้ขอ
window seat เลยอะ เลยได้นั่งกลาง ๆ ลำ คราวนี้ดีหน่อย ไม่คลื่นเหียน วิงเวียนเหมือนตอนที่นั่ง
Cotai Jet นัท พี่ตั้ม พี่อุ๊ นั่งด้วยกัน ส่วนเราก็นั่งกับแคท และพัช หยิบไอพอดมาฟังเพลงลูกทุ่ง
สบายใจเฉิบ แว๊บเดียวก็ 45 นาทีแล้ว ใกล้ถึงจุดหมายของเราเต็มที


เมื่อมาถึงท่าเรือ Ocean Terminal ก็ต้องผ่านพิธีการตม. โอ้พ่อเจ้า เจอคลื่นมหาชนอีกแว๊ว
เดินไปทางช่องของ Visitors ซึ่งมีประมาณ 6 ช่องเห็นจะได้ คิวยาวเหยียด แต่ละคิวนี่ไม่ต่ำกว่า
15 คน พี่ตั้ม พี่อุ๊ นัท ก็กระจายตัว ไปต่อแถวด้านใน ๆ เพื่อความรวดเร็ว แต่ด้วยความที่ไอ้เราเดินทาง
บ่อยกว่าเพื่อนในกลุ่ม เลยรู้แกว บอกพัช และแคทว่า ให้ต่อแถวริม ๆ ที่ติดกับตรวจเอกสารคนมาเก๊า
ฮ่องกงเอาไว้ เพราะกะไว้แล้วว่า ถ้าแถวที่เอาไว้สำหรับตรวจคนมาเก๊าและฮ่องกง ว่างเมื่อไหร่ เค้าก็จะ
ย้ายพวก visitors ไปแน่ ๆ และเป็นดังคาด เหลือบไปเห็นป้ายไฟ ว่าเปิดช่อง visitors เพิ่มแต่ยัง
ไม่เห็นใครเดินไป และยังไม่มีเจ้าหน้าที่มาเรียก เลยบอกพัชว่าให้เสียงเดินออกไปเข้าแถวที่เปิดใหม่
คนนึงก่อน แต่ยังไม่ทันจะเดินออกไป เจ้าหน้าที่ก็มาเรียก แต่คงไม่มีใครสายตาเร็วเท่าเรา 555
พวกเรา 3 คนเลยวิ่งจู๊ดไปเข้าแถวนั้นเป็น 3 คนแรก รวดเร็วปานสายฟ้า เราก็ไม่ต้องรอคิวนานอีก
ต่อไป ..... แต่อย่างที่บอกไว้แล้วว่า พี่ตั้ม พี่อุ๊ นัท ไปเข้าคิวแถวด้านใน ซึ่งแต่ละแถว
ก็คิวยาว ต่อให้เราผ่าน ตม เร็ว ยังไงก็ต่อรอเพื่อน ๆ อยู่ดี ฮ่า …. แล้วจะรีบทำไมฟระเนี่ย


ผ่านต่าน ตม ออก มา เราก็มองหารถ Shuttle bus ของโรงแรม สำหรับโรงแรมที่มาเก๊า
เราพักที่ Casa Real เป็นโรงแรมที่เคยมาพักครั้งก่อน บริการดี ห้องกว้างขวาง อาหารเช้าก็ใช้ได้
เราเดินออกมาจาก ตม แล้ว ก็เดินไปทางซ้ายจะมีป้ายบอกว่าทางไป “Hotel’s Shuttle Bus”
เนื่องจากไม่แน่ใจว่ารถจอดตรงไหน เลยให้เพื่อน ๆ รอที่หน้าประตู เราและพี่อุ๊ก็เดินไปสำรวจก่อน
จะได้ไม่ต้องเสียเวลาถือกระเป๋า ลากกระเป๋ากันไปมา เดินไปเรื่อย ๆ ก็มี shuttle bus ของโรงแรม
ต่าง ๆ เข้าคิวจอดกันมากมาย เดินไปจนเกือบสุดทาง ทำไมไม่เห็นรถของ Casa Real เลยล่ะ
เลยบอกให้พี่อุ๊เดินย้อนกลับ เราก็พยายามสังเกตให้มากที่สุดว่ามันจะจอดอยู่จุดไหน พลันสายตา
เหลือบไปเห็น รถที่จอดเทียบเกาะกลางอยู่ เฮ้ยรถ Casa Real มันจะออกยังวะเนี่ย ถ้าออกก็ซวยเลย
ต้องรออีกครึ่งชั่วโมงแน่ะ ไม่ได้การละ บอกพี่อุ๊ว่า ไปถ่วงเวลาคนขับไว้ก่อน บอกเค้าก่อนนะ
ว่าเดี๋ยวเราไปขึ้น พี่อุ๊กะเราก็วิ่งไปคนละทาง พี่อุ๊ไปทางรถ shuttle bus ส่วนเราก็ไปตาม
พลพรรคให้รีบลากกระเป๋าขึ้นรถ เดี๋ยวจะไม่ทันการ แต่ในที่สุดก็ทันจนได้ ขึ้นรถไปได้ซักพัก
รถก็ออกตัวไอ้เราก็ดีใจนึกว่าจะพาไปโรงแรมแล้ว ดันพาเราวนรอบท่าเรืออีก 1 รอบ ที่เค้าวนก็เพื่อ
ทำให้ลูกค้าเห็นรถ แล้วมาขึ้นได้ถูก .... ก็ถ้าไม่สังเกตดี ๆ มันมองไม่เห็นจริง ๆ นะ


รถวิ่งประมาณ 5 นาทีก็มาถึงโรงแรมแล้ว โรงแรมนี้ใกล้ท่าเรือมาก ๆ คราวก่อนมาไม่รู้อะ
ไม่รู้อะไรเลย ไม่ได้วางแผน Taxi อย่างเดียว ไม่รู้ด้วยว่าเค้ามี shuttle bus ไปโรงแรม นี่แหล่ะ
ถึงได้บอกว่าคนเราต้องโง่ก่อนฉลาด ฮ่า ๆ ... พอมาถึงก็ยื่นเอกสาร ที่พริ้นท์มาจาก Hotel club
งานนี้ต้องขอบคุณ hotel club ที่แจก member dollar เอาไว้เป็นส่วนลดตั้ง 49$ ทำให้เราได้พัก
โรงแรมดี ๆ ในราคาที่ถูกลงเยอะ ... เนื่องจากเราไปก่อนเวลาที่จะให้เข้าห้องพัก (ให้เข้าได้บ่าย 2)
เราเลยฝากกระเป๋าเอาไว้ แล้วออกไปไหว้พระเอาฤกษ์เอาชัยกันก่อน แล้วเราก็เดินออกจากโรงแรม
ข้ามถนนไป ก็เจอป้ายรถเมล์แล้วล่ะ ขึ้นสาย 10 ไปวัดอาม่ากันเลย นั่งมาได้ประมาณ 15-20 นาที
ก็ถึงแล้ว รถจอดที่ป้าย คลับคล้ายคลับคลา เอ...ไม่แน่ใจแฮะ มันใช่ป่าวหว่า มันหน้าตาคุ้นๆ เลยลุก
ไปบอกคนขับว่า “อาหม่าเกา” คนขับพยักหน้าแล้วชี้ไปทางข้างหน้า ประหนึ่งจะบอกว่า
“อยู่ข้างหน้านี่แหล่ะ” จริงๆ แล้ว มันไม่ได้แปลว่าวัดอาม่านะ อย่าเข้าใจผิด แต่ตอนนั้นนึกคำไม่ออก
เลยพูดคำนี้ออกไป ซึ่งคนขับก็คงเข้าใจได้ว่าเราคงหมายถึง วัดอาม่า น่ะ จริง ๆ แล้ว“อาหม่าเกา”
แปลว่าเกาะมาเก๊า แต่เรียกกันไปเรียกกันมาเลยเพี้ยนเป็น “มาเก๊า” อย่างทุกวันนี้ ประวัติของคำว่า
อาหม่าเกาก็คือ สาวชาวฟูเจียนที่ชื่อ หลิงม่า อาศัยเดินทางมากับเรือประมง ช่วงที่เดินทางก็เกิด
พายุใหญ่ ทำให้เรือประมงหลายลำจมลง แต่เรือที่หลิงม่าโดยสารมากลับไม่เป็นไร และมาถึงฝั่ง
โดยปลอดภัย เมื่อถึงฝั่งเธอก็หายตัวไป และไม่มีใครได้พบเห็นเธออีกเลย ชาวมาเก๊าจึงเชื่อว่า
เธอคือเทพธิดาแห่งท้องทะเล และเรียกเกาะแห่งนี้ว่า “อาหม่าเกา”




พอไปถึงเราเรามุ่งที่ไปที่สิงโตหน้าวัดกันก่อน กะว่าจะหมุนลูกแก้วในปากของสิงโตเพื่อ
ความเป็นสิริมงคล พอล้วงมือเข้าไปเท่านั้นแหล่ะ อะ อะ อะ อ๊าววว ลูกแก้วมันหายไปไหนฟระ
หรือว่าสิงโตกินลูกแก้วไปแล้ว ทำไมมันไม่มี ... พวกเราเลยอดหมุนลูกแก้วเลย แต่ความ
พยายามของพวกเราก็ไม่ลดละ เราไปก็หมุนลูกแก้วจากปากสิงโตที่อยู่ด้านในวัดแทน 555
เอาน่าได้หมุนเหมียนกัน ถ่ายรูปจนเป็นที่พอใจซักเรา ก็มุ่งหน้าไปยังจุดมุ่งหมายต่อไป
นั่นคือ เกาะโคโลอาน ... ในใจก็ท่องถึงทาร์ตไข่แล้ว ทาร์ตไข่ ทาร์ตไข่ ทาร์ตไข่ …
ตามโพยที่ทำมา เราต้องขึ้นสาย 26 จากป้ายเดิม แล้วนั่งไปจนสุดสาย พนักงานขับรถเมล์
ของมาเก๊านี่ก็ไม่ธรรมดานะ มาขับรถเขียวบ้านเราได้สบาย


ประมาณครึ่งชั่วโมงเราก็มาถึงที่โคโลอาน ลงรถปุ๊บ มองไปฝั่งตรงข้าม เย้ ๆ ป้าย
Lord Stow's นี่นา ไม่พูดพร่ำทำเพลง ตรงดิ่งเข้าไปที่ร้านเลย ร้านก็ไม่ได้ใหญ่โตอะไร
แต่บรรยากาศภายในร้านก็น่ารัก พนักงานหญิงรุ่นใหญ่ที่มารับออร์เดอร์พวกเราพูดภาษา
อังกฤษไม่ได้ คุณแคทก็พยายามจะถามว่าไอ้เมนูนี้มันต่างจากเมนูนี้ยังไง เค้าก็พยายาม
จะอธิบายแต่เราก็ไม่เข้าใจอยู่ดี เค้าหายไปซักพักแล้วไปหยิบตัวอย่างมาให้ดู น่ารักจริง ..
จริง ๆ แล้วในร้านก็มีพนักงานที่พูดอังกฤษได้อยู่ แต่จังหวะนั้นเค้าหายไปไหนไม่รู้
มาอีกทีตอนพวกเราจะทานกันเสร็จแล้ว พวกเราสั่งทาร์ตไข่คนละ 1 ชิ้น น้ำคนละ 1 แก้ว
สั่งเยอะไม่ไหวไอ้ที่ทานไปตอนเช้ามันยังไม่ได้ย่อยไปซักเท่าไหร่เลย สำหรับเราสั่งเป็น
น้ำชามะนาว ชามะนาวที่นี่รสชาติไม่เหมือนชามะนาวบ้านเรานะ ของเค้าจะเป็นชาที่เอา
มะนาวฝานใส่ไป รอให้มันเปรี้ยวเอง ของบ้านเรานี่บีบมะนาวลงไปในชา บอกไม่ถูก
เหมือนกันว่าอะไรมันอร่อยกว่ากัน แห่ะ ๆ สำหรับค่าเสียหายก็ ทาร์ตไข่ 7 เหรียญ
ชามะนาว 12 เหรียญ อิ่มหนำสมใจอยากกันแล้วเราก็จะไปตามรอยเจ้าหญิงวุ่นวาย
เจ้าชายเย็นชากัน …..ไม่ได้ดูกะเค้าหรอก แต่เลียนแบบโปรแกรมทัวร์มาน่ะ 555



วิธีไปก็ไม่อยาก เดินตามป้ายที่ชี้ไป โบสถ์ St.Francis รับรองไม่มีหลง เราเดินมาจน
ถึงโบสถ์แล้ว ตามโปรแกรมเราต้องแวะทานข้าวที่นี่ แต่พวกเรายังไม่หิวเนื่องจากเพิ่งฟาด
ทาร์ตไข่กันไปหมาด ๆ เลยเดินเล่นไปเรื่อย ๆ แถวนั้น ไปหยุดตรงสวนสาธารณะซึ่งมี
อุปกรณ์ออกกำลังกายแนวๆ ให้เราเล่นกันอยู่ซักพัก เอาฟะ...เผาผลาญกันซักหน่อยจะ
ได้หิวไว ๆ อิอิ



... เดินไปถ่ายรูปเล่นไป ไม่รู้จะทำไรแล้วก็เลยเดินกลับมาหน้าที่หน้าโบสถ์ St.Francis
และถ่ายรูปอีกซักรอบ ก่อนจะเข้าไปจับจองที่นั่งทานอาหารที่ร้าน Nga Tim Café
เปิดเมนูอ่านชื่ออาหารแล้วแบบว่าแต่ละอย่างอลังการงานสร้างมาก ๆ พวกเรา 6 คน ก็สั่ง
อาหารต่าง ๆ กันไป เพื่อที่จะได้ทานหลาย ๆ อย่าง พี่ตั้มสั่งเมนูพอร์คช้อป แต่สภาพที่ได้มา
มันเหมือนเนื้อวัวมาก ๆ เลยเกิดการถกเถียงกันยกใหญ่ว่ามันเนื้อวัวหรือเนื้อหมูกันแน่หรอ
แต่ก็ได้ข้อสรุปและลงมติกันว่า เนื้อหมูจ้า ... สำหรับเราเองก็สั่งเมนูสเต็คเนื้อ รสชาติดีค่ะ
สมกับเป็นร้านแนะนำ ราคาอาหารก็ 60 HKD Up ซะส่วนใหญ่ แต่ปริมาณอาหารที่ให้นั้น
ไม่น้อยเลยทีเดียว



เสร็จภารกิจพิชิตอาหาร เราก็เดินย้อนกันกลับไปทางเดิม เพื่อหารถเมล์ไปที่เซนาโด้แสควร์
แต่ด้วยที่จำได้ไม่ว่าขึ้นรถสายอะไร พอเจอคุณพี่ตำรวจ เราก็เลยบอกว่า Senado Square
พร้อมกับกางแผนที่ เค้าก็ทำหน้างง ๆ เราก็เลยบอกว่า “ซานหม่าโหล” เค้าก็ร้องอ๋อ ทันที
พร้อมกับดูแผนที่กับสายรถเมล์ให้เรา หาอยู่นานทีเดียว ใช้ความพยายามมาก ๆ และแล้ว
เค้าก็บอกเราว่าให้นั่งสาย 26A ตรงป้ายที่เราลงตอนแรกได้เลย เราก็ขอบคุณเค้าพร้อมเดิน
ไปที่ป้ายรถเมล์ ... มีแฟนต้าขวดใหญ่อยู่ตรงป้ายรถเมล์ เลยแชะภาพซักหน่อย
และแล้วรถก็มาพอดี



ลงที่ป้ายรถเมล์แถวเซนาโด้ สแควร์ เจ๊อะกะร้าน Sasa หุหุ งานนี้ไม่มีพลาดเข้าไปเลือก
ไปช้อปปิ้งลิปสติคกะน้ำหอมกันยกใหญ่ เราได้น้ำหอม Tester มา 2 ขวด และลิปมันอีก
4 แท่งเอามาฝากคนอื่น ไม่ได้ซื้อให้ตัวเองเลย ลืมคิดไป กลับมาบ้านได้แต่เซ็งตัวเอง
เป็นงี้ทุกทีเลยเรา .. หลังจากเลือกซื้อกันเสร็จ ก็โผล่หน้าออกมาดูแดด ... โฮ่ แสงอาทิตย์
จะไม่เหลือแล้นนนน รีบเดินจ้ำอ้าวไปเซนาโด้ในทันที




เรามาถึงเซนาโด้ ในเวลายามเย็น พระอาทิตย์จะอัสดง ถ่ายรูปตรงด้านหน้าซักแชะสองแชะ
แล้วรีบเดินไปทางซากประตูโบสถ์เซนต์ปอลล์ เพราะกลัวว่าพระอาทิตย์จะตกดินจนไม่มีแสง
ซะก่อน ถ้าไม่แสงก็จบเห่ เพราะพวกเราไม่ได้เอาขาตั้งกล้องมากัน ถ่ายไปก็เบลอแน่ ๆ ...
แต่ยิ่งรีบเหมือนยิ่งโดนฟ้ากลั่นแกล้ง เราเดินไปผิดทางซะงั้น 5555 ต้องเดินย้อนกลับมาใหม่
รีบเดินขาแทบขวิด ไปถึงโบสถ์เซนต์ปอลล์ตอนแสงแดดลับขอบฟ้าไปซะแล้ว พวกเราเลยนั่ง
ตากลม ถ่ายรูปเล่นอยู่แถวนั้น มีรายการทีวีมาถ่ายทำด้วยล่ะ ไม่รู้มีพวกเราติดกล้องไปบ้าง
หรือเปล่า จะดังก็คราวนี้แหล่ะ ฮ่า ๆ



แล้วพวกเราก็ได้เวลาช้อปปิ้ง ผลัดกันไปเดินช้อป เริ่มที่ช้อปของฝากกันก่อน รื่นเริงบันเทิงใจ
กับการชิมของฝากกันมากมาย เราได้หมูแผ่นมา 2 เช็ต ไม่ว่าจะซื้อมากเท่าไหร่ มันก็หมด
ภายในพริบตาอยู่ดี เพราะงั้นไม่ต้องซื้อเยอะหรอก เปลือง หุหุ ...แล้วก็เป็นดังคาด เอาวางไว้
ที่บ้านมันหมดภายใน 1 วัน ซื้อของฝากเสร็จก็เดินมาสบทบกะพี่อุ๊ พี่ตั้ม เพราะพัช นัท แคท
ยังเลือกซื้อของอยู่ และแล้วเราก็ขยับไปนั่งด้านหน้าโบสถ์เซนดอมินิก ระหว่างรอเพื่อน ๆ
เลยเดินเซอร์เวย์ ตาก็แว๊บไปเห็นคนมุงร้านรถเข็น แหม่ คนเยอะทีเดียวต้องมีอะไรเด็ด ๆ
แน่เลย ปรากฎว่าเป็นร้านขายลูกชิ้นอีกแว๊ว เลยก็ซื้อมาชิม พลาดไม่ได้คือ ปลาหมึกกรอบ ...
อร่อยทีเดียว น้ำจิ้มที่ใช้ราดอร่อยว่าที่ฮ่องกงอีกอะ แล้วพี่อุ๊ก็แว๊บไปช้อปอะไรก็ไม่รู้
เราเลยชวนแคทไปดู Giordano นัทกะพัชและพี่ตั้มก็นั่งอยู่ด้วยกัน ผลัดกันเฝ้าของ
สำหรับพี่ตั้มได้เบียร์แล้วก็นั่งดูสาวๆ ไปเรื่อย ๆ ชีวิตก็มีความสุขแล้ว ไม่ต้องช้อปปิ้ง
หรอก ฮ่า ๆ พอเสร็จจาก Giordano ซึ่งเราไม่ได้อะไรติดไม้ติดมือมาเลย ก็มานั่งจุ้มปุ๊ก
เฝ้าของต่อ พัช แคท และพี่อุ๊ ก็ไปร้าน sasa ช้อปปิ้งต่อ จะเรียกว่าแตะมือกันช้อปปิ้งเลย
ก็ว่าได้ … เห็นหายไปนานเราเลยเดินไปตาม แต่...ก็ไปหลงอยู่ในร้านจนได้ จนได้น้ำหอม
CK Contracdition มาขวดนึง ตกพันกว่าบาทเองอะ ถูก หอมมากด้วย อยู่กันในนั้น
จนนัทต้องเดินมาตามอีกคน ..ฮ่า ๆ กลับแล้วก็ได้จ้า


และเป้าหมายสุดท้ายของวันนี้ ร้านบะหมี่ชื่อดังแห่งเซนาโด้ ร้าน Wong Chi Kei
แต่ด้วยความที่เราไม่รู้ว่ามันอยู่ตรงไหนของเซนาโด้ และขี้เกียจเดินหาแล้ว นัทกับแคทเลย
ไปถาม จนท ของโบสถ์เซนต์ดอมินิก จนท ก็น่ารักมาก ๆ บอกว่าอยู่ถัดไปไม่กี่บล็อคนี่เอง
แถมบอกว่ายินดีให้ข้อมูลมาก ๆ อะไรเทือกนี้แหล่ะ จำไม่ค่อยได้แล้ว จากนั้นเราก็ขอตัว
เดินไปก่อน และให้นัท พี่อุ๊ พี่ตั้มตามไป



มาถึงร้าน ขึ้นไปที่ชั้นสอง สั่งบะหมี่เกี๊ยวกุ้งน้ำ กะชามะนาว (อีกแล้ว) ที่นี่มีพริกให้ใส่ด้วย
ชอบ ๆ ไม่จืดชืดดี บะหมี่อร่อยสมคำร่ำลือจริงๆ เลยเชียว คือหน้าตามันไม่ได้บ่งบอกเลยนะ
ว่าจะอร่อย แต่มันก็อร่อย ติดใจเลยอะ ถ้าได้ไปก็คงจะต้องไปกินอีกแน่นอน ...
เมนูที่แปลกสุดก็เป็นของแคท บะหมี่ขาหมู ไม่ได้ชิมว่าอร่อยมั๊ย แต่ก็คาดว่าน่าจะอร่อย



อิ่มหมีพลีมันกันแล้ว ก็มุ่งหน้ากลับโรงแรม จริง ๆ แล้วว่าจะไปถ่ายรูปที่หน้าลิสบัว
แต่เมื่อยขาแล้วอะ เดินไม่ไหว เลยกลับกันดีกว่า เดินตามหาป้ายรถเมล์ไปเรื่อย ๆ
ไกลเหมือนกัน นั่งรอรถเมล์ซักพักรถเมล์ก็มา จำไม่ได้แล้วว่าสายอะไร (สาย 3 รึป่าวก็ไม่รู้)
ขึ้นรถเมล์ปุ๊บ วิ่งมาได้ 1 ป้าย เรามองออกไปทางหน้าต่าง อ้าว....นี่มันลิสบัวนี่หว่า ...
โง่อีกแล้วตรู อีกนิดเดียวก็ถึงแล้ว รู้งี้เดินมาถ่ายซะหน่อยดีกว่า 555 แต่กว่าจะรู้ก็สายไปแล้ว
คราวที่แล้วก็ไม่ได้มาถ่าย ...เอาน่าไว้คราวหน้าไปใหม่ (ปลอบใจตัวเองไว้ก่อน)
คราวนี้ถ่ายรูปเบลอ ๆ ไปก่อนแล้วกัน



รถเมล์ไม่ผ่านหน้าโรงแรม แต่ผ่านถนนด้านหลังโรงแรม เราต้องเดินต่อไปอีกหน่อย
ไม่ไกลมาก แต่ตรงป้ายที่เราลง จะตรงข้ามกับดอกบัวทองคำพอดีเลย อันนี้ไม่ได้อยู่
ในแพลน แต่เป็นของแถม เลยข้ามถนนไปแชะภาพซักนิด แล้วค่อยกลับโรงแรม




ขึ้นห้อง ก็ไปโซ้ยมาม่าอีก 555 แบบว่าต้องการรสชาติไทย ๆ ให้มันฉีดเข้าเส้นบ้าง
กินรสชาติจืด ๆ มาทั้งวันแล้ว หลังจากกินไป 1 กระป๋องก็นอนหลับพักผ่อน .... คืนนี้
ได้พักจริง ๆ เพราะย้ายห้องมานอนกับพัช และแคท ปล่อยให้นัทนอนคนเดียวไปก่อน
แบบว่าไม่ไหวแล้วถ้าอดนอนอีกคืนเดี้ยงแน่ สภาพห้องก็โอเค ไม่เล็ก เตียงใหญ่พอที่แคท
และพัชจะนอนด้วยกันได้ มีชา กาน้ำร้อน ไดร์เป่าผม อุปกรณ์ครบครัน ..ลงไปแช่น้ำให้
กล้ามเนื้อผ่อนคลาย อาบน้ำ แปรงฟัน เสร็จแล้วล้มตัวลงนอน หัวถึงหมอนก็หลับแล้ว..
และแล้วคืนนี้ก็นอนหลับอย่างมีความสุข .... ราตรีสวัสดิ์


โปรแกรมการเดินทางวันที่ 3 HK-Macau

8.00 หาอาหารเช้าทานแถวที่พัก
8.30 Check out and go to turbo jet
10.00 ถึงท่าเรือ รอเรือ พร้อมเดินทางเดินทางสู่มาเก๊า
11.00 ถึง Macau ต่อรถ Shuttle bus ของ casa real ไปยังโรงแรม
11.30 ถึงโรงแรม Check in
12.00 วัดอาม่า
13.30 หมู่บ้านโคโลอาน
-ทาร์ตไข่ Lord Stow's Bakery
-St.Francis Xavier ตามรอย Princess Hour
16.00 เซนาโด้ สแควร์ โบสถ์ เซนต์ปอลล์
19.00 ทานข้าวเย็นที่ร้านบะหมี่ Wong Chi Kei ใน senado square
- ถ่ายรูปตอนกลางคืนโรงแรมลิสบัว


หมายเหตุ เวลาจริงเลทกว่าในแพลนประมาณ 3 ชั่วโมง



Free TextEditor



Create Date : 02 กุมภาพันธ์ 2552
Last Update : 22 เมษายน 2553 0:41:04 น.
Counter : 294 Pageviews.

2 comment
เดิน...จนขาลาก กับทริปฮ่องกง-มาเก๊า ตอนที่ 2
07.30 เสียงปลุกจากมือถือดัง ... โอย ยางไม่ได้นอนเลยโฟ้ย T_T ต้องตื่นซะแล้ว
ในฐานะหัวหน้าคณะทัวร์ต้องทำตัวให้เป็นแบบอย่าง ตื่นตามเวลาโปรแกรมจะได้ไม่รวน
อยู่บ้าน หรือไม่ไปทำงานยังไม่ตื่นเช้าขนาดนี้เล้ย ให้ตายเหอะ .. ลุกไปเคาะอีก 2 ห้อง
ให้ตื่นเตรียมตัว แล้วตัวเองก็มาอาบน้ำ สระผม เป่าผม แต่งหน้า เรียบร้อย .. แต่อีก 2 สาว
ยังแต่งตัวไม่เสร็จ ช้าตามระเบียบจริงๆ เล้ย ... พอทุกคนพร้อม ก็ได้เวลาอาหารเช้า
เมื่อคืนเล็งร้าน Eat Together ที่อยู่ใกล้ๆ โรงแรมเอาไว้แล้ว ว่าจะต้องมาทานที่นี่
เลยตรงดิ่งเดินเข้าร้าน เปิดดูเมนู .. อู้ฮู อาหารหลากหลาย แต่ละคนก็เลือกทานต่างๆ กันไป
เพื่อที่จะได้ทานหลายๆ อย่าง เราเลือกเมนูหมูอะไรซักอย่าง จำชื่อมันไม่ได้ แต่รู้ว่าหน้าตา
น่าทาน เป็นอาหารที่เป็นกับไม่ได้เสิร์ฟพร้อมข้าว แต่ไม่เป็นปัญหา เพื่อนๆ คนอื่นมีข้าว
เดี๋ยวเราไปเอาของเค้ามาทานก๊ะได้ เพราะให้ข้าวเยอะมากกกก เพื่อนทานไม่หมดร๊อก ..อิอิ

Eat together

แล้วอาหารของทุกคนก็มา ละลานตาไปหมด อาหารอร่อยแทบทุกอย่าง แถมอิ่มมาก เพราะ
แต่ละจานอาหารให้เยอะจนคนทานเยอะอย่างเรายังทานไม่ไหวอะ .. ชอบอาหารของฮ่องกงตรง
ที่ให้เยอะ โดยที่ไม่ต้องสั่งพิเศษนี่แหล่ะ สำหรับ Eat Together อาหารสมกะราคาอย่างยิ่ง
อร่อย เยอะ และไม่แพง .. ดูจากรูปได้ เป็นเครื่องการันตีได้เป็นอย่างดี
หลังจากเสร็จอาหารมื้อแรกของวัน เราก็จับ MTR ไปสถานี Diamond Hill เพื่อไปสวน
Nan Lian Garden และ Chi Lin Temple (วัดนางชี) สำหรับสถานี้ให้เดินออกทาง Exit B
ก่อนจะออกจากสถานนี แว๊บไปเห็นร้าน Maxim ซึ่งเป็นร้านขาย Bakery ที่อยู่ตามสถานี MTR
เล็งเอาไว้ตั้งแต่มาเยือนฮ่องกงคราวก่อนว่าเค้กหน้าตาน่ายัดลงกระเพาะ แถมราคาก็ไม่แพงเท่าไหร่
ชวนแคท พี่อุ๊ พัช ไปชะโงกหน้าดู เห็นป้ายภาษาจีน ที่อ่านไม่ออก แต่พอเดาได้ว่า ซื้อ 4 แถม 1
โฮ่...ไมมันถูกงี้เนี่ย ยืนน้ำลายไหลยืดกะแคทอยู่ 2 คน พุดดิ้งมะม่วง พุดดิ้งมะม่วง พุดดิ้งมะม่วง
อยากกินนนนน...ตกลงใจหุ้นกันกะแคทซื้อเค้ก 4 ชิ้น จ่ายในราคา 3 ชิ้น เบ็ดเสร็จจ่ายไปประมาณ
ชิ้นละ 55 บาท ไทย ถูกกว่าเมืองไทยเกือบครึ่ง แถมทางร้านใส่ Package ผูกโบว์อย่างดี
ไว้คราวหน้าถ้ามาฮ่องกงอีก ไม่พลาดแน่

Bakery Maxim

หลังจากช้อปปิ้ง Bakery เสร็จ เราก็ออกมาทาง Exit B แล้วข้ามถนน และเดินไปทางซ้ายมือ
แถวๆ สามแยก ก็จะมีประตูไม้ให้เราเข้าไปใน Nan Lian Garden ที่สวนนี้เป็นเหมือน
สวนสาธารณะ แต่ไม่ใช่สวนสาธารณะ เอ๊ะ .... งงมั๊ย ที่นี่เป็นสวนแต่ไม่ให้นำน้ำ นำอาหาร
เข้าไป แถมห้ามนั่งที่พื้น ห้ามวางของที่พื้น โอ้...กฎเยอะทีเดียว ไฮไลท์เด่นๆ ของสวนนี้ก็อยู่ที่
อาคารกลางน้ำ ที่เหมือนปราสาทญี่ปุ่น ไม่รู้ว่าเค้าเรียกว่าอะไรอะดูเอาจากรูปละกันเนอะ
ที่สวนนี้สามารถเดินทะลุไปยังวัดนางชีได้ โดยขึ้นทางเชื่อมลอยฟ้า .. เรียกซะหรูเชียะ
แต่มานก็ลอยฟ้าจริงๆ อะ

Nan Lian Garden
Nan Lian Garden

เข้ามาถึงวัดนางชี ก็เดินเล่นรอบวัด 1 รอบ ไว้พระ สำรวจพระ พระพุทธรูปที่นี่สวยจริงๆ
ใครได้มาก็คงต้องบอกอย่างนั้น อีกทั้งวัดนางชีเป็นวัดที่สงบมากๆ แถมลมเย็นอีกต่างหาก
สำหรับที่นี่เคยมาแล้วเมื่อครั้งที่แล้ว ก็เลยไม่ค่อยอะไรมากนัก ปล่อยเพื่อนๆ เก็บรายละเอียดไปเรื่อยๆ

Chi Lin Temple

เสร็จจากที่นี่เราแวะทาน Bakery แถวที่นั่งริมทาง Enjoy Eating กันมาก สำหรับเค้ก 4 ชิ้น
ประกอบไปด้วย Mango Pudding, Mango Chocolate Dessert, Baked Cheese Cake
และ Tiramisu อยากบอกว่าเค้กอร่อยทุกอย่าง ที่อร่อยน้อยที่สุดคือ มะม่วงช็อคโกแลต ที่อร่อยมาก
คือ พุดดิ้งมะม่วง และชีสเค้ก ไม่เสียแรงที่ใฝ่ฝันถึงพุดดิ้งมะม่วง คริ คริ สมหวังซักทีเรา

Bakery Maxim

สวาปามกันเสร็จก็ขึ้น MTR ไปสถานี Wong Tai Sin หรือ หวังตาเซียนนั่นเอง นั่งไปแค่สถานีเดียว
เดินออกทางออก B3 เดินผ่านหน้าประตูวัดไป ... แม่เจ้า อีกแว๊ววววว ... มหาชนล้นหลาม
ผิดจากที่มาคราวก่อน คราวนี้สูดควันธูปกันไปเต็มๆ ด้วยเหตุที่เป็นวันเสาร์ ทัวร์ลงเยอะ
พวกเราเลยหลีกเลี่ยงมะเร็งควันธูป เดินเลี่ยงไปทางสวนเพื่อนั่งพักตากลม ผึ่งพุงที่เพิ่งอิ่มไปหมาดๆ
ระหว่างพักเพื่อนๆ ก็ถ่ายรูปเล่นกันสบายใจเฉิบ ได้รูปสวยหล่อไปตามๆ กัน

Wong tai sin Temple
Wong tai sin Temple

Next Station Central ราวเที่ยงกว่าเกือบบ่ายโมง เรามาถึงสถานีเซ็นทรัล เพื่อจะต่อรถสาย 15
ไปยัง Peak ... ให้ตายเหอะ ไอ้สถานีนี้เนี๊ยะ มาทีไร..เป็นหลงทุกที คราวก่อนก็หลง คราวนี้ก็หลง
จับทิศ จับทางไม่ถูกเล้ย โผล่มาทาง Exit A ตามโพยต้องเดินไปแถวท่าเรือ ... อ้าวแล้วท่าเรือ
มันไปทางไหนฟระ เง็ง .. คราวนี้เลยต้องเพิ่งล่ามสาว ไปถามสาวฮ่องกง ว่าจะต้องไปทางใด
สาวเจ้าก็สปีคกลับมา แล้วก็ว่าเดินทะลุตึกด้านหน้า (Exchange Square) ไปแล้วเดินไปเรื่อยๆ
ก็จะถึงท่าเรือนะ ... ตอนแรกก็ไม่รู้หรอกว่าไอ้ตึกที่เค้าบอกมันคือ Exchange Square เดินจนทะลุ
ตึกไปนั่นแหล่ะ เพิ่งคิดได้ว่า เราจะขึ้นสาย 15 (รถเมล์วิ่งขึ้นไปถึง Peak Galleria) นี่หว่า
ไม่ใช่สาย 15C (วิ่งไปถึง Peak Tram) เลยต้องเดินย้อนกลับไปที่ตึก Exchange Square
โง่อีกแล้วตู -_-‘ ที่ต้องขึ้นสาย 15 เพราะอยากให้เพื่อนๆ ได้เห็นวิวหลายแบบทั้งจากรถรางและ
รถเมล์ .. เข้าไปต่อคิวยืนรอสาย 15 ซักพักก็มา พอรถมาพวกเราก็เดินขึ้นไปนั่งที่ชั้น 2 กัน
ชมวิวกันไปเรื่อย ประมาณ 45 นาที ก็ถึง Peak Galleria




พอมาถึง ทุกคนต่างหิวโซ แต่ก็ยังลากสังขารขึ้นไปถ่ายรูปกันก่อน กลัวคนอื่นเค้าไม่รู้ว่าเรามาถึง
แล้ว อิอิ ...ที่นี่ลมแรงมากๆ เวลาที่เราไปไม่หนาวเท่าไหร่ แต่ก็ลมแรง ถ่ายรูปกันพอเป็นพิธีเสร็จแล้ว
ก็ไปหาอะไรทานกันที่ The Peak Tower

Peak Galleria The Peak
Peak Galleria The Peak

แล้วร้านที่เราเลือกทานก็คือ ร้าน Hong Kong Day เพราะหวังว่าจะกินอาหารพื้นเมืองของฮ่องกง
นั่นเอง ....แต่แล้วก็มาดูหน้าตาอาหารพื้นเมืองของฮ่องกงกันดีกว่า ฮ่า ๆ

Hong Kong Day

ข้าวหน้าแฮมไข่, มาม่าหน้าแฮมไข่ พื้นเมืองม๊ากกกกก รสชาติอาหารใช้ได้ทีเดียว อร่อยดี
ของเราสั่งข้าวหน้า Porkshop หน้าตาแปลกๆ แต่ก็อร่อย จานนี้ 38 HKD น้ำไม่สั่ง
ขอน้ำเปล่าจากร้านฟรี!! ไม่คิดตัง อ้อ ต้องบอกเค้าด้วยนะว่า Ice Water ไม่งั้นอาจได้น้ำร้อน
มาแทน

ระหว่างรออาหาร ก็แว๊บมาถ่ายรูปกับบรู๊ซลีซะหน่อย ..ที่พิพิธภัณฑ์มาดามทูโชไม่ได้เข้าไปหรอก
แค่ขอมาแนบชิดบรู๊ซลี เฉย ๆ น่ะ

Peak Tram

กว่าจะรับทานเสร็จก็บ่าย 3 กว่าๆ แล้ว พี่อุ๊ก็อยากรับทานไอติม ที่ร้านค้าด้านนอก
สนอง need แกหน่อย ปล่อยให้ไปกินไอติม เห็นว่าแค่ 7HKD เพราะเค้าติดป้ายไว้ที่โคน
เลยไปสั่งมาคนละ 1 คน กะเจ้าพัช คนขายบอก 39 HKD จ้ะ ค่าโคนน่ะ 7HKD แต่ไอติมน่ะ
32HKD ตะหากล่ะจ้ะ .... โอ้ ไอติมโคนละ 176 บาท ... ยัง เท่านั้นมันยังไม่ควรค่าพอแก่
การจดจำ หลังจากที่ซื้อไอติมเสร็จเราก็ไปต่อคิวเพื่อขึ้น tram รอคิวไม่นาน เรา พี่ตั้ม นัท แคท
ก็แปะบัตรปลาหมึกติ๊ด ๆ เพื่อไปรอ tram พอถึงคิวพัชและพี่อุ๊ จนท บอกให้กินไอติมให้หมดก่อน
ในขณะที่พวกเราไปยืนรอ tram ที่กำลังจะมากันเรียบร้อยแล้ว ทำให้สองสาวต้องรีบโซ้ยไอติม
ให้เร็วที่สุด ใครเคยดื่มน้ำเย็นๆ ในเวลารวดเร็วก็คงรู้นะ ว่ามันจี๊ดขึ้นสมองแค่ไหน ...
สงสัยสองสาวเค้ายังหนาวไม่พออะ 555 และพวกเค้าก็ไม่ธรรมดากินกันหมดตอนที่ tram มา
พอดิบพอดี โชคดีไป

ลงจาก tram เราก็จับรถสาย 15C เพื่อจะไป Exchange Square เพราะตามแพลนเราต้องไป
ต่อที่ Repulse Bay แต่เวลาในตอนนั้นบ่าย 3 กว่าแล้ว กว่าเราจะกลับไปขึ้นรถ กว่าจะเดินทาง
และกว่าจะเดินไปถึงเจ้าแม่กวนอิม ก็คงจะเย็นมาก ประกอบกับทุกคนต่างก็ปวดเท้า
เดินไม่ค่อยไหวกัน เลยตัดสินใจตัดโปรแกรมนี้ทิ้ง แล้วไปต่อที่ Tsim Sha Tsui กันเลย
นั่งรถสาย 15C ไปลงที่ Pier 7 ซึ่งเป็นท่าเรือไปฝั่ง Tsim Sha Tsui พอดี ใช้เวลาข้ามเรือ
ประมาณ 10 นาทีเอง รวดเร็วมากๆ

Pier7

เนื่องจากมีเวลาเหลือเฟือ ก่อนที่จะไป Avenue of Stars และดู Symphony of Light เลย
กะว่าจะไปเดินเล่นที่มงก๊กกันก่อน เดินไปเดินมา หลงอีกแระ ไม่รู้จะเดินยังไงให้ไปถึง มงก๊ก
ดูจากแผนที่ MTR เลยรู้ว่ามันต้องไปอีก 3 สถานี ถ้าเดินก็คงไกล เลยตัดสินใจว่านั่งเล่นมันอยู่แถว
Avenue of Stars นี่แหล่ะ ดู SOL เสร็จแล้วค่อยไปมงก๊ก เดินไปตามป้ายบอกทางไป
Av. of Star ป่าน outlet ของ Esprit อดใจไม่ไหวเลยต้องแวะเข้าไปดู ... อือ ไม่โดนเลยอะ
มีแต่เสื้อผ้าหน้าหนาว ซื้อไปแล้วคงเอาไปใส่เมืองไทยไม่ไหวอะ ร้อนตับแล่บ เดินทางต่อดีกว่า

Harbour City

พวกเราเดินทะลุห้าง New World Center ตอนที่เดินไปก็มีโชว์ปีสกอต นำโดยตาฝรั่งกะลูกคณะ
ชาวฮ่องกง และแชะภาพมาซักที ภายในห้างก็มีการตกแต่งต้อนรับตรุษจีน ซึ่งก็พลาดไม่ได้ที่
พวกเราจะชักแถวถ่ายภาพกัน (อีกแล้ว) เดินตามป้าย Av. Of Stars มาเรื่อยๆ ก็มาโผล่ตรง
เป้าหมาย

New World Center

หาที่นั่งเล่นระหว่างรอ SOL พี่ตั้มก็นั่งจิบเบียร์ “ชิงเต่า” (Chingtao) ซึ่งเป็นเบียร์จีน ราคาพอ ๆ
กะน้ำเปล่าเลย ส่วนเราก็ไปนั่งทานกาแฟ อากาศตรงนั้นเย็นมากๆ เย็นเพราะลมโกรกรุนแรงมาก
ผมเผิมนี่ปลิวว่อนไปหมด ไหนจะหนาว ไหนจะลม นั่งไปซักพัก เพื่อนนัทเลยไปหาซื้อปลาหมึกมากิน
อร่อยดี ปลาหมึกหนา ๆ หนุ่ม ๆ ตัวละประมาณ 20-25 HKD นี่ละจำไม่ได้ แล้วเราก็ไปเดินถ่าย
รูปเล่น ให้ไกลจากจุดที่นั่งอยู่ เพราะชัยภูมิไม่ค่อยดี พระวายุตีแสกหน้าตลอดเวลา เลยเดินไปซักพัก
ก็มีลมน้อยลง ค่อยยางชั่วหน่อย แถวนี้คงเป็นที่อับสัญญาณแรงลม

Avenue Of Stars
Avenue Of Stars

... และแล้วพวกเราก็เจอฝ่ามือเฉินลง ก็ต้องเก็บรูปกันไว้เป็นที่ระลึก เดินมาระหว่างทางก็มีประชาชน
ชาวฮ่องกง เปิดแสดงคอนเสิร์ตเป็นจุดๆ เจ๊อุ๊คงรู้สึกหนาวและอยากคลายหนาว เลยไปแดนซ์กะ
นักดนตรีฮ่องกงซักพักแล้วพวกเราก็ออกผจญภัยต่อตามเส้นทาง Av. Of Star .. เดินไม่ไกลมาก
เราก็เล็งเห็นที่สิงสถิตย์ของพวกเราแล้ว เลยนั่งจุ้มปุ๊กถ่ายรูปเล่นกันอยู่แถวนั้น

Avenue Of Stars

เวลา 2 ทุ่ม SOL ก็เริ่มยิ่งแสงปิ้วๆ ปิ้วๆ ยิงกันไปมาระหว่างฝั่งฮ่องกงและเกาลูน เรานั่งกันอยู่ที่พื้น
ด้านบนจะเป็นราวกั้นไม่ให้คนออกไปนอกเขตนี้ ซึ่งมีใครไม่รู้มานั่งบนราว ก็เรียกได้ว่าแทบจะนั่ง
ทับหัวเรา มานอาไรกันฟะ คนประเทศนี้ มันไม่มีมารยาทกันซะเลย เลยให้นัทไปนั่งแทนที่เรา 55
เพราะเราต้องใช้สมาธิในการถ่ายรูป ไม่อยากให้ใครมารบกวน ... แสงก็น้อย ขาตั้งกล้องก็ไม่มี
ต้องกลั้นหายใจถ่ายรูป กว่าโชว์จะจบก็เล่นเอาเกือบหมดลม เฮ้อ .....

Symphony of Light

หลังจากนั้นเราก็มุ่งสู่จุดหมายสุดท้ายนั่นคือ “มงก๊ก” เมื่อครั้งที่มาคราวที่แล้ว รู้สึกอึดอัดกะที่นี่มาก
คนมันเยอะ ล้านเจ็ดสิบเอ็ดแสน ยิ่งกว่าสีลมบ้านเรา แบบว่าเป็นโรคกลัวคนเยอะ ที่แคบอะ
มันอึดอัด แต่พี่ตั้มคงชอบเพราะเห็นสาวๆ เยอะ เลยต้องพามาเดิน เดินไปเรื่อยเปื่อย
เจอ Bossini ซึ่งเป็นสาเหตุการมามงก๊กแล้วต้องรีบปรีเข้าไป .. แคทได้กุงเกงสวยๆ มา
แต่เราม่ายได้ไรเลย เสื้อผ้าที่นี่มันไซร์เล็กจังฟระ สู้สิงคโปร์ก็ไม่ได้ เซ็ง ไม่ได้เสียตัง ..
หลังจากออกจากที่นี่เราก็เดินไปตามซอย Lady Market เจอเค้าขายเสื้อ 10 HKD และ 15 HKD
เอาอีกแระ ไม่มีไซร์ช้านนน เซ็งยกกำลัง 2 เลยปล่อยให้พี่อุ๊กะแคทเลือกเสื้อกันไปพลางๆ
สายตาชะแว๊บไปเห็นร้านขายน้ำมะม่วง เลยต้องรีบไปซื้อมาชิม แก้วละ 7 HKD อืมไม่แพงมาก
อร่อยดีด้วย เมืองไทยน่าจะมีบ้าง

Mongkok

แล้วพวกเราก็เดิน lady market ต่ออีกซักพัก เริ่มหิวเลยกลับที่พักกันดีกว่า กลับมาพี่ตั้ม พี่อุ๊ นัท
แคท ก็ไปกินร้านโจ๊กสีม่วง (อีกแล้ว) เรากะพัชเลยขอตัว เพราะอยากโซ้ยมาม่า รสไทยๆ แล้ว
เลยชวนกันไปซื้อปลาหมึกที่เล็งเอาไว้เมื่อคืน มาเป็นกับแกล้มในการกินมาม่า



.... ไม่อยากจะบอกปลาหมึกกะมาม่าต้มย้ำกุ้งนี่มันช่างเข้ากั๊น เข้ากัน อร่อยมั่ก ๆ สนนราคา
สำหรับปลาหมึก ก็ 20HKD กินเสร็จก็แช่น้ำในห้องพัชก่อน แล้วถึงจะไปนอนห้องตัวเอง ... ซึ่งก็
นอนไม่หลับอีกแล้วครับทั่น สาเหตุก็เหมือนเดิม ... ตื่นเช้ามาก็กลายเป็นผีหมีแพนด้าเลย T_T

รออ่านต่อตอน 3 นะจ๊ะ

โปรแกรมทัวร์ Day 2
8.30 ออกเดินทาง แวะหาข้าวเช้ากิน
9.00 ออกเดินทางไป วัดนางชี MTR สถานี Diamond Hill ประตู C1
9.30 ถึงวัดนางชี และ Nan Lian Garden Exit B
10.30 ออกเดินทางไปวัดหวังต้าเชียน Wong tai Sin Exit B3
12.00 ออกเดินทางไป The Peak เปิดถึงเที่ยงคืน
14.30 ออกเดินทางไป Repulse Bay <โปรแกรมนี้ตัดออก>
17.00 เดินเล่นแถว ช้อปปิ้ง ดูผู้คนแถว จิม ซา จุ่ย
19.00 Avenue of star
20.00 symphony of light @ Clock Tower ชั้น 2
20.30 เดินเล่นมกก๊ก และ Langham place
22.00 กลับที่พัก





Create Date : 01 กุมภาพันธ์ 2552
Last Update : 22 เมษายน 2553 0:35:45 น.
Counter : 314 Pageviews.

0 comment
เดิน…จนขาลาก กับทริปฮ่องกง-มาเก๊า ตอนที่ 1



ทริปนี้เกิดขึ้นได้จากโปร 0 บาท ของ Air Asia อีกแล้ว…คงมีหลายคนกระแนะกระแหน
ว่าทำไมมันบินแต่ 0 บาท ตลอดเลยฟะ … อ๊ะ อะ อะ อ๊าวว ก็เราจะจ่ายแพงกว่า ทำไมล่ะทั่น..จริงมั๊ย

เริ่มแรกก็จองของตัวเองกะพัชก่อน ตอนแรกกะไปลุยกัน 2 คนเหมือนเคย ๆ แต่คิดไปคิดมา
อยากได้เพื่อนร่วมทริปเพิ่มอีก ไป 2 คนมันบ่อย ๆ มันก็เหงา เลยไปชวนนัทกับแคทเพิ่ม
ยังดีที่ตั๋ว 0 บาท ในเที่ยวที่เราเลือกยังไม่หมดไป ก็เลยได้สมาชิกเพิ่มขึ้นมาอีก 2 คน


อย่ากระนั้นเลยไหน ๆ ก็ไหน ๆ แล้ว ชวนพี่อุ๊ พี่ตั้ม ก๊วนเที่ยวของเราไปด้วยเลยแล้วกัน
.. แต่กว่าจะได้รับคำคอนเฟิร์มว่าไปด้วย อิทธิฤทธิ์ตั๋ว 0 บาท มันก็หมดเสียแล้ว …
แต่ช้าก่อน...เหมือนฟ้าบันดาลให้พี่อุ๊ พี่ตั้มได้ไป ผจญภัยกะพวกเรา แอร์เอเซีย
ได้ออกโปร 99 บาท ออกมา และมีตั๋วถูกในไฟล์ที่เราต้องการซะด้วย อย่ากระนั้นเลยสอย
มาซะอีก 2 สรุปทริปนี้เลยมีสมาชิกทั้งหมด 6 คน และเราก็ได้รับตำแหน่งหัวหน้าไกด์
หรือที่เพื่อน ๆ พากันตั้งฉายาว่า Chicken Head โดยปริยาย เพราะว่าพาหลงมั่ง พาไปถูกมั่ง
ขนาดว่าเคยไป มาแล้วนะเนี่ย ฮ่า ๆ


เริ่มเรื่องที่วันแรกที่เดินทางเลยแล้วกัน คราวนี้เราออกเดินทางกันวันที่ 16 ม.ค. 51
ด้วยเที่ยวบิน FD 3600 ออกเดินทางสุวรรณภูมิ สู่สนามบินมาเก๊า ในเวลา 7.00 น. ตามกฎที่เรา
ต้องไปเช็คอินล่วงหน้า 2 ชั่วโมง ก่อนเครื่องออก ในวันนั้นเราไปถึงสนามบิน ประมาณ 05.15 น.
พอไปถึงนัท พี่อุ๊ พี่ตั้มก็นั่งรอกันอยู่แล้ว เลยบอกเพื่อนๆ ว่าไป check in กันเลย ที่ Counter Air Asia
พอเดินไปถึงเคาท์เตอร์เท่านั้นแหล่ะ ถึงกับต้องอุทาน ในใจว่า โอ้…แม่เจ้า ประชากรล้นหลามขนาดนี้
ไม่ว่าจะเป็นไฟลท์ inter หรือ domestic คราวนี้ได้วิ่ง สู้ ฟัด เข้าเกทอีกแล้วตู .. แต่เดชะบุญโชคยังดี
ที่เรารอเช็คอินไม่นานนัก ยังพอมีเวลาเหลือให้ทานข้าวเช้า และไม่ต้องวิ่งหน้าตั้งเข้าเกทอีกต่อไป


เช็คอินเสร็จ ผ่านพิธีการ ตม พี่อุ๊ พี่ตั้ม ก็ไปทานอาหารและกาแฟ ที่ cafe nero ส่วนที่เหลือ
อีก 4 ชีวิตก็นั่งทานแซนวิชแฮมชีสที่เราอุตส่าห์ตื่นมาทำเองตั้งแต่ตี 3 ทานกันเสร็จสรรพ ก็ไปรอที่
Gate G1A (โชคดีที่ไม่มีใครทานแล้วท้องเสีย) และแล้วก็ได้เวลาขึ้นเครื่อง คราวนี้เราบินด้วย
เครื่องบินใหม่เอี่ยมอ่อง ที่ Air Asia เพิ่งถอยมาสด ๆ ร้อน ๆ นั่นคือ Airbus A320 200
เครื่องใหม่กิ๊ก สะอาด สะอ้าน ลำใหญ่ จุใจ ...

เหล่าสมาชิกทั้งหลาย ต่างแย่งกันนั่งริมหน้าต่าง ส่วนตัวข้าพเจ้านั้น นั่งไหนก็ได้ เนื่องจากเคยนั่งชมวิว
ริมหน้าต่าง ครั้งเมื่อไปมาเก๊าปีก่อนโน้นมาครั้งนึงแล้ว จึงไม่ Need ที่จะทัศนาวิวทิวทัศน์อีกต่อ
ขอนอนดีกว่า และที่สำคัญ เวลานั่งคนเดียว มักจะมีคนแปลกหน้าอีก 2 คนมานั่งร่วมแถวด้วย
แล้วก็จะเมาท์เมามัน กันถึงปลายทาง ด้วยเหตุฉะนี้ ก็เลยไม่เลือกที่จะนั่งคนเดียวอีกเลย … เข็ด
แอบขำเพื่อนที่นั่งคนเดียว อยู่เหมือนกัน เจอเหตุการณ์แบบที่เราคิดไว้ เป๊ะ …. แหม่ คิดถูกจริงๆ
เลยเรา โส น๊ะ หน้า




10.30 น. ตามเวลามาเก๊า เหล่ากรุ๊ปทัวร์ของเราก็ลงจากเครื่องแบบไม่มีดีเลย์ ไม่ถึงก่อนเวลา
มาเจอด่าน ตม มาเก๊า คราวนี้ท่านพี่ ตม เกิดเฮี้ยบอาไรกันขึ้นมาไม่รู้ สุ่มเช็คกระเป๋านักท่องเที่ยวซะ
ยกใหญ่ เราก็โดนด้วย โทษฐานสวยเกินเหตุ ฮ่า ๆ พี่ทั่นค้นซะทุกจุด ทุกซอก ทุกมุม ไม่เว้นแม้แต่
ช่องเก็บ กกน. เจอของใหญ่เข้าไปเป็นไงล่ะ (เสื้อผ้าชิ้นใหญ่น่ะ อย่าคิดลึก) เสียเวลาไปกว่า 15 นาที
เลยทำให้เราไปขึ้นเรือ Cotai Jet รอบ 11.30 น. ไม่ทันเลย เซ็งสุด ๆ ต้องรอรอบต่อไปคือ 12.00 น.
เสียเวลาจริงๆ แทนที่จะได้เข้าดิสนีย์เร็ว ๆ กลับช้ายิ่งกว่าเดิม


พอออกมาจากสนามบินเราก็หาทางเดินไปยังค่าเรือ Cotai Jet สำหรับวิธีมาท่าเรือก็ไม่ยาก
เดินลัดเลาะแถวๆ สนามบินมาเก๊า ใช้เวลาประมาณ 15 นาที ตามลายแทงที่ได้มาจากเว็บไซต์
//www.knowchinese.com/ ใครอยากได้ลายแทงก็ คลิกที่นี่ ได้เลย มีภาพประกอบ
การเดินทาง รับรองว่าง่ายมั่ก ๆ



สำหรับวันนี้ค่าตั๋วเรือข้ามประเทศก็สนธิราคาที่ 142 HKD ไม่มีรูปตั๋วมาฝากเพราะลืมถ่าย
และยังไม่ได้เอากล้องตัวเองออกจากกระเป๋าด้วย แต่หลังจากที่ซื้อตั๋วเรือเข้ามาแล้วก็ต้อง
นั่งรอเรืออีกครึ่งชั่วโมง เลยควักกล้องมาถ่ายเล่น ถ่ายไปซักพัก เพื่อนถามว่า “ไม่รู้หรอว่าเค้าห้ามถ่ายรูป”
อ้าวว ก็ม่ายรู้อะเด่ะ เลิกถ่ายก๊ะได้ เลยเดินไปเข้าห้องน้ำ เดินกลับมา เพื่อนชายกะลังถูกชายหนุ่มมาเก๊า
แทะโลม ..ไม่ได้ละช้านนนน บังอาจมาก้อร่อก้อติ่ก กิ๊กนัมเบอร์ทู ต้องเข้าไปจัดการซะหน่อย ปรากฎว่า
เค้าเป็นตัวแทนของรัฐบาลมาเก๊า มาสอบถามนักท่องเที่ยวเกี่ยวกับ Budget spending ในเรื่องต่างๆ
ไม่ว่าจะเป็นโรงแรม สถานที่ท่องเที่ยว การซื้อของฝาก ก็เลยช่วยตอบไป ให้เค้าหายข้องใจ สุดท้ายเค้าให้
ของเล็ก ๆ น้อย ๆ ตอบแทนน้ำใจมา เป็นซองอั่งเปา สีแดง ๆ 1 แพค มีทั้งหมด 10 ใบ แหมม...น่าจะแถม
ตังใส่ซองมาให้พร้อมกันด้วยเลยเนอะ ฮ่า ๆ ในรูปก็มีบรรยากาศท่าเรือชั่วคราวของท่าเรือ Cotai Jet
มาให้ดู สำหรับท่าเรือถาวรกะลังสร้างอยู่ ยังไม่เสร็จ ไม่รู้ว่าจะเสร็จเมื่อไหร่ ท่าเรือนี้คนก็ไม่ค่อยเยอะ
เท่าไหร่อะ ที่นั่งเที่ยวที่เราไป เหลือเยอะมาก แล้วเค้าจะคุ้มหรอเนี่ย??



และแล้วเวลาเที่ยงก็มาถึง พวกเรา 6 ชีวิต ก็ทยอยกันลากกระเป๋าและเดินขึ้นเรือ คราวนี้ขอที่
ตรงหน้าต่างเอาไว้ ก็เลยได้นั่งกันเป็นคู่ๆ นั่งเรือไปได้ซักพักก็ทนนั่งต่อไปอีกไม่ไหว
เรือมันกระเด้ง กระดอน ดึ๋ง ดั่ง ชวนอ้วกซะจริง ๆ ดีนะพกลูกอม Smint รสสตอเบอรี่ ที่มันเปรี้ยว ๆ ไป
ไม่งั้นได้ให้อาหารปลาแน่ๆ อมไปเสร็จเลยก็ลุกเดินไปที่นั่งของคนโน้นคนนี้ เพราะขืนนั่งไปต่อก็คงเป็น
อย่างที่บอก คราวก่อนไป Turbo jet ไม่เห็นเปงงี้เลยฟระ ออกจะนุ่มนิ่มหลับสบาย … หรือว่าเราท้องว่าง
มันเลยรู้สึกอย่างงั้นก็ไม่รู้อะ และแล้วเวลา 1 ชั่วโมง แห่งความทรมานก็ได้ผ่านพ้นไป เราก็มาถึงตึก
ชุนตั๊กแว๊ววว ดีใจโคตร

หลังจากผ่านด่าน ตม ฮ่องกงเสร็จแล้วจุดมุ่งหมายแรกที่เราตรงดิ่งไปหาคือ … แท่นแทนแท๊น Yoshinoya
ร้านอาไรชื่อเรียกยากจริง ๆ ร้านนี้ตั้งอยู่บนชั้น 2 ของตึกชุนตั๊ก ถ้าไปไม่ถูกก็ถาม รปภ ที่นั่นก็ได้ ถึงเค้า
จะพูดอังกฤษไม่ได้ แต่เค้าก็ทำภาษามือให้เรารู้ได้ว่าควรจะมุ่งหน้า ไปทางไหน …ไปถึงร้าน ต้องอุทาน
โอ้แม่เจ้า เป็นรอบที่ 2 เจอประชากรฮ่องกงที่สิงอยู่ในร้าน เข้าไปถึงกับมึนตึ๊บ หิวแล้วโว๊ยยย ต้องรอโต๊ะ
อีกหรือนี่ ตาก็แว่บไปเห็น KFC ที่อยู่ตรงข้าม หรือเราจะฝากท้องที่ลุงผู้พันดีหว่า และแล้วก็มีป้าพนักงาน
เดินหาพร้อมสปีคภาษาจีนใส่ พร้อมกับ เดินนำไปทางด้านข้างร้าน ที่มีโต๊ะนั่งว่างอยู่นะ เท่านั้นแหล่ะ
รีบปรี่ตามคุณป้าไปทันที ไม่ต้องง้อ KFC แล้ววุ้ยเรา..

นั่งพิจารณาโบรชัวร์อาหารซักพัก ในที่สุดก็ตัดสินใจเลือกข้าวหน้าเนื้อ ที่เป็นเมนูโจษจันของชาว
pantip.com และ HKFanclub พอไปสั่งอาหารที่เคาท์เตอร์ว่าเอาชุด ข้าวหน้าเนื้อ (ราคา 29.5 HKD)
พนักงานหมวยก็บอกพร้อมกับชี้ไปที่ป้ายหน้าเครื่องคิดเงินว่า เอาแบบโปรโมชั่นมั๊ย มีผักใส่ด้วยนะ
ราคา 28 HKD เอง..โอ้ ถูกกว่าแบบไม่มีผักตั้ง 1.5 HKD ด้วย งั้นเอาอันนี้โลด ชอบอยู่แล้วของลดราคา
เนี่ย ฮี่ๆ .. ส่วนของเพื่อนคนอื่นก็สั่งอย่างที่มีในรูปนั่นแล คอนเฟิร์มว่าของเค้าดีจริงๆ ใครที่ได้ไปฮ่องกง
ไม่ควรพลาด ลองไปชิมซักมื้อ ร้านนี้ไม่ได้มีเฉพาะ ในตึกชุนตั๊กเท่านั้นนะ แต่มีอีกสาขากระจาย
ไปตามที่ต่างๆ ในฮ่องกง



หลังจากอิ่มหนำสำราญ พร้อมเวลาที่เลทจากกำหนดการไปกว่า 1 ชั่วโมง เราก็ได้เคลื่อนย้าย พลพรรคไป
ยัง MTR Sheung Wan วิธีไปสถานีก็ไม่ยาก เดินลงมาตามบันไดเลื่อนเรื่อยๆ จนถึงชั้นล่าง ก็จะมีป้าย
บอกทางไปสถานี sheung wan ก็เดินตามป้ายไปเรื่อยๆ นั่นล่ะ อ้อ …ใช้ลิฟท์ก็ไดนะ เค้ามีลิฟท์ไว้ให้ใช้
สำหรับ เด็ก คนชรา และคนที่ลากกระเป๋าเดินทาง



จาก Sheung wan เราต้องไปต่อรถกันที่สถานี Central เพื่อจะต่อรถสายสีแดงไปยัง Yau Ma Tei
อันเป็นสถานที่ตั้งของโรงแรม Bridal Tea House ซึ่งเป็นที่พักในครั้งนี้ของเรานั่นเอง หลังจากขึ้น
MTR มาไม่นานนักก็ถึงจุดมุ่งหมายของเรา เดินตามโพยของ knowchinese เจ้าเก่า ที่เค้าบอกว่า
ให้ออกทางออก C หลังจากนั้นจะเดินวนทางขวา หรือซ้ายก็ได้ เอาตามสะดวก เราเลือกเดินวนซ้าย
ซึ่งดูตามโพยแล้วมันน่าจะใกล้กว่า พอเดินจริง ๆ ไม่ว่าจะวนขวาหรือซ้าย มันก็ไม่ต่างกันเท่าไหร่
เพราะมันใกล้รถไฟฟ้ามากกกกกกกกกกกกกกกกกกกกก เดินเข้าไปถึงโรงแรม ผ่านเคาท์เตอร์เช็คอิน
จนท เค้าก็ไม่เรียก ไม่ทักเราซักคำ พวกเราเลยเฮโล กันขึ้นลิฟท์ ไปหา Reception เอาดาบหน้า

ขึ้นลิฟท์วนไปมาก็หาไม่เจอ เลยตัดสินใจกลับไปตั้งต้น แล้วเราก็ได้ค้นพบว่า ไอ้เคาท์เตอร์ที่เรามองข้าม
มันคือเคาท์เตอร์ Reception อยากจะด่ามันเป็น ภาษาฝรั่งเศส แมร๊งงงง มันไม่เรียกเราซักคำฟะ
ให้ทัวร์โรงแรมอยู่นั่นแหล่ะ เสียเวลาไปดิสนีย์หมด หลังจากตรวจเอกสารกันเสร็จสรรพ ก็ได้คีย์การ์ดเอา
กระเป๋าไปเก็บ ซึ่งพวกเราได้พักที่ตึกเล็กชั้น 6 ห้องที่เราเป็นห้องที่ดูจะใหญ่สุดในบรรดาห้องที่จองมา
3 ห้อง ช่ายสิ ห้องใหญ่มันก็เหมาะสำหรับ คนตัวใหญ่ ๆ อย่างเรา อิอิ



ถึงแม้ว่าจะได้ห้องที่รู้สึกใหญ่แล้วก็เหอะ ลองสังเกตประตูห้องน้ำนะ เวลาเข้าเนี่ยต้องเอียงตัวเข้า
พุงแทบจะไม่พ้นขอบประตู เซ็งจิตเลยทีเดียว ฮ่าๆ แต่ถึงห้องจะเล็ก แต่ก็อุปกรณ์ครบครัน ถือว่าเป็น
ตัวเลือกที่ดีเลยทีเดียวสำหรับงบประมาณเท่านี้ .... ไม่ว่าจะเป็นอุปกรณ์ในห้องน้ำ กาน้ำร้อน ไดร์เป่าผม
ชา น้ำเปล่า และไมโครเวฟที่มีชั้นละ 1 เครื่อง เป็นตัวเลือกที่ดีสำหรับ การมาพักในคราวหน้า
ถูกใจตรงใกล้รถไฟฟ้ามาก ๆ นี่ล่ะ ใกล้ว่า Ibis North Point ที่เคย ไปพักซะอีก ที่นั่นถึงแม้จะใกล้สถานี
แต่สถานีใหญ่มากอะ กว่าเดินถึงตัวรถไฟฟ้าเล่นเอาหอบแฮ่ก เอากระเป๋าขึ้นไปเก็บที่ห้องแล้ว เราก็เดินทาง
ด้วย MTR ไปยังสถานี Sunny bay แต่ไปผิดทาง ดั๊นไปต่อรถที่ Central เลยต้องเดินไกลทีเดียว สถานีนี้
เหมือนเป็นสถานีกลางสำหรับต่อรถทุกสาย เลยต้องมีพื้นที่กว้างประมาณสนามฟุตบอล เฮ่อ..เดินกัน
ขาลากทีเดียว กว่าจะได้ต่อรถ แถมเสียเวลา เดินอีกด้วย ฮ่วย …. สำหรับคนที่จะไปดิสนีย์ก็ขอให้เลือก
เดินทางไป sunny bay ด้วยสายสีแดงแล้ว ลงที่ Lai King แทนนะจ๊ะ



รอไม่นานนักรถไฟสายมิคกี้เมาส์มาเทียบชานชาลา เหล่าผู้ชราทั้งหลายก็ตื่นเต้นดีใจยิ่งนัก ผลัดกันถ่ายรูป
แอ๊คท่ากันยกใหญ่ ไม่เว้นแม้กระทั่งคนเล่าเรื่อง เกิดมาจนอายุปูนนี้แล้ว เพิ่งเคยเข้าดิสนีย์เปงครั้งแรก
พอรถเทียบท่าสถานีดีสนีย์ก็ได้เวลา เอา voucher ที่ซื้อจาก Monoplanet ที่พริ้นท์มาไปแลกบัตรเข้า
ดิสนีย์ บัตรก็หน้าตาน่ารักเชียว มีตั้งหลายแบบ และคนน่ารัก ๆ อ่อนหวานอย่างเราก็ต้องเลือกลาย มินนี่
มาเป็นที่ระทึก เอ้ย ระลึก



พอก้าวย่างเข้าสู่ดิสนีย์แลนด์เท่านั้นแหล่ะ สงครามการถ่ายภาพก็เริ่มขึ้น กด shutter มือแชะแล้ว แชะเล่า
มือไม่เว้นว่างเลยทีเดียว หลังๆ ขี้เกียจถ่ายแล้วโว้ยยย จะไปเล่น เครื่องเล่นบ้าง เราเดินผ่านด้านหน้ามา
เรื่อย ๆ จนมาถึง tomorrow land แล้วเราก็มุ่งหน้า ไปหาบัสไลเยียร์ เรื่องเล่นที่ใครๆ ก็บอกว่าเหมาะสำหรับ
ผู้ใหญ่อย่างเราๆ พอได้เข้าไปเล่น แล้วก็รู้สึกว่าไม่ผิดหวังจริงๆ มันส์ดีเหมือนกันเนาะ ยิงๆ ให้โดนเป้า
แค่นั้น.. สำหรับเกมนี้ แฟนใครเจ้าชู้ก็มาฝึกยิงเป้าที่นี่ได้นะ อิอิ



หลังจากนั้นก็เดินไปเรื่อยเปื่อยจนมาเจอ Small World เห็นคนน้อย ๆ เลยรีบปรี่เข้าไป ที่นี่เป็นเมืองเล็กที่
น่ารัก คิกขุจริงๆ ล่องเรือชมตุ๊กตุ่น ตุ๊กตา ของแต่ละประเทศเต้นดุ๊กดิ๊กอยู่ มีตุ๊กตาของไทยด้วยนะ น่ารัก
ทีเดียวขนาดผู้ใหญ่อย่างเรายังชอบเล้ย นับประสาอะไรกับเด็กที่จะติดใจดิสนีย์



เดินมาอีกนิ๊ดนึง..เจอแล้ว เป้าหมายของเรา หมาหมุน เอ้ย ม้าหมุน ใฝ่ฝันมาตั้งแต่เด็กยันแก่ ในที่สุดก็
สมใจซักที รอคิวอยู่ 2 รอบ ก็ได้เข้าไปเล่น ก่อนเล่นเซ็งจิตนิดหน่อยกะคู่แม่ลูกชาวจีน ที่พยายามจะ
แซงคิวชาวบ้าน เป็นเมืองไทยนี่แม่ด่าเช็ดไปแล้ว เกลียดจริงๆ พวกแซงคิวเนี่ย เอาล่ะ ๆ อย่าไปรมณ์
เสียกะมัน ตั้งใจเล่นม้าหมุนดีกว่า หมุน 6 รอบเท่านั้น หลังจากนั้นเค้าก็ปล่อย เราลงจากม้า ความสุข
อันแสนสั้นหยุดลงแล้ว T_T



ลงมาจากม้าหมุนเราก็เดินผ่านไปทาง Adventure Land ผ่านบ้านต้นไม้ของทาร์ซานไป ได้แต่มองตาปริบๆ
แถวนี้เราไม่ได้เล่นอะไรเลย เนื่องจากเริ่มค่ำมืดแล้ว สมาชิกบางคนเริ่มหิว เลยเดินย้อนกลับไปหาของกิน
ด้านหน้า และถ่ายรูปเล่น ส่วนตัวเราเองไม่ได้รู้สึกหิวซักเท่าไหร่ แต่เพื่อน ๆ ที่ซื้อขนมก็แบ่งหนมให้กินบ้าง
ก็เลยลองชิมดู ขนมก็หน้าตาน่ารักจิ้มลิ้ม และส่วนใหญ่ก็จะตกแต่งเป็นรูปการ์ตูนดิสนีย์ ราคา ก็ไม่ต้อง
พูดถึง แพงกว่าข้างนอก 2 เท่าตัว แต่ไหนๆ ก็ไหนๆ แล้ว มาถึงแล้วก็คงต้องลองซะหน่อย
สำหรับเรื่องขนมแล้ว แคทไม่คิดมากหรอก แพงเท่าไหร่ก็จ่ายได้ ขนหน้าแข้งไม่ร่วง อิอิ



หลังจากนั้นก็เดินไปจองที่นั่งดูพลุ วันศุกร์ พลุจะจุดตอน 2 ทุ่ม เราไปนั่งจองที่นั่งแต่ 1 ทุ่ม และก็ต้อง
เซ็งจิตกะคู่แม่ลูกชาวจีนอีกหน (คนละคู่กะคู่แรก) เจ๊แกเล่นไม่ยอมนั่งพื้น แต่เล่น นั่งยอง ๆ เหลาบัง
ชาวบ้านอยู่นั่นแหล่ะ ไอ้คุณลูกก็มาชนเรา เราเลยทำหน้ายักษ์ใส่ไป เท่านั้นแหล่ะ มานไม่กล้าเฉียด
มาใกล้เราอีกเลย 555 มีใบหน้าเปงอาวุธจริงๆ เลยตรู พลุของดิสนีย์ก็น่าดูชม เป็นอย่างยิ่ง ไม่เสียดายเวลา
ที่รอเลย อ้อ…อากาศในวันนั้นเย็นสุดๆ เราไม่ได้ใส่เสื้อหนาวไป พกไปแต่ผ้าคลุม ขอบอกว่ามันเย็นจนปาก
สั่นเลยอะ เพื่อนนัท (กิ๊กอันดับสอง) ของเราเลย ถอดเสื้อเค้ามาให้ใส่ แหม…น่าร๊ากสมเป็นกิ๊กกันจาง 555
(ไม่รู้ว่าเจ้าตัวเค้ายอมรับรึป่าวนะ แต่เราจะโมเมอย่างนั้นอะฮ่า ๆ )



หลังจากชมพลุเสร็จมหาชนชาวนักท่องเที่ยวต่างก็จับรถ MTR กลับบ้านกัน มีหรือที่เราจะพลาด ก็ต้อง
รีบดิ่งไปขึ้นรถ เพราะคนเยอะมั่กๆ แถวตอนนี้เริ่มหิวของจริงซะละ ตามแพลนแล้วต้องต่อรถ ไปที่
Thung Chung เพื่อไปทานข้าวที่ Food Republic ใน City Gate แต่เหล่าสมาชิกต่างก็เหนื่อยอ่อนแล้ว
ก็เลยกลับไปที่ Yau ma tei ดีกว่า กินแถวโรงแรม เสร็จแล้วก็จะได้ขึ้นไปนอน ทริปนี้เลยอดไปช้อปปิ้ง
City Gate เลย ไม่เป็นไร คราวหน้าไปใหม่ก็ได้ หุหุ ... และคราวนี้ก็ไม่โง่ อีกต่อไป เราเลือกไปทางเส้น
สีแดงและไปต่อรถที่ Lai King กว่าจะฉลาดก็ต้องโง่ซะก่อน..จริงมะ



ไปถึง Yau ma tei จำได้ว่ามีร้านโจ๊ก Ocean Empire หรือร้านโจ๊กสีม่วงที่ชาวเน็ตคนไทย ชอบเรียกกัน
แต่เราดันลืมพริ้นท์โพยมาว่าจะไปยังไง แถมจำไม่ได้อีกว่าต้องเดินออก exit ไหน เลยตัดสินใจเดินดุ่ย
ออก exit c แล้วไปทางขวา เดินไปซักพัก เหมือนจะไม่ใช่แระ ลางสังบรู๊วว์ มันบอก ก็เลยเดินย้อนกลับไป
ทางซ้าย และแล้วก็สวรรค์ทรงโปรด เจอแล้น ร้านโจ๊กสีม่วง เข้าไปถึงก็สั่งโจ๊กทะเลแบบเซ็ต ซึ่งมี
ปาท่องโก๋ ก๋วยเตี๋ยวหลอด และนมร้อนอยู่ในเซ็ต ถ้าจำไม่ผิดเซ็ตนี้ 49 HKD เราไม่กินนมอะ เลยสั่ง
ชาร้อนแล้วเอานมให้แคทแทน สำหรับรสชาติ มันก็อร่อยนะ เห็นเพื่อนว่างั้น แต่มันก็ไม่ถูกปากเราน่ะ
โจ๊กมันละเอียดมากๆ ไม่ใช่แนว แต่ก๋วยเตี๋ยวหลอดกุ้งของเค้าอร่อยดี แป้งนุ่ม ราดซ๊อสหวานๆ ช๊อบ ชอบ



สำหรับรูปอาหารมีน้อยหน่อย เป็นรูปถ่ายเฉพาะโต๊ะเรา เรานั่งกะแคท เพราะฉะนั้นก็มีอาหาร เฉพาะของ
สองคน ส่วนนัท พี่อุ๊ พัช พี่ตั้ม ก็นั่งอีกโต๊ะนึง เนื่องจากร้านและโต๊ะมันเล็กมากๆ ไม่สามารถไปอัดกันได้
6 คน เลยต้องนั่งแยกกันแบบนี้ ส่วนพัช กินโจ๊กตับ เห็นว่าไม่อร่อย ตับไม่สุกก็เลยยกให้เพื่อนนัทกิน
แต่นัทก็กินหมดแฮะ .. ตกลงว่ามันอร่อยหรือไม่อร่อยกันแน่อะ ทานเสร็จแวะเดิน Temple Street
ใกล้ ๆ ที่พัก เดินทะลุไปอีกซอยก็ถึง แถวนั้นมีร้านอาหารอยู่ด้วย เห็นคนสั่งอาหารทานกันเยอะแยะ
เต็มไปหมด ส่วนตลาดเท่าที่เดินดูก็งั้นๆ อะ ของที่เลดี้มาร์เก็ต จะมีเยอะกว่ามาก ก็เลยไม่ได้อะไรติดไม้
ติดมือกลับมา อ้อ .. แต่เห็นปลาหมึกกะลูกชิ้นแว่บๆ เล็งเอาไว้ก่อน เดี๋ยวได้กลับมากินแน่
ให้กินตอนนี้คงไม่ไหว ถ้ากินอีกได้คายของเก่าออกมาแน่ กลับเข้าโรงแรมในเวลา 4 ทุ่ม เห็นจะได้
นอนหลับพักผ่อน สำหรับวันพรุ่งนี้ต่อไป …. แต่ ขอบอกว่าเราไม่ได้หลับอะ เพราะคุณกิ๊กเบอร์สอง
นอนกรน ฮ่า ๆ ไว้ไปต่อกันกับวันที่ 2 ตอนที่ 2 จ้า ...

โปรแกรมทัวร์ Day 1
10.30 เดินทางถึงสนามบินมาเก๊า
11.00 ถึงท่าเรือ Cotai Jet เดินทางสู่เกาะฮ่องกง
12.30 ถึงท่าเรือ ฮ่องกง ตึกชุนตั๊ก
- กินข้าวร้าน Yoshinoya ชั้น 2 ของตึกชุนตั๊ก
- เดินทางเข้าที่พัก Bridal tea house
- Check In เก็บของเข้าห้อง
13.00 ถึงที่พักเตรียมตัวไปดิสนีย์แลนด์
14.00 ถึง Disney Land (ห้ามเอาอาหารเข้า เอาเข้าได้แต่น้ำ)
18.00 รอดูพลุที่หน้าปราสาท
19.30 กินข้าวที่ Food Republic ที่ Outlet @ City gate <โปรแกรมนี้ตัดออก>
22.00 ออกจาก city gate เดินทางกลับที่พัก

เครดิตภาพถ่าย: อ้อม นัท แคท พัช พี่อุ๊ พี่ตั้ม






Create Date : 01 กุมภาพันธ์ 2552
Last Update : 22 เมษายน 2553 0:35:59 น.
Counter : 304 Pageviews.

0 comment

a^o^m
Location :
กรุงเทพ  Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]