เที่ยวทั่วไทยไปหลีเป๊ะ และหาดใหญ่ วันที่ 3
13 ธันวาคม 2552

วันสุดท้ายที่เกาะ วันนี้ตื่นสายหน่อย เพราะจะกลับเรือสปีดโบ้ท รอบ 13.30 น. ออกมาทานอาหารเช้ากันตอน 9 โมง
เพื่อนอีกคนอยากลงไปเล่นน้ำอีกรอบ เลยปล่อยไปเล่น ส่วนเราก็เก็บข้าวของเตรียมตัวเช็คเอาท์ ทำไรเสร็จเรียบร้อย
ก็มาแวะนั่งชิล ๆ ถ่ายรูปเล่นรอแวะไปที่โป๊ะ พี่คนเรือที่เราเหมาไปดำน้ำเค้าจะเป็นคนไปส่งที่โป๊ะโดยไม่คิดค่าใช้จ่าย
เนื่องจากเราได้ใช้บริการของเค้าไปแล้ว

วันกลับนี่ฟ้าใส ทะเลสวย วิ๊ง ๆ เลย ถ้ามาวันแรกได้แบบนี้ก็คงจะดี แต่ว่าได้แค่นี้ก็โอเคแล้ว



ถึงปากบาราก็ไปติดต่อที่อาดังซี เพื่อขึ้นรถตู้ที่ติดต่อไว้ รถตู้พาพวกเราไปส่งที่ โนโวเทล หาดใหญ่ พวกเรารีบเช็คอินและ
ฝากกระเป๋าไว้ที่ฟร้อนท์ พร้อมตรงดิ่งไปตลาดกิมหยงเพื่อหาของฝากทันที เกือบไปไม่ทันตลาดวาย ได้ของฝากมานิดหน่อย
พอเป็นพิธี เสร็จจากนั้นก็กะว่าจะไปกินติ่มซำโชคดี ซะหน่อย โบกพี่ตุ๊กๆ บอกเค้าว่าพี่คะ พาไปโชคดีติ่มซำหน่อยค่า
แล้วก็ขึ้นรถเลย ค่ารถคนละ 20 บาท

พอไปถึงร้านดันปิด แป่ววว ไม่มีบุญได้กินเล้ย เลยถามพี่ตุ๊ก ๆ ว่ามีร้านอาหารแนะนำของหาดใหญ่อีกมั๊ย พี่เค้าบอกว่า
เอาแนวไหนดี ไอ้เราก็นึกไม่ออก เค้าก็ถามว่าซีฟู๊ดมั๊ย เพื่อนก็บอกว่าได้ อยากกินปลาหมึกกันมาก อยู่รีสอร์ทไม่มีปลาหมึก
ให้กิน ... มันเหมือนมาไม่ถึงทะเล พี่ตุ๊ก ๆ เลยพาไปร้าน เจ๊หอยซีฟู๊ด ร้านนี้จะอยู่ตรงตลาดโต้รุ่งพลาซ่า ใครมีโอกาสแวะเวียน
ไปแถวนั้นลองไปลองนะคะ อาหารเค้าสดจริง ๆ ราคาก็ ไม่แพง อย่างหอยนางรม เนี่ย 4 ตัวร้อย หอยแครงเผา 30 บาท
ส่วนปลา ก็แพงขึ้นมาหน่อย ปูก็บอกเค้าได้ว่าจะเอางบเท่าไหร่ รสชาติอาหารก็จัดจ้านดี เหมาะสมกับคนไทย

พี่ตุ๊ก ๆ ส่งเสร็จก็บอกว่า เดี๋ยวอีก 1 ชั่วโมง วนมารับนะ พี่เค้าก็มาจริง ๆ ค่ะ แต่เรายังกินกันไม่เสร็จ พี่เค้าก็รอแป๊บนึงจน
พวกเรากินเสร็จก็กลับไปส่งพวกเราที่โรงแรม คิดคนละ 20 บาท ไม่ชาร์ตเพิ่ม



มีรีวิวโนโวเทล หาดใหญ่ มาฝากนิดหน่อยค่ะ ทริปนี้ใช้พี่ Ex จากเพิ่มไปอีก 300 กว่า ๆ แต่ไม่มีอาหารเช้านะ แต่ก็ไม่เป็นไร
เพราะต้องรีบไปสนามบินแต่เช้าอยู่แล้ว บินไฟลท์เช้าตรู่ ถึงสุวรรณภูมิก็ตรงดิ่งไปทำงานเลย .. กลายเป็นว่า นั่งเครื่องบิน
มาทำงานเลยอะ อิอิ





สรุปค่าใช้จ่ายสำหรับทริปนี้
ไป 4 คน หมดไปทั้งสิ้นคนละ 6,400 บาท

ค่าใช้จ่ายยิบย่อย จำไม่ได้อะค่ะ แต่จำแนกออกมาได้คร่าว ๆ ตามนี้

- ค่ารถตู้ไปกลับปากบารา - หาดใหญ่ คนละ 500
- ค่าสปีดโบ้ท ไปกลับคนละ 1200
- ค่าห้องพัก น่าจะคนละประมาณ 1300/คืน ถ้าพักห้องแอร์ (เมาท์เทิร์น รีสอร์ท ห้องสุพีเรีย)
- ค่าอาหารมือละ 150 ต่อคน ต่อมื้อ
- ค่าเหมาเรือดำน้ำรอบใหญ่ 2000 ต่อลำ
- ค่าอุปกรณ์ดำน้ำ 50 บาทต่อคน
- ค่าที่พัก Novotel Hatyai ใช้ Expedia จ่ายเพิ่ม 300

ทริปนี้แบกความสุขกลับบ้านมากมาย ถึงแม้ว่ามันจะหายไปเกือบครึ่งก็ตาม ยามที่ใจเราเป็นทุกข์
แต่ก็คิดว่า ... สุขนิด ๆ มันก็ยังดีกว่าทุกข์ตลอดล่ะน่า

ขอบคุณล่วงหน้าสำหรับเพื่อนที่แวะเข้ามาดูรีวิวและคอมเมนท์นะคะ



Create Date : 27 เมษายน 2553
Last Update : 27 เมษายน 2553 22:54:26 น.
Counter : 3383 Pageviews.

1741 comment
เที่ยวทั่วไทยไปหลีเป๊ะ และหาดใหญ่ วันที่ 2
12 ธันวาคม 2552

เมื่อวาน ได้ติดต่อเช่าเรือหางฯ กับทางรีสอร์ทไว้ สำหรับรอบใหญ่ ในราคา 2000 บาท พร้อมชูชีพ ก่อนลงเรือต้องเติมพลัง
ซะก่อน มาดูอาหารเช้าของทางรีสอร์ทกัน ขอคอมเพลนนิดนะ ว่าทุกเมนูน้ำมันเยอะมากกก จะเยอะไปไหน อ้วนแล้วจ้ะ
ไม่ต้องมาขุนให้อ้วนไปกว่านี้หรอก

กินกันอิ่ม ก็ลุยเลยจัดแจงทาครีมกันแดดอย่างดี มัดรวบผมให้เรียบร้อย น้ำจะได้ไม่เข้าหน้ากาก ทุกคนลงเรือ คลื่นค่อนข้างสูง
ขนาดเราถึงกะต้องคว้าชูชีพมาไว้ใกล้ตัว ทั้ง ๆที่มีห่วงยางถาวรอยู่แล้วทั้งอัน ฮ่า ๆ

เพื่อนที่ไปด้วยกันเริ่มทนสภาพคลื่นลมไม่ไหว บวกกะอาหารเช้าแสนเลี่ยนอมน้ำมัน เลยได้มีมหกรรมให้อาหารปลากัน ...
แต่เรายังชิล ๆ อยู่ จุดแรกที่ลงดำคือ ร่องน้ำจาบัง จุดที่มีปะการังอ่อนให้เห็นเยอะสุด

มองดูคลื่นแล้วก็ชั่งใจอยู่ว่าจะเอาชูชีพลงไปด้วยดีมั๊ย แต่ถ้าเอาลงเดี๋ยวก็ตีฟินได้ช้าอีก เลยตัดสินใจโดดตูมลงไปก่อน ตีฟิน
ไปมา โฮ่ย ... เหนื่อย น้ำแรงมาก เลยบอกเพื่อนให้โยนชูชีพมาด้วย น้ำมันแรงจริง ๆ นะวันนั้น ช่วงน้ำขึ้น บวกกับหลังฝนตก
โอ้ย มันส์ ใครที่ชอบดำน้ำคงจะพอรู้นะคะ ปกติตรงจาบังก็เรียกได้ว่าน้ำแรงอยู่แล้ว เจอน้ำขึ้นอีกนี่มีเหนื่อย แต่ก็ดีว่ามีเชือก
ให้จับค่ะ ใครที่ดำไม่เก่งก็จับเชือกดูไปเรื่อย ได้เราก็ว่ายไปทิศทางอื่นบ้าง แต่ว่ายไปว่ายมา ไหงมันอยู่แต่ตรงเชือกฟะ
ไม่ไปไหนซักที เลยถอดหน้ากาก คุยกะพี่ไกด์ของทัวร์ไรไม่รู้ เจอใครก็คุยไปทั่ว แฮะ ๆ บอกเค้าว่าน้ำแรงนะคะพี่
พี่เค้าบอกว่านี่เรียกว่ายังไม่แรงมากนะ โอ้ นี่ไม่แรงหรอ เล่นเอาหอบแฮก

คุยกับพี่เค้าว่า วันนี้เห็นสีของประการังอ่อนน้อยจัง พี่เค้าก็บอกว่าแดดไม่ดีเท่าไหร่ ก็เลยเห็นสีน้อย ถ้าแดดดี ๆ ก็จะเห็น
เยอะกว่านี้ อีกอย่าง ตรงรอบนอกเชือกมันก็เคยมีปะการังอ่อน แต่ว่าพอหน้ามรสุมที่เค้าให้เรือมาลงอวนได้ เรือก็เอาอวนมาลง
แล้วก็ลากเอาพวกปะการังอ่อนพวกนี้ติดไปด้วยเยอะ พี่เค้าบอกว่าเค้าก็พยายามมาทำแนวทุ่น แนวเชือกกันไว้แล้ว แต่ก็ทำได้
เพียงเท่านี้ .. จริง ๆ คนทำประมงก็น่าจะคิดถึงสภาวะแวดล้อมบ้างนะ ถ้าไม่มีพวกปะการัง ปลาก็ต้องน้อยลง ก็ส่งผลกระทบ
กับเค้าโดยตรงเหมือนกัน นี่น้า คนเราอะทำไรก็เอาแต่ประโยชน์ส่วนตนเป็นใหญ่



จุดที่ 2 พี่คนเรือพาเกาะหินซ้อน เราก็ได้แชะภาพกันซักแป๊บ แล้วก็พาไปลงจุดดำน้ำหลังเกาะหินซ้อน
ก็มีประการังอ่อนเช่นกันแต่ว่าไม่มากเท่าจาบัง

จุดที่ 3 แวะให้เราไปดูความมหัศจรรย์ของหาดหินงาม น้ำใสมากก



จุดที่ 4 จริง ๆ เราต้องพักกินข้าวกันที่นี่ แต่ว่า สมาชิกยังเพลียจากการให้อาหารปลา เลยไม่มีกะจิตกะใจจะรับทาน อีกอย่าง
กำลังตื่นตาตื่นใจกับน้ำใสราวสระว่ายน้ำ ทรายละเอียด แดดดี เลยดำผุดดำว่ายน้ำรูปกันอยู่ที่จุดนี้ ค่อนข้างนาน ก่อนจะไปต่อ



จุดที่ 5 เกาะราวี พักกินข้าวกันที่นี่ สั่งข้าวกล่องมาจากรีสอร์ท ไม่มีใครกินข้าวหมดซักคน แบบว่าอิ่มและอืด ที่นี่เราเสียค่าขึ้น
เกาะ ให้กับอุทยานด้วยค่ะ ต้องขอโทษด้วย จำไม่ได้แล้วว่ากี่บาท แต่จำได้ว่าไม่แพงหรอกค่ะ สำหรับการนำเงินไปทะนุบำรุง
(แต่ต้องเอาไปบำรุงจริง ๆ นะ ไม่ใช่ไปบำเรอคนบางกลุ่ม) จุดนี้ไม่ได้ลงดำน้ำ เพราะเกรงว่าหลังจากอิ่มแล้วดำน้ำอาจได้มี
มหกรรมให้อาหารปลากันอีกรอบ


จุดที่ 6 หาดสอง หลังเกาะอาดัง จุดนี้น้ำใสมากค่ะ และน้ำก็นิ่ง เนื่องจากหาดนี้ถูกภูเขาบังเลยทำให้คลื่นลมสงบ ก็เลยได้
แชะภาพมาฝากเยอะหน่อย แต่เสียดาย ตอนที่เจอปลาไหลมอร์เรย์ยักษ์ กะงูทะเลอันแบตหมดซะนี่

จุดสุดท้าย จำไม่ได้ว่าชื่อจุดดำน้ำอะไร แต่ว่าอยู่แถว ๆ หาดประมง จุดนี้ไม่ค่อยมีไรให้ดูซักเท่าไหร่ และก็ไม่ได้ถ่ายอะไรด้วย
เนื่องจากแบตหมดเกลี้ยง เลยดำแค่ซักพัก และก็มุ่งหน้ากลับที่พัก ไปหาข้าวเย็นทานกันดีกว่า สำหรับมื้อนี้ไม่มีภาพอาหาร
มาฝากเนื่องจากหมดแรง ได้แต่กิน กิน เสร็จแล้วก็ไปนอน หลับเป็นตายเลยค่ะ




Create Date : 27 เมษายน 2553
Last Update : 27 เมษายน 2553 22:53:50 น.
Counter : 323 Pageviews.

7 comment
เที่ยวทั่วไทยไปหลีเป๊ะ และหาดใหญ่ วันที่ 1
11 ธันวาคม 2552

เราเริ่มต้นออกเดินทางกันตั้งแต่เช้าตรู่ กับเที่ยวบินของ Air Asia
ปลายทางหาดใหญ่ เครื่องออก 06.30 และได้ทำการเช็คอินผ่านเว็บเรียบร้อยแล้ว
แต่ยังไงก็ต้องไปโหลดกระเป๋าอยู่ดี เนื่องจากมีพวกครีมกันแดด และของใช้ต่าง ๆ
ที่ไม่สามารถขึ้นเครื่องได้อยู่อีกจำนวนหนึ่ง ซึ่งในวันไปนั้น เกิดเหตุฉุกละหุกนิดหน่อย
ทำให้ไม่สามารถโหลดกระเป๋าได้ทัน ต้องหิ้วขึ้นเครื่องไปด้วย ...
เอาล่ะสิ ของเหลวเพียบเลย ครีมกันแดดขวดเบ้อเริ่ม เพิ่งซื้อมาใหม่
แล้วของคนอื่น ๆ ที่ฝากไว้ในนี้อีกล่ะ ทำไงดีหนอ ...

พอเข้าเครื่องแสกนเสร็จ เจ้าหน้าที่ก็บอกให้เปิดกระโปรง เอ้ย ... ไม่ใช่ค่ะ เปิดเป๋า
วันนั้นเราเอาเป้ไป เครื่องใช้ของตัวเองอยู่กระเป๋าหน้า มีของเหลวไม่มาก
จะหนักก็ครีมกันแดด ส่วนของคนอื่นอยู่กระเป๋าหลัง ... เราก็เปิดกระเป๋าหน้าเลยค่ะ
เค้าก็รีบครีมกันแดดเราไป เราบอกว่าไม่ได้มีเจตนาเอาขึ้นเครื่องค่ะ แต่ว่าสายการบิน
ไม่ให้โหลดกระเป๋าแล้ว คุณเจ้าหน้าที่ก็คงรอให้เราเปิดกระเป๋าหลัง แต่เราไม่เปิด
ถ้าเปิดคงไม่มีครึมกันแดดเหลือไปให้ใช้แน่ ๆ T_T คุณเจ้าหน้าที่คงเห็นใจ
เลยปล่อย ๆ ผ่านมา หลังจากนั้นก็วิ่งกระหืด กระหอบไปเกท หัวใจจะวายตาย
เกทใกล้จะปิดเต็มทน แต่ก็ยังอุตส่าห์ไปทัน โชคดีไป

ขึ้นไปบนเครื่องอุดหนุนมาม่า 1 คัพ ไอซ์ทีอีก 1 กระป๋อง คุยกับน้องที่ไปด้วยกันว่า
เอ้อ ... แดดดีใช้ได้ตัวดำกลับมาแน่ และ เผลอแป๊บเดียวก็ถึงหาดใหญ่แล้ว พร้อมกับ
สายฝนปรอย ๆ และปลอบใจตัวเองว่า เอาน่า หาดใหญ่กับเกาะหลีเป๊มันอยู่คนละจังหวัด
ที่หลีเป๊ะอาจจะไม่ตกก็ได้




ออกจากสนามบินก็มารอรถตู้ ที่ให้ทาง อาดังซี เป็นผู้จัดการให้มาพวกเราสี่คน ที่สนามบิน ด้วยสนนราคา
เที่ยวละ 250 บาท / คน ไปกลับ ก็ 500 บาทขาดตัว นัดเวลากับรถตู้ไว้ 08.30 น. ยังไม่ถึงเวลานัด
เลยเดินไปหากาแฟกินซะหน่อย หลังจากได้กาแฟมา ฝนตกลงมายังกะฟ้ารั่ว รถตู้ก็มาพอดี เลยโบกมือ
ให้เค้ามารับ เลยต้องตากฝนไปขึ้นรถตู้ที่หน้าร้านกาแฟ ตัวเปียกเป็นหมูตกน้ำเลยทีเดียว

เกือบ 2 ชั่วโมงพวกเราก็ถึงแล้ว “ท่าเรือปากบารา” สถานที่ลงเรือสปีดโบ้ทไปเกาะหลีเป๊ะ
มัลดีฟแห่งเมืองไทย (เค้าว่างั้นกัน) ไปติดต่อที่ที่ทำการของ อาดังซี ทัวร์ เอกสารการมัดจำตั๋วเรือ และจ่ายเงิน
ส่วนที่เหลือเพิ่ม สำหรับค่าตั๋วเรือ สนนราคาไปกลับที่ 1,200 บาท เคลียร์เงินเสร็จรับหมายเลขเช็คอินสำหรับ
ลงเรือ ระหว่างรอเรือออกเราก็ไปหาซื้อผลไม้ น้ำ และขนมติดไปที่เกาะด้วย ไปซื้อแตงโม และส้มจากแผงขาย
ผลไม้แถวนั้น พร้อมกับซื้อน้ำมาด้วย 1 แพค ซื้อเสร็จ เดินกลับมาร้านค้าข้างอาดังซี เค้าขายน้ำถูกกว่าร้านผลไม้
ตั้ง 20 บาท .... โง่ แรกก็มาให้เห็นตั้งแต่ยังไม่ลงเรือเลยเรา ฮ่า ๆ



11.30 น. ได้เวลาลงเรือ ต้องลงเรือตามบัตรคิวที่ได้ด้วยนะคะ เป้าหมายแรกที่เรือจอดคือ เกาะตะรุเตา
ผู้คนลงไปถ่ายรูปกันมากมาย พวกเรานั่งรออยู่บนเรือ ขี้เกียจลงไปแชะภาพ แชะจากในเรือก็ได้ อิอิ
และจุดหมายที่สองที่เรือจอด คือ เกาะไข่ เค้าแวะให้นักท่องเที่ยวที่มากับทัวร์ ได้ลงไปเก็บภาพกัน แต่ละจุด
จอดเรือประมาณ 15 นาที .. ได้คุยกับพี่ไกด์ของอาดังซี เค้าบอกว่าเดี๋ยวนี้เรือไม่ค่อยจอดแวะ เว้นแต่จะมีทางทัวร์
บอกไปทางเรือว่าแวะให้ลูกค้าลง เค้าถึงจะแวะค่ะ อ้อ ... เราไม่ได้ซื้อทัวร์ของอาดังซี นะคะ ซื้อแต่ตั๋วเรือ
แต่เผอิญได้เจอพี่ไกด์บ่อย ๆ ที่รีสอร์ท ก็เลยได้คุยกันค่ะ



เรือมาจอดเทียบท่าที่โป๊ะ หน้าบันดาหยา รึสอร์ท ดูวุ่นวายมาก ๆ คนเยอะ ของแยะ โป๊ะเล็ก กลัวโป๊ะล่มมาก ๆ
ตรงจุดนี้อยากให้มีการจัดการที่ดีกว่านี้ เพื่อภาพลักษณ์การท่องเที่ยวที่ดี และเพื่อความปลอดภัยในชีวิตและ
ทรัพย์สินของนักท่องเที่ยวด้วยค่ะ .. หลังจากลงจากเรือ และรอโหลดของออกจากเรือซึ่งใช้เวลาซักพักใหญ่ ๆ
เราก็ต้องต่อเรือหางยาว ไปที่พัก คือ เม้าท์เทิร์น รีสอร์ท ราคาค่าเรือหางยาวก็คนละ 50 บาท เค้าจะมีจุดซื้อตั๋ว
บนโป๊ะ เราซื้อแล้วก็เอาไปยื่นก่อนลงเรือหางยาวได้เลย

เรือหางฯ ก็จะแวะส่งนักท่องเที่ยวเป็นจุด ๆ ดีว่าเรือหางที่เราลง มีไปแค่ 2 ที่เท่านั้นคือรีสอร์ทอะไรซักอย่าง
ตรงหาดประมง และกรุ๊ปเราที่เมาเทิร์น เท่านั้น เลยใช้เวลาไม่นานมาก

และแล้วก็มาถึง Mountain Resort .... เห็นบันไดของเค้าแล้วถอดใจอะ บอกตรงๆ แบกสังขารขึ้นไปไม่ไหว
แก่แล้ว ตอนแรกจะจองที่ Cast Away แต่ที่พักเค้าเต็ม จะพักที่บันดาหยา ก็เหลือแต่ห้องเรือนแถว พัดลมอีก
ต่างหาก ทนร้อนไม่ไหว ... Mountain เลยเป็นคำตอบสุดท้าย .. แต่ดีหน่อยว่าตอนกำลังจะขึ้นมีพนักงานของ
ทางรีสอร์ทมาช่วยแบกสัมภาระขึ้นไป แต่กระนั้นเหอะ ข้าเจ้าแบกเป้ไว้ข้างหลัง หนุ่มๆ ของทางรีสอร์ทคง
ไม่สังเกตเห็น แถมพ่วงด้วยฟินและขาตั้งกล้องอีก ทำเอาหอบแฮ่ก .. จนกรุ๊ปข้างหลังเดินแซง แถมคุยกันอีกว่า

สาว 1 : ดีนะแก ที่เรามาเที่ยวก่อนอายุ 30 เราเลยยังมีแรงเที่ยว
สาว 2 : พยักหน้ารับ
คิดในใจ ... ใช่ซี๊ ช้านมานสามสิบแล้ว ..... เลยหอบแฮ่กอยู่แบบนี้ แต่เอาฟะ ยังดีกว่าไม่ได้เที่ยวล่ะ



ขึ้นไปวางกระเป๋า เช็คอิน พร้อมสั่งข้าว เพราะสาวๆ หิวกันไส้กิ่วแล้ว พวกเราสั่ง ต้มยำกุ้งแม่น้ำ ผัดผัก และ
ผัดทะเล มากิน มือนี้ราคา 650 บาท อาหารของที่นี่รสชาติไม่จัดจ้าน คงเน้นให้ชาวต่างชาติทานได้ ถามเค้าว่า
เปลี่ยนพ่อครัวใช่มั๊ย เค้าบอกว่าใช่ ชุดเก่าลาออกไปแล้ว พ่อครัวชุดนี้มาจากโรงแรม .. เราคิดในใจ
เออ ชุดเก่าทำกับข้าวอร่อยกว่านะ ไม่ต้องมาจากโรงแรมหรอก ทำให้อร่อย จะดีกว่า ถ้าชาวต่างชาติสั่ง
ก็น่าจะมาร์คไปในรายการอาหารว่า สำหรับชาวต่างชาติ เพราะคนไทยก็กินอีกรสชาตินึงน่ะ ควรปรับปรุงด่วน

หลังจากกินข้าวเสร็จ ว่าจะเอากระเป๋าไปเก็บ ... ยกกระเป๋าไม่ทันไร พายุฝนก็โถมเข้าเกาะหลีเป๊ะ ... ทำให้หมด
โอกาสไปดำผุดดำว่ายในทันใด ซักพักฝนซา ก็เลยแบกกระเป๋าเข้าที่พัก ซึ่งเราพักห้อง สุพีเรีย เป็นแถวที่สองของ
รีสอร์ท วิวดี เห็นทะด้วย ห้องนี้ราคา คืนละ 2,600 บาท



สภาพห้องก็ดี โดยประมาณ ตามรูปที่ถ่ายมาได้ ไม้แขวนเสื้อมีให้เยอะมาก ใช้กันไม่หมด น้ำแรงดี ใช้ได้
มีน้ำให้ 2 ขวด เป็นน้ำโพลาริสขวดขุ่น ส่วนเตียงเด้งดึ๋ง ๆ เราไม่ค่อยถนัดค่ะ กับเตียงเด้ง ๆ แบบนี้
เลยให้เพื่อนยึดเตียงไปเลย เราลงไปนอนพื้นหลับดีกว่า ฮ่า ๆ จ่ายคืนละ 1300 เพื่อมานอนพื้นแฮะเรา ...
โง่หรือบ้าหว่า



ตกเย็นฝนยังไม่หยุดตก มันตกพรำ ๆ หลอมแหลม ก็ชวนเพื่อน ๆ เดินไปหาดพัทยา หาโรตีกะชาชัก พร้อมทั้ง
ข้าวเย็นกินกัน เดินไปตามทางด้านหลังรีสอร์ท เดินไปเรื่อย ๆ เดี๋ยวเจอเอง พ่อเคยสอนว่าถ้าหลงทางให้เดินตาม
เสาไฟไว้ เราเลยเดินตามทางที่มีเสาไฟ อ้าว มันมีทางแยกอะพ่อ ไปทางไหนล่ะทีนี้ ฮ่า ๆ ชาวบ้านผ่านมา
เลยต้องแวะถามนิดหน่อย เราจึงได้เจอหาดพัทยาสมใจ พร้อมกับแชะภาพเป็นที่ระลึกกันแต่พองาม

เสร็จสรรพเดินต่อไปยังซอยที่เค้าขายของ ไม่รู้เรียกว่าซอยอะไร เพื่อหากินโรตีเจ้าอร่อย “Thai Pancake”
แต่ก่อนจะเจอโรตีเจ้านั้น เราก็เจอโรตีเจ้าอื่นซะก่อน พร้อมกับชาชัก ฝรั่งต่อคิวซื้อเพียบ เลยบอกเพื่อน ๆ ว่า
เดี๋ยวไปซื้อร้านข้างในดีกว่า ไม่ต้องรอคิวนาน เพราะท่าทางฝรั่งคงมาซื้อร้านนี้กันหมดแล้ว พอเดินไปถึงร้าน
“Thai Pancake” ก็จริงดังคาด คนน้อยกว่าตอนที่เราเคยมา นั่งพัก ออร์เดอร์ไปแป๊บเดียว โรตีมาเสริ์ฟถึงหน้าแล้ว กินกันอย่างอร่อย



หนังท้องตึงหนังตาเริ่มหย่อน ต้องเดินกลับรีสอร์ท แต่ต้องกลับคนละทางกับที่เดินมา เพราะว่ากลับทางเดิม
ไม่ได้แล้ว ทางมันไม่มีไฟ มืด เปลี่ยว และพวกเราก็ไม่มีไฟฉายด้วย คราวที่เคยมาครั้งก่อนจำได้ว่าไกด์
พาเดินตามซอยนั้นไปเรื่อย ๆ เดี๋ยวก็ถึงรีสอร์ทเอง เราก็เดินนำเลย เพราะเพื่อนคนอื่น ๆ ไม่เคยมา เดินไปหลงไป
ถามไปอีกแล้ว จังหวะไปเจอพี่คนนึงเดินตามหลังพวกเรามา เลยหันไปถามเค้าว่า
--- พี่คะจะไปเมาท์เทิร์นรีสอร์ทไปทางนี้ป่าวคะ
--- พี่เค้าตอบว่า ทางนี้ล่ะ เดินไปด้วยกันก็ได้ ไปที่นั่นเหมือนกัน
เราก็ว่าหน้าคุ้น ๆ เลยนึกขึ้นได้ว่าเป็นพี่ไกด์ จาก อาดังซีทัวร์ เค้าพาลูกทัวร์มาพักที่เดียวกับ ก็เลยเดินตามเค้าไป
คุยกันไปเรื่อย ๆ เรื่องดำน้ำ เรื่องรีสอร์ท หลาย ๆ เรื่องเกี่ยวกับหลีเป๊ะ อัธยาศัยดีค่ะ เห็นพวกเราอยุ่ที่รีสอร์ท
ก็เข้ามาทักตลอดเวลา ทั้ง ๆ ที่เราก็ไม่ได้ใช้บริการทัวร์ของเค้า ต้องขอโทษด้วยที่ไม่ได้ถามชื่อไว้

พวกเรากลับมาตายรัง กินข้าวกันที่รีสอร์ท ตอนแรกคนอื่น ๆ ว่าจะไม่กิน แต่ข้าเจ้าไม่อยากไปหิวตอนดึก ๆ รู้ตัว
ว่าต้องหิวแน่ ๆ หาไรมากินดีกว่า เพื่อน ๆ ก็เลยกินด้วยกัน เมนูไม่มีอะไรมากมาย มีแค่ยำวุ้นเส้นทะเลและเส้นใหญ่
ผัดขี้เมาเนื้อ … กินอิ่มกลับห้องก็นอนเผล่ ปรับทุกข์กับเพื่อนสาว จนตี 1 กว่า ๆ ถึงจะหลับ .. หมดไปแล้ว 1 วัน




Create Date : 27 เมษายน 2553
Last Update : 27 เมษายน 2553 15:51:47 น.
Counter : 696 Pageviews.

1 comment

a^o^m
Location :
กรุงเทพ  Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]