ถ้าอาหารมื้อแรก คือจุดเริ่มของ ทางสายกลาง
อาหารมื้อสุดท้าย ก็คือการยืนยันอย่างสงบว่า
แม้แต่พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ก็ไม่อยู่เหนือกฎของขันธ์
ในช่วงปลายพุทธกาล พระสัมมาสัมพุทธเจ้า
ทรงพระชนมายุยืนยาว ผ่านการสั่งสอนผู้คนมากมาย
พระธรรมแพร่หลาย พระสงฆ์ตั้งมั่น
ทุกอย่างที่ควรเกิด ได้เกิดขึ้นแล้ว
ทุกอย่างที่ควรสอน ได้สอนไปครบถ้วนแล้ว
เหลือเพียงสิ่งเดียวที่หลีกเลี่ยงไม่ได้
คือ การแตกดับของขันธ์
อาหารมื้อสุดท้าย กับคำถามที่คนมักถามผิด
เมื่อกล่าวถึงอาหารมื้อสุดท้าย
คำถามที่มักเกิดขึ้นทันทีคือ
- กินอะไร?
- ใครถวาย?
- ใครผิดหรือไม่?
แต่พระไตรปิฎก ไม่ได้พาเราไปอยู่ที่คำถามเหล่านั้นนานนัก
อาหารมื้อนั้นถวายโดย จุนทะ
- ด้วยเจตนาบริสุทธิ์
- ด้วยความเคารพ
- และด้วยความไม่รู้ล่วงหน้าเช่นเดียวกันกับทุกคนก่อนหน้า
ไม่มีใครรู้ว่านี่จะเป็น “มื้อสุดท้าย”
พระพุทธเจ้าไม่ได้ปรินิพพานเพราะอาหาร
ประเด็นนี้สำคัญมาก
และเป็นจุดที่บทความนี้อยากชวนผู้อ่านหยุดคิด
พระพุทธเจ้าไม่ได้ปรินิพพานเพราะอาหาร
ไม่ได้ถูกใครทำให้สิ้นพระชนม์
และไม่ได้เกิดจากความผิดพลาดของใครคนหนึ่ง
พระองค์ปรินิพพานเพราะ ขันธ์ถึงกาลแตกดับ
อาหารเป็นเพียงอารมณ์ทางกายที่มากระทบในช่วงที่วิบากสุกงอมแล้ว
ถ้าไม่ใช่มื้อนั้นก็จะเป็นมื้ออื่น
ถ้าไม่ใช่วันนั้นก็จะเป็นเวลาใกล้เคียงกัน
นี่คือการมองแบบธรรมไม่ใช่การมองแบบหาคนรับผิด
ทำไมพระพุทธเจ้าต้องตรัสป้องกันไว้ล่วงหน้า
ในพระไตรปิฎกมีบันทึกชัดเจนว่า
พระพุทธเจ้าทรง ห้ามตำหนิผู้ถวายอาหารมื้อสุดท้าย
ไม่ใช่เพราะกลัวใครถูกเข้าใจผิดเพียงคนเดียว
แต่เพราะพระองค์เห็นล่วงหน้าว่า ถ้าคนยังคิดแบบโลก
จะต้องมีใครสักคนถูกโทษเสมอ
พระองค์จึงตัดวงจรนี้ตั้งแต่ต้นด้วยการยืนยันว่า
ผู้ถวายมื้อแรก → บุญใหญ่
ผู้ถวายมื้อสุดท้าย → บุญใหญ่เช่นกัน
ไม่ใช่เพราะอาหารเหมือนกัน
แต่เพราะ ทั้งสองมื้อทำหน้าที่สมบูรณ์ในเหตุปัจจัยของพระศาสนา
อาหารมื้อสุดท้าย สอนอะไรเรา
อาหารมื้อสุดท้าย
- ไม่ได้สอนให้เรากลัวการให้
- ไม่ได้สอนให้เราหวาดระแวงผลลัพธ์
- และไม่ได้สอนให้เราคิดว่าการทำดีอาจพาไปสู่โทษ
แต่สอนว่า
แม้การให้ที่บริสุทธิ์ก็ไม่อาจต้านกฎของความไม่เที่ยง
และนั่นไม่ใช่ความผิดของใคร
เมื่อขันธ์ถึงกาลการแตกดับก็เป็นธรรมดา
จากมื้อแรก ถึงมื้อสุดท้าย
อาหารมื้อแรกพาโลกออกจากความสุดโต่ง
อาหารมื้อสุดท้ายพาโลกกลับมามองความจริงว่า
ไม่มีใครหนีพ้นความไม่เที่ยง
ทั้งสองมื้อ ไม่ได้ยิ่งใหญ่เพราะคนถวายรู้ตัว
แต่ยิ่งใหญ่เพราะไม่มีใครในเหตุการณ์นั้นหลงตัวเอง
และบางทีนี่อาจเป็นบทเรียนที่ลึกที่สุดของการให้
ให้โดยไม่คิดว่าจะเป็นใคร และยอมรับผลของธรรม โดยไม่ต้องหาใครรับผิด