SA TOB ..............

ขอลองมั่ง กับ ผอม หล่อ กล้วยช่วยคุณได้


รู้สึกว่า สูตรนี้ผมก็ได้ยินมานานแล้วเหมือนกันครับ ว่าใช้กล้วยมื้อเช้าเพียงมื้อเดียวก็สามารถทำให้น้ำหนักอันแสนหนักอึ้งที่เคยมีนั้น ลดลงไปได้ จนมีวันนึงมีโอกาสได้ไปร้านหนังสือ แล้วก็เจอหนังสือที่ว่านี้เข้า แต่เป็นเล่ม สองนะครับ เชื่อว่าหลายๆ คนคงจะรู้จักชื่อหนังสือนี้ดี ที่เขียนโดยคุณ ฮามาจิ

หลังจากลองอ่านแล้ว และได้หาข้อมูลจากคนที่เคยใช้ วิธีนี้ลดน้ำหนัก เห็นว่าค่อนข้างได้ผลมากทีเดียว ซึ่งที่อ่านเจอมา จะเห็นแต่สาวๆ ซะมากกว่าที่เขียน บันทึกผลการลดน้ำหนัก อ้าาาาา ของแบบนี้มันต้องลองครับ

น้ำหนักผมเริ่มขึ้นมา ตั้งแต่ช่วงหลังเรียนจบประมาณ 1 ปี ซึ่งตอนเรียนอยู่ ผม หนัก 59 - 60 สูง 169 ครับ
หลังจากนั้น ไปอยู่ ตปท. มาปีนึง น้ำหนักก็ขึ้นไป เป็น 66 - 67 กลับมาอยู่ไทย ก็ทำ freelance ครับ นอนไม่เป็น ตื่นไม่เป็นเวลา กินไม่เป็นเวลา อยู่อย่างนั้นมา สองปี ก็ขยับขึ้นไป เป็น 70 ครับ หลังจากนั้น ก็ทำงานประจำมาจนถึงตอนนี้แล้ว ได้ 6 เดือน เนื่องจากที่ทำงานปัจจุบัน ใกล้ แหล่งขายอาหารมาก ทั้ง ร้านกาแฟ ร้านขนม เซเว่น ประมาณว่าลุกออกจากห้องทำงานเดินไม่ถึง 200 เมตรก็มีพวกนี้มาพร้อมให้รับประทานแล้วครับ ผลก็คือ น้ำหนักทะลุไปถึง 73 กิโล โอ้ววว ไม่ไหว แล้วคร้าบบ ก่อนหน้านี้ ใครๆ ก็ทักว่าอ้วนนขึ้น ดังนั้น ต้องเริ่มลดน้ำหนักจิงจังแล้วล่ะครับ
ซึ่งสิ่งที่เคยๆ ทำมาก่อนหน้านี้นั้น เป็นสูตรที่ทำแล้วทรมานมาก ดังนั้นผมคิดว่า สูตรนี้น่าจะช่วยได้
เลยลองมาแล้ว 4 วันครับผลเป็นยังไงมาลองดูกัน


วันแรก 16 มีนาคม 54
น้ำหนักวันเริ่มต้่น

72.9 กิโล

(ผมจะชั่งหลังจากตื่นนอนทุกเช้า โดยจะถือเอาเวลานี้ เป็นเกณฑ์ครับ)
ตื่น 7 โมงเช้า
8 โมงถึงที่ทำงาน ฟาดกล้วยหอม ไป 2 ลูก ดื่มน้ำตามเยอะๆ 600 มม หนึ่งขวด
ระหว่าง นี้ถึงเที่ยง ก็ชิล แต่ตอนใกล้ๆ 10 โมงนั้น แม่เจ้าาา หิวมั่กๆ อีกตั้งสองชั่วโมง ในใจคิดถึงแต่่ของกิน ตลอด เลย ซัดกาแฟไปถ้วยนึง ก็พออยู่ได้

12.00 ปั๊ป วิ่งไปซื้อข้าวกินทันที ได้ข้าวหน้าเป็ดผสมหมูกรอบ มาหนึ่งจาน ตามด้วยลูกชิ้นทอด สองไม้
(เวลากินพยายามเคี้วช้าๆ แต่ยังไม่ได้ครับ ความหิวอยากยัดลงกระเพราะมีมากกว่า ) แล้วตามด้วยน้ำ อีก 600 มม

กินแบบอิ่มมากๆๆๆ ขอบอกยัดเต็มที่

ระหว่างนี้ก็ ไม่กินจุกจิกอะไรเลยครับ จน 4 โมงเลิกกงานกลับบ้าน
ถึงบ้าน 5 โมงครึ่ง หิวครับ เลยกินข้าวเย็นเลย
อาหารเย็นมีดังนี้

ข้าวเปล่า + กุนเชียงทอด แกงฝักทอง ไข่ดาวทอด แล้วก็น้ำพริกเผา

ยัดเหมือนเคยครับ แต่ก็พยายามกินให่ช้าลง
กินน้ำตามเยอะๆ

เข้านอนประมาณ​ 23:15

วันที่สอง 17 มีนาคม 2554

ตื่น 7 โมงเช้า ชั้งน้ำหนัก ก่อนเลย
ปรากฏ
72. 6

กิโลครับ
ว้าวว ลงน้อยนึง ก็ยังดีใจ

ณ เวลา 8 โมงถึงที่ทำงาน ก็ฟาดไป สองลูกเหมือนเดิมครับ เอ่อ กล้วยนะครับ กล้วยย
ดื่มน้ำตาม ไป 1 ขวด 600 มม
เฮ้อ ดูเหมือนจะอิ่มนะครับ ช่วงกินใหม่ๆ น่ะ แต่มันก็ยังหิวอยู่เหมือนเดิม
ยังโหยหา เวลาเที่ยงที่จะได้ไปกินข้าว อยู่เหมือนเดิม แต่ระหว่าง รอ 10 โมง ก็ กิน โอวัลติล ชงเองไปแก้วนึงครับ พอแก้ขัดไปได้บ้าง ที่เปลี่ยนไปกินโอวัลติล เพราะหนังสือบอกว่า กาแฟ ย่อยยาก ตับจะทำงานหนัก กินได้ แต่ต้องน้ำตามเยอะๆ ผมว่ามันยุ่งยาก เลย เปลี่ยนไปเป็น โอวัลตินแทน

มื้อเที่ยงครับ เวลาเดิม เที่ยง เป๊ะ ก็ออกล่าอาหารแล้วครับ
มื้อนี้ กินเยอะหน่อย( แต่หนังสือเค้าว่า ให้กินแค่อิ่มพอดี) ได้อาหารมาดังนี้เป็น สปาเก็ตตี้ผัดขี้เมาเบคอน ลูกชิ้น กะเกี๊ยวทอด 1 จาน ตามด้วยกล้วยบวชชี หนึ่งถ้วยย อิ่มหนำสำราญกันไปครับ
แล้วก็ตามด้วยน้ำ 1 ขวด 600 มม

4 โมงเลิกงานกลับบ้าน 5 โฒง ครึ่ง ก็ฟัดข้าวเย็นเลยครับ

เป็นเมนู เป็นข้าวเปล่า กะกุนเชียงทอด เป็ดผัดกระเพรา แล้วก็อาหารเหลือของมื้ออื่นครับ

ซัดไปแบบไม่ยั่งเหมือนกันครับ เต็มที่มาก ๆ แล้วก็ดื่มน้ำตามเยอะๆ

เข้านอนตอน 23:50 แต่ว่าวันนี้ รู้สึกกินอิ่มเกินไปนิดนึง
หุหุ

วันที่ 18 มีนาคม 54
เช้าวันใหม่ ตื่นมา 7 โมง ก็ชั่งน้ำหนัก
เลขที่ออกคือ

72.1กิโล ครับ

ว้าวว เป็นสัญญาณที่ดี และมีกำลังใจขึ้นมาทันทีเลยครับ
วงจรอุบาท ก็กลับมาเหมือนเดิมครับ
ถึงที่ทำงาน 8 โมง ก็ซัดกล้วย 2 ลูกเหมือนเดิม
ระหว่างกินก็น้ำตามเยอะๆ (วันนี้เริ่มชินกับการกินน้ำเยอะๆ แล้วครับ วันแรก ยังรู้สึกฝืนๆ อยู่)

ระหว่างมื้อ ก็ รู้สึกหิวเหมือนเดิมครับ โดยมันจะมาช่วง สัก 10 โมงนิดๆ
ก็เลย ซัดโอวัลตินไป แก้วนึงเหมือน วันทีผ่านมา

เที่ยง ปุ๊ป ก็ออกล่าอาหาร ได้ข้าวคลุกกะปิ มา 1 จาน แต่ร้านนนี้ให้น้อยมาก เลยซัด ก๋วยเตี๋ยวลุยสวน จากคนอื่นๆ มา 3 ชิ้น (วันนี้ พยายามกินแบบให้อิ่มพอดีๆ ครับ)

หลังจากนั้น ประมาณ บ่าย 3 ครึ่ง รู้สึก หิวครับ ในหนังสือบอกให้กินของว่างได้ 1 อย่างช่วง 3 โมง โดยยกตัวอย่างว่า ช็อกโกแล็ต คือของว่างที่แนะนำ ผมเลยซัดไป 1 แท่งเล็ก 10 บาท ที่ผสม แอลมอนด้วย

ก็โอเคขึ้นทันทีเลยครับ เพราะมันหวาน แล้วช็อกโกแล็ตกินแล้วอารมร์ดีอีกด้วยยยย หุหุ

เลิก งาน 4 โมงกลับถึงบ้าน 5 ครึ่ง ก็กินข้าวเหมือนเดิมครับ
พอดีวันมีตลาดนัดแถวบ้าน เลยไปเดินมาไป ข้าวคลุกกะปิมาหนึ่งกล่อง (อีกแล้ว แหมม ตอนเที่ยงมันกินไม่หนำใจนิ) กะแกงจืดฟักเต้าหู้ไข่มา หนึ่งถุงครับ อย่างที่บอกว่า วันนี้ พยายามกินให้อิ่มแต่พอดี ซึ่งมันก็ทำได้ครับ โดยพยายามกินช้าๆๆ เคี้ยวช้่าๆ น้ำตามบ่อยๆ ปรากฎว่า ปริมาณอาหารน้อยกว่าวันอื่นที่กิน แต่อิ่มเท่ากันครับ หลังจากนั้น ตอนทุ่มครึ่ง ก็กินน้ำ พันซ์ไป 1 ขวด
ข้อสังเกตุหลังจากที่ผ่านไปสามวันนะครับ รู้สึกว่า ถ่ายบ่อยขึ้น ละถ่ายคล่องมาก ถ่ายสุด แบบเหมือนมันจะออกมาหมดเลย โดยเริ่มเกิดแาการนี้ ตอนขึ้นวันที่สามครับ

วันนี้นอนตอน 5 ทุ่ม

วันนี้เข้าวันที่ 4 ครับ
ซึ่งเป็นวันที่ผม พิมพ์ บล๊อกนี้ รายละเอียด อื่นๆ ไม่สามารถเอาลงได้
แต่ผมจะเอาลง อัพเดท เรื่อยๆ ครับ

แต่เช้าวันนี้ตื่นมา ตกใจมาก น้ำหนักช้านนน เหลือ

71. 6 ลงจากวันแรก ไป 1 กิโล กับอีก สามขีด

วุ๊ววว สุดยอด ก็เลยกิน กล้วยมื้อเช้าไปอีกครับ น้ำตามเยอะๆ เหมือนเดิม
แต่เหมือนวันที่ 4 นี้ กระเพราะจะเริ่มชินแล้ว ระหว่างรอคอย มื้อเที่ยงนั้น ไม่ค่อยโหยเหมือนก่อนแล้วครับ

แล้ววันต่อๆ ไปจะเป็นยังไง ติดตามชม แล้วให้กำลังใจผมด้วยนะครับบ ขอบคุณครับบ


(ตัวผมนั้นเป็น designer ดังนั้นงานที่ทำต้องนั่งอยู่กับหน่้าจอคอมพ์ตลอด แล้วก็อืดเอาๆ พอกันที เราจะกลับมาผอมเพรียวสุขภาพดีแล้วว )




 

Create Date : 19 มีนาคม 2554   
Last Update : 19 มีนาคม 2554 10:50:04 น.   
Counter : 543 Pageviews.  

เชียงคานกับความเปลี่ยนแปลง




สืบเนื่องจาก กระทู้หนึ่ง ใน pantip ที่มีหัวข้อว่า อย่าไปเลยเชียงคาน เป็นจุดเริ่มต้นของที่มาที่ไปในการ ถ่ายทำวีดีโอชิ้นนี้ ซึ่งเป็น project สำหรับส่งอาจารย์ โดยต้องการสื่อถึง พลังของ Socialista ที่สามารถเปลี่ยนแปลงอะไรสักอย่างนึงได้ โดยเลือกเชียงคานเป็นเวที ครับ

เนื้อหาทั้งหมด เล่าผ่านสายตาของผม ที่ไปถึงเชียงคาน ผ่านเลนส์กล้อง แล้วนำมาตัดต่อใส่เพลงประกอบ โดยได้สอบถามความเห็นส่วนนึงจาก คนเชียงคานเพื่อเป็นข้อมูลและ จากคนที่เคยไปเที่ยวมาแล้ว

ไม่มีเจตนาเกี่ยวข้องกับ บุคคลหรือองค์กรใดๆ ทั้งสิ้น หากมีบุคคลในวีดีโอผ่านมาเห็นงานชิ้นนี้ ก็ต้องลกราบขอโทษมา ณ ที่นี้ด้วย และหากไม่ยินยอมในการเผยแพร่ ผมก็ยินดีถอดวีดีโอออกครับ




 

Create Date : 09 มีนาคม 2554   
Last Update : 9 มีนาคม 2554 21:07:06 น.   
Counter : 316 Pageviews.  

เที่ยว เกาะใต้ New Zealand โดย เด็ก Working holiday รุ่นที่ 3

ตอนแรก จาก Auckland สู่ เมือง Queenstown และ Arrow town คร้าบบ

ถ้ามีคนดู จะทำตอนสอง ต่อนะครับ ขอบคุณครับ ^ ^
โหลดไม่ขึ้น กด F5 เพื่อ Refresh นะครับ






 

Create Date : 15 เมษายน 2552   
Last Update : 15 เมษายน 2552 4:21:05 น.   
Counter : 601 Pageviews.  

เร็วๆนี้ เตรียมพบกับ ประสบการณ์ 6 เดือนที่ New zealand

นับตั้งแต่วันที่เหยียบย่ำประเทศที่แสนจะไกล เกือบสุดทางใต้ของโลก แล้ว มาในวันนี้ เราอยู่มาถึง 6 เดือนแล้วหรือนี่ ประสบการณ์ ต่างๆ ที่ได้รับ มิตรไมตรี เพื่อนๆ ที่รู้จัก ด้านมืดและด้านสว่างของคนที่นี่ ที่คนภายนอกมองว่าเป็นประเทศที่มีแต่สิ่งที่สวยงามเสมอ ขอเวลารวบรวม ข้อมูลต่างๆ ไว้ให้ได้มากกว่านี้ แล้วจะนำมาเล่าสู่กันฟัง




 

Create Date : 04 กรกฎาคม 2551   
Last Update : 4 กรกฎาคม 2551 18:53:45 น.   
Counter : 439 Pageviews.  

มาว่ากันต่อ หลังจากที่ได้ Working Holiday วีซ่า



สวัสดีครับ ห่างหายไปนานเลยครับ ตั้งแต่ได้เขียนเรื่องราวการขอ วีซ่า Working Holiday ของผม แหมม ก็ได้วีซ่ามาอยู่ในมือแล้วนี่ครับ ผมก็นิ่งนอนใจแล้วล่ะ แต่ไปๆ มาๆ ชักจะนิ่งนอนใจไม่ไหวแล้วล่ะครับ ในเมื่อเหลือเวลาอีกแค่เดือนกว่าๆ เท่านั้นเองที่จะได้เวลาออกไปท่องเที่ยวไปทำงานไปผจญภัย หรือว่าง่ายๆคือ ไปเอาความลำบากใส่คัวที่ประเทศ นิวซีแลนด์ประเทศที่ อยู่กันเกือบจะคนละซีกโลกของบ้านเราเลย ......... ผมได้วีซ่าเป็น คนที่ 15 ของรุ่นนี้ครับ เป็นรุ่นที่ 3 ของโครงการความตกลงของรัฐบาลไทยกับรัฐบาลนิวซีแลนด์ ... ได้วีซ่าก็ได้ก่อนชาวบ้านเค้า ไปๆมาๆ คนที่ได้ทีหลัง รวมถึง พี่ๆ เพื่อนๆ ที่รู้จักกันในโครงการเค้านำหน้ากันไปก่อนหมดแล้วล่ะครับ ได้ข่าวว่า ลำบากๆ มากๆ คนที่ทำงานมีตำแหน่งดีดีได้เงินเยอะๆและเป็นที่นับหน้าถือตาตอนอยู่เมืองไทย ไปนู้นกลับต้องมาทำงานเป็นลูกน้องเค้า ทำงานที่ลำบาก ต้องอดมื้อกินมือ ... อันนี้คือเรื่องจริงที่ พี่ๆที่ไปโครงการเดียวกัน เค้าเล่าให้ฟังทาง MSN ครับ ถ้าคุณๆ ทั้งหลายนึกไม่ออกว่าเป็นยังไง ให้คิดถึง แรงงานพม่าตามบ้านเรานะครับ ที่ทำงานกันหนักๆ ตามสถานที่ก่อสร้าง มีรถบรรทุกคันใหญ่ๆ แล้วนั่งอัดๆกัน นั้นหล่ะครับ ความรู้สึก คล้ายๆกัน (จากคำบอกเล่าของ คนที่ไป W H รุ่นที่แล้ว) 55+++ หวังว่าตอนนี้ คุณผู้อ่านทั้งหลายยังคงไม่ได้จินตนาการไปไกลเท่าไหร่นะครับ งานที่นู้นก็มีอยู่เยอะแยะครับ หาได้ไม่ลำบาก ถ้าเราไม่เลือกงาน และไม่รังเกียจงาน หาได้อยู่แล้วครับ ถ้าพูดถึง นิวซีแลนด์ บางคนอาจจะคิดถึงแกะครับ แล้วถ้าพูดถึงแกะ ก็ต้องคิดถึงฟาร์มแกะ ฟาร์มกสิกรทั้งหลาย .. ใช่ครับ คน NZ เค้าขาดแคลน แรงงานในฟาร์มเหล่านี้มาก ที่เค้าเล่ามาคือ ชาวNZ ค่อนข้าง เกียจคร้านกับงานใช้แรงงานพวกนี้ครับ ดังนั้น เจ้าของฟาร์มสาวนใหญ่รู้จัก วีซ่าตัวนี้ดีครับ และก็ยินดีต้อนรับ แรงงาน ถึกๆ เสมอๆ.. 5+++ แต่อย่าหวังครับว่างานมันจะสบายๆ ลองคิดดูครับ ไร่แอบเปิ้ล กีวี หรือ องุ่น ที่กว้าง X ยาว สุดลูกหูลูกตานั้น คุณต้องตัดกิ่ง แล้วก็ต้องเก็บผลของต้นไม้เหล่านั้น ยาวไปจนกว่าจะสุดแถวๆหนึ่ง แล้วก็ต้อง ย้อนกลับมาอีกแถวหนึ่งซึ่งเป็นที่เดิม ที่เราเริ่มต้น แล้วก็ไปๆ กลับๆ อยู่ อย่างนั้น อย่าลืมนะครับ ว่ามันไม่ได้มีแค่ แถว เดียว และถ้าตอนนั้น มันหนาวซะจนจับจิด ขนาดหิมะแทบจะตก และคุณก็ยังต้องทำงานกลางแจ้งอย่างนั้น เป็นเวลาทั้งวัน ตั้งแต่พระอาทิตย์ขึ้นยันพระอาทิตย์ตก ล่ะก็ .... บรื้อ ..... สยองครับ บอกเลยว่าต้องถึก จริงๆ สำหรับคนที่ต้องการมาทำงานจำพวกนี้ แต่ถึงแม้งานจะหนักแต่เงิน ก้อดีนะครับ ก็ถือว่า มีร้ายและดี ในงานๆเดียว คนที่ทำงานนี้เค้ายังบอกมาอีกว่า อยู่ที่นู้นเหงาพอตัวเลยครับ เหงามากๆๆๆ แต่เค้าบอกว่าสิ่งที่เค้าได้มาหลังจากที่กลับมาจากโครงการนี้ คือ ความอดทน สมาธิ และความแข็งแรงของร่างกาย 5++ อันนี้ เห็นมากะตาจริงๆ ว่าพี่แก แขนมีกล้ามเหมือนกล้ามปูเลยทีเดียว เพราะวันๆต้อง ออกแรงในการใช้กรรไกรตัดกิ่งไม้ ทั้งวัน ..... ถ้าถามว่า ผมไปเจอกับพี่คนนี้ได้ยังไง ผมเจอพี่เค้าในวันอบรมและ ปฐมนิเทศ ของผู้เข้าร่วมโครงการนี้ ครับ ทั้ง สองประเทศเลย AUS กะ NZ ...... เพื่อนๆ ผู้เข้าร่วมโครงการที่ก่อนหน้านี้ คุยกันแต่ใน เมลล์ วันนี้แหละครับก็จะได้เจอตัวจริงกันสักที
ส่วนใหญ่จากการที่ผมสังเกตุดู คนที่เข้าร่วมโครงการส่วนใหญ่ค่อนข้างจะโตเป็นผู้ใหญ่กันหมดแล้ว อายุเฉลี่ยนน่าจะอยู่ที่ 25 up อ่ะครับ
ผมว่ามันก็คือๆ กะ Work and travel ของ อเมริกานั่นแหละครับ แต่แตกต่างกันว่า Working Holiday นั้นเป็นโครงการสำหรับผู้ใหญ่ครับ ระยะเวลาก็ไปตั้งปีนึง มากกว่า Work and travel มากกว่า 9 เดือน แล้วบททดสอบน่าจะหนักหนากว่า Work and travel แน่นนอน เพราะขั้นตอนการดำเนินการทุกอย่างของโครงการนี้ ไม่มี เอเจนซี่ไหนจัดการครับ คุณๆ ที่จะเข้าร่วม ต้องดำเนินการเองทั้งหมด ดังที่ได้กล่าวไปก่อนหน้านี้แล้ว ......... เหตุผลที่โครงการนี้ ไม่มีเอเจนซี่ จากคำบอกกล่าวของ รัฐมนตรีกระทรวงการค่างประเทศ ที่ท่านได้สละเวลาอันมีค่ามาบรรยายความเป็นมาของโครงการนี้ให้เด็กๆ ตาดำๆ ผู้ที่ยังไม่รู้ประสีประสาฟังไว้ว่า
เหตุผลที่เราให้ผู้ที่สนใจจะเข้าร่วมโครงการ Work and Holiday ของ AUS กับ Working Holiday ของ NZ ได้ดำเนินการจัดการเรื่องการขอวีซ่าเองนั้น เพราะเราเห็นว่า ในปัจจุบัน มีเอเจนซี่จำนวนมาก ที่จะต้องการหากำไรจากการเป็นผู้ดำเนินการให้คนไทย ไปศึกษาต่อต่างประเทศ หรือไม่ก็โครงการ ที่ทางรัฐบาลมี นับเป็นเรื่องที่สิ้นเปลือง และเอเจนซี่ส่วนใหญ่เอากำไร เป็นจำนวนมาก ไม่ยุติธรรม มีข้อมูลไม่ชัดเจน จึงทำให้มีปัญาหาวุ่นวายต่างๆ เกิดขึ้น ดังนั้น ในโครงการนี้ เราจึงให้ผู้ที่สนใจ ติดต่อดำเนินการด้วยตนเอง เท่านั้น
และก่อนหน้านี้ ผมได้ข่าวมาว่ามี เอเจนซี่ เอเจนซี่หนึ่ง คิดค่าดำเนินการโครงการ Work and holiday ของ Aus เป็นจำนวนเงินไม่ต่ำกว่า แสนบาท ซึ่งถ้าบางคนไม่รู้เรื่อง ก็อาจจะหลงเชื่อคำเหล่านั้น และเสียเงินไปโดยเปล่าประโยชน์ ซึ่งถ้า คุณมาติดต่อเอง ค่าใช้จ่ายต่างๆที่เกิดขึ้น เป็นจริง และก็ไม่ถึง หมื่น ด้วยซ้ำ มันไม่ยากอย่างที่ทุกคนคิดครับ มันอยู่ที่ความพร้อมของเรามากว่า ....... เหตุที่ ได้มีโครงการนี้ เกิดขึ้น เพราะเราต้องการให้ เยาวชนของเรา มีประสบการณ์ ประสบการณ์ในการดำเนินชีวิต เพราะว่า เด็กไทยจัดได้ว่า มีความรู้ แต่ขาดประสบการณ์ชีวิต ผมหวังว่า น้องๆทุกคน ที่ได้ไปโครงการนี้กลับมา จะมีโลกทัศน์ ที่กว้างขึ้น และหวังว่าประสบการ์ที่ทุกคนได้รับ จะนำมาพัฒนาตนเอง และประเทศต่อไป แต่ว่าจำนวน 100 คนนั้น มันยังน้อยมากๆๆ เมื่อเทียบกับ ผู้ที่ต้องการเข้าร่วมโครงการ แต่ทางเราก็จะเจรจาต่อรอง เพิ่มขึ้นไปอีก ถ้ารุ่นต่อๆมา ไม่ได้ทำปัญหาให้ ซึ่งในปีหน้า ทางAUS จะเพิ่มให้ เป็น 200 คน แล้ว


ที่มาที่ไปก็ประมาณนี้แหละครับ เล่าไปเล่ามา ก็ว่าซะยาวเลย ผมจะเดินทางวันที่ 29 ธ.ค. ปลายปีนี้แล้วครับ ตัวผมเองก็ไม่ได้มัทักษะภาษาอั งกฤษเท่าไหร่นัก แต่โชคดี เดือนที่แล้วไป เป็นทีมงานในการจัดงาน การจัดการแข่งขันยกน้ำหนักชิงชนะเลิศแห่งโลก เฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา ประจำปี 2550 ที่สนามสมโถช 700 ปีเชียงใหม่ครับ ก็ถือว่าเป็นการฝึกภาษาไปในตัว อย่างน้อย ได้ฟัง ได้พูด ตลอด เดือน ก็ok ครับ ทำให้เราได้ รู้ว่า ฝรั่งบางคน บางประเทศ พูดอังกฤษ แย่กว่าเราก็มี โดยเฉพาะ รัซเซีย กะ ฝรั่งเศษนี้ ไม่อยากจะเจอหน้าอีกต่อไปเลยย มันพูดอังกฤษไม่ได้ คร้าบบบบ
เอ้าาพูดซะยาวเลยยย เลยไม่รู้เลยว่า ที่พิมพ์มาเนี่ย ต้องการ บอกอะไรกันแน่ เอาเป็นว่า เข้ามาบ่นๆ ละกัน

เดี๋ยว ไว้จะมาบ่น เรื่องตั๋ว ต่อครับ แง่งงงงงๆๆๆๆๆๆ




 

Create Date : 24 ตุลาคม 2550   
Last Update : 24 ตุลาคม 2550 14:59:47 น.   
Counter : 870 Pageviews.  

1  2  

stobkung
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




[Add stobkung's blog to your web]