บางครั้งโลกแห่งความจริงไม่สวยงาม...เฉกเช่นความฝัน แต่รู้สึกและจับต้องได้
Group Blog
 
<<
กุมภาพันธ์ 2554
 12345
6789101112
13141516171819
20212223242526
2728 
 
7 กุมภาพันธ์ 2554
 
All Blogs
 
วิถีเซน(51)...การเปลี่ยนพลังนิสัยด้านลบ








น้องญาติธรรมที่รักทุกท่าน วันนี้ตรงกับวันที่ 6 เดือนสิงหาคม ปี 2541 เรากำลังอยู่ที่ วัดบน วันนี้ฉันอยากจะพูดเกี่ยวกับสวรรค์และนรกสักเล็กน้อย ฉันเคยอยู่ทั้งในสวรรค์และ ในนรก ดังนั้นฉันจึงมีประสบการณ์ที่พอจะแบ่งปันแก่เธอได้ ฉันคิดว่าหากเธอลองทบทวน ให้ดี เธอคงจะระลึกได้ว่าเธอเองก็เคยอยู่ทั้งในสวรรค์และในนรกเช่นกัน นรกที่ร้อนและ แสนสาหัส

สวรรค์และนรก

ชาติหนึ่งของพระพุทธเจ้าอยู่ในนรก ก่อนที่จะเป็นพระพุทธเจ้า พระองค์ทนทุกข์ทรมาน มาหลายภพชาติ พระองค์ได้กระทำผิดมากมายเช่นเดียวกับพวกเรา พระองค์เคยทำให้ พระองค์และคนรอบข้างมีความทุกข์ ทรงเคยกระทำความผิดมหันต์จนทำให้พระองค์ต้อง ใช้ชีวิตอยู่ในนรกในชาติหนึ่ง พุทธประวัติอันมากมายถูกรวบรวมไว้ในรูปของนิทานชาดก มีเรื่องหนึ่งที่ฉันจำได้อย่างชัดเจน ตอนนั้นฉันอายุ 7 ขวบยังเยาว์วัยนัก ฉันอ่านพุทธประวัติ เรื่องนี้แล้วรู้สึกสะเทือนใจมาก แม้จะยังไม่เข้าใจอย่างลึกซึ้งก็ตาม

พระพุทธองค์อยู่ในนรก เพราะได้ทรงกระทำผิดอย่างร้ายแรง ก่อให้เกิดความทุกข์ต่อตนเองและผู้อื่น ในชาตินั้นพระองค์ได้ลิ้ม รสชาติความทุกข์อย่างที่สุด เพราะนรกที่พระองค์อยู่เป็นนรกที่เลวร้ายที่สุดในบรรดานรกทั้งปวง มีบุรุษผู้หนึ่งตกนรกพร้อมพระองค์ ทั้งสองต้องทำงานหนักร่วมกันภายใต้คำสั่งของผู้คุมผู้หนึ่ง ในนรกนั้นมืด เหน็บหนาว และร้อนระอุในเวลาเดียวกัน ผู้คุมผู้นั้นดูราวกับ ไม่มีหัวใจ ราวกับไม่รู้จักความทุกข์และความรู้สึกของผู้อื่น เขามีหน้าที่ควบคุมและทำให้บุรุษทั้งสองเป็นทุกข์ให้มากที่สุดเท่าที่จะ เป็นไปได้

ฉันคิดว่าผู้คุมผู้นั้นก็คงเป็นทุกข์มากเช่นกัน ดูเหมือนเขาไม่มีความเมตตาแม้แต่น้อย ไม่มีความรักในหัวใจ ดูเหมือนเขาจะไม่มี หัวใจด้วยซ้ำ ดูเหมือนเขาจะไม่สามารถสัมผัสความเป็นมนุษย์ได้เพราะเขาดุร้ายเกินไป เขาไม่สะทกสะท้านต่อความทุกข์และความ เจ็บปวดของผู้อื่น

ผู้คุมผู้นี้มีเหล็กสามง่ามเป็นอาวุธ เมื่อใดที่เขาอยากให้บุรุษทั้งสองเดินไปข้างหน้า เขาจะใช้เหล็กสามง่ามนั้นดันไปบนแผ่นหลัง ของบุรุษทั้งสองจนเลือดโชก เขาใช้อาวุธนั้นดันตลอดเวลาโดยไม่ปล่อยให้บุรุษทั้งสองได้หยุดพัก ตัวผู้คุมเองก็ดูราวกับถูกอะไร บางอย่างผลักดันอยู่ข้างหลังเช่นกัน แล้วเธอล่ะเคยรู้สึกบ้างไหมว่ามีอะไรบางอย่างผลักดันเธออยู่ แม้ไม่มีใครอยู่ข้างหลังเธอ แต่เธอ รู้สึกเหมือนถูกผลักและดันให้ทำในสิ่งที่เธอไม่อยากทำ พูดในสิ่งที่เธอไม่อยากพูด และการกระทำนั้นก็ได้สร้างความทุกข์ให้กับ ตัวเธอและผู้อื่น ผู้คุมผู้นี้พยายามผลักดันผู้อื่น เพราะเขาเองก็ถูกผลักดัน เขาทำร้ายบุรุษทั้งสองอย่างแสนสาหัส แม้บุรุษทั้งสองจะ เหน็บหนาวและหิวโหย แต่เขาก็ยังคงดันและทุบตีให้ทั้งสองทุกข์ทรมาน

บ่ายวันหนึ่ง อดีตชาติของพระพุทธเจ้าเห็นผู้คุมปฏิบัติต่อเพื่อนของเขา อย่างโหดร้ายมาก จนบุรุษผู้นั้นรู้สึกว่ามีอะไรบางอย่างในตัวถูกปลุกขึ้น จนรู้สึกอยากต่อต้าน แต่ก็รู้ว่าถ้าเข้าขัดขวางหรือพูดอะไรเพื่อปกป้องไม่ให้ ผู้คุมทุบตีเพื่อน ผู้คุมก็คงจะหันมาทุบตีเขาแทน แต่อะไรบางอย่างในตัว ผลักดันให้เขารู้สึกอยากเข้าไปขัดขวาง และพูดว่า "อย่าทุบตีเพื่อนของเรา ให้มากมายนักเลย ทำไมไม่ปล่อยให้เขาได้พักบ้าง?" ลึกเข้าไปภายในตัว ของเขา มีบางอย่างผลักดันให้ต้องการเข้าขัดขวาง แม้รู้ว่าจะต้องถูกทุบตี อย่างแน่นอน แรงกระตุ้นนั้นรุนแรงมากจนไม่สามารถทานทนได้ เขาจึง หมุนตัวมาเผชิญหน้ากับผู้คุมที่ปราศจากหัวใจ และกล่าวว่า "ทำไมเจ้าจึง ไม่ปล่อยเขาไว้ตามลำพังสักครู่เล่า ทำไมเจ้าต้องตี และผลักดันเขาอยู่ อย่างนั้น เจ้าไม่มีหัวใจหรอกหรือ?"

นั่นคือสิ่งที่บุรุษที่ต่อมาได้กลายเป็นพระพุทธเจ้าได้พูดออกไป เมื่อ ผู้คุมได้ยินดังนั้น ก็รู้สึกโกรธเป็นฟืนเป็นไฟ จึงใช้เหล็กสามง่ามแทงลงไป ที่อกของบุรุษผู้เป็นอดีตชาติของพระพุทธองค์จนสิ้นชีวิต เขาได้เกิดใหม่ ในแทบจะทันทีในร่างของมนุษย์ เขาหลุดพ้นจากนรก และกลายมาเป็น มนุษย์ในโลก เพราะเขามีความเห็นอกเห็นใจที่แรงกล้า จนก่อให้เกิด ความกล้าที่จะเข้าขัดขวางและช่วยเหลือเพื่อนของเขา



แล้วเธอล่ะเคยรู้สึกบ้างไหมว่า
มีอะไรบางอย่างผลักดันเธออยู่
แม้ไม่มีใครอยู่ข้างหลังเธอ
แต่เธอรู้สึกเหมือนถูกผลักและดัน
ให้ทำในสิ่งที่เธอไม่อยากทำ
พูดในสิ่งที่เธอไม่อยากพูด
และการกระทำนั้นก็ได้สร้าง
ความทุกข์ให้กับตัวเธอและผู้อื่น

นั่นคือสิ่งที่บุรุษที่ต่อมาได้กลายเป็นพระพุทธเจ้าได้พูดออกไป เมื่อ ผู้คุมได้ยินดังนั้น ก็รู้สึกโกรธเป็นฟืนเป็นไฟ จึงใช้เหล็กสามง่ามแทงลงไป ที่อกของบุรุษผู้เป็นอดีตชาติของพระพุทธองค์จนสิ้นชีวิต เขาได้เกิดใหม่ ในแทบจะทันทีในร่างของมนุษย์ เขาหลุดพ้นจากนรก และกลายมาเป็น มนุษย์ในโลก เพราะเขามีความเห็นอกเห็นใจที่แรงกล้า จนก่อให้เกิด ความกล้าที่จะเข้าขัดขวางและช่วยเหลือเพื่อนของเขา

เมื่อฉันอ่านเรื่องนี้จบ ฉันรู้สึกแปลกใจที่แม้แต่ในนรกก็ยังมีความ เห็นอกเห็นใจ นั่นเป็นความจริงที่น่ายินดี ที่แม้แต่ในนรกก็ยังมีความ เห็นอกเห็นใจ เธอนึกภาพออกไหม? ที่ไหนก็ตามที่มีความเห็นอกเห็นใจกัน

ที่นั่นก็ไม่เลวร้ายนักหรอก และเธอรู้อะไรไหม เมื่อบุรุษอีกคนเห็นเพื่อนสิ้นชีวิต เขารู้สึกโกรธมาก และเป็นครั้งแรกที่เขาได้สัมผัสกับ ความเห็นอกเห็นใจ เขาตระหนักได้ว่าบุรุษผู้นั้นต้องมีความรัก ความเมตตามากจนกล้าพอที่จะเข้าขัดขวางเพื่อเขา นั่นทำให้ความรู้สึก เมตตาของเขาเพิ่มขึ้นเช่นกัน เขามองไปที่ผู้คุมและกล่าวว่า "เพื่อนของฉันพูดถูก เจ้าไม่มีหัวใจ สิ่งที่เจ้าทำเป็นมีเพียงแต่การสร้าง ความทุกข์ให้ตัวเองและผู้อื่นเท่านั้น ฉันไม่คิดว่าเจ้าจะมีความสุขนักหรอกที่ได้ฆ่าเขา" หลังจากที่ได้ยิน ผู้คุมผู้นั้นก็โกรธมาก และ ใช้เหล็กสามง่ามแทงลงไปที่ท้องของเขา ทำให้เขาตายในทันที และเขาก็ได้เกิดใหม่เป็นมนุษย์ในโลก บุรุษทั้งสองหลุดพ้นจากนรก และมีโอกาสเริ่มต้นใหม่บนโลกในฐานะมนุษย์เต็มตัว

แล้วเธอรู้ไหมว่าเกิดอะไรขึ้นกับผู้คุมผู้ไร้ซึ่งหัวใจ เขาต้องอยู่อย่างโดดเดี่ยว เพราะในนรกนั้นมีคนอยู่เพียงสามคน และสองคน ได้ตายไปแล้ว เขาเริ่มเห็นว่าแม้คนทั้งสองจะไม่ใช่คนดีนัก แต่การมีคนอยู่ด้วยนั้นเป็นสิ่งที่วิเศษมาก บัดนี้ทั้งสองตายไปแล้ว และ เขาต้องอยู่ตามลำพังในนรก เขาไม่สามารถทนความเหงาเช่นนี้ได้ นรกเป็นสิ่งที่แสนลำเค็ญสำหรับเขาเสียแล้ว ความทุกข์นี้สอนให้ เขาได้รู้ว่า คนเราไม่อาจอยู่เพียงลำพัง มนุษย์ไม่ใช่ศัตรูของเรา คนเราไม่สามารถเกลียดชังและฆ่ากันเอง คนเราไม่อาจลดคุณค่า ของคนอื่นจนไม่เหลืออะไรเลย เพราะถ้าเราฆ่าเพื่อนมนุษย์เสีย แล้วเราจะอยู่กับใคร เขาได้ตั้งปณิธานว่า หากเขาต้องดูแลใคร ในนรกอีก เขาจะเรียนรู้ที่จะปฏิบัติกับคนเหล่านั้นให้ดีขึ้น และการแปรเปลี่ยนก็ได้บังเกิดในหัวใจของเขา ที่จริงเขาก็มีหัวใจ การที่ เชื่อว่าเขาไม่มีหัวใจนั้นเป็นความเข้าใจที่ผิด ทุกคนล้วนมีหัวใจ เราเพียงต้องการบางสิ่งบางอย่าง หรือใครบางคนมาสัมผัสหัวใจ และ แปรเปลี่ยนหัวใจนั้นให้เป็นหัวใจมนุษย์ ด้วยความตั้งใจที่จะปฏิบัติต่อนักโทษอย่างเห็นอกเห็นใจมากขึ้น ทันใด ประตูนรกก็เปิดออก และพระโพธิสัตว์ก็ปรากฏกายขึ้นพร้อมกับรัศมีรอบพระองค์ พระโพธิสัตว์ตรัสว่า "ความดีได้เกิดขึ้นในตัวเธอแล้ว เธอจะทนทุกข์ ในนรกอีกไม่นาน เธอจะตายและเกิดใหม่เป็นมนุษย์ในเร็วๆ นี้"

นี่คือเรื่องราวที่ฉันอ่านเมื่ออายุ 7 ขวบ ฉันต้องสารภาพว่าในขณะที่อ่านฉันไม่ได้เข้าใจมากนัก แต่พุทธประวัติเรื่องนี้มีผลกระทบ ต่อฉันมาก เป็นนิทานชาดกเรื่องโปรดของฉัน ฉันพบว่าแม้แต่ในนรกความเห็นอกเห็นใจก็บังเกิดขึ้นได้

ดังนั้นไม่ว่าในสถานการณ์ที่เลวร้ายเพียงใด ความเห็นอกเห็นใจต่อผู้อื่นก็สามารถเกิดขึ้นได้ ในแต่ละวันเราได้สร้างนรกให้ตัวเอง และคนที่เรารัก พระพุทธองค์ก็ได้เคยทำสิ่งเดียวกันนี้มาหลายครั้งก่อนที่จะเป็นพระพุทธเจ้า พระองค์ได้สร้างความทุกข์ให้กับตนเอง และผู้อื่น รวมถึงพ่อแม่ของพระองค์ด้วย นั่นคือเหตุผลว่าทำไมชาติหนึ่งของพระองค์จึงต้องอยู่ในนรก แต่นรกก็เป็นที่ที่เราจะได้ เรียนรู้บทเรียนสำหรับการเติบโต และที่นี่เองพระองค์ได้เรียนรู้เป็นอย่างดี เมื่อพระองค์มาเกิดเป็นมนุษย์ พระองค์ยังคงเฝ้าปฏิบัติ ความเห็นอกเห็นใจต่อผู้อื่น ทรงก้าวเดินในเส้นทางแห่งความเข้าใจและความรัก พระองค์ไม่เคยต้องกลับไปอยู่ในนรกอีกเลย เว้นแต่ ในยามที่เสด็จกลับไปเพื่อโปรดสัตว์

ฉันเคยอยู่ในขุมนรกหลายขุม และได้สังเกตเห็นว่าแม้ในนรกก็ยังมีความเห็นอกเห็นใจกัน ด้วยการฝึกสมาธิในทางพุทธศาสนา เธออาจป้องกันไม่ให้นรกปรากฏ และถึงแม้นรกจะปรากฏเธอก็ยังมีวิธีที่จะแปรเปลี่ยนนรกให้เป็นสิ่งที่น่าอภิรมย์มากขึ้น เมื่อเธอโกรธ นรกก็เกิดขึ้น ความโกรธทำให้เธอและคนที่เธอรักมีความทุกข์ หากเราไม่รู้วิธีฝึกสมาธิ เราอาจสร้างนรกในครอบครัวของเราเสมอๆ..

แปรเปลี่ยนพลังนิสัย...แปรเปลี่ยนนรกให้เป็นสวรรค์

ฉันขอเชื้อเชิญให้เยาวชนคนหนุ่มสาวทั้งหลาย มาเรียนรู้การปฏิบัติเพื่อแปรเปลี่ยน นรกให้เป็นสิ่งที่สวยงามมากขึ้น การฝึกการหายใจอย่างมีสติ การเดินอย่างมีสติ และ การยิ้มอย่างมีสติเป็นสิ่งสำคัญมาก เธออาจคิดว่าเธอเดินได้ เธออาจคิดว่าเธอหายใจ เป็น เพราะเธอหายใจอยู่ทุกวันตลอดเวลา เธออาจคิดว่าเธอสามารถยิ้มได้ แต่การยิ้ม ในที่นี้อาจจะต่างออกไปสักเล็กน้อย การหายใจอาจจะต่างออกไปเล็กน้อย การเดิน ในที่นี้ก็ต่างออกไปเล็กน้อยเช่นกัน เราเรียกว่าการหายใจอย่างมีสติ การเดินอย่างมีสติ และการยิ้มอย่างมีสติ ถ้าเธอฝึกฝนสิ่งเหล่านี้จนชำนาญ เธอจะมีเครื่องมือที่จะช่วย แปรเปลี่ยนนรกให้กลายเป็นสวรรค์ได้

นรกอาจถูกสร้างโดย พ่อแม่ พี่น้อง หรือตัวเธอเอง เธอเคยสร้างนรกในครอบครัว ของเธอมาหลายครั้ง และทุกครั้งที่นรกเกิดขึ้น ไม่เพียงสมาชิกในครอบครัวของเธอที่มี ความทุกข์ ตัวเธอเองก็เช่นกัน แล้วจะต้องทำอย่างไรจึงจะทำให้เกิดความเห็นอกเห็นใจ ขึ้น? ฉันคิดว่านี่คือหัวใจของการปฏิบัติ ถ้าหนึ่งในพวกเธอ 3-4 คน มีใครสักคนที่มีความ เห็นอกเห็นใจอยู่ภายในตัวเอง คนเพียงคนเดียวที่สามารถยิ้มอย่างมีสติ หายใจอย่าง มีสติ เดินอย่างมีสติ คนคนนั้นจะเป็นผู้ช่วยชีวิตให้กับคนทั้งครอบครัว เขาจะมีบทบาท เหมือนพระพุทธองค์ในนรก เพราะความเห็นอกเห็นใจที่เกิดขึ้นในตัวเขาจะได้รับการ สัมผัส และส่งต่อไปยังคนอื่นๆ บางทีนรกอาจถูกแปรเปลี่ยนไปในเวลาไม่ถึงหนึ่งนาที มันช่างมหัศจรรย์อะไรเช่นนี้

เธอเรียนการเขียน การอ่าน เลขคณิต วิทยาศาสตร์ และสิ่งต่างๆ มากมายที่โรงเรียน แต่เธอไม่เคยได้เรียนเรื่องเหล่านี้ ภิกษุ ภิกษุณี และพี่น้องที่หมู่บ้านพลัมสามารถบอก เธอถึงวิธีปฏิบัติเพื่อไม่ให้นรกปรากฏ และหากนรกปรากฏขึ้นจะต้องทำอะไรหรือไม่ต้อง ทำอะไร เพื่อแปรเปลี่ยนนรกให้กลายเป็นบางสิ่งที่วิเศษ ความเบิกบานและความสุขนั้น เป็นไปได้ เพียงแค่เราเรียนรู้เกี่ยวกับการฝึกสติเพียงเล็กน้อย เราจะสามารถทำให้ชีวิต มีความสุขมากขึ้นได้เสมอทุกที่



มรดกจากบรรพบุรุษ

ฉันจำได้ว่าวันหนึ่งฉันเคยนั่งรถประจำทางในประเทศอินเดียกับเพื่อนคนหนึ่ง เพื่อไปเยี่ยมชุมชนที่อยู่ห่างไกล ฉันไปที่นั่นเพื่อจะ นำเอาการปฏิบัติทางพุทธศาสนาไปเผยแพร่ให้เพื่อนของเราในชุมชนอัมเบดการ์ (Ambedkar) ฉันยังจำได้ดี วันหนึ่งในเมืองนาคปุระ (nagpur) ได้มีชาวอินเดียวรรณะจัณฑาลห้าแสนคนเข้ารับข้อฝึกอบรมสติ 5 ประการ เพื่อที่พวกเขาจะได้เป็นอิสระจากการถูกเอารัด เอาเปรียบ พวกเขาต้องการความเข้มแข็งและการฝึกปฏิบัติทางจิตวิญญาณ แต่หลังจาก ดร.อัมเบดการ์ ผู้นำของพวกเขาได้เสียชีวิต กำลังการเคลื่อนไหวก็อ่อนล้าลง ฉันจึงพยายามช่วยพวกเขา (หมายเหตุผู้แปล : Dr. Babasaheb Bhimrao Ramji Ambedkar เป็น ชาวอินเดียที่เกิดในวรรณะจัณฑาล เป็นผู้ร่างรัฐธรรมนูญฉบับแรกและฉบับเดียวของอินเดีย ทั้งเป็นนักต่อสู้เพื่อสิทธิของคนจัณฑาล และเป็นผู้นำในการเปลี่ยนศาสนาจากฮินดูเป็นพุทธของชาวจัณฑาลในครั้งเดียวร่วมห้าแสนคน)

เพื่อนของฉันนั่งอยู่ทางขวาของฉันบนรถประจำทาง เราเดินทางไปรัฐต่างๆ ในประเทศอินเดียเพื่อจัดวันแห่งสติ การบรรยายธรรม และการภาวนา ภูมิทัศน์ข้างทางนั้นสวยงามมาก ทั้งต้นปาล์ม วัดวาอาราม ฝูงวัวควาย ทุ่งนา ฉันมีความสุขกับการชื่นชมทิวทัศน์ผ่าน หน้าต่างรถ แต่เมื่อฉันมองเพื่อนของฉัน ฉันเห็นว่าเขาเครียดมาก ไม่ได้มีความสุขกับการชื่นชมทิวทัศน์เหมือนอย่างฉัน เขากำลัง ดิ้นรน ฉันจึงพูดว่า "เพื่อนรัก ไม่มีอะไรที่เธอจะต้องกังวลในขณะนี้ ฉันรู้ว่าเธอกังวลว่าจะทำให้ฉันพอใจและมีความสุขในการเดินทาง ได้อย่างไร แต่เธอรู้ไหม ขณะนี้ฉันมีความสุขมาก ขอเธอจงเบิกบานกับตัวเอง นั่งให้สบาย และยิ้ม ภูมิประเทศแถวนี้สวยงามมาก" เขารู้สึกเครียดและพูดว่า "ตกลง" เขานั่งเอนหลังพิงพนักเก้าอี้ แต่สองนาทีต่อมา เมื่อฉันมองกลับไปที่เขาก็พบว่าเขายังคงรู้สึกเครียด ยังคงดิ้นรน ดิ้นรนและดิ้นรน เขาไม่สามารถปล่อยวางความดิ้นรนนั้นได้ ความดิ้นรนซึ่งสืบเนื่องมาเป็นเวลาหลายพันปี เขาไม่สามารถ มีชีวิตอยู่ในปัจจุบันและสัมผัสชีวิตอย่างลึกซึ้งได้ เขาทำให้ตัวของเขาเองเป็นจัณฑาล แม้เขาจะมีครอบครัว มีบ้านพักที่สวยงาม และ งานที่ดี เขาดูไม่เหมือนวรรณะจัณฑาลที่ถูกห้ามยุ่งเกี่ยว แต่ก็ยังคงทำให้ตนเองเป็นเหมือนจัณฑาล เพราะเขาได้แบกพลังแห่งความ ทุกข์ของบรรพบุรุษของเขาในอดีตหลายพันปีเอาไว้ พวกเขาดิ้นรนตลอดวันตลอดคืน แม้กระทั่งในความฝัน พวกเขาไม่สามารถ ปล่อยวางและผ่อนคลายได้

ศิลปะแห่งการหยุด

พระพุทธองค์ทรงตรัสว่าการใช้ชีวิตอย่างมีความสุขในปัจจุบันเป็นสิ่งที่เป็นไปได้ ดังคำว่า ทิฎฐธรรมสุขวิหารี คำว่า ทิฎฐธรรม หมายถึง สิ่งที่อยู่ที่นี่ เกิดขึ้นที่นี่เวลานี้ คำว่า สุข (ออกเสียงว่า สุขขะ) หมายถึงความสุข วิหารี หมายถึง อาศัยอยู่ มีชีวิตอยู่ การมี ชีวิตอย่างมีความสุขในปัจจุบันเป็นสิ่งที่ต้องฝึกฝนปฏิบัติ แต่จะทำอย่างไรจึงจะสามารถปลดปล่อยตัวเราให้เป็นอิสระ และมีชีวิตอยู่ ที่นี่เวลานี้อย่างแท้จริง การฝึกสมาธิในแนวทางพุทธศาสนาเป็นการฝึกให้หยุด การหยุดเป็นสิ่งสำคัญมาก เพราะเราวิ่งวุ่นไปมาตลอด เวลาทั้งในชีวิตนี้และชาติที่แล้ว บรรพบุรุษของเรา ปู่ย่าตายายของเราก็เคยวิ่งวุ่นไปมา และพวกเขาก็ยังคงวิ่งอยู่ในตัวเรา ถ้าเราไม่ฝึก ปฏิบัติ ลูกหลานของเราก็จะต้องแบกรับสิ่งนี้และวิ่งวุ่นอีกต่อไปในอนาคต

เราจึงจำเป็นที่จะต้องเรียนรู้ศิลปะในการหยุด หยุดที่จะถูกผลักดันโดยพลังนิสัย แต่อันดับแรกเธอต้องตระหนักรู้ถึงพลังชนิดนี้ ที่มีอยู่ในตัวเธอ คอยผลักดันเธออยู่ตลอดเวลา แม้ว่าเธอต้องการจะหยุด แต่มันก็ไม่ยอมให้เธอหยุด

เวลารับประทานอาหารเช้า มีพวกเราไม่กี่คนเท่านั้นที่สามารถรับประทานอาหารเช้าได้อย่างเป็นสุข และสามารถอยู่ร่วมกัน ณ ที่นี่ เวลานี้ เมื่อวานนี้ฉันรับประทานอาหารเช้ากับภิกษุบวชใหม่สองรูป ฉันมองไปที่ภิกษุทั้งสองและกล่าวว่า "เป็นสิ่งมหัศจรรย์จริงๆ ที่เรา ได้มารับประทานอาหารร่วมกัน เป็นสิ่งที่แสนวิเศษและน่าเบิกบานใจเป็นที่สุด คิดดูซิว่าจะมีอะไรที่วิเศษยิ่งไปกว่าการที่ครูและศิษย์ สองคนมานั่งรับประทานอาหารเช้าร่วมกันอีกบ้าง?" ภิกษุรูปหนึ่งตอบฉันด้วยรอยยิ้ม เขาเข้าใจ เข้าใจไม่เพียงแต่คำพูดของฉัน แต่ยัง เข้าใจความเป็นจริงที่ว่า ความสุขที่เกิดขึ้นเป็นสิ่งจริงแท้ เพราะเราสามารถอยู่ร่วมกันและตระหนักรู้ปัจจุบันขณะของกันและกัน ในชั่ว ขณะนั้น ชีวิตจึงเป็นสิ่งจริงแท้ แต่ผู้คนส่วนใหญ่กลับไม่สามารถอยู่ที่นั่นและรับประทานอาหารเช้าอย่างแท้จริงไม่ได้ เรายังคงวิ่งวุ่น คิดถึงโครงการที่จะทำมากมาย มีสิ่งกังวลใจและความวิตกมากมาย

เด็กหนุ่มชาวอเมริกันคนหนึ่ง มาฝึกภาวนาภาคฤดูร้อนที่นี่เมื่อสิบปีก่อน เขามีความเบิกบาน ในการฝึกปฏิบัติ 3 สัปดาห์ที่วัดบนมาก เขาเดิน นั่ง หายใจ ทำอาหารและทำสิ่งต่างๆ ด้วยความ เบิกบาน วันหนึ่งเราจัดพิธีที่เรียกว่า "พิธีแสดงความขอบคุณ" โดยจัดขึ้นตามวิถีของเราเอง เพื่อ แสดงความขอบคุณต่อพ่อแม่ที่ให้ชีวิตกับเรา ต่อครูบาอาจารย์ที่แสดงให้เห็นถึงการอยู่อย่าง มีความสุขในปัจจุบัน ต่อมิตรสหายที่เกื้อกูลเราในช่วงเวลาที่ยากลำบาก และขอบคุณต่อสรรพ ชีวิต พืชและแร่ธาตุ ในวันนั้นเราจะฝึกปฏิบัติเพื่อตระหนักรู้ถึงการดำรงอยู่ของสรรพชีวิต และ การใช้ชีวิตในวิถีที่สำนึกในบุญคุณต่อการเกื้อกูลของสรรพชีวิต

เด็กหนุ่มคนนั้นถูกเพื่อนชาวอเมริกันชวนไปซื้อของข้างนอก กลุ่มสมาชิกแต่ละประเทศ จะต้องทำอาหารชนิดพิเศษของประเทศของตน เพื่อวางไว้ที่แท่นบูชาบรรพบุรุษ เช่น ถ้าเธอ เป็นชาวจีน เธอต้องทำอาหารจีนจานพิเศษ ขณะที่เขาอยู่ในร้านค้า ได้เกิดพลังบางอย่างซึ่ง ทำให้เขาเร่งรีบและร้อนรน เขาสูญเสียความสงบระหว่างการฝึกปฏิบัติ 3 สัปดาห์ที่วัดบนไป เขาไม่เคยมีอาการเช่นนี้ เพราะเขาอยู่ท่ามกลางสังฆะ ทุกคนฝึกปฏิบัติการเดิน การนั่ง และ การทำสิ่งต่างๆ อย่างผ่อนคลาย เรียนรู้ที่จะอยู่ในปัจจุบัน การปฏิบัติร่วมกันที่เข้มแข็งของสังฆะ ช่วยให้เขารื่นรมย์ต่ออิสรภาพ ความมั่นคง และความเบิกบาน แต่เมื่อเขาอยู่คนเดียวในตลาด เขารู้สึกว่าเขาต้องเร่งรีบ พยายามทำสิ่งต่างๆ อย่างรวดเร็วเพื่อที่จะกลับไปบ้านที่วัดบน แต่ เพราะเขาได้ฝึกปฏิบัติถึง 3 สัปดาห์เต็ม เขาตระหนักรู้ว่าเกิดอะไรขึ้นในตัวเขา เขาได้เกิดความ เข้าใจอันลึกซึ้ง และเห็นถึงพลังนิสัยของแม่ของเขา เพราะเธอมักจะเป็นเช่นนี้ ลุกลี้ลุกลน รีบเร่ง หงุดหงิด และร้อนรน เมื่อปัญญาหรือความเข้าใจอันลึกซึ้งเกิดขึ้น เขาได้กลับมาอยู่ที่ ลมหายใจ เข้าออก และพูดว่า "สวัสดีคุณแม่" แล้วความรู้สึกร้อนรนและรีบเร่งก็พลันหายไป เขารู้ว่าเวลานี้ เขาไม่ได้ถูกแวดล้อมด้วยพี่น้องในสังฆะ แต่อยู่คนเดียวในตลาด การหายใจอย่างมีสติจึง เปรียบเสมือนตัวแทนของสังฆะ เมื่อตระหนักได้ดังนั้น เขาก็เริ่มหายใจอย่างมีสติ และสามารถ ซื้อของได้อย่างมั่นคง เบิกบานและสงบตลอดการจับจ่ายนั้น เมื่อเขากลับมาจากตลาด ก็ได้เล่า เรื่องนี้ให้พวกเราฟัง



โอบกอดพลังนิสัยด้วยพลังแห่งสติ

พลังนิสัยด้านลบที่คอยผลักดันเรา เป็นสิ่งที่ถูกปลูกฝังอยู่ในตัวเรามาเป็นเวลาหลายปี พลังนิสัยนี้อาจถูกส่งต่อมาจาก พ่อ แม่ และบรรพบุรุษของเรา และกลายมาเป็นมรดก ตกทอดของเรา

ความเบิกบาน ความสงบ และความสุขของเรา ขึ้นอยู่กับการฝึกปฏิบัติของเราเป็น อย่างมาก การฝึกปฏิบัตินี้หมายถึง ฝึกที่จะตระหนักรู้และแปรเปลี่ยนพลังนิสัยของเรา เรามีพลังนิสัยด้านบวกที่ถูกปลูกฝังอยู่ในตัว รวมทั้งพลังนิสัยด้านลบที่เราควรตระหนักรู้ โอบกอดและแปรเปลี่ยนมัน พลังที่จะทำสิ่งนี้ได้คือ พลังแห่งสติ สติเป็นพลังที่ช่วยให้ เราตระหนักรู้ว่ามีอะไรเกิดขึ้น ดังนั้นเมื่อพลังนิสัยแสดงตัวออกมา เราจะตระหนักรู้ได้ ในทันที "สวัสดี พลังนิสัยตัวน้อยของฉัน ฉันรู้ว่าเธออยู่ที่นั่น และฉันจะดูแลเธอเอง" การตระหนักรู้พลังนิสัยอย่างที่มันเป็นจะทำให้เธอควบคุมสถานการณ์ได้ เธอไม่จำเป็น ต้องต่อสู้กับมัน พระพุทธองค์ไม่ได้สอนให้เธอต่อสู้กับมัน เพราะพลังนิสัยก็คือ ตัวเธอเอง เธอไม่ควรต่อสู้กับตัวเอง สิ่งที่เธอต้องทำคือสร้างพลังแห่งสติ ซึ่งพลังแห่งสติก็คือ ตัวเธอ พลังงานด้านบวกนั้นจะเริ่มสรรค์สร้างการตระหนักรู้และให้การโอบกอด ทุกครั้งที่เธอ โอบกอดพลังนิสัยของเธอ เธอจะทำให้มันแปรเปลี่ยนทีละนิด พลังนิสัยเป็นเมล็ดพันธุ์ ชนิดหนึ่งในวิญญาณของเธอ และเมื่อเมล็ดนี้ได้กลายเป็นพลังนิสัย เธอจะต้องตระหนักรู้ มันให้ได้ เธอต้องนำสติมาสู่ปัจจุบัน เพียงแค่เธอโอบกอดพลังนิสัยด้านลบ "สวัสดี พลังนิสัยด้านลบของฉัน ฉันรู้ว่าเธออยู่ที่นั่น และฉันอยู่ที่นี่เพื่อเธอ" หลังจากนั้น สองสาม นาที พลังนั้นจะกลับเป็นเมล็ดพันธุ์เหมือนเดิม รอคอยที่จะปรากฏตัวใหม่ภายหลัง เธอจึง ต้องมีความตื่นตัวอยู่เสมอ

ทุกครั้งที่พลังนิสัยด้านลบได้รับการโอบกอดจากพลังแห่งสติ มันจะสูญเสียกำลังทีละ น้อย และกลายเป็นเมล็ดพันธุ์ที่กลับไปอยู่ในวิญญาณชั้นที่ลึกลงไป สิ่งเดียวกันนี้เกิดขึ้น กับจิตปรุงแต่งทุกประเภท ไม่ว่าจะเป็นความกลัว ความทุกข์ ความกังวล หรือความท้อแท้ สิ้นหวัง พวกมันอยู่ในตัวเราในรูปของเมล็ดพันธุ์ และเมื่อเมล็ดพันธุ์เหล่านี้ได้รับการรดน้ำ มันจะกลายเป็นแถบพลังงานในวิญญาณชั้นที่อยู่สูงขึ้นไป ถ้าเธอไม่รู้วิธีดูแลมัน มันจะ สร้างความเสียหาย มันจะผลักดันเราให้ทำหรือพูดในสิ่งที่ทำร้ายเราและคนที่เรารัก ดังนั้น การเจริญสติเพื่อที่จะตระหนักรู้ โอบกอด และดูแลมัน ถือเป็นการฝึกปฏิบัติ การฝึกปฏิบัติ ควรจะเป็นไปด้วยความอ่อนโยน ไม่รุนแรง ไม่ควรมีการต่อสู้ เพราะเมื่อเธอต่อสู้ก็เหมือน เธอทำร้ายตัวเอง การฝึกปฏิบัติในทางพุทธศาสนามีรากฐานมาจากความเข้าใจอันลึกซึ้ง แห่งความไม่แบ่งแยกเป็นสอง เธอคือความรัก เธอคือสติที่เต็มเปี่ยม และเธอเองก็เป็น พลังนิสัยในตัวเธอเช่นกัน การฝึกสมาธิไม่ใช่การแปรเปลี่ยนตัวเองเป็นสนามรบ ที่มี ความดีต่อสู้กับความเลว หรือด้านบวกต่อสู้กับด้านลบ นั่นมิใช่พุทธศาสนา ด้วยรากฐาน ความเข้าใจอย่างลึกซึ้งแห่งการไม่แบ่งแยก การปฏิบัติจึงไม่ใช่วิถีแห่งความรุนแรง เมื่อ สติโอบกอดความโกรธก็เหมือนเวลาแม่โอบกอดลูก พี่สาวโอบกอดน้องสาว การโอบกอด จะทำให้เกิดผลในเชิงบวก เธอจะผ่อนคลาย และทำให้พลังนิสัยด้านลบอ่อนกำลังลงได้ เพียงแค่โอบกอดมันเท่านั้น



การฝึกปฏิบัติในทางพุทธศาสนา
มีรากฐานมาจาก
ความเข้าใจอันลึกซึ้ง
แห่งความไม่แบ่งแยกเป็นสอง
เธอคือความรัก
เธอคือสติที่เต็มเปี่ยม
และเธอเองก็เป็น
พลังนิสัยในตัวเธอเช่นกัน
การฝึกสมาธิ
ไม่ใช่การแปรเปลี่ยนตัวเอง
เป็นสนามรบ
ที่มีความดีต่อสู้กับความเลว
หรือด้านบวกต่อสู้กับด้านลบ

(หลวงปู่วาดรูปบนกระดาน) วงกลมนี้เป็นตัวแทนวิญญาณของเรา ส่วนล่างเรียกว่าคลังวิญญาณ ด้านบนเรียกว่า จิตรับรู้ หรือ มโนวิญญาณ ในผืนดินของคลังวิญญาณ มีเมล็ดพันธุ์หลายชนิดถูกเก็บไว้ มีทั้งเมล็ดพันธุ์แห่งความรัก เมล็ดพันธ์แห่งปัญญา เมล็ดพันธุ์แห่งการให้อภัย เมล็ดพันธุ์แห่งความท้อแท้สิ้นหวัง เมล็ดพันธุ์แห่งความโกรธ เมล็ดพันธุ์ทั้งด้านบวกและด้านลบได้ถูกเก็บ รักษาไว้ในคลังวิญญาณ และทุกครั้งที่เมล็ดพันธุ์เหล่านี้ได้รับการสัมผัสหรือได้รับการรดน้ำ พวกมันจะปรากฏตัวเป็นโซนพลังงาน ในมโนวิญญาณ ซึ่งเราจะเรียกมันว่า พลังงานหมายเลขหนึ่ง ซึ่งนั่นอาจจะเป็นความกลัว ความอิจฉาริษยา ความท้อแท้ หรือความ ซึมเศร้าของเธอ

ผู้ปฏิบัติธรรมมีสิทธิ์ที่จะมีความทุกข์ แต่ไม่มีสิทธ์ิที่จะไม่ฝึกปฏิบัติ ผู้ที่ไม่ปฏิบัติธรรมจะปล่อยให้ความเจ็บปวด ความเศร้าโศก และความทุกข์โศกถาโถมตนเอง ผลักดันให้พูดหรือทำในสิ่งที่ตนเองไม่ต้องการ ดังนั้นในการดูแลสถานการณ์ต่างๆ พวกเราซึ่งถือว่า เป็นผู้ปฏิบัติธรรมจึงต้องทำอะไรบางอย่าง เพื่อเรียกสิ่งที่เป็นด้านบวกมาสู่ร่างกายและวิญญาณของเรา มันเป็นเรื่องปกติที่เราจะมี ความทุกข์หรือเกิดความรู้สึกโกรธ แต่สิ่งที่ไม่ควรเกิดขึ้นคือ การที่เราปล่อยให้ตัวเองจมอยู่กับความทุกข์ เรารู้ว่าในร่างกาย และ วิญญาณของเรามีพลังด้านบวกที่เราสามารถเรียกให้มาช่วยเราได้ เราต้องนำพลังด้านบวกเหล่านั้นมาช่วยปกป้องและดูแลพลัง ด้านลบที่ปรากฏในตัวเรา

สิ่งที่เราควรทำอยู่เสมอคือ การเรียกเมล็ดพันธุ์แห่งสติให้ปรากฏตัวขึ้นเป็นโซนพลังงานเช่นกัน พลังแห่งสตินี้เราจะเรียกเขาว่า พลังงานหมายเลขสอง พลังแห่งสติมีความสามารถที่จะตระหนักรู้ โอบกอดและปลดปล่อยความทุกข์ ทำให้ใจสงบและแปรเปลี่ยน พลังนิสัย เราทุกคนมีเมล็ดพันธุ์แห่งสติ แต่ถ้าเราไม่ได้ฝึกฝนศิลปะการดำรงชีวิตอย่างมีสติ เมล็ดพันธุ์แห่งสติจะมีขนาดเล็กมาก เราอาจมีสติแต่เป็นสติที่ไม่เต็มเม็ดเต็มหน่วย แน่นอนเวลาที่เธอขับรถ เธอต้องมีสติระดับหนึ่งแม้เพียงเล็กน้อย เพื่อไม่ให้ประสบ อุบัติเหตุ เมื่อเธอกำลังใช้เครื่องจักร เธอต้องมีสติระดับหนึ่ง มิฉะนั้นเธออาจได้รับบาดเจ็บจากอุบัติเหตุได้ ในความสัมพันธ์ของเรา กับผู้อื่นก็เช่นกัน เราต้องการสติระดับหนึ่ง มิฉะนั้นเราอาจทำลายความสัมพันธ์ลงได้ เรารู้ว่าทุกคนมีพลังแห่งสติ ซึ่งเป็นพลังชนิดที่ เราต้องการนำมาใช้เพื่อดูแลความเจ็บปวดและความโศกเศร้าของเรา

นัดหมายกับชีวิต

สติเป็นสิ่งที่ทุกคนสามารถมีได้ เมื่อเธอดื่มน้ำและรู้ตัวว่ากำลังดื่มน้ำนี่ก็คือสติ เราเรียกว่า การดื่มน้ำอย่างมีสติ เมื่อเธอหายใจเข้า เธอตระหนักรู้ว่าเธอกำลังหายใจเข้า นี่ก็คือการหายใจ อย่างมีสติ เมื่อเธอเดินและเธอรู้ว่าเธอกำลังเดิน นี่ก็คือการเดินอย่างมีสติ ในทำนองเดียวกัน เราสามารถมีสติในการขับรถ สติในการทำอาหาร โดยไม่จำเป็นต้องอยู่ในห้องฝึกสมาธิจึงจะมี พลังแห่งสติได้ เธออาจอยู่ในครัวหรือในสวนขณะที่กำลังบ่มเพาะพลังแห่งสติอยู่ก็ได้ นี่เป็น วิธีฝึกปฏิบัติที่สำคัญที่สุดที่ศูนย์ปฏิบัติธรรมแห่งนี้ เธอทำทุกอย่างอย่างมีสติ เพราะเธอต้องการ พลังชนิดนี้อย่างมากในการแปรเปลี่ยนและการเยียวยา เธอรู้ว่าเธอสามารถทำได้และจะทำได้ ดีขึ้น ถ้าเธอกำลังแวดล้อมไปด้วยพี่น้องที่ปฏิบัติร่วมกันบนเส้นทางเดียวกัน หากอยู่ตามลำพัง เธออาจลืมหรือเลิกปฏิบัติหลังจากสองสามวันหรือสองสามเดือนล่วงไป แต่ถ้าเธอได้ฝึกปฏิบัติ กับสังฆะเป็นประจำ เธอจะได้รับการเกื้อกูล และสติของเธอก็จะเติบโตแข็งแรงขึ้นทุกวัน

ผู้ที่ฝึกสติจนมีศิลปะในการใช้ชีวิตประจำวันอย่างมีสตินั้น เมล็ดพันธุ์แห่งสติในคลังวิญญาณ ของเขาจะแข็งแรงมาก เมื่อใดก็ตามที่เขาสัมผัสเมล็ดพันธุ์นี้ หรือเมื่อเขาร้องขอความช่วยเหลือ พลังแห่งสติก็พร้อมที่จะออกมาช่วยเขาเสมอ ดังเช่นแม่ของลูกน้อยที่กำลังทำอาหารในครัว แต่ก็พร้อมที่จะออกมาช่วยลูกน้อยทันทีที่ได้ยินเสียงลูกน้อย สติมีพลังชักนำให้จิตตั้งมั่น หรือ สร้างพลังแห่งสมาธิ เมื่อเธอดื่มน้ำอย่างมีสติ เธอจะตั้งมั่นอยู่กับการดื่มน้ำ เมื่อเธอมีความตั้งมั่น ชีวิตก็จะมีความลึกซึ้ง เธอจะได้รับความเบิกบานและมั่นคงมากขึ้น เพียงแค่เธอดื่มน้ำอย่างมีสติ เธอสามารถขับรถได้อย่างมีสติ หั่นแครอทอย่างมีสติ เมื่อเธอทำสิ่งต่างๆ ได้อย่างมีสติ เธอจะมี จิตที่ตั้งมั่นและมีชีวิตที่ลึกซึ้งในทุกขณะ และเราทุกคนก็รู้ว่าสติและความตั้งมั่น จะช่วยนำเรา ไปสู่ความเข้าใจอันลึกซึ้งหรือปัญญาดังที่เราต้องการ

ถ้าเธอไม่หยุด ไม่มีสติ ไม่มีพลังแห่งสมาธิ เธอจะไม่มีวันเข้าถึงความเข้าใจอันลึกซึ้ง การฝึก สมาธิภาวนาคือการหยุด สงบตนเองลง มีความตั้งมั่นและฝึกมองอย่างลึกซึ้งถึงสิ่งที่เกิดขึ้น ณ ที่นี่เวลานี้ องค์ประกอบแรกของสมาธิภาวนาคือ การหยุด องค์ประกอบที่สองคือ การมองอย่าง ลึกซึ้ง

ฉันอยากให้คำจำกัดความของคำว่า "สติ" ว่าเป็นการฝึกปฏิบัตินำกายและใจมารวมกัน เป็นหนึ่งเดียวกัน เป็นการฝึกปฏิบัติเพื่อให้เราดำรงอยู่ในปัจจุบันอย่างสมบูรณ์ และมีชีวิตอย่าง เต็มเปี่ยม เธอมีนัดกับชีวิต และเธอไม่ควรผิดนัดนี้ เวลาและสถานที่นัดหมายของเธอก็คือ ที่นี่เวลานี้ ถ้าเธอผิดนัดกับปัจจุบัน ผิดนัดกับที่นี่เวลานี้ เธอจะผิดนัดกับชีวิตซึ่งเป็นเรื่องที่ ร้ายแรงมาก ดังนั้นการเรียนรู้วิธีที่จะกลับไปสู่ปัจจุบัน คือการเริ่มต้นการฝึกสมาธิภาวนา เพราะ เมื่อเธออยู่นี่ สิ่งอื่นก็อยู่ที่นี่ด้วย ถ้าเธอไม่มีเวลาว่างสำหรับชีวิต ชีวิตก็จะไม่มีเวลาว่างสำหรับ เธอเช่นกัน

สติจะช่วยให้เธอตระหนักรู้การหยุดของเธอ เธอหยุดวิ่งเพราะเธออยู่ที่นั่นอย่างแท้จริง เธอหยุดที่จะถูกชักนำโดยพลังนิสัยและความหลงลืมของเธอ เมื่อเธอสัมผัสสิ่งสวยงามด้วยสติ สิ่งนั้นจะกลายเป็นสิ่งสดชื่นและช่วยเยียวยาเธอ ด้วยสติเราสามารถสัมผัสสิ่งที่เป็นด้านบวก และสามารถสัมผัสสิ่งที่เป็นด้านลบได้ด้วย ถ้าเรามีความเบิกบาน สติจะปล่อยให้เราตระหนักรู้ ในรูปแบบของความเบิกบาน สติจะช่วยให้เราได้ประโยชน์จากความเบิกบาน และเปิดโอกาส ให้ความเบิกบานนั้นเติบโตขึ้น เพื่อช่วยเราในการแปรเปลี่ยนและการเยียวยา



มันเป็นเรื่องปกติ
ที่เราจะมีความทุกข์
หรือเกิดความรู้สึกโกรธ
แต่สิ่งที่ไม่ควรเกิดขึ้นคือ
การที่เราปล่อยให้ตัวเอง
จมอยู่กับความทุกข์
เรารู้ว่าในร่างกาย
และวิญญาณของเรา
มีพลังด้านบวกที่เราสามารถ
เรียกให้มาช่วยเราได้
เราต้องนำ
พลังด้านบวกเหล่านั้น
มาช่วยปกป้องและดูแล
พลังด้านลบที่ปรากฏในตัวเรา

สัมผัสพลังด้านบวก

สิ่งดีงามมีอยู่ทั้งในตัวเราและรอบๆตัวเรา งานชิ้นแรกๆของนักภาวนาคือ การสัมผัสและทำความรู้จักกับสิ่งที่อยู่ในด้านบวกเหล่านี้ เพราะสิ่งเหล่านี้มีพลังในการหล่อเลี้ยงและเยียวยา ถ้าเธอเป็นนักจิตบำบัดเธออาจลองวิธีนี้กับคนไข้ของเธอ แทนที่จะเริ่มคุยกับคนไข้ เกี่ยวกับเรื่องที่ผิดปกติ ตรงกันข้ามเธอเริ่มต้นคุยกับคนไข้ถึงสิ่งดีงามสิ่งที่ยังเป็นปกติดีในตัวเขาและรอบๆ ตัวเขา เพราะบางครั้งเรา อ่อนแอและเจ็บป่วยเกินกว่าจะโอบกอดด้านลบของเรา ก่อนหมอจะผ่าตัดคนไข้ หมอต้องตรวจดูคนไข้ว่าแข็งแรงพอที่จะทนรับการ ผ่าตัดได้หรือไม่ ถ้าไม่แข็งแรงพอ หมอจะให้อาหารเสริมหรือรักษาด้วยวิธีอื่นจนคนไข้แข็งแรงพอที่จะรับการผ่าตัด เราก็ทำในสิ่ง เดียวกัน ถ้าใครก็ตามที่มีความทุกข์มากๆ เราไม่ควรเริ่มคุยกับเขาถึงสิ่งที่ผิดปกติของเขา

กายและใจของเราเปรียบเหมือนสวนที่มีต้นไม้ตายหลายต้น แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าต้นไม้ในสวนทุกต้นตายหมด บางทีต้นไม้ ส่วนใหญ่ยังคงแข็งแรงสวยงาม เราจึงไม่ควรให้ด้านลบมาโถมทับเรา เพราะยังมีสิ่งดีๆ มากมายในกายและวิญญาณของเรา นักบำบัด ควรช่วยคนไข้พัฒนาความสามารถในการสัมผัสด้านบวกที่อยู่ในตัวเขาและรอบตัวเขา และที่สำคัญนักบำบัดเองก็ควรฝึกปฏิบัติ เช่นเดียวกัน นักบำบัดอาจปฏิบัติร่วมกันกับคนไข้ของตน หรืออาจเชื้อเชิญคนไข้ให้เดินสมาธิด้วยกัน ในระหว่างที่เดินนั้น อาจลองให้ คนไข้สัมผัสด้านบวกในตัวเขาหรือรอบตัวเขา ในวิธีปฏิบัติทางพุทธศาสนา สิ่งนี้เป็นสิ่งสำคัญมาก สติเป็นพลังที่เราสร้างขึ้น และเรา ต้องการพลังนี้มาช่วยให้เราสัมผัสความเบิกบานและความสุข

อยู่ที่นั่นอย่างแท้จริง

บางครั้งฉันจะเดินเข้าครัว และถ้าฉันเห็นภิกษุ ภิกษุณี หรือ ฆราวาสกำลังทำงาน เช่น หั่นแครอทอยู่ ฉันจะหยุดพิจารณาและเฝ้าดู ฉันจะยืนอยู่สักครู่หนึ่งพร้อมกับหายใจเข้าและหายใจออก การอยู่ที่นั่นอย่างแท้จริงของฉัน บางครั้งมันช่วยพวกเขาได้มาก เขาอาจ หลงไปในความคิดของตนเอง แต่เมื่อฉันยืนอยู่ที่นั่น เขาจะกลับมาสู่การหั่นแครอทอย่างมีสติได้โดยเร็ว บางครั้งฉันอาจเอ่ยถามว่า "เพื่อนรัก เธอกำลังทำอะไรอยู่?" โดยทั่วไป ภิกษุ ภิกษุณี หรือ ฆราวาสจะมองมาที่ฉันและยิ้ม ซึ่งนั่นก็เพียงพอแล้ว เพราะพวกเขา รู้ว่าการปรากฏตัวของฉันและคำถามของฉันไม่จำเป็นต้องได้รับคำตอบ แต่ถ้าเขาตอบว่า "ไถ่ ฉันกำลังหั่นแครอทอยู่" นั่นจะเป็น คำตอบที่แย่ที่สุด เพราะฉันอยู่ที่นั่นเห็นเขาหั่นแครอทอยู่แล้ว เขาไม่จำเป็นต้องบอกฉัน คำถามของฉันคือ "เธอกำลังเบิกบานกับ การปฏิบัติอยู่หรือเปล่า" เขาอาจตอบว่า "ไถ่ ฉันไม่ได้กำลังทำอะไร" หรือ "ไถ่ ฉันกำลังหายใจ" หรือไม่ต้องตอบอะไร เพียงแต่ยิ้ม ก็พอ ดังนั้นการปรากฏตัวของพี่น้องทางธรรมเป็นการช่วยให้เธอกลับมาอยู่ที่นี่เวลานี้ เพื่อที่จะเบิกบานกับการฝึกเจริญสติ การหั่น แครอทอาจเป็นกิจกรรมที่แสนจะเบิกบาน การหายใจหรือการเดินก็เช่นกัน ขณะที่เธอทำสิ่งเหล่านี้ เธอตระหนักถึงการหยุด เธอไม่ได้ วิ่งอีกต่อไป เธออยู่กับสิ่งที่อยู่ตรงนั้นในปัจจุบัน เธอและแครอทเป็นหนึ่งเดียวกัน

เราควรทุ่มเทกายใจทั้งหมดให้กับการหั่นแครอท เธอต้องหั่นแครอทด้วยตัวเธอทั้งหมด ขณะหั่นแครอทได้โปรดอย่าพยายาม คิดถึงธรรมะบรรยาย จงเพียงแต่หั่นแครอทให้ดีที่สุด เป็นหนึ่งเดียวกับแครอท เป็นหนึ่งเดียวกับการหั่น และดำรงชีวิตอย่างลึกซึ้ง ขณะหั่นแครอท สิ่งนี้สำคัญพอๆ กับการฝึกนั่งสมาธิ สำคัญพอๆ กับการฟังบรรยายธรรม เมื่อเธอหั่นแครอท จงหั่นแครอทด้วยชีวิต ทั้งหมดของเธอ และสิ่งนี้จะทำให้การดำรงอยู่ในปัจจุบันของเธอเต็มเปี่ยม การฝึกปฏิบัติไม่ใช่เรื่องยาก โดยเฉพาะถ้าเธอปฏิบัติ ร่วมกับสังฆะ ที่ทุกคนปฎิบัติไปในแนวทางเดียวกัน ขณะที่เธอกำลังหั่นแครอท เพื่อนอีกคนกำลังกวาดพื้น เธอทั้งสองกำลังฝึกปฏิบัติ ในสิ่งเดียวกัน เธอสามารถบ่มเพาะสมาธิและเข้าถึงปัญญาที่จะช่วยปลดปล่อยเธอให้พ้นความทุกข์ได้ จากการหั่นแครอทอย่างมีสติ นั่นเอง

ชีวิตคือปาฏิหาริย์

ผลส้มนั้นมีรสหวาน แต่ถ้าเธอรับประทานส้มด้วยความหลงลืม ตกอยู่ภายใต้ความ กระวนกระวายใจ เศร้าเสียใจ ผลส้มจะไม่ได้อยู่ที่นั่น แต่ถ้าเธอนำกายและใจกลับมา รวมกัน ดำรงอยู่ในปัจจุบันอย่างเต็มเปี่ยม แล้วจึงเริ่มปอกเปลือกส้ม เธอจะพบว่าผลส้ม คือปาฏิหาริย์ ถ้าเธอมีสติเต็มเปี่ยม ณ ที่นั้น การนั่งปอกเปลือกส้มก็จะเป็นสิ่งมหัศจรรย์ ฉันเคยจัดให้มีช่วง "ภาวนากับผลส้ม" โดยใช้เวลาครึ่งชั่วโมงในการรับประทานผลส้ม ถ้าเธอรับประทานด้วยความมั่นคง ความอิสระ และความตั้งมั่นในสมาธิ การรับประทาน ผลส้มจะเป็นสิ่งที่แสนมหัศจรรย์ มันอาจจะเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดในชีวิตของเธอเลยก็ได้ เช่นเดียวกับการรับประทานอาหาร เราควรปอกเปลือกส้ม ดมกลิ่น มองผลส้มเพื่อที่จะ เห็นดอกส้มที่ผลิบาน เห็นสายฝนและแสงแดดที่อยู่ในดอกส้ม เห็นต้นส้มที่ใช้เวลา หลายเดือนเพื่อนำสิ่งวิเศษนี้มาให้เธอ ถ้าเธอไม่มีสติเต็มเปี่ยม ผลส้มจะไม่เป็นสิ่งที่มีค่า สำหรับเธอ เพราะถ้าเธอไม่ได้อยู่ที่นั่นอย่างแท้จริง ผลส้มเองก็จะไม่ได้อยู่อย่างแท้จริง ด้วย ถ้าเธออยู่ที่นั่นอย่างแท้จริง เต็มเปี่ยมด้วยชีวิต ตัวเธอเองจะกลายเป็นปาฏิหาริย์ จริงๆแล้วการมีชีวิตอยู่ขณะนี้ คือปาฏิหาริย์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุด แต่หากเราไม่มีสติเสียแล้ว เราจะไม่สามารถสัมผัสปาฏิหาริย์ได้ เราจะเอาแต่บ่นและบ่น ถ้าเธออยู่ที่นั่น ผลส้มก็จะ อยู่ที่นั่นด้วย และปาฏิหาริย์ก็จะบังเกิด การติดต่อระหว่างเธอและผลส้มจะนำมาซึ่งชีวิต ที่แท้จริง เพียงหยิบกลีบส้มเข้าปาก ปิดปากลง และสัมผัสน้ำจากกลีบส้มอย่างมีสติ เธอมีเวลาที่จะทำอย่างนี้ไหม? เธอใช้เวลาไปกับอะไร? เราได้ใช้เวลาไปกับการใช้ชีวิต หรือใช้ไปกับความห่วงกังวล หรือการวางแผน?



โอบกอด ดูแล แปรเปลี่ยน

สติเป็นพลังที่จะช่วยให้เราอยู่ที่นั่นอย่างแท้จริง ช่วยให้เราได้สัมผัสความมหัศจรรย์ของชีวิตซึ่งอยู่ ณ ที่นั้น แน่นอนมีด้านลบ มากมายในตัวเราและโลกรอบๆ ตัวเรา แต่สติจะช่วยให้เราตระหนักถึงมันอย่างที่มันเป็น โอบกอดและปลดปล่อยมัน ถ้าเธอมอง อย่างลึกซึ้งเข้าไปในธรรมชาติของความเจ็บปวดของเธอ และความเจ็บปวดของโลก เธอจะเข้าใจได้อย่างลึกซึ้งว่าความเจ็บปวดนั้น มาจากไหน ความเข้าใจอันลึกซึ้งนั้นจะปลดปล่อยเราให้เป็นอิสระ แต่ความเข้าใจนี้จะเกิดขึ้นไม่ได้หากเราไม่มีสติ และความตั้งมั่น ในสมาธิ ดังนั้นสติจึงเป็นบ่อเกิดแห่งปัจจุบันที่จริงแท้ บ่อเกิดแห่งชีวิต อีกทั้งหล่อเลี้ยงและเยียวยาเรา สตินำความผ่อนคลายมาสู่เรา ยามที่เราโอบกอดความเจ็บปวดและความเศร้าโศกด้วยสติที่เต็มเปี่ยม เราจะรู้สึกว่าตัวเราได้รับการปลดปล่อย

เมื่อพลังงานหมายเลขสองโอบกอดพลังงานหมายเลขหนึ่ง มันจะแทรกซึมเข้าไป ด้วยการฝึกการหายใจอย่างมีสติและการเดิน อย่างมีสติอย่างต่อเนื่อง พลังแห่งสติจะคอยโอบกอดและดูแลพลังแห่งความโกรธ ความเสียใจ เวลาที่เธอต้มมันฝรั่ง เธอต้องคอย ดูแลไฟในเตาให้ลุกอยู่ต่อเนื่องเป็นเวลา 20 นาที เช่นเดียวกับการโอบกอด และดูแลความเจ็บปวดและความเสียใจ เธอรู้ว่าพลัง แห่งความเจ็บปวดและความโกรธนั้นต้องการการดูแล ดังนั้นสติจำเป็นต้องสร้างพลังอย่างต่อเนื่อง ที่ศูนย์ปฏิบัติธรรม เธอจะได้เรียนรู้ วิธีที่จะรักษาพลังแห่งสติให้คงอยู่ด้วยการหายใจอย่างมีสติ การฝึกเช่นนี้จะทำให้พลังแห่งสติแข็งแรงขึ้น ด้วยพลังนั้น เธอสามารถ โอบกอดความเจ็บปวดและความโกรธต่อเนื่องสัก 10 -15นาที ความเจ็บปวดและความโกรธของเธอจะกลับไปอยู่ในคลังวิญญาณ ของเธอ ด้วยกำลังที่อ่อนลง พลังนิสัยของเธอจะกลับไปคลังวิญญาณของเธอเป็นเมล็ดพันธุ์ที่อ่อนกำลังลง ครั้งต่อไปที่มันปรากฏขึ้น เธอเพียงโอบกอดมันและมองมันอย่างลึกซึ้งเช่นเดิม โดยไม่จำเป็นต้องต่อสู้กับมัน

ด้วยสติ เราสามารถทำสิ่งที่สวยงามมากมาย เพียงแค่เธออยู่ที่นั้น ดำรงอยู่ในปัจจุบันอย่างเต็มที่ มหัศจรรย์แห่งชีวิตจะเปิดเผย ตัวมันเองออกมา ยิ่งเธอมีสติมากเท่าไร ยิ่งเธอมีความตั้งมั่นมากเท่าไร มหัศจรรย์แห่งชีวิตก็จะยิ่งเผยตัวออกมามากเท่านั้น ความ เบิกบานที่เธอมีจะเติบโตขึ้น รุ่งอรุณ ดวงจันทร์วันเพ็ญ ผลส้ม และสิ่งต่างๆ จะเปิดเผยตนเองสู่เธออย่างเต็มที่ เพียงแต่เธอดำรงอยู่ใน ปัจจุบันอย่างเต็มที่ มีชีวิตอยู่อย่างเต็มเปี่ยม สิ่งนี้จะหล่อเลี้ยงและเยียวยาเธอ สำหรับสิ่งที่อยู่ในด้านลบ ระยะแรกนั้นเธอยังไม่จำเป็น ต้องรู้จักธรรมชาติของความเจ็บปวดและความขัดแย้ง เธอเพียงแต่ตระหนักรู้ถึงการดำรงอยู่ของความเจ็บปวด ความเศร้าโศก และ ความขัดแย้งในตัวเธอ เธอเพียงเรียกขานมันให้ได้ว่า นี้คือความเจ็บปวด ความโกรธ ความเศร้าโศก ความขัดแย้ง จากนั้นเธอจงสร้าง พลังแห่งสติเพื่อโอบกอดมัน อยู่กับมัน ดูแลมันอย่างอ่อนโยนที่สุด ให้ความกรุณาต่อมัน และดูแลความทุกข์ของเธอเป็นอย่างดี อย่าพยายามวิ่งหนี เธอวิ่งหนีเมื่อเธอกลัว เธอกลัวเพราะไม่มีอะไรปกป้องและช่วยเธอ แต่ถ้าเธอรู้วิธีเดินอย่างมีสติ หายใจอย่างมีสติ ดื่มน้ำชาอย่างมีสติ พลังแห่งสติในตัวเธอจะเข้มแข็งพอที่จะโอบกอด และตระหนักรู้ถึงความเจ็บปวดและความโศกเศร้า และเธอยังมี สังฆะ พี่น้องในสังฆะจะคอยเกื้อกูลเธอ พลังแห่งสติของหมู่คณะเป็นสิ่งที่เราสัมผัสได้จากการปฏิบัติร่วมกัน เธอรู้ว่าหากมีความทุกข์ เธอยังมีเพื่อนที่เข้าใจ เพียงแค่เพื่อนของเธอนั่งลงข้างๆ อย่างมั่นคงและเป็นอิสระ เธอก็จะรู้สึกดีขึ้น เธอจะสามารถทนความทุกข์นั้น มองความทุกข์และโอบกอดมันได้เพราะพลังจากเพื่อนของเธอ ความมั่นคงและเป็นอิสระของเพื่อนเธอได้ช่วยทำให้เธอมั่นคงขึ้น เป็นอิสระมากขึ้น นี่คือเหตุผลที่การมีนักปฏิบัติอยู่ใกล้ๆ จึงเป็นสิ่งสำคัญ

สังฆะแห่งการเกื้อกูล

ในสัปดาห์แรกของการฝึกภาวนาฤดูร้อนนี้ ฉันได้เน้นว่าเราต้องสร้างสังฆะ ซึ่งเป็นชุมชนของ ผู้ที่รู้วิธีการดำรงชีวิตในปัจจุบันอย่างลึกซึ้ง ผู้ที่รู้วิธียิ้ม รู้วิธีการเดินและการนั่งอย่างเบิกบาน ถ้าเธออยู่ในสิ่งแวดล้อมเช่นนี้เธอจะรู้สึกดีขึ้นทันที หากเธอพึ่งเริ่มปฏิบัติเธอจะได้รับการเกื้อกูล โดยการปฏิบัติของผู้อื่น และในไม่ช้าเธอจะเห็นกระบวนการหล่อเลี้ยงและเยียวยาที่ก่อตัวขึ้น ฉันเคยกล่าวว่า นักบำบัดควรเป็นเช่นสถาปนิกผู้สรรสร้างสิ่งแวดล้อม ให้เอื้อต่อการปฏิบัติอย่าง ต่อเนื่อง บางทีเธออาจช่วยให้ผู้อื่นมีความทุกข์น้อยลง แต่เมื่อเขากลับเข้าสู่สิ่งแวดล้อมเดิมๆ ความทุกข์เดิมๆ ก็จะเกิดขึ้นอีก การสร้างสังฆะเพื่อช่วยหล่อเลี้ยงและเกื้อกูลเราอย่างต่อเนื่อง จึงเป็นสิ่งสำคัญ

ในการปฏิบัติตามแนวทางพุทธ ครูที่ดีต้องมีสังฆะ ครูที่ไม่มีสังฆะจะทำอะไรได้ไม่มากนัก พระพุทธองค์ทรงมีสังฆะที่ดี พระองค์ทรงเป็นนักสร้างสังฆะที่ยอดเยี่ยม กษัตริย์แห่งกรุงโกศล ได้ทรงทูลพระองค์ว่าทุกครั้งที่ทอดพระเนตรหมู่สงฆ์ พระองค์เกิดความเชื่อมั่นในพระพุทธองค์ ดังนั้นสังฆะจึงเป็นส่วนหนึ่งของการสอนและการปฏิบัติ สังฆะช่วยทำให้เกิดการแปรเปลี่ยนและ การเยียวยา ฉันคิดว่าแพทย์หรือนักบำบัดต้องการพื้นที่ที่มีความมั่นคง รายล้อมด้วยกลุ่มคนที่ มีสุขภาพจิตที่ดี ร่างกายแข็งแรงและมีความสามารถที่จะมีความสุข เพราะผู้ที่อยู่ในสิ่งแวดล้อม เช่นนี้จะรู้สึกปลอดภัย และสามารถเริ่มต้นการเยียวยาและการแปรเปลี่ยนได้ นักบำบัดเองจึง ต้องการสังฆะ เขาจะแปรเปลี่ยนได้ไม่มากนัก หากเขาอยู่ในสิ่งแวดล้อมที่ไม่ใช่สิ่งแวดล้อม แบบในสังฆะ



มีบทกวีภาษาฝรั่งเศสอยู่บทหนึ่ง แปลได้ใจความว่า "ฉันขอพึ่งพิงตัวฉันเอง ในดินแดนอันบริสุทธิ์นั้น ฉันดำรงอยู่" ถ้าเธอสามารถ เดินได้อย่างมีสติ นั่นหมายความว่าเธอได้เข้าไปในดินแดนอันบริสุทธิ์แล้ว ได้เข้าไปอยู่ในดินแดนของพระเจ้า ฉันเคยเดินสมาธิ ร่วมกับผู้คนสองสามพันคน ทุกคนก้าวเดินอย่างตั้งมั่นนั่นเป็นสิ่งที่มีพลัง และมหัศจรรย์มาก

มันจะดีถ้าเธอเริ่มการปฏิบัติของเธอด้วยการฝึกเดินอย่างมีสติกับสังฆะที่คอยเกื้อกูลกัน โปรดเดินอย่างมีสติไปพร้อมๆ กับสังฆะ เพราะมันทำให้เธอสามารถเดินสมาธิคนเดียวได้ในช่วงเวลาอื่นของวัน เธออาจชวนเพื่อนเดินไปด้วยกันหรือเธออาจจะเดินจูงมือเด็กๆ ไปด้วย ที่หมู่บ้านพลัมพวกเราหลายคนเริ่มต้นด้วยการทำข้อตกลงกับขั้นบันไดว่า เธอจะเดินขึ้นและลงขั้นบันไดนั้นด้วยก้าวที่มั่นคง และมีสติ ถ้าเผอิญว่าเธอเดินมาครึ่งทางแล้วพบว่าก้าวของเธอไม่มั่นคง เธอจะลงไปข้างล่างและเริ่มเดินขึ้นมาใหม่ ถ้าเธอทำสำเร็จ ไม่ว่าเธอจะเดินไปที่ไหน เธอก็จะอยู่ในปัจจุบัน นี่เป็นวิธีที่แสนจะมหัศจรรย์ในการฝึกการอยู่ในปัจจุบันอย่างลึกซึ้งในชีวิตประจำวัน ฝึกที่จะขัดขืนต่อการถูกฉุดลากโดยพลังนิสัยของเรา

หลังจบการบรรยายธรรมนี้ ขอให้พวกเราเดินร่วมกันเช่นนี้ ขอให้เดินด้วยเท้า มิใช่ด้วยสมอง ใช้เท้าของเธอเดินในวิถีที่จะทำให้ ดินแดนบริสุทธิ์ปรากฏขึ้นในปัจจุบันขณะ เดินในวิถีที่ความเบิกบานและชีวิตสามารถเต็มเปี่ยมสมบูรณ์ได้ ณ ที่นี่ ในขณะนี้

ท่านติช นัท ฮันห์ เวบหมู่บ้านพลัม
เสียงประกอบ //www.palungjit.com/






ประวัติปรมาจารย์แห่งเซน ติช นัท ฮันห์

ท่านติช นัท ฮันห์ มีนามเดิมว่า เหงียน ซวน เบ๋า (Nguyen Xuan Bao) เกิดเมื่อเดือนตุลาคม พ.ศ.2469 ที่จังหวัดกวงสี ในตอนกลางของประเทศเวียดนาม ฉายาของท่านเมื่อบวชแล้วคือ ติช นัท ฮันห์ (Thich Nhat Hanh)

“ติช” ในเวียดนามเป็นคำเรียก พระ แปลว่า “แห่งศากยะ” คือ ผู้สืบทอดพุทธศาสนา “นัท ฮันห์” แปลว่า “สติอยู่กับปัจจุบันขณะ” คือ การกระทำเพียงหนึ่ง (One Action) ดังนั้น “ติช นัท ฮันห์” จึงแปลว่า ผู้สืบทอดพุทธศาสนาอันสติอยู่กับปัจจุบันขณะ หมู่ลูกศิษย์ในทางตะวันตก เรียกท่านว่า “Thay” (ไถ่) ซึ่งในภาษาเวียดนามมีความหมายว่า “ท่านอาจารย์”

ในปี พ.ศ.2485 เมื่ออายุได้ 16 ปี ท่านได้บรรพชาเป็นสามเณร ณ วัดตื่อฮิ้ว (Tu Hieu) วิถีชีวิตในวัดเซนแห่งนี้เป็นรากฐานอันสำคัญต่อชีวิตนักบวชของท่าน สามเณรต้องเรียนรู้การมีชีวิตอยู่ในปัจจุบันขณะ ในทุกการกระทำ อาจารย์ได้มอบหนังสือเล่มเล็กๆ กำชับให้ศึกษาหนังสือนั้นจนกว่าจะเข้าใจ “การนำสารัตถะแห่งพระวินัย มาประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวัน” เป็นตอนแรกของคู่มือเล่มเล็กนั้น กล่าวถึง อากัปกิริยาของพระฝึกหัดจะต้องเกิดขึ้นพร้อมไปกับสัมมาสติ หรือการกำหนดรู้ในปัจจุบัน

ในปี พ.ศ.2492 เมื่ออายุ 23 ปี ท่านได้เข้าพิธีอุปสมบทเป็นพระภิกษุในทางพุทธศาสนา ฝ่ายมหายานนิกายเซน จากนั้นจึงเดินทางไปไซ่ง่อนเพื่อช่วยฟื้นฟูพุทธศาสนา

ท่านติช นัท ฮันห์ มีความคิดว่า พุทธศาสนาต้องรับใช้สังคม หรือพุทธศาสนาเพื่อสังคม (Engaged Buddhism) จะมัวเจริญสติเจริญภาวนาอยู่ในวัดอย่างเดียวไม่ได้ ท่านจึงช่วยเหลือผู้คนและสังคมด้วยวิถีแห่งสติและสันติตามแนวทางพุทธศาสนา ช่วยฟื้นฟูพุทธศาสนาให้เข้ากับยุคสมัย รวมทั้งเขียนบทความทางพุทธศาสนา แต่กลับถูกผู้นำองค์กรชาวพุทธและรัฐบาลเวียดนามต่อต้านเป็นอย่างมาก




Create Date : 07 กุมภาพันธ์ 2554
Last Update : 7 กุมภาพันธ์ 2554 17:43:02 น. 1 comments
Counter : 1417 Pageviews.

 
ขอบคุณที่บทความนี้เป็นดั่งแรงบันดาลใจที่ทำให้เราได้กลับมาอยู่ ณ ปัจจุบันนะค่ะ :)


โดย: mooky IP: 171.97.245.64 วันที่: 31 สิงหาคม 2557 เวลา:18:52:29 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 

atruthoflife10
Location :


[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 8 คน [?]




กลับคืนสู่ธรรมชาติ ด้วยสุขภาพที่ดีกว่า

ไตรลักษณ์
เกิดขึ้น 26 พ.ย.2553

ดับไป....???

Friends' blogs
[Add atruthoflife10's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.