Bloggang.com : weblog for you and your gang

ธรรมะและสมาธิ
ขอให้มีจิตเบิกบาน ในการอ่านธรรมะบันเทิง และวางมันลง เพราะเป็นเรื่องที่รู้เฉพาะตน
สมุดทักทาย นิยายธรรมะ ถามมา-ตอบไป บทสวดมนต์ คำนำก่อนอ่าน
ความศักดิ์ของพระคาถาชินบัญชร คัมภีร์หมื่นโลกธาตุ
Group Blog

 
<<
มิถุนายน 2551
 
1234567
891011121314
15161718192021
22232425262728
2930 
 
19 มิถุนายน 2551

 
All Blogs

 

 

มีดี มีเสื่อม (ความศักดิ์สิทธิ์ของพระคาถาชินบัญชร จบบริบูรณ์)



เมื่อ ๑๕ ปีก่อน ผมยังจำได้อยู่เสมอตอนที่บวช ผมได้เดินทางไปหาหลวงพี่รูปหนึ่งที่ผมสนิทกับท่าน อยู่ทางกำแพงเพชร เพราะทราบมาว่าวัดของท่าน เป็นสาขาส่วนหนึ่งของการอุปถัมภ์ของโยมที่มีใจศรัทธาสร้างถวายให้แก่พระรูปหนึ่งที่เวลานั้นท่านดังมากที่สุด ผมได้ไปกราบนมัสการหลวงพี่เพราะท่านเป็นผู้อาวุโสกว่าผม และวันนั้นก็ขอจำวัดกับท่านวันหนึ่ง

คุยกันทางธรรมและข้อปฏิบัติกันอย่างชื่นใจ ส่วนท่านก็ให้ผมไปนอนที่กุฏิของพระอาจารย์ท่าน หมอนไม่มี มีแต่กะลามะพร้าว
ผมได้แต่มองซะตาค้าง

อาจารย์ของท่านเคร่งขนาดนี้เลยเหรอเนี่ย สงสัยต้องหาทางเจอท่านซะหน่อยก็คงจะดี คืนนั้นเป็นการนอนที่สมบุกสมบัน เพราะให้นอนกะลามะพร้าวคอเคล็ดไปหมดเลยต้องเอาผ้าเช็ดตัวของพระที่เอามาด้วยมาหนุนคอแทน ผมนอนไปได้จนกลางดึกก็รู้สึกกุฏิของอาจารย์ท่านนี้แปลก

เพราะมีจิตของวิญญาณที่มีมิจฉาทิฏฐิคลุมเอาไว้อยู่ ซึ่งปกติเป็นไปไม่ได้เลยถ้าครูอาจารย์ที่เป็นพระอริยบุคคลไปอยู่สถานที่ใด สถานที่นั้นจะประกอบไปด้วยสิ่งอันเป็นมงคลรักษา แต่กุฏินี้กลับมีเงาดำทะมึนมาครอบเอาไว้ซะหมด ผมลุกขึ้นมาสวดมนต์ตั้งสมาธิแนบเข้าไปกับบทสวด
ผมเอากำลังครอบเข้าไปอีกชั้นหนึ่งเหนือกุฏิ ผลก็คือกลุ่มเงาทะมึนกระจายหายไปเกลี้ยง

สภาพของกุฏิที่เหมือนอยู่ในที่คับแคบและอึดอัดกระจายหายไป พร้อมกับการครอบคลุมของจิตวิญญาณที่เป็นมิจฉาทิฏฐิเหล่านั้น
ผมเก็บเอาความสงสัยนี้พกกลับไปที่วัดไปด้วย และเคยปรึกษาหลวงพ่อเจ้าอาวาสท่านมาทีหนึ่ง หลวงพ่อบอกว่า อาจารย์รูปที่กำลังดังอยู่นี้ ท่านเจริญพรหมวิหารธรรมเหมือนชัชวาล.. แต่ก็ยังได้แค่โลกียะ มีดีและมีเสื่อม

"ชัชวาล..เคยตั้งจิตเอาไว้อยู่ว่า ถ้าเมื่อใดจะต้องมาทำร้ายศาสนา
ให้มัวหมอง ขอให้ตายหรือลาสิกขาออกไปซะ
อย่าทำร้ายศาสนาแห่งตนได้แม้แต่น้อย"

หลวงพ่อบอกว่าจิตที่อธิษฐานนี้จะช่วยผมไปทุกภพทุกชาติ แต่ครูอาจารย์ท่านที่กำลังโด่งดังท่านนี้ไม่ได้อธิษฐานมาอย่างผมเลย เวลานั้นคนห้อมล้อมพระอาจารย์ท่านนี้เป็นหมื่น ด้วยกำลังของเมตตา หลวงพ่อบอกว่า เมตตามีอานุภาพสูง อย่าว่าแต่ผีและเทวดารักเลย แม้แต่คนก็ยังหลง
การเจริญเมตตาไม่มีขอบเขตเป็นสิ่งที่ดี เพราะทำให้เข้าสมาธิได้ง่าย

เพราะจิตอ่อนโยน มีสติที่เกิดขึ้นอย่างมั่นคง กำจัดกิเลสได้ดี แต่ถ้าเป็นผู้ประมาทและใกล้ชิดสตรีเพศ อันเป็นภัยแก่ภิกษุซะแล้ว ย่อมมีอันตรายเป็นอย่างยิ่ง
ศีลที่รักษาแม้จะมั่นคงเหมือนเขื่อน ก็ยากที่จะสู้กิเลสที่โถมใส่ได้ มีแต่พระอริยบุคคล ที่ท่านเห็นในคุณแห่งศีลแล้ว แม้แต่ความตายก็ไม่ยอมที่จะผิดศีลธรรม หลวงพ่อท่านบอกว่า

"พระที่ต้องสังฆาทิเสส และไม่ปลงแก้ จิตจะมีกระแสแห่งความเศร้าหมอง รัศมีแห่งกายจะเป็นสีคล้ำอับเฉา สิ้นอายุขัยไปอบายอยู่หนึ่งพุทธธันดร ส่วนพระที่เป็นอาจารย์ที่ดังในเวลานั้นท่านต้องอาบัติปาราชิกไปซะแล้วเวลานี้ พระเทวทัตต์กำลังจะมีเพื่อนชัชวาล..กรรมที่ใหญ่เช่นนี้ไม่นานก็ปรากฏ ครูอาจารย์ที่ปฏิบัติดีท่านรู้แต่พูดไม่ได้เท่านั้น เพราะโลกธรรม ๘ มันมีดีก็มีเสื่อมอันเป็นธรรมดาของมัน"

ถัดจากนั้นมาไม่กี่เดือน เกิดข่าวกรณีของท่านออกมา นับว่าน่าเสียดายแท้ ท่านพลาดโอกาส เพราะจิตได้พลิกเข้าหาราคะแท้ ๆ

"อกุศลพลิกเป็นมหากุศลได้ฉันใด มหากุศลก็พลิกเป็นอกุศลได้ฉันนั้น"

จบบริบูรณ์
หนังสือความศักดิ์สิทธ์ของพระคาถาชินบัญขร
เขียนโดย ชัชวาล เพ่งวรรธนะ (อ้องเขาค้อ)






เลือกอ่านตอนต่าง ๆ
เรื่อง ความศักดิ์ของพระคาถาชินบัญชร
ทุกตอนได้ที่เมนูด้านซ้ายมือ
ตรง All Blogs นะครับ

 

Create Date : 19 มิถุนายน 2551
Last Update : 5 มกราคม 2553 14:31:06 น.
2 comments
Counter : Pageviews.

 


อ่านแล้วซาบซึ้งค่ะ
รู้ทันจิต กุศลเกิด ..........
ขออนุโมทนาที่เผยแผ่พระธรรม
สาธุ .......

 

โดย: nathanon 19 มิถุนายน 2551 5:17:12 น.  

 

สิ่งขับเคลื่อน

มนุษย์มองการตายที่กาย ว่าชาติหนึ่ง ตายแค่หนึ่่งครั้ง
สิ่งนี้เรียกแค่ว่า สมมุติมรณะ คือการสมมุติยกขึ้นมาเท่านั้น

ท่านผู้มีปัญญาศึกษาธรรมมาพอควรย่อมทราบว่า

จิตอาศัยกายที่ช่องโพลงของวิญญานทั้ง5 จิตจึงเกิดและดับที่ช่องโพลงดังกล่าว

จิตสัมปยุตย์อารมณ์ใดในขณะนั้น จิตก็จะไหลเป็นสายน้ำเกิดดับถี่ยิบจนหมดเหตุ
แห่งอารมณ์นั้นและไปไขว่คว้าเอาอารมณ์ใหม่ขึ้นมา

จิตจึงมีสิ่งขับเคลื่อนโดยมีกำลังแห่งตัณหาผู้สร้างภพในแต่ละขณะ
อยู่ตลอดเวลา

ภพภูมิคือสถานที่ๆจิตไปสร้างขึ้นมาทั้งนั้น
ยามใดที่โมโหถึงที่สุด จิตจะคับแคบอึดอัด จิตเศร้าหมองเต็มไปด้วย
พยาบาท ยิ่งรุนแรง ยิ่งสะสม ยิ่งเคียดแค้นยิ่งจมลึก

เพราะจิตจะหยาบถึงที่สุด ยิ่งเห็นแก่ตัว ยิ่งมักมาก ยิ่งไม่ละอาย
จิตที่ไปกระทบอารมณ์ดังกล่าวเหล่านั้น

เรียกว่าวงแห่งจิตหยาบเหมือนคลื่นน้ำ วงน้ำที่เกิดจากการกระทบด้วยหินก้อนใหญ่

อบายจึงเป็นที่ตั้ง ยิ่งสะสมด้วยการนึกคิด การย้อนทำร้ายของใจ
ความปรารถนาที่จะเบียดเบียน ก็ยิ่งสร้างภพเอามากขึ้นแบบไม่รู้ตัว

สำหรับผู้ไม่ได้ศึกษาธรรมมา มักจะโทษว่าใครเป็นผู้กำหนด ใครตั้งกฏข้อบังคับ ไม่มีความยุติธรรมเสียเลย

นรกมีทำไม สร้างมันมาทำไม ตรงนี้ ตอบได้ว่า

คุณนั่นแหละสร้างมันขึ้นมาเองด้วยความไม่รู้

เมื่อมีบุคคลที่แสดงภพภูมิเพื่อปกป้อง แสดงผลแห่งกรรมดี และกรรมชั่ว
ด้วยเหตุด้วยผล ก็ไปติเตียนว่านี่เป็นกฏข้อบังคับหรือไร เราอยู่บนโลก

เราเป็นคนดี เราไม่เบียดเบียนใคร เราก็ชอบช่วยเหลือคนแต่ทำไม

ผู้ศึกษาธรรมมักจะมากล่าวตู่ว่า เราคือผู้ประมาท

บุคคลที่คิดดี ทำดี มักจะพูดเหมือนคนเข้าข้างตัวเองอยู่เสมอแต่ลืมไปว่า

ในแต่ละวันเค้าไม่ได้เป็นผู้โกรธใครเลย ไม่เบียดเบียนใครเลย ปราศจาก ราคะ โทสะ โมหะ เค้าไม่เคยเหม่อลอย ไม่เคยหลงคิด ไม่เคยปรุงแต่ง
ไม่เคยยินดี ไม่เคยยินร้าย ไม่หวั่นไหว ไม่คล้อยตาม เป็นผู้ให้กิเลสเป็นผู้ตาม เค้ามีสติอยู่เสมอ(มีแต่ผู้เข้าสู่เส้นทางมหาสติเท่านั้น์)

ท่านผู้มีปัญญาย่อมเห็นว่า คนฉลาดในทางโลกมักคัดค้านด้วยเหตุและผล
ของตนเองโดยไม่ได้ ลงมือฝึกอบรมปัญญาแห่งตน

มองศาสนาเป็นเรื่องงมงาย ไร้สาระ ชีวิตทางโลกก็วุ่นวายอยู่แล้ว ยังมาให้งมงายกับสวรรค์ นรก อีกทำไม พอไม่ศึกษา ไม่ปฏิบัติก็มาเรียกว่า

ฉันคือผู้ประมาทซะแล้ว นี่ยังไม่พอยังตั้งข้อรังเกียจอีกว่า

แล้วคนมีธรรมะทำไมเห็นทำชั่วกันอย่างไม่ละอายกันเต็มไปหมด
เอานรกสวรรค์มาเป็นเครื่องต่อลองให้คนทำดีซะอีก

(คนที่มีธรรมะยังผิดศีลผิดธรรมได้ พลาดพลั้งได้ ขนาดนั้น ส่วนคนดีในทางโลกแทบไม่ต้องพูดถึง)

สิ่งที่ขับเคลื่อนไปในวัฏจักร สังสารวัฎ มีตัณหาเป็นผู้นำพา เป็นผู้สร้างภพ
พวกเราที่เกิดเป็นมนุษย์ย่อมสร้างสภาวะแห่งภพ มากมายมหาศาลยิ่งนักแม้ในแต่ละวัน จิตที่เกิดดับปริมาณมหาศาลก็เหมือนเราท่าน

ไปสร้างเขื่อนอยู่สองเขื่อน เขื่อนน้ำใส เขื่อนน้ำขุ่น สิ่งหนึ่งที่ผู้ศึกษาธรรมมองเห็นก็คือ

มนุษย์สร้างเขื่อนน้ำขุ่นคือ อกุศล มากมายมหาศาลแบบไม่รู้ตัวด้วยซ้ำ
สิ่งที่เรียกว่าความบริสุทธิ์ของศีลแห่งอริยมรรคนั้น

จะสมบูรณ์ก็ต่อเมื่อมีสติระลึกรู้ที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ
ไม่ใช่สติของชาวโลกที่ทำงานต่างๆด้วยการจดจ่อ ด้วยการกำหนด

สติแห่งธรรมชาติเราจึงเรียกว่า มหากุศลจิต ศีล สมาธิ ปัญญา ย่อมเกิดขึ้น
ในขณะที่ระลึกรู้ได้ ความบริสุทธิ์แห่งศีลแท้อยู่ตรงนีต่างหาก ไม่ใช่อยู่ที่ทำตามกฏ เพราะสติที่ระลึกรู้ ย่อมเห็นได้ว่า

ชั่วขณะที่มหากุศลจิตเกิดนั้น จิตบริสุทธิ์ผ่องใส เป็นกลาง ร่มเย็น จิตในขณะนั้นขึ้นชื่อว่าเบียดเบียน ไม่มีอยู่ ปราศจากราคะ โทสะ โมหะ

ครอบงำ ศีลเช่นนี้ละคือ ศีลแห่งพระอริยะเจ้าเสมอภาคกับปุถุชน

คนทางโลกที่ศึกษามาน้อยจึงขอให้ทำความเข้าใจเสียใหม่ด้วย
จะเกิดผลเป็นอันมาก อย่ารักษาศีลที่ประกอบไปด้วย ราคะ โทสะ โมหะ

อย่ารักษาศีลแค่กฏข้อบังคับ อย่าติดดีที่ศีล อย่าสุขกับศีล อย่าขุ่นมัวเมื่อรักษาไม่ได้ แต่ให้รู้ว่า ศีลคือเครื่องมือแห่งสติด้วยความสำรวม

ระวังและรักษา ให้รู้เพียงแค่ว่า ใจผ่องใส ใจเศร้าหมอง เป็นสิ่งจรไม่มีสิ่งใด
บังคับได้และให้มันอยู่กัยเราได้ตลอดเวลา

คำว่าแค่สติระลึกรู้คำเดียว ก็คือการอบรมจิตของตนใหม่ สร้างกรรมใหม่ ลบอดีตกรรม นี่คือการย้อนทวนกระแสโลก ไม่ไหลลงสู่ที่ต่ำ

สติที่ระลึกรู้ต่อเนื่องเนืองๆ จึงมีกำลังของสมาธิอยู่ด้วย

จิตที่ตั้งมั่นเห็นอารมณ์ที่รู้ถูก(จิตรู้ได้ทีละอารมณ์ แต่จิตกระจายไปที่ช่องทวาร
วิญญานทั้ง5 จิตไม่รวมเป็นหนึ่งจึงไร้กำลัง)

จิตจึงเห็นความจริงแท้แห่งพระไตรลักษณ์ ย่อมเห็นรูปนามตามความจริง

เมื่อเราเดินทางถูกมรรคย่อมเคลื่อน สติพละย่อมมีกำลังรักษา สัมปชัญญะย่อมรู้ชัดในเจตสิกตัวปรุงแต่งอารมณ์ สติโพชณงค์องค์ธรรมแห่งการตรัสรู้ชอบย่อมเคลื่อนไหว สัมมาสติแห่งมรรค

ย่อมเด่นชัด มหาสติที่แท้ย่อมเกิดขึ้นเองโดยธรรมชาติ

ธรรมชาติของจิตไปติดที่กาย คือมหาภูตรูป4 ครอบจิตหนัก เมื่อปิดวิญญานทั้ง5 ต่อเนื่องมากขึ้น ตามรู้เนืองๆ ด้วยการอบรมสติที่ฝึกมาดีแล้ว

ศีล สมาธิ ปัญญา ย่อมสมานสามัคคีกัน กลมกลืนเป็นหนึ่ง ไม่ต้องไปบังคับ
ให้ใครดี ใครเด่น เพราะปราศจากใครแล้ว ในขณะรู้

จิตที่รวมกำลังเข้าหากันจะทิ้งกายโดยอัตโนมัติ เหลือแต่ใจเด่นดวง

เมื่อปิดบ้าน ย่อมพบใจภายใน เมื่อปิดทวราทั้ง5 สนิทแล้ว ธรรมชาติของจิตเดิมย่อมปรากฏชัดนั่นก็คือใจแท้จริง

ให้ใจแท้จริงพิจารณาดูที่ไปยึดเอาขันธ์5มา ว่ามันน่ายินดีเช่นไรเถิด

ใจมันจะยอมรับความจริงแท้เองว่า โง่มานานแสนนาน
กิเลสเอ่ยเรามองเห็นเจ้าแล้ว เรากำลังรื้อถอนพวกเจ้าออกด้วยปัญญาแห่งความจริง


จิตทั้งหลายเป็นผู้สร้างทุกสรรพสิ่ง มาจากความว่าง ไปจากความว่าง
คำว่าว่าง ก็คือ วางมันลงก็แค่นั้น

 

โดย: อ้องเขาค้อ IP: 118.175.210.51 26 มิถุนายน 2551 10:18:29 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

อ้องเขาค้อ

Location :
เพชรบูรณ์ Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]


My FriendFlock
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed

คนโง่ที่หลงสิ่งแปรปรวนมานาน
 
Friends' blogs
[Add อ้องเขาค้อ's blog to your weblog]
Links
 

MY VIP Friend