Group Blog
 
All blogs
 

ไต้หวัน ทริปในฝัน







แม่มดไปฉลองวันเกิดตัวเองไกลถึงไต้หวันค่ะ ไม่คิดว่าจะได้ไป เพราะเป็นช่วงที่ไข้หวัดระบาด แต่ก็ได้ไปจนได้ ในการไปครั้งนี้แม่มดจะไม่เล่าถึงสถานที่ท่องเที่ยวต่างๆเพราะคงมีคนพูดถึงอย่างละเอียดแล้ว แต่จะเล่าเกร็ดเล็กเกร็ดน้อยในมุมมองแม่มดแทนค่ะ

สุวรรณภูมิ จะเดินทางไปต่างประเทศก็ต้องเริ่มต้นที่นี่แหละค่ะ ดื้อๆแบบนี้แหละ
เมื่อเดินทางไปถึง สนามบินเถาหยวน ก็ติดต่อซื้อบัตรโดยสารรถบัสเพื่อเข้าเมืองกันค่ะ แต่ใช้เวลาไม่ถึงชั่วโมง ก็มาถึงใจกลางเมืองเพื่อขึ้นรถไฟใต้ดินต่อไปโรงแรมที่พัก



ที่พัก/อาหาร
โรงแรมที่เพื่อนๆหานั้นชื่อ Everspring Hotel อยู่ในแหล่งชุมชน ใกล้สถานีรถไฟใต้ดิน สะดวกดีคะ ครั้งแรกที่เห็นห้อง เพื่อนร่วมห้องกรี๊ดมาก เพราะเป็นสีแดง และห้องน้ำมีอ่างจากุชชี่ คืนละ 2000 NT ค่ะ



แต่เพื่อนบางคนก็ให้ข้อสังเกตุว่ามันเป็นโรงแรมที่มีการขายบริการหรือเปล่า อันนี้ไม่รู้นะค่ะ บอกได้อย่างนึงว่า โรงแรมเล็กๆนี้ไม่มีคนพูดอังกฤษได้เลย ดีว่ามีเพื่อนพูดจีนได้ การบริการของโรงแรมก็มีน้ำดื่น วันละสองขวด ชา กาแฟ ชมพู และของใช้ในห้องน้ำตามปกติของโรงแรม ที่สำคัญรองเท้าใส่ในห้องเปลี่ยนให้ทุกวันด้วยค่ะ ยังเก็บคู่นึงมาใช้ที่ทำงานเลย

ระบบขนส่งไต้หวัน
จะกล่าวถึงสถานที่ท่องเที่ยว ต้องขอพูดถึงระบบขนส่งมวลชนของไต้หวันเท่าที่ประสบพบเจอก่อนค่ะ
  • ไต้หวันเท่าที่เห็น รถไม่ติด ไม่มีปั้มน้ำมันอยู่ติดๆกัน ตลอดเวลา 5 วันที่อยู่ไต้หวัน เห็นปั้มน้ำมันเพียงแค่ 2 แห่งเท่านั้น
  • ระบบรถไฟของเค้าพัฒนามากกว่าบ้านเรามาก เพราะสามารถเดินทางจากจุดศูนย์กลางไปได้หลายเส้นทาง ทำให้สามารถท่องเที่ยวได้สะดวก ไม่ต้องพึ่งไกด์หรือทัวร์เลยค่ะ อ้อ คราวนี้ไปกับเพื่อนๆที่เตรียมตัวหาข้อมูลเที่ยวมาเป็นอย่างดีและสามารถพูดจีนได้บ้าง
  • ค่าใช้จ่ายในการเดินทางไม่แพงมาก เพราะ 5 วันใช้ไปประมาณ 700 NT ขึ้นลง รถไฟใต้ดินเป็นว่าเล่นเลยละค่ะ การจ่ายค่าโดยสารโดยใช้บัตรคล้ายๆสมาร์ทการ์ด สะดวกมาก
  • รถไฟชั้น 3 สะอาดเท่ารถไฟชั้นหนึ่งเมืองไทย ติดแอร์ด้วย มาตรงเวลาอีกต่างหาก
  • คนของเค้ามีมารยาทในการรอยวดยานพาหนะมากค่ะ รถไฟใต้ดินของเค้าตีเส้นให้คนยืนรอ คนก็จะยืนรอกันในเส้นอย่างเรียบร้อย ส่วนการขึ้นลงบันไดเลื่อน เค้าจะยืนชิดขวาค่ะ ปล่อยด้านซ้ายไว้ให้คนรีบ เดินขึ้นหรือลงค่ะ ไม่มีการยืนเกะกะ เห็นแล้วนึกถึงบ้านเรา ยืนกันระเกะระกะมาก




สถานที่ท่องเที่ยว
วัดหลงซาน คนที่มาไต้หวันคงไม่พลาดที่นี่กันนะคะ ถึงเราจะมาเดินกันดึกมากแล้ว ไม่ได้เห็นสถาปัตยกรรมที่สวยงาม แต่บอกได้อย่างนึงว่าวัดในไต้หวันสวยๆทั้งนั้นค่ะ



จิ่วเฟิ่น

ตลาดที่เก่าแก่ในไต้หวัน อยู่บนไหล่เขา กว่าเราจะนั่งรถไปถึง นึกถึงเส้นทาง แม่ฮ่องสอน บ้านเราเลยละ เพราะรู้สึกเมารถ


ที่นี่มีวิวทิวทัศน์คล้ายทางเหนือของเราค่ะ การเดินทางไป เริ่มต้นด้วยรถไฟฟ้า ต่อด้วยรถบัส ซึ่งวิ่งบนทางคดเคี้ยวประมาณ 1 ชม. ที่แน่ๆ ไต้หวัน มี 7/11 และ family mart อยู่ทั่วไป



อนุสรณ์สถาน ดร.ซุน ยัตเซน

วิวจากที่นี่จะมองเห็นตึกสูงของไต้หวันที่ชื่อว่า 101 หรือภาษาจีนเรียกว่า อี้หลิงอี้



อนุสรณ์สถานเจียงไคเช็ค






เย่หลิ่ว

เป็นการท่องเที่ยววันสุดท้ายก่อนเหิรฟ้ากลับเมืองไทย พยายามเที่ยวให้ได้ครบทุกที่ตามตั้งใจ เดินทางกันแบบว่า ขึ้นเหนือลงใต้ทีเดียว
Yeliou Geo-park เป็นชายหาดที่ยาวกว่า 1,700 เมตร ทางตอนเหนือของไต้หวัน มีลักษณะพิเศษของพื้นที่ที่เต็มไปด้วยหินรูปทรงประหลาดๆ น่าอัศจรรย์
ที่เย่หลิ่วนี่มีหินก่อนนึงที่มีชื่อเสียงมากเลย เรียกว่า เศียรราชินี แม่มดไปถ่ายรูปมาด้วยละ ดูใกล้ๆนึกไม่ออกว่าทำไมเค้าจึงเรียกอย่างนั้น แต่พอมาดูในรูปถ่ายหรือโบรชัวร์จึงถึงบางอ้อ




อ่านแล้วอย่าลืมทักทายกันด้วยนะค่ะ






 

Create Date : 20 กรกฎาคม 2552    
Last Update : 21 กรกฎาคม 2552 15:25:35 น.
Counter : 554 Pageviews.  

กัมพูชา แดนอัปสรา(2)






         วันนี้ถือเป็นไฮไลท์ของทริปนี้ หลังจากจบอาหารมื้อค่ำที่ตัวเองกินไข่เจียวเป็นหลัก (--)" ในระหว่างวัน มะลิ จะพูดย้ำบ่อยๆว่า ไปชมปราสาทต้องใส่เสื้อสีสดๆน้า สีดำอย่าใส่ เพราะปราสาทหินก็ดำอยู่แล้ว เดี๋ยวถ่ายรูปไม่สวย
ในทริปนี้เรามีผู้หญิง 8 คน ผู้ชาย 3 คน เอาละสิ เช้าตื่นมาเข้าห้องน้ำตั้งแต่ 5.00 น แต่งตัวลงมาทานข้าว 6.00 น เจอเพื่อนๆแต่ละคนยังกะนกแก้ว นกหงส์หยก คงรู้กันนะว่าเพราะอะไร เสื้อค่ะเสื้อ สีชมพู บานเย็น เขียว แดงฯลฯ งานนี้มีแต่สีสันละลานตา ^---^
7.00 น. เราก็พร้อมกันที่ลอบบี้เพื่อจะไปเที่ยวชมปราสาทต่างๆตามโปรแกรม เริ่มตั้งแต่บันทายศรี ทุกคนตื่นเต้นและถ่ายรูปกันใหญ่ กล้อง 10 ตัวเชียวนะ แต่มีแบบสวยสุดประมาณ 3 ตัวที่ถ่ายรูปแล้ววิวสวย นอกนั้นคนเท่านั้นค่า...

มาดูรูปละกัน อย่างที่บอกว่าปราสาทที่เข้าชมในวันนี้มีแต่ทีที่มีชื่อเสียง หรือเคยเป็นฉากในภาพยนตร์บางเรื่องมาแล้ว ^--^ ถ้าจะให้พูดถึงสาระว่า ปราสาทไหนมีศิลปแบบไหน กษัตริย์องค์ไหนเป็นผู้สร้าง สารภาพว่าจำไม่ได้ค่ะ เหะเหะ ถ้าไม่ไปอ่านหนังสือมาใหม่ ตลอด 5 วันจะได้ยินชื่อ พระเจ้าสุริยวรรมันที่ 2 พระเจ้าชัยวรมันที่ 7 ตลอดเวลา


บันทายศรี หรือ บันเตีย เซรย ป้อมแห่งสตรี


        บันทายศรียังมีลวดลายแกะสลักที่อ่อนช้อยสวยงาม ไม่น่าเชื่อว่าผ่านกาลเวลามาเป็นพันปี เห็นแล้วทึ่งมากๆค่ะ ลองดูจากรูปข้างบนนะค่ะ ทำไฟล์สไลด์ประกอบมาให้ชมไม่รู้จะโหลดนานหรือเปล่านะค่ะ

         ช่วงเช้านอกจากบันทายศรี แล้วก็มีปราสาทพระขรรค์ ปราสาทบายน และปราสาทตาพรหม ที่ได้ไปเยี่ยมชม แต่ละแห่งก็น่าตื่นตาตื่นใจแตกต่างกันไป







        ปราสาทตาพรหม ที่นี่เราได้เจอรูปแกะสลักไดโนเสาร์ด้วยค่า ดูสิในรูปข้างบนรูปไหนเป็นไดโนเสาร์ อิอิ
จากภาพจะเห็นภาพด้านหลังที่มีรูเยอะ อาจจะงงว่าเอามาให้ดูทำไมกัน!!! รู้มั้ยค่ะ "รู" นั่นสมัยก่อนมะลิ เล่าว่าประดับด้วยอัญมณีนะค่ะ เนื่องจากเป็นห้องศูนย์กลางของปราสาทใช้ในการทำพิธี นึกสภาพผนังหุ้มทองคำ และประดับเพชรพลอย เวลากระทบแสงไฟจะเกิดประกายที่ประชาชนข้างนอกปราสาทต้องมองด้วยความทึ่งในบุญบารมีของกษัตริย์สมัยก่อนแน่ๆ

        มะลิน่ารักมากนะค่ะ เค้าจะพาไปเดินในจุดที่ไม่ควรพลาดชม และแนะนำมุมในการถ่ายรูป เป็นประโยชน์กับพวกเราที่ถือกล้องคอมแพค มากๆเลย ส่วนเพื่อนๆที่ถือกล้องตัวใหญ่ แน่นอน เค้าถ่ายรูปสวยค่ะ รูปที่เอามาลงในบลอกนี้ก็มาจากกล้องเพื่อนๆนะค่ะ

สำหรับปราสาทนครธม ไม่ได้เดินเลยค่ะ นั่งอยู่บนรถชมวิวจากกระจกรถ น่าเสียดายเพราะอยากขึ้นไปบนพิมานอากาศ นึกสภาพตัวเองเป็นตัวละครในเรื่องจันทราอุษาคเนย์ ของวรรณวรรธน์ แต่คนสมัยก่อนแข็งแรงมากนะค่ะ ดูได้จากบันไดหินที่ทั้งสูงและชัน เดินกันเก่งจริงๆ

ขอยกยอด นครวัดและพนมบาเค็งไปบลอกหน้านะค่ะ ทำไม่ทันจริงๆ

ดูอัลบั้มภาพไปพลางๆก่อนนะ


จิ้มที่ภาพโลด
Cambodia day2




 

Create Date : 13 พฤศจิกายน 2550    
Last Update : 14 พฤศจิกายน 2550 12:43:44 น.
Counter : 435 Pageviews.  

กัมพูชา แดนอัปสรา



หายไปจากการอัพบลอกนานเลยค่า ต้นเดือน พ.ย นี้มีโอกาสไปเที่ยวเขมรค่ะ ต้องบอกว่าสนุกมากๆเลย ถึงจะเป็นการเดินทางที่ดูเหมือนวิบากเพราะสภาพถนนที่ไม่ได้ลาดยาง แต่โดยรวมแล้วเป็นทริปที่วิเศษมีแต่เสียงหัวเราะ

แผนการเดินทางโดยสรุป


วันที่ 2 พฤศจิกายน 4.00 น.เดินทางด้วยรถตู้ ข้ามด่านปอยเปตไปเปลี่ยนรถเป็นบัส ปรับอากาศ โทรมเล็กน้อย เดินทางไปถึงเสียมเรียบบ่าย 2 ได้ หลังจากเช็คอินเข้าพักที่ Ankor Hotel รร. ระดับ 4 ดาว ก็เดินทางไปชมโตนเลสาป หรือทะเลสาปเขมร

วันที่ 3 พฤศจิกายน 7.00 น. พร้อมกันเพื่อขึ้นรถบัสปรับอากาศไปเที่ยวชม ปราสาทบันทายศรี ปราสาทตาพรม ปราสาทบายน ปราสาทนครวัด ปราสาทพนมบาเค็ง

วันที่ 4 พฤศจิกายน 7.00 น. ไปเที่ยวชมกลุ่มปราสาทต่างๆ ปราสาทเกาะแกร์ ปราสาทศิวลึงค์ ปราสาทเล็กๆน้อยรอบบริเวณ ปราสาทบึงมาลา ตลอดจนดูวิถีการดำเนินชีวิตของชาวกัมพูชาที่พบได้ตามถนน หนทางที่ผ่านไป

วันที่ 5 พฤศจิกายน 7.30 น. ไปชมศิวลึงค์และรูปสลักที่แกะสลักไว้ใต้น้ำ บ่อน้ำศักดิสิทธิ์ 7 สี พร้อมกับเล่นน้ำตกพนมกุเลน

วันที่ 6 พฤศจิกายน 7.00 น. ไปชอปปิ้งตอนเช้าและเดินทางกลับกรุงเทพ ถึงกรุงเทพ 20.30 น. อย่างปลอดภัย

ไกด์ของเราชื่อมะลิ ค่ะ เป็นชาวกัมพูชาที่พูดไทยชัดเจน ดี แถมมีความรู้ในสถานที่และประวัติศาสตร์ในแต่ละที่ที่พาชมเป็นอย่างดี แต่ละวันก็จะมีอะไรที่สนุก จะทะยอยนำมาลงค่ะ

วันที่ 1 ของการเดินทาง
        พร้อมกันตี 4 ที่สวนลุมค่ะ ส่วนมากจะได้นอนกันประมาณ 2ชม. บางคนไม่ได้นอนเลย รถวิ่งเร็วมากนะค่ะ ไปถึงด่านบ้านคลองลึก ตลาดโรงเกลือนะค่ะ กว่าจะผ่านด่านกัมพูชานะคะ ยืนมอง จนท.เค้าทำงานกันแบบสบายๆมากเลย นักท่องเที่ยวเยอะ ก็รอไป เห็นคาสิโนของเค้าแล้วเฉยๆค่ะ ยังนึกเลยว่าทำไมชอบไปเล่นกันนัก แต่วันกลับเราก้ได้เข้าไปเดินดูข้างในแปบนึง
รถที่มารับเราเป็นรถบัสพร้อมไกด์ท้องถิ่น ชื่อมะลิ จำได้ว่า ตอนแรกๆที่ฟีน่าแจ้งว่าไม่มีไกด็ไทย ก็รู้สึกกังวลเล็กน้อยว่าจะฟังเค้า หรือสื่อสารกันได้คล่องตัวหรือเปล่า แต่โชคดีที่มะลิเป็นไกด์ภาษาไทยที่ดีที่สุด อันดับ1 ใน 5 ของกัมพูชาเลยค่ะ น่ารักมาก และเอนเตอเทนลูกทัวร์ได้ดี ใจเย็น วันสุดท้าย หลายคนจะพูดไทยเพียนแบบมะลิ แบบว่าต้องมาได้ยินฟีน่า ออกเสียงแล้วจะฮากลิ้ง:lol:
เรายังไม่พ้นด่านไปเลยนะค่ะ

ระยะทาง 150 กม จากด่านไปถึงเสียมเรียบ มีพักทานข้าวที่จังหวัดศรีโสภณ เป็นครั้งแรกที่เจอถนนวิบากประเภทพ้นเมืองไป 10 กม. ถนนไม่ราดยาง มีร่องรอยการทำทางเป็นระยะๆ ใครนั่งท้ายรถน่าสงสารมากเลยค่ะเพระเวลารถกระดอนก้นลอยสูงจากเบาะมากทีเดียว เย็นนั้นหลายคนต้องกินยาคลายกล้ามเนื้อทั้งที่ยังไม่ได้ปีนป่ายอะไรเลย ขนาดตัวเองยังเอวเคล็ดเลยค่ะ
พอไปถึงที่พักแบบหัวสั่นหัวคลอน ก็เช็คอินเข้าโรงแรม (โรงแรมและโรงพยาบาลทุกแห่งจะมีเศียรของพระเจ้าชัยวรมันต์ที่ 7 ปรากฏอยู่ค่ะ เพราะว่าท่านเป็นผู้บุกเบิกในการสร้าง ) หลังจากนั้นได้พักอาบน้ำก้เดินทางไปชม โตนเลสาป หรือทะเลสาบเขมรกันค่ะ เป็นเส้นเลือดหล่อเลี้ยงชีวิตของชาวกัมพูชาทั้งประเทศ ปลาทั้งหมดมาจากที่นี่ละค่ะ แต่หลังจากจีนสร้างเขื่อนหลายแห่งทำให้ทะเลสาปที่เคยมีความลึก 15 เมตร เหลือไม่ถึง 8 เมตรนะค่ะ มีชาวเวียดนามและชาวกัมพูชาที่ยากจนมาสร้างแพอาศัยอยู่ในทะเลสาปนี้เยอะมากเลยค่ะ

โตนเลสาป หรือทะเลสาปเขมรที่เคยเรียนในวัยเด็ก มีขนาดกว้างใหญ่ไพศาล มี 5 จังหวัดล้อมรอบทะเลสาปเลยละ ในนั้นมีพันธ์ปลาเป็นร้อยๆชนิด ปัจจุบันเค้านิยมเพราะเลี้ยงจรเข้ ส่งให้จีนค่ะ ตัวนึงขายได้หลายร้อยดอลล่าร์นะค่ะ วันที่ไปชมทะเลสาป มะลิ(ต่อไปจะเรียกไกด์ว่ามะลิทุกครั้งนะค่ะ)บอกว่าถ้าพวกเราอยากกินเนื้อจรเข้ก้ได้นะค่ะ ซื้อตัวนึงแล้วให้เค้าทำให้ทาน แต่ไม่มีใครลอง
เด็กๆชาวเวียดนาม สวยมากนะค่ะทั้งผิวพรรณและหน้าตา




ภาพการใช้ชีวิตอยู่ในโตนเลสาป



        ผู้คนที่อาศัยอยู่ในโตนเลสาปคือคนยากจนของกัมพูชาค่ะ ส่วนใหญ่เป็นชาวเวียดนาม พวกเค้ามีชีวิตอยู่กับผืนน้ำ ตั้งแต่เกิดจนตายก็ว่าได้ ที่นี่ มีโรงเรียนลอยน้ำ มีศาลาประชาคมเพื่อทำพิธีแต่งงานและสวดศพ(เมื่อก่อนมะลิเล่าว่าเค้านิยมนำศพคนตายไปไว้บนยอดไม้ที่อยู่ปากปากแม่น้ำพอเหลือแต่กระดูกแล้วค่อยไปเก็บเอา นึกภาพสมัยก่อนคงมีนกแร้งบินว่อนทีเดียว แต่ปัจจุบันไม่มีแล้วนะค่ะ ) สำหรับโรงเรียนเด็กที่จะมาเรียนหนังสือมีกฏว่าจะต้องว่ายน้ำเป็น เพราะครูดูแลนักเรียนไม่ไหว
ที่กัมพูชาครูเงินเดือน 400 บาทเองนะค่ะ แต่เค้าสอนวันละ 3 ชม. เท่านั้นเอง

วันแรกของเราจบด้วยการไปทานอาหารที่ร้านๆนึง อาหารที่นี่ส่วนใหญ่ก็เป็นปลานะค่ะ คนที่ทานหมู ทานไก่ถือเป็นผู้มีอันจะกิน แต่เนื่องจากเราเสียเงินไปทัวร์แล้ว ฉะนั้นเราก้เลยได้ทานอาหารรสชาดไทย ไทย มีหมู มีไก่ ทุกมื้อเลยค่ะ สิ่งที่ขาดไม่ได้คือไข่เจียว แม่มดกับฟีน่า เป็น 2คนที่จองจานไข่ เนื่องจากเราไม่ทานปลา แต่ก็เจออยู่ร้านนึงชื่อร้านเชียงใหม่ ปลาที่นี่อร่อยมากเลยค่ะ ไม่เชื่อให้ฟีน่ามาเล่าเพราะเธอทานไปหลายตัว ขนาดต้องขอดกระเทียมในจานอาหาร อิอิ

        ก่อนที่จะเล่าถึงวันที่ 2 แม่มดจะเล่าเกร็ดเล็กเกร็ดน้อยที่ได้ฟังมาจากมะลิ ให้ทุกคนฟัง เสียดายแม่มดไม่ได้จดอะไรเลย เล่าเท่าที่จำได้นะค่ะ

คนกัมพูชาไม่ชอบถูกเรียกว่าเขมร หรือขแมร์ มันเหมือนดูถูกเค้าว่าเป็นพวกบ้านนอกนะค่ะ ตลอดเวลาที่เราเที่ยวอยู่ที่โน่นเราเลยต้องท่องไว้ในใจตลอดเวลาว่า ไม่พูดคำว่าเขมร

        มะลิบอกว่ารัฐบาลพยายามจะพัฒนาเสียมเรียบให้ดีที่สุด เพื่อให้นักท่องเที่ยวรู้สึกพึงพอใจมากที่สุด เค้าปลูกฝังประชาชนของเค้าให้มองว่านักท่องเที่ยวเหมือนพ่อแม่ ถ้าไม่มีนักท่องเที่ยว คนกัมพูชาก็ไม่มีงานไม่มีเงิน คิดดูว่าในกัมพูชามีถนนลาดยางไม่กี่สายเอง ประชาชนของเค้าเวลาจะเจ็บป่วยไม่สบายจะไปโรงพยาบาล ต้องนั่งรถเข้าไปในเมืองใหญ่เช่นเสียมเรียบ พนมเปญ ระยะทาง 150 กม.จากด่านที่เราไปเสียมเรียบใช้เวลาประมาณ 5 ชมได้ น้ำมันที่นั่นราคา 40 กว่าบาทต่อลิตร ค่ารถเวลาเดินทางมาด่านไทยจากเสียมเรียบ ตกคนละ 2-300 บาท แถมรถที่นั่งถ้าใครมาเห็นจะ amazing มาก ที่นั่นนำเข้ารถมือสองจากญี่ปุ่น เราเลยเห็น camry วิ่งกันเกลื่อน สนนราคาคันนึงไม่ถึง 100000 บาท สภาพรถยังดีมากนะค่ะ เค้านำมาใช้เป็นประมาณแท็กซี่ บ้านเรา แต่วิธีการนั่งของเค้า ด้านหน้านั่ง 4 คน ด้านหลังอีก 4 คนนะค่ะ คันนึงต้องนั่งได้ 8 คน ถ้าเป็นรถกระบะยิ่งamazing กว่า เพราะนั่งกันตั้งแต่กระโปรงหน้ารถยันกระบะท้ายค่ะ แม่มดเห็นมาแล้วด้วย นั่งบนกระโปรงหน้านะ แถมรถเค้าไม่ได้ขับช้านะค่ะ ถามมะลิว่ามีตกมาบ้างมั้ย เค้าก็บอกมี แขนขาหักไป คิดดูสิว่าคนของเค้าเสี่ยงภัยแค่ไหน



มะลิ เค้าเล่าเกี่ยวกับสงคราม 30ปีกับเขมรแดงให้ฟังด้วยมุมมองที่เราไม่เคยคิดมาก่อน เป็นมุมมองของคนกัมพูชาที่น่าสนใจมากเลยค่ะ เรื่องการพิพากษาพลพต สำหรับคนกัมพูชา เค้ามองว่าสงครามนั้นเป็นอดีตไปแล้วสำหรับคนกัมพูชา ไม่ควรรื้อฟื้นขึ้นมาหาถูกผิด เพราะคนที่เป็นจำเลยได้ตายไปแล้ว
เค้าเล่าถึงสมเด้จฮุนเซ็น ว่าเป็นประธานาธิบดี(หรือเปล่าไม่แน่ใจ) ที่มีความตั้งใจในการที่จะทำให้คนจนมีเงินใช้ หรือมีงานทำ ถึงขนาดที่ว่าในอนาคตท่านจะถูกยกย่องเป็นมหาบุรุษทีเดียว นะค่ะ ทั้งที่ก่อนหน้านี้ท่านอยู่ฝ่ายเขมรแดงนะค่ะ แต่มะลิบอกว่าคนเขมรมองว่าสงครามนั้นเป็นอดีตไปแล้วสำหรับคนกัมพูชา ต่อให้เค้าลืมไม่ลงแต่คนกัมพูชาเป็นคนที่ให้อภัย ถึงก่อนหน้านี้ทำไม่ดีไว้มากมาย แต่ถ้าในปัจจุบันเค้าทำดีเพื่อประชาชน คนกัมพูชาก็พร้อมจะอภัย
รับบาลของเค้ายอมเสียผลประโยชน์ 50%เพื่อให้ต่างชาติเข้ามาลงทุนในสิ่งที่เค้าไม่สามารถทำได้ในอนาคตอันใกล้ เช่นการบูรณะดูแลโบราณสถาน การทำถนน หนทาง บัตรเข้าชมนครวัดมีราคาถึง 20 US$/คน แต่กำไรจากตรงนั้นคนที่ได้สัมปทาน เค้าจะนำไปปรับปรุงถนน สำหรับนักท่องเที่ยวเดินทางไปเที่ยวชม (ยอมรับว่าเค้าทำได้ดีและสะอาด)ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือพนมกุเลน ซึ่งถ้าไม่มีเงินเหล่านี้มาช่วยๆปีๆนึงจะไม่สามารถเข้าไปชมได้หลายเดือนเนื่องจากน้ำท่วม ทางไม่ดี
ห้องน้ำตามโบราณสถานที่มีการขายบัตรเข้าชม จะสะอาดมากเหมือนในโรงแรมเลยค่ะ มีน้ำ มีกระดาษทิชชูพร้อม เป็นที่ประทับใจของพวกเรามาก ขนาดร้านอาหารจีนที่พวกเราไปทานห้องน้ำยังสู้ไม่ได้
ในกัมพูชาไฟฟ้ายังมีใช้ไม่ทั่วถึง ขนาดในเสียมเรียบ โรงแรมที่เราพัก เมื่อถึงเวลา 4 ทุ่มไปแล้ว เค้าต้องสลับมาใช้ไฟจากเครื่องปั่นไฟของตัวเอง เพราะการใช้ไฟของรัฐบาลมีโควต้า ถ้าใช้เกินจะเสียค่าไฟแพงขึ้นไปอีก


โรงแรมที่เราพักค่ะ







 

Create Date : 12 พฤศจิกายน 2550    
Last Update : 14 พฤศจิกายน 2550 8:57:46 น.
Counter : 517 Pageviews.  

วิหารเซียน






วันนี้แม่มดจะพาเที่ยวค่ะ เมื่อวันที่ 27 พฤษภาคม พ.ศ. 2550 แม่มดและคุณแม่ได้มีโอกาสไปเที่ยวชมสถานที่ต่างๆหลายแห่ง แต่ที่นี่เป็นที่ที่ถ่ายรูปมาได้มากที่สุดเลยเอามาแบ่งกันชมค่ะ


ข้อมูลสำคัญ
"อเนกกุศลศาลา" เป็นชื่อพระราชทานของศิลปสถานที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานที่ดินให้ดำเนินการก่อสร้างขึ้นในพื้นที่พัฒนาโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ จังหวัดชลบุรี วัตถุประสงค์หลักให้เป็นแหล่งรวมและเผยแพร่ปรัชญาทางศาสนา ศิลปะวัฒนธรรม ไทย-จีน และกระตุ้นเตือนให้คนในชาติรู้รักสามัคคีสืบไป

"อเนกกุศลศาลา" หรือวิหารเซียน เป็นงานก่อสร้างที่มีรูปแบบในทางสถาปัตยกรรมและศิลปกรรมชั้นสูงของจีน อันเกี่ยวเนื่องและสืบสานสู่ศรัทธาในทางพุทธศาสนา โดยผนวกกับความเชื่อในลัทธิเต๋าและขงจื๊อแบบดั้งเดิม การจัดวางตำแหน่งสิ่งปลูกสร้างมีทิศทางถูกต้องตามหลักวิชาการภูมิลักษณ์(ฮวงจุ้ย) ซึ่งเป็นศาสตร์ชั้นสูงแต่โบราณที่สืบทอดกันมา ทั้งการประดับตกแต่งตัวอาคารก้ได้ซ่อนความหมายในเชิงคตินิยมความเชื่อทางเทววิทยาของชาวจีน..

"อเนกกุศลศาลา" หรือวิหารเซียน แห่งนี้ได้รวบรวมงานศิลปกรรมชั้นสูงเพื่อจัดแสดงทั้งโบราณวัตถุและงานศิลปกรรมร่วมสมัยของจีนจำนวนมากโดยมีโบราณวัตถุที่ทรงคุณค่าเป็นจำนวนถึง 328 รายการ ที่รัฐบาลสาธารณรัฐประชาชนจีนโดยกระทรวงวัฒนธรรมมอบให้แก่อาจารย์สง่า กุลกอบเกียรติ อาทิ หุ่นทหารดินเผาและรถม้าสำริดจากสุสานจิ๋นซีฮ่องเต้ เครื่องปั้นดินเผาโบราณในยุคต่างๆ ภาชนะและเครื่องใช้สอยสำริดโบราณ ภาพเขียนโบราณ พระแท่นที่ประทับบัลลังค์ทองจำลอง เป็นต้น หรือวิหารเซียน แห่งนี้ได้รวบรวมงานศิลปกรรมชั้นสูงเพื่อจัดแสดงทั้งโบราณวัตถุและงานศิลปกรรมร่วมสมัยของจีนจำนวนมากโดยมีโบราณวัตถุที่ทรงคุณค่าเป็นจำนวนถึง 328 รายการ ที่รัฐบาลสาธารณรัฐประชาชนจีนโดยกระทรวงวัฒนธรรมมอบให้แก่อาจารย์สง่า กุลกอบเกียรติ อาทิ หุ่นทหารดินเผาและรถม้าสำริดจากสุสานจิ๋นซีฮ่องเต้ เครื่องปั้นดินเผาโบราณในยุคต่างๆ ภาชนะและเครื่องใช้สอยสำริดโบราณ ภาพเขียนโบราณ พระแท่นที่ประทับบัลลังค์ทองจำลอง เป็นต้น


อ้างอิง: หนังสืออเนกกุศลศาลา(วิหารเซียน)




รูปหล่อแปดเซียนข้ามทะเลด้านหน้าอาคาร


วันที่ไปชมมีเวลาเพียงไม่ถึง 1 ชม. หลังจากรอคุณแม่ซื้อดอกไม้และน้ำมันใส่ตะเกียง บูชา ดอกไม้ และเติมน้ำมันที่ ศาลาบูชาอริยเจ้า แล้วก็พยายามจะเดินดูทั่วๆ แต่คุณแม่เดินได้ช้า จึงไม่สามารถถ่ายรูปสถานที่สำคัญ ดังที่กล่าวถึงในส่วนข้อมูลสำคัญมาได้ วิหารเซียนในเวลาเที่ยง ร้อนจัด จริงๆค่ะ แต่พอเห็นความวิจิตรบรรจงภายในก็ทำให้เพลิดเพลินไปได้ ตัวอาคาร 3 ชั้น มีสิ่งของประดับสวยงามทุกชั้น
ชั้นที่ 1 เมื่อเดินผ่านประตูเข้าไปและหันหลังกลับมาดูจะพบงานปูนปั้นปิดทองรูปเก้ามังกรบังคมจอมจักรพรรดิราช ฯลฯ
ชั้นที่ 2 บริเวณลานด้านนอกอาคารชั้น2 เต็มไปด้วย รูปหล่อเทวรูป และพระวัดเส้าหลินท่าทางขึงขัง ฯลฯ
ชั้นที่ 3 ประดิษฐานพระพุทธชินราชจำลองและพระสาวก พร้อมรูปหล่อโบราณ


รูปปั้นที่พบเห็นได้ภายในวิหารเซียน



บริเวณชั้น1 มีรูปหล่อสำริดจำนวนมาก เห็นทีจะถ่ายภาพมาไม่หมดเนื่องจากกกล้องซูมได้ไม่มากจึงถ่ายมาเป็นคลิบซะเลย ^^

คลิปภาพรูปหล่อที่ชั้น1






อ่านแล้วอย่าลืมทักทายกันด้วยนะค่ะ





 

Create Date : 01 มิถุนายน 2550    
Last Update : 1 มิถุนายน 2550 21:02:07 น.
Counter : 442 Pageviews.  


แม่มดจิ๋ว
Location :
กรุงเทพ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed

ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]


ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]





ยินดีต้อนรับสู่ บ้านหลังน้อยของแม่มดค่า
[Add แม่มดจิ๋ว's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.