นำโมว ออ นี ทอ ฮุก..พระสูตรพ้นเคราะห์ภัย

  นำโมว ออ นี ทอ ฮุก..พระสูตรพ้นเคราะห์ภัย

นำ-โมว-ออ-นี-ทอ-ฮุก" มาจาก "นโม อมิตาภพุทฺธาย" 

การสวด นำโมว ออ นี ทอ ฮุก
1.ช่วยบิดาจุติแดนสุขาวดีจึงนับว่าเป็นบุตรกตัญญู

คณะสวดมนต์ของสถานธรรมดอกบัว แห่งไถจง ผู้ก่อตั้ง คือคุณลุงเจียงยิ่งสุข ท่านจะคอยช่วยสวดมนต์ให้กับคนป่วยหนัก หรือใกล้ตาย ช่วยให้เพื่อวิญญาณผู้ตายจะได้ไปจุติแดนสุขาวดี เมื่อคุณลุงเจียงอายุ 71 ปี ยังทำหน้าที่เป็นอาจารย์สอนประวัติศาสตร์ ในโรงเรียนของวัดหลิงซัน คุณลุงเป็นคนมีความรับผิดชอบสูง ทำงานจริงจึงไม่กลัวลำบาก ในปี พ.ศ. 2502 ปลายเดือนสิงหาคม คุณลุงเกิดช่วยเป็นโรคหัวใจ หมอแผนโบราณและปัจจุบันก็ไม่ สามารถเยียวยาได้ อาการทรุดหนักถึงขั้นโคม่า เช้าวันหนึ่งราว 7 โมง บุตรชายคุณลุง จุ้งพาน (มีอาชีพเป็นครูเช่นกัน) มาพบฉัน ที่บ้านว่า" อาจารย์คั่นจื้อ เมื่อวานนี้หมอพูดกับผมว่า คุณพ่อ อยู่ได้อีก 7 วันเท่านั้น ให้ผมเตรียมงานศพเนิ่น ๆ ผมไม่รู้จะทำ อย่างไรดี ?" 

      ฉันรู้ว่า จุ้งพานปกติเป็นบุตรกตัญญู เลยถามเขาว่า "นับจาก พ่อเธอป่วยมา เธอใช้จ่ายไปเท่าไหร่แล้ว ? "
      เขาตอบว่า "ประมาฌห้าหมื่นกว่าเหรียญแล้วครับ"
     

  ฉันพูดว่า "ตามปกตินิสัยของชาวโลก หน้าที่ของบุตรก็คือ ใช้เงินรักษาอย่างเดียว แต่จะไม่เกิดบุญกุศลเลย ฉันได้ทราบว่า หลายเดือนมานี้ เธอปฏิบัติและคอยดูแลพ่ออย่างดี นับว่าเธอเป็น บุตรกตัญญูคนหนึ่งเหมือนกัน แต่ธาตุแท้แล้ว ยังไม่ถือว่าเป็นบุตร กตัญญูที่แท้จริง"
      จุ้งพานฟังแล้วรู้สึกงงนิด ๆ จ้องมองฉันแต่ไม่พูดอะไร
     

 ฉันอธิบายต่อว่า "ตามหลักของพระพุทธศาสนา เธอควร ทำให้จิตของพ่อเธอสงบ จะได้ไปจุติยังแดนสุขาวดี หลังจากตาย ไปแล้ว หากเธออย่างเป็นบุตรกตัญญูจริง ๆ เริ่มจากวันนี้เป็นต้นไป เธอจะต้องอยู่ข้างกายพ่อและสวดพระนามพุทธะ จิตของพ่อเธอจะ สงบ เวลาจะจากโลกนี้ใปจะได้ไปด้วยความสบายใจ จึงจะเรียกว่า เป็นบุตรกตัญญูแท้ปกติ ปกติชาวโลกรู้แต่ว่าเลี้ยงดูพ่อแม่ให้ดีในยามชรา ส่วนวิญญาณจะไปไหนหลังตายกลับไม่สนใจนับเป็นกตัญญทางวัตถุ จึงไม่นับว่าเป็นบุตรกตัญญูที่แท้จริง"


      ฉันเลยสอนเขาวิธีสวดพระนามพุทธะ และให้สวดครั้งละ 1-2 ชั่วโมง ต้องสวดด้วยความตั้งใจและศรัทธา ชัดถ้อยชัดคำ จึงจะเกิดประสิทธิผล


      วันนั้น พอดีฉันจะต้องไปบรรยายธรรมที่ซินจุ๊ก แต่หลัง จากนั้นได้ข่าวการป่วยหนักของคุณลุงเจียงแล้ว เลยยกเลิกไปซินจุ๊ก กะว่าจะไปเยี่ยมพวกเขา ก็มาคิดว่าตอนนี้จุ้งพานคงกำลังสวด พระนามพุทธะอยู่ รอจนถึง 20.00 น. จึงไปบ้านคุณลุงเจียง ท่าน พอเห็นฉันพูดว่า "อาจารย์คั่นจื้อ เชิญนั่ง ๆ อาจารย์คงมีงานยุ่งนะ หลายวันนี้ใม่เห็นอาจารย์มาเยี่ยมผมเลย วันนี้อาจารย์ฉานหยุน ให้ลูกประคำ 2 พวง ลูกไปหยิบมาให้อาจารย์ดูสักหน่อย"


      ฉันพูดกับคุณลุงเจียงว่า" ทุกแง่ไม่เที่ยง ทรัพย์สมบัติและ บุตรธิดาล้วนเป็นของลวงทั้งนั้น พวกเราไม่ควรหลงใหลโลกีย์มากนัก แดนสุขาวดีจึงเป็นสถานที่ที่พวกเราควรไป จิตของพวกเราอย่าสับสนนะ บัดนี้ฉันจะสวด "นำ-โมว-ออ-นี-ทอ-ฮุก" มาจาก "นโม อมิตาภพุทฺธาย"  ให้คุณลุงฟังนะ คุณลุงต้องปล่อยวาง วางทุกสิ่งทุกอย่างลงให้หมด แล้วสวดพร้อมกันนะ"


      ฉันเลยชวนครอบครัวคุณลุง มีคุณป้า ลูกสาว ลูกเขย ลูกชาย และลูกสะใภ้ รวม 7 คน สวด "นำโมออนีทอฮุก" พร้อมกัน เวลาได้ผ่านไปประมาณ 30 นาที ทันใดนั้นคุณลุงเจียงลุกขึ้นนั่ง พนมมือขึ้น ขาทั้งสองขัดสมาธิ ตาสองข้างมองขึ้นฟ้า และอมยิ้ม แล้วเอนกายนอนลงไป วิญญาณของคุณลุงก็จากไปด้วยความสงบ ในท่ามกลางเสียงสวด "ออนีทอฮุก" พูดตรง ๆ ขณะนั้นฉันยัง ตกใจเลย ไม่นึกว่า พุทธานุภาพจะอัศจรรย์เช่นนั้น


      ลูกหลานคุณลุงเจียง ผลัดกันสวดพระนามพุทธะต่อไป สวดจนถึงรุ่งขึ้น 8 โมงเช้า ลองใช้มือแตะที่หน้าผาก ยังอุ่นอยู่ ร่างกายอ่อนนิ่ม หน้าตาสดใส


      ฉันถามจุ้งพานว่า "เมื่อวานนี้ เธอเข้าบ้านแล้วได้สวด "นำโมว ออ นี ทอ ฮุก" ให้พ่อฟังหรือเปล่า ?"
      เขาตอบว่า" สวดครับ ๆ ผมยืนอยู่ข้างกายคุณพ่อ เช้า สวด 2 ชั่วโมง บ่ายสวดอีก 2 ชั่วโมง คุณพ่อพอใจมาก บอกว่า ลูกเอ๋ย ใครสอนเธอสวดน่ะ ผมตอบท่านว่า นั้นเกิดจากจิตสำนึก ของผมเองครับ นับจากนั้นผมจะสวด "นำโมว ออ นี ทอ ฮุก"  ให้คุณพ่อฟัง ขอให้คุฌพ่อหายป่วยเร็ว ๆ" คุณพ่อรู้สึกพอใจมาก เที่ยงทานข้าว เหลว ๆ ไป 1 ชาม ความเจ็บปวดรู้สึกลดลงไปครึ่งหนึ่ง หมอ บอกว่า จะมีชีวิตอยู่ได้อีก 7 วัน ไม่นึกว่าเพียงไม่กี่ชั่วโมง ลุงเจียง ก็จากโลกนี้ไปจุติยังแดนสุขาวดีอย่างสงบในท่ามกลางเสียงสวด "นำโมว ออ นี ทอ ฮุก" 

      ลุงเจียงละสังขารไปในเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ. 2503 ในเดือนมิถุนายน ฉันเดินไม่ระวังหกล้มจนแขนหักเป็น 3 ท่อน ปวดมาก จนนอนไม่หลับ ถึงเวลาตี 2 ก็ยังไม่หลับ ทันใดนั้น เห็นคน ๆ หนึ่ง รูปร่างใหญ่โตลงมาจากท้องฟ้ามายืนต่อหน้าฉัน ฉันเห็นแค่ท่อนบน ส่วนท่อนล่างมีเมฆปิดบังอยู่ คนนั้นเกิดพูดว่า" อาจารย์คั่นจื้อ มือของอาจารย์เจ็บปวดมากนะ นั่นเพราะดวงไม่ดี แต่บัดนี้ เคราะห์ภัยได้ผ่านพ้นไปแล้ว จะไม่มีอะไรแล้ว
      ฉันเงยหน้าขึ้นมอง คน ๆ นั้นคล้ายกับคุณลุงเจียง ฉันจึง ถามว่า "คุณลุงเจียง ลุงไปจุติที่แสนสุขาวดีหรือยัง ? "
      ลุงเจียงตอบว่า" จุติแล้ว ๆ" แล้วหันหลังค่อย ๆ ลับ สายตาไป ฉันมองไปที่นาฬิกาตี 3 พอดี แปลกนะมือไม่ปวดแล้ว อีกหลายวันก็หายเป็นปกติ
      เป็นครั้งแรกที่ฉันพบเห็นคนที่ไปจุติแดนสุขาวดี


      ปี 2504 ในวันตายครบ 1 ปีของคุณลุงเจียง ครอบครัว ลุงเจียงได้ย้ายบ้านไปอยู่บ้านใหม่ คุณป้าเจียงให้ฉันไปช่วยงาน ทำบุญบ้าน และช่วยสวดมนต์โปรดบรรพบุรุษตระกูลเจียง วุ่นไป 1 วัน คืนนั้นฉันฝันเห็นคุณลุงเจียงอีก ก็ถามปัญหาเดิม" คุณลุง เจียงไปจุติแดนสุขาวดีแล้วหรือยัง" ลุงเจียงก็ตอบอย่างเช่นเคย "จุติแล้ว ๆ" จากนั้น 6 ปี ฉันไม่ฝันถึงลุงเจียงอีกเลย ฉันเสียใจ และตำหนิตนเองว่า ทำไมไม่ถามลุงเจียงว่า แล้วตัวฉันจะมีโอกาส ไปจุติยังแดนสุขาวดีไหม และเมื่อไหร่จะได้ไป..

ที่มา http://thai.mindcyber.com/modules.php?name=Sections&op=viewarticle&artid=274&page=10

     



Create Date : 21 มิถุนายน 2557
Last Update : 21 มิถุนายน 2557 21:16:19 น.
Counter : 452 Pageviews.

0 comments
ชื่อ : * blog นี้ comment ได้เฉพาะสมาชิก
Comment :
 *ส่วน comment ไม่สามารถใช้ javascript และ style sheet
 

Green Turbo
Location :
นนทบุรี  Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 7 คน [?]



มิถุนายน 2557

1
2
3
4
5
6
7
8
9
10
11
12
13
14
15
16
17
18
19
20
22
23
24
25
26
27
28
29
30