เพียงแวะเข้ามาชม ก็แอบนิยมอยู่ในใจ

Abashiri - ในวันที่ Drift Ice เหลือน้อย

แม้อบาชิริจะเป็นเมืองชนบทเล็กๆ ติดทะเลโอคอสต์ ข้ามฝั่งไปก็เป็นประเทศรัสซีย แต่ที่นี่เอง ก็มีแหล่งดึงดูดนักท่องเที่ยวให้มาเยี่ยมชม โดยเฉพาะในฤดูหนาว อันได้แก่ การล่องเรือ Aurora ซึ่งมีตั้งแต่ช่วงกลางเดือนมกราคม ถึง ต้นเมษายน จะมีเรือออกจากท่าเรืออบาชิริทุกวัน เราสามารถกินลมชมวิว(แบบหนาวจับใจ)บนดาดฟ้าเรือ ในขณะที่เรือก็ตัดน้ำแข็งที่เกาะเหนือผิวน้ำไปเรื่อย การล่องเรือกินเวลาประมาณ 1 ชั่วโมง สนนราคาประมาณ 3000 เยน และถ้าวันไหน ไม่มี Drift Ice หรือมีน้อย ก็จะเหลือเพียง 2500 เยน ซึ่งผมเองก็ไปในช่วงที่ไม่มี Drift Ice แต่ก็ได้ประสบการณ์ที่ดีไม่แพ้กัน..


รอบสถานี Abashiri


ได้ตั๋วหล่ะ พร้อมเดินทางได้ :)



ประภาคารที่ท่าเรือ Abashiri



นกนางนวลที่คอยบินเล่น ต้อนรับนักท่องเที่ยว


ทิวเขาที่ตั้งตะหง่านที่แหลมชิเรโตโกะ


Drift Ice ที่มีไม่มากนัก แต่ก็พอบ่งบอกระดับความหนาวเหน็บได้พอสมควร


นักท่องเที่ยวที่ดูตื่นเต้นที่ได้เห็น drift ice ขนาดย่อม จขบ ก็เช่นกัน ^^


เส้นทางที่มองเห็นได้ชัดเมื่อเรือแล่นผ่านธารน้ำแข็ง


ไม่เหลือที่ว่าง ริมเรือ Aurora เพราะส่วนใหญ่ถูกจับจองไปหมด


นกนางนวลยังคงบินเล่นกับนักท่องเที่ยว ตลอดระยะเวลาที่เรือแล่นอยู่


ผ่านไปชม.เศษกลับมาถึงที่เดิมหล่ะ


ภาพ Drift Ice ชัดๆในวันที่เขาบอกว่าไม่มี Drift Ice


เจ้า snowman ยักษ์ ต้อนรับนักท่องเที่ยวกลับเข้าเทียบท่า


เรือประมงที่จอดอยู่ใกล้กัน รอวันออกสู่ทะเลโอคอสต์


แป๊ปๆสิ้นวันแล้ว หน้าหนาว 4 โมงเย็นพระอาทิตย์ก็ตกดินหล่ะ ชีวิตที่เมืองนี้ดูไปเรื่อยๆ เหมาะกับคนที่ชอบชีวิตแนว slow life มากๆ เช่นเดียวกับ จขบ ^^

ลาด้วยแสงสุดท้ายของวันแรกที่ Abashiri พรุ่งนี้ เตรียมตัวไปนั่งรถไฟ Norokko กัน คนที่ถือ JR Rail Pass สามารถใช้บริการได้ฟรี นั่งล่องเลียบชายฝั่งทะเลโอคอสต์ ไปสิ้นสุดที่สถานี Shiretoko




 

Create Date : 28 กุมภาพันธ์ 2555   
Last Update : 28 กุมภาพันธ์ 2555 23:33:10 น.   
Counter : 4229 Pageviews.  

เมื่อใบเมเปิ้ลเปลี่ยนสี ที่อ่างขาง

จากกรุงเทพฯ ผมใช้เวลาเกือบ 8 ชั่วโมงในการขับรถผ่านถนนสายเอเชีย มุ่งสู่ทางภาคเหนือ ผ่านนครสวรรค์ ตาก กำแพงเพชร ลำปาง ลำพูน และ เชียงใหม่ เมื่อเข้าตัวเมืองเชียงใหม่ ผมหักเลี้ยวขวา เข้าสู่ถนนหมายเลข 107 มุ่งตรงสู่อำเภอฝาง อำเภอที่พยายามจะเรียกร้องขอตั้งตัวเอง เป็นจังหวัด สาเหตุนั้น ถ้าใครได้ขับรถไปน่าจะทราบได้ด้วยตัวเองดี เพราะระยะทางที่ห่างจากตัวเมืองเชียงใหม่ค่อนข้างมาก ทำให้การติดต่อส่วนราชการค่อนข้างลำบาก เมื่อมาถึงหลักกิโลเมตรที่ 137 ผมเลี้ยวซ้าย ขึ้นสู่ดอยอ่างขาง ระยะทางขึ้นดอยในช่วงนี้ เพียง 25 กิโลเมตรเท่านั้น และมีช่วง 11 กิโลเมตร ที่เป็นทางขึ้นสูงชัน ชวนให้หวาดเสียวกว่าทุกๆดอยที่เคยไปมา ถ้าใครที่ใจไม่กล้าพอ หรือควบคุมพวงมาลัยไม่คล่อง แนะนำให้ขึ้นดอยช่วงกิโลเมตรที่ 79 ระยะทางไกลกว่า แต่สบายใจกว่า เพราะเป็นเส้นทางเลาะเขามาตลอดทาง รวมถึงมีทิวทัศน์ที่งดงามเช่นกัน แต่จะงามกว่าอีกด้านหรือไม่ ผมไม่แน่ใจ เพราะตอนขับ ผมไม่มีเวลาที่จะมองข้างทาง เพราะกลัวตกเหว...

อากาศช่วงที่ผมไปนั้น ตัวเมืองเชียงใหม่ ยังค่อนข้างร้อน แต่ยอดดอย ประมาณ 4-9 องศา ซึ่งสำหรับคนเมืองคอนกรีตอย่างผม ถือว่าหนาวทีเดียว และด้วยความหนาวเย็นแบบนี้เอง ทำให้ผมได้สัมผัสกับฤดูใบไม้ร่วงแบบเดียวกับประเทศในเขตหนาวอื่นๆ เช่นกัน และสิ่งที่เกิดขึ้นในฤดูนี้ ที่พบเห็นได้คือ ใบไม้ที่เปลี่ยนสีไปนั่นเอง ^_^




ผมเลือกพักทีจุดกางเต้นท์ก่อนถึงสถานีเกษตรอ่างขางเพียงเล็กน้อย และก่อนถึงแยกทางขึ้นบ้านนอแล ซึ่งเป็นจุดชมวิวในยามเช้า ค่าที่พักกางเต้นท์รวมถึงถุงนอน ผ้ารองนอนเพียง 200 เศษๆ เท่านั้นเองสำหรับสองคน


หมู่ต้นสนที่โอบล้อมเต้นท์นักท่องเที่ยวในยามเช้าก่อนพระอาทิตย์ขึ้น





ผมเลือกพักทีจุดกางเต้นท์ก่อนถึงสถานีเกษตรอ่างขางเพียงเล็กน้อย และก่อนถึงแยกทางขึ้นบ้านนอแล ซึ่งเป็นจุดชมวิวในยามเช้า ค่าที่พักกางเต้นท์รวมถึงถุงนอน ผ้ารองนอนเพียง 200 เศษๆ เท่านั้นเองสำหรับสองคน




เมื่อเสร็จภาระกิจในยามเช้า หลังดูพระอาทิตย์ขึ้น ผมแวะลงไปทางสถานีเกษตรอ่างขาง เพื่อเยี่ยมชมการเพราะปลูกไม้ดอกไม้ผลเมืองหนาว ซึ่งสถานที่แห่งนี้เองที่ให้ผมได้พบเห็นกับใบเมเปิ้ล ที่ถูกปลูกขึ้นที่เมืองไทย ความสวยงามตอนมันเปลี่ยนสี ไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าประเทศในแถบหนาว มันจะสู้ไม่ได้แค่เพียงปริมาณที่น้อยกว่าเท่านั้น




ใบเมเปิ้ลที่พบเห็นที่นี้ มีอยู่หลายแบบ ตั้งแต่ 3 แฉก 5 แฉกแบบใบ Momiji ของญี่ปุ่น หรือ 5 แฉกแบบทางที่เคยเจอในยุโรปและอเมริกา




หลายคนสงสัยว่าทำไม ใบไม้มันถึงเปลี่ยนสีได้ พูดกันง่ายๆคือ สีเขียวหรือที่เราเรียกว่าคลอโรฟิลด์ที่เห็นในใบไม้นั้น มันไม่เสถียร หรือไม่คงทนนั้นเอง แต่จะถูกสร้างอยู่ตลอดเวลาด้วยแสงแดดและอากาศที่อบอุ่นพอ ดังนั้นคนในเขตร้อนอย่างพวกเราจึงมักเห็นใบไม้มีแต่สีเขียวตลอดเวลา แต่ในบริเวณหรือเขตที่มีอากาศหนาวที่ยาวนานนั้น พืชไม่สามารถสร้างสารสีเขียวขึ้นมาได้ จึงปรากฎสารสีอื่นๆที่อยู่ในใบไม้อยู่แล้ว แต่มีน้อยกว่าสีเขียว เช่นสีแดง และสีเหลืองปรากฎขึ้นมาแทน ก่อนที่จะแห้งเหี่ยวและร่วงหล่นไป




ใบที่มีสีเหลือง เหลือเพียงแคโรทีนให้เราได้เห็น ความหนาวในดอยอ่างขางยามเช้าเช่นนี้ แม้แต่สุนัขยังมีไอออกจากปากขณะเคี้ยวอาหารเลย




ใบเมเปิ้ลยามร่วงหล่นสู่เก้าอี้นั่ง




ใบที่เริ่มแห้ง รอเวลาร่วงหล่นสู่พื้นดิน




ใบไม้ใบเดียว.....




ยังมีบางใบที่ยังคงเหลือสีเขียวอยู่




เริ่มที่จะเหลืองเมื่อต้องลมหนาว




แอบซ่อนการเปลี่ยนสีใต้ร่มเงา



ความหนาวก่อเกิดสีสันแห่งธรรมชาติ




เมื่อสายลมพริ้วไหวพัดผ่านใบไม้แต่ละใบ เหมือนเครื่องดนตรีทีบรรเลงบทเพลงขับกล่อมได้เข้ากันเป็นปี่เป็นขลุ่ย..อยากนั่งทำงานอยู่ที่นี่แทนกรุงเทพฯได้ไหมเนี้ย




เมื่อฟ้าและแดงมาบรรจบกัน




ใบเล็กหรือใบใหญ่ไม่ได้เป็นตัวการันตีถึงการคงอยู่บนต้นได้นานที่สุด เหมือนมนุษย์เราที่คนตัวเล็กกว่า ไม่จำเป็นต้องเป็นคนที่อ่อนแอกว่าเสมอไป




นอกจากนี้ภายในสถานีฯ ยังกำลังเพาะปลูกต้นบ๊วย ซึ่งเป็นพืชตระกูลเดียวกับพญาเสือโคร่ง ผมเคยเห็นสีขาวและชมพูตอนไปที่ญี่ปุ่น ถ้ามันออกดอกเต็มต้นเมื่อไหร่ ที่นี้ก็น่าจะสวยงามเช่นกัน




ขาลงจากดอยอ่างขาง ผมได้รับของแถมอย่างหนึ่ง ที่ไม่คิดว่าจะได้เจอ เพราะยังไม่ใช่ช่วงที่มันจะออกมาต้อนรับนักท่องเที่ยว นั่นคือพญาเสือโคร่งที่เริ่มออกดอกให้เห็นประปรายตามทางลงจากดอยอ่างขาง ช่วงก่อนแยกเข้าทางไปอำเภอเชียงดาว




ชูยอดทะยานสู่ท้องฟ้า อีกสาเหตุหนึ่งที่มันชื่อพญาเสือโคร่ง เพราะความที่ไม่ยอมอยู่ใต้ร่มเงาของไม้ใดๆ ของมันนั่นเอง




ดูดอกมันกันใกล้ๆอีกสักนิด

border=0>


การร่วมกันสร้างสีสันระหว่างธรรมชาติและมนุษย์ มนุษย์ใช่เพียงแต่จะคอยทำลายธรรมชาติแต่เพียงอย่างเดียว




คืนที่สองผมกลับไปพักบนดอยปุย ซึ่งอยู่ก่อนถึงหมู่บ้านขุนช่างเคี่ยน อากาศเย็นสบายประมาณ 9-13 องศา ที่นี่เอง ที่ผมชอบมาก เพราะหลังสามทุ่มไม่มีไฟฟ้าให้ใช้ ทำให้ผมพบกับทะเลดวงดาวที่ผมเคยเห็นยามไปใช้บริการท้องฟ้าจำลองสมัยเด็กๆ แต่ที่นี้ ไม่มีเครื่องสร้างท้องฟ้าจำลองขวางกั้น นั่งดูนานเท่าไหร่ก็ได้

หน้ากล้องที่เปิดนาน 30 นาที ทำให้เห็นเส้นทางเดินของดวงดาว (จริงๆ เราต่างหากที่หมุนรอบตัวเอง เอ๊ะ หรือเธอหมุนรอบฉัน ฉันหมุนรอบเธอ)




มืดไปหมด มีเพียงแต่ดวงดาว นั่งดูแล้วนึกถึงเพลง ก้อนหินละเมอขึ้นมาเลย "มองไปไกล ที่ดวงดาวสุดขอบฟ้าไกล อยากจะไป ไปให้ถึงครึ่งทางแสงเธอ ดวงดารา เหมือนไม่มีวันจะพบเธอ อยากให้เธอ ส่องแสงลงมาพื้นดิน"




ตัวเมืองเชียงใหม่ ยามต้องแสง Twilight ก่อนพระอาทิตย์ขึ้น เตรียมบอกลาความหนาวเย็น กลับสู่โลกความเป็นจริงซะที บางครั้งทุกสิ่งที่มีสองด้าน มันก็ทำให้รู้คุณค่าของกันและกัน เหมือนอากาศร้อนและอากาศเย็น




พระอาทิตย์ปรากฎกายเหนือขอบฟ้า เมืองเชียงใหม่ ได้เวลาเก็บเต้นท์กลับบ้านแล้วสินะเรา..




บอกลาเมืองเชียงใหม่ ด้วยภาพดวงอาทิตย์น้อยๆ หลายดวงที่เกิดจากดวงอาทิตย์เพียงดวงเดียว.... แล้วพบกันใหม่นะครับ :D






 

Create Date : 17 ธันวาคม 2552   
Last Update : 17 ธันวาคม 2552 21:58:21 น.   
Counter : 6140 Pageviews.  

New York รำลึก..

เมื่อปีเศษที่ผ่านมา ได้มีโอกาสแวะผ่านไป New York เพราะต้องไปทำงานที่ Philadelphia นั่ง Tam rak จาก 34th Station ไปลง Penn Station แล้วซื้อ One Day pass แล้วร่อนเลยตั้งแต่ Lower แถวๆเทพีเสรีภาพ จนถึงย่าน times square ปลายๆ Upper รูปที่ถ่ายไว้ตั้งใจว่า จะเอาไปอัดกรอบ ติดไว้ที่บ้านที่ซื้อไว้ จนป่านนี้ ยังไม่ได้ทำเลย ขี้เกียจอะไรเยี่ยงนี้ เลยเอารูปมาโพสแปะไว้ก่อน เพื่อเตือนความจำตัวเอง เหอๆ จะได้ไม่ลืม


บริเวณ Battery Park จุดเริ่มของนักท่องเที่ยวที่ขึ้นเรือไปเยี่ยมชม ยักษ์เขียวใกล้ๆ แต่สำหรับคนทรัพย์จาง
ขอดูอยู่ห่างๆ ก็พอใจแล้ว


ช่วงหน้าร้อน เป็นช่วงที่ชาว New York ออกมาเดินเล่น ออกกำลังกายกันมาก


สะพาน Brooklyn อีกหนึ่งในสะพานเก่าแก่ของ New York ที่ใช้ข้ามระหว่างเขต Brooklyn กับ เขต Manhattan
และเป็นฉากหลังของหนังโรแมนติกอีกหลายเรื่อง


จากบริเวณ Battery Park ลัดเลาะขึ้นมาเรื่อยๆ ผ่านย่าน China Town , Italian Town แล้วนั่งใต้ดิน
มุดไปขึ้นที่ Central Park อยากมาตั้งแต่เด็กๆแล้ว

taxi บริเวณ Central Park


ด้านนอก แถวๆ Dutch area กับปฎิมากรรมของตึก


ภายในโบสถ์ชื่อดัง (จริงๆ ชื่อ St. Patrick )


เขียน blog ไปก็พยายามระลึกชาติอยู่ว่า ไปไหนมาบ้าง ก่อนหลัง แต่ก็ยังมึนๆงงตัวเองอยุ่เลย

กับตึกคุ้นตา มุมมองจากบริเวณทะเลสาปใน Central Park


ขึ้นไปบนตึก Empire State กันดีกว่า ตอนแรกลังเลว่าจะขึ้นตึกไหน ระหว่าง Empire กับ Rockefeller สุดท้ายก็เลือกขึ้นตึก Empire เพราะซื้อตั๋วจาก internet ไว้แล้ว (แล้วจะเลือกทำไมฟ่ะ )

กับตึกคุ้นตาอีกแล้ววววว ในด้านทิศเหนือ


กับแม่น้ำ East river ในด้านทิศตะวันออก


และแม่น้ำฮัดสัน แม่น้ำที่เครื่องบินชอบมาลงจอดกัน


ทิศใต้ไปไหน ทิศใต้ไม่มี ลืมถ่าย มัวแต่ดู จริงๆ ก็ถ่ายมา หมอกเยอะ
แต่เจ้าตึกคุ้นตานี่ อยู่ทิศใต้แน่นอน


รูปปั้นหน้าตึก Rockefeller แถวนี้หน้าหนาวกลายเป็นลานสกีน้ำแข็ง อยากมาเล่นจัง


ค่ำแล้ว ต้อง move ขึ้นไปแถว upper บริเวณ times square ผู้คนคึกคักอย่างมาก มีตึกสำนักงานที่เรารู้จักเยอะแยะมากมาย


กลับมาถึง 34th Station ดันเลยเวลารับกระเป๋า ต้องนั่งรอในสถานี จนถึงเช้า อาศัยร้าน Mcdonald ในการงีบหลับ จน police ต้องเข้ามาเอากระบองเคาะโต๊ะ เกือบโดนไล่ ดีที่อธิบายไปว่า เราฝากกระเป๋าไว้แล้วมาเอาไม่ทัน เลยรอดไป ส่วนพี่ดำขาจร โดนไล่ออกไปนอนข้างนอกกันหมด



แล้วไว้พบกันใหม่ ทริปหน้านะครับ ถ้าไม่ลืม เหอๆ






 

Create Date : 21 สิงหาคม 2552   
Last Update : 22 สิงหาคม 2552 10:05:03 น.   
Counter : 1129 Pageviews.  

Japan หน้าหนาววว ตอนที่ 8 - Good bye Japan - Tokyo(ผิดฤดูหรือเปล่าเนี้ย)

ไม่มีงานเลี้ยงใดที่ไม่มีวันเลิกลา ตลอดเวลา 9 วันของพวกเรากำลังจะจบลง เป็นการท่องเที่ยวทีเหนื่อย แต่มีความสุขตลอดเวลาที่อยู่ที่นี่ ได้เห็นผู้คนมากมาย คนญี่ปุ่นส่วนมาก มีรอยยิ้มให้พวกเราเสมอ บ้านเมืองที่แปลกตา และอากาศที่แตกต่างจากที่ๆเราจากมา สร้างความรู้สึกประทับใจให้เราอยู่ยาวนาน

หลังกลับจากยามานาชิ พวกเราก็ใช้เวลาชิวๆ เดินเล่นใน Tokyo และแวะไปเยี่ยม Tokyo tower ซะหน่อย เดี๋ยวเขาจะหาว่าเรามากันไม่ถึงญี่ปุ่น

Tokyo Tower ยามค่ำคืน ส่องแสงสว่างไสว



ขอถ่ายติด Tokyo tower บ้าง ยอดหายเลย



ถ่ายแนวตั้ง เพื่อให้เห็นความสูงชะลูด เมื่อเทียบกับตึกโดยรอบ



แวะต่อไปห้าแยกพลับพลาไชย เอ้ย ชิบูย่า Shibuya



คนที่นี่ ขยันออกมาเดินกันจัง แสงสีที่เหมือนไว้ล่อแมลง ซึ่งก็คือมนุษย์อย่างเรา ให้วิ่งเข้าหา และอยู่ใกล้ๆอยู่ตลอดเวลา



ด้วยอุณหภูมิที่เย็นลงอย่างรวดเร็วในตอนค่ำ ทำให้เสื้อหนาวผม ต้องไปให้ความอบอุ่นแก่เธอแทน



เจ้าฮาจิ ยอดสุนัขญี่ปุ่นประจำ Shibuya



สถานที่ที่มันอยู่ กลายเป็นแหล่งชุมนุม คนสูบบุหรี่ ต้องรีบถ่ายรูป แล้วรีบออกมา ไม่งั้นสำลักควันตายก่อน



เจอร้านขายของที่จัดอันดับความนิยมของวัยรุ่นญี่ปุ่น และไม่พลาดที่ผมจะต้องเสียเงิน (คนซื้อไม่ได้ใช้ คนใช้ไม่ได้ซื้อ )



แวะกลับมาที Asakusa ยามค่ำคืนที่ไร้ผู้คน สวยงามไปอีกแบบ



ขอสัก shot เถอะนะ



ยามไร้ผู้คนนี่ ถ่ายรูปสบายเสียจริง



เศษเสี้ยวของขนมที่ pack กลับบ้าน บางส่วนหายไประหว่างการท่องเที่ยวเดินทาง ฮ่าๆๆ



starbucks ร้อนๆจากร้านสะดวกชื่อ รสชาติใกล้เคียงกับร้าน



บริเวณรอบที่พักยามเช้า ไร้ผู้คนอีกแล้วววว



บริเวณรางรถไฟที่ยังไม่พลุกพล่าน อาจเนื่องจากวันนี้เป็นวันอาทิตย์



บริเวณสถานี Ueno เป็น Hub ของพวกเราที่ไม่ว่าจะไปที่ไหน วันนี้เดินเล่น Harajuku กับ Ginza ก่อนกลับก็พอ



ย่าน Harajuku ที่คนเริ่มออกมาเดินแล้ว แต่พวกแต่งตัวแหวกแนว สงสัยยังไม่ตื่นกัน



แวะร้านของเล่น ข้างทาง



ผู้คนเริ่มมากขึ้นเรื่อยๆ วันนี้วันวาเลนไทน์นี่หน่า แต่คนญี่ปุ่นไม่ใส่ใจกับวันนี้มากนัก



กับศิลปะบนกำแพงข้างทาง (จริงๆแล้วเป็นหน้าร้านอะไรสักอย่าง )



นาฬิกาบอกเวลาแถวๆ Ginza



ยังพอมีร้านที่ขาย ดอกไม้บ้าง แม้จะไม่เยอะมากนัก



ร้านแถวนี้ ไฮโซโคดๆ พวกเราได้แต่เดินและดูจริงๆ ฮ่าๆๆๆ



บนถนนแถวนี้ เหมือนเดินอยู่ที่ the fifth avenue เลยร้านรวงแบบว่า...มีแต่ brand name



โพสสุดท้าย ก่อนจรลีไปขึ้นรถไฟที่ Ueno เพื่อไป Narita airport เลี้ยววว
เดี๋ยวต้องลุ้นเหมือนตอนมาวันแรกอีก



ลาก่อน Japan แดนอาทิตย์อุทัย แล้วเจอกันใหม่น๊าาาา






 

Create Date : 18 สิงหาคม 2552   
Last Update : 18 สิงหาคม 2552 17:10:41 น.   
Counter : 1473 Pageviews.  

Japan หน้าหนาววว ตอนที่ 7 - Yamanashi Kawaguchigo (ผิดฤดูหรือเปล่าเนี้ย)

จากสถานีชินจูกุ เราต่อรถบัสมาลงที่สถานี Kawaguchigo แล้วโทรให้ K's house Mt.fuji มารับเราที่สถานี แดดที่จ้า ไม่ช่วยให้อุณหภูมิอุ่นขึ้นเลย ยังอยุ่ราวๆ 4-5 องศา

พวกเราไปถึงในช่วงบ่าย แล้วใช้เวลานอนพักเอาแรงในห้อง ก่อนออกไปเดินเล่นในช่วงค่ำ

สถาพท้องถนนบริเวณรอบทะเลสาป Kawaguchigo เงียบเหงา แต่ไม่เปล่าเปลี่ยว



เนื่องจากระหว่างเดินเล่นไป ฝนเริ่มตกพรำๆ พวกเรากลัวจะเป็นหวัดกัน เลยรีบกลับมาที่พัก พร้อมด้วยของกินติดมือมามากมายจากร้าน family mart ใกล้ๆที่่พัก

action เล็กน้อยบริเวณห้องรับแขก



ยามเช้า พวกเราเดินออกไปเล่นบริเวณทะเลสาบอีกครั้ง เมฆหมอกหนามากๆ ต้องลุ้นแล้วสินะว่าจะเห็นเจ้าภูเขาไฟฟูจิหรือเปล่า



ฝนก็ยังมีบ้างในช่วงเช้า ต้องพึ่งร่มในการเดินเล่น



โพสท่ารอบทะเลสาป



กับป้ายชื่อทะเลสาปทีกว่าจะหาเจอ ล่อเดินเข้าไปเกือบครึ่งรอบทะเลสาป



ต้นไม้ที่ไม่เหลือใบให้สังเคราะห์แสงยามเข้าสู่ฤดูหนาว



ฆ่าเวลาด้วยการถ่ายรุปไปเรื่อยรอบทะเลสาป รอฟ้าเปิด



เพ่ๆ จะถือเลนส์ผมไว้ทำไม



เริ่มเห็นภูเขาไฟแล้ววว แต่มีเมฆมาปิดที่ยอดปล่องอยู่ คงอีกไม่นาน



หมอกรอบทะเลสาปหายไปหมดแล้ว



เตรียมขึ้นกระเช้าพร้อมทานุกิ ไปดูฟูจิกันด้านบนเถอะ



ก่อนขึ้นกระเช้า



บ้านเมืองบริเวณหลังเขา ตอนเช้าๆ



เฮ้อ..เมฆยังไม่ยอมไปไหนอีกหรือเนี้ย



ขอเวลาไปไล่ตื๊บเจ้าทานุกิก่อน



ข้างบนมีไอศกรีมให้หยอดเหรียญ รสชาติอร่อยใช้ได้ของ Lotte



มีกล้องให้ส่องดูฟูจิระยะใกล้ด้วยนะครับ (แต่เสียตังส์อ่ะ)



เมฆจางแล้วววววววววววววว เห็นยอดปริ่มๆ



ขอสั่นระฆังป่าวประกาศว่า เห็นฟูจิแว้ววววว



เออ..กว่าจะโผล่มาให้เห็นได้ สายโด้งเด่งเลย..



โพสท่ากับกระต่ายเจ้าถิ่น ก่อนกลับลงเขามา



บ๊าย บ่าย ฟูจิ เจอกันคราวหน้าเน้อออออ



มี slot machine เจ้าเหมียว รอดูดเงินคนที่ลงมาจากยอดเขาด้วย



ลา Kawaguchigo ด้วย รถรับส่งไปเที่ยวสวนสนุก Fuji Q ที่พวกเราไม่มีเวลาได้สัมผัส


พบกันใหม่ตอนที่ 8 นะครับ กับช่วงสุดท้ายที่ Tokyo




 

Create Date : 17 สิงหาคม 2552   
Last Update : 17 สิงหาคม 2552 13:05:42 น.   
Counter : 1105 Pageviews.  

1  2  3  

หมีหุหุ
Location :


[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




My Life is Journal Journey.
free counters
[Add หมีหุหุ's blog to your web]

MY VIP Friends