M a y T h e F o r c e B e w i t h y o u
Group Blog
 
All blogs
 

ชีวิตจริงที่ยิ่งกว่าละครของ "สาวิตรี สามิภักดิ์" <ตอนที่ 6>

แม้จะเกิดวงการภาพยนตร์ แต่คุณต่องเติบโตใจวงการโทรทัศน์มาโดยตลอด เพราะหลังจากเริ่มแสดงละครโทรทัศน์ คุณสุรางค์ เปรมปรีดิ์ ก็ติดต่อให้เธอไปเป็นพิธีกรรายการนาทีทองโฉมใหม่ทางช่อง 7

“ ต่องไปถ่ายละครของอาน้อยที่จันทบุรี พอกลับมา พี่จิ๋มมาส่งที่กันตนา เขาก็ให้ยืน แล้วพูด แล้วเขาก็บอกว่าได้ต่องเป็นพิธีกรนำ มีผู้ช่วยเป็นตลกดังยุคนั้นอย่างพี่เด๋อ พี่เทพ
... ครั้งแรกใจเต้นมาก ต้องกินยาคลายเครียด เพราะต้องทำงานกับตลกมืออาชีพ 4 คน แล้วพอตื่นเต้นต่องจะท้องเสีย มันไม่มั่นใจ ต่องเป็นคนขี้อาย ไม่กล้าแสดงออก ไม่กล้าคุยกับคนแปลกหน้า ต่องไม่มีคุณสมบัติของพิธีกรเลย แต่ทุกคนให้กำลังใจ
... จำได้ว่าตอนอัดช่วงแรก ถามพี่โอ๋ ฐาปกรณ์ ว่าได้ไหมพี่ เขาบอกได้ แต่ต่องเชื่อว่าวันแรกมันคงห่วยมาก แต่เขาให้กำลังใจ ให้มันผ่านพ้นไป พี่โอ๋จะบอกว่าเทคแรกนี่โอเคเลย คร้งแรกทำได้ขนาดนี้ก็ดีแล้ว เขาจะให้กำลังใจ มันก็เหมือนการเริ่มต้นที่ดี
... รายการนี้อัดอาทิตย์ละครั้ง เราก็ค่อยๆพัฒนาไปเรื่อยๆจนกระทั่งแม่เห็นต่องพูดเป็นต่อยหอยในทีวี ซึ่งไม่ใช่ธรรมชาติของต่องเลย แม่ยังถามว่าทำได้ไงน่ะ พูดได้ไง ดูเหมือนเป็นสาวมั่น
... คือถ้าเป็นงานปุ๊บ เราทำได้ แต่ถ้าเป็นข้างนอก ต่องไม่เคยเปลี่ยน ยังคงไม่มั่นใจ แม่เมื่อเป็นงานเราทำได้ งานพิธีกรสอนให้ต่องกล้าพูดกล้าคุยกับคนแปลกหน้าได้ มีความมั่นใจกับงาน กล้าแสดงออก”

เธอผ่านงานพิธีกรเกมโชว์มาแล้วหลายรายการ แต่ที่สร้างชื่อให้เธอที่สุดก็คือพิธีกรรายการบ้านเลขที่ 5 ที่เธอทำมานานถึง 12 ปีเต็ม

“รายการนี้ต่องนั่งทำอยู่ตั้งแต่วันแรกจนวันสุดท้าย ต่องมาในฐานะนักแสดงทีต้องมาทำงานร่วมกับคนอ่านข่าวแล้วเป็นรายการสดเลย เป็นครั้งแรกที่ต่องทำรายการสดด้วย
... เมื่อก่อนรายการเริ่ม 6 โมงเช้า ตอนหลังขยับมาเป็น 7 โมง แล้วต้องไปถึงก่อนชั่วโมงนึง ต่องจะตื่นตี 4 ครึ่ง ใช้เวลาขับรถครึ่งชั่วโมงไปถึง แล้วใช้เวลาอีก 1 ชั่วใมงแต่งหน้าทำผม
... ต่องทำรายการนี้มา 12 ปี เลิกไปเมื่อต้นปี 48 สถานีไม่มีเวลาให้ เพราะเขามีการปรับเปลี่ยน ก็หลุดไปพร้อมกับรายการที่นี่ประเทศไทย >>> ตอนนี้เป็นบ้านเลขที่ 5 @ ไทยแลนด์ เย็นๆจันทร์ – ศุกร์ ช่อง 5 แต่เป็นทีมพิธีกรจากที่นี่ประเทศไทย
... ต่องใช้เวลาตกงานเป็นบ้าไป 2 เดือน มันคิดไม่ตก คือคนที่เคยทำงานมาตลอดชีวิต อยู่ดีๆมันก็หายไปหมดเลยพร้อมๆกัน มันไม่ทันตั้งตัว
... ตอนนั้นคิดไม่ตกกับชีวิต ถึงแม้จะไม่มีพ่อแล้ว แล้วเราจะทำอะไรดี ว่างไม่ได้ เบื่อ จะไปเที่ยวก็ไม่ได้ ไปไม่ลง นั่งเก็บตัวอยู่บ้าน ไม่ไปไหน เพื่อนไปไหนก็ไม่ไป”

แต่เธอก็ได้ผู้ใหญ่หยิบยื่นโอกาสดีให้อย่างเช่นคุณบุญเกียรติ โชควัฒนา ประธานบริษัทเครือสหพัฒน์ฯ ที่ให้เข้าไปร่วมงาน

******************

ที่ผ่านมา เธอทุ่มเททำงานเพื่อนำเงินมารักษาพ่อจนไม่ได้คิดถึงตัวเองสักเท่าไหร่

“เมื่อก่อนคิดแค่อยากจะมีงานทำ แล้วเก็บเงินไว้ก้อนหนึ่ง ให้ตายก็จะไม่เอามาใช้เลย จะเก็บไว้เวลาฉุกเฉิน หลักใหญ่คือไว้รักษาพ่อ เพราะพ่อโรคเยอะ แม่ยังเคยน้อยใจนะ
... ไม่ใช่ต่องทุ่มเทกับพ่อ หรือรักพ่อมากกว่า แต่พ่อป่วยเยอะ เราเลยต้องใส่ใจกับพ่อเยอะ แล้วเขาอายุมากกว่าแม่เหลือเกิน แต่ก่อนคิดแค่นี้
... เดี๋ยวนี้ก็ยังคิดถึงแม่อีกว่าต้องเตรียมสำหรับแม่ ต่องจะไม่คิดถึงตัวเองเป็นอันดับแรก ไม่เคยรู้ จนเพื่อนหลายคนมาบอกว่าต่องสปอร์ตกับทุกคน แต่ขี้เหนียวกับตัวเอง
... ในชีวิตที่ภูมิใจมากคือกับแม่มาขอต่องไม่เคยปฏิเสธเลย ยกเว้นดาวกับเดือน ต่องให้ได้หมด เราเห็นเขาเหนื่อยกว่าเพื่อให้เราเข้าโรงเรียนที่ดี มีสังคมที่ดี มีโอกาสทางการศึกษาที่ดี
... ที่ต่องทำทั้งหมดนี้ก็เพราะว่าเห็นเขาเหนื่อยมาก ไม่อยากให้เขาลำบาก ไม่ใช่ว่าต่องดีนะ แต่มีความสุขที่ได้ทำ ยังอยากให้แม่อยู่กับเราไปนานๆ”

พ่อกับแม่เป็นห่วงเธอเสมอ ที่เธอยังไม่มีวี่แววว่าจะแต่งงานสักที

“พ่อเคยพูดกับแม่ว่าเขายังไม่อยากตาย เขาตายตาไม่หลับถ้าติ๊งต่องยังไม่แต่งงาน ตอนแก่ๆใครจะดูแล ต่องบอกว่าไม่เป็นหรอก จะพยายามเก็บเงินเยอะๆ
... ต่องเชื่อว่าถ้ามีสตางค์ ถึงจะไม่มีลูกหลาน แต่ก็น่าจะเอื้ออำนวยในเรื่องความสะดวกสบายในการดำรงชีวิตกับตัวเองได้ คือถ้าเราไม่ต้องหยิบยืมใคร ก็น่าจะเลี้ยงตัวเองไปได้ เราอาจไม่มีลูก ไม่มีครอบครัว แต่เราต้องอยู่ให้ได้กับชีวิตที่ยังเหลือ เรื่องที่เคยน้อยใจพ่อแม่หนักกว่ามาก เรายังผ่านมาได้
... ต่องเคยมีคนมาชอบ เขาขอแต่งงานด้วยนะคะ ก็ต่องยังไม่รักเลย แล้วต่องจะแต่งงานได้ไง มันยังไม่ใช่ ต่องอยากรู้สึกรัก แต่ตอนนี้ต่องไม่คิดเรื่องนี้จริงๆ
... ที่ผ่านมาต่องภาระเยอะ ต่องมีความรู้สึกว่า ใครจะให้ต่องได้ขนาดนี้ ต่องเป็นคนใช้เงินใช้เวลามากกับครอบครัว เลยไม่เชื่อว่าเขาจะให้ต่องได้
... ถ้าถามว่าอยากมีครอบครัวไหม ทำไมจะไม่อยากมี ถ้ามีผู้ชายที่รักต่องเท่าที่พ่อรักแม่ต่อง แล้วไม่ต้องรวยเลย เพราะพ่อก็ไม่ได้รวย
... ต่องฝันตั้งแต่เด็กว่าอยากมีแฟนอย่างพ่อ อยากแต่งงาน แต่มันไม่พร้อม เพราะพ่อป่วยขนาดนี้ไม่ใช่ข้ออ้างนะคะ แต่คิดอย่างนี้ คิดว่าไม่เป็นไร แล้วก็ไม่เป็นไปไปเรื่อยๆๆๆๆๆ จนวันหนึ่ง ถึงจะเป็นอะไร เราก็ทำอะไรไม่ได้แล้ว

... แต่ก็ไม่เป็นไรจริงๆ ต่องโชคดีในหลายเรื่องที่คนอื่นอาจไม่โชคดีเลย ต่องมีวันนี้ได้ถือว่าเป็นโชคดีมหาศาล จากเด็กคนนั้นซึ่งดูไม่มีอนาคตเลย ต่องมีผู้ใหญ่ช่วยเหลือมาโดยตลอด มีโอกาสดีๆ ณ วันนี้ถือว่ามีความสุขแล้ว
... คนเราคงไม่โชคดีไปทุกอย่างหรอก ต่องโชคดีเรื่องนี้ แต่อาจไม่โชคดีในการมีชีวิตครอบครัว แต่ไม่เป็นไร สิ่งที่ได้มา ถือว่าชดเชยกันได้”


ชีวิตคนเรามีเรื่องราวไม่ต่างไปจากบทละครที่นักเขียนเป็นผู้เขียนขึ้น ต่างกันแค่ว่าในชีวิตจริงไม่มีใครรู้ว่าตอนจบจะเป็นเช่นไร

แต่ไม่ว่าหนทางข้างหน้าจะเป็นอย่างไร สาวิตรี สามิภักดิ์ ก็ได้แสดงบทบาทของเธอทั้งในบทตัวเอกและในฐานะลูก ในละครชีวิตของเธอได้อย่างน่าประทับใจแล้ว .............................




 

Create Date : 11 ตุลาคม 2549    
Last Update : 11 ตุลาคม 2549 20:55:47 น.
Counter : 4367 Pageviews.  

ชีวิตจริงที่ยิ่งกว่าละครของ "สาวิตรี สามิภักดิ์" <ตอนที่ 5>


“ต่องเคยประสบอุบัติเหตุที่เชียงใหม่ตอนไปโชว์ตัว รถเบนซ์ที่นั่งไปชนประสานงากับรถพ่วงตรงทางขึ้นเขา ต่อง อยู่ข้างหลัง มีเพื่อนอีก 2 คน แล้วต่องนั่งกลาง ตอนประสานงาต่องสลบไปเลย
... พี่อูม วิยะดา นั่งข้างหน้าต้องเย็บ 180 กว่าเข็ม ต่องสลบ เพื่อนอีกคนแขนกระดิกไม่ได้ อีกคนกัดลิ้นตัวเอง พูดไม่ได้เลย แต่ตอนนี้หายแล้ว
... ต่องไม่ได้ขึ้น ฮ. คนที่ขึ้นฮ.คือพี่อูมกับเพื่อนต่อง เพราะเขามีเลือด ต่องไม่มีเลือด ปวดหัวอย่างเดียว ก็มานั่งกับรถนางแบบมาที่แม่สะเรียบ จนถึงโรงแรมก็ยังปวดหัวไม่เลิก เลยนั่งรถตู้มาหาหมอ ปรากฏว่าต่องเป็นคนที่อาการหนักสุดเพราะ สมองบวมเต็มกะโหลก เลือดคั่งในสมอง แล้วมีรูอยู่ที่หัวเพราะโดนกระสุนปืนที่เขาวางอยู่ข้างหลัง... แล้วต่องเป็นคนกลัวเข็ม กลัวหมอ ต่องสั่นจนเอ็กซเรย์ไม่ได้ เขาต้องเปิดห้องผ่าตัด เพื่อเปิดกะโหลกดูว่าเป็นอะไร ต่องไม่ร็ตัว จำอะไรไม่ได้อยู่ 15 วัน
... ตอนนั้นที่บ้านไม่มีใครไปเยี่ยมต่องเลย เพื่อนมาเล่าให้ฟังว่าอาน้อยเป็นคนเดียวที่ไปเยี่ยม แล้วอาน้อยจัดการทำความสะอาดให้ต่องด้วย ซึ่งต่องไม่รู้ตัวเลย ความจริงอาไม่ต้องทำขนาดนี้ก็ได้
.. นี่ก็เป็นอีกครั้งที่ทำให้ต่องประทับใจอาน้อยมากๆแล้วก็รักมากๆ”

เมื่อทำงานมีรายได้ เธอก็เก็บเงินออมเงินไว้ซื้อที่บ้าน เพราะฝันมาแต่เล็กว่าอยากมีบ้านเป็นของตัวเอง

“ช่วงนั้นถึงจะไม่ค่อยได้เล่นหนัง แต่ก็มีเงินเก็บจากเงินโชว์ตัว ก้อนแรกเก็บได้ 200,000 บาท ตั้งแต่เล็กๆต่องฝันไว้เลยว่าจะต้องซื้อบ้าน อยากมีบ้านของตัวเอง ไม่ใช่บ้านอา (น้องชายพ่อ) ไม่ใช่บ้านเช่า ไม่ใช่บ้านคนอื่นอีกต่อไป
... เล็กๆต่องอยู่บ้านเจ้านายแม่ มาอยู่ในสวนบ้านเช่า มาอยู่ตึกแถวก็บ้านอา ต่องมีเงินจะซื้อบ้านแล้วตอนนั้นหลังละไม่ถึงล้านหรอก
... ก็ไปซื้อบ้านในซอยเสนาฯ เขาซื้อกันไม่ถึงล้านแต่ของต่องฟาดไปล้านกว่าบาท ดาวน์หมด 200,000 บาท เพราะต่ำกว่านั้นเขาไม่ให้ ที่เหลือก็ผ่อน เวลาได้เงินมา สมมติ 100 บาท ก็เก็บไว้ใช้ซัก 30 บาท ที่เหลือโปะบ้าน
... แต่ผ่อนยังไม่ทันจะหมด ปรากฏว่าแม่อยากได้บ้านอา ก็เอาบ้านนี่ล่ะไปกู้เขา แล้วไปซื้อบ้านตึกแถวที่แม่อยู่ ต่องต้องนั่งรถไปๆมาๆ มันก็แพงนะ ก็ซื้อรถ เลยเอาบ้านหลังนี้ไปกู้เพิ่มมาซื้อรถอีก
... กว่าต่องจะผ่อนบ้านหมดก็ปี 35 เพราะจะมีค่าโรงพยาบาล ค่ายาพ่อค่อนข้างเยอะด้วย
... พ่อมาเสียตอนอายุ 85 ก็ดูแลพ่อมา 20 กว่าปี “

เธอให้การดูแลพ่อแม่เป็นอย่างดีตลอดมา ทั้งๆที่เกิดน้อยใจมาตลอดว่าพ่อแม่ไม่รัก

“เนื่องจากต่องเป็นลูกคนกลาง ดูเหมือนพ่อกับแม่ไม่ค่อยรัก ตอนเด็กๆเราไม่เข้าใจ นึกว่าเขาลำเอียง ต่องเป็นเด็กโหยหาความอบอุ่น ต่องเป็นลูกคนเดียวที่กอดและหอมพ่อนะจนถึงตอนโต
... ก่อนพ่อเสีย ตอนนั้นพ่อทำบายพาสหัวใจ ต่องก็ไปเยี่ยมที่โรงพยาบาล พอต่องเข้าไปกอด พ่อก็จะผลักออกมา ต่องก็หน้าด้านน่ะ ผลักก็เข้าไปกอด ต่องก็ไม่พูดอะไรแต่ไปพูดในรายการพี่ต๋อย ไตรภพ (ทไวไลท์โชว์ตอนที่ยังอยู่ช่อง 3 ประมาณต้นปี 45) ต่องไปออกรายการก่อนพ่อเสียปีเดียวมั้ง
... พี่ต๋อยสัมภาษณ์ ต่องก็เล่าถึงเรื่องนี้ว่าพ่อไม่รัก ทำไมเรากอดแล้วเขาถึงทำท่ากั้น อย่างแม่นี่ผลักเลยนะ ต่องก็รู้สึกแย่น่ะ
... แต่วิธีของต่องคือเข้าไปกอดใหม่แล้วหอม ใช้วิธีหน้าด้าน ซึ่งพี่ต๋อยบอกว่าอย่างนี้ไม่ใช่หน้าด้านหรอก เราควรจะภูมิใจที่เราให้ แล้วเขาดีขึ้น


... พี่ต๋อยก็สอนมาคำหนึ่งว่า ทำไมคนที่เป็นคนให้จะต้องมาเสียใจกับคนที่รับด้วย เราเป็นคนให้เราน่าจะดีใจนะ เขาอาจจะเกรงใจเราก็ได้ บางทีความเป็นคนรับผิดชอบครอบครัว เขาก็อาจจะไม่พูดอะไรตรงนี้ แต่ไม่ได้หมายความว่าเขาไม่รัก
... พ่อก็ดูที่ต่องออกรายการนั้น แล้วพอรายการบ้านเลขที่ 5 ไปสัมภาษณ์พ่อ พ่อบอกว่าพ่อรักต่อง ก็คือเขาฟังจากรายการพี่ต๋อยเขาก็บอกว่าไม่ใช่เขาไม่รัก .. เขารัก... หลังจากนั้น ต่องก็เริ่มคิดได้ และขอบคุณพี่ต๋อยทุกครั้งที่ทำให้ต่องรู้จักคิด ไม่งั้นต่องคนเป็นบ้า น้อยใจพ่อ น้อยใจแม่ จนแก่ตายก็คงไม่เลิกคิด”

พ่อจากเธอไปหลังจากการได้บอกลูกทางรายการโทรทัศน์

“ หลังจากนั้นไม่นานพ่อก็เสีย …
... วันที่พ่อเสีย ต่องกำลังทำรายการบ้านเลขที่ 5 รายการเลิก 9 โมงเช้า แล้วทุกคนจะรู้ว่าสิ่งเดียวที่จะทำให้ต่องทำงานได้คือเรื่องพ่อ ต่องจะหวาดวิตก เขาก็ไม่ได้บอกต่องจนเลิกรายการ
... ต่องรีบไปโรงพยาบาล คือช่อง 5 กับโรงพยาบาลพญาไทอยู่แค่ตรงข้าม ต่องวิ่งไปเลยบทั้งหน้ายังโบ๊ะฉ่ำ พอไปถึงโรงพยาบาล เขาโทฯมาบอกว่าพ่อเสียแล้ว ต่องร้องไห้อยู่ตรงล็อบบี้ เข้าใจเลยว่าคำว่าปานจะขาดใจตาย ต่องกำลังจะไปหาเขาอยู่แล้ว ...
... คือทุกครั้งที่เลิกรายการต่องจะต้องไปหาเขา แล้วแม่บอกพ่อก็รอด้วย วันนั้นเขาถามติ๊งต่องมาหรือเปล่า ต่องไปไม่ทัน คือถ้าเขาบอกก่อนหน้านี้ ค่องออกจากรายการก็ได้ แต่เขาไม่บอก ...”

น้ำเสียงเธอขาดเป็นห้วงจากการสะอื้นไห้ ยามเล่าถึงวาระสุดท้ายของพ่อที่เธอไม่ทันได้บอกลา

“พอเขามาบอกตรงนั้น หมอต้องมาลากต่องขึ้นไปข้างบน เพราะต่องร้องไห้เหมือนคนบ้า ร้องแบบไม่อายใครเลย แล้วนึกไม่ออกว่าต้องทำอะไรก่อนดี
... พ่อเสียก่อนวันเกิดต่อง 2 วัน ตอนพ่อป่วยหนัก ต่องรู้แล้วล่ะว่าใกล้แล้ว หมอบอกให้ 6 เดือน ต่องยังพูดกับแม่เลยว่าพ่อจะเสียวันเกิดต่องไหม อย่าบอกนะว่าพ่อจะเสียวันเกิดต่อง ต่องเกิดวันฮัลโลวีน 31 ตุลาฯ
... แต่พ่อคงรู้ พ่อเสียก่อนวันเกิดต่อง 2 วัน ไม่งั้นต่องคงร้องไห้ในวันเกิดไปตลอด”

***************
โปรดติดตามตอนต่อไป




 

Create Date : 09 ตุลาคม 2549    
Last Update : 9 ตุลาคม 2549 19:30:56 น.
Counter : 701 Pageviews.  

ชีวิตจริงที่ยิ่งกว่าละครของ "สาวิตรี สามิภักดิ์" <ตอนที่ 4>

“ที่ตัดสินใจเพราะเป็นสมบัติ เมทะนี เราชอบเขา แล้วบ้านเราจน ถ้าได้ค่าเทอมก็ไม่เลวนะ เราก็ได้เงินให้แม่ด้วย ตอนนั้นเขาบอกรายได้ประมาณ 5 หมื่น
... ก็คิดว่าเล่นเรื่องนึงก็พอแล้ว เดี๋ยวเราก็จบแล้ว เดี๋ยวเราก็ทำงาน แล้วพอมีเงินก็อาจจะกลับไปเรียนต่อได้ อีกปีสองปีก็ได้ปริญญาตรี
... วันที่เขาให้มาดูตัวอีกที คุณอดุลย์ กรีน กับแฟนเขามา ปรากฏว่าเขาเคยเห็นโปสเตอร์พรมไทปิงที่ต่องถ่าย แล้วเขาอยากได้ แล้วบังเอิญเป็นคนเดียวกับที่น้าแอ๊ดแนะนำ ก็เลยได้เล่น
... หนังเรื่องแรกที่เล่นคือรักจั๊กจี้ เล่นคู่กับไกรสร แสงอนันต์ เล่นแฝดเลยเรื่องแรก คนหนึ่งก็ใส่แว่น เรียบร้อยหน่อย อีกคนก็ทอมๆขี่มอเตอร์ไซค์
... ต่องเริ่มถ่ายตอนอยู่ปีสอง บางทีก็ถ่ายถึงตีห้า เช้าไปสอบก็ยังไม่ได้นอน พวกพี่ในกองถ่ายแนะนำให้กินลิโพวิตันดี (???) บอกว่าจะได้ไม่ง่วง บอกให้กินขวดเดียวพอ
... ต่องซื้อกลับไปเลย 2 ขวด พี่คะ กินไม่ถึง 15 นาที ต่องพับไปตรงนั้นเลย พร้อมกับหน้าที่ยังไม่ได้ล้างจากกองถ่าย เช้าไปสอบเกือบไม่ทัน น้ำไม่ได้อาบ แปรงฟันแล้วก็ไปสอบเลย
... ตอนนั้นการเรียนตกหมดเลย จากสามกว่าเหลือ 2.8 บ้าง เพราะมีเวลานอนน้อย”

เธอถูกตั้งชื่อใหม่เพื่อใช้ในการแสดง

“ต่องจะเล่นหนังใกล้ๆกันสองเรื่องคือ รักจั๊กจี้ กับ เรื่องยอดดรุณี ที่ห้องเปียสองข้างแล้วอุ้มชะนี เรื่องนี้ถ่ายทีหลังแต่ฉายก่อน
... ตอนแรกต่องกะใช้ชื่อจริง นฤมล สามิภักดิ์ เขาบอกไม่ได้ มีคนชื่อนฤมล นิลวรรณ อยู่แล้วเดี๋ยวซ้ำ แล้วก็มีอีกคนนึงเข้ามาเล่นก่อน ชื่อนิลเนตร นฤมล เขาเลยบอกไม่ได้ ลุงประวิทย์ ลีลาไว ตอนนี้เสียชีวิตแล้ว ไปให้พระตั้งให้
...ท่านก็ตั้งชื่อให้ว่า สาวิตรี ต่องคิดว่าชื่ออะไรก็ได้ เพราะตั้งใจว่าเล่นเรื่องเดียวก็เลิก คิดอย่างนั้นจริงๆ แต่ก็อย่างที่เขาพูดกันว่าวงการมายาเข้าง่าย ออกยาก
... แล้วตอนนั้นพ่อไม่ทำงานแล้ว ต่องต้องส่งน้องเรียนต่อ มาทำตรงนี้มันได้เงิน ที่อยู่ต่อก็เพราะมันได้เงิน ทั้งที่ไม่ค่อยชอบ
... แต่ต่องก็ไม่ได้เปลี่ยนนิสัยนะ ต่องก็ยังขี้อาย ไม่กล้าพูดกับคนแปลกหน้าเหมือนเดิม”

ผลของการไปแสดงหนัง ทำให้เธอเกือบต้องออกจากโรงเรียนกลางคัน

“ทีแรกต่องคิดว่าข่าวคงไม่หลุดหรอก คิดว่ากว่าหนังจะออกฉาย ต่องก็เรียนจบพอดี ไม่รู้หรอกว่าเขาจะมีกอสซิปดารา บอกว่าหนูไปเหมือนจารุณี เขาก็เขียนกันใหญ่สิว่าหนูคล้ายจารุณี
... พอ ผ.อ.รู้ จะให้หนูออก หนูร้องไห้ซะ ก็ไปบอกเจ้าของหนังว่าหนูไม่เล่นแล้ว เพราะกว่าจะได้เรียน ต่องต้องร้องไห้เสียน้ำตาเป็นปี๊บ อย่ามาไล่ล่องออกนะ
... คนที่เป็นนายทุนให้คุณอดุลย์ ชื่อคุณอาดิเรกต้องมานั่งอธิบายกับผ.อ. เอาสตอรี่บอร์ดมาเล่าว่าหนังมันเป็นยังไง มันไม่มีเรื่องเสื่อมเสีย คุยนานมาก ถึงได้เรียน
... ตอนนั้นต่องไปสอบเทียบแล้วไปเอ็นท์ฯเข้าบัญชี จุฬาฯด้วย แต่เอ็นท์ฯม่าได้ เลยไปเรียนรามฯ พอมาเล่นหนังก็ไม่ได้ไปเรียน ก็ทิ้งเลย เสียดาย เพราะจริงๆก็ใกล้จะจบแล้ว”

หลังจากเล่นหนังเรื่องสองเสร็จแล้ว เธอก็ไม่มีหนังให้เล่นอีก

“พอเล่นเรื่องที่สองก็หยุดเลย แล้วเขาก็ให้ไปเรียนพวกฟันดาบ ขี่ม้า เรียนกระบี่กระบอง แม่ไม้มวยไทย เทควันโด เรียนดนตรี
... ต่องไม่มีงานอยู่เป็นปี ช่วงนั้นก็ไปโชว์ตัว เขาก็มีค่าตัวให้ ร้องเพลงก็ไม่เป็นหรอก แต่ต้องให้ได้เพราะไม่รู้จะทำอะไรให้เขาดู
... หลังจากนั้นก็ได้เล่นหนังฮ่องกงเรื่องจ้าวภูผา เล่นแล้วไม่ได้เงินด้วยนะ ได้เช็คเด้ง (!?) แต่จำได้ว่าเหนื่อยมาก เพราะต้องเล่นเป็นนักมวยด้วย”

แม้งานแสดงหนังใหญ่จะน้อย แต่เธอก็ได้รับโอกาสที่ดีให้ก้าวเข้าสู่วงการโทรทัศน์

“น้าแอ๊ดเป็นคนพามาฝากกับอาน้อย (ดาวน้อย สีบุญเรือง) อาก็ให้มาเล่นเป็นนางเอกละครโทรทัศน์เป็นละครมินิซีรีส์เรื่องแรกของช่อง 7 เรื่องกาแกมหงส์
... แล้วอาน้อยก็ให้เล่นหนังใหญ่กับจารุณี ต่องเล่นเป็นนิโกร หัวหยิกดำปื๋อ ใช้แป้งสำหรับแต่งหน้าดำ แต่งหน้าแล้วก็ใส่วิกผมหยิก
... ตอนแรกไปถ่ายทำที่ออสเตรีย แล้วตอนหลังพี่ปุ้ม ไกรสร เขาไม่เล่น เลยเปลี่ยนใหม่ไปถ่ายที่อเมริกา แล้วเปลี่ยนพระเอกเป็นคุณเอกพัน บันลือฤทธิ์
... และมีละครตอนบ่ายของทางช่อง 9 เรื่องสวัสดีคุณครู ต่องเล่นเป็นทอมบอยหน่อยๆ เมื่อก่อนจะเป็นหนังใหญ่ที่จารุณี เล่นแล้วดัง แล้วก็มาเป็นละครทีวีที่ต่องเล่น
... แต่ละครของอาน้อย จะเป็นเหมือนเอาคาแร็คเตอร์ต่องไปเทียบว่ามันใช่กับละครไหม ต่องยังไม่เคยเล่นละครของอาน้อยบทเรียบร้อยเลย คาแร็คเตอร์ของเราเป็นอย่างนี้ก็จะได้เล่นเป็นสาวเปรี้ยว นักเรียนนอก แก่น ทโมน ทอมบอยไปเลย”

คุณดาวน้อยเป็นเสมือนผู้ต่อลมหายใจให้เธอได้อยู่ต่อไปในวงการบันเทิง ทำให้เธอมีรายได้มาดูแลครอบครัว

“อาน้อยดีกับต่องมาก เพราะพ่อเริ่มป่วยตั้งแต่เกษียณ พ่อป่วยเยอะมากเลยเป็นทั้งโรคกระเพาะ ภูมิแพ้ โรคหัวใจโตความดันโลหิตสูง โรคไต เก๊าท์ โรคผิวหนัง โรคเบาหวาน คือมันค่อยๆเป็นมาจนเป็นหลายสิบๆโรค
... ที่ต่องไม่เรียนต่อ เพราะพ่อเริ่มป่วย แล้วต้องมีค่ายา ต่องก็ต๊ะค่ายาหมอไว้ก่อน เอายามาก่อน หมอก็น่ารัก ให้ต๊ะเงินเขาไว้ก่อนแล้วผ่อนให้
... ตอนนั้นต่องไม่มีหนัง พอไม่มีหนังก็ไม่มีเงิน พอได้งานโชว์ตัวก็จะเอาเงินไปผ่อนให้เขา เขาให้ต๊ะเป็นหมื่นๆแล้วต่องก็ทยอยให้ทีละ 5,000 ของใหม่ก็มาต๊ะไว้อีก แล้วก็เริ่มผ่อนใหม่อีก
... รายจ่ายตอนนั้นจะมีทั้งส่งน้องเรียน ค่ายาพ่อ เงินเดือนพ่อเงินเดือนแม่ เลยเป็นสาเหตุที่ต่องไม่เรียนต่อ เพราะเงินที่ได้ตรงนี้ทำให้เราอยู่ได้มากกว่า
... ยิ่งหลังๆพ่อยิ่งเป็นโรคเยอะ ค่ายาบางทีเดือนละ 30,000 บาท จนในที่สุดบอกว่าหมอขา ไม่ไหวแล้ว ขอไปซื้อที่หน้าศิริราชได้ไหมคะ ซื้อที่โน่นได้ลด 30% เพราะหลังๆพ่อเข้าโรงพยาบาลทุกเดือน แล้วต่องจ่ายคนเดียว
... ตอนเริ่มทำกับอาน้อย ด้วยความที่เล่นละครได้ทีละเรื่อง จบเรื่องนี้บางทีก็อาจจะไม่ใช่ต่อง อาจจะเป็นกิ่ง (ภัทรา ทิวานนท์) หรือคนอื่น พ่อก็ป่วยเป็นซีสต์ที่หน้าอก หมอแนะนำให้มาผ่าที่ราชวิถี เพราะถูก แต่ว่า 50,000 ค่ะ แล้วช่วงนั้นไม่มีเงินน่ะ
... 50,000 นี่เฉพาะค่าโรงพยาบาลนะคะ ยังมีค่าอื่นๆอีกเป็นแสน แล้วต่องเป็นคนไม่กล้ายืมเงินใครตั้งแต่สมัยเป็นนักเรียนแล้ว ต่องยอมเดินตั้งแต่วรจักรกลับสวนบางโคล่ ทั้งที่ขอยืมเพื่อนแค่คำเดียว 5 บาทเป็นค่ารถ แต่ไม่กล้า ก็ติดมาจนโต
... อาน้อยก็ถามว่าเป็นอะไร ทำไมนั่งหน้าเศร้า ตาแดงๆ พอบอกปุ๊บ ต่องรักอาน้อยมากเลย ทั้งที่ต่องก็ยังไม่รู้อนาคตเลยว่าต่องจะได้เล่นละครอีกเมื่อไร แต่อาน้อยถามเอาเท่าไหร่ ต่องก็บอกว่าแล้วแต่อา
... อาน้อยเซ็นเช็คให้ 200,000 บาท บอกเอาเถอะ เพราะถ้าผ่าตัดไม่รู้ต้องใช้อีกเท่าไหร่ ต่องร้องไห้ ไม่รู้จะกราบตรงไหนในตัวอาดี”

มือที่หยิบยื่นมาช่วยยามเธอเข้าตาจน สร้างความซาบซึ้งใจให้เธอจนถึงวันนี้

“ต่องไม่เคยเจอใครแบบนี้ที่หยิบยื่นโดยเราไม่ได้ร้องขอ จำได้ว่าเอาไปจ่ายค่าหมอแล้ว อีกตั้งนานกว่าต่องจะได้เล่นละครแล้วค่าตัวต่องก็ไม่ถึงสองแสน ต่องบอกว่าอาหักบ้างดีกว่า ต่องยืมยังไม่จ่าย อาก็หักไป
... ต่องรู้เลยว่าเวลาที่เราหาทางออกไม่เจอ แค่คำพูดมันก็ซึ้งจะแย่ คนที่หยิบยื่นน้ำใจในยามที่เราแย่ ต่องจำไม่ลืม อาน้อยเป็นเหมือนแม่คนที่สอง เพราะความมีน้ำใจ”

***************
โปรดติดตามตอนต่อไป




 

Create Date : 06 ตุลาคม 2549    
Last Update : 6 ตุลาคม 2549 22:08:59 น.
Counter : 1194 Pageviews.  

ชีวิตจริงที่ยิ่งกว่าละครของ "สาวิตรี สามิภักดิ์" <ตอนที่ 3>

“ม.ศ.5 ต่องเริ่มมีงานถ่ายโฆษณา แต่ก่อนหน้านั้นต่อง สอนพิเศษตั้งแต่อยู่พระแม่มารีแล้ว ก็สอนมาจนอยู่บพิตรพิมุข ได้เดือนละ 500 ให้แม่ครึ่งหนึ่ง ที่เหลือเก็บไว้เองครึ่งหนึ่ง
... แม่จะให้เงินวันละ 15 บาท รวมค่าอาหารเช้า – กลางวัน เพราะโรงเรียนเข้าเช้า แล้วบ้านอยู่ในสวน นั่งสองแถวมาก็ 6 สลึง รถเมล์อีก 6 สลึง
... บางทีรถเมล์ติดนาน อยากรีบก็ไปนั่งเรือ ค่าเรือ 3.50 บาท ก็เป็น 5 บาท ถ้ากลับด้วยวิธีแบบนี้ก็เป็น 10 บาท เหลือ 5 บาท ไม่พอกินข้าว เพราะเขาขายจานละ 7 หรือ 8 บาท
... คือบางทีต้องเลือกที่จะไม่กินข้าวเช้า แล้วไปกินกลางวัน เพราะเราจะกินได้แค่มื้อเดียว กินจากบ้านไม่ทัน เพราะจากท่าเรือต้องเดินไปโรงเรียนอีกไกล

... พอ ม.ศ.5 ต่องอยู่ในสวนก็ใช้เดินออกมา ประหยัด เพราะนั่งสองแถวสองคนก็สามบาท ก็เดิน ก็ไปเจอพี่ที่เขาเป็นโมเดลลิ่ง เขาให้นามบัตรมา ถามว่าอยากถ่ายโฆษณาไหม ต่องคิดว่าจะถ่ายได้ยังไง สวยก็ไม่สวย ตอนนั้นต่องกำลังจะ 17
... ก็คิดว่าถ่ายโฆษณามันจะได้เงินเหรอ มันจะจริงเหรอ เลยลองโทฯไป เขาก็เรียกให้ไปเทสต์ ตอนนั้นไม่ได้บอกใคร ไปเองคนเดียว เอาชุดพี่สาวใส่ไป แล้วเขาบอกให้แต่งหน้าไปหน่อย แต่งก็ไม่เป็น ก็ทาๆถูกๆไปนิดหน่อย

... งานแรกที่ถ่ายคือน้ำยาล้างตาออฟเทค เป็นภาพนิ่ง พี่ม้า อรนภา แต่งหน้าให้ต่อง แต่งแค่ตาอย่างเดียว เขาบอกให้ยิ้ม ปากห้ามยิ้ม ต้าห้ามหยี แต่ให้ตายิ้ม >>> ทำยังไง - - แทบร้องไห้เลย ถ่ายเกือบวันนึง ต่องบอกไม่ถ่ายแล้วได้มั๊ย เราเป็นเด็กขี้อายด้วย นั่นงานแรก
… ต่องมารู้ที่หลังตอนมาเล่นหนังแล้ว ว่าที่ข้างขวดน้ำยาออฟเทคมันเป็นลูกกะตาต่อง เพราะน้าแอ๊ด สมบัติ (เมทะนี) จำได้ ถามว่านี่มันตาเราหรือเปล่า เพราะแกใช้ยี่ห้อนี้พอดี ต่องบอกใช่ๆ เราลืมไปแล้วนะ เป็นตาเราจริงๆ
... ช่วงที่ต่องถ่ายโฆษณาเป็นช่วงที่พ่อออกจากงานพอดี พ่อออกจากงานตอนอายุ 63”

งานถ่ายแบบโฆษณาทำให้เธอมีรายได้มาจุนเจือครอบครัว แต่มีผลกระทบต่อการเรียนของเธออย่างมาก เพราะโรงเรียนไม่สนับสนุนให้นักเรียนเข้าวงการบันเทิง

“สมัยก่อนโรงเรียนรัฐบาล ผ.อ.จะไม่ให้ ถ้าเป็นหนังใหญ่หรือเป็นหนังโฆษณาใหญ่ๆถ้าเป็นตัวหลักไม่ได้ เดี๋ยวเขาจับได้ เราก็ไม่ถ่าย เราก็ถ่ายเป็นหมู่ๆ แล้วเวลาผ.อ.เรียกไปถามก็บอกว่าไม่ใช่หนู แต่คล้าย แต่ถ้าเป็นโปสเตอร์ถ่ายเดี่ยวได้ เพราะโปสเตอร์มันอยู่ไม่นาน อย่างเก่งก็ 6 เดือน
... แล้วก็มีถ่ายโฆษณาไดมารู ต่องจะได้ถ่ายกับไดมารูเยอะมาก มักจะถ่ายเป็นฝรั่ง แล้วก็ถ่ายพรมไทปิง ฮอลล์ ถ้าเป็นหนักก็เคยถ่ายกับโค้ก หาดใหญ่ ถ่ายบะหมี่จายา บะหมี่มุสลิม คือถ้าเป็นโปสเตอร์รับหมด ถ่ายเดี่ยวต่องก็เอา แต่ถ้าเป็นทีวี เดี๋ยวผ.อ.เห็น
... ตอนนั้นเพื่อนก็รู้นะคะว่าเราถ่ายแบบ แต่เราก็บอกว่าไม่ใช่ เดี๋ยวโดนไล่ออกสิคะ เพราะแต่ก่อนเขาห้ามเลย

... แรกๆต่องไม่บอกที่บ้านด้วย แต่ตอนหลังก็จะบอกเขา แต่พ่อจะห้าม เคยจะได้ถ่ายสบู่อาบน้ำนะคะ แต่มันต้องลงไปแช่แล้วมีฟองสบู่
... ก็บอกพ่อว่าได้เงินดี ไม่โป๊ ใส่เสื้อยืดรัดๆกับกางเกงขาสั้น แต่ยังไงพ่อก็ไม่ยอม เป็นสินค้าอย่างเดียวที่พ่อไม่ยอมให้ถ่ายเลย พ่อบอกว่ามันเหมือนแก้ผ้า ใครเขาจะรู้ว่าไม่ได้แก้ผ้า ซึ่งจริงๆเงินดีมาก สบู่นี่สุดยอดของเงินเลย เขาจะมีเงินจ้างเยอะ
... พอไปถ่ายโฆษณาก็เริ่มสบายขึ้นแล้วค่ะ ก็จะเริ่มมีเงินกินข้าวตอนเช้า ไม่ค่อยเดือดร้อนแล้ว แต่ต่องจะแบ่งเงินให้แม่ครึ่งหนึ่งทุกครั้ง ตายตัวเลย”

เมื่อทำงานมีรายได้เธอก็ตั้งใจจะเรียนต่อให้สูงขึ้นไปอีก แม้จะสอบเข้าทำงานที่แบงก์กสิกรไทยได้

“พอจบปีสาม (ปวช.) ถ้าเรียนบัญชีก็จะได้ทำงานแบงก์ แบงก์กสิกรไทยจะมารับสมัครที่โรงเรียน แล้วให้เด็กสอบ เพื่อนมันสอบทั้งห้อง ก็เลยไปด้วย แล้วต่องเป็นผู้หญิงคนเดียวที่สอบได้ นอกนั้นเป็นผู้ชายอีกสองคน แต่ต่องสละสิทธิ์ เพราะคิดว่าจะเรียนต่อ เราพอมีเงินแล้ว
... ตอนที่สอบได้ก็ดีใจ ไปคุยให้พ่อกับแม่ฟัง แต่ก็จะให้ทำงานเลย จะไม่ให้เรียน แม่ก็ด่า เราก็นั่งร้องไห้บอกไม่เอา อยากเรียนต่อ เพราะรู้สึกว่าเรายังเรียนน้อยไป
... คือตอนนั้นแม่อยากให้ทำงาน เราก็ไม่เข้าใจ รู้สึกว่าแม่งก เพราะเงินเดือนตอนนั้นถือว่าเยอะสำหรับงานแบงก์ยุคนั้น โกรธแม่ด้วย ต่องนั่งร้องไห้อยู่กับพ่อตั้งนานว่าขอเหอะ ขอเรียนอีกสองปี (ปวส.) ก็ได้ แล้วจะไม่เรียนก็ได้ ไม่เป็นไร นั่งร้องไห้อยู่ตั้งนานจนพ่อให้เรียน
... ก็เรียนบัญชีอีก แล้วเลือกเอกการเงินเลยให้มันยากขึ้นไปอีก”

ช่วงปลายปีของการเรียน ปวส.ปี 1 ชีวิตของเธอก็มาจุดหักเหให้ต้องเข้าวงการบันเทิง

“ประมาณปลายๆปี ต่องถ่ายโฆษณาพรมไทปิง ตอนนั้นจะแขวนอยู่แถวๆราชดำริ แล้วต่องก็ไปอยู่บ้านพี่ที่รู้จักกันที่บางพลัด แถวนั้นจะมีสนามเทนนิสของน้าแอ๊ด สมบัติ เมทะนี
… พี่ก็พาไปตีแบดฯ ตอนนั้นต่องยังใส่ชุดนักเรียนอยู่เลย น้าตุ๊กกับน้าแอ๊ดเรียกให้ไปหา ถามว่าชื่ออะไร เรียนที่ไหน แล้วก็ถามว่าอยากเล่นหนังไหม ต่องขี้อาย ก็คิดว่าเราจะไปทำได้ยังไง ก็บอกไม่ชอบ ไม่เอาค่ะ
... น้าแอ๊ดก็ให้เบอร์ไว้ และขอเบอร์พี่คนนั้นไว้ ก็ไม่คิดอะไร คิดว่าเขาดีนะ อยู่ใกล้ๆเขาดูเหมือนในรูปเลย รู้สึกปลื้มที่เขาดูเฮลท์ตี้ ดูเป็นนักกีฬา เราเป็นนักกีฬาเราก็ชอบ >>> สมัยเรียนพี่ต่องจะเป็นนักกีฬาเสมอ

... สักพักน้าแอ๊ดก็โทฯมาบอกให้ไปกินข้าวที่บ้าน พี่เค้าก็พาไป เขาก็ชวนว่าถ้าสนใจเขาจะให้เล่นหนังเขา แต่ตอนนี้หนังเขายังไม่มี แต่เพื่อนเขาชื่ออดุลย์ กรีน กำลังจะทำหนัง อยากได้นางเอกใหม่ สนใจไหม ต่องบอกทำไม่ได้หรอก ต่องอาย ต่องทำไม่เป็น เขาบอกลองไปคิดดูใหม่ .....

หลังจากกลับไปคิดดูแล้ว เธอก็ตัดสินใจเข้าสู่วงการแสดงในปี พ.ศ.2526 >>> ยังไม่เกิดเล่ยยยยยย

***************
โปรดติดตามตอนต่อไป




 

Create Date : 04 ตุลาคม 2549    
Last Update : 4 ตุลาคม 2549 14:35:43 น.
Counter : 656 Pageviews.  

ชีวิตจริงที่ยิ่งกว่าละครของ "สาวิตรี สามิภักดิ์" <ตอนที่ 2>

ปมด้อยอย่างเดียวที่คุณต่องเธอรู้สึกมากในวัยเด็กก็คือ คิดว่าแม่รักเธอน้อยกว่าพี่น้องคนอื่น

“สมัยเด็กๆคิดว่าแม่ลำเอียง คิดว่าแม่ไม่รัก คิดว่าแม่รักพี่สาว น้องสาว น้องชาย แต่ทำไมไม่ค่อยรักเรา ต่องจะรักพ่อมากกว่า
... พ่อต่องจะมีวิธีการสอนลูก หน้าหนาวเวลาฝรั่งไม่อยู่ พ่อจะชอบชวนไปนอนกางมุ้งตรงระเบียบ ไปนอนดูดาว พ่อจะสอนให้ดูดาวบนฟ้า ก็สนุกดี พอโตขึ้นเลยคิดว่าเป็นเพราะห้องเรานอนเบียด แล้วมันร้อน พัดลมก็มีอันเดียว
... แล้วพ่อต้องไปโบสถ์ทุกวันอาทิตย์ ตอนเช้าต้องออกจากบ้านตอนตีห้าครึ่ง โบสถ์หกโมงเช้า หน้าหนาวพ่อชวนเดินจากวัดพระยาไกรไปอัสสัมฯบางรัก หนาวก็หนาว เสื้อหนาวก็ไม่มี พ่อจะมีเสื้อกั๊กตัวเก่งอยู่ตัวนึง ทุกคนก็จะแย่งกันใส่ตัวนี้

... ต่องเป็นเด็กขาดความรัก เวลาเดินไปต่องจะชอบให้พ่อจูงมือ เขาก็จะไม่จูงหรอก ต่องก็จะล็อคแขนพ่อไว้เลย สะบัดยังไงก็ไม่หลุด <หัวเราะ>
... ส่วนแม่ เด็กๆเราก็อยากกอดเขานะ แต่กลายมาเป็นจับนมแม่แทน แม่ก็จะไม่ชอบ จะไล่ไปไกลๆไป๊ แม่ต่องป่างจัดด้วยนะ แม่ครบเครื่องเรื่องแม่ค้า
... สมัยก่อนต่องรู้จักคำด่าทุกคำ ทั้งจากแม่และก็สังคมแถวๆนั้น แต่ต่องไม่ชอบพูด แต่ก่อนมีนะคะ ตอนเด็กๆเวลาโกรธก็จะมีกูมึง มีด่ากันเหมือนกัน
... แต่พอโตขึ้นสักประมาณมัธยมต้น ไม่เอาเลย ฟังได้นะ แต่เลือกที่จะไม่ชอบฟัง เพราะเราฟังจนเอียนแล้ว เลยไม่พูดแต่รู้ความหมาย”

สมัยเด็กๆเธอไม่สนใจเรียนหนังสือ เพิ่งมาปรับปรุงตัวเองเมื่อขึ้นชั้นมัธยมต้น

“เมื่อก่อนต่องเป็นเด็กที่เรียนหนังสือไม่ดีเลย ต่องไม่เคยรู้จักคำว่าอ่านหนังสือ ไม่เห็นต้องอ่านเลย ต่องจะเรียนได้ที่สัก 20 กว่า เลขสองตัวตลอด
... แต่พี่สาวชื่อพนอที่ติดกับต่องจะเรียนเก่ง เขาจะสอบได้เลขตัวเดียวตลอด แล้วเขาก็จะได้ของขวัญ แม่จะให้นาฬิกา ให้แหวน ให้สร้อย คือเป็นของแม่แล้วก็เอามาใส่ ต่องก็อยากได้บ้าง
... เห็นพี่สาวอ่านหนังสือก่อนสอบ ต่องก็เริ่มเอามาอ่าน จำได้ว่าเรียนม.ศ.1 ปีนั้นต่องได้ที่ 1 แต่แม่ไม่ให้อะไรเลย ขอเท่าไหร่แม่ก็ไม่ให้ บอกไม่มี จะเอาอะไรเล่า
... แต่เราก็รู้สึกว่าเราทำได้ คือลึกๆเราภูมิใจนะว่า ใครจะเชื่อนี่ ในชีวิตไม่เคยได้เลขตัวเดียวเลย ได้ที่ 1 เลยนะ ก็ไม่เลว ก็ทำได้อีก แล้วก็ได้ตัวเดียวตลอด คือที่ 1 ไม่ไกลเกินเอื้อมอีกต่อไปแล้ว
... จำได้ว่าตอนสักม.ศ.3 เขาให้เลื่อนห้องจาก ง.งู ค.ควาย ไปห้อง ก.ไก่เลยนะ แต่ไม่เอา ไปไม่ไหวหรอก เพราะเขาเรียนเก่งกันหมด แล้วเราไม่รู้จักใครเลย”

จบชั้นมัธยมต้นที่โรงเรียนพระแม่มารีแล้ว เธอสอบเข้าเรียนต่อที่โรงเรียนบพิตรพิมุข เพราะอยากจบมาทำงานเร็วๆ

“พ่อต่องอายุมากแล้ว ตอนต่องกำลังจะเข้ามัธยมปลาย พ่ออายุ 62 แล้ว ปรกติต้องเกษียณแล้ว ต่องก็คิดน่ะ
... ซิสเตอร์เคยบอกว่าจริงๆต่องนะจะสอบเข้าเรียนเตรียมอุดม อย่างเราเรียนได้ แต่ต่องมาคิดเอง เรียนเตรียมอุดมกว่าจะจบมหาวิทยาลัย 6 ปีเป็นอย่างน้อย แล้วพ่อเราอายุเท่าไหร่น่ะ แล้วเกิดพ่อไม่ทำงาน เราจะเอาเงินที่ไหนมา ก็เสียดายนะคะ คือรู้ว่าถ้าเราสอบก็คงมีโอกาส

... ตอนนั้นที่ซอยเซ็นต์หลุยส์ มีอัสสัมชัญ คอมเมิร์ซ แล้วเพื่อนไปสอบ ก็เลยไปสอบกับเพื่อน จำได้ว่าเขาส่งไปรษณียบัตรมาให้แล้วต้องฉีกทิ้ง ไปเรียนได้ยังไง ค่าเทอมมันแพง คือไม่มีทาง มหาวิทยาลัยไปต่องพูดถึง เลยไปสอบที่บพิตรพิมุข
... ที่ไปสอบก็เพราะเป็นโรงเรียนรัฐบาล แล้วพี่คนที่ 1 ที่ 2 ไปสอบไม่ได้ แต่ต่องสอบได้ ไม่ได้คิดอะไรเลย รู้แต่เรียนอาชีวะมันจะจบเร็ว แล้วก็จะมีงานทำ”

เธอเลือกเรียนบัญชี ทั้งๆที่มีความฝันอยากจะเป็นหมอ

“จริงๆต่องอย่างเป็นหมอนะ ที่บ้านจนแล้วยายไม่สบายบ่อย ยายเป็นหลายโรค เลยคิดว่าถ้าเป็นหมอคงดี แต่เรียนไม่ได้ก็ไม่เป็นไร เลยมาเรียนบัญชี เพราะเขาบอกว่าถ้าเรียนบัญชีจะได้ทำงานแบงก์ แล้วใครๆก็พูดว่าทำงานแบงก์เงินเดือนจะดี ต่องก็ว่านะจะดีแฮะ
... ต่องเป็นนักเรียนทุนด้วยนะตอนนั้น เรียนดีแต่ยากจน ตอนไปขอทุน อาจารย์ไม่เชื่อนะคะว่าบ้านเราไม่มีสตางค์ เพื่อนก็ไม่เชื่อ
... ตอนไปมอบตัวที่บพิตรพิมุขกับแม่ แม่ใส่เสื้อผ้าลูกไม้สีขาวกับผ้าถุงสีดำ ซึ่งเป็นยูนิฟอร์มตอนแม่อยู่บ้านฝรั่ง เพื่อนก็หาว่าแม่เป็นคนใช้ ต่องโกรธจนไม่รู้จะโกรธยังไง เรารู้สึกไม่ดีที่คนมองแม่เราอย่างนั้น
... ต่องก็เคลียร์กับเพื่อนว่าแม่เป็นแม่ต่อง แต่เพื่อนไม่เชื่อน่ะ จนต้องพาเพื่อนไปบ้าน บอกว่าบ้านฉันน่ะจน จนจริงๆ ไม่อายค่ะ มันจนตั้งแต่เด็ก ไม่รู้สึกผิด ไม่รู้สึกอายอยู่แล้ว
... ต่องมีน้าชายขับรถให้ฝรั่ง แล้วเผอิญเขาต้องผ่านโรงเรียน ต่องก็ติดรถน้าไป เขายิ่งไม่เชื่อกันใหญ่ เราก็พาไปดูที่บ้านเลยว่าจนจริงๆ

... ต่องจะมีเพื่อนสนิทคนหนึ่งชื่อตุ๋ม น่ารักมาก ต่องเพิ่งรู้ตัวว่าสายตาสั้น เขาก็สลับแว่นให้ใส่ตอนเรียน
... ตอนเย็นเขาจะเดินมาส่งที่ป้ายรถเมล์ เขาจะคอยดูรถเมล์ให้ ต่องจะขึ้นสาย 1 กับสาย 75 ซึ่งเป็นสายเดียวกับที่แม่ขึ้น คันไหนแน่นเพื่อนจะไม่เรียก เขาจะเรียกคันที่ว่างกว่าให้ พอเราขึ้นรถ เขาก็จะไปขึ้นอีกฝั่ง สาย 4 ไปตลาดพลู
... ปรากฏว่าแม่งอน คือแม่โหนรถเมล์อยู่คันหน้าใส่ผ้าถุง ถือถุงใส่อาหาร เขาหาว่าต่องอาย กลัวเพื่อนเห็นว่าเป็นแม่ แต่จริงๆต่องไม่เห็นแม่ เพราะสายตาสั้น แล้วไม่ชอบใส่แว่น อันนี้กว่าจะรู้กันตั้งนาน
... เพื่อนไม่เชื่อว่าจนนะ ผิวพรรณอาจจะดูดีนิดนึง คืออาจจะด้วยต่องขาว แล้วจมูกโด่ง แต่คนจนที่ขาวก็มีนะ”

ด้วยความที่เป็นเด็กสาวหน้าตาดี ความสวยของเธอจึงไปสะดุดตาแมวมองเข้า และมาทาบทามให้เธอไปถ่ายแบบโฆษณา >>> มาถึงจุดเริ่มต้นของพี่ต่องในวงการบันเทิงแล้วค่ะ

* * * * * * * * * * *
โปรดติดตามตอนต่อไป




 

Create Date : 04 ตุลาคม 2549    
Last Update : 4 ตุลาคม 2549 14:29:19 น.
Counter : 564 Pageviews.  

1  2  

เบาบางว่างพ้นจรดฟ้า
Location :
กรุงเทพ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]





: Thanks for P'tong Savitree Samipak

: นิตยสารดิฉัน
Friends' blogs
[Add เบาบางว่างพ้นจรดฟ้า's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.