AWAKEN THE GIANT WITHIN
Group Blog
 
All Blogs
 

กันแดด

UV Expert Urban Environment Protection




Q : เคยใช้ผลิตภัณฑ์กันแดดที่เป็นแบบกายภาพแล้วรู้สึกเหนียวเหนอะหนะ หน้าขาว แต่งหน้ายากเพราะเป็นคราบ อยากทราบว่าผลิตภัณฑ์กันแดดของ อาวียองซ์ เป็นประเภทใด และจะมีปัญหากับการแต่งหน้าหรือไม่
A : UV Expert Urban Environment Protection เป็นผลิตภัณฑ์กันแดดแบบผสมทั้งกายภาพและเคมี ซึ่งใช้เทคโนโลยีล่าสุดผสานกับส่วนผสมที่ยอดเยี่ยม ให้การปกป้องได้อย่างครอบคลุมทั้งรังสียูวีและมลภาวะ โดยให้ความรู้สึกนุ่มสบายผิว ไม่เหนียวเหนอะหนะ ไม่ทิ้งคราบขาว ปราศจากความมัน คุณจึงสามารถลงรองพื้นและแต่งหน้าได้เนียนสวยตลอดทั้งวันค่ะ


Q : ทำไมค่า RSF Tested 98 เปอร์เซ็นต์ ในผลิตภัณฑ์ UV Expert Urban Environment Protection จึงไม่ระบุสูงสุดถึง 100 เปอร์เซ็นต์
A : ค่า RSF Tested คือ ค่าการทดสอบการปกป้องผิวจากฟรี แรดิคัล หรืออนุมูลอิสระ ที่เกิดจากรังสียูวี ซึ่งผลิตภัณฑ์ UV Expert Urban Environment Protection ได้ค่าการทดสอบสูงสุดถึง 98 เปอร์เซ็นต์ ส่วนอีก 2 เปอร์เซ็นต์ที่ขาดไปนั้นอาจเป็นฟรี แรดิคัล ที่เกิดจากกระบวนการเผาผลาญพลังงานภายในเซลล์ของผิวหนัง ซึ่งใช้ในการทำงานและเผาผลาญพลังงานตลอดเวลาอยู่แล้ว จึงเป็นไปได้ที่ยังมี ฟรี แรดิคัล เพียงส่วนน้อยเท่านั้นที่ไม่ถูกจำกัด ดังนั้น การใช้ผลิตภัณฑ์ป้องกันแสงแดดที่มีค่า RSF ถึง 98 เปอร์เซ็นต์ นับว่าสามารถปกป้องผิวจาก ฟรี แรดิคัล ส่วนใหญ่ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากที่สุด

Q : ผลิตภัณฑ์กันแดดที่มี SPF 50, PA+++ จะได้ผลทดสอบค่า RSF เท่ากันทุกยี่ห้อหรือไม่
A : ไม่เท่ากันค่ะ ขึ้นอยู่กับสูตรและส่วนผสมของแต่ละยี่ห้อ ซึ่งผลิตภัณฑ์ UV Expert Urban Environment Protection เป็นแบรนด์แรกในเมืองไทยที่มีการทดสอบค่า RSF สูงสุดถึง 98 เปอร์เซ็นต์


Q : ผลิตภัณฑ์กันแดดเนื้อบางเบา ซึมซาบเร็ว สามารถปกป้องผิวได้ดีกว่าผลิตภัณฑ์กันแดดที่มีเนื้อหนาจริงหรือไม่
A : จริงค่ะ ผลิตภัณฑ์กันแดดที่มีเนื้อสัมผัสบางเบาจะสามารถปกป้องผิวได้ดีกว่า เพราะเนื้อสัมผัสบางเบาทำให้เกลี่ยง่าย กระจายได้ทั่วผิว และแนบเนียนกับผิวมากกว่า ช่วยเสริมประสิทธิภาพการปกป้องผิวได้ดียิ่งขึ้น ทั้งยังให้ความรู้สึกนุ่มสบายผิวโดยไม่ทิ้งความเหนอะหนะอีกด้วย


Q : จำเป็นต้องใช้ผลิตภัณฑ์ปกป้องผิวจากแสงแดดทุกวันหรือไม่ เพราะบางวันก็อยู่แต่ในบ้านตลอดทั้งวัน ไม่ได้โดนแสงแดดเลย
A : แนะนำให้ใช้ผลิตภัณฑ์กันแดดเป็นประจำทุกวัน ถึงแม้วันที่คุณไม่ได้โดนแสงแดดโดยตรง ผิวของคุณก็ยังถูกทำลายจากรังสียูวีที่ทะลุผ่านกระจก หลอดไฟอ่านหนังสือ หน้าจอคอมพิวเตอร์ หน้าจอโทรทัศน์ และยังถูกทำลายจาก ฟรี แรดิคัล ที่เกิดจากมลภาวะทางอากาศอีกด้วย


Q : ควรทาผลิตภัณฑ์ UV Expert Urban Environment Protection ซ้ำในระหว่างวันหรือไม่
A : ถูกต้องค่ะ หากต้องการปกป้องเต็มประสิทธิภาพ โดยเฉพาะเมื่อต้องการออกไปสัมผัสแสงแดดโดยตรง และมีเหงื่อ ควรทาซ้ำทุกสองชั่วโมง ซึ่งผลิตภัณฑ์ มีเนื้อบางเบาเป็นพิเศษจึงสามารถแตะเติมทับเมคอัพ ในระหว่างวันได้โดยไม่ทิ้งความมันและคราบขาว




 

Create Date : 14 พฤศจิกายน 2553    
Last Update : 15 พฤศจิกายน 2553 1:07:40 น.
Counter : 739 Pageviews.  

aviance Slym

aviance slym



Q : ตอนนี้ผมใช้ผลิตภัณฑ์ aviance slym ต้องใช้เวลานานเท่าไหร่เหรอครับ ถึงจะให้น้ำหนักมาอยู่ตามที่ต้องการได้ เพราะผมเองก็เคยใช้ยาลดน้ำหนักมาก่อน
A : ใช้ระยะเวลานานเท่าไหร่ขึ้นอยู่กับเป้าหมายที่กี่กิโลกรัม การลดน้ำหนักปกติให้ลด 0.5 ถึง 1.0 กิโลกรัม ภายในหนึ่งสัปดาห์ แต่ก็ขึ้นอยู่กับการตอบสนองของร่างกายและการปรับพฤติกรรมร่วมด้วย มีผู้ที่ใช้ aviance slym ร่วมด้วยแล้วลดได้ถึง 10 เปอร์เซ็นต์ของน้ำหนักตัวเริ่มต้นในหนึ่งเดือนก็มีตัวอย่างให้เห็นเป็นจำนวนมาก



Q : อยากทราบว่า คนที่กินยาลดน้ำหนักแล้วเกิดโยโย่ จะลดน้ำหนักได้อีกมั้ยครับ
A : แม้จะผ่านการเกิดโยโย่มาแล้วก็สามารถลดน้ำหนักได้อีกแน่นอน แต่คราวนี้ต้องลดอย่างถูกหลัก โดยการปรับพฤติกรรมการกินที่ถูกต้อง ร่วมกับปรับพฤติกรรมอื่น ๆ ด้วย เช่น การพักผ่อน การออกกำลังกาย และใช้ผลิตภัณฑ์ aviance slym เป็นตัวช่วยได้ เพื่อให้ได้ผลเร็วยิ่งขึ้น



Q : จริงหรือเปล่าที่บอกว่าเวลาจะลดน้ำหนัก ต้องกินอาหารให้ครบทุกมื้อ ถ้าหากว่าไม่กิน แล้วจะลดได้ยาก เพราะมีคนชอบบอกว่าเวลาจะลดหุ่น ให้อดอาหาร เป็นความเชื่อที่ผิดใช่มั้ยครับ
A : เป็นความเชื่อที่ผิด เพราะเสี่ยงต่อการขาดสารอาหาร น้ำหนักลดได้เร็วแค่ในช่วงไม่กี่วันแรก หลังจากนั้นก็จะเริ่มลดช้าและบางคนก็ไม่ลด บางคนก็กลับมาอ้วนกว่าเดิมได้อีกด้วยซ้ำ ควรกินให้ครบสามมื้อ แต่ให้เลือกเมนูที่กินจะดีกว่า มื้อแรกสำคัญที่สุดต้องกินให้อิ่มแต่เช้าก่อนเก้าโมง เพื่อจุดสตาร์ทการเผาผลาญพลังงานให้มีประสิทธิภาพทั้งวันเลย และมื้อกลางวันกินตรงเวลา มื้อเย็นกินก่อนหนึ่งทุ่ม ไม่เน้นคาร์โบไฮเดรตมากนัก แต่ไม่ควรอดด้วยเช่นกัน



Q : ถ้ากินเนื้อสัตว์อย่างเดียว ไม่มีคาร์โบไฮเดรตเลย แต่กินหลังสามทุ่มไปแล้ว จะอ้วนไหม
A : มีสิทธิ์อ้วนได้ง่าย ๆ เลยค่ะ เพราะเนื้อสัตว์แม้จะให้พลังงานน้อยกว่าคาร์โบไฮเดรต แต่โปรตีนจากเนื้อสัตว์ก็ยังให้พลังงานราว ๆ ครึ่งหนึ่งของคาร์โบไฮเดรตในปริมาณเท่ากันอยู่ดี และยิ่งถ้าใช้เนื้อสัตว์ติดมันและมีการปรุงที่ใช้น้ำมันยิ่งอ้วนแน่นอน



Q : ถ้าผอมอยู่แล้ว แต่อยากลดส่วนเกิน aviance slym จะลดประมาณกี่กิโลกรัม
A : การลดส่วนเกินนั้นขึ้นอยู่กับการตอบสนองของแต่ละคน แต่ถ้าผอมอยู่แล้วจะเอาลงอีกแค่ 1-2 กิโลกรัม ภายใน 1 เดือนไม่ใช่เรื่องยากค่ะ



Q : น้องสาวกิน aviance slym แล้วบอกคอแห้งมาก จึงดื่มน้ำตามเยอะ ๆ แต่ยังรู้สึกอ่อนเพลีย เป็นเพราะอะไรคะ
A : หมายความว่าร่างกายมีการเผาผลาญพลังงานดีมากจากแฟทท์ – เบิร์น เพราะทุกการเผาผลาญไขมันแต่ละโมเลกุลก็ต้องใช้น้ำ 1 โมเลกุลเสมอ การดื่มน้ำสะอาดยิ่งช่วยให้การลดน้ำหนักเป็นไปอย่างรวดเร็วยิ่งขึ้น แต่ถ้าเกิดอาการเพลียให้หาผลไม้น้ำเยอะ ชื่นใจ กินระหว่างวัน ช่วยให้กระชุ่มกระชวยและเพิ่มเส้นใยอีกด้วย ควรหลีกเลี่ยงน้ำผลไม้ที่ใส่น้ำตาลน้ำเชื่อมค่ะ



Q : อยากทราบว่า ถ้าเราจะเพิ่มปริมาณการกิน aviance slym เพิ่มขึ้นจากที่กำหนดไว้จะเป็นอะไรมั้ยครับ
A : แนะนำว่าควรกินเพียงวันละสองมื้อกลางวันและเย็น โดยกินแฟทท์-บล็อก 2 เม็ด ก่อนอาหารครึ่งชั่วโมง และเคี้ยวคาร์โบ-บล็อก 2 เม็ดก่อนอาหารทันที และตามด้วยแฟทท์-เบิร์น 2 เม็ดหลังอาหารทันที เน้นให้เพิ่มการดื่มน้ำเป็น 1 แก้วทุกชั่วโมง หากอยากเพิ่มปริมาณอาจเพิ่มที่ คาร์โบ- บล็อก โดยเคี้ยว 1-2 เม็ดทุกครั้งก่อนการกินขนมหรืออาหารนอกมื้อ




Q : อยากถามว่ามีวิธีลดหน้าท้องยังไงบ้างครับ ไม่อยากมีพุง
A : มีหลายวิธีมาก ต้องป้องกันการสะสมไขมันใหม่ก่อนด้วยการเลี่ยงของทอดของมัน อย่ากินมากไป อย่ากินอาหารดึกเกินไป ต้องเพิ่มการเผาผลาญไขมันสะสม ใช้แฟทท์- เบิร์น ช่วยเร่งการเผาผลาญไขมันสะสม เพราะมีสารสกัดจากชาเขียวเข้มข้นที่ไม่มีคาเฟอีนและน้ำตาล และยังมีสารสกัดเมล็ดองุ่นช่วยเก็บกวาดของเสียจากการเผาผลาญไขมันด้วย และถ้าจะใช้การออกกำลังกายช่วยบ้างก็จะยิ่งเห็นผลเร็วมากขึ้นค่ะ




page 39 U-SUCCESS Nov. 2010






>>ทักทายกันบ้างนะครับ<<




 

Create Date : 13 พฤศจิกายน 2553    
Last Update : 23 พฤศจิกายน 2553 16:40:26 น.
Counter : 853 Pageviews.  

STEP 1

เนื้อหาภายในเล่ม
1. เรื่องพญาอินทรีย์ และปลามังกร
2. กระแสธุรกิจเครือข่าย และการเตรียมตัวให้พร้อมสำหรับธุรกิจ
3. แนวทางการโปรแกรมตัวเองสู่ความสำเร็จ
4. เงิน
5. ความเข้าใจเกี่ยวกับการข่ายตรงระบบเครือข่ายหลายชั้น
6. เรื่องคนตัดต้นไม้
7. แนวโน้มในการหารายได้ที่เปลี่ยนแปลงไป
8. ระบบปิรามิดผิดกฎหมาย
9. ความสวยงานมของธุรกิจเครือข่าย
10. "ฉันไม่มีเงิน" ทำธุรกิจเครือข่ายได้มั้ย?
11. ความกลัวในการเริ่มธุรกิจของตนเอง
12. ความฝันและความมุ่งมั่น
13. ความล้มเหลวในธุรกิจเครือข่าย ความผิดอยู่ที่ใคร?
14. สูตรมหัศจรรย์ในการขยายเครือข่าย
15. อรงบันดาลใจ + ระบบอัตโนมัติ
16. การแนะนำคนเข้าสู่ธุรกิจและหอยไม่มีมุก
17. การหา และการสร้าง "ผู้นำ" ในเครือข่าย
18. เสาหลักในการดดดำเนินธุรกิจเครือข่าย 3 ประการ
19. 50 วิธีในการเพิ่มรายได้ในธุรกิจเครือข่าย
20. สูตร 70% 27% และ 3% ของ Dale Calvert
21. ความเอื้ออารี เอื้อเฟื้อ เผื่อแผ่
22. ข้อแนะนำ 8 ข้อ สู่ความสำเร็จในธุรกิจเครือข่าย
23. ปั้นดนให้เป็นดาว
24. นักตื้อบันลือโลก
25. ลูกทีมทำงานเพียง 10%
26. ความต่อเนื่องและความสม่ำเสมอ
27. วิธีแนะนำผู้ที่ผิดหวังจากธุรกิจเครือข่าย เข้าสู่ธุรกิจเครือข่าย
28. เครื่องมือที่สำคัญที่สุดในการดำเนินธุรกิจเครือข่าย
29. ผู้นำ จะหาได้ที่ไหน? จะพัฒนาเขาอย่างไร? จะสอยอะไรเขา
30. ลูกทีมไม่ชอบขาย ลูกทีมไม่ทำงาน
31. ก้าวแรกในธุรกิจเครือข่าย
32. คำคม
33. การกำหนดเป้าหมาย

ลงทุนเรียนรู้เพื่อปฏิเสธสิ่งที่รู้ย่อมดีกว่าปฏิเสธสิ่งที่ไม่รู้

ราคาหนังสือ >>> แปรผกผันกับความสนใจ


สนใจศึกษาข้อมูลทั้งหมด สอบถามได้นะครับ
thiti_noom@hotmail.com
081-6092779 หนุ่ม




 

Create Date : 11 พฤศจิกายน 2553    
Last Update : 11 พฤศจิกายน 2553 23:05:01 น.
Counter : 446 Pageviews.  

"ให้เวลาผมห้านาที"

"ให้เวลาผมห้านาที แล้วผมจะทำนายอนาตคทางการเงินตลอดชีวิตที่เหลือของคุณ"
ในหนังสือที่ขายดีถล่มทลายทั่วโลกเล่มนี้ T. Harv Eker จะแนะนำให้คุณได้รู้จักวิธีการวิเคราะห์และปรับเปลี่ยนแผนผังการเงินในหัวคุณเพื่อช่วยให้คุณหาเงินและเก็บเงินได้มากขึ้น รวมทั้งจ่ายเงินได้อย่างเหมาะสมซึ่งวิธีการทั้งหมดนี้ได้ช่วยให้เขาเปลี่ยนจากคนที่เคยถังแตกมาเป็นเศรษฐีร้อยล้านได้ในเวลาแค่สองปีครึ่ง

ถอดรหัสความคิดที่แตกต่างระหว่างคนรวยกับคนธรรมดา

· คนรวยเชื่อว่า “ฉันกุมชะตาชีวิตของตัวเอง” คนธรรมดาเชื่อว่า “ฉันถูกลิขิตให้เป็นอย่างนี้”
· คนรวยทุ่มเทเพื่อความรวย คนธรรมดาแค่อยากรวย
· คนรวยคิดการใหญ่ คนธรรมดาคิดการเล็ก
· คนรวยมุ่งความสนใจไปที่โอกาส คนธรรมดามุ่งความสนใจไปที่อุปสรรค
· คนรวยชื่นชมผู้ที่ร่ำรวยและประสบความสำเร็จคนอื่นๆ คนธรรมดาชิงชังผู้ที่ร่ำรวยและประสบความสำเร็จ
· คนรวยคบหาสมาคมกับคนที่มองโลกในแง่ดีและประสบความสำเร็จ คนธรรมดาขลุกอยู่กับคนที่มองโลกในแง่ร้ายหรือล้มเหลว
· คนรวยเต็มใจนำเสนอตัวเองและคุณค่าของตนเอง คนธรรมดามองคนที่นำเสนอตัวเองและการขายในแง่ลบ
· คนรวยมองปัญหาเป็นเรื่องเล็ก คนธรรมดามองปัญหาเป็นเรื่องใหญ่
· คนรวยเลือกรับเงินตามผลงาน คนธรรมดาเลือกรับเงินตามระยะเวลาที่ทำงาน
· คนรวยเลือก “ทั้งสองทาง” คนธรรมดาเลือก “ทางใดทางหนึ่ง”
· คนรวยสนใจมูลค่าทรัพย์สิน คนธรรมดาสนใจแต่รายได้จากการทำงาน
· คนรวยให้เงินทำงานหนักเพื่อตัวเอง คนธรรมดาทำงานหนักเพื่อให้ได้เงิน
· คนรวยมุ่งไปข้างหน้าแม้จะหวาดกลัว คนธรรมดาปล่อยให้ความกลัวหยุดยั้งตนเอง
· คนรวยเรียนรู้และเติบโตอยู่ตลอดเวลา คนธรรมดาคิดว่าตัวเองรู้ดีอยู่แล้ว

++ปกหลังหนังสือ ถอดรหัสลับ สมองเงินล้าน Secret of the Millionaire Mind++





 

Create Date : 11 กันยายน 2553    
Last Update : 11 กันยายน 2553 21:42:43 น.
Counter : 446 Pageviews.  

ตำนานฮุนได ซัมซุง

ฉันเกิดในหมู่บ้านบนภูเขาที่ห่างไกลผู้คน แต่ละวันพ่อแม่ของฉันต้องพรวนดินในไร่ท่ามกลางแดดที่ร้อนระอุ ฉันมีน้องชายอยู่หนึ่งคน อายุน้อยกว่าฉัน 3 ปี วันหนึ่งฉันขโมยเงินของพ่อเพื่อไปซื้อผ้าเช็ดหน้าที่เพื่อนๆ ของฉันมีกัน
จากนั้นพ่อก็รู้เรื่องพ่อให้ฉันกับน้องคุกเข่าหันหน้าเข้าหากำแพงโดยที่ในมือพ่อมีก้านไม่ไผ่อยู่หนึ่งก้าน"ใครขโมยเงินไป" พ่อตวาดฉันกลัวมาก ไม่กล้าพูดอะไรออกไป น้องชายฉันก็เช่นกันพ่อจึงเอ่ยขึ้นว่า"ก็ได้ ในเมื่อไม่มีคนรับสารภาพก็ต้องโดนลงโทษทั้งคู่นั่นล่ะ"พ่อชูก้านไม้ไผ่ในมือขึ้นทันใดนั้น น้องชายของฉันก็ลุกขึ้นคว้าข้อมือของพ่อไว้....แล้วพูดว่า"ผมขโมยเองครับ"
ก้านไม้ไผ่ก้านนั้นได้กระหน่ำลงบนหลังของน้องของฉันอย่างต่อเนื่อง
พ่อโกรธมาก พ่อตีน้องของฉันไม่หยุดจนพ่อหอบด้วยความเหนื่อย พ่อนั่งลงบนเก้าอี้และด่าว่าน้องชายของฉัน" ของคนในบ้านแกเอง แกยังขโมยได้ต่อไปแกจะทำชั่วอะไรอีกแกน่าจะโดนตีให้ตาย ไอ้หัวขโมย" คืนนั้น ฉันกับแม่กอดน้องชายของฉันไว้ หลังของน้องมีแผลเต็มไปหมด แต่เขาไม่ได้ร้องไห้แม้แต่น้อย กลางดึกคืนนั้น ฉันนอนร้องไห้เสียงดัง และนานมาก น้องเอามือเล็กๆ ของเขามาปิดปากฉันไว้ แล้วพูดว่า " พี่ครับ ไม่ต้องร้องไห้นะมันผ่านไปแล้ว" ยังไงฉันก็อดที่จะเกลียดตัวเองไม่ได้ ที่ไม่มีความกล้าจะบอกความจริงกับพ่อ หลายปีผ่านไป แต่เหมือนกับว่าเหตุการณ์มันเพิ่งเกิดเมื่อวานนี้เอง
ฉันไม่อาจลืมคำพูดของน้องชายตอนที่เขาปกป้องฉันได้เลย
ตอนนั้นน้องของฉันอายุ 8ปี ส่วนฉันอายุ 11ปี... เมื่อตอนที่น้องชายของฉันใกล้จบ ม.ต้น เขาได้รับการตอบรับจากโรงเรียน ม.ปลาย ว่าเขาสอบได้ ในขณะที่ฉันซึ่งใกล้จบ ม.ปลาย ก็ได้รับการตอบรับจากมหาวิทยาลัยของจังหวัดเช่นกันคืนนั้น พ่อได้นั่งสูบบุหรี่อยู่ที่สวนหลังบ้าน ฉันแอบได้ยินพ่อพูดว่า " ลูกเราทั้งคู่เรียนดีเรียนดีมากนะ" แม่ซึ่งนั่งเช็ดน้ำตาอยู่ข้างๆ พ่อ ได้พูดว่า"แล้วเราจะส่งเสียลูกทั้งคู่ได้อย่างไรในเมื่อเราก็ไม่ค่อยมีเงิน"
ทันใดนั้น น้องชายของฉันได้เดินเข้าไปหาพ่อ แล้วพูดว่า" ผมไม่ต้องการเรียนต่อผมอ่านหนังสือมามากพอแล้ว" พ่อเหวี่ยงมือตบลงที่แก้มของน้องของฉันฉาดใหญ่ "ทำไมถึงคิดโง่ๆ อย่างนี้ ต่อให้พ่อต้องไปเป็นขอทานข้างถนน พ่อก็จะส่งแกทั้งคู่เรียนจนจบให้ได้" คืนนั้นทั้งคืน พ่อได้เดินไปตามบ้านต่างๆ ทั่วทั้งหมู่บ้าน....เพื่อขอยืมเงิน ฉันค่อยๆ เอามือประคบแก้มบวมๆของน้องชายเบาๆ และคิดว่า " ต้องให้น้องได้เรียนต่อไม่เช่นนั้นเขาคงไม่อาจหลุดพ้นชีวิตลำบากเช่นนี้ไปได้" แต่ในขณะเดียวกัน ฉันก็ไม่อาจล้มเลิกความคิดอยากจะเรียนต่อไปได้
ใครจะรู้ได้ .......
วันต่อมาในตอนเช้ามืดน้องชายของฉันได้ออกจากบ้านไปพร้อมทั้งเสื้อผ้าติดตัวเพียงไม่กี่ชิ้นและถั่วเพียงเล็กน้อยเพื่อประทังความหิวก่อนไปเขาได้ทิ้งข้อความไว้ใต้หมอนของฉันขณะฉันกำลังหลับ " พี่ครับ การจะเข้ามหาวิทยาลัยได้ ไม่ใช่ง่ายๆ นะ .... ผมจะไปหางานทำ...แล้วจะส่งเงินมาให้พี่" ฉันนั่งอยู่บนเตียงอ่านข้อความของน้องชายด้วยน้ำตานองหน้า .......ฉันร้องไห้จนเสียงแหบแห้งไป ตอนนั้นน้องของฉันอายุ 17ปี ส่วนฉันอายุ 20ปี ..... ด้วยเงินที่พ่อยืมมาจากคนในหมู่บ้านรวมกับเงินที่น้องชายของฉันได้รับเป็นค่าจ้างมาจากการทำงานเป็นกรรมกรแบกหามที่ไซท์ก่อสร้างท่าเรือ .......ฉันจึงสามารถเข้าเรียนมหาวิทยาลัยได้จนถึงปี 3 วันหนึ่งขณะที่ฉันกำลังอ่านหนังสืออยู่ในห้องพัก เพื่อนร่วมห้องของฉันได้เข้ามาบอกว่า
"มีชาวบ้านมาหาเธอ...อยู่ข้างนอกแน่ะ" ทำไมชาวบ้านถึงมาหาฉันล่ะ ???
ฉันเดินออกไปแล้วมองเห็นน้องชายของฉันยืนอยู่ ตัวของเขาเปรอะเปื้อนไปด้วยฝุ่นปูนและทรายจากงานก่อสร้าง...ฉันถามเขาว่า"ทำไมไม่บอกเพื่อนพี่ไปว่าเป็นน้องชายพี่ล่ะ" น้องชายของฉันตอบยิ้มๆ ว่า "ก็ดูผมสิสกปรกมอมแมมออกอย่างนี้...ขืนบอกว่าเป็นน้องพี่ เพื่อนๆ ก้อได้หัวเราะเยาะพี่กันพอดี"
ฉันค่อยๆ เอื้อมมืออันสั่นเทาไปปัดฝุ่นให้น้องและพยายามพูดด้วยเสียงเครือๆในลำคอ " พี่ไม่สนใจว่าใครจะพูดยังไง เธอเป็นน้องของพี่ ไม่ว่าเธอจะดูเป็นอย่างไรก็ตาม"จากนั้น น้องของฉันได้ล้วงบางอย่างออกมาจากกระเป๋ากางเกง เป็นกิ๊บหนีบผมรูปผีเสื้อ . เขาติดกิ๊บให้ฉัน แล้วพูดว่า
"ผมเห็นสาวๆ ในเมืองเค้าติดกัน ผมเลยอยากให้พี่ติดบ้าง"ฉันหมดเรี่ยวแรงลงในทันใด ดึงน้องชายเข้ามาสวมกอดและร้องไห้ซ้ำแล้วซ้ำเล่าเป็นเวลานาน ตอนนั้นน้องของฉันอายุ 20 ปี ส่วนฉันอายุ 23 ปี . วันที่ฉันพาแฟนหนุ่มของฉันมาที่บ้านเป็นครั้งแรก ฉันสังเกตเห็นว่า หน้าต่างบ้านที่เคยแตกไป ได้ถูกซ่อมเรียบร้อยแล้ว เมื่อเข้าไปในบ้านก็เห็นว่าบ้านสะอาดขึ้นมาก หลังจากที่แฟนของฉันกลับไป ฉันพูดกับแม่ว่า "แม่ไม่ต้องเสียเงินเพื่อทำความสะอาดบ้านกับซ่อมกระจก เพียงเพราะหนูจะพาแฟนมาที่บ้านหรอกนะคะ"
แม่ยิ้ม แล้วพูดว่า " แม่ไม่ได้จ้างหรอก...น้องชายลูกต่างหาก วันนี้เค้าขอเลิกงานเร็วเพื่อกลับมาทำความสะอาดบ้าน ลูกยังไม่เห็นมือน้องหรอกเหรอ
น้องโดนกระจกบาดตอนกำลังเปลี่ยนกระจกบานใหม่น่ะ"ฉันรีบเข้าไปหาน้องที่ห้องนอนของเขา ฉันรู้สึกเหมือนถูกเข็มนับร้อยเล่มทิ่มลงกลางใจเมื่อได้เห็นบาดแผลบนมือ ฉันจับมือน้องเอาไว้อย่างเบามือที่สุด "เจ็บมากไหม"
ฉันถาม "ไม่เจ็บสักหน่อย พี่ก็รู้นี่ผมทำงานก่อสร้างนะ วันๆ มีหินตกมาใส่เท้าผมเต็มไปหมด แต่มันก็ไม่ได้ทำให้ผมคิดเลิกทำงานหรอกนะ และ..."
น้องชายของฉันยังพูดไม่จบประโยค แต่ก็ต้องหยุดพูด เพราะฉันหันหน้าหนีเขา น้ำตาไหลอาบหน้าของฉันอีกครั้ง "เพราะพี่เป็นพี่สาวของผมนี่ครับ"
ตอนนั้นน้องของฉันอายุ 23 ปี ส่วนฉันอายุ 26 ปี... หลังจากนั้น ฉันก็ได้แต่งงานและย้ายเข้าไปอยู่ในเมือง หลายครั้งที่สามีของฉันชักชวนให้พ่อแม่ของฉันย้ายเข้ามาอยู่ในเมืองด้วยกัน... แต่ท่านทั้งสองก็ปฏิเสธ ท่านบอกว่า ท่านเคยย้ายออกจากหมู่บ้านครั้งหนึ่ง แต่เมื่อออกไปแล้ว ท่านไม่รู้จะทำอะไรดี จึงได้ย้ายกลับเข้ามาใช้ชีวิตในหมู่บ้านตามเดิม น้องชายของฉันก็ไม่เห็นด้วยกับการที่จะให้เขาและพ่อแม่ย้ายออกไป ... เขาบอกกับฉันว่า
"พี่คอยอยู่ดูแลพ่อและแม่ของสามีพี่ทางนั้นเถอะผมจะดูแลพ่อและแม่ทางนี้เอง" สามีฉันได้ขึ้นเป็นประธานของบริษัทของ ครอบครัว เราทั้งคู่อยากให้น้องชายของฉันเข้ามารับตำแหน่งผู้จัดการบริษัท...แต่น้องชายของฉันก็ไม่รับตำแหน่งนี้ เขาขอเข้าทำงานในตำแหน่งพนักงานธรรมดา วันหนึ่ง น้องชายของฉันต้องปีนบันไดขึ้นไปซ่อมสายเคเบิลและตกลงมาเพราะโดนไฟดูด เขาถูกรีบหามส่งโรงพยาบาล ฉันและสามีรีบไปเยี่ยมเขาที่โรงพยาบาล
น้องชายของฉันขาหักต้องเข้าเฝือกที่ขา... ฉันโกรธมาก จึงตวาดน้องไปว่า
" ทำไมถึงไม่ยอมรับตำแหน่งผู้จัดการ หา!!! ถ้าเป็นผู้จัดการก็จะได้ไม่ต้องมาทำงานเสี่ยงๆอย่างนี้ ดูตัวเองซิ...เจ็บเจียนตายอยู่แล้ว ทำไมถึงไม่ยอมฟังพี่บ้าง" คำตอบจากปากน้องของฉันรวมถึงสีหน้าเคร่งเครียด ยังยืนยันความคิดเดิมของเขา "พี่ลองคิดถึงพี่เขยสิครับ พี่เขยเพิ่งจะได้เป็นประธาน
ส่วนผมมันการศึกษาต่ำถ้าผมได้เป็นผู้จัดการ คงจะมีเสียงนินทาว่าร้ายเต็มไปหมด" น้ำตาปริ่มดวงตาของฉันรวมทั้งสามีของฉันด้วย .....
ฉันบอกกับน้องว่า "แต่ที่เธอไม่ได้เรียนต่อก็เพราะพี่..." "ทำไมต้องพูดถึงเรื่องที่ผ่านไปแล้วด้วยล่ะครับ" น้องชายของฉันจับมือฉันไว้ ตอนนั้นน้องของฉันอายุ 26 ปี ส่วนฉันอายุ 29 ปี... เมื่อน้องชายของฉันอายุได้ 30 ปี
เขาได้แต่งงานกับผู้หญิงในที่ทำงานที่เดียวกัน ในงานแต่งงาน ประธานในงานได้ถามน้องชายของฉันว่า " ใครคือคนที่คุณรักที่สุดในชีวิตนี้"
น้องชายของฉันตอบอย่างไม่ลังเล "พี่สาวของผมครับ" .....
และเขาก็เล่าเรื่องราวที่แม้แต่ฉันยังจำไม่ได้ "ตอนผมอยู่โรงเรียนประถม โรงเรียนอยู่อีกหมู่บ้านหนึ่ง เราสองคนพี่น้องต้องใช้เวลาถึง 2ชม. เพื่อเดินไปเรียน...และเดินกลับบ้าน วันหนึ่งในวันที่หิมะตกหนักผมทำถุงมือหายไปข้างหนึ่ง พี่สาวผมจึงได้ให้ถุงมือของเธอข้างหนึ่ง และเธอก็ใส่ถุงมือเพียงข้างเดียวเดินเป็นระยะทางไกล เมื่อเรากลับถึงบ้านมือเธอบวมแดงเพราะอากาศหนาว เธอไม่สามารถจับช้อนทานข้าวได้ด้วยซ้ำ .......นับจากวันนั้น
ผมสาบานกับตัวเอง ว่าตลอดชีวิตของผม ผมจะดูแลพี่สาวของผมให้ดี
และจะทำดีกับเธอ"เสียงปรบมือดังกึกก้องไปทั่วสายตาทุกคู่ของแขกเหรื่อหันมาจับจ้องที่ฉันคำพูดจากปากฉันออกมาอย่างยากลำบาก .......
"ในโลกใบนี้คนเดียวที่ฉันรู้สึกขอบคุณที่สุด คือน้องชายของฉันค่ะ"
ในวาระที่มีความสุขที่สุดเช่นนี้น้ำตาได้รินไหลออกมาจากสองตาของฉันอีกครั้ง...จงรัก และห่วงใยคนที่คุณรักในทุกๆ วันในชีวิตของคุณและเขา
คุณอาจจะคิดว่าสิ่งที่คุณทำให้ใครสักคนเป็นเพียงสิ่งเล็กๆน้อยๆ
แต่สำหรับคนคนนั้นอาจจะมีความหมายมากอย่างคาดไม่ถึง.. ไม่ว่าเขาคนนั้นจะคือ พ่อ แม่ พี่ น้อง ญาติ คนรัก เพื่อน หรือแม้คนที่คุณไม่รู้จัก ก็ตาม
จบบริบูรณ์....
ปล.ปัจจุบันผู้เป็นพี่สาวอายุ 86 ปีตำรงตำแหน่งเป็นผู้บริหารใหญ่บริษัทฮุนไดและในเครือกว่า 20 บริษัท
น้องชายอายุ 83 ปีเป็นผู้ก่อตั้งบริษัทเล็กๆ ที่มีชื่อเป็นภาษาเกาหลีว่า
"ซัมซุง"
และเรื่องราวของท่านทั้ง 2 คนกำลังถูกนำมาสร้างเป็นซี่รี่ย์ โดยดาราเล็กๆ คนคือ ซอง เฮ เคียว และ ลี ดอง ฮุคครับ
บู มิง ฮอง
เล่าเรื่อง




 

Create Date : 31 สิงหาคม 2553    
Last Update : 31 สิงหาคม 2553 22:47:08 น.
Counter : 635 Pageviews.  

1  2  3  4  

thiti_noom
Location :
สงขลา Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed

ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]


ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




free counters
Friends' blogs
[Add thiti_noom's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.