Group Blog
 
 
มกราคม 2554
 1
2345678
9101112131415
16171819202122
23242526272829
3031 
 
3 มกราคม 2554
 
All Blogs
 
1 ปีผ่านไปกับการใช้ชีวิตในเนเธอร์แลนด์ - เรื่องของจักรยานและทางเดิน




31 ธันวาคม 53 เป็นวันที่เราเดินทางมาถึงเนเธอร์แลนด์ เพื่อมาใช้ชีวิตกับสามี

ณ วันนี้ก็ครบรอบ 1 ปีพอดิบพอดี เฮ้อ ! เร็วจริง ๆ เลยเวลา




จากการที่ได้มาอยู่ที่นี่ ก็ทำให้ได้เรียนรู้อะไรมากขึ้น

ได้เห็นวิถีชีวิตของชาวเนเธอร์แลนด์ ได้เห็นความแตกต่างในเรื่องต่าง ๆ

ทั้งทางด้านชีวิต สังคม ความเป็นอยู่

แน่นอนหล่ะว่าไม่เหมือนบ้านเราเลย



คนที่นี่นิยมปั่นจักรยาน ในขณะที่คนไทยนิยมรถมอเตอร์ไซต์ รถส่วนตัวหรือรถเมล์


เด็ก ๆ ที่นี่ (ยกตัวอย่างแถวบ้านเราแล้วกัน เพราะเห็นเกือบทุกวัน)

เช้ามาก็ปั่นจักรยานไปรร.กันเป็นแถวเลย จากหมู่บ้านเราไปรร.ก็น่าจะเกิน 4 กม.ได้


แต่ถ้าเป็นเด็กไทยที่อยู่ต่างจังหวัดก็อาศัยมอเตอร์ไซต์

สมัยเราเรียนมัธยม เพื่อนบางคนปั่นจักรยานมารร. แต่น้อยมาก

คนที่ปั่นจักรยานจะเป็นคนที่บ้านอยู่ใกล้ ๆ ซะมากกว่า



ไม่เพียงแต่เด็กเท่านั้นที่นิยมปั่นจักรยาน

ผู้ใหญ่เองก็อาศัยจักรยานในการเดินทางไปโน่นมานี่เช่นกัน


ขนาดเจ้านายที่เราทำงานด้วยเมื่อซัมเมอร์

บ้านแกอยู่ห่างจากหมู่บ้านที่เราอยู่น่าจะประมาณสัก 2 กม.ได้

เราก็เคยเห็นแกปั่นจักรยานมา แทนที่จะขับรถมา



แล้วเราเองก็เพิ่งจะมาสังเกตเห็นเมื่อตอนที่ย้ายมาอยู่ที่นี่แล้วว่า

ชาวเนเธอร์แลนด์นั้น เวลาปั่นจักรยานกัน ขามักจะหยั่งไม่ถึงพื้น

เราเองก็ไม่เข้าใจเหมือนกันว่าทำไม




เวลาจะลงจากรถเพื่อหยุดรอสัญญาณไฟหรืออะไรก็ตามแต่

ส่วนใหญ่ก็จะลงจากจักรยาน หรือไม่ บางคนก็เอามือจับไว้กับเสาสัญญาณไฟหรือเสาที่อยู่ตรงทางแยก

เพื่อที่จะได้ไม่ต้องลงจากจักรยาน



ไอ้เราเองก็ไม่ชินกับการที่จะต้องลงจากจักรยาน

แรก ๆ ที่เอาจักรยานออกไปปั่นก็ลืมตัว คอยจะเอาขาหยั่งพื้นอยู่เรื่อย

ทั้ง ๆ ที่ขาเราหยั่งไม่ถึงพื้นอยู่แล้ว เพราะตัวเราเตี้ย

และถึงแม้สามีจะปรับอานจักรยานให้ต่ำสุดแล้วก็ตาม ขาเราก็หยั่งไม่ถึงพื้นอยู่ดี




แล้วจักรยานที่นี่นั้น บางรุ่นไม่มีเบรก

ต้องอาศัยการปั่นถอยหลังเอา (เรียกไม่ถูกอ่ะ) แทนการเบรก



แรก ๆ ที่รู้ว่าไม่มีเบรกนั้น เราก็งงเลย นึกว่าล้อเล่น

แต่มันเป็นแบบนั้นจริง ๆ คือไม่มีเบรก


เราก็เลยนึกในใจว่า


แม่เจ้า จักรยานเมืองไทยคันนึงถูกกว่าที่นี่อีก ยังมีเบรกเลย

แล้วทำไมจักรยานที่นี่ แพงก็แพง ยังไม่มีเบรกอีกฟะ




พูดถึงเรื่องจักรยาน จักรยานมือ 1 ที่นี่ราคาก็ใช่ถูก (ถ้าเทียบกับบ้านเรา)

เราเคยเดินผ่านร้านขายจักรยาน โอ้โห แพงสาด ๆ ครับพี่น้อง

เล่นเอาเรางี้รับราคาไม่ได้กันเลยทีเดียว


ราคาต่ำสุดที่จำได้ก็น่าจะเกิน 200 ยูโรนะ แถมราคานี้ไม่มีเบรกด้วยนะ

บางคัน บางรุ่น ราคาปาไปเกิน 300 ยูโรอีกแน่ะ


อิฉันเห็นราคาแล้วรับไม่ได้ค่ะ




ส่วนจักรยานเรานั้น สามีหาซื้อมือ 2 ให้ค่ะ

หาซื้อเอาในเว็บ marktplaats ค่ะ

เว็บนี้จะขายของมือสองทุกอย่างเลย


และแล้วสามีก็หาจักรยานได้มา 1 คัน ซึ่งดูแล้วสภาพยังดี ราคาพอรับได้

อีกทั้งยังอยู่ไม่ไกลจากบ้านเรานัก

ก็เลยโทรคุยเพื่อที่จะไปดูสภาพรถและพร้อมซื้อในทันที

เพราะไม่งั้นจะโดนคนอื่นตัดหน้าไปได้ สามีว่างั้น



แล้วก็ได้มาค่ะ จักรยาน 1 คัน ที่มีเบรก มีเกียร์

แต่กี่เกียร์ไม่รู้เพราะไม่เคยดู รู้แต่ว่าเกิน 4 เกียร์อ่ะ ในราคาร้อยกว่า ๆ

สามีบอกว่า คนที่เขาขาย เขาเพิ่งเปลี่ยนยาง เปลี่ยนอุปกรณ์ใหม่

ราคาก็เลยประมาณนี้แหล่ะ

สำหรับเรา ๆ ก็ว่ามันแพงนะสำหรับจักรยาน 1 คัน

เพราะเราว่าเมืองไทยถูกกว่านี้อ่ะ




สามีเราชอบมากเรื่องจักรยาน ฉะนั้นเขาก็จะรู้โน่นนี่นั่น

เพราะตัวเขาเองก็มีจักรยานไว้ในครอบครองอยู่ 3-4 คัน

แต่เป็นจักรยานแบบนอนปั่นซะ 2-3 คัน แล้วก็เสื้อหมอบอีก 1 คัน




พอได้มา พ่อสามีก็ถามว่าอยากได้อะไรเป็นของขวัญ

เราเลยบอกว่าอยากได้ตระกร้าหน้ารถค่ะ

เพราะจักรยานเราไม่มีตระกร้า เราอยากได้เผื่อเอาไว้ใส่ของโน่นนี่

พ่อสามีก็ให้มาเลย ตระกร้า 1 อันสำหรับใส่จักรยาน แบบมีหูหิ้วได้ด้วย

เวลาปั่นไปซุปเปอร์ฯ ก็ถอดออกไปด้วย แล้วก็เอาไปหิ้วของแทนถุง




1 ปีผ่านไป จักรยานอิฉันก็ยังจอดอยู่ในห้องเก็บของหน้าบ้าน

ถ้ามันมีปากพูดได้ มันคงพูดแล้วแหล่ะว่า


"ช่วยเอาฉันออกไปปั่นหน่อยได้ไหม ฉันอยากออกไปเห็นโลกภายนอกบ้าง"




เพราะตลอด 1 ปีที่ผ่านมา อิฉันพามันไปปั่น 6 ครั้งถึงหรือเปล่าก็ไม่รู้

สามีเองก็ยังเคยพูดว่า จะเอาไปขายดีไหม ถ้าเธอยังไม่เอามันออกไปปั่นบ้าง



ก็แหม ไม่รู้จะปั่นไปไหนนี่หว่า

ถ้าไปซุปเปอร์ฯ ส่วนใหญ่ก็ไปกับสามี

บางทีก็เดินไปบ้าง แต่แค่ครั้งเดียวมั้ง

เคยปั่นจักรยานไปแค่ 2-3 ครั้งน่าจะได้



ถ้าจะให้ปั่นไปโรงเรียนนี่เลิกพูดค่ะ อิฉันไม่ปั่นเด็ดขาด

เพราะว่าบ้านห่างจากรร.ประมาณ 7-8 กม.

ขอบอกเลยค่ะว่าอิฉันไม่สามารถค่ะ



เคยปั่นไปไกลที่สุดก็น่าจะราว ๆ 6 กม.

ระยะแค่นี้อิฉันล่อไปครึ่งชม.น่าจะได้ หรือไม่ก็เกินนั้น

แถมปั่นไปน้ำตาก็ไหลไป เพราะลม

ปั่นไปเช็ดน้ำตาไป ไม่ไหวค่ะ



อีกอย่างที่ไม่อยากปั่นจักรยานก็คือ

กลัวว่าจะปั่นผิดทางค่ะ


หลาย ๆ ที่ในเนเธอร์แลนด์ เขาจะมีช่องสำหรับจักรยานอย่างชัดเจนค่ะ

แต่บางแห่งอาจไม่มีค่ะ นี่เลยทำให้เราลังเล ไม่กล้าปั่น กลัวโดนเขาด่าเอา

แต่แถวหมู่บ้านเราก็มีช่องทางสำหรับจักรยานบอกอย่างชัดเจนนะคะ

แล้วเราก็ถามสามีเพื่อความชัวร์อีกรอบว่า ตรงนี้ ๆ ปั่นได้ไหม



น้องที่รู้จักกันเคยเล่าให้ฟังว่า

เคยออกไปปั่นจักรยาน แล้วดันไปปั่นในที่ที่ไม่ใช่สำหรับทางจักรยาน

แล้วก็มีผู้ชายคนนึงเขาบอกว่า ตรงนี้ไม่ใช่ที่สำหรับปั่นจักรยานนะ

แล้วน้องเขาก็เลยไม่ขี่จักรยานอีกเลยตรงนั้น

เลยพาจักรยานจูงเอาแทนค่ะ เพราะกลัวปั่นผิดที่



นี่แหล่ะที่ทำให้เรากลัว ๆ ก็เลยไม่ค่อยอยากปั่นไปไหนที่เราไม่คุ้น




อย่าว่าแต่จักรยานเลยค่ะ แม้แต่การเดินเองก็ตาม

อิฉันเคยโดนเขาว่ามาแล้วค่ะ นึกแล้วก็ยังเสียเซลฟ์ไม่หาย



เรื่องของเรื่องก็คือว่า

สามีไปรับกลับจากที่ทำงานไม่ได้ เพราะติดธุระ เขาเลยส่งข้อความมาบอก

แต่เรามาเห็นเอาเมื่อออกมาจากที่ทำงานแล้ว ก็รอที่ข้างหน้า รอเขามารับ


สามีพี่แอร์ยังแซวเลยว่า สามีไม่มารับ


แต่ตอนนั้นยังไม่ได้อ่านข้อความ สรุปก็ต้องได้เดินกลับบ้านค่ะ

เพราะเขามารับไม่ทัน


เราก็เดินไปเรื่อย ๆ จนมาถึงถนนใหญ่

ก็ข้ามถนนไปเดินในช่องทางจักรยาน ซึ่งเป็นช่องทางสวนกัน

แล้วก็มีพื้นหญ้าอยู่ระหว่างช่องรถวิ่งและช่องสำหรับจักรยาน


เราก็เดินชิดขวามือเรา ก็พยายามเดินตัวลีบ ๆ ชิดพุ่มไม้ไว้

จะได้ไม่ขวาทางเขาเผื่อจักรยานขี่มา


เดินไปได้สักพัก ก็ได้ยินเสียงกริ่งดัง กริ้ง ๆ

เราก็นึกว่าเด็กที่ทำงานด้วยกันคงกดกริ่งรถจักรยานแซว

ก็เลยไม่ได้หันไปมอง


แต่จริง ๆ แล้ว เป็นผู้ชายคนนึงที่เขาขี่จักรยานมาทางข้างหลังเรา

พอเขาขี่มาใกล้ ๆ เรา เราก็ได้ยินเขาพูดอะไรบางอย่าง

พอเขาเริ่มขี่ผ่านเราไป เราก็เห็นเขาชี้มือไปทางข้างซ้าย

เราฟังไม่รู้เรื่องหรอกว่าเขาพูดว่าอะไร แต่เดาได้จากการที่เขาชี้มือและคำพูดบางคำที่เราได้ยิน



เขาบอกเราว่า เราต้องไปเดินชิดด้านขวามือเรา อย่ามาเดินทางซ้ายมือ



ตายห่า เอาล่ะสิ โดนด่าแล้วไหมหล่ะตรู

ในใจก็คิดไปว่า แล้วถ้าฉันเดินชิดตรงข้างทางขวามือ

แล้วเกิดเดินเหยียบขี้หมาไปทำไงฟะ ใครรับผิดชอบ

หมายถึงว่าหากเดินแล้วหญ้ามันบดบังกองขี้หมา

แล้วเราเกิดไม่เห็นกองขี้หมาขึ้นมาอ่ะนะ



ตอนนั้นก็เสียเซลฟ์แล้วอย่างแรง ไม่อยากเดินอีกต่อไป

แต่ก็ต้องทนเดินต่อไป เดิน ๆ ก็น่าจะราว ๆ 20 - 30 นาทีน่าจะได้กว่าจะถึงบ้าน

ก็เลยโทรเล่าให้น้องคนที่เราเล่าไปข้างต้นฟัง บอกว่าเราโดนเขาบอกมาแบบนี้ ๆ แหล่ะ


น้องบอกว่า อารมณ์เดียวกันเลยเจ้ เสียเซลฟ์อย่างแรง



ก็แหม อยู่เมืองไทยเราเคยเดินแต่ตรงทางเดินเท้า ไม่เคยเดินตรงถนนแบบนี้นี่หว่า

แล้วเราก็ไม่รู้จริง ๆ ว่าที่ถูกต้อง เราควรเดินตรงฝั่งตรงข้ามกับรถ

เพื่อที่เราจะได้เห็นรถที่สวนเรามาได้

อันนี้พี่ ๆ เขาบอกมาหลังเราเล่าให้เขาฟัง


น่านไงหล่ะ ฉลาดขึ้นอีกเป็นกองเลยไหมหล่ะตรู




แต่หลังจากวันนั้น ขอโทษเถอะครับ

เราก็ยังเห็นมีคนบางคน ก็ยังเดิน วิ่ง ในฝั่งขวามือเหมือนเราก็มี

เราเห็นประมาณ 2-3 ครั้งหลังจากวันนั้น


เราเลยบ่นกับสามีว่า


ไรวะ ทีตรูเดินฝั่งขวามือ ก็มีคนมาาบอกให้เดินทางซ้ายมือ

ทีคนพวกนั้นเดิน วิ่งฝั่งขวามือ ไม่เห็นมีใครมาบอกให้เดิน ให้วิ่งทางซ้ายเหมือนฉันมั่งเลย






เพิ่มเติมเรื่องการขี่จักรยานยามค่ำคืนค่ะ

การขี่จักรยานตอนกลางคืน มืดที่นี่นั้นต้องมีไฟหน้ารถนะคะ

ไม่งั้นถือว่าผิดกฎค่ะ อาจถูกปรับเอาได้



เราเองก็เพิ่งรู้มาเมื่อเดือน 2 เดือนก่อน พี่เล็กเล่าให้ฟังค่ะ

เพราะแฟนแกเอาจักรยานไปใส่ไฟหน้ารถให้ แล้วแกมาบ่นให้ฟังว่าราคารับไม่ได้

แกเจอไป 50 ยูโร กะอีแค่ใส่ไฟจักรยานกับดูรถให้อีกนิดหน่อย

ประมาณนั้นนะคะ จำรายละเอียดไม่ได้เหมือนกัน

ตอนแกเล่าให้ฟังนั่นแหล่ะ ถึงรู้ว่าถ้าปั่นยามค่ำคืนแล้วไม่มีไฟนี่ผิด





บรรดาจักรยานที่จอดอยู่ในห้องเก็บของค่ะ

เป็นของสามี 3 คันค่ะ จาก 4 คัน

เพราะขายไปแล้ว 1 คันเมื่อปีก่อน




จักรยานเราเองค่ะคันนี้ ถอดตระกร้าออกไว้ข้างหลัง







ท้ายรถจักรยานส่วนใหญ่ที่เราเห็นจะเป็นแบบนี้แหล่ะค่ะ

ไม่มีเบาะนิ่ม ๆ เหมือนบ้านเรา นั่งทีเจ็บก้นชะมัด




ที่ล็อคจักรยานค่ะ






Create Date : 03 มกราคม 2554
Last Update : 3 มกราคม 2554 18:33:48 น. 22 comments
Counter : 2876 Pageviews.

 
เร็วจังเลยนะเปิ้ล 1 ปี ดังคำที่เขาว่าวันและเวลาไม่รอใคร ขอให้มีความสุขกับปีใหม่ และทุกวันนะจ๊ะ


โดย: พี่นุช IP: 124.121.253.224 วันที่: 3 มกราคม 2554 เวลา:11:02:13 น.  

 
สวัสดีปีใหม่ค่ะน้องเปิ้ล
พูดถึงเรื่องปั่นจักรยาน เด็ก ๆ ในหมู่บ้านพี่
ถ้าเริ่มเรียนมัธยม( อายุ12) จะต้องไปเรียนที่ตัวเมือง
เค้าจะปั่นจักรายานไปกันค่ะระยะทางแต่ 15 ก.ม.เอง
ถ้าไป-กลับวันนึงก็ 30 ก.ม ไปโรงเรียน 5 วันต่อสัปดาห์
คิดเองสัปดาห์นึงเด็ก ๆ ในโพลเดอร์ปั่นจักรยานกี่ก.ม อิ..อิ..
ยกเว้นฤดูหนาวรึวันที่ฝนตกหนักเค้าถึงจะนั่งรถบัสไปกันค่ะ
พี่เองยังนึกอยู่ถ้าธัญญาอายุ 12 ต้องไปเรียนมัธยม
ก็ต้องปั่นจักรยานไปแบบนี้สงสารลูกจังค่ะ
แต่ป๊าเค้าบอกว่า ชีวิตที่นี่ก็แบบนี้แหละ
เค้ากะพี่ ๆ ก็ทำแบบนี้มาก่อน
อ้อ...คนที่นี่เค้ามีรถยนต์กันทุกบ้านนะคะ
แต่พ่อแม่ไม่ไปส่งลูกไปโรงเรียนนะ ต่างกับเมืองไทยมากมาย


โดย: Tanja-nl วันที่: 3 มกราคม 2554 เวลา:13:11:35 น.  

 
สวัสดีปีใหม่จ้ะ นู๋เปิ้ล

อืม..เพิ่งรู้เหมือนกันว่า เรื่องเดินบนถนนจักรยานที่นี่ เราต้องเดินฝั่งตรงข้ามกับรถ งั้นที่พี่เดินอยู่ทุกวันเนี่ย ก็ผิดทางอ่ะดิ
เคยมีจักรยานมาข้างหลังกดกริ่งใส่เหมือนกัน
เราก็คิดว่า เค้าส่งเสียงเตือนเราเดินให้ปกติ อย่าเปลี่ยนทางไปซ้ายหรือขวา เค้าจะชนเอา

เรื่องจักรยานกับพี่เนี่ย เป็นเรื่องยาวเหมือนกันล่ะ
ยังขี่ไม่เป็น แต่มีจักรยานตั้งสองคันแล้ว..กร๊ากส์


โดย: Sao'Padlung วันที่: 3 มกราคม 2554 เวลา:15:51:27 น.  

 
สวัสดีค่ะพี่ไก่

จริงด้วยนะคะพี่ว่าเด็กที่นี่ปั่นจักรยานกันเป็นเรื่องปกติธรรมดามาก ๆ

ถ้าเป็นหนู ไกล ๆ แบบที่ธัญญาต้องเจอ หนูขอลาค่ะพี่ ไม่ไหวจริง ๆ


โดย: อารีรัตน์ วันที่: 3 มกราคม 2554 เวลา:18:37:16 น.  

 
เหตุผลที่ฝรั่งหลายๆคนจอดจักรยานแล้วขาไม่ถึงพื้น เพราะ เวลาปั่นเป็นระยะทางไกลเข่าจะไม่งอมากครับ และ มันไม่เมื่อยด้วย(ถูกหลักกายภาพ)ครับ อยู่ที่ไทยผมก็ปั่นจักรยานไปเรียนครับ(อันตรายสุดๆครับนั่นในกรุงเทพ) มาอยู่อังกฤษก็ซื้อมาใช้เช่นกันครับ ออกกำลังกายดีครับ เอามาปั่นบ่อยๆนะครับ เดี๋ยวจักรยานมันเหงา ส่วนค่าแรงต่างประเทศทำใจอย่างเดียวครับ


โดย: บอล IP: 81.100.212.192 วันที่: 3 มกราคม 2554 เวลา:19:52:14 น.  

 
คุณเปิ้ล สวัสดีปีใหม่นะจ๊ะ เข้ามาเยี่ยมบล๊อก
อ่านแล้วก็มานั่งนึกๆ เออ เราก็เดินผิดฝั่งตลอดเหมือนกันเลยนี่หว่า กร๊ากก โดนจักรยานกดกริ่งไล่ด้วย แต่ยังไม่รู้เรื่อง คิดว่าเดินขวางเค้า เวนนน
เรื่องจักรยากเราเคยขี่หนนึงนานมากแล้วตอนมาวีท่องเที่ยว โอย ลำบาก ขาก็ไม่ถึงพื้น ตัวเราก็เตี้ย และก็ไม่มีเบรค เราเลยใช้ขาเราเนี่ยแหละเบรค โดยการที่ลงมาจากอาน
ตอนนี้เลยไม่เอาดีกว่าจักรยาน เดินและขึ้นรถเมล์ รถไฟต่อไป อิอิ


โดย: จูน (หมีขาวน้อย ) วันที่: 3 มกราคม 2554 เวลา:21:27:03 น.  

 
แวะมาบ้านน้องเปิ้ลอีกรอบ
อยากเม้าท์เรื่องจักรยานไม่มีเบรค 55
เค้าก็มีแหละ แหม...แต่เป็นเบรคที่บันไดจักรยานไง
แบบกระแตกถอยหลัง ก็จะเบรค จริงๆ ดีสะดวกนะ
ตอนหนาว ๆ เบรคมือมันแข็งไง แล้วมือเราก็แข็งด้วย
ปั่นบ่อย ๆ เดี๋ยวก็ชินค๊า..คุณน้อง
ตอนหัดใหม่ ๆ พี่เองก็จะล้ม ทุกทีเพราะขาไม่ถึงพื้น
ที่ต้องหัดเพราะจักรยานคันนี้ได้มาฟรี มีคนให้มา
เอาไว้ไปจอดที่ท่ารถในเมือง หายจะได้ไม่เสียดาย
เวลานั่งเมล์ไปถึงในเมืองก็จะได้ใช้ ไม่ต้องเดิน
อีกคันที่บ้าน เบรคมือค่อยกล้าเอาธัญญานั่งซ้อนท้าย
ส่วนคันเบรคเท้านี้ ไม่กล้าเอาลูกไปด้วยกลัวปั่นแล้วล้ม


โดย: มาม่าธัญญา IP: 94.212.237.68 วันที่: 4 มกราคม 2554 เวลา:1:08:54 น.  

 
ปั่นจักรยานของที่นี่เราต้องรู้กฎของเขาด้วยเด็กรุ่นใหม่ๆต้องเรียน ถ้าเราไม่รู้พยายามปั่นชิดขวามือไว้เพราะเขาจะได้แซงซ้ายไปได้ ส่วนคนเดินก็ห้ามเดินบนทางจักรยานให้เดินบนฟุตบาทเเทน แต่ถ้าไม่มีจริงๆให้เดินทางขวาจักรยานจะได้ปั่นแซงซ้าย จักรยานก็ห้ามปั่นบนฟุตบาทต้องจูงเอา และระวังเรื่องทางวันเวย์ของจักรยาน ยกเว้นมีเส้นขาวเเบ่งกลางถึงจะปั่นสวนทางได้ ถ้าไม่มีก็เป็นวันเวย์ต้องข้ามถนนไปอีกฝั่ง ปั่นชิดขวาตลอดดีสุดเลยจ้ะ ระวังเรื่องปั่นจักรยานข้ามถนน เมื่อเราเห็นสัญญาณลูกศรสีขาวๆบนพื้นถนนหันเข้าหาตัวเรา หมายถึงเราต้องหยุดรอให้รถยนต์หรือรถทางขวามือไปก่อน ระวังเรื่องให้สัญญาณมือเลี้ยวขวาเลี้ยวซ้ายด้วยนะเดี๋ยวรถข้างหลังชนตูดเอา ปั่นไปเรื่อยๆเราจะเริ่มเรียนรู้ไม่ต้องกลัวนะ ได้ออกกำลังกายด้วย ประหยัดเงินค่ารถเมย์อีกต่างหาก


โดย: makampom-ta IP: 80.57.155.216 วันที่: 4 มกราคม 2554 เวลา:17:24:05 น.  

 
ใช่ๆ มีจักรยานที่ต้องเบรคแบบปั่นถอยหลังเหมือนกัน
ไม่ชอบมากมาย เลยแกล้งลืมที่ห้องเก็บของ

ไปไหนก็อาศัยเดินเอา ไปโรงเรียนก็เดิน ไปซื้อของก็เดิน
ตอนนี้เลยชอบเดินไปแล้วจ้า

สวัสดีปีใหม่ย้อนหลังนะเปิ้ล

แล้วก็เสียใจด้วยเรื่องคุณปู่
เดินทางกลับฮอลแลนด์โดยปลอดภัยนะจ๊ะ


โดย: น้องบึ๋ย วันที่: 5 มกราคม 2554 เวลา:1:39:33 น.  

 
สวัสดีปีใหม่เช่นกันจ้า ขอให้มีความสุขสมหวังทั้งการงานเรื่องเรียนและครอบครัวนะจ๊ะ สุขภาพแข็งแรงเช่นกันจ้า
เออ เรื่องจักรยานเนี่ย พี่ก็ซื้อมือสองเหมือนกันแต่ของพี่มีเบรคมือด้วยพี่ก็เพิ่งรู้นะเนี่ยว่าเขามีเบรคแบบนี้ด้วย พี่ชอบขี่จักรยานมากบางวันไปไกลยี่สิบสามสิบโลกันเลย ทุกวันนี้ก็ยังใช้อยู่พี่ว่าสะดวกดีนะคล่องตัว และประหยัดตังด้วยล่ะ


โดย: Goedmorgen52 วันที่: 6 มกราคม 2554 เวลา:15:25:20 น.  

 
สวัสดีปีใหม่ค่ะ เราเจอปัญหาเดียวกันเลย ขาหยั่งไม่ถึงพื้น ต้องคอยปรับเกียร์อีกตะหาก ค่าใช้จ่ายใส่ไฟท้ายรถแพงค่ะ แต่ก็ดีกว่าเจอค่าปรับนะค่ะแพงกว่าอีก เพื่อนแม่นกที่เบลเยียมเจอมาแล้ว 150 ยูโร หน้ามืดไปเหมือนกัน


โดย: Nokske วันที่: 8 มกราคม 2554 เวลา:5:03:25 น.  

 
Happy new year 2011 ค่ะ ขอให้คุณอารีรัตน์และครอบครัวมีสุขภาพแข็งแรงและมีความสุขมากๆนะคะ

เรื่องจักรยานเจนเป็นอีกคนที่ชอบมากๆ บรรยากาศมันดีกว่ามอเตอร์ไซค์ค่ะ ใช่ที่เมืองไทยมีเบรคด้วยแต่ไม่เคยรู้ว่าที่นู่นเค้าไม่มีเบรคเนาะเพราะราคานี่เอง

เป็ฯอย่างไรบ้างคะ สบายดีนะคะ


โดย: ภายใต้ วันที่: 8 มกราคม 2554 เวลา:9:56:18 น.  

 
Happy New year ka ^__^
Takky อีกแล้วคะ นานแล้วคะเมื่อปีที่แล้ว พอดีจะไป Holland อีกรอบคะ แต่พอเจอ ไปสมัคร วีซ่า เปลียนหน้าตา งง เลย อยากถามคุณอารีรัตน์ นิดหนึ่งอะคะ ส่งเป็นเมลล์ไปให้ดีกว่านะคะ


โดย: Takky IP: 125.27.9.12 วันที่: 8 มกราคม 2554 เวลา:12:30:04 น.  

 
สวัสดีค่ะคุณอารีรัตน์

เมื่อวานเจนไปทำบุญเพื่อปล่อยดวงชงของตัวเองที่วัดมังกรมาค่ะ แถวเยาวราชคนเยอะมากๆเลย พอทำเสร็จแล้วก็รู้สึกตัวเองเย็นขึ้นและก็สุขขึ้นค่ะ ก่อนทำนี่เจนรู้สึกเหนื่อย เบื่อ ขัดหูขัดตาไปหมด หรือจะเป็นเพราะนี่คือที่พึ่งทางใจหรืออย่างไรก็ไม่รู้ค่ะ
พอไปมาแล้วก็เลยแวะเอาเกร็ดเล็กๆน้อยๆมาฝากนะคะ

ปีที่ต้องเตรียมตัวมากสักนิดเพราะท่านชงกับคุณกระต่ายนะค่ะ
1.ปีชวด
2.ปีเถาะ
3.ปีมะเมีย
4. ปีระกา ต้องเตรียมตัวมากสุดค่ะ


แนะนำสถานที่ที่จะต้องไปเตรียมตัวนะค่ะ

1. วัดมังกร ที่วัดมังกรนี้ก็จะมีแผ่นพับและเครื่องสักการะให้เราเขียน ชื่อ และ นามสกุล วันเกิด เวลาตกฟากเราใส่ลงไปและ ขอพร หลังจากนั้นนำมาปัด ทุกข์ออกจากร่างกาย และฝากท่านไว้ที่วัด ก่อนตรุษจีน พระที่วัดมังกรท่านจะสวดและขอพรให้เราพ้นเคราะห์ค่ะ เป็นอันเสร็จพิธีของเรา

2.วัดต่างๆทั่วประเทศ ทำสังฆทาน ทำบุญต่างๆ ชำระหนี้สงฆ์/หรือซื้อแปรง+น้ำยาขัดห้องน้ำไปขออนุญาติวัดที่ไหนขัดทุกห้องในวัดก็ได้ค่ะตามสะดวก
3.หรือจะไปทำบุญซื้อโลงศพ / บริจาคที่มูลนิธิต่างๆก็ได้ ทำบุญราคาโลงพร้อม ผ้าห่อศพ ประมาณ 650 บาท ค่ะ

3.ทำบุญกับ พ่อ และแม่ด้วยนะคะ เป็นบุญอันประเสริฐ ที่สุดแล้วค่ะ เหนือสิ่งอื่นใดไม่มีกว่านี้แล้วค่ะ

ตามแต่สะดวกนะค่ะ สำหรับท่านที่ไม่ชงก็สามารถทำเพื่อเสริมเพิ่มบารมีให้ตนเองได้น่ะค่ะ




โดย: ภายใต้ วันที่: 10 มกราคม 2554 เวลา:9:26:12 น.  

 
สวัสดีค่ะคุณอารีรัตน์ หนาวมั้ยคะอยู่ทางนี้

คลิกที่รูป เพื่อเอาโค้ดรูปนี้ไปแปะ

คลิกที่รูป เพื่อเอาโค้ดรูปนี้ไปแปะ






โดย: ภายใต้ วันที่: 11 มกราคม 2554 เวลา:13:49:32 น.  

 


โดย: ภายใต้ วันที่: 12 มกราคม 2554 เวลา:10:49:52 น.  

 
แวะเอาผลไม้แก้ง่วงมาฝากค่ะ




ปลายปีที่แล้วเพื่อนร่วมงานแต่งงานกันเยอะค่ะ พอมาเดือนนี้ก็เริ่มมีอาการแพ้ท้อง หัวหน้าก็เลยจัดอาหารโปรดมาให้คุณเธอกันค่ะ ส่วนเรานั้นก็อาศัยกินแก้ง่วงอ่ะค่ะ



ทักทายยามบ่ายวันพฤหัสบดีค่ะ


โดย: ภายใต้ วันที่: 13 มกราคม 2554 เวลา:14:15:29 น.  

 


โดย: ภายใต้ วันที่: 14 มกราคม 2554 เวลา:13:45:09 น.  

 
มีกันหรือยังคะ ^_^

สัญญาณที่บ่งบอกว่าเจอเนื้อคู่




เราอาจจะพบปะผู้คนมากมาย แต่จะมีซักกี่คนที่รู้สึกยังงี้

1. ครั้งแรกที่เจอกันจะรู้สึกคุ้นหน้าเหมือนเคยเจอกันมาก่อนแต่นึกไม่ออกว่าใคร

2. เวลามองหน้ากันใจเหมือนโดนอะไรบางอย่างสะกิด

3. ครั้งแรกที่คุยรู้สึกว่าเรามีอะไรเหมือนกันอย่างน่าตกใจ ทำให้การสนทนาไหล่ลื่นจนลืมเวลา

4. รู้สึกแปลกๆ จิตใจเริ่มกระอักกระอ่วน ทำไมคิดถึงและอยากเจอ

5. เวลานึกถึงเค้าจะโทรหรือไม่ก็โผล่มาพอดี





เคล็ดลับรับมืออาร์ตตัวแม่

1. สูดลมหายใจเข้าออกลึกๆ ช้าๆ ก่อนเข้าเผชิญหน้า

2. พยายามพูดคุยให้กระชับได้ใจความมากที่สุด

3. ตัดบทแบบนิ่มๆ เช่น สรุปเนื้อหาสำคัญๆ ที่คุยไป

4. เมื่อรู้สึกเครียดหลังการเผชิญหน้า ควรเปลี่ยนสถานที่เพื่อลดความเครียด เช่น เดินไปดื่มน้ำเย็น ไปคุยกับคนอื่นที่อารมณ์ดี มองบรรยากาศเขียวๆ ธรรมชาติร่มรื่นหรือเดินไปหาขนมหวานๆ กิน

5. ระลึกไว้เสมอว่า ปัญหาอยู่ที่เขา ไม่ใช่เรา

6. หาที่ระบายโดยการคุยกับเพื่อนร่วมงาน

7. อ่านหนังสือธรรมะช่วยให้ปลง ปล่อยวาง และไม่เก็บเป็นอารมณ์

8. มีเมตตากับเขา เปลี่ยนความคิดเป็นเห็นอกเห็นใจเขา แล้วเราจะไม่เครียดการพูดคุยกับอาร์ตตัวแม่ ควรเน้นการสื่อสารที่ใช้เหตุผล ไม่ใช้อารมณ์ และใช้ความอดทนมากกว่าปกติ ถ้าลังเลว่าทำอะไรผิดให้พิจารณาตัวเอง ถ้าทำดีอยู่แล้ว แต่ถูกตำหนิ ควรลบความรู้สึกผิดออกไป การอยู่ในที่ทำงานเดียวกันควรรักษาสัมพันธภาพที่ดีกันไว้ เพราะอาร์ตตัวแม่ก็คนๆ หนึ่งที่ต้องมีข้อดีหรือความน่ารักเหมือนกัน


ไหนๆ ก็หนีตัวแม่ไม่ได้อยู่แล้ว การเผชิญหน้าด้วยความมีสติและความประนีประนอมอย่างที่สุด ย่อมทำให้ตัวแม่ใจเย็นลงได้ ถึงแม้เราจะหนีเค้าไม่พ้น แต่เราเลือกที่จะอยู่กับเขาอย่างสันติได้ ด้วยการใช้ชีวิตอย่างอย่างไม่เอาอารมณ์เป็นใหญ่ ที่สำคัญคุณก็ต้องไม่ทำตัวเป็น "ตัวแม่" ตัวใหม่ด้วยนะคะ เดี๋ยวเค้าจะหาว่าว่าแต่เขา สุดท้ายก็อิเหนาเป็นเอง


เข้ามาทักทายแบบ 2 รส 2 เรื่องกันเลยทีเดียวค่ะ พักเที่ยงไปแล้วอาหารอร่อยดีนะคะ ช่วงนี้หนาวแล้ว รักษาสุขภาพด้วยนะคะ เห็นกรมอุตุบอกว่าจะหนาวขึ้นอีก ยังไงก็ดูแลตัวเองด้วยค่ะ




โดย: ภายใต้ วันที่: 18 มกราคม 2554 เวลา:13:29:48 น.  

 
อาหารเช้าของคนป่วยที่น่าสงสารต้องมานั่งทำงานทุกวันค่ะ หัวหน้าก็เลยให้น้ำเต้าหู้มา 1 ถุง กับ สตอเบอรรี่ 1 จาน ส่วนขนมนั้นซื้อเองค่ะ
เมื่อวานงานยุ่งกันมากๆ เหลือบไปมองพี่ที่เคยช่วยเราหยิบนั่นหยิบนี่ พูดง่ายๆก็ช่วยเหลือกัน เวลาเราว่างเราก็ช่วยเค้า เวลาเค้าว่างก็ช่วยเราบ้าง 5555 พอเมื่อวานมองพี่เค้าด้วยหางตาประมาณว่าช่วยฉันด้วย help me please พี่เค้าก็ตอบกลับมาด้วยหางตาว่า ฉันก็ยุ่ง อย่ามายุงได้ใหม 555 กลับกันเย็นเลยค่ะเมื่อวาน



พอเช้ามาพี่ที่สนิทกันเค้าโทรมาเล่าให้ฟังว่าไปดูหนังที่เทศกาลหนังฟรีที่ Central word มาแล้วเจอพี่หมิว ลลิตากับสามีเค้า น่ารักมากๆ พี่เค้าก็บอกว่าฉันไม่อยากกวนเวลาแกทำงานนะแค่อยากเล่าไปหล่ะ เราก็เออนะ เราเจอพี่ดอมกับภรรยาเค้าที่ สยามพารากอนด้วยนะ ยังไม่ได้เล่าเลยพี่เค้าไปซะแล้ว มาเร็ว ไปเร็ว จริงๆ สมกับเป็นจัดซื้อสาว จริงๆ


5 วิธีฟิตสมองในตอนเช้า



1. หลับตาอาบน้ำ เปิดก็อกน้ำ ปรับความแรงหรืออุณหภูมิของน้ำโดยใช้ประสาทสัมผัสและความรู้สึก (อย่าลืมฝึกวิธีปรับอุณหภูมิให้แม่นก่อนลงมือเพื่อป้องกันน้ำร้อนลวกตัว) หลับตาใช้มือสัมผัสหาอุปกรณ์อาบน้ำ จากนั้นจึงล้างหน้า อาบน้ำหรือโกนหนวด

2.เกมสลับมือ ขยับสมอง ฝึกใช้มือข้างที่คุณไม่ถนัด แปลงฟัน หมุนฝาหลอดยาสีฟันและป้ายยาสีฟันบนแปรง อาจใช้วิธีนี้กับกิจกรรมยามเช้าอื่นๆ ...การฝึกลักษณะนี้เป็นการกระตุ้นสมองส่วนที่ไม่ค่อยได้ใช้งาน ให้เริ่มสั่งการเพื่อปฏิบัติกิจกรรมต่างๆ ที่สมองซีกนี้ไม่ค่อยมีส่วนร่วม มีการวิจัยพบว่าการฝึกเช่นนี้ส่งผลให้วงจรและเครือข่ายสมองในส่วนเยื่อหุ้ม สมองคอร์แทกซ์ที่ทำหน้าที่ควบคุม และรับส่งคำสั่งจากมือ มีการขยายตัวอย่างมากและในอัตราที่รวดเร็ว หรืออาจลองทำสิ่งต่างๆด้วยมือข้างเดียว ก็ได้

3. อยู่ในโลกไร้เสียง

4. เช้าวันธรรมดาที่ไม่ธรรมดา ลองเลือกกิจกรรมต่อไปนี้หนึ่งหรือสองข้อ แต่ไม่ควรทำหมดทุกข้อในเช้าวันเดียวกัน

• สลับลำดับกิจวัตรตอนเช้า เช่น ถ้าคุณเคยแต่งตัวก่อนกินข้าว ลองเปลี่ยนมากินข้าวก่อนแต่งตัว

• ถ้าคุณเคยรับประทานกาแฟกับขนมปังทุกเช้า ลองเป็นข้าวโอ๊ตและชาสุขภาพ หรืออาหารอื่นบ้าง

• เปลี่ยนเสียงนาฬิกาปลุก
• เปลี่ยนเส้นทางที่จะเดินทางไปทำงาน

5. เซ็กซ์ สุดยอดกิจกรรมออกกำลังสมอง ความตื่นเต้นระทึกใจจากกิจกรรมแปลกใหม่ เป็นหัวใจหลักของการเร้าอารมณ์รักโดยเฉพาะในคู่สมรสที่แต่งงานมานาน เพราะช่วยให้คู่รักพบกับความท้าทายและตื่นเต้นจากประสบการณ์ทางเพศแบบใหม่ ใช้จินตนาการและดึงอารมณ์ความรู้สึกทุกส่วนออกมาปรับใช้ เช่น สวมชุดนอนผ้าไหมที่ให้ความรู้สึกสัมผัสที่เรียบลื่น โรยกลีบกุหลาบหอมกรุ่นบนเตียง นวดสัมผัสกันและกันด้วยน้ำมันหอมระเหย หรือสร้างบรรยากาศด้วยเสียงเพลงโรแมนติค

เซ็กซ์ที่ดีนับเป็นการออกกำลังสมองที่ดี ฟังดูอาจเป็นการสรรเสริญเยินยอกิจกรรมบนเตียง แต่ในความเป็นจริงแล้วไม่ได้เป็นการกล่าวเกินจริง เพราะในกิจกรรมร่วมรักมีการใช้ประสาทสัมผัสทุกอย่างที่ก่อให้เกิดการกระตุ้น ในวงจรสมองทุกส่วนรวมทั้งวงจรที่รับรู้เรื่องอารมณ์

สวัสดีค่ะคุณอารีรัตน์ สบายดีนะคะ


โดย: ภายใต้ วันที่: 20 มกราคม 2554 เวลา:11:00:05 น.  

 


copy flie มาจาก fb ของน้องชายค่ะ เค้าจะแต่งงานแล้ว เพื่อนๆของน้องเค้าก็ส่งนั่น นี่มาให้ตลอดเห็นภาพนนี้น่ารักดีก็เลยเอามาฝากค่ะ เป็นสถานที่ท่องเที่ยวสุดโรแมนติกในเมืองไทยที่คู่รักน่าจะพากันไปดื่มด่ำความสุขค่ะ เห็นแล้วก็อดที่จะเก็บมาฝากไม่ได้ น่ารักดีเนาะ

Have a nice day นะคะ


โดย: ภายใต้ วันที่: 24 มกราคม 2554 เวลา:14:30:56 น.  

 
แวะมาทักมายครับ


โดย: คนเคยผ่านมหาสมุทร วันที่: 26 มกราคม 2554 เวลา:13:06:05 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

อารีรัตน์
Location :
N/A Netherlands

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 16 คน [?]




เปิดอ่านได้ทุก Group Blog เลยนะคะ ไม่หวงค่ะ
เพราะตั้งใจเขียน Blog มาเพื่อให้ทุกคนอ่าน
เผื่อจะเป็นประโยชน์กับผู้อื่นบ้าง
เลยอยากแบ่งปันเรื่องราวให้รับรู้กันค่ะ



ภาพใด ๆ ในบล็อกนี้ หากต้องการนำไปใช้
กรุณาช่วยขออนุญาตเจ้าของบล็อกก่อนนะคะ
ขอบคุณค่ะ
New Comments
Friends' blogs
[Add อารีรัตน์'s blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.