พระอภิธรรมกับการสร้างชีวิตคู่
บทที่ 1 : สัญญาก่อนสมรส...ไม่ใช่ผู้ร้ายเสมอไป
เมื่อพูดถึง "สัญญาก่อนสมรส" หลายคนอาจรู้สึกทันทีว่า
«"เขาไม่ไว้ใจเรา"»
หรือ
«"เขาคิดว่าเราจะมาหวังเงิน"»
แต่หากพิจารณาตามหลักพระอภิธรรม เราอาจต้องหยุดก่อนที่จะรีบสรุป เพราะพระพุทธศาสนาสอนให้พิจารณา "เหตุปัจจัย" มากกว่าตัดสินจากภาพภายนอก
สัญญาก่อนสมรสเป็นเพียงเอกสารฉบับหนึ่ง เปรียบเสมือนมีดเล่มหนึ่ง มีดสามารถใช้ประกอบอาหาร หรือใช้ทำร้ายผู้อื่นก็ได้ ตัวมีดไม่ได้ดีหรือชั่วในตัวเอง สิ่งสำคัญคือ "เจตนา" ของผู้ใช้
เช่นเดียวกัน สัญญาก่อนสมรสก็อาจมีเจตนาที่แตกต่างกัน
บางคนทำเพื่อปกป้องธุรกิจที่สร้างมาทั้งชีวิต
บางคนทำเพื่อปกป้องทรัพย์สินของบุตรจากการแต่งงานครั้งก่อน
บางคนทำเพื่อไม่ให้อีกฝ่ายต้องรับผิดชอบหนี้สินทางธุรกิจของตน
แต่บางคนก็อาจทำเพราะหวาดระแวง ไม่ไว้ใจ หรือหวังเอาเปรียบอีกฝ่าย
ดังนั้น เพียงเห็นคำว่า "สัญญาก่อนสมรส" ยังไม่เพียงพอที่จะตัดสินว่าใครดีหรือไม่ดี
สิ่งที่ควรพิจารณามากกว่าคือ
- เขาอธิบายเหตุผลหรือไม่
- เขาให้เวลาอีกฝ่ายศึกษาและปรึกษาทนายหรือไม่
- เนื้อหาเป็นธรรมหรือเอาเปรียบ
- ทั้งสองฝ่ายมีสิทธิต่อรองหรือไม่
- มีความสมัครใจจริงหรือไม่
หากอีกฝ่ายยื่นสัญญาในวันจดทะเบียน หรือกดดันให้เซ็นโดยไม่มีเวลาอ่าน ย่อมแตกต่างจากการแจ้งล่วงหน้าหลายเดือน พร้อมเปิดโอกาสให้ปรึกษาทนายและแก้ไขรายละเอียดร่วมกัน
หลักพระอภิธรรมสอนว่า "กรรม" อยู่ที่เจตนา มิใช่อยู่ที่รูปลักษณ์ภายนอกเพียงอย่างเดียว
การด่วนตัดสินว่า
«"มีสัญญา แปลว่าไม่รัก"»
หรือ
«"ไม่มีสัญญา แปลว่ารักจริง"»
อาจเป็นการสรุปที่เร็วเกินไป เพราะความรัก ความรับผิดชอบ และความซื่อสัตย์ ไม่ได้วัดจากการมีหรือไม่มีเอกสารเพียงฉบับเดียว
ในทางกลับกัน ผู้ที่ขอทำสัญญาก่อนสมรสก็ควรใช้เมตตาและปัญญา อธิบายเหตุผลด้วยความจริงใจ ไม่ใช่ใช้ถ้อยคำดูถูก เหยียดหยาม หรือทำให้อีกฝ่ายรู้สึกว่าเป็นผู้หวังผลประโยชน์
ชีวิตคู่ที่มั่นคง ไม่ได้เกิดจากการไม่มีสัญญา หรือมีสัญญา แต่เกิดจากความจริงใจ ความเคารพ และการสื่อสารที่เปิดเผย
ก่อนตัดสินใคร ลองถามตนเองว่า
«"เรากำลังเห็นความจริงทั้งหมด หรือกำลังเห็นเพียงบางส่วนของเรื่องราว?"»
เมื่อพิจารณาด้วยปัญญา เราจะไม่รีบด่วนตัดสินจากเปลือกนอก แต่จะค่อย ๆ มองเห็นเหตุปัจจัยตามความเป็นจริง ซึ่งเป็นแนวทางที่พระพุทธเจ้าทรงสอนไว้เสมอ
กดติดตามและกดหัวใจเป็นกำลังใจให้ด้วยนะคะ