7.30 น. เสียงนาฬิกาปลุกดัง ..... ไม่ต้องปลุกก็ได้ยังมะได้นอนเลย T_T ลุกขึ้นมาสระผม ไดร์ผม
แต่งหน้า พร้อมกับไปเคาะเรียกห้องสองสาวให้รีบตื่นมาทำธุระกันแต่เนิ่น ๆ ไม่งั้นเดี๋ยวจะเลทกันซะอีก
เวลาราว ๆ 9 โมง เราทำการ Check out ออกจากโรงแรมที่พัก พร้อมปรึกษาหารือว่าเราจะรับข้าวเช้า
กันที่ไหนดี ระหว่าง Eat together หรือไปหาเอาดาบหน้า ก็เลยแนะนำไปว่าเรากำลังจะไปข้ามเรือที่
ตึกชุนตั๊ก อยู่แล้วที่นั่นก็มีร้านอาหารมากมาย ไปทานที่นั่นเลยจะดีกว่าจะได้ไม่เสียเวลาด้วย
พวกเราจับ MTR ไปที่ตึกชุนตั๊ก โดยนั่งรถไปลงที่ Central ก่อน และแล้วเรื่องไม่คาดฝันของคน
ในกลุ่มก็เกิดขึ้นจนได้ เมื่อที่ลากกระเป๋าเดินของแคท เกิดหักลง ทำให้เราต้องซ่อมแซมกระเป๋าให้
สามารถประคับประคองกันไปได้ ซึ่งก็ใช้เวลาอยู่พักนึง สรุปว่าแคทต้องลากที่หูจับของกระเป๋าแทน
แล้วก็ค่อยไปหาข้าวทานกัน เราเดินผ่าน Yoshinoya กันอีกแล้ว และด้วยความที่เราจะรีบข้ามเรือ
เลยขี้เกียจเดินหาร้านอาหาร พลพรรคบางส่วนจึงตัดสินใจทานที่ Yoshinoya แต่เราไม่อยากทานไร
หนัก ๆ เนื่องจากยังเช้าอยู่ ปกติก็ไม่ค่อยได้ทานข้าวเช้าอยู่แล้ว แต่ถ้าไม่ทานไรเดี๋ยวนั่งเรือก็จะพาล
เมาเรือซะก่อน เลยบ่ายหน้าเข้าหา KFC ดูเหมือนสิ้นคิดเนอะ แต่....มาแล้วก็ต้องลองซะหน่อย KFC
ของเค้าก็ใช่ว่าจะเหมือนบ้านเรานี่เนอะ ... ที่นี่เค้าไม่มีซอสให้ล่ะ แต่เค้าจะราดน้ำที่ใส่กะมันบด
มาบนเนื้อไก่เลย อร่อยไปอีกแบบ แล้วก็มีขนมปังหวาน ๆ ให้ด้วย 1 ชิ้น สนนราคาเซ็ตนี้ประมาณ
23 HKD

ต่อจากนั้น เราก็รีบดิ่งไปซื้อตัวเรือ Turbo Jet ได้รอบ 10.45 น. ค่าตั๋ว 146 HKD พอซื้อเสร็จ
เหลือบดูเวลามันจะ 10.45 อยู่แล้วนี่ วิ่งกันหน้าตั้ง เกือบตกเรือกันเลยทีเดียว คราวนี้ไม่ได้ขอ
window seat เลยอะ เลยได้นั่งกลาง ๆ ลำ คราวนี้ดีหน่อย ไม่คลื่นเหียน วิงเวียนเหมือนตอนที่นั่ง
Cotai Jet นัท พี่ตั้ม พี่อุ๊ นั่งด้วยกัน ส่วนเราก็นั่งกับแคท และพัช หยิบไอพอดมาฟังเพลงลูกทุ่ง
สบายใจเฉิบ แว๊บเดียวก็ 45 นาทีแล้ว ใกล้ถึงจุดหมายของเราเต็มที
เมื่อมาถึงท่าเรือ Ocean Terminal ก็ต้องผ่านพิธีการตม. โอ้พ่อเจ้า เจอคลื่นมหาชนอีกแว๊ว
เดินไปทางช่องของ Visitors ซึ่งมีประมาณ 6 ช่องเห็นจะได้ คิวยาวเหยียด แต่ละคิวนี่ไม่ต่ำกว่า
15 คน พี่ตั้ม พี่อุ๊ นัท ก็กระจายตัว ไปต่อแถวด้านใน ๆ เพื่อความรวดเร็ว แต่ด้วยความที่ไอ้เราเดินทาง
บ่อยกว่าเพื่อนในกลุ่ม เลยรู้แกว บอกพัช และแคทว่า ให้ต่อแถวริม ๆ ที่ติดกับตรวจเอกสารคนมาเก๊า
ฮ่องกงเอาไว้ เพราะกะไว้แล้วว่า ถ้าแถวที่เอาไว้สำหรับตรวจคนมาเก๊าและฮ่องกง ว่างเมื่อไหร่ เค้าก็จะ
ย้ายพวก visitors ไปแน่ ๆ และเป็นดังคาด เหลือบไปเห็นป้ายไฟ ว่าเปิดช่อง visitors เพิ่มแต่ยัง
ไม่เห็นใครเดินไป และยังไม่มีเจ้าหน้าที่มาเรียก เลยบอกพัชว่าให้เสียงเดินออกไปเข้าแถวที่เปิดใหม่
คนนึงก่อน แต่ยังไม่ทันจะเดินออกไป เจ้าหน้าที่ก็มาเรียก แต่คงไม่มีใครสายตาเร็วเท่าเรา 555
พวกเรา 3 คนเลยวิ่งจู๊ดไปเข้าแถวนั้นเป็น 3 คนแรก รวดเร็วปานสายฟ้า เราก็ไม่ต้องรอคิวนานอีก
ต่อไป ..... แต่อย่างที่บอกไว้แล้วว่า พี่ตั้ม พี่อุ๊ นัท ไปเข้าคิวแถวด้านใน ซึ่งแต่ละแถว
ก็คิวยาว ต่อให้เราผ่าน ตม เร็ว ยังไงก็ต่อรอเพื่อน ๆ อยู่ดี ฮ่า
. แล้วจะรีบทำไมฟระเนี่ย
ผ่านต่าน ตม ออก มา เราก็มองหารถ Shuttle bus ของโรงแรม สำหรับโรงแรมที่มาเก๊า
เราพักที่ Casa Real เป็นโรงแรมที่เคยมาพักครั้งก่อน บริการดี ห้องกว้างขวาง อาหารเช้าก็ใช้ได้
เราเดินออกมาจาก ตม แล้ว ก็เดินไปทางซ้ายจะมีป้ายบอกว่าทางไป Hotels Shuttle Bus
เนื่องจากไม่แน่ใจว่ารถจอดตรงไหน เลยให้เพื่อน ๆ รอที่หน้าประตู เราและพี่อุ๊ก็เดินไปสำรวจก่อน
จะได้ไม่ต้องเสียเวลาถือกระเป๋า ลากกระเป๋ากันไปมา เดินไปเรื่อย ๆ ก็มี shuttle bus ของโรงแรม
ต่าง ๆ เข้าคิวจอดกันมากมาย เดินไปจนเกือบสุดทาง ทำไมไม่เห็นรถของ Casa Real เลยล่ะ
เลยบอกให้พี่อุ๊เดินย้อนกลับ เราก็พยายามสังเกตให้มากที่สุดว่ามันจะจอดอยู่จุดไหน พลันสายตา
เหลือบไปเห็น รถที่จอดเทียบเกาะกลางอยู่ เฮ้ยรถ Casa Real มันจะออกยังวะเนี่ย ถ้าออกก็ซวยเลย
ต้องรออีกครึ่งชั่วโมงแน่ะ ไม่ได้การละ บอกพี่อุ๊ว่า ไปถ่วงเวลาคนขับไว้ก่อน บอกเค้าก่อนนะ
ว่าเดี๋ยวเราไปขึ้น พี่อุ๊กะเราก็วิ่งไปคนละทาง พี่อุ๊ไปทางรถ shuttle bus ส่วนเราก็ไปตาม
พลพรรคให้รีบลากกระเป๋าขึ้นรถ เดี๋ยวจะไม่ทันการ แต่ในที่สุดก็ทันจนได้ ขึ้นรถไปได้ซักพัก
รถก็ออกตัวไอ้เราก็ดีใจนึกว่าจะพาไปโรงแรมแล้ว ดันพาเราวนรอบท่าเรืออีก 1 รอบ ที่เค้าวนก็เพื่อ
ทำให้ลูกค้าเห็นรถ แล้วมาขึ้นได้ถูก .... ก็ถ้าไม่สังเกตดี ๆ มันมองไม่เห็นจริง ๆ นะ 

รถวิ่งประมาณ 5 นาทีก็มาถึงโรงแรมแล้ว โรงแรมนี้ใกล้ท่าเรือมาก ๆ คราวก่อนมาไม่รู้อะ
ไม่รู้อะไรเลย ไม่ได้วางแผน Taxi อย่างเดียว ไม่รู้ด้วยว่าเค้ามี shuttle bus ไปโรงแรม นี่แหล่ะ
ถึงได้บอกว่าคนเราต้องโง่ก่อนฉลาด ฮ่า ๆ ... พอมาถึงก็ยื่นเอกสาร ที่พริ้นท์มาจาก Hotel club
งานนี้ต้องขอบคุณ hotel club ที่แจก member dollar เอาไว้เป็นส่วนลดตั้ง 49$ ทำให้เราได้พัก
โรงแรมดี ๆ ในราคาที่ถูกลงเยอะ ... เนื่องจากเราไปก่อนเวลาที่จะให้เข้าห้องพัก (ให้เข้าได้บ่าย 2)
เราเลยฝากกระเป๋าเอาไว้ แล้วออกไปไหว้พระเอาฤกษ์เอาชัยกันก่อน แล้วเราก็เดินออกจากโรงแรม
ข้ามถนนไป ก็เจอป้ายรถเมล์แล้วล่ะ ขึ้นสาย 10 ไปวัดอาม่ากันเลย นั่งมาได้ประมาณ 15-20 นาที
ก็ถึงแล้ว รถจอดที่ป้าย คลับคล้ายคลับคลา เอ...ไม่แน่ใจแฮะ มันใช่ป่าวหว่า มันหน้าตาคุ้นๆ เลยลุก
ไปบอกคนขับว่า อาหม่าเกา คนขับพยักหน้าแล้วชี้ไปทางข้างหน้า ประหนึ่งจะบอกว่า
อยู่ข้างหน้านี่แหล่ะ จริงๆ แล้ว มันไม่ได้แปลว่าวัดอาม่านะ อย่าเข้าใจผิด แต่ตอนนั้นนึกคำไม่ออก
เลยพูดคำนี้ออกไป ซึ่งคนขับก็คงเข้าใจได้ว่าเราคงหมายถึง วัดอาม่า น่ะ จริง ๆ แล้วอาหม่าเกา
แปลว่าเกาะมาเก๊า แต่เรียกกันไปเรียกกันมาเลยเพี้ยนเป็น มาเก๊า อย่างทุกวันนี้ ประวัติของคำว่า
อาหม่าเกาก็คือ สาวชาวฟูเจียนที่ชื่อ หลิงม่า อาศัยเดินทางมากับเรือประมง ช่วงที่เดินทางก็เกิด
พายุใหญ่ ทำให้เรือประมงหลายลำจมลง แต่เรือที่หลิงม่าโดยสารมากลับไม่เป็นไร และมาถึงฝั่ง
โดยปลอดภัย เมื่อถึงฝั่งเธอก็หายตัวไป และไม่มีใครได้พบเห็นเธออีกเลย ชาวมาเก๊าจึงเชื่อว่า
เธอคือเทพธิดาแห่งท้องทะเล และเรียกเกาะแห่งนี้ว่า อาหม่าเกา


พอไปถึงเราเรามุ่งที่ไปที่สิงโตหน้าวัดกันก่อน กะว่าจะหมุนลูกแก้วในปากของสิงโตเพื่อ
ความเป็นสิริมงคล พอล้วงมือเข้าไปเท่านั้นแหล่ะ อะ อะ อะ อ๊าววว ลูกแก้วมันหายไปไหนฟระ
หรือว่าสิงโตกินลูกแก้วไปแล้ว ทำไมมันไม่มี ... พวกเราเลยอดหมุนลูกแก้วเลย แต่ความ
พยายามของพวกเราก็ไม่ลดละ เราไปก็หมุนลูกแก้วจากปากสิงโตที่อยู่ด้านในวัดแทน 555
เอาน่าได้หมุนเหมียนกัน ถ่ายรูปจนเป็นที่พอใจซักเรา ก็มุ่งหน้าไปยังจุดมุ่งหมายต่อไป
นั่นคือ เกาะโคโลอาน ... ในใจก็ท่องถึงทาร์ตไข่แล้ว ทาร์ตไข่ ทาร์ตไข่ ทาร์ตไข่
ตามโพยที่ทำมา เราต้องขึ้นสาย 26 จากป้ายเดิม แล้วนั่งไปจนสุดสาย พนักงานขับรถเมล์
ของมาเก๊านี่ก็ไม่ธรรมดานะ มาขับรถเขียวบ้านเราได้สบาย

ประมาณครึ่งชั่วโมงเราก็มาถึงที่โคโลอาน ลงรถปุ๊บ มองไปฝั่งตรงข้าม เย้ ๆ ป้าย
Lord Stow's นี่นา ไม่พูดพร่ำทำเพลง ตรงดิ่งเข้าไปที่ร้านเลย ร้านก็ไม่ได้ใหญ่โตอะไร
แต่บรรยากาศภายในร้านก็น่ารัก พนักงานหญิงรุ่นใหญ่ที่มารับออร์เดอร์พวกเราพูดภาษา
อังกฤษไม่ได้ คุณแคทก็พยายามจะถามว่าไอ้เมนูนี้มันต่างจากเมนูนี้ยังไง เค้าก็พยายาม
จะอธิบายแต่เราก็ไม่เข้าใจอยู่ดี เค้าหายไปซักพักแล้วไปหยิบตัวอย่างมาให้ดู น่ารักจริง ..
จริง ๆ แล้วในร้านก็มีพนักงานที่พูดอังกฤษได้อยู่ แต่จังหวะนั้นเค้าหายไปไหนไม่รู้
มาอีกทีตอนพวกเราจะทานกันเสร็จแล้ว พวกเราสั่งทาร์ตไข่คนละ 1 ชิ้น น้ำคนละ 1 แก้ว
สั่งเยอะไม่ไหวไอ้ที่ทานไปตอนเช้ามันยังไม่ได้ย่อยไปซักเท่าไหร่เลย สำหรับเราสั่งเป็น
น้ำชามะนาว ชามะนาวที่นี่รสชาติไม่เหมือนชามะนาวบ้านเรานะ ของเค้าจะเป็นชาที่เอา
มะนาวฝานใส่ไป รอให้มันเปรี้ยวเอง ของบ้านเรานี่บีบมะนาวลงไปในชา บอกไม่ถูก
เหมือนกันว่าอะไรมันอร่อยกว่ากัน แห่ะ ๆ สำหรับค่าเสียหายก็ ทาร์ตไข่ 7 เหรียญ
ชามะนาว 12 เหรียญ อิ่มหนำสมใจอยากกันแล้วเราก็จะไปตามรอยเจ้าหญิงวุ่นวาย
เจ้าชายเย็นชากัน
..ไม่ได้ดูกะเค้าหรอก แต่เลียนแบบโปรแกรมทัวร์มาน่ะ 555


วิธีไปก็ไม่อยาก เดินตามป้ายที่ชี้ไป โบสถ์ St.Francis รับรองไม่มีหลง เราเดินมาจน
ถึงโบสถ์แล้ว ตามโปรแกรมเราต้องแวะทานข้าวที่นี่ แต่พวกเรายังไม่หิวเนื่องจากเพิ่งฟาด
ทาร์ตไข่กันไปหมาด ๆ เลยเดินเล่นไปเรื่อย ๆ แถวนั้น ไปหยุดตรงสวนสาธารณะซึ่งมี
อุปกรณ์ออกกำลังกายแนวๆ ให้เราเล่นกันอยู่ซักพัก เอาฟะ...เผาผลาญกันซักหน่อยจะ
ได้หิวไว ๆ อิอิ

... เดินไปถ่ายรูปเล่นไป ไม่รู้จะทำไรแล้วก็เลยเดินกลับมาหน้าที่หน้าโบสถ์ St.Francis
และถ่ายรูปอีกซักรอบ ก่อนจะเข้าไปจับจองที่นั่งทานอาหารที่ร้าน Nga Tim Café
เปิดเมนูอ่านชื่ออาหารแล้วแบบว่าแต่ละอย่างอลังการงานสร้างมาก ๆ พวกเรา 6 คน ก็สั่ง
อาหารต่าง ๆ กันไป เพื่อที่จะได้ทานหลาย ๆ อย่าง พี่ตั้มสั่งเมนูพอร์คช้อป แต่สภาพที่ได้มา
มันเหมือนเนื้อวัวมาก ๆ เลยเกิดการถกเถียงกันยกใหญ่ว่ามันเนื้อวัวหรือเนื้อหมูกันแน่หรอ
แต่ก็ได้ข้อสรุปและลงมติกันว่า เนื้อหมูจ้า ... สำหรับเราเองก็สั่งเมนูสเต็คเนื้อ รสชาติดีค่ะ
สมกับเป็นร้านแนะนำ ราคาอาหารก็ 60 HKD Up ซะส่วนใหญ่ แต่ปริมาณอาหารที่ให้นั้น
ไม่น้อยเลยทีเดียว

เสร็จภารกิจพิชิตอาหาร เราก็เดินย้อนกันกลับไปทางเดิม เพื่อหารถเมล์ไปที่เซนาโด้แสควร์
แต่ด้วยที่จำได้ไม่ว่าขึ้นรถสายอะไร พอเจอคุณพี่ตำรวจ เราก็เลยบอกว่า Senado Square
พร้อมกับกางแผนที่ เค้าก็ทำหน้างง ๆ เราก็เลยบอกว่า ซานหม่าโหล เค้าก็ร้องอ๋อ ทันที
พร้อมกับดูแผนที่กับสายรถเมล์ให้เรา หาอยู่นานทีเดียว ใช้ความพยายามมาก ๆ และแล้ว
เค้าก็บอกเราว่าให้นั่งสาย 26A ตรงป้ายที่เราลงตอนแรกได้เลย เราก็ขอบคุณเค้าพร้อมเดิน
ไปที่ป้ายรถเมล์ ... มีแฟนต้าขวดใหญ่อยู่ตรงป้ายรถเมล์ เลยแชะภาพซักหน่อย
และแล้วรถก็มาพอดี

ลงที่ป้ายรถเมล์แถวเซนาโด้ สแควร์ เจ๊อะกะร้าน Sasa หุหุ งานนี้ไม่มีพลาดเข้าไปเลือก
ไปช้อปปิ้งลิปสติคกะน้ำหอมกันยกใหญ่ เราได้น้ำหอม Tester มา 2 ขวด และลิปมันอีก
4 แท่งเอามาฝากคนอื่น ไม่ได้ซื้อให้ตัวเองเลย ลืมคิดไป กลับมาบ้านได้แต่เซ็งตัวเอง
เป็นงี้ทุกทีเลยเรา .. หลังจากเลือกซื้อกันเสร็จ ก็โผล่หน้าออกมาดูแดด ... โฮ่ แสงอาทิตย์
จะไม่เหลือแล้นนนน รีบเดินจ้ำอ้าวไปเซนาโด้ในทันที


เรามาถึงเซนาโด้ ในเวลายามเย็น พระอาทิตย์จะอัสดง ถ่ายรูปตรงด้านหน้าซักแชะสองแชะ
แล้วรีบเดินไปทางซากประตูโบสถ์เซนต์ปอลล์ เพราะกลัวว่าพระอาทิตย์จะตกดินจนไม่มีแสง
ซะก่อน ถ้าไม่แสงก็จบเห่ เพราะพวกเราไม่ได้เอาขาตั้งกล้องมากัน ถ่ายไปก็เบลอแน่ ๆ ...
แต่ยิ่งรีบเหมือนยิ่งโดนฟ้ากลั่นแกล้ง เราเดินไปผิดทางซะงั้น 5555 ต้องเดินย้อนกลับมาใหม่
รีบเดินขาแทบขวิด ไปถึงโบสถ์เซนต์ปอลล์ตอนแสงแดดลับขอบฟ้าไปซะแล้ว พวกเราเลยนั่ง
ตากลม ถ่ายรูปเล่นอยู่แถวนั้น มีรายการทีวีมาถ่ายทำด้วยล่ะ ไม่รู้มีพวกเราติดกล้องไปบ้าง
หรือเปล่า จะดังก็คราวนี้แหล่ะ ฮ่า ๆ

แล้วพวกเราก็ได้เวลาช้อปปิ้ง ผลัดกันไปเดินช้อป เริ่มที่ช้อปของฝากกันก่อน รื่นเริงบันเทิงใจ
กับการชิมของฝากกันมากมาย เราได้หมูแผ่นมา 2 เช็ต ไม่ว่าจะซื้อมากเท่าไหร่ มันก็หมด
ภายในพริบตาอยู่ดี เพราะงั้นไม่ต้องซื้อเยอะหรอก เปลือง หุหุ ...แล้วก็เป็นดังคาด เอาวางไว้
ที่บ้านมันหมดภายใน 1 วัน ซื้อของฝากเสร็จก็เดินมาสบทบกะพี่อุ๊ พี่ตั้ม เพราะพัช นัท แคท
ยังเลือกซื้อของอยู่ และแล้วเราก็ขยับไปนั่งด้านหน้าโบสถ์เซนดอมินิก ระหว่างรอเพื่อน ๆ
เลยเดินเซอร์เวย์ ตาก็แว๊บไปเห็นคนมุงร้านรถเข็น แหม่ คนเยอะทีเดียวต้องมีอะไรเด็ด ๆ
แน่เลย ปรากฎว่าเป็นร้านขายลูกชิ้นอีกแว๊ว เลยก็ซื้อมาชิม พลาดไม่ได้คือ ปลาหมึกกรอบ ...
อร่อยทีเดียว น้ำจิ้มที่ใช้ราดอร่อยว่าที่ฮ่องกงอีกอะ แล้วพี่อุ๊ก็แว๊บไปช้อปอะไรก็ไม่รู้
เราเลยชวนแคทไปดู Giordano นัทกะพัชและพี่ตั้มก็นั่งอยู่ด้วยกัน ผลัดกันเฝ้าของ
สำหรับพี่ตั้มได้เบียร์แล้วก็นั่งดูสาวๆ ไปเรื่อย ๆ ชีวิตก็มีความสุขแล้ว ไม่ต้องช้อปปิ้ง
หรอก ฮ่า ๆ พอเสร็จจาก Giordano ซึ่งเราไม่ได้อะไรติดไม้ติดมือมาเลย ก็มานั่งจุ้มปุ๊ก
เฝ้าของต่อ พัช แคท และพี่อุ๊ ก็ไปร้าน sasa ช้อปปิ้งต่อ จะเรียกว่าแตะมือกันช้อปปิ้งเลย
ก็ว่าได้
เห็นหายไปนานเราเลยเดินไปตาม แต่...ก็ไปหลงอยู่ในร้านจนได้ จนได้น้ำหอม
CK Contracdition มาขวดนึง ตกพันกว่าบาทเองอะ ถูก หอมมากด้วย อยู่กันในนั้น
จนนัทต้องเดินมาตามอีกคน ..ฮ่า ๆ กลับแล้วก็ได้จ้า

และเป้าหมายสุดท้ายของวันนี้ ร้านบะหมี่ชื่อดังแห่งเซนาโด้ ร้าน Wong Chi Kei
แต่ด้วยความที่เราไม่รู้ว่ามันอยู่ตรงไหนของเซนาโด้ และขี้เกียจเดินหาแล้ว นัทกับแคทเลย
ไปถาม จนท ของโบสถ์เซนต์ดอมินิก จนท ก็น่ารักมาก ๆ บอกว่าอยู่ถัดไปไม่กี่บล็อคนี่เอง
แถมบอกว่ายินดีให้ข้อมูลมาก ๆ อะไรเทือกนี้แหล่ะ จำไม่ค่อยได้แล้ว จากนั้นเราก็ขอตัว
เดินไปก่อน และให้นัท พี่อุ๊ พี่ตั้มตามไป

มาถึงร้าน ขึ้นไปที่ชั้นสอง สั่งบะหมี่เกี๊ยวกุ้งน้ำ กะชามะนาว (อีกแล้ว) ที่นี่มีพริกให้ใส่ด้วย
ชอบ ๆ ไม่จืดชืดดี บะหมี่อร่อยสมคำร่ำลือจริงๆ เลยเชียว คือหน้าตามันไม่ได้บ่งบอกเลยนะ
ว่าจะอร่อย แต่มันก็อร่อย ติดใจเลยอะ ถ้าได้ไปก็คงจะต้องไปกินอีกแน่นอน ...
เมนูที่แปลกสุดก็เป็นของแคท บะหมี่ขาหมู ไม่ได้ชิมว่าอร่อยมั๊ย แต่ก็คาดว่าน่าจะอร่อย

อิ่มหมีพลีมันกันแล้ว ก็มุ่งหน้ากลับโรงแรม จริง ๆ แล้วว่าจะไปถ่ายรูปที่หน้าลิสบัว
แต่เมื่อยขาแล้วอะ เดินไม่ไหว เลยกลับกันดีกว่า เดินตามหาป้ายรถเมล์ไปเรื่อย ๆ
ไกลเหมือนกัน นั่งรอรถเมล์ซักพักรถเมล์ก็มา จำไม่ได้แล้วว่าสายอะไร (สาย 3 รึป่าวก็ไม่รู้)
ขึ้นรถเมล์ปุ๊บ วิ่งมาได้ 1 ป้าย เรามองออกไปทางหน้าต่าง อ้าว....นี่มันลิสบัวนี่หว่า ...
โง่อีกแล้วตรู อีกนิดเดียวก็ถึงแล้ว รู้งี้เดินมาถ่ายซะหน่อยดีกว่า 555 แต่กว่าจะรู้ก็สายไปแล้ว
คราวที่แล้วก็ไม่ได้มาถ่าย ...เอาน่าไว้คราวหน้าไปใหม่ (ปลอบใจตัวเองไว้ก่อน)
คราวนี้ถ่ายรูปเบลอ ๆ ไปก่อนแล้วกัน

รถเมล์ไม่ผ่านหน้าโรงแรม แต่ผ่านถนนด้านหลังโรงแรม เราต้องเดินต่อไปอีกหน่อย
ไม่ไกลมาก แต่ตรงป้ายที่เราลง จะตรงข้ามกับดอกบัวทองคำพอดีเลย อันนี้ไม่ได้อยู่
ในแพลน แต่เป็นของแถม เลยข้ามถนนไปแชะภาพซักนิด แล้วค่อยกลับโรงแรม


ขึ้นห้อง ก็ไปโซ้ยมาม่าอีก 555 แบบว่าต้องการรสชาติไทย ๆ ให้มันฉีดเข้าเส้นบ้าง
กินรสชาติจืด ๆ มาทั้งวันแล้ว หลังจากกินไป 1 กระป๋องก็นอนหลับพักผ่อน .... คืนนี้
ได้พักจริง ๆ เพราะย้ายห้องมานอนกับพัช และแคท ปล่อยให้นัทนอนคนเดียวไปก่อน
แบบว่าไม่ไหวแล้วถ้าอดนอนอีกคืนเดี้ยงแน่ สภาพห้องก็โอเค ไม่เล็ก เตียงใหญ่พอที่แคท
และพัชจะนอนด้วยกันได้ มีชา กาน้ำร้อน ไดร์เป่าผม อุปกรณ์ครบครัน ..ลงไปแช่น้ำให้
กล้ามเนื้อผ่อนคลาย อาบน้ำ แปรงฟัน เสร็จแล้วล้มตัวลงนอน หัวถึงหมอนก็หลับแล้ว..
และแล้วคืนนี้ก็นอนหลับอย่างมีความสุข .... ราตรีสวัสดิ์
โปรแกรมการเดินทางวันที่ 3 HK-Macau
8.00 หาอาหารเช้าทานแถวที่พัก
8.30 Check out and go to turbo jet
10.00 ถึงท่าเรือ รอเรือ พร้อมเดินทางเดินทางสู่มาเก๊า
11.00 ถึง Macau ต่อรถ Shuttle bus ของ casa real ไปยังโรงแรม
11.30 ถึงโรงแรม Check in
12.00 วัดอาม่า
13.30 หมู่บ้านโคโลอาน
-ทาร์ตไข่ Lord Stow's Bakery
-St.Francis Xavier ตามรอย Princess Hour
16.00 เซนาโด้ สแควร์ โบสถ์ เซนต์ปอลล์
19.00 ทานข้าวเย็นที่ร้านบะหมี่ Wong Chi Kei ใน senado square
- ถ่ายรูปตอนกลางคืนโรงแรมลิสบัว
หมายเหตุ เวลาจริงเลทกว่าในแพลนประมาณ 3 ชั่วโมง
Free TextEditor