4 | | | ตำนานอาถรรพ์ อาชญากรโลกไม่ลืม ฆาตกรรมบันลือโลก ประวัติศาสตร์ทั่วมุมโลก | | |

Group Blog
 
All blogs
 
เทพผู้พิทักษ์เด็ก ในตำนานตะวันตก

อีกไม่นานก็จะเข้าสู่เทศกาลคริสต์มาส เทศกาลแห่งความสุขของชาวคริสต์ทั่วโลก ซึ่งจะว่าไปก็เป็นช่วงเวลาที่ผู้คนส่วนใหญ่ทั่วโลกเฉลิมฉลองและมีความสุขไปด้วย เพราะอีกไม่กี่วันหลังจากผ่านเทศกาลคริสต์มาสไป ก็จะเข้าสู่ช่วงเทศกาลส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ ซึ่งเราก็อาศัยช่วงเวลานี้มอบของขวัญให้กัน เมื่อพูดถึงคริสต์มาสก็ทำให้นึกถึงสัญลักษณ์ที่อยู่คู่กับเทศกาลนี้ นั่นคือ ซานตาคลอส ที่ไม่ใช่แค่คนแต่งชุดขาวแดงเอาสำลีมาแปะเป็นหนวดเคราเดินไปเดินมาตามห้าง แต่เป็นซานตาคลอสในตำนานของชาติตะวันตกเขา ซึ่งตำนานเทพที่ว่านี้ก็น่าสนใจไม่น้อย 



ซานตา คลอส (Santa Claus) นั้น เป็นที่รู้จักกันในประเทศสหรัฐอเมริกาตั้งแต่ปี ค.ศ.1823 โดยมากจะเรียกกันสั้นๆว่า ซานต้า เป็นสัญลักษณ์ประจำเทศกาลคริสต์มาสที่สร้างขึ้นมาโดยอิงจาก เซนต์ นิโคลัส (St. Nicholas) นักบวชชาวกรีก มีชีวิตอยู่ในศตวรรษที่ 4 ท่านเป็นผู้ชอบให้ของขวัญแก่คนทั่วไป ส่วนประเทศแถบยุโรปนั้นจะเรียกกันในชื่อ St.Nicholas มากกว่า แต่เขียนและออกเสียงแตกต่างกันบ้างตามภาษาที่ใช้ ยกเว้นที่สวีเดน ชาวดัตช์เรียกว่า Sinter Klass ซึ่งเชื่อกันว่าชื่อนี้เองที่ชาวอเมริกันไปออกเสียงเป็นซานตา คลอส

ตามที่ปรากฏสืบต่อกันมา ซานตาคลอส นั้นเป็นชายชราร่างใหญ่ หน้าตาใจดี มีหนวดเครายาวสีขาว เวลาปรากฏตัวให้เห็นจะสวมเสื้อโค้ดสีแดงมีปกและปลายแขนเสื้อสีขาวทับบนกางเกงสีแดง คาดเข็มขัดเส้นโตสีดำ อาศัยอยู่ที่ขั้วโลกเหนือกับภูตน้อยที่เรียกว่า เอลฟ์ (Elf) จำนวนมาก เอลฟ์พวกนี้จะช่วยซานต้าทำของเล่นและขนม เพื่อเอาไปแจกเด็กในคืนวันที่ 24 ธันวาคมของทุกปี ซึ่งเวลาไปแจกของขวัญก็ใช้เลื่อนเทียมกวางเรนเดียร์ 9 ตัวเป็นพาหนะ ตามธรรมเนียมนั้นซานตา คลอส จะให้ของขวัญแก่เด็กดีและให้ถ่านหินแก่เด็กที่ดื้อกับพ่อแม่ เพื่อเป็นการสอนให้รู้ตัวและเปลี่ยนแปลงตัวเอง

นอกจากซานตาคลอสผู้ใจดีที่คนทั่วโลกคุ้นเคยกันอยู่แล้ว ชาวตะวันตกยังสร้างสัญลักษณ์ไว้สอนเด็กเล็กอีกจำนวนหนึ่ง สัญลักษณ์เหล่านี้พ่อแม่จะใช้ในโอกาสที่แตกต่างกันไป เพื่อฝึกให้เด็กเล็กมีจิตใจดี ว่านอนสอนง่าย ฝึกคิดเพื่อให้เป็นเด็กฉลาด แต่ขณะเดียวกันก็มีสัญลักษณ์ที่เอาไว้ขู่เด็กในเวลาที่เด็กตื่นขึ้นมาด้วยเช่นกัน สัญลักษณ์ที่ว่าเหล่านี้ (ยกเว้นตัวที่เอาไว้ขู่เด็ก) บางคนก็เรียกเป็น ผู้พิทักษ์เด็กประกอบไปด้วย

 


 


 

นางฟ้าฟันน้ำนม

 

 


นางฟ้าฟันน้ำนม หรือ Tooth Fairy เวลาเด็กเล็กที่ฟันน้ำนมหลุด พ่อแม่ฝรั่งจะบอกลูกให้เก็บฟันที่หลุดนั้นไว้ใต้หมอน ตอนกลางคืนเมื่อลูกหลับไปแล้วนางฟ้าองค์หนึ่งจะมาเอาฟันซี่นั้นไป แล้วให้ฟันซี่ใหม่ที่แข็งแรงกว่าเดิมแก่ลูก โดยฟันซี่ใหม่นั้นจะค่อยๆโผล่ขึ้นแทนฟันซี่ที่หลุดไปนั่นเอง (ของไทยเราสมัยก่อนเคยพูดกันว่า ถ้าฟันล่างหลุดให้เอาไปฝังดิน ฟันใหม่จะได้งอกขึ้นมาเหมือนต้นไม้ ถ้าฟันบนหลุดให้เอาโยนขึ้นฟ้า ฟันใหม่จะได้งอกลงมาแทนที่ฟันที่หลุด ไป) แต่บางท้องถิ่นของยุโรปก็มีธรรมเนียมที่จะเอาของขวัญบางอย่างไปวางไว้แทนฟันซี่ที่เอาไว้ใต้หมอนนั้น เป็นทำนองว่านางฟ้ามาเยี่ยมจริง บางครอบครัวก็เอาผงสีเงินสีทองมาโปรยไว้ในพื้นห้องด้วย เพื่อให้สมจริงมากยิ่งขึ้นว่านางฟ้ามาหา

เคยมีคนไปสำรวจความเห็นของผู้คนว่าภาพของนางฟ้าฟันน้ำนมในจินตนาการของพวกเขาเป็นอย่างไร ส่วนใหญ่จะตอบว่าเป็นนางฟ้าผู้หญิงตัวเล็กกระจิ๋วหลิว มีปีกคล้าย Tingle bell ในเรื่องปีเตอร์แพน ถือไม้คทาอันเล็ก แต่ก็มีคนจำนวนหนึ่งซึ่งไม่มากนักจินตนาการภาพของ Tooth Fairy ว่าเป็นเทวดาผู้ชาย

 


กระต่ายอีสเตอร์ มีชื่อเรียกเป็นภาษาอังกฤษว่า Easter Bunny หรือ Easter Rabbit กระต่ายตัวนี้เป็นสัญลักษณ์ที่ใช้กับวันอีสเตอร์ของชาวคริสต์ คือในวันก่อนวันอีสเตอร์ กระต่ายอีสเตอร์จะหิ้วตะกร้าใส่ไข่ที่มีเปลือกหลากสีรวมทั้งขนมหวานจำพวกลูกกวาด ลูกอด ไปใส่ไว้ตามบ้านที่มีเด็ก ๆ บางครั้งก็มีของเล่นไปด้วย คล้ายกับที่ซานตาคลอสทำในคืนก่อนวันคริสต์มาสนั่นเอง

กระต่ายอีสเตอร์นี้ถือเป็นสัญลักษณ์ที่ชาวคริสต์คุ้นเคยไม่น้อยไปกว่าซานตาคลอส เพราะนักสร้างภาพยนตร์ก็นำมันไปเป็นตัวเอกมาแล้วในภาพยนตร์หลายเรื่อง อย่างเช่น Hop-ฮอพกระต่ายซูเปอร์จัมพ์ ที่ฉายไปเมื่อปี 2012 และ Rise of the Guardians ที่เข้าโรงฉายไปเมื่อปี 2013 นี้ บางคนอาจสงสัยว่าทำไมกระต่ายและไข่จึงเป็นสัญลักษณ์ของวันอีสเตอร์นั้น ความเห็นมีค่อนข้างหลากหลาย อย่างเช่น กระต่ายนั้นเป็นสัตว์ที่ขยายพันธุ์ได้เร็วมาก และในยุคโบราณบางยุคเชื่อกันว่ามันเป็นสัตว์ 2 เพศที่สามารถให้กำเนิดลูกได้เอง โดยไม่ต้องมีเพศสัมพันธ์ ซึ่งคล้ายกับการให้กำเนิดพระเยซู ของพระแม่มารีซึ่งเป็นหญิงพรหมจรรย์ บางความเห็นก็บอกว่า ทั้งกระต่ายและไข่นั้นเป็นสัญลักษณ์ของการให้กำเนิดแก่ชีวิตใหม่ เพราะวันอีสเตอร์คือวันที่พระเยซูฟื้นคืนพระชนม์ชีพ กระต่ายอีสเตอร์นั้นนอกจากจะเป็นสัญลักษณ์ของวันอีสเตอร์แล้ว ก็ยังเป็นสัญลักษณ์ของความหวังทางด้านจิตใจสำหรับเด็ก ๆ ด้วย



แซนด์แมน (Sandman) หรือมนุษย์ทราย เป็นสัญลักษณ์ในตำนานของชาวยุโรปเหนือ เป็นผู้ช่วยให้เด็กๆที่นอนไม่หลับสามารถหลับได้ โดยการโปรยทรายวิเศษไปที่ดวงตาของเด็กคนนั้น และเมื่อหลับไปแล้วก็จะฝันดี ฮันส์ คริสเตียน แอนเดอร์สัน นักเขียนเทพนิยายสำหรับเด็กชาวเดนมาร์กผู้โด่งดัง ซึ่งเป็นที่รู้จักไปทั่วโลก ก็นำตำนานของแซนด์แมนมาแต่งเป็นเทพนิยายเรื่อง Ole Lukøje ซึ่งเป็นชื่อของแซนด์แมนนั่นเอง พ่อแม่ของเด็กที่หลับยากหรือฝันร้ายบ่อย ๆ จะใช้เรื่องของแซนด์แมนเป็นการปลอบขวัญ เพื่อให้เด็กผ่อนคลายเพราะอุ่นใจว่ามีแซนด์แมนคอยช่วยตนอยู่ ก็จะนอนหลับได้ง่ายขึ้นและฝันถึงแต่ในเรื่องดีๆ แซนด์แมนนั้นมีลักษณะไม่เหมือนเทพองค์อื่นๆ เพราะจะไม่พูด สงบนิ่งเป็นส่วนใหญ่ สิ่งที่ตรงข้ามกับแซนด์แมนโดยตรงน่าจะเป็น บูกี้แมน (Boogeyman) ซึ่งทำในสิ่งที่ตรงข้ามกับแซนด์แมนทำ



แจ็ค ฟรอสต์ (Jack Frost) หรือมนุษย์น้ำแข็ง มีที่มาจากทางสแกนดิเนเวีย ดินแดนของพวกไวกิ้งในอดีต ซึ่งในภาษาทางนั้นจะเรียกว่า Jokul Frosti แจ็ค ฟรอสต์ นั้นเป็นอีกภาคหนึ่งของเทพแห่งฤดูเหมันต์ หรือที่เรียกในภาษาอังกฤษว่า Old Man Winter ผู้ทำหน้าที่สร้างความหนาวเย็น ทำให้น้ำจับตัวเป็นน้ำแข็ง ทำให้เกิดหิมะตกในฤดูหนาว เปลี่ยนสีของใบไม้จากเขียวให้เป็นสีแดง เหลือง ม่วง ส้ม ในฤดูใบไม้ร่วง ปกติแจ็ค ฟรอสต์ จะมีความเป็นมิตร เยือกเย็น แต่ถ้าใครทำให้โกรธขึ้นมาละก็ สามารถที่จะทำให้เกิดหิมะขึ้นคลุมทับตัวคนนั้นจนถึงแก่ชีวิตได้ง่าย ๆ เช่นกัน

แจ็ค ฟรอสต์ นั้นถูกนำไปสร้างเป็นตัวละครในภาพยนตร์มาแล้วหลายเรื่องเช่นกัน อย่างเช่น Jack Frost เมื่อ ค.ศ. 2003 ซึ่งเป็นหนังตลก กับอีกเรื่องหนึ่งในชื่อเดียวกัน แต่เป็นแนวสยองขวัญ เข้าโรงฉายในปี ค.ศ. 1996 นอกจากนั้นก็ยังปรากฏอยู่ในภาพยนตร์อื่น ๆ อีกหลายเรื่อง


บูกี้แมน (Boogeyman หรือ Bogeyman) เป็นตัวร้ายที่พ่อแม่ฝรั่งเอาไว้ขู่เด็กที่ไม่เชื่อฟัง ดื้อ เอาแต่เล่นไม่ยอมเข้านอน ไม่ยอมรับประทานอาหาร ฯลฯ โดยพ่อแม่จะหลอกลูก ๆ ว่าบูกี้แมนกำลังคอยซ่อนตัวอยู่ตามใต้เตียงบ้าง แอบอยู่ในตู้เสื้อผ้า หรือตามมุมมืดของห้องบ้าง เพื่อเฝ้ามองและหาโอกาสจัดการกับเด็กเวลาเผลอ สิ่งที่บูกี้แมนจะทำก็คือ ทำให้เด็กฝันร้าย บูกี้แมนจึงเป็นตัวผู้ร้ายสำหรับเด็ก ๆ ขณะที่เทพองค์อื่น ๆ เป็นผู้คอยช่วยเหลือเด็ก ๆ ถ้าเด็กประพฤติตัวดี ลักษณะรูปร่างหน้าตาของบูกี้แมนจะไม่ชัดเจนเหมือนซานตาคลอส และแซนด์แมน ขึ้นอยู่กับจินตนาการของพ่อแม่ที่จะอธิบายกับลูกของตน แต่ในท้องถิ่นเดียวกันก็มักจะจินตนาการสร้างภาพของบูกี้แมนไว้ไปในลักษณะเดียวกัน และไม่เจาะจงเพศหญิงหรือเพศชาย ในปี ค.ศ. 2005 มีภาพยนตร์สยองขวัญชื่อ "บูกี้แมน" เข้าโรงฉายด้วย

จากสัญลักษณ์ทั้งหมดที่กล่าวมานั้น มีนักเขียนนิทานสำหรับเด็กชื่อ วิลเลี่ยม จอยซ์ นำมาแต่งเป็นนิทาน จอยซ์เป็นหนึ่งในนักเขียนนิทานสำหรับเด็กที่ได้รับการยกย่องมาก เขามีส่วนร่วมในภาพยนตร์แอนิเมชั่นอย่าง The Toys story และ The Bug’s Life ที่โด่งดังมาแล้ว และล่าสุดหนังสือชุด The Guardians จำนวน 5 เล่ม ที่เริ่มต้นด้วยหนังสือชื่อ The Man in the Moon ก็ถูกนำไปสร้างเป็นภาพยนตร์แอนิเมชั่นเรื่อง “Rise of the Guardians ดรีมทีมผู้พิทักษ์” ที่รวมเอาผู้พิทักษ์ทั้ง 5 คือ ซานตาคลอส, นางฟ้าฟันน้ำนม, กระต่ายอีสเตอร์, แซนด์แมน และแจ็ค ฟรอสต์ มารวมทีมเฉพาะกิจเพื่อต่อกรกับอสูรร้าย “พิช” หรือ บูกี้แมน ซึ่งต้องการจะทำให้เด็กทั้งโลกตกอยู่ภายใต้อำนาจมืดของตน วิลเลี่ยม จอยซ์ เองก็เป็นหนึ่งในทีมผู้กำกับด้วย 

Cr. ลุงดำ ทีมงานนิตยสารต่วย'ตูน







Create Date : 16 ตุลาคม 2557
Last Update : 16 ตุลาคม 2557 14:54:37 น. 0 comments
Counter : 3163 Pageviews.

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 

hathairat2011
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 12 คน [?]










Google

ขอบคุณที่แวะมา
อย่าลืมคอมเม้นท์นะจ้ะ

Flag Counter

ส่งอีเมล์

Facebook ของ Hathairat



New Comments
Friends' blogs
[Add hathairat2011's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.