การดูจิตตามแบบอริยมรรคมีองค์๘นั้น แตกต่างกับการดูจิตที่ปล่อยไปตามยถากรรม
ในปัจจุบันนั้น การดู(อาการของ)จิต ที่เรียกกันว่า ดูจิต(ที่ปล่อยไปตามยถากรรม)
เริ่มแพร่หลายเข้ามาสู่ยุวชนคนรุ่นใหม่ที่เป็นชาวพุทธมากยิ่งขึ้นเรื่อยๆ

จนกระทั่งเข้าใจกันผิดๆไปว่า พระพุทธศาสนานั้นมีวิธีง่ายๆและมีวิธีลัดสั้น
ที่จะทำให้บรรลุมรรคผลได้อย่างรวดเร็ว

โดยความเป็นจริงแล้ว ไม่มีวิธีเช่นนั้นเลย

ถ้าลัดสั้นและง่ายขนาดนั้น พระบรมศาสดาของเราชาวพุทธผู้ได้ชื่อว่าเป็นผู้ทรงปัญญา
จะต้องเสียเวลาออกผนวชไปทำไมมี
พระองค์ทรงอยู่ศึกษาในพระราชวัง โดยไม่จำเป็นต้องออกผนวชเลย
ก็น่าจะบรรลุได้ด้วยวิธีง่ายๆและลัดสั้นนั้นเช่นกันครับ

เป็นการหลงเข้าใจแบบผิดๆ ที่ร้ายแรงมากๆ ต่อพระพุทธศาสนา
อาจถึงขั้นทำให้พระพุทธศาสนาหมดไปได้


ยิ่งในทุกวันนี้ ยุวชนชาวพุทธคนรุ่นใหม่
ไม่คิดที่จะศึกษาธรรมะจากพ่อแม่ครูบาอาจารย์แต่เก่าก่อนเลยว่า
ท่านทั้งหลายเหล่านั้น ต้องใช้ความเพียรเพ่งในการฝึกฝนอบรมจิตให้มีสติ
(การให้จิตมีสติระลึกรู้อยู่ที่ฐานอย่างต่อเนื่องเนืองๆไม่ขาดสาย)
โดยการลงมือปฏิบัติสมาธิกรรมฐานภาวนาอย่างจริงจัง
จนกระทั่งจิตเป็นอิสระจากอารมณ์ทั้งหลาย ไม่ยึดมั่นถือมั่น
จิตสงบตั้งมั่นไม่หวั่นไหวต่ออารมณ์ที่มากระทบ


เพราะอะไรเล่า ที่ทำให้ยุวชนเหล่านั้นหลงผิดไปได้
เพราะความเชื่อที่เกิดขึ้นในครั้งแรกที่รู้จัก หรือถูกชักชวนให้เชื่อถือตัวบุคคลว่า
ท่านนั้นๆที่ได้กล่าวถึงอยู่เป็นอเสขบุคคลไปแล้ว ...ฯลฯ...
จึงหลงเชื่อได้โดยง่ายดาย และหลงใหลได้ปลื้มกับวาจาที่ไพเราะเสนาะหู

ซึ่งเป็นไปไม่ได้เลยครับ ที่มีความรู้ทางธรรมะเพียงแค่นั้น
โดยไม่ได้ศึกษาเพิ่มเติมจากพระสูตรซึ่งเป็นพระพุทธวจนะ
หรือจากพ่อแม่ครูบาอาจารย์แต่เก่าก่อนทั้งหลาย

แล้วนำคำสอนที่รู้มาเหล่านั้น มาเปรียบเทียบว่าลงกันได้ไหม
กับพระพุทธวจนะ และของพ่อแม่ครูบาอาจารย์ทั้งหลาย
ฝ่ายปฏิบัติสมาธิกรรมฐานภาวนาที่เดินตามรอยพระบรมศาสดา

ในพระสูตรที่เป็นพระพุทธวจนะนั้น
พระองค์ทรงตอบคำถามของท่านพระอาจารย์มหากัสสปที่ทูลถามต่อพระองค์
ถึงเรื่องความเสื่อมไปของพระสัทธรรมเกิดขึ้นได้อย่างไร
พระพุทธองค์ทรงตอบว่า


[๕๓๓] ดูกรกัสสป ธาตุดินยังพระสัทธรรมให้เลือนหายไปไม่ได้
ธาตุน้ำ ธาตุไฟ ธาตุลม ก็ยังพระสัทธรรมให้เลือนหายไปไม่ได้

ที่แท้โมฆบุรุษในโลกนี้ต่างหาก เกิดขึ้นมาก็ทำให้พระสัทธรรมเลือนหายไป
เปรียบเหมือนเรือจะอัปปาง ก็เพราะต้นหนเท่านั้น

พระสัทธรรมยังไม่เลือนหายไปด้วยประการฉะนี้ ฯ

[๕๓๔] ดูกรกัสสป เหตุฝ่ายต่ำ ๕ ประการเหล่านี้ ย่อมเป็นไปพร้อม
เพื่อความฟั่นเฟือน
เพื่อความเลือนหายแห่งพระสัทธรรม

เหตุฝ่ายต่ำ ๕ ประการเป็นไฉน คือ
ภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกา ในธรรมวินัยนี้ ไม่เคารพยำเกรง
ในพระศาสดา ๑ ในพระธรรม ๑ ในพระสงฆ์ ๑ ในสิกขา ๑ ในสมาธิ ๑


เหตุฝ่ายต่ำ ๕ ประการเหล่านี้แล ย่อมเป็นไปพร้อมเพื่อความฟั่นเฟือน
เพื่อความเลือนหายแห่งพระสัทธรรม ฯ


เราท่านทั้งหลาย เห็นหรือยังครับ
แม้แต่ในครั้งพระพุทธกาลก็ยังมีการกล่าวถึงเหตุแห่งพระสัทธรรมปฏิรูปเพราะอะไร
มีถึง ๕ ข้อ

ข้อ ๑ ถึงข้อ ๓ นั้น ทุกคนย่อมให้ความเคารพอยู่แล้วถ้าเป็นชาวพุทธ
เว้นแต่ก็มีอาจารย์บางท่านที่สอนว่าเมื่อพบพระพุทธเจ้าให้ฆ่าเสีย
แสดงถึงความอกตัญญูอย่างชัดเจน ยังมีผู้หลงเชื่อเข้าไปได้


ส่วนข้อ ๔ และข้อ ๕ ในปัจจุบันนั้น
เริ่มมีพุทธบุตรที่ขานนาคเข้ามาเพื่อสืบต่อพระพุทธศาสนา
ได้พยายามที่จะมองข้ามข้อ ๔ และข้อ ๕ โดยไม่ใยดี

ไม่รู้ว่าเพราะความเข้าใจผิดหรือหลงตัวเองกันแน่
ที่มองข้ามข้อ ๔ ที่กล่าวถึงสิกขา๓ (ศีล สมาธิ ปัญญา)
และข้อ ๕ ที่กล่าวถึง สมาธิ ซึ่งเป็นองค์หนึ่งในสิกขา ๓ นั้นเอง


พระพุทธองค์ย่นย่อธรรมะที่ทรงตรัสสั่งสอนไว้ลงเหลือเพียง
ศีล เป็นความงามในเบื้องต้น
สมาธิ เป็นความงามในท่ามกลาง
ขอเน้นย้ำนะครับว่า สมาธิเป็นความงามในท่ามกลางนะครับ
ปัญญา เป็นความงามในบั้นปลาย


พระพุทธองค์ทรงกล่าวกับภิกษุที่พระองค์ทรงบวชให้เองในครั้งกระนั้น ๖๐ รูป
ซึ่งล้วนเป็นเอหิภิกขุอุปสัมปทา รวมพระองค์ด้วยเป็น๖๑ รูป
ให้ออกไปเผยแผ่พระศาสนา ให้ไปทิศละรูป อย่าไปในทิศเดียวกันสองรูป
เรื่องที่พระองค์ทรงให้เผยแผ่ ก็เรื่อง ศีล สมาธิ ปัญญานั่นเอง

เมื่อเราชาวพุทธรู้เห็นเช่นนี้แล้ว ยังจะมองเมินโดยไม่เคารพในสมาธิที่อยู่ในข้อ ๔ อีกหรือ???

เรามาพิจารณากันให้ดีๆจะเห็นว่าสมาธิ ที่เป็นความงามในท่ามกลางนั้น งามยังไง???

ศีลนั้นเป็นเครื่องมือควบคุมกาย วาจา ให้แสดงออกมาในทางที่เป็นกุศล
แต่หลักใหญ่ใจความนั้น ขึ้นอยู่กับจิตที่มีสมาธิตั้งมั่นไม่กระสับกระส่ายซัดส่ายไปตามอารมณ์นั้นๆ
เมื่อเป็นเช่นนี้ จึงเป็นการรักษาศีลด้วยสติปัญญาที่รู้เห็นตามความเป็นจริง(ดูจิตที่ถูกต้อง)

เมื่อเรานำสิกขา ๓ นี้ มาเทียบลงในอริยมรรคมีองค์ ๘ แล้ว จะเห็นว่าลงกันได้พอดี
ดังมีพระพุทธวจนะว่าไว้ดังนี้

พระผู้มีพระภาคจึงได้ตรัสดังนี้ว่า
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็สัมมาสมาธิของพระอริยะอันมีเหตุ มีองค์ประกอบ คือ
สัมมาทิฐิ สัมมาสังกัปปะ (ปัญญา)
สัมมาวาจา สัมมากัมมันตะ สัมมาอาชีวะ (ศีล)
สัมมาวายามะ สัมมาสติ สัมมาสมาธิ (เป็นสมาธิ) เป็นไฉน

ดูกรภิกษุทั้งหลาย ความที่จิตมีอารมณ์เป็นหนึ่ง ประกอบแล้วด้วยองค์ ๗ เหล่านี้แล
เรียกว่า สัมมาสมาธิของพระอริยะ อันมีเหตุบ้าง มีองค์ประกอบบ้าง ฯ


เมื่อนำมาเปรียบกับการดู(อาการของ)จิต
หรือการดูจิตที่ปล่อยไปตามยถากรรม ในปัจจุบัน
จะเห็นได้ว่าแตกต่างกับ
การดูจิตตามแบบอริยมรรคมีองค์ ๘ ที่ทรงสั่งสอนโดยสิ้นเชิง

เพราะว่าการดู(อาการของ)จิตในปัจจุบันนั้น
เป็นการดูจิตที่ไม่เคยมีใครผ่านการอบรมสัมมาสมาธิให้สำเร็จมาก่อนเลย

เมื่อไม่รู้จักสัมมาสมาธิ ก็จะไม่รู้จักจิตที่แท้จริง
ซึ่งเป็นธรรมอันเอกผุดขึ้นมาในขณะที่ฝึกฝนอบรมภาวนาจิตให้เป็นสมาธิ
เมื่อจิตเป็นสมาธิตั้งมั่นไม่หวั่นไหวย่อมรู้เห็นตามความเป็นจริง (มีพระบาลีรับรองไว้)



เจริญในธรรมทุกๆท่าน
ธรรมภูต






Create Date : 10 กันยายน 2552
Last Update : 19 มกราคม 2558 16:36:11 น.
Counter : 519 Pageviews.

24 comments
  
สาธุ อนุโมทนาบุญกับความคิดนี้ด้วยนะครับ
เห็นสมควรแล้วครับ น่าจะปฏิบัติตามมรรคมีองค์ 8
เนื่องจากถ้าดูจิตอย่างเดียวแล้ว ใจก็ยังส่ายไปมาได้
หากไม่มีกำลังสมาธิ ดูจิตอย่างเดียว ไม่ได้ช่วยอะไรมากนัก ดูแล้วก็ยังมีความฟุ้งซ่านได้ แต่หากสมาธิมาก อาจจะทำให้ตัดผัสสะได้ และติดสุข สติตามไม่ทันอยู่ดี
ต้องทำให้สมดุลกันใช่ป่ะครับ เอ ผมเพิ่งจะเริ่มต้นอ่ะครับ อย่างไรก็ขอคำแนะนำด้วยนะครับ
โดย: sak (psak28 ) วันที่: 10 กันยายน 2552 เวลา:11:36:41 น.
  
ต่างคนต่างค้นหาหนทางไป....
ก็ว่ากันไป
มนุษย์ย่อมมีอิสระที่เลือกทางเดินของตน.
ลองผิดลองถูก
ตราบใดที่ไม่ไปล่วงเกินครูบาอาจารย์.....
แต่ถ้าอาจารย์ธรรมภูต ค้นพบทางนั้นแล้ว
ก็ขออนุโมทนา ด้วยครับ..

โดย: ตาเฒ่าขี้เมา IP: 58.8.147.140 วันที่: 10 กันยายน 2552 เวลา:18:54:29 น.
  
แต่หากสมาธิมาก อาจจะทำให้ตัดผัสสะได้ และติดสุข สติตามไม่ทันอยู่ดี

โดย: sak (psak28 ) วันที่: 10 กันยายน 2552 เวลา:11:36:41 น.

************
ท่านsak (psak28 )ครับ
ขออนุโมทนาที่เข้ามาแสดงความคิดเห็น เพื่อจะได้แลกเปลี่ยนความเห็นกันครับ
ถูกต้องครับ การดูจิตโดยที่ยังไม่เคยผ่านสัมมาสมาธิมาก่อน จิตย่อมไม่ตั้งมั่น
เมื่อไม่ตั้งมั่น พอกระทบอารมณ์เข้า ย่อมซัดส่ายไปตามอารมณ์เหล่านั้น
พอซัดส่ายไปตามอารมณ์ ย่อมแสดงอาการของจิตออกไป รัก ชอบ ชัง เย็น ร้อน อ่อน แข็ง
จิตก็จะกระสับกระส่ายไปตามอารมณ์เหล่านั้น
กว่าจะรู้สึกตัว(ระลึกรู้) ก็รับอารมณ์เหล่านั้นเป็นตัวกูของกูไปแล้ว
ค่อยหาวิธีมาเปลี่ยนอารมณ์
แทนที่จะรู้จักวิธีสลัดอารมณ์เหล่านั้น โดยกำลังของสัมมาสมาธิครับ

ท่านsakครับ ที่ท่านพูดว่าการทำสมาธินั้นจะติดสุขได้ เป็นความเข้าใจผิดครับ
สมาธิที่ยังติดอารมณ์อยู่นั้นเป็นสมาธิที่มีมาก่อน พระพุทธเจ้าจะอุบัติเสียอีก
ซึ่งพระพุทธองค์ได้ทรงปฏิเสธไปแล้ว ก่อนที่จะตรัสรู้
เพราะเป็นสมาธิที่นำเอาอารมณ์ภายนอกกาย มาเป็นอารมณ์กรรมฐานครับ

ส่วนสัมมาสมาธินั้น ท่านต้องเรียนรู้ให้เข้าใจอย่างถ่องแท้ด้วยครับ
เพราะนำเอาอารมณ์ภายในกายเป็นองค์กรรมฐาน เห็นพระไตรลักษณ์ได้ชัดเจนครับ
ในฌานที่๔(จตุตถฌาน)นั้น เพราะละทุกข์ เพราะละสุข
เพราะความที่โสมนัส และโทมนัสทั้ง๒ ในกาลก่อนอัสดงค์ดับไป เข้าถึงจตุตถฌาน
ไม่มีทุกข์ ไม่มีสุข มีแต่ความที่สติเป็นธรรมชาติบริสุทธิ์เพราะอุเบกขา(นิพพิทาญาณ)

ท่านครับ ท่านก็พิจารณาได้เองแล้วนะครับว่า ผู้ที่ผ่านฌานที่๔ได้แล้ว
จิตยังจะหวั่นไหวเมื่อกระทบ หรือผัสสะอีกหรือครับ
เมื่อกำหนดรู้แล้วว่า ทุกข์ก็ไม่เอา สุขก็ไม่เอาครับ....

ธรรมภูต


โดย: ในความฝันของใครสักคน วันที่: 10 กันยายน 2552 เวลา:19:59:06 น.
  
ต่างคนต่างค้นหาหนทางไป....
ก็ว่ากันไป
มนุษย์ย่อมมีอิสระที่เลือกทางเดินของตน.
ลองผิดลองถูก
ตราบใดที่ไม่ไปล่วงเกินครูบาอาจารย์.....
แต่ถ้าอาจารย์ธรรมภูต ค้นพบทางนั้นแล้ว
ก็ขออนุโมทนา ด้วยครับ..

โดย: ตาเฒ่าขี้เมา IP: 58.8.147.140 วันที่: 10 กันยายน 2552 เวลา:18:54:29 น.


*******************

ท่านตาเฒ่าขี้เมาครับ

ท่านครับ เราจะต้องต่างคนต่างค้นหาไปเพื่ออะไรครับ???
ในเมื่อพระพุทธองค์ ท่านทรงชี้ทางเดินอันเอก ซึ่งมีทางเดียวเท่านั้น

ถูกครับขึ้นชื่อว่ามนุษย์ ย่อมมีอิสระทางความคิดและทางเดินครับ
แต่ทางศาสนาพุทธนั้น พระองค์ทรงชี้ทางไว้แล้ว ควรเดินตามรอยพระองค์ท่านครับ

พระองค์ท่านชี้ชัดลงไปแล้วครับว่า
ต้องเดินตามสิกขา๓ ศีล สมาธิ ปัญญา จึงจะถูกต้องครับ
พ่อแม่ครูบาอาจารย์ทั้งหลายแต่เก่าก่อน ทุกท่านล้วนเดินมาทางนี้เท่านั้น
ทางอื่นนอกจากนี้ไม่มีอีกแล้วครับ

ท่านครับ ผมกล้าพูดได้เต็มปากเต็มคำครับว่า ได้สมาทานมาหลายแบบแล้วครับ
ที่สุดก็ต้องยอมรับกับทาง ศีล สมาธิ ปัญญา จนกระทั่งเห็นทางและรู้ระยะทางครับ


ธรรมภูต
โดย: ในความฝันของใครสักคน วันที่: 10 กันยายน 2552 เวลา:20:20:13 น.
  
แหะ แหะ...
ถูกของท่านอาจารย์ธรรมภูต ผมเมาไปหน่อย เอิ๊ก.
พระพุทธองค์ ท่านทรงวางแบบแผนไว้ดีงามอยู่แล้ว
เดินไปตามทาง ไตรสิกขา สติปัฏฐานสี่
ทางสายเอกสายเดียว..เท่านั้น
สาธุ ขอบคุณท่านอาจารย์มากๆครับ
อ้อ อาจารย์ฝึกมาหลายสายเหรอครับ.
ถ้าว่างทยอยเล่าให้ฟังบ้างซิครับ.
จะคอยติดตามอ่านครับ

ฒ.ขี้เมา
โดย: ตาเฒ่าขี้เมา IP: 210.203.179.156 วันที่: 10 กันยายน 2552 เวลา:21:54:14 น.
  
เข้ามาอ่านและทักทายท่านครับ
โดย: นมสิการ วันที่: 11 กันยายน 2552 เวลา:9:52:18 น.
  
ท่านตาเฒ่าขี้เมาครับ
จากที่ผมสมาทานมานั้น ดีทุกสายครับ แต่ดีมากน้อยแค่ไหนไม่ข้อวิพากษ์วิจารณ์ครับ
แต่ที่เป็นอยู่ ผมไม่เห็นอยู่สายเดียวเท่านั้น คือสายวิปัสสนาล้วนๆ
ซึ่งเป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ครับ ที่จะบรรลุโดยปฏิบัติวิปัสสนาล้วนๆได้ เป็นหลอกเด็กซะงั้น
ที่มีคนคุยนักคุยหนาว่าเป็นสายปํญญา อันนั้นไปเถียง แต่เป็นปัญญาทางโลกล้วนๆเช่นกันครับ

ในพระสูตร ถึงจะเป็นเล่มหลังๆก็ตาม ก็ยังบอกชัดเจนว่า เรื่องสมถะและเรื่องวิปัสสนา
สมถะและวิปัสสนา สองสิ่งนี้เป็นของที่แยกออกจากกันไม่ได้โดยเด็ดขาดครับ
ทั้งคู่เป็นอัญญะมัญญะปัจจัยซึ่งกันและกัน เกื้อหนุนกันเองตลอดเวลา ไม่ว่าหลับตาหรือลืมตาครับ

ถ้าใครที่เคยสมาทานการปฏิบัติสมาธิกรรมฐานภาวนา(สัมมาสมาธิ)มาแล้ว
ย่อมรู้ดีว่า สิ่งที่ปฏิบัติอยู่ เป็นทั้งสมถะและวิปัสสนาในตัวอยู่แล้ว

"ไม่มีปัญญา จิตก็สงบตั้งมั่นไม่หวั่นไหวลงไปไม่ได้
เมื่อจิตสงบตั้งมั่นไม่หวั่นไหวได้แล้ว ปัญญาย่อมเฉียบคมครับ"
เป็นปัญญาที่ปล่อยวางอารมณ์เป็น ไม่ใช่ปัญญาทางโลกที่เปลี่ยนอารมณ์ไปเท่านั้น
จากอารมณ์หนึ่งสู่อารมณ์หนึ่งได้เร็วขึ้นเท่านั้นเอง

มีแต่พวกที่ชอบอ้างการปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานเพียงอย่างเดียว ว่าปฏิบัติกันได้นั้น
เป็นพวกที่ชอบหลอกตนเอง และผู้ที่ยังใหม่อยู่เท่านั้นให้เชื่อถือเข้าไปได้
โดยไม่รู้ตัวว่า จะทำให้เกิดความก้าวหน้าเกินจากที่เป็นอยู่ไม่ได้หรอกครับ(ติดดี)...

ธรรมภูต

โดย: ในความฝันของใครสักคน วันที่: 11 กันยายน 2552 เวลา:10:13:55 น.
  
"จากที่ผมสมาทานมานั้น ดีทุกสายครับ แต่ดีมากน้อยแค่ไหนไม่ข้อวิพากษ์วิจารณ์ครับ แต่ที่เป็นอยู่ ผมไม่เห็นอยู่สายเดียวเท่านั้น คือสายวิปัสสนาล้วนๆ
ซึ่งเป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ครับ ที่จะบรรลุโดยปฏิบัติวิปัสสนาล้วนๆได้ เป็นหลอกเด็กซะงั้น"


สาธุ...ท่านอาจารย์ธรรมภูต พูดถูกครับ
" วิปัสสนาล้วนๆ ไม่มีจริงหรอก "
พระพุทธองค์ท่านสอนเวลาจะบรรลุนั้นต้องบรรลุด้วยทั้งสมาธิและปัญญา เพียงแต่จะใช้อะไรนำมาก่อน.
แล้วแต่จริต ? ใช่ไหมครับ
ท่านอาจารย์ธรรมภูตมาทางสายดูจิต เหรอครับ.

ฒ.ขี้เมา



โดย: ตาเฒ่าขี้เมา IP: 210.86.217.196 วันที่: 11 กันยายน 2552 เวลา:10:55:51 น.
  
ขอเรียนถามด้วยความเคารพนะครับ มิได้มีเจตนาจะล่วงเกินหรือ สบประมาท ใดๆทั้งสิ้น

1. Blog นี้ตั้งขึ้นมาเพื่อโต้แย้งพระเพียงองค์เดียวหรือครับ
2.ถ้าเปรียบ เทียบกับ วัดธรรมกาย หรือ ท่าน โพธิรักษ์ ฯลฯ แล้ว อย่างไหนอันตราย และเร่งด่วนกว่ากันครับ
3.ผมก็เคารพนับถือพระอาจารย์ทั้ง 2 องค์ เหมือนกัน ครับ แต่กระผม ไม่สามารถแยกแยะหรือวินิจฉัยได้ ว่าจริงๆ แล้ว แค่สอนผิด แค่เป็นเรื่องของภาษา หรือ มีอะไรที่มากกว่านี้ครับ

ด้วยความเคารพครับ ของพระคุณมากครับ
โดย: anonymous IP: 125.25.57.111 วันที่: 11 กันยายน 2552 เวลา:12:07:58 น.
  
เพิ่มเติมครับ ผมก็ติดตามอ่านที่พันทิพตลอดครับ แต่ไม่กล้า post ความเห็น หรือ คำถาม เพราะที่นั่นแรงมาก อ่านของที่นี่แล้วคิดว่าพอถามได้ครับ
โดย: anonymous IP: 125.25.57.111 วันที่: 11 กันยายน 2552 เวลา:12:12:53 น.
  
เอิ๊ก..
งานเข้าแล้ว ท่านอาจารย์ธรรมภูต
ผมไปทานเหล้าต่อดีกว่า....
เอาไว้โอกาสหน้าฟ้าใหม่ค่อยมาว่าต่อแล้วกัน
ลาละครับท่าน...ผมไม่เกี่ยวนะ

:)
ฒ.ขี้เมา
โดย: ตาเฒ่าขี้เมา IP: 58.10.36.223 วันที่: 11 กันยายน 2552 เวลา:14:39:00 น.
  

ขออนุญาตตอบบางคำถามแทนพี่ธรรมภูตนะคะ
ในฐานะเป็นผู้ร่วมจัดทำบล็อกนี้ ต่อคำถามที่ว่า


ขอเรียนถามด้วยความเคารพนะครับ มิได้มีเจตนาจะล่วงเกินหรือ สบประมาท ใดๆทั้งสิ้น

1. Blog นี้ตั้งขึ้นมาเพื่อโต้แย้งพระเพียงองค์เดียวหรือครับ
2.ถ้าเปรียบ เทียบกับ วัดธรรมกาย หรือ ท่าน โพธิรักษ์ ฯลฯ แล้ว อย่างไหนอันตราย และเร่งด่วนกว่ากันครับ
3.ผมก็เคารพนับถือพระอาจารย์ทั้ง 2 องค์ เหมือนกัน ครับ แต่กระผม ไม่สามารถแยกแยะหรือวินิจฉัยได้ ว่าจริงๆ แล้ว แค่สอนผิด แค่เป็นเรื่องของภาษา หรือ มีอะไรที่มากกว่านี้ครับ

ด้วยความเคารพครับ ของพระคุณมากครับ

โดย: anonymous IP: 125.25.57.111 วันที่: 11 กันยายน 2552 เวลา:12:07:58 น.


จุดประสงค์ที่จัดทำบล็อกนี้กันขึ้นมา เพราะตระหนักถึงยุคสมัยที่เปลี่ยนแปลงไป
ผู้คนเริ่มเกียจคร้าน ผู้สนใจปฏิบัติสมาธิอย่างจริงจังในพระพุทธศาสนาลดลง
การปฏิบัติสมาธิกรรมฐานภาวนาเริ่มอ่อนกำลัง

ผู้คนติดความสุขสบายในโลก และแผ่ขยายมาสู่ทางธรรม
ไม่เห็นความสำคัญในการปฏิบัติสมาธิกรรมฐานภาวนา
อันเป็นหัวใจสำคัญที่จะนำพาเราออกจากทุกข์
และเป็นการจรรโลงพระพุทธศาสนาให้ก้าวไกลต่อไป



ในฐานะที่พี่ธรรมภูตมีประสบการณ์ในการปฏิบัติฯ มานาน
ตอนรุ่นๆ เคยบวชกับพระสายปฏิบัติ เคยธุดงค์อยู่เกาะ...ฯลฯ...
เคยไปหาประสบการณ์มาแทบจะทุกสำนัก...

เมื่อมีโอกาสได้รู้จักกันในปี ๒๕๒๗ ก็ได้เห็นการปฏิบัติมาโดยตลอด
และมาปฏิบัติจริงๆจังๆชนิดเอาเป็นเอาตายในปี ๒๕๓๔
ขนาดที่ทำให้เชื่ออย่างสนิทใจในพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์
และยอมตายถวายชีวิตเพื่อพระศาสนาทีเดียว
มีการปฏิบัติต่อเนื่องเรื่อยมาไม่เคยขาดแม้แต่วันเดียวจนถึงปัจจุบัน

ด้วยประสบการณ์ในการปฏิบัติฯ อย่างต่อเนื่องตลอดมา
โดยปกติวิสัย พี่ธรรมภูตจะเน้นหนักในทางปฏิบัติ(สัมมาสมาธิ)เท่านั้น
ไม่ได้บ้าอ่านตำรับตำราอะไรกับใครเค้าเลย

ได้มีโอกาสศึกษาพระสูตร(อ่านในเนท) ก็เมื่อไม่กี่ปีนี้เอง
ปรากฏว่าสิ่งที่ได้ปฏิบัติมานั้น เทียบเคียงลงได้กับพระสูตร
และพระธรรมเทศนาของพ่อแม่ครูบาอาจารย์แต่เก่าก่อน

จึงคิดเขียนบล็อกนี้ขึ้น จากประสบการณ์ผลที่ได้ในการปฏิบัติ
ที่เทียบเคียงอิงลงได้กับพระวจนะ ที่มีมาในพระสูตร
อันตรงต่อองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

ในขณะที่หลายๆแห่ง เมินพระสูตร ซึ่งเป็นพระวจนะชั้นต้น
ถึงกับสอนศิษย์ไม่ให้อ่านพระสูตร หรืออิงพระสูตร


นี้จึงเป็นที่มาในการจัดทำบล็อกนี้ในครั้งแรกเริ่ม

แต่เผอิญให้มีโอกาสถกธรรมในบอร์ดพันทิพและบอร์ดพลังจิต
ได้เห็นการคืบคลานของฝ่ายดู(อาการของ)จิต
ที่แผ่อิทธิพลคุกคามสายปฏิบัติสมาธิกรรมฐานภาวนา

เหตุเพราะฝ่ายปฏิบัติไม่ชอบโต้แย้ง ไม่ชอบรุกรานใคร
ส่วนมากปฏิบัติได้ดี แต่ไม่สามารถอธิบายธรรมออกมาได้ชัดเจน

ในขณะที่ฝ่ายดู(อาการของ)จิต มีความสามารถอธิบายธรรม
ให้บรรเจิดพิลึกพิสดารได้หลายกระบวนท่า
สร้างความนิยมชมชอบให้แก่ผู้เข้ามาศึกษาพระศาสนาใหม่ๆได้ดี

ด้วยผู้มาใหม่ แม้อ่านไม่เข้าใจตามอธิบาย
ก็จะคิดแค่ว่า เรานี้ยังใหม่อยู่ ยังโง่เขลาอยู่ จึงยังไม่เข้าใจ

ประกอบกับได้รับคำแนะนำว่าเพราะเราเป็นคนเมือง
เราเป็นพวกทิฏฐิจริต จึงต้องใช้วิปัสสนานำ
ไม่จำเป็นต้องนั่งสมาธิภาวนามากหรอก
อันนั้นเป็นแค่สมถะ สำหรับพวกตัณหาจริต

เพราะโดยธรรมชาติ มนุษย์เรามีความเกียจคร้านเป็นพื้น
ดังนั้นการถูกชักจูงให้มาปฏิบัติลักษณะนี้ จึงรู้สึกว่าง่ายกว่า
และคิดคล้อยตามไปว่าถูกจริตกับตน...

ก็เลยกลายเป็นว่า หัวข้อที่นำมาเขียนที่ผ่านมา
กลายเป็นเรื่องเกี่ยวกับดู(อาการของ)จิต

ทั้งๆที่ไม่เคยมีความคิดที่จะปรามาสอาจารย์ท่านใดๆเลย
ด้วยประจักษ์แก่ใจเสมอมาว่า ทุกๆท่านล้วนหวังดีต่อพระศาสนาทั้งนั้น
เพียงแต่ๆละท่าน มีทิฐิในแบบฉบับของตนเอง

สิ่งที่นำมาเขียนนั้นเป็นข้อความที่มีการถกกันในบอร์ดพันทิพและบอร์ดพลังจิต
ซึ่งได้เล็งเห็นว่า คำสอนเหล่านี้ จะเป็นพิษเป็นภัยต่อพระศาสนา
ทำให้พระพุทธศาสนาหมดไปได้ในที่สุด

เพราะภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกา ไม่ปฏิบัติ(สัมมา)สมาธิ
ตามเสด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ผู้เป็นพระศาสดาของเราชาวพุทธ



จึงขออนุญาตตอบมาในฐานะผู้ร่วมจัดทำบล็อกนี้

ยินดีในธรรมทุกๆท่านค่ะ

โดย: ในความฝันของใครสักคน วันที่: 12 กันยายน 2552 เวลา:9:12:41 น.
  
พระพุทธองค์ท่านสอนเวลาจะบรรลุนั้นต้องบรรลุด้วยทั้งสมาธิและปัญญา เพียงแต่จะใช้อะไรนำมาก่อน.
แล้วแต่จริต ? ใช่ไหมครับ
ท่านอาจารย์ธรรมภูตมาทางสายดูจิต เหรอครับ.

ฒ.ขี้เมา

โดย: ตาเฒ่าขี้เมา IP: 210.86.217.196 วันที่: 11 กันยายน 2552 เวลา:10:55:51 น.

***************

ครับท่านตาเฒ่าขี้เมา
ก่อนอื่นขอถามเรื่องดื่มสุรานะครับ ปัจจุบันท่านยังดื่มสุราอยู่หรือ???
เป็นไปได้มั้ยครับ ที่จะเลิกดื่มซะ เพราะเป็นสิ่งที่ทำให้ขาดสติได้ง่าย
ถ้าเลิกดื่มได้ จะเป็นการดีต่อตนเองและคนรอบข้างครับ

ท่านครับที่ท่านพูดว่า จะบรรลุได้นั้นต้องอาศัย "สมาธิและปัญญา" ข้อนี้ใช่ครับ
ส่วนเรื่องจริตนั้น ช่วยให้เข้าถึงได้ช้าเร็วกว่ากันเท่านั้น ไม่เกี่ยวกับสมาธิหรือปัญญา
สมาธิและปัญญา ไม่ว่าจริตไหนก็ต้องใช้ทั้งสมาธิและปัญญา
ขึ้นอยู่กับว่า ขณะนั้นควรใช้สมาธิหรือปัญญา ก่อนหลังมากกว่าครับ

ผมเองมาสายปฏิบัติสมาธิกรรมฐานภาวนา ดูจิตโดยมีพื้นฐานที่มั่นคงตั้งอยู่ที่ฐานครับ
แต่ชอบลองสมาทานของสายอื่นบ้าง เป็นการพิจารณาดูว่า ใช่ทางหรือไม่ใช่ทางครับ

ธรรมภูต

โดย: ในความฝันของใครสักคน วันที่: 14 กันยายน 2552 เวลา:7:49:25 น.
  
ขอเรียนถามด้วยความเคารพนะครับ มิได้มีเจตนาจะล่วงเกินหรือ สบประมาท ใดๆทั้งสิ้น
1. Blog นี้ตั้งขึ้นมาเพื่อโต้แย้งพระเพียงองค์เดียวหรือครับ
2.ถ้าเปรียบ เทียบกับ วัดธรรมกาย หรือ ท่าน โพธิรักษ์ ฯลฯ แล้ว อย่างไหนอันตราย และเร่งด่วนกว่ากันครับ
3.ผมก็เคารพนับถือพระอาจารย์ทั้ง 2 องค์ เหมือนกัน ครับ แต่กระผม ไม่สามารถแยกแยะหรือวินิจฉัยได้ ว่าจริงๆ แล้ว แค่สอนผิด แค่เป็นเรื่องของภาษา หรือ มีอะไรที่มากกว่านี้ครับ
ด้วยความเคารพครับ ของพระคุณมากครับ
โดย: anonymous IP: 125.25.57.111 วันที่: 11 กันยายน 2552 เวลา:12:07:58 น.
*******
เพิ่มเติมครับ ผมก็ติดตามอ่านที่พันทิพตลอดครับ แต่ไม่กล้า post ความเห็น หรือ คำถาม เพราะที่นั่นแรงมาก อ่านของที่นี่แล้วคิดว่าพอถามได้ครับ
โดย: anonymous IP: 125.25.57.111 วันที่: 11 กันยายน 2552 เวลา:12:12:53 น.
++++++++++++++++++++
ท่าน anonymousครับ

บล๊อกผมให้อิสระในการออกความเห็นอยู่แล้วครับ แต่ขออย่าใช้คำหยาบคายจนเกินไปก็พอครับ

๑. บล๊อกนี้ไม่ได้มีวัตถุประสงค์สร้างขึ้นมาเพื่อโจมตีพระเพียงองค์เดียวเท่านั้น

วัตถุประสงค์ที่แท้จริงนั้น ต้องการสื่อเรื่องคำสอนและการปฏิบัติ เพื่อให้เข้าถึงธรรมที่ถูกที่ควรครับ

เราท่านต้องยอมรับกันก่อนว่า
ปัจจุบันนี้มีคำสอนที่คลาดเคลื่อนไปจากความเป็นจริง ไม่ตรงต่อพระบรมศาสดา
ได้กระจายออกไปอย่างกว้างขวาง มีการเอาคำสอนเหล่านั้นมาปรามาสกันให้เสียหาย

โดยเฉพาะผู้ที่ยังใหม่อยู่ ไม่สามารถรู้ได้ด้วยตนเองเลยว่าอันไหนถูก อันไหนคลาดเคลื่อน
เพราะมีการชักจูง โดยการโปรปากานดากันอย่างมากมาย ที่เกินกว่าความเป็นจริง
ให้เชื่อถือด้วยวิธีต่างๆนานา โดยลูกศิษย์ลูกหาช่วยกันสร้างภาพกันขึ้นมา เพื่อให้เห็นเป็นอย่างนั้น

แถมเนื้อหาในคำสอนนั้น ยังเป็นการชี้นำ ให้ผู้ที่ใหม่อยู่หรือเก่าแล้วก็ตาม
เห็นว่าการปฏิบัติต่างๆของสายอื่นๆนั้น เป็นคำสอนที่ไม่ถูกต้อง และคลาดเคลื่อน
เกิดการกลัวการปฏิบัติสมาธิกรรมฐานภาวนา(สัมมาสมาธิ) กันเป็นวงกว้าง ขึ้น เช่น
การทำสมาธิภาวนานั้น ทำให้ติดสุขบ้างหละ ทำให้เนิ่นช้าบ้างหละ เหมือนหินทับหญ้าบ้างหละฯลฯ

คำสอนเหล่านั้นล้วนขัดกับพระพุทธวจนะและคำสอนของพ่อแม่ครูบอาจารย์ทั้งหลายแต่เก่าก่อน

๒.ท่านครับเรื่องวัดธรรมกายที่เป็นการแตกแขนงออกมาจากท่านอาจารย์ลพสดนั้น
อาจมีการแปลกแยกออกไปจากวัตถุประสงค์เดิมที่หลวงพ่อท่านวางไว้
มีการขายบุญอย่างออกหน้าออกตา เหมาะสำหรับกลุ่มที่บ้าบุญ แต่ก็ไม่ทิ้งการปฏิบัติภาวนา
แต่ก็ไม่เคยเห็นมีคำสอนที่ไปโจมตี การปฏิบัติต่างๆของสายอื่นเลย เน้นสอนแต่ของตนเอง

ส่วนท่านโพธิรักษ์นั้น ท่านก็โดนอาญาจากทางเถรสมาคมเล่นงานเข้าไปแล้ว
มีสถานะเป็นเพียงนักบวชเท่านั้น ไม่ใช่พระในธรรมวินัยนี้ เท่านี้ก็แรงพอแล้วนะครับ

ผมได้พิจารณาแล้วเห็นว่า เรื่องเกิดขึ้นในขณะนี้ เร่งด่วนมากกว่าครับ
เพราะมีการอ้างอิงโดยมิชอบว่า พระผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบทั้งหลายในสายปฏิบัติสมาธิกรรมฐานภาวนา
ได้กล่าวรับรองท่านไว้ว่าเป็นอเสขบุคคล ขั้นนั้นขั้นนี้ ซึ่งเป็นเรื่องน่าคิดพิจารณาเอามากๆว่า

คำสอนของท่านเองมักสอนขัดแย้งกับคำสอนของพ่อแม่ครูบาอาจารย์ทั้งหลายที่ท่านเองชอบอ้างอิงถึง
ซึ่งไม่น่าจะเป็นไปได้เลย ที่ท่านครูบาอาจารย์ทั้งหลายเหล่านั้น ผู้ปฏิบัติดีปฏิชอบ
จะมารับรองคำสอนของท่านอื่น ที่สอนขัดแย้งกับของๆตนเองครับ

๓.ท่านครับ ท่านนับถือท่านอาจารย์ทั้งสองท่าน ก็คงไม่มีใครว่าอะไรครับ? เป็นสิทธิส่วนบุคคลที่จะทำได้
แต่การนับถือศาสนาพุทธนั้น พระพุทธองค์ท่านทรงวางแบบแผนไว้ชัดเจนแล้วนิครับว่า
เมื่อเราได้ล่วงไปแล้ว ให้ท่านทั้งหลาย ถือเอาพระสูตรและพระวินัยเป็นศาสดาของเธอแทนเราต่อไป

ท่านanonymousครับ ท่านลองพิจารณาให้ดีๆสิครับว่าคำสอนของทั้งสองท่าน ต่างกันโดยสิ้นเชิงครับ
ผมขอยกเอาแค่เรื่องจิตเรื่องเดียว ซึ่งเป็นหัวใจพระพุทธศาสนา มาเทียบเคียงกันดูสิครับ

ในพระบาลีก็กล่าวไว้ออกชัดเจนว่า "เอก จรงฺ" ดวงเดียว ท่องเที่ยวไป
และครูบาอาจารย์ในสายปฏิบัติสมาธิกรรมฐานภาวนา ส่วนใหญ่ล้วนสอนตรงกันว่า
จิตมีดวงเดียว แต่ละคนนั้นมีจิตเพียงดวงเดียว ของใครของมัน และเป็นที่บันทึกลงของกรรมดีกรรมชั่วครับ

ส่วนที่เราเห็นนั้น ล้วนเป็นอาการของจิตที่แสดงออกมาตามอารมณ์นั้นๆ ที่จิตเข้าไปยึดไม่เหมือนกัน
จึงทำให้เข้าใจผิดได้ง่ายว่าเป็นจิตคนละดวงกัน
แท้จริงแล้วเป็นอาการของจิตที่แสดงอาการออกมาแตกต่างกันไปเท่านั้น

แถมท่านยังมีการเอาคำสอนของครูบาอาจารย์ มาสอนอีกว่า
ท่านครูบาอาจารย์ท่านนั้นสอนคลาดเคลื่อนไป
ทั้งที่ครูบาอาจารย์ท่านนั้น เราชาวพุทธทั้งหลายเชื่อว่าท่านเป็นพระอริยเจ้า
โดยไม่เคยคิดพิจารณาหันกลับมามองตนเองเสียบ้างเลยว่า
ตนเองยังเป็นผู้เข้าไม่ถึงหัวใจพระพุทธศาสนาเองต่างหาก

ถ้ายังไม่หายกังขาหรือข้องใจ เชิญนะครับยินดีให้ความกระจ่างครับ


ธรรมภูต

โดย: ในความฝันของใครสักคน วันที่: 14 กันยายน 2552 เวลา:10:56:05 น.
  
"ทางใครทางมัน"

ฟังดูเหมือนมาเฟียทำมาหากินไงไม่รู้นะ ยกมาบ่อยจังคำนี้น่ะ

ขอเรียนว่า ทางที่จะพ้นทุกข์ได้ มีให้เราเลือกไม่มากขนาดนั้นหรอก เพราะสิ่งสำคัญคือ ต้องทำความสงบของใจให้ได้ก่อนเป็นอย่างแรก หลังจากนั้นยังต้องมีครูบาอาจารย์ของจริง คอยชี้แนะเป็นขั้นเป็นตอนอย่างใกล้ชิด ผิดจากนี้ ถือว่า ประตูแห่งมรรค-ผลเป็นไปไม่ได้เลย

นอกจากความเพียรในปัจจุบันแล้ว ยังต้องอาศัยวาสนาบารมีเก่าที่สั่งสมมาอีกต่างหาก เพราะฉะนั้น อย่าคิดว่าเป็นของง่าย ที่จะลัดสั้น ๆๆๆๆๆ ขึ้นทางด่วนกันง่ายๆ พูดพล่ามกันไปเรื่อย เห็นนิพพานเป็นอาหารจานด่วน...บาปกรรม ตั้งลัทธิใหม่ยังง่ายกว่า อย่าได้เอาพระบรมศาสดา หรือครูบาอาจารย์มาแปดเปื้อน

เราเข้ามาเขียนในบล็อคนี้ ไม่ได้หวังจะให้ใครเห็นดีด้วย แค่เพียงต้องการให้เป็นอีกหลักฐานหนึ่ง เผื่อวันข้างหน้ามีใครหู
ูตาสว่าง จะได้รู้ว่า ในยุคหนึ่ง ก็เคยมีคนกลุ่มหนึ่งพยายามสืบทอดธรรมแท้้ ไม่ใช่ปล่อยให้เพื่อนร่วมทุกข์เป็นไปตามยถากรรม

ในชาตินี้หากใครยังหลงผิด มัวแต่ดูการเกิด-ดับ ก็จะยิ่งสะสมมิจฉาทิฐิทับถมลงไป เวียนว่ายพบเจอแต่สิ่งผิดๆ อยู่ร่ำไปไม่จบสิ้น อย่างเ่ก่งก็แค่มีความสุขผิวเผินแล้วเห็นเป็นของวิเศษ นี่แหละหินทับหญ้าของแท้ คนพูดนั่นแหละ ชอบตำหนิติเตียนสมถะ หารู้ไม่ว่ากำลังด่าตัวเอง แต่ไม่เคยรู้เรื่องเลย
โดย: พุทโธ IP: 124.120.216.79 วันที่: 14 กันยายน 2552 เวลา:14:03:26 น.
  
ขอบคุณสำหรับคำแนะนำ
ที่ผมว่าติดสุขนั้น คงจะเป็นการนั่งสมาธิขั้นต้นเท่านั้นอ่ะครับ
เพราะผมเองก็นั่งสมาธิได้น้อย นั่งแล้วมักจะติด ไม่ไปไหน
อย่างมากก็เหมือนจิตดิ่งลงไปอยู่แถวๆท้องครับ คอก็ตกตามไปด้วย มีลักษณะเกร็งที่คอด้วย ไม่รู้จะไปต่ออย่างไร ถึงตรงนี้เป็นอันว่า ต้องคลายออก แล้วยกคอขึ้นเหมือนเดิมอ่ะครับ ผมคงจะต้องหัดนั่งอีกเยอะทีเดียวครับ
โดย: sak (psak28 ) วันที่: 14 กันยายน 2552 เวลา:18:01:40 น.
  
คุณ sak น่าจะไปเรียนถามครูบาอาจารย์นะคะ ทั้งตัวพุทโธเอง และเพื่อนที่ไปสอบถาม ล้วนแล้วแต่ถูกคลี่คลายได้อย่างน่าอัศจรรย์และเดินหน้าต่อได้ อย่าเก็บไว้ เพราะการทำกรรมฐาน ต้องมีครูบาอาจารย์คอยประกบ คอยเป็นพี่เลี้ยงตลอด จะได้ไม่เนินช้า หรือเ้ข้ารกเข้าพงต้องเสียเวลาแก้อีก

การสอบถามสำคัญมากนะคะ เพราะเราไม่มีทางรู้เลยว่า สภาวะทั้งหลายคืออะไร อย่าเทียบจากตำรา หรือกับผู้อื่น เพราะของใครของมัน ไม่เหมือนกันจริงๆ แม้ในรายละเอียดก็เถอะ
โดย: พุทโธ IP: 124.122.162.178 วันที่: 15 กันยายน 2552 เวลา:11:46:54 น.
  
ครับ ผมก็คิดอย่างนั้นครับ แต่ผมอยู่ภูเก็ต ไม่มีครูบาอาจารย์ด้วยอ่ะครับ เลยไม่รู้จะถามใคร
โดย: sak IP: 58.147.53.189 วันที่: 15 กันยายน 2552 เวลา:18:49:42 น.
  
อนุโมทนาครับท่านพุทโธและท่านsak
ก็อย่างที่ท่านพุทโธ แนะนำให้หาโอกาสเข้าหาครูบาอาจารย์ จะทำให้เรามีกำลังใจที่ดีขึ้น
เมื่อมีกำลังใจ ความมุ่งมั่นก็จะตามมา การปฏิบัติก็จะก้าวหน้าขึ้นครับ
ถ้ายังหาโอกาสเข้าหาไม่ได้ ก็ลองหาซีดีของท่านพระอาจารย์ลพ.สงบมาฟังก็ยังดีครับ...

ธรรมภูต

โดย: ในความฝันของใครสักคน วันที่: 15 กันยายน 2552 เวลา:21:37:32 น.
  
ฟังซีดีอย่างที่คุณธรรมภูติบอกไปก่อนก็ดีค่ะ ให้จิตได้ซึมซับในธรรม หากมีโอกาสค่อยมาสอบถามกับท่านโดยตรง
ขอให้เจริญก้าวหน้าในธรรมค่ะ
โดย: พุทโธ IP: 124.121.211.248 วันที่: 16 กันยายน 2552 เวลา:12:06:28 น.
  
ที่นี่เองนี่แหละที่น่าจะ
"เป็นการหลงเข้าใจแบบผิดๆ ที่ร้ายแรงมากๆ ต่อพระพุทธศาสนา
อาจถึงขั้นทำให้พระพุทธศาสนาหมดไปได้ "
โดย: เฮ้อ IP: 192.168.106.104, 202.44.32.9 วันที่: 4 พฤศจิกายน 2552 เวลา:11:15:25 น.
  
ที่นี่เองนี่แหละที่น่าจะ
"เป็นการหลงเข้าใจแบบผิดๆ ที่ร้ายแรงมากๆ ต่อพระพุทธศาสนา
อาจถึงขั้นทำให้พระพุทธศาสนาหมดไปได้ "

โดย: เฮ้อ IP: 192.168.106.104, 202.44.32.9 วันที่: 4 พฤศจิกายน 2552 เวลา:11:15:25 น.
...................................
ท่านเฮ้อครับ
ใครกันแน่ครับที่เดินหลงทางผิดและเข้าใจแบบผิดๆ ที่ร้ายแรงมากๆ ต่อพระพุทธศาสนา
และอาจทำให้พระพุทธศาสนา บิดเบือนเสียหายหมด

มีพระพุทธพจน์หรือพระบาลีที่กล่าวไว้ชัดเจนอยู่แล้ว แต่กลับแกล้งมองเมินเสีย
และมีพุทธบุตรบางคนที่ดันทุรังกล่าวตู่พระพุทธพจน์แบบด้านๆโดยไม่ละอาย.....

ธรรมภูต
โดย: ในความฝันของใครสักคน วันที่: 6 พฤศจิกายน 2552 เวลา:20:06:46 น.
  
สาธุครับ อ่านของท่านแล้วได้ดวงตากระจ่างแจ่มแจ้ง ...กระผมเป็นมวยวัด..ไปต่อยกับเขาที่พันทิพ มาซะนาน..เถียงถูกบ้างผิดบ้างเพราะไม่เคยเรียนพระสูตร.. มาพบตำรามาตราฐานที่นี่เอง ผมขออนุโมทนาด้วยครับ สาธุ
โดย: เกิดเป็นคน(ช่างยากแท้) IP: 117.47.95.160 วันที่: 28 มกราคม 2553 เวลา:11:55:22 น.
  
อนุโมทนาสาธุครับ
โดย: shadee829 วันที่: 2 มีนาคม 2554 เวลา:12:08:10 น.

ในความฝันของใครสักคน
Location :
กรุงเทพฯ  Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 4 คน [?]



สารบัญ Blog ธรรมภูต

หน้าแรก Blog ธรรมภูต

youtube ธรรมภูตสนทนาธรรม





Group Blog