HAVE A NICE DAY!
Group Blog
 
 
พฤศจิกายน 2552
 
1234567
891011121314
15161718192021
22232425262728
2930 
 
16 พฤศจิกายน 2552
 
All Blogs
 

Nagoya Grampus ยังมุ่งมั่น แม้ในวันที่ไม่มีแวนเกอร์

Nagoya Grampus (名古屋グランパス Nagoya Guranpasu)





นาโกย่า แกรมปัส เอจท์ เริ่มก่อตั้งในกลางปี 1950 ในรูปแบบทีมฟุตบอลของบริษัท โตโยต้า มอเตอร์ อย่างไรก็ตามการแกะรอยตามหาประวัติศาสตร์ของสโมสรต้นกำเนิดก็ทำได้ยาก เนื่องจากหลายส่วนได้ถูกลบเลือนลงไปอย่างมาก และยากที่จะหาข้อมูลในรูปแบบของเอกสารอย่างเป็นทางการในแกรมปัส เกี่ยวกับ สโมสรโตโยต้า มอเตอร์ บางทีส่วนหนึ่งอาจจะเกิดจากการที่ โตโยต้า มอเตอร์ส ไม่ได้เป็นเจ้าของธุรกิจอุตสาหกรรมยานยนต์เพียงรายเดียวที่ให้การอุปถัมภ์ค้ำชูแกรมปัส หากแต่มีการสนับสนุนทางด้านแหล่งเงินทุนให้กับแกรมปัสจากบริษัทผู้ผลิตเครื่องยนต์เจ้าต่างๆ หลายๆ เจ้าร่วมกัน (โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ผู้ผลิตเจ้าใหญ่ๆ เจ้าอื่น เช่น มิทซึบิชิ และ นิสสัน) แต่ไม่ว่าจะเป็นเพราะสาเหตุใด แกรมปัสในวันนี้เป็นสิ่งที่แตกต่างไปจากสโมสรเริ่มต้นเป็นอย่างมาก


วาฬเพชรฆาต มาสคอตของทีม


สโมสรโตโยต้า ประสบความสำเร็จพอสมควรใน Japanese Soccer League (JSL) และทีมเคยเป็นหนึ่งในสมาชิกผู้ร่วมก่อตั้ง เจ ลีค ขึ้นในปี 1993 ชื่อของ “แกรมปัส” ถูกนำมาจาก ลักษณะของ สัตว์ประหลาดที่มีหัวเป็นสิงห์โตแต่มีตัวเป็นปลา (shachihoko (鯱)) ที่ติดอยู่บนส่วนปลายของส่วนบนสุดของหลังคาปราสาทหรือวัดเก่าแก่ เช่น ปราสาทนาโกย่า (Nagoya Castle) สถานที่ที่มีชื่อเสียงในเมืองนาโกย่า โดยคำว่า shachihoko หากเขียนเป็นตัวคันจิ (ตัวอักษรญี่ปุ่นโบราณ แปลงมาจากตัวอักษรของจีน) จะสามารถอ่านออกเสียงได้ 2 ลักษณะคือ shachihoko ซึ่งจะหมายถึงสัตว์ประหลาดดังที่ได้กล่าวมาแล้วนั้น กับ shachi ที่แปลว่า วาฬเพชรฆาต


ซาจิโฮโกะ ปลาประหลาดมีหัวเป็นสิงโต มีตัวเป็นปลา เป็นที่มาของชื่อ "แกรมปัส"


หลายปีที่ผ่านมา ทีมใช้ชื่ออย่างเป็นทางการว่า “นาโกย่า แกรมปัส เอจท” และมีเหตุผลมากมายที่ถูกอ้างอิงเพื่อใช้ในการอธิบายที่มาของคำว่า “เอจท” (Eight หมายถึง เลข 8) บางคนให้เหตุผลว่าหมายถึงหนวดของปลาหมึกยักษ์ที่มี 8 เส้น แต่ตั้งแต่นาโกย่า เลือกใช้ วาฬเพชรฆาตเป็นมาสคอต ทำให้คำอธิบายนี้ตกไป หลายปีต่อมา มีการอธิบายลงในเวปไซด์ของสโมสรว่า เอจท หมายถึง หลักแปดประการของพลเมืองชาวนาโกย่า แต่ก็หาคนที่ทราบหลักแปดประการตามที่ได้กล่าวอ้างนี้ได้น้อยมาก หรือจะเป็นตามที่บางเว็บไซด์ได้เสนอที่มาของคำว่า “เอจท” เอาไว้ว่าได้มาจากสัญลักษณ์หนึ่งของเมืองนาโกย่า คือ มารุฮาจิ (Maru-hachi) ซึ่งเป็นสัญญลักษณ์วงกลมข้างในจะมีเลขแปดแบบคันจิญี่ปุ่นอยู่ด้านใน นึกง่ายๆ ก็คือ เครื่องหมายก๊อปปี้ไรท์ (coppy right) นั่นแหละ เพียงแต่เปลี่ยนตัว C ที่อยู่ด้านใน ให้กลายเป็นตัวเลขแปดแบบคันจิแทน ซึ่งเลขแปดนี้เป็นสัญลักษณ์ประจำตระกูล “โอวาริ โทคุกาว่า” ซึ่งสืบสกุลมาจาก โยชินาโอะ โทคุกาว่า บุตรคนที่ 9 ของโชกุนเลยาสุ โทคุกาว่า ซึ่งได้อาศัยอยู่ในปราสาทนาโกย่าตั้งแต่ที่เริ่มสร้างเสร็จใหม่ๆ คือในปี 1616 จนถึงปี 1860 ทำให้ภาระกิจการหาเหตุผลมาอธิบายที่มาของคำว่า “เอจท” เหมือนจะเป็นภาระกิจที่ต้องทำควบคู่ไปด้วยกันมาตลอดหลังจากที่มีการเลือกใช้ชื่อนี้ แต่โดยปกติ คนทั่วไปและสื่อมักจะเรียกชื่อทีมสั้นๆ ง่ายๆ ว่า “นาโกย่า แกรมปัส” มากกว่า และ ในช่วงกลางปี 2000 ทีมได้เริ่มพิจารณาในการตัดคำว่า “เอจท” ออกไปจากชื่อทีม แต่ก็มาใช้ช่วงต้นปี 2008 เป็นปีทองในการตัดทิ้งคำว่า “เอจท” อย่างเป็นทางการและหันมาใช้ชื่อ “นาโกย่า แกรมปัส” แทนตั้งแต่นั้นมา


มารุฮาจิ (Maru-hachi) เลขแปดในวงกลม อาจจะเป็นที่มาของคำว่า "เอจท์" ในชื่อที่ถูกตัดทิ้งในภายหลัง


นาโกย่า เป็นทีมที่ลึกลับพอๆ กันกับแหล่งที่ม่าของชื่อทีม แกรมปัส เริ่มต้นด้วยการเป็นทีมที่ไม่แข็งแกร่งเท่าไหร่นัก แม้ว่าแฟนบอลในอังกฤษพอจะได้ยินชื่อของทีมนี้มาบ้าง จากการที่มีดาวดังอดีตกองหน้าทีมชาติอังกฤษอย่าง แกรี่ ลินิเกอร์ ร่วมทีมอยู่ แต่ก็ไม่ได้ให้ความสนใจอย่างเป็นจริงเป็นจังมากเท่าไหร่ เนื่องจากตอนที่แกรี่ ลินิเกอร์ เข้ามาร่วมทีมนาโกย่านั้นเขาก็มีอายุอานามมากเกินไปแล้ว และยังประสบกับปัญหาอาการบาดเจ็บอยู่เป็นประจำอีกด้วย ลินิเกอร์ลงสนามให้กับแกรมปัสได้ไม่กี่นัด โดยใช้เวลาส่วนใหญ่ไปกับการโพสท่าให้ถ่ายรูปและให้สัมภาษณ์กับสื่อมากกว่า และสุดท้ายก็จากนาโกย่าไปก่อนที่ เจ ลีค ฤดูกาลแรกจะจบลง จนกระทั่งในปี 1995 และ 1996 ที่นาโกย่า ได้นายใหญ่มาจากฝรั่งเศส ชื่อ อาแซน แวนเกอร์ และลินิเกอร์ถูกแทนที่ด้วย ดราแกน สตอย์โควิช นั่นทำให้ทีมเริ่มที่จะได้ลืมตาอ้าปากกับเค้าบ้าง ด้วยการที่นาโกย่าได้รองแชมป์ครึ่งฤดูกาลหลังใน เจ ลีค 1995 และคว้าแชมป์เอ็มเพอร์เรอร์ส คัพปิดท้ายฤดูกาล ทำให้แฟนๆ เริ่มคิดว่าพวกเขากำลังเดินอยูบนเส้นทางที่จะกลับไปสู่ความยิ่งใหญ่ในลีคได้อีกครั้ง แต่ปีต่อมาหลังการจากไปของ เวนเกอร์(ย้ายไปคุมสโมสรอาร์เซนอล ในอังกฤษ) ก็เป็นจุดตกต่ำของสโมสร ตรงกันข้ามกับความสำเร็จที่สโมสรโตโยต้าได้รับใน JSL แกรมปัสต้องอยู่ในช่วงกลางตารางในช่วงสิบปีแรกของลีค เพียงแค่ระยะเวลาไม่นานนักหลังจากเวนเกอร์จากไป ที่วาฬเพชรฆาตเริ่มมีชื่อเสียงทางด้านการเป็นทีมที่มีฟอร์มการเล่นที่ย่ำแย่สม่ำเสมอที่สุดในลีค


อาร์เซน แวนเกอร์ ยอดโค้ชแดนน้ำหอมที่พานาโกย่า แกรมปัสพอมีความหวังกับเค้าบ้าง ก่อนที่จะลาทีมไปคุมอาร์เซนอลจนกระทั่งปัจจุบัน


ในปี 1998 หลังการล่มสลายของ โยโกฮาม่า ฟลูเกลส์, นาโกย่า เองก็ได้รับเอาสตาร์ของฟลูเกลส์เข้ามาร่วมทีมหลายคน ตามทฤษฏีแล้วอย่างน้อย พวกเขาก็ดูเหมือนจะเป็นทีมที่พร้อมที่สุดทีมหนึ่งในลีค ผู้สันทัดกรณีหลายๆ ฝ่ายได้ฟันธงให้พวกเขาเป็นว่าที่แชมป์ในปี 1999 แต่อย่างไรก็ตาม แม้ว่าจะเต็มไปด้วยผู้เล่นพรสวรรค์สูงอยู่ในทีมหลายคน แต่ก็ไม่สามารถทำให้นักเตะเหล่านี้รวมกันเป็นหนึ่งเดียวได้ และแชมป์เดียวที่พวกเขาทำได้ ก็คือแชมป์เอ็มเพอร์เรอร์ส คัพ ปิดท้ายฤดูกาล 1999 เช่นเดียวกันกับสามปีต่อมา ที่พวกเขาถูกยกให้เป็นเต็งหนึ่งในการคว้าแชมป์ลีคอีกครั้ง และก็เหมือนกันกับในทุกๆ ปีที่พวกเขาพร้อมที่จะทิ้งความหวังของแฟนๆ และความเชื่อมั่นของผู้สนับสนุนด้วยผลงานในสนาม แน่นอนว่าแกรมปัสมีผู้เล่นดาวดังมากมายอยู่ในทีม เช่น ผู้รักษาประตูทีมชาติญี่ปุ่น ไซโกะ นาราซากิ, โมโตฮิโร่ ยามากุจิ, มิดฟิลด์และเพลย์เมคเกอร์ทีมชาติยูโกสลาเวีย (ในขณะนั้น) อย่าง ดราแกน สตอยโควิช, กองหน้าทีมชาติญี่ปุ่นเชื้อสายบราซิล ว๊ากเนอร์ โลเปซ, และตามมาด้วยดาราทีมชาติบราซิล เอสไล แปไรร่า ดา ซิลวา และดาราทีมโอลิมปิกญี่ปุ่น ทาคาฟุมิ โอกุโระ แต่ทีมก็กลับทำผลงานได้ไม่ค่อยดีนักเมื่อพิจารณาถึงขุมกำลังที่มีอยู่


ดราแกน สตอยโควิช อดีตจอมทัพผู้ที่ผันตัวเองมาเป็นผู้จัดการทีมในปัจจุบัน



รายชื่อผู้จัดการทีม ตั้งแต่อดีต จนถึงปัจจุบัน



ในปี 2001 แกรมปัสได้เริ่มที่จะปรับภาพลักษณ์ของทีมใหม่ โดยดราแกน สตอยโกวิช ได้ตัดสินใจแขวนสตั๊ดในช่วงกลางฤดูกาล ทีมได้เสริมกำลังด้วยผู้เล่นที่ฝากความหวังไว้ได้อย่าง เคอิจิ คาอิโมโตะ และ โทโมยุกิ ซากาอิ ทำให้ทีมจากที่เคยถูกมองว่า ต้องหวังพึ่งแต่ “สตาร์” เปลี่ยนไป แม้ว่าจะจบฤดูกาล 2001 ด้วยอันดับที่สาม แต่ก็เป็นครั้งแรกที่พวกเขาถูกมองว่าเล่นเต็มกำลังความสามารถของพวกเขาที่มี หรือบางทีก็ใกล้เคียง แกรมปัสหวังว่าจะได้ก้าวขึ้นไปอีกขั้นหนึ่ง ซึ่งก็คือการคว้าแชมป์ที่ห่างหายไปจากทีมมานานแสนนาน แต่หลังจากที่ทำผลงานเริ่มต้นได้ดีในฤดูกาล 2002 ทีมกลับล้มเหลวในช่วงครึ่งฤดูกาลที่สอง และเป็นอีกครั้งที่ล้มเหลวตามความคาดหวังของแฟนๆ ด้วยการจบฤดูกาลด้วยอันดับหก ด้วยความกดดันทีเริ่มก่อตัวขึ้น ทั้งจากภายในทีมเองหรือจากความคาดหวังของแฟนๆ ที่ผิดหวังมาแล้วหลายครั้งหลายคราว แกรมปัสถึงเวลาที่จะต้องระเบิดออกมาแล้ว เพื่อที่จะได้เปลี่ยนแปลงทีมได้อย่างสมบูรณ์ ไม่ว่าผลลัพธ์ของการเปลี่ยนแปลงนี้จะดีขึ้น หรือแย่ลงกว่าเดิมก็ตาม


เกียรติยศที่เคยได้รับ


ระเบิดลูกนั้นได้ระเบิดขึ้นในช่วงกลางฤดูกาล 2005 เมื่อเกิดการปะทะอารมณ์กันอย่างดุเดือดขึ้นภายในห้องเปลี่ยนเครื่องแต่งตัวของทีม ซึ่งทำลายโครงสร้างของทีมที่ถูกสร้างมานานกว่าทศวรรษ ชนวนระเบิดถูกจุดขึ้น เมื่อ โค้ช เนลซินโญ่ บาปติสต้า จูเนียร์ ได้เดินเข้าไปถามเรื่องคาใจภายหลังแมทช์ กับผู้เล่นของทีม เพื่อต้องการรู้สิ่งที่เกิดขึ้นกับทีม เขาได้รับคำอธิบายอย่างเจ็บแสบกลับมา จากสองผู้เล่นผู้ซึ่งสามารถถ่ายทอดความรู้สึกของทีมออกมาได้อย่างชัดเจนที่สุด จนทำให้เขาต้องแบนลูกทีมทั้งสองออกจากทีมไป ซึ่งก็คือ เอสไล (Ueslei) และ มาร์เกวซ โดยให้เหตุผลว่า ทั้งสองได้ใช้กริยาและวาจาก้าวร้าวและไม่ให้เกียรติตนและต่อต้านการทำงานของตนเองในฐานะกุนซือ นอกจากจะระเบิดอารมณ์ออกมาแล้ว เนลซินโญ่ ยังได้เรียกร้องให้มีการลงโทษแก่สองผู้เล่นอีกด้วย แต่ก่อนที่จะถูกลงทัณฑ์ ทั้งสองคนก็ได้ชิงออกจากสโมสรไปซะก่อน นับว่าเป็นโชคดีของทั้งสโมสรและนักเตะ ที่มีทีมบริหารของสโมสรที่ใจเย็นทำหน้าที่อยู่ โดยทั้ง เอสไลและ มาร์เกวซได้จากไปอยู่กับทีมอื่นในลีค และการที่สโมสรอึดอัดในการทำงานร่วมกับโค้ชอย่าง เนสซินโญ่ ทำให้เค้าต้องจากสโมสรไปก่อนที่ฤดูกาลนั้นจะจบลง แต่ด้วยขุมกำลังของดาวดังไม่กี่คน ร่วมกับเด็กจากทีมชุดสอง ก็ช่วยการพาแกรมปัสจบฤดุกาลด้วยอันดับที่ดีพอสมควร




สนามนาโกย่า มิซุโฮะ แอธเลนติก สเตเดี้ยม สนามเหย้าของทีม


แต่อย่างไรก็ตาม ความหวังได้ผุดขึ้นมาในใจของแฟนแกรมปัส และหากมองในแง่ดี การล่มสลายของยุคของเนลซินโญ่นี้ อย่างน้อยก็เป็นการเคลียร์ทางอันยากลำบากของสโมสรใหม่ และสโมสรก็พร้อมที่จะสร้างระบบทีมขึ้นมาใหม่ได้อีกครั้ง ก่อนยุคของ เนลซินโญ่ แกรมปัสเคยถูกมองว่า เป็นทีมที่มีระบบ “แซมบ้า” อยู่ในทีม ทั้งจากทีมสตาฟฟ์โค้ชเองและนักเตะในสโมสร แต่จากเหตุการณ์สำคัญในปี 2005 ทำให้ทีมเริ่มมองเห็นแล้วว่า ที่ผ่านมาทีมต้องพึ่งพาบริการของนักเตะต่างชาติ ในขณะที่การพัฒนาความสามารถของนักเตะเยาวชนกลับล้มเหลวอย่างสิ้นเชิง

ในปี 2006 เป็นเหมือนปีที่สโมสรได้เริ่มทำการล้างบางใหม่ โดยสโมสรมีเป้าหมายในการสร้างทีมใหม่จากการพึ่งพานักเตะเยาวชนของสโมสรเอง มากกว่าที่จะใช้เงินในการดึงผู้เล่นราคาแพงมาจากสโมสรอื่น โดยมีโค้ชชาวดัทช์ เซฟ แวร์กูเซ่น ได้มาทำการวางรากฐานและระบบทีมให้ และแวร์กูเซ่นก็ทำได้ดี หลักฐานก็คือ ความสำเร็จในปี 2006 และ 2007 ที่ทีมไม่เพียงเฉพาะจะค้นพบดาวรุ่งพรสรรค์สูงในสโมสรเองแล้วเท่านั้น แต่ทีมยังจบอันดับด้วยตำแหน่งที่ดีกว่าที่เคยทำได้ในทุกๆ ปีที่ผ่านมาเสียอีก วาฬสีแดงสามารถที่จะลบความตกต่ำในอดีตที่ผ่านๆ มาของทีมได้สำเร็จ เมื่อมองข้างหน้า ทุกคนต่างเห็นอนาคตของทีมที่กำลังสว่างสดใส จนกระทั่งเมื่อ โค้ช เวอร์กูเซ่น ตัดสินใจหันหลังให้กับทีมและเดินทางกลับไปรับตำแหน่งเฮด โค้ช ของพีเอสวี ไอน์โฮเฟ่น ในลีคบ้านเกิดเมื่อสิ้นปี 2007 พร้อมกับพานักเตะคนสำคัญของทีมอย่าง เคอิสุเกะ ฮอนดะ มิดฟิลด์ทีมชาติชุด U-23 กลับไปเล่นที่พีเอสวี พร้อมกันด้วย

ในตอนแรก แฟนของแกรมปัสต่างตกอยู่ในห้วงแห่งความผิดหวัง เนื่องจากการที่ทีมดูเหมือนว่าจะอยู่ในหนทางแห่งความสำเร็จแล้วแท้ๆ แต่ท้ายที่สุดพวกเขาก็ต้องเจอกับเหตุการณ์ที่บั่นทอนความรู้สึกและความเชื่อมั่นเป็นอย่างมาก โชคยังดี ที่เหล่าผู้บริหารของทีมได้เรียนรู้บทเรียนอันสำคัญยิ่งในการบริหารทีม สิ่งที่พวกเขาทำก็คือการนำเอาตัวเฮด โค้ชคนใหม่ผู้จะที่สามารถรักษาความเชื่อมั่น, ความภูมิใจ และความแข็งแกร่งของทีม เข้ามาแทนที่ได้ บุคคลผู้นั้นก็คือ ยอดกัปตันผู้เป็นตำนานชาวยูโกสลาฟและอดีตผู้นำทัพในแดนกลางของแกรมปัส, ดราแกน “พิกซี่” สตอยโควิช ภายใต้การนำทีมของสตอยโควิช เริ่มต้นฤดูกาล 2008 ได้อย่างร้อนแรง และสามารถรักษาตำแหน่งจ่าฝูง เจ ลีคได้จนถึงกลางฤดูกาล แต่โชคร้าย ความมุ่งมั่นอย่างเดียวไม่อาจจะเอาชนะทีมที่ยังอ่อนประสบการณ์และการขาดแคลนกำลังพลในทีม นั่นทำให้ผลงานนของแกรมปัสเริ่มหลุดวงโคจรในช่วงสามเดือนสุดท้ายของฤดูกาล และในท้ายที่สุด ไม่อาจจะหาเกียรติยศใดๆ มาประดับสโมสรได้เลยในฤดูกาลนั้น แต่แม้ว่าจะได้รับผลสุดท้ายอันน่าผิดหวัง แต่แกรมปัสก็แสดงให้เห็นแล้วว่า ทีมได้เดินมายังเส้นทางที่ถูกต้องแล้วในการกลับไปหาความสำเร็จ และบางทีถ้าเป็นไปได้ พวกเขาอาจจะเดินไปคว้าแชมป์ เจ ลีค เป็นสมัยแรกของทีมได้สำเร็จ แกรมปัสยังได้รับสิทธิ์ในการเป็นสามทีมที่เข้าร่วมศึก ACL ในปี 2009 ซึ่งนั่นเป็นการนำเอาฟุตบอลในระดับสโมสรนานาชาติกลับมาที่นาโกย่าเป็นครั้งแรกตั้งแต่เปลี่ยนทศวรรษใหม่ ไม่มีข้อสงสัยเลยว่า ในตอนนี้วาฬสีแดงได้เจอแนวทางของตัวเองเสียที และบรรดาแฟนๆ ในเมืองนาโกย่าก็ต่างเฝ้ารอความสำเร็จมากกว่านี้ในปีต่อๆ ไปอย่างแน่นอน



สถิติการลงแข่งขันในลีคภายในประเทศญี่ปุ่น



สถิติการลงแข่งขันในถ้วยเอ็มเพอร์เรอร์ส คัพ



สถิติการลงแข่งขันในถ้วยลีค คัพ (นาบิสโก้ คัพ)



สถิติการลงแข่งขันในถ้วยซูเปอร์คัพ (ฟูจิซีร็อกซ์ ซูเปอร์คัพ)




รายชื่อนักเตะทีมชุด 2009-2010



รายการยืมตัวของทีมฤดูกาล 2009-2010



นักเตะที่มีชื่อเสียงทั้งในอดีตและปัจจุบันของนาโกย่า แกรมปัส



นักเตะของนาโกย่าในอดีตและปัจจุบันที่เคยผ่านเวทีฟุตบอลโลกมาแล้ว


เสื้อแข่งทีมเหย้าในฤดูกาล 2009-2010



เสื้อแข่งทีมเยือน ประจำฤดูกาล 2009-2010 ใช้โทนสีขาว


เสื้อผู้รักษาประตูมีถึง 3 สี ดังนี้

1st


2nd


3rd


มาสคอตของทีมนาโกย่า คือวาฬเพชรฆาต แม้ชื่อจะน่ากลัวแต่ตัวจริงๆ ไม่น่ากลัวเลย แถมมากันเป็นแบบครอบครัวอีกด้วย

คุณพ่อ- แกรมปัส คุง



คุณแม่-แกรมปาโกะ จัง



เจ้าลูกชาย-แกรมปัสคุง จูเนียร์



ลูกสาว- การ่า

นาโกย่า สตาร์

16. Josh "Jesus" Kennedy,



กองหน้าร่างโย่งผู้มีความสูงถึง 194 เซนติเมตรจากออสเตรเลีย เริ่มต้นอาชีพการค้าแข้งในระดับเยาวชนในบ้านเกิดที่ โวดอนก้า ใน วิคตอเรีย, ออสเตรเลีย กับทีมชื่อ ทวิน ซิตี้ วันเดอร์เรอร์ส และ เอส เอส แอนด์ เอ บูมเมอร์ส ด้วยพรสวรรค์ของเคเนดี้ ทำให้เขาได้รับทุนศึกษาต่อในสถาบันการกีฬาแห่งประเทศออสเตรเลีย ตามมาด้วยการได้รับสัญญาอาชีพเป็นครั้งแรกกับทีมคาร์ลตัน ทีมในลีคฟุตบอลของออสเตรเลียในปี 1999 พร้อมๆ กับนักเตะเพื่อนร่วมสถาบันที่จบมาพร้อมๆ กันอีกสองคนอย่าง วินซ์ เกรลล่าและ มาร์ค เบรสชาโน่

หลังจารกเล่นให้กับคาร์ลตันได้เพียงแค่ฤดูกาลเดียว เคเนดี้ ก็ได้รับโอกาสย้ายไปเล่นในฝั่งยุโรปกับทีมชั้นนำในบุนเดสลีก้า เยอรมัน อย่าง เฟาเอฟแอล โวลฟ์บวร์ก และได้ลงสนามเป็นครั้งแรกในฐานะตัวสำรองในช่วง 5 นาทีสุดท้ายก่อนจะหมดเวลาในเกมที่โวลฟ์บวร์ก เสมอกับทีมทางเหนือของเยอรมันด้วยกันอย่าง ฮัมบูร์กอย่างสุดมันส์ 4-4 เมื่อวันที่ 13 กันยายน ปี 2000 ซึ่งในตอนนั้นเขามีอายุเพียงแค่ 17 ปีเท่านั้น นั่นทำให้เขากลายเป็นนักเตะที่อายุน้อยที่สุดในประวัติศาสตร์สโมสรของโวลฟ์บวร์กที่ได้ลงเล่นในทีมชุดใหญ่ ปีต่อมา เคเนดี้มีโอกาสได้ลงเล่นเพียงแค่ 7 ครั้ง โดยได้สตาร์ตเป็นตัวจริงเพียงแค่นัดเดียว แต่อย่างไรก็ตาม เขาก็ยังสามารถทำได้สองประตูในปี 2001-02 โดยประตูแรกของเขาในเวทีบุนเดสลีก้า ได้มาเมื่อวันที่ 8 กันยายน ปี 2001 ในเกมที่ลงเล่นพบกัน ทีมเอเนอร์กี้ คอตบุส

ฤดูกาลต่อมาเคเนดี้ถูกขายให้กับทีมในลีคสำรองทางใต้ อย่าง สตุ๊ทการ์ทเตอร์ คิกเกอร์ส ซึ่งเป็นที่ที่เขาได้ลงเล่นมากขึ้น โดยได้ลงเล่นไปทั้งสิ้น 23 นัด แต่ก็อยู่ได้เพียงแค่ฤดูกาลเดียว เคเนดี้ ก็ตัดสินใจย้ายไปร่วมทัพกับ 1.เอฟ.ซี. โคโลญจน์ ทีมในบุนเดสลีก้าอีกครั้ง แต่ที่นั่นเขาก็ทำได้เพียงแค่การลงเล่นในทีมสำรองในลีคสำรองทางเหนือเท่านั้น แต่ก็เขาก็ยังสามารถทำผลงานได้ดี โดยเขาสามารถทำประตูได้สูงเป็นอันดับสองของสโมสรโดยยิงไป 9 ลูกจากการลงแข่งทั้งหมด 23 นัด

ด้วยการที่เพิ่งจะได้เลื่อนชั้นขึ้นมาเล่นในลีก้า 2 ของเยอรมัน นั่นทำให้ทีมอย่าง ไดนาโม เดรสเดน ต้องมองหากองหน้ามาเสริมทีม และพวกเขาก็ค้นพบนักเตะวัย 22 ปี จาก วิคตอเรียนคนนี้ การย้ายทีมในครั้งนี้ นับเป็นครั้งที่ 4 ในรอบสี่ปีของเคเนดี้แล้ว แต่ก็ต้องถือว่าเป็นการย้ายครั้งสำคัญของชีวิตการค้าแข้งของเคเนดี้ เนื่องจากที่นี่ เขาได้รับโอกาสในการลงสนามเป็น 11 ตัวจริงทันที และได้ลงเล่นให้กับต้นสังกัดทั้ง 34 นัดในลีค ยิงไป 9 ประตู และเช่นเคย นั่นทำให้เขากลายเป็นดาวยิงสูงสุดอันดับสองในทีมไปอีกเช่นกัน ในปีต่อมา เขาก็ยังคงเป็นหนึ่งในนักเตะตัวสำคัญของทีมเช่นเดิมในการพาทีมลุ้นหนีตกชั้น โดยทำไปได้ทั้งสิ้น 7 ประตูและผ่านให้เพื่อทำประตูได้อีก 4 ลูก ด้วยผลงานที่ยอดเยี่ยมนี้ ทำให้ไปเข้าตาสโมสรในเวลาบุนเดสลีก้า อย่าง 1. เอฟ ซี เนิร์นแบร์ก เข้าและเนิร์นแบร์กก็ได้จัดการเซ็นสัญญาคว้าตัวเคเนดี้ มาร่วมทีมด้วยสัญญา 3 ปี นอกจากนั้น ผลงานของเขายังไปสะกิดให้ กุส ฮิดดิ้งค์ กุนซือทีมชาติออสเตรเลียให้ต้องหันมามอง และตัดสินใจเรียกเคเนดี้เข้าสู่ทีมชาติทั้งๆ ที่เคเนดี้ไม่เคยได้รับเกียรติเช่นนี้มาก่อนเลย ในรายการฟุตบอลโลกปี 2006

ในเดือนมิถุนายน ปี 2006 ระหว่างการฝึกซ้อมกับเนิร์นแบร์ก เคเนดี้ได้รับบาดเจ็บการการที่เอ็นร้อยหวายฉีกขาด

ในวันที่ 11 เดือนมกราคม ปี 2008 สโมสรคาร์สรูห์ เอส ซี ทีมในเยอรมันบุนเดสลีก้า ได้แถลงข่าวการเซ็นสัญญาคว้าตัว จอร์จ เคเนดี้ มาร่วมทีม ด้วยค่าตัวที่ไม่เป็นที่เปิดเผย โดยสัญญาของเค้ามีเวลายาวถึงเดือนมิถุนายน ปี 2011 ประตูแรกของเค้าที่ทำให้กับคาร์สรูห์ เกิดขึ้นในเกมนัดแรกที่ลงสนามพบกับสโมสรเก่าอย่าง เนิร์นแบร์ก ซึ่งกลายมาเป็นโชคชะตาเล่นตลก หลังจากที่เขาได้จากเนิร์นแบร์กมาได้เพียงแค่อาทิตย์เดียว เคเนดี้ยังคงโชว์ฟอร์มได้อย่างร้อนแรงในช่วงห้านัดแรกของฤดูกาล โดยทำไปได้ถึง 4 ประตู นำมาซึ่งเสียงชื่นชมในตัวของเขาจากรอบด้าน แต่น่าเสียดาย หลังจากที่ระเบิดฟอร์มอันร้อนแรงในช่วงแรกของฤดูกาล เขาก็ไม่เคยทำประตูได้อีกเลยในอีก 21 นัดต่อมาในเวทีบุนเดสลีก้า และนั่นทำให้เขาต้องสูญเสียตำแหน่งตัวจริงภายในทีมไปในที่สุด หลังจากที่ได้ลงสนามไป แต่ก็ไม่สามารถสร้างความประทับใจใดๆ ได้ในฟุตบอลถ้วยนัดสำคัญนัดหนึ่ง ในวันที่ 28 มกราคม ปี 2009 เคเนดี้ได้ถูกเปลี่ยนตัวออกมาในช่วงครึ่งเวลาหลัง ทำให้เค้าไม่พอใจอย่างมากถึงกับปฏิเสธที่จะจับมือกับโค้ชของเขา กริยาที่ก้าวร้าวนี้ ทำให้เขาต้องถูกอัปเปหิออกจากทีม จนกระทั่งในวันที่ 2 กุมภาพันธ์ ปี 2009 เคเนดี้ได้กลับมาสร้างภาพในแง่ลบอีกครั้ง เมื่อประกาศความต้องการอย่างแข็งขันที่จะย้ายออกจากทีมไปได้ทุกเมื่อเมื่อมีโอกาส หลังจากนั้น ห้าเดือนต่อมาที่ไม่เคยได้รับโอกาสในการลงเล่นในบุนเดสลีก้าเลย เคเนดี้ได้รับอนุญาตให้กลับมามีรายชื่ออยู่ในทีมอีกครั้ง แม้ว่าเจ้าตัวเองจะปฏิเสธที่จะกล่าวคำขอโทษต่อการกระทำของตัวเอง จนกระทั่งวันที่ 18 เมษายน ปี 2009 เขาได้รับโอกาสให้ลงเล่นเป็นตัวจริงเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ถูกแบนโดยทีม โดยรวมแล้ว เคเนดี้ ลงเล่นเป็นตัวจริง 20 เกมจากทั้งหมด 23 เกมที่ได้ลงเล่นให้ต้นสังกัด แต่หลังจากที่ควานหาประตูไม่เจอเลยตลอด 27 เกมติดต่อกัน เขาสามารถทำประตูได้เพียงแค่สองลูกในแมทช์สุดท้ายของฤดูกาลซึ่งก็ไม่มีค่าอะไรอีกต่อไปอีกแล้ว เนื่องจากว่า ก่อนหน้านั้น คาร์สรูห์ได้หล่นจากเวทีบุนเดสลีก้าไปอยู่ในลีก้า 2 เรียบร้อยแล้วนั่นเอง

ในวันที่ 17 มิถุนายน ปี 2009 เคเนดี้ ได้เซ็นสัญญาย้ายมาร่วมทีมนาโกย่า แกรมปัส ซึ่งสัญญาจะมีข้อผูกมัดไปจนถึงวันที่ 31 ธันวาคม ปี 2011 ซึ่งนับว่าเป็นเรื่องดีสำหรับตัวเขาและแฟนๆ นาโกย่าเลยทีเดียว เนื่องมาจากว่า เขาสามารถที่จะทำประตูได้เลยในนัดแรกที่ลงสนามให้กับต้นสังกัดใหม่ ในเกมที่แกรมปัสทำได้แค่เสมอกับคู่แข่ง 1-1

ผลงานในระดับชาติ
ในปี 1999 เคเนดี้ ได้ลงเล่นให้กับทีมชาติออสเตรเลียในศึกฟุตบอลเยาวชนโลก รุ่นอายุไม่เกิน 17 ปี และอีกสองปีต่อมาที่อาร์เจนติน่า เขาก็ได้ลงเล่นให้กับทีมชาติอีกครั้งในศึกฟุตบอลเยาชนโลก รุ่นอายุไม่เกิน 20 ปี

เคเนดี้ ได้รับโอกาสในการติดทีมชาติชุดใหญ่เป็นครั้งแรกในแมทช์อุ่นเครื่องก่อนฟุตบอลโลกปี 2006 ที่เจอกับลิคเกนสไตน์ และสามารถทำประตูแรกในนามทีมชาติชุดใหญ่ให้กับตัวเองได้จากลูกโหม่ง นอกจากนี้เขายังถูกเปลี่ยนตัวลงมาในเกมนัดแรกของออสเตรเลียในฟุตบอลโลกปี 2006 ที่ประเทศเยอรมันนี ในเกมที่ออสเตรเลียบดเอาชนะญี่ปุ่นไปได้ถึง 3-1 ซึ่งออสเตรเลียยิงสามประตูรวดในช่วง 8 นาทีสุดท้าย โดยในเกมนั้น เคเนดี้ได้รับการกล่าวขวัญถึงว่า เป็นสเหมือนอาวุธลับของ (กุส) ฮิดดิ้งค์ กุนซือทีมชาติออสเตรเลีย (ในขณะนั้น) เนื่องจากเขามีความสูงมากกว่ากองหลังของญี่ปุ่นทุกคน ในการลงสนามเป็นนัดที่สองของเค้าในเกมฟุตบอลโลก เป็นการเปลี่ยนตัวลงมาในเกมที่สามของออสเตรเลียในเกมที่พบกับโครเอเชีย ซึ่งในเกมนั้น ไซม่อน ฮิลล์ ผู้บรรยายเกมกล่าวหลังจากที่เห็น เคเนดี้ เดินลงสู่สนามว่า “มาแล้วนั่นไง จอร์จ เคเนดี้, ผู้ซึ่งดูละม้ายคล้ายกับพระผู้เป็นเจ้า หวังว่าเค้าจะลงมาเป็นผู้กู้ชีพออสเตรเลียนะ” และมันก็ไม่แปลกที่จะได้ยินแฟนบอลตะโกนเรียกร้อง “เราเรียกพ่อของนายว่า พระเจ้า!” เมื่อออสเตรเลียมีสกอร์ตามหลังคู่แข่งอยู่

อาการบาดเจ็บทำให้ เคเนดี้ อดลงช่วยออสเตรเลียในศึก AFC Asian Cup 2007 แต่อย่างไรก็ตาม เขาก็ถูกเรียกตัวให้กลับมาช่วยทีมอีกครั้งในเกมนัดอุ่นเครื่องกับ อาร์เจนติน่า เมื่อวันที่ 11 ตุลาคม ในวันที่ 6 กุมภาพันธ์ ปี 2008 เขายิงประตูที่สองในนามทีมชาติได้ในเกมฟุตบอลโลกรอบคัดเลือกโซนเอเชีย กับกาตาร์ ที่ออสเตรเลีย ประตูที่สามของเค้าเกิดขึ้นกับเกมที่เล่นกับแอฟริกาใต้, ประตูที่สี่กับฮอล์แลนด์ และประตูที่ห้ากับทีมชาติกาตาร์อีกครั้ง ในวันที่ 1 เมษายน ปี 2009 เขายิงประตูที่หกในนามทีมชาติได้ เมื่อถูกเปลี่ยนตัวลงมาในนาทีที่ 60 ของการแข่งขันแทน สกอตต์ แม็คโดนัลด์ และสามารถพังประตูอุซเบกิสถานได้จากลูกโหม่ง ให้ออสเตรเลียขึ้นนำ 1-0
















References

http://www.j-league.com/en
http://en.wikipedia.org/wiki/Joshua_Kennedy
http://www.zimbio.com
http://soccervoice.com/
http://en.wikipedia.org/wiki/Nagoya_Grampus
http://en.wikipedia.org/wiki/Shachihoko
http://www.wldcup.com/Asia/jleague/
http://footballfashion.wordpress.com/2009/04/15/nagoya-grampus-200910-le-coq-sportif-home-and-away-kits/
http://nagoya-grampus.jp/en/
http://occhonji.at.infoseek.co.jp/enseiki/ise/ise1.htm
http://www.nic-nagoya.or.jp/en/inandaroundnagoya/nagoyagrampuseight.htm








 

Create Date : 16 พฤศจิกายน 2552
1 comments
Last Update : 25 พฤศจิกายน 2552 9:16:44 น.
Counter : 1584 Pageviews.

 

ข้อมูลแน่นมากครับ
ขอบคุณอีกครั้งครับสำหรับบทความดีๆ

 

โดย: Ty8Rew IP: 115.67.47.91 18 พฤศจิกายน 2552 20:41:54 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ


Mary's Garden
Location :
กรุงเทพ Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed

ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




เอ่อ...ผมเหรอ ?

เกิดที่ไหนเหรอ......บ้านเกิดอยู่เชียงใหม่

เรียน...... เชียงใหม่ด้วย กรุงเทพฯ ด้วย

ทำงาน.... บริษัทเอกชนหลายแห่งล่ะ ชอบงานสบาย รายได้ดี มาขายประกันกับผมสิครับ เอ๊ยๆ ไม่ช่ายนะ

นิสัย (ดี)..... อารมณ์ดี อารมณ์ขัน เฮฮา
ผมเป็นคนที่ไม่เรื่องมาก
ให้เกียรติผู้อื่นมากพอสมควรเลยแหละ
เอาใจ (แฟน) เก่ง
ชอบคิด และชอบแชร์ความรู้ (ที่มีอยู่)
คุยได้ เรื่องถนัด บอล การเมืองนิดหน่อย
(ขอคุยแบบให้เกียรติและยอมรับคคห )

นิสัย (เสีย)... อย่ารู้เลย มันไม่ดีหรอก

ความสามารถพิเศษ... เอาไว้วันหลังนึกได้จะแจ้งให้ทราบ



Friends' blogs
[Add Mary's Garden's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.